
มติชน : นายดิเรก ถึงฝั่ง ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงรูปธรรมนำไปสู่การทำให้บ้านเมืองสงบตามพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า ข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ มิใช่มีแค่กรอบ 3 การแก้ไขรัฐธรรมนูญระยะเร่งด่วน แต่ยังมีกรอบ 1 เรื่องการสร้างความสมานฉันท์ และกรอบ 2 เรื่องการปฏิรูปการเมือง ซึ่งสามารถทำได้เลย ตนย้ำเรื่องนี้มาหลายรอบตั้งแต่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วว่า รัฐบาลต้องเป็นแกนนำที่ดำเนินการพร้อมกันทุกกรอบ เช่น การลดวิวาทะ การลดการสร้างเงื่อนไขใหม่ การเจรจา เป็นต้น แต่นี่ไม่มีการทำ แถมคนข้างๆ นายกรัฐมนตรีก็ยังไม่ยุติการตอบโต้ ฉะนั้นหากรัฐบาล โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีมาถือธงนำในการปฏิบัติ จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี
“แม้พรรคเพื่อไทย หรือ แกนนำ นปช. จะออกมาพูดโจมตีใส่ร้ายอย่างไร ถ้าผมเป็นนายกฯ ผมจะนิ่ง ทำงานเพื่อพิสูจน์อย่างเดียว และไม่พูดมาก สังคมก็จะเห็นเอง เขาจะใส่ร้ายก็ปล่อยเขา เพราะประชาชนไม่โง่ และรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ถ้าตอบโต้ตลอดเวลาอยู่อย่างนี้ มันจึงกลายเป็นชิงไหวชิงพริบในการพูดเสียมากกว่า เป็นการโต้วาที แต่ไม่ใช่การแก้ปัญหาบ้านเมือง การทำแบบนี้จึงเป็นการสร้างเงื่อนไขใหม่ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่คณะกรรมการสมานฉันท์ฯเสนอไป ผมขอเรียกร้องให้เกิดการปฏิบัติจริง และปฏิบัติพร้อมกันทั้ง 3 กรอบที่เสนอไป” นายดิเรกกล่าว
ยุเจรจา-เริ่มต้นกับฝ่ายค้านก่อน
นายดิเรกกล่าวว่า เรื่องการเจรจาตามข้อเสนอนั้น ถ้าทุกคนเห็นแก่บ้านแก่เมือง ทำไมจะเจรจากันไม่ได้ เช่น เป็นไปได้หรือไม่ที่นายกฯจะเชิญฝ่ายค้านมาปรึกษาหารือ หาทางเลิกทะเลาะกัน ถ้านายกฯเปิดเกมอย่างนี้ก็จะมีการเจรจาได้ ไม่ใช่ต้องไปเจรจาแค่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเพียงคนเดียว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเจรจาแล้วคือแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นแต่สุดท้ายฝ่ายค้านก็ถอนตัวหลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาสั่งการ นายดิเรกกล่าวว่า ฝ่ายค้านก็มีเหตุผลของตนเอง โดยมองว่า เมื่อลงเรือลำเดียวกันแล้ว ทำไมไม่ยกร่างเป็นร่างเดียว 6 ประเด็น รวมใจกันทำ แต่พอรัฐบาลให้แยกเป็น 6 ร่าง ร่างละประเด็น ฝ่ายค้านก็มองว่า รัฐบาลจะไม่เอาอันไหน ก็ไม่โหวตให้ได้ และเห็นว่า รัฐบาลจะซื้อเวลาด้วยการประชามติอีก ทั้งที่มาตรา 291 กำหนดให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญได้เลย ตรงนี้จึงเป็นความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมา สุดท้ายทั้งสองฝ่ายมองกันไปมาด้วยสายตาที่ไม่ไว้ใจ
