วิกฤตการณ์มหาอุทกภัยถล่มประเทศไทยครั้งนี้ถือเป็นปัญหาบานปลายจนยากแก้ไข ทั้งต้องสูญเสียทรัพย์สิน ระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงเครดิต
เป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่มาจากภัยธรรมชาติ และยากที่จะป้องกัน แต่ไม่ใช่ป้องกันไม่ได้เพราะในระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมาหากมีการบริหารจัดการอย่างสุขุมรอบคอบแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะไม่เป็น “อุบัติภัย” อย่างที่เกิดขึ้น
จนถึง ณ ขณะนี้ล่วงเข้าเดือนที่ 4 ของวิกฤตการณ์น้ำท่วม หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจอย่าง ศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. ที่มีรมว.กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ประชา พรหมนอก รับตำแหน่งเป็น ผู้อำนวย การศูนย์ฯ งานนี้ประชาชนได้แต่มองหน้ากันแบบงงๆ แล้วให้ สงสัยว่าเอารมว.ยุติธรรมมาทำไม รมว.มหาดไทยไปไหน
เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าไม่ใช่เหรอ??..การประสานงานน่าจะดีกว่า พร้อมกว่า แต่ทำไมถึงเป็นท่านประชายิ่งการทำงานของศปภ.ที่ผ่านมาดูจะไม่เข้าตากรรมการสักเท่าไหนนัก โดยเฉพาะเรื่องการให้ข่าวสารกับประชาชน เพราะยังไม่เข้าใจหลักการแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยและชี้แจงเพื่อการเตรียมความพร้อม ของประชาชน ทำให้การชี้แจงที่ผ่านมายังสับสน กลัวแต่ประชาชนตื่นตระหนกซึ่งเป็นการหลงประเด็น ที่จริง คือประชาชนเขาต้องการรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรจะต้องเตรียม ตัวอย่างไร เมื่อไร แถลงข่าวเหมือน PR แทนที่จะให้ ข้อเท็จจริง นี่ยังไม่รวมการปล่อยข่าวที่คลาดเคลื่อนหลาย ต่อหลายครั้งจนผู้คนแตกตื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น..และฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาคือ.. ประชาชนไม่ปลื้ม!!
ต้องยอมรับโดยดุษณีว่ามาตรการการจัดการน้ำ ตลอด 4 เดือนมานี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า เพราะการบริหาร จัดการที่ผิดพลาดทั้งการสกัดกั้นที่ผิดลักษณะขาดแผนจนกระแสน้ำเชี่ยวกราก การผันน้ำโดยไม่ประเมินปริมาณและระดับน้ำ จนภาพที่ออกมาเหมือนโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลและหน่วยงานมีระยะเวลา มากพอที่จะเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่ทว่ากลับขาดเอกภาพในการบริหารสั่งการ รวมถึงยังปล่อย ให้บางพื้นที่ยังไร้การเหลียวแลจากภาครัฐ
แต่ถึงกระนั้นในภาคการเมืองก็ยังไม่วายเล่นกลเกมหมก เม็ดกันมิได้ขาด การเปิดโต๊ะสาดโคลนตอบโต้กันยังมีทั้งฝ่าย ค้านและฝ่ายรัฐบาล ฉวยโอกาสจากสื่อพรีเซ็นต์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เรื่องน้ำท่วมกับการเมือง โดยส่วนใหญ่ร้อย ละ 76.52 เห็นว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะต่างฝ่ายต่างปกป้องพื้นที่ของตนเอง โดยร้อยละ 67.10 ยังเห็นว่า การที่พรรคการเมืองแทรกแซงเรื่องน้ำท่วมจะมีผลทำให้คะแนนนิยมลดลง เพราะจะกลาย เป็นเรื่องผลประโยชน์ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.02 เชื่อ ว่าการเอาการเมืองมาเกี่ยวพันกับการแก้น้ำท่วม จะทำให้ แก้ปัญหาได้ยากขึ้น”
