ประชาชาติธุรกิจ : พลันที่ศาลปกครองสูงสุด อ่านคำสั่งคดีมาบตาพุด จบลง เสียงไชโย โห่ร้อง ของผู้ฟ้องคดี ตะโกนลั่นว่า เราชนะแล้ว !!! ท่ามกลางความยินดี ปรีดา ของสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม 43 คน มาจากคำสั่งศาลที่ระงับ 65 โครงการ มูลค่า 3.5 แสนล้าน ยืนตามศาลปกครองชั้นต้น อีกด้านหนึ่ง นักลงทุนกำลังสะอื้นไห้
คำสั่งศาลปกครองสูงสุด ปล่อย 11 โครงการ สั่งระงับ 65 โครงการ
นาทีแห่งชัยชนะ แต่อีกมุมหนึ่ง ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการที่ถูกระงับ ถึงกับช็อคกับคำสั่งศาลปกครองสูงสุด เพราะไม่คาดคิดว่า ศาลสูงจะยืนตามศาลชั้นต้น
” 11 โครงการเป็นแค่น้ำจิ้ม ไม่มีความหมาย หาก 65 โครงการ ถูกระงับก็พังทั้งหมด “
บริษัทยักษ์เจ้าของโครงการ แทบไม่เชื่อหูตัวเองว่า คำสั่งศาลสูง จะออกมาแบบเหมาทั้งเข่ง ส่วนใหญ่มองโลกแง่ดีว่า ศาลสูงจะปลดล็อค ยกเลิกคำสั่งชั่วคราวให้ระงับโครงการแล้ว ให้โครงการปฎิบัติตามเงื่อนไข เพื่อให้โครงการดำเนินการต่อไปได้ เพื่อให้รับกับมาตการของภาครัฐ และการทำงานของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน นั่งเป็นประธาน
ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น เอกชนงง เป็นไก่ตาแตกว่า เหตุใด ศาลสูง ต้องเร่งอ่านคำสั่ง ในบ่ายวันที่ 2 ธันวาคม ในเมื่อคณะทำงานของนายอานันท์ กำลังเร่งแก้วิกฤต
นาทีที่ ศาลปกครองสูงสุด สั่งระงับ 65 โครงการ เจ้าของโครงการเรียกประชุมด่วน เพื่อประเมินสถานการณ์
โครงการของ ปตท. 15 โครงการ มูลค่ากว่า 2 แสนล้าน จอดสิ้น
ปูนซิเมนต์ไทย หรือ SCG โดนไป 18 โครงการ มูลค่ากว่า 5.7 หมื่นล้าน ทั้ง ๆที่ โครงการก่อสร้าง เกือบแล้วเสร็จ และกำลังเปิดเดินเครื่องต้นปีหน้า
ประเมินกันเบื้องต้น ปูนใหญ่ จะเสียหาย เดือนละ 300 ล้าน หากเปิดโรงงานไม่ได้ตามกำหนด
เช่นเดียวกับ โรงงานเหล็ก สยามยามาโตะ ที่ผ่าน EIA ตั้งแต่ กันยายน 2550 ก็โดนหางเลขเข้าไปด้วยแบบเต็มๆ
แต่ความเสียหายที่ใหญ่หลวงไปกว่านั้นคือ ความเชื่อมั่นที่มีต่อการลงทุนย่อมได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง นักลงทุนต่างชาติ อาจย้ายฐานการลงทุนออกจากประเทศไทย จากความไม่แน่นอน ประเทศไทยจะเข้าสู่ความเสี่ยง
” ถ้ายังไม่มีความแน่นอน นับจากนี้ไปอีก 2 ปี จะไม่มีการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย นักลงทุนต่างประเทศ ไม่กลัวกฎหมายที่เข้มงวด แต่สิ่งที่นักลงทุนกลัวมากที่สุดคือ ความไม่แน่นอน ความไม่ชัดเจน ” นักลงทุน ผู้หนึ่ง กล่าว
ผลพวงของ การระงับ 65 โครงการ ที่คาดไม่ถึง อาจเป็นชนวนนำไปสู่ อวสานของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เนื่องมาจาก โดมิโน มาบตาพุด ที่จะลามไปสู่การล้มละลายทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ความหวังว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นเป็นบวกในไตรมาสที่สี่ อาจเป็นแค่ความฝัน
เมื่อโครงการ 3.5 แสนล้าน ชะงักยาว จะลามไปสู่แบงก์เจ้าหนี้ ที่เป็นสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้ให้แก่ 65 โครงการ
เงื่อนไขของสัญญาเงินกู้ เกือบทุกสัญญา ระบุว่า หากไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ถือว่า เกิดการผิดนัดแล้ว
จากนั้น เจ้าหนี้จะเรียกเงินคืนทั้งหมดทันที เมื่อเวลานั้นมาถึง โดมิโน จะโค่นทั้งกระดาน
นี่คือ เดิมพันที่สูงมาก หากรัฐบาล ไม่เร่งแก้วิกฤต อย่างทันท่วงที จะพังทั้งกระดาน
ถามว่า ถ้า อภิสิทธิ์ เร่งแก้ปัญหาอย่างเต็มที่จะต้องใช้เวลา เท่าไร
คำตอบที่มาจากการมองโลกเชิงบวก แบบสุด ๆ คือ 6-7 เดือน ในการออกกฎหมายประกอบมาตรา 67 วรรค 2 รวมถึงