--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เปิดสูตร ปรับครม. ในมือ"มาร์ค"-"เทพเทือก" ซื้อเวลา หลังปีใหม่ สกัด"น้ำเดือด"ใน ปชป.



ที่มา:ประชาชาติธุรกิจ

เปิดสูตร ปรับคณะรัฐมนตรี โอบามาร์ค อภิสิทธิ์ ผนึก เทพเทือก ซื้อเวลาลากยาว ครบ 1 ปี หลังปีใหม่ ใครเป้าจริง ใครเป้าหลอก ปรับแล้วจะอยู่ยาวหรือ หรือปรับแล้ว แรงกระเพื่อมภายในประชาธิปัตย์ ทำรัฐบาลอายุสั้น หรือไม่ เรามีบทวิเคราะห์มานำเสนอ

... กระแสปรับคณะรัฐมนตรี สะพัดขึ้น เมื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ประกาศวางมือทางการเมืองเพื่อเปิดทางให้นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ ส.ส.พิจิตร พรรคชาติไทยพัฒนา บุตรชายเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแทน


" สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ปัดกระแสข่าวว่า ไม่ทราบ ยังไม่ได้คุยกับพลตรีสนั่น


พร้อมตัดบทว่า " คงเป็นช่วงหลังปีใหม่ คงจะได้คุยกัน เพราะตอนนี้ทุกคนต่างทุ่มเททำงานกันก่อน"
ก่อนหน้านี้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี ก็ออกมา สกัด-สะกด "ข่าวลือ" การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะยังไม่มีการปรับเปลี่ยนหมุนเวียน ก่อนจะครบว่าระ 1 ปี



เพื่อไม่ต้องการให้กระแสข่าวลือ ถูกลากยาว ที่อาจกลายเป็นเรื่องที่รัฐบาลถูก "รุมสกรัม" จากคนในพรรคร่วมด้วยกันเอง

หากจะหาที่มาที่ไปของกระแสการปรับ ครม. คงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเคยมีการเขย่าขวัญกันมาแล้ว เมื่อครั้งรัฐบาลมีอายุครบ 6 เดือน

ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน "คนเลือดสะตอ" ด้วยกันนั่นแหละ ที่ออกแรงทั้ง ขย่ม เขย่า

แต่ก็ไม่เป็นผล

คราวนี้ก็เช่นกัน คนในพรรคประชาธิปัตย์ ถูกตั้ง "ข้อสงสัย" ว่าเป็น "เจ้ากรมข่าวลือ"

เพราะนอกจากมีการกำหนดดีเดย์ที่ชัดเจนคือวันที่ 15 ธันวาคมแล้ว

ยังปรากฏ "ตัวละคร" ที่ไม่ใช่แค่ "เป้าหลัก" อย่าง "จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์" รมว.ศึกษาธิการ "วิทยา แก้วภราดัย" รมว.สาธารณสุข "คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช" รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ "อิสระ สมชัย" รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์



ยังมี "เป้าหลอก" เพื่อแบ่งน้ำหนักกันด้วยการดึงพรรคชาติไทยพัฒนา เข้ามาร่วมวงใน 2 ประเด็น

หนึ่ง พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี จะลาออกเพื่อเปิดทางให้โควต้ากับลูกชาย "ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์" ส.ส.พิจิตร



สอง จะเปลี่ยนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้พรรคประชาธิปัตย์ดูแล โดยอิงกระแสที่ "ชุมพล ศิลปอาชา" มีปัญหาเรื่องการบริหารงานภายในกระทรวงที่มีข่าวลบออกมาตลอดเวลา

เช่นเดียวกับพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ปรากฏเป็น "ตัวละคร" สำคัญในข่าวดังกล่าวว่า ยินดีที่จะแลกกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กับกระทรวงศึกษาธิการของพรรคประชาธิปัตย์



กระแสดังกล่าว ทำให้ "บรรหาร ศิลปอาชา" ตัวจริงเสียงจริงของพรรคชาติไทยพัฒนา ต้องสั่งการให้ "วัชระ กรรณิการ์" โฆษกพรรค สรุปอย่างตรงไปตรงมาว่า "ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีการปล่อยข่าวจากภายนอกพรรคมาตลอดว่าจะขอปรับ ครม. หรือแลกกระทรวง ขอยืนยันพรรคชาติไทยพัฒนา ว่าไม่เคยส่งสัญญาณเพื่อกดดัน และยังพอใจโควต้ารัฐมนตรีที่มีอยู่ทั้งหมด"



พร้อมยืนยันถึงผลงานของ "ชุมพล" ว่างานต่างๆ กำลังเข้ารูปเข้ารอย

พร้อมการันตี พล.ต.สนั่น รับปากกับ "บรรหาร" ด้วยสัญญาลูกผู้ชาย ว่าจะเป็นรองนายกฯ และจะเป็นแม่ทัพคนสำคัญต่อไป

แต่สิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนา พยายาม "ตีโจทย์" ถึงกระแสข่าวดังกล่าวก็คือ "ใครปล่อยข่าว"

ใครกวนน้ำให้ขุ่น

จับน้ำเสียง อารมณ์ของ "วัชระ" ที่พยายามจะบอกที่มาของต้นตอของข่าวว่า "น่าจะไม่ใกล้ไม่ไกลจากพรรคเราเท่าไร ไม่น่าจะเกิน 15 กิโลเมตร คนที่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปรับ ครม. คงไม่ใช่ฝ่ายค้านแน่"

คำตอบชัดเจนว่า คนที่เกี่ยวข้องคือ พรรคร่วมรัฐบาลอย่างไม่ต้องสงสัย

ส่วนข้อเสนอของพรรคเพื่อแผ่นดิน ในการแลกกระทรวงไอซีทีกับกระทรวงศึกษาธิการของพรรคประชาธิปัตย์

คงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ



เพราะต้องไม่ลืมว่า กระทรวงไอซีที กำลังมีงานช้าง เรื่องเปิดประมูลระบบ 3 จี ที่พลพรรคเพื่อแผ่นดิน พยายามดันสุดลิ่มทิ่มประตู

ขณะที่กระทรวงศึกษาธิการ ก็กำลังรอใช้เม็ดเงินกว่า 6 หมื่นล้านบาท ที่ ครม. อนุมัติกรอบวงเงินไปแล้ว เพื่อการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ และถือเป็นกล่องดวงใจของพรรคประชาธิปัตย์ ต่อเนื่องจากนโยบาย ขายได้-ขายดี เรื่องเรียนฟรี 15 ปี ที่ "อภิสิทธิ์" ภูมิใจ และพูดถึงตลอดเวลา



ข้อเสนอดังกล่าว หากมองแบบ "เก๋าเกมการเมือง" แทบจะเป็นไปไม่ได้

อีกทั้งในสภาวะที่ประเทศชาติ บ้านเมือง กำลังจะมีการเฉลิมฉลองใหญ่ อย่างที่ "อภิสิทธิ์" บอกว่า "ผมยืนยันว่าขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเลยครับ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่กำลังเตรียมงานต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานเฉลิมพระเกียรติ การเมืองในขณะนี้ต้องการให้บรรยากาศนิ่งที่สุด"

เหล่านี้คือ "ปัจจัย" แวดล้อมที่สำคัญ



และหากมองให้ลึกเข้าไปถึง "ผลประโยชน์" ที่แต่ละพรรคการเมืองวางกลเกมเอาไว้ราว 10 เดือน เพื่อรอ "กินคำโต"

จึงเป็นเรื่องที่ "ยากยิ่ง" ที่ความเคลื่อนไหวที่จะให้มีการปรับเปลี่ยน จะเกิดจากหน่อเนื้อของพรรคร่วมรัฐบาล

และดูเหมือน "อภิสิทธิ์" หรือแม้กระทั่ง "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวดังกล่าวว่าออกมาจาก "เนื้อใน"

ประเภท "คนใกล้ตัว"



จึงพยายามออกตัวว่า รัฐมนตรีหลายคนจของพรรคไม่ว่าจะเป็น "จุรินทร์-วิทยา-คุณหญิงกัลยา-อิสระ" ต่างยังคงทำงานได้อย่างดี ไม่มีบกพร่อง

เป็นการส่งสัญญาณปราม "คลื่นใต้น้ำ" ภายในพรรคประชาธิปัตย์



เพราะสิ่งที่ "ประมวล เอมเปีย" ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาพูดด้วยถ้อยคำรุนแรงผิดมารยาทพรรคร่วมรัฐบาล ว่า

"เห็นด้วยกับการที่นายกฯ จะปรับ ครม. ในบางตำแหน่งที่ไม่เหมาะสม เพราะบางกระทรวงไม่ทำงานเชิงรุก และไม่มีความโปร่งใส หากเห็นว่ากระทรวงไหนไม่ทำงาน ก็ต้องเสนอให้ปรับเปลี่ยนตัวคนเป็นรัฐมนตรี เพราะรัฐบาลอยู่ได้ทุกวันนี้ก็เพราะภาพลักษณ์ของนายกฯ"



พร้อมเปิดศึกใส่พรรคร่วมว่า "มีหลายกระทรวงที่ชาวบ้านมองว่าไม่โปร่งใส เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม เป็นกระทรวงที่ต้องระวัง เพราะเกี่ยวข้องกับพ่อค้าจึงมีผลประโยชน์มาก รวมถึงปัญหาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการข้ามหัวกันในกระทรวงมหาดไทย ซึ่งถือว่าการเมืองยุคนี้เลวร้ายกว่ายุคที่ผ่านมา"

เปิดศึกใส่ 3 กระทรวงภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจไทย

เพราะ "ประมวล" ในฐานะ "แนวหน้ากล้าตาย" รู้ดีว่า การขยายแรงกระเพื่อมในวงกว้าง จะช่วยเพิ่มดีกรีความร้อนแรงทางการเมืองมากขึ้น



กอปรกับห้วงระยะเวลา 10 เดือนที่ผ่านมา ก็เพียงพอแล้วที่ว่าที่รัฐมนตรีแถว 2 ของ "พรรคประชาธิปัตย์" จะต้องมายืนอยู่แถวหน้า

หากแต่การออกมาของ "แนวหน้ากล้าตาย" ครั้งนี้ถูกเบรกกลับโดย "อภิสิทธิ์" และ "สุเทพ"

ทำให้น้ำหนักลดน้อยถอยลงไป



อีกทั้งการเคลื่อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นการเคลื่อนของพรรคร่วมรัฐบาลอย่าง ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา และเพื่อแผ่นดิน

ทำให้ "อานุภาพ" ที่เกิดจากแรงกดดันในการปรับ ครม. จึง "เบาหวิว" ดุจปุยนุ่น

และเรื่องคงไม่จบลงง่ายๆ



ฉะนั้น กระแสปรับ ครม. ในห้วงนี้ เกิดจากภาวะ "น้ำเดือด" จากภายในพรรคประชาธิปัตย์

"น้ำเดือด" ที่รอวันปะทุ

หากแต่คราวนี้ "อภิสิทธิ์-สุเทพ" ช่วยกันแก้เกมด้วยการเอา "น้ำเย็น" เข้าไปช่วยเติมน้ำที่กำลังเดือดอยู่ในกา

ก็สามารถช่วยบรรเทาได้ในระยะเวลาหนึ่ง

แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน ปัญหานี้จะกลับมาอีก

และไม่ใช่ "ใคร" ที่ไหนหรอก...

คนกันเองทั้งนั้น...!!

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น