นี่แสดงให้เห็นว่า..ประชาชนเขาไม่ได้โง่จนมองไม่ออก และเฝ้าดูการทำงานของนักการเมืองอยู่ตลอดเวลา ว่าจริงใจ กับเขาแค่ไหน
แต่ที่อดสงสัยไม่ได้จริงๆ กับ “กทม.” คือมีความจริงใจแค่ไหนในการร่วมมือกับศปภ.ในการแก้ปัญหาครั้งนี้ เพราะหน่วยงานที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือหาได้เป็นผู้ชำนาญการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ แต่กลับเป็นเจ้าหน้าที่ของฝ่ายทะเบียนราษฎร์ ที่ทำงานเกี่ยวกับการแจ้งเกิด การแจ้งตาย การย้ายที่อยู่ การจัดทำทะเบียนคนและทะเบียนบ้าน หรือว่ากันง่ายๆ คือ เอกสารเกี่ยวกับประชาชนคนไทย!.. เอามาทำไม??..มาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ศปภ. แค่ที่เป็นอยู่ศปภ.ก็ปัญหาเยอะอยู่แล้ว แล้วท่านผู้ว่ากทม.มีเจตนาอะไรกันแน่
หากจะถามหาความจริงใจของนักการเมืองในการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้คงยากกว่าหาน้ำใจในสังคมไทย ฉะนั้นคนไทยคงต้องช่วยเหลือกันเองโดยไม่อยากพึ่งพานักการเมืองอีกต่อไปแล้ว เชื่อได้ว่าหลังน้ำลดรอบนี้ อาจจะเป็นรอบที่ชะล้างเอาความสกปรกของการเมืองไปด้วย และถ้าเป็นเช่นนั้นการเมืองไทยคงงดงามกว่าที่เป็น อยู่อีกมากเหลือเกิน
ที่มา:สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
เป็นที่ทราบกันดีว่าวิกฤตการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ ที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ของประเทศ ซึ่งเป็นปัญหาที่มาจากภัยธรรมชาติ และยากที่จะป้องกัน แต่ไม่ใช่ป้องกันไม่ได้เพราะในระยะเวลากว่า 3 เดือนที่ผ่านมาหากมีการบริหารจัดการอย่างสุขุมรอบคอบแล้วปัญหาที่เกิดขึ้นครั้งนี้จะไม่เป็น “อุบัติภัย” อย่างที่เกิดขึ้น
จนถึง ณ ขณะนี้ล่วงเข้าเดือนที่ 4 ของวิกฤตการณ์น้ำท่วม หน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจอย่าง ศูนย์ปฏิบัติการ ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. ที่มีรมว.กระทรวงยุติธรรม พล.อ.ประชา พรหมนอก รับตำแหน่งเป็น ผู้อำนวย การศูนย์ฯ งานนี้ประชาชนได้แต่มองหน้ากันแบบงงๆ แล้วให้ สงสัยว่าเอารมว.ยุติธรรมมาทำไม รมว.มหาดไทยไปไหน
เพราะกระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่ใกล้ชิดกับประชาชนมากกว่าไม่ใช่เหรอ??..การประสานงานน่าจะดีกว่า พร้อมกว่า แต่ทำไมถึงเป็นท่านประชายิ่งการทำงานของศปภ.ที่ผ่านมาดูจะไม่เข้าตากรรมการสักเท่าไหนนัก โดยเฉพาะเรื่องการให้ข่าวสารกับประชาชน เพราะยังไม่เข้าใจหลักการแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการเตือนภัยและชี้แจงเพื่อการเตรียมความพร้อม ของประชาชน ทำให้การชี้แจงที่ผ่านมายังสับสน กลัวแต่ประชาชนตื่นตระหนกซึ่งเป็นการหลงประเด็น ที่จริง คือประชาชนเขาต้องการรู้ว่าอาจจะเกิดอะไรจะต้องเตรียม ตัวอย่างไร เมื่อไร แถลงข่าวเหมือน PR แทนที่จะให้ ข้อเท็จจริง นี่ยังไม่รวมการปล่อยข่าวที่คลาดเคลื่อนหลาย ต่อหลายครั้งจนผู้คนแตกตื่น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น..และฟีดแบ็กที่ได้รับกลับมาคือ.. ประชาชนไม่ปลื้ม!!
ต้องยอมรับโดยดุษณีว่ามาตรการการจัดการน้ำ ตลอด 4 เดือนมานี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า เพราะการบริหาร จัดการที่ผิดพลาดทั้งการสกัดกั้นที่ผิดลักษณะขาดแผนจนกระแสน้ำเชี่ยวกราก การผันน้ำโดยไม่ประเมินปริมาณและระดับน้ำ จนภาพที่ออกมาเหมือนโฆษณาชวนเชื่อมากกว่าแก้ปัญหาอย่างจริงจัง รัฐบาลและหน่วยงานมีระยะเวลา มากพอที่จะเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้น แต่ทว่ากลับขาดเอกภาพในการบริหารสั่งการ รวมถึงยังปล่อย ให้บางพื้นที่ยังไร้การเหลียวแลจากภาครัฐ
แต่ถึงกระนั้นในภาคการเมืองก็ยังไม่วายเล่นกลเกมหมก เม็ดกันมิได้ขาด การเปิดโต๊ะสาดโคลนตอบโต้กันยังมีทั้งฝ่าย ค้านและฝ่ายรัฐบาล ฉวยโอกาสจากสื่อพรีเซ็นต์ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
“สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจคนกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เรื่องน้ำท่วมกับการเมือง โดยส่วนใหญ่ร้อย ละ 76.52 เห็นว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมมีการเมืองมาเกี่ยวข้อง เพราะต่างฝ่ายต่างปกป้องพื้นที่ของตนเอง โดยร้อยละ 67.10 ยังเห็นว่า การที่พรรคการเมืองแทรกแซงเรื่องน้ำท่วมจะมีผลทำให้คะแนนนิยมลดลง เพราะจะกลาย เป็นเรื่องผลประโยชน์ ทั้งนี้ ส่วนใหญ่ร้อยละ 70.02 เชื่อ ว่าการเอาการเมืองมาเกี่ยวพันกับการแก้น้ำท่วม จะทำให้ แก้ปัญหาได้ยากขึ้น”
นี่แสดงให้เห็นว่า..ประชาชนเขาไม่ได้โง่จนมองไม่ออก และเฝ้าดูการทำงานของนักการเมืองอยู่ตลอดเวลา ว่าจริงใจ กับเขาแค่ไหน
แต่ที่อดสงสัยไม่ได้จริงๆ กับ “กทม.” คือมีความจริงใจแค่ไหนในการร่วมมือกับศปภ.ในการแก้ปัญหาครั้งนี้ เพราะหน่วยงานที่ส่งเข้าไปช่วยเหลือหาได้เป็นผู้ชำนาญการในการแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ แต่กลับเป็นเจ้าหน้าที่ของฝ่ายทะเบียนราษฎร์ ที่ทำงานเกี่ยวกับการแจ้งเกิด การแจ้งตาย การย้ายที่อยู่ การจัดทำทะเบียนคนและทะเบียนบ้าน หรือว่ากันง่ายๆ คือ เอกสารเกี่ยวกับประชาชนคนไทย!.. เอามาทำไม??..มาช่วยแก้ปัญหาอะไรให้ศปภ. แค่ที่เป็นอยู่ศปภ.ก็ปัญหาเยอะอยู่แล้ว แล้วท่านผู้ว่ากทม.มีเจตนาอะไรกันแน่
หากจะถามหาความจริงใจของนักการเมืองในการช่วยเหลือประชาชนในครั้งนี้คงยากกว่าหาน้ำใจในสังคมไทย ฉะนั้นคนไทยคงต้องช่วยเหลือกันเองโดยไม่อยากพึ่งพานักการเมืองอีกต่อไปแล้ว เชื่อได้ว่าหลังน้ำลดรอบนี้ อาจจะเป็นรอบที่ชะล้างเอาความสกปรกของการเมืองไปด้วย และถ้าเป็นเช่นนั้นการเมืองไทยคงงดงามกว่าที่เป็น อยู่อีกมากเหลือเกิน
ที่มา:สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น