รบ.ไม่เป็นเจ้าภาพก็ไปไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นจริงๆ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ต้องการรับโทษและไม่ต้องการโดนยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท โดยอ้างว่าไม่ยุติธรรมเพราะเป็นผลต่อเนื่องจากการรัฐประหาร นายดิเรกกล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ที่การได้คุยกันก่อน ประเด็นไหนเจรจาไม่ได้ ก็ยกเก็บไว้ก่อน อันไหนทำได้ก็ทำ ก็จะค่อยๆ เริ่มเข้าใจกัน ถ้ารัฐบาลทำเหมือนแมวไล่จับหนูตลอดเวลา หรือ พ.ต.ท.ทักษิณ และฝ่ายค้าน สู้เพื่อป้องกันตัวเองตลอดเวลา ก็ไม่สำเร็จ หรืออย่างฝ่ายค้านบอกว่า คดีเสื้อเหลืองปิดสนามบินสุวรรณภูมิทำไมไม่คืบ แต่คดีเสื้อแดงคืบเอาคืบเอา รัฐบาลก็ต้องชี้แจงด้วยเหตุผลเพื่อให้เข้าใจกัน
เมื่อถามถึงความจำเป็นที่จะต้องนำร่างกฎหมายปรองดองหรือพวกกฎหมายนิรโทษกรรมมาคุยกันหรือไม่ นายดิเรกกล่าวว่า หากเริ่มพูดคุยกันได้ มีอะไรก็เอามาวางต่อรองกัน และพิจารณากันดูเป็นประเด็นไป งานก็เดินหน้า ร่างกฎหมายปรองดอง อาจเป็นลักษณะหนึ่งก็ได้ถ้าสมมุติว่าพูดคุยกันได้จบ แต่นี่ยังไม่ได้คุยกันเลย รัฐบาลก็ไม่เป็นเจ้าภาพที่จะเริ่ม เรื่องก็ไปไหนไม่ได้
ต้องต่อยอดทั้งทางลับและแจ้ง
นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาศึกษาแนวทางสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย ในคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงแนวทางรูปธรรมในการทำให้บ้านเมืองสงบว่า ข้อเสนอของกรรมการสมานฉันท์ฯ ในส่วนกรอบแรกว่าด้วยแนวทางสร้างสมานฉันท์ ซึ่งมี 6 ข้อ ได้แก่ การลดวิวาทะ การไม่สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งใหม่ การให้สื่อมวลชนทุกแขนงเข้ามาเป็นเครือข่ายสร้างพื้นที่สมานฉันท์ การเจรจา การตั้งสมัชชาสมานฉันท์ส่วนภูมิภาค และสร้างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์และแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เหล่านี้ ยังไม่มีการปฏิบัติเป็นรูปธรรม คิดว่า รัฐบาลต้องเป็นผู้เริ่มได้แล้วและหลายอย่างทำได้เลยไม่ต้องลงทุน เช่นการลดวิวาทะ ดูอย่างงาน 5 ธันวาคม ที่รัฐบาลจัด ก็ระดมใจคนสามารถทำให้บรรยากาศลดความร้อนแรงลงได้มาก
“ต่อจากนี้ไป รัฐบาลต้องต่อยอด เช่น การเจรจา ทั้งทางลับและทางแจ้ง เริ่มจากตัวหลักทางการเมือง คือ ฝ่านค้านและรัฐบาล นายกฯสามารถเชิญ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของฝั่งนี้ มาร่วมกันได้ เพราะการเมืองตอนนี้มี 2 ขั้วใหญ่ คือ พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย ซึ่งต่อไปต่างก็ต้องสลับเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แล้วทำไมจะคุยกันไม่ได้ ส่วนการเจรจาทางลึก รัฐบาลสามารถเปิดการเจรจากับคนที่อยู่เบื้องหลังการที่เอาประชาชนมาเป็นเครื่องมือ และยกเรื่องนั้นเรื่องนี้มาอ้างได้ เริ่มจากเอาสิ่งที่คุยกันได้มาเจรจากันก่อน หรือหากรัฐบาลไม่ทำ ประธานสภา ที่เป็นประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ใน 3 อำนาจอธิปไตย ก็สามารถผลักดันได้ วันนี้เป็นโอกาสดี เพราะคนไทยมีศูนย์รวมใจที่พระเจ้าอยู่หัวแล้ว และกระแสสังคมก็ต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน” นายตวงกล่าว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น