“สุดารัตน์” จวก “อภิสิทธิ์” แก้น้ำมันปาล์มผิดพลาดซ้ำซากด้วยไร้ความสามารถ จงใจปั่นราคาปล้นเงินจากคน 60 ล้านคน จับโกหกพื้นที่ปลูกเพิ่มแต่ผลผลิตลด ด้าน “สุเทพ” จ่องดนำเข้า 120,000 ตัน
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานมูลนิธิไทยพึ่งไทยและอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย กล่าวถึงการแก้ปัญหาราคาน้ำมันปาล์มแพงของรัฐบาลว่า จะเห็นว่าการแก้ปัญหาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลผิดพลาดมาตั้งแต่ต้น จนถึงขณะนี้ยังคงแก้ปัญหาผิดพลาดซ้ำซาก แต่จะผิดพลาดด้วยความไร้ความสามารถหรือจงใจทำให้เกิดปัญหาวิกฤตน้ำมันปาล์มเพื่อปั่นราคาก็ยังเป็นคำถามของสังคมอยู่ แต่ไม่ว่าจะเป็นเพราะทำงานไม่เป็นหรือจงใจปั่นราคาก็เป็นการปล้นเงินในกระเป๋าของประชาชน 60 ล้านคน
กลไกการแก้ไขปัญหาปาล์มน้ำมันในอดีตมี 2 อย่าง เหมือนวอลุ่มปรับซ้ายขวาให้สมดุล ซึ่งโดยปรกติรัฐบาลจะมีสต็อกน้ำมันปาล์มอยู่ 200,000 ตัน เป็นตัววัด ถ้าสต็อกลดถึงจุดที่น่ากลัวจะต้องนำเข้าก่อนเป็นช่วงสั้นๆ เพื่อรักษาระดับราคาไม่ให้น้ำมันปาล์มที่ประชาชนบริโภคพุ่งสูง อีกกลไกคือการผลิตไบโอดีเซล เมื่อผลผลิตปาล์มดิบมีมากก็ส่งเข้าผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้น เพื่อไม่ให้ผลผลิตปาล์มสดที่เกษตรกรขายราคาตกต่ำจนขาดทุน ในอดีตที่รัฐบาลก่อนทำมาใช้กลไกดังกล่าวทั้งสองขาช่วยได้ทั้งประชาชนและเกษตรกร
คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวอีกว่า ขอจับโกหกนายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ ที่ท่องคาถาอย่างเดียวว่าผลผลิตปาล์มปีนี้ขาดแคลนเพราะน้ำท่วมผลปาล์มเสียหายนั้นไม่เป็นความจริง ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรฯพบว่าปี 2552 พื้นที่ผลิตปาล์มมี 3.1 ล้านไร่ ผลผลิต 8.1 ล้านตัน ปี 2553 พื้นที่ผลิต 3.5 ล้านไร่ ผลผลิต 8.2 ล้านตัน มากกว่าปี 2552 ด้วยซ้ำเพราะพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้น และความจริงตัวเลขสต็อกน้ำมันปาล์มปี 2553 เริ่มมีปัญหาตั้งแต่เดือนกันยายน จาก 200,000 ตัน เหลือ 180,000 ตัน จนมาถึงเดือนตุลาคมหายไปครึ่งหนึ่งเหลือแค่ 130,000 ตัน เดือนพฤศจิกายนเหลือ 90,000 ตัน เดือนธันวาคม 2553 และเดือนมกราคม 2554 ไม่มีเหลือ
รัฐบาลทิ้งเวลาไป 5 เดือนตั้งแต่เห็นสัญญาณในเดือนกันยายน 2553 โดยไม่ทำอะไร เพิ่งมาประชุมคณะกรรมการปาล์มน้ำมันกลางเดือนมกราคม ซึ่งก็ยังแก้ไขผิดวิธีอีก แบบที่ไม่มีใครเขาทำกัน ราคาสินค้าเมื่อขึ้นไปแล้วจะไม่มีทางลง เพราะคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติให้ขึ้นราคาน้ำมันปาล์มขวดก่อน แล้วจึงอนุมัติให้นำเข้าในครั้งแรกแค่ 30,000 ตัน ก็ไม่เพียงพอต่อความต้องการ แต่ตอนหลังกลับมาอนุมัติให้นำเข้า 120,000 ตัน ในช่วงที่เดือนมีนาคมผลปาล์มสดจะออกสู่ตลาดแล้ว
“สิ่งที่เกิดขึ้นคือการบิดเบือนโครงสร้างราคา ต้นเหตุจาก ครม. อนุมัติให้ขึ้นราคาลิตรละ 9 บาท แล้วไปกำหนดราคาปาล์มสดกิโลกรัมละ 11-15 บาท แต่โรงหีบซื้อจากเกษตรกรแค่กิโลกรัมละ 6 บาท ส่วนต่างอย่างน้อยกิโลกรัมละ 5 บาท ซึ่งต้องใช้ปาล์มสดถึง 7 กิโลกรัม ถึงจะได้น้ำมันปาล์ม 1 กิโลกรัม ดังนั้น คิดเป็นเงิน 35 บาทต่อน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 1 ขวดลิตร เป็นต้นทุนที่ถูกเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ว่าไปเข้ากระเป๋าใคร ตรงนี้เป็นต้นน้ำที่มีคนรวยกันเยอะ เมื่อปลายน้ำเห็นแล้วอยากรวยบ้างก็กักตุน แต่ไม่ร้ายแรงเท่าต้นน้ำ ดีเอสไอถ้าแน่จริงควรไปดูที่ต้นทาง เรื่องนี้ทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ส่วนจะเป็นการสมรู้ร่วมคิดกันของใคร ทำให้เกิดวิกฤตหรือไม่ ต้องตั้งข้อสงสัยไว้ก่อนว่าเป็นวิธีการบริหารงานที่ผิดปรกติ เป็นหน้าที่ของ ส.ส. และ ส.ว. ที่ต้องเอาคนทุจริตออกมาให้ได้” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว
ด้านนายสุเทพกล่าวถึงการขอนำเข้าน้ำมันปาล์มอีก 120,000 ตันว่า เชื่อว่าจะมีการทบทวนเรื่องการนำเข้าน้ำมันปาล์มอีก 120,000 ตัน เนื่องจากปลายเดือนมีนาคมนี้ผลผลิตปาล์มของไทยจะผลิตออกมาได้ตามความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งจะเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาในวันที่ 22 ก.พ. เช่นเดียวกับการของบประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อแทรกแซงราคาน้ำมันปาล์ม
ที่มา.หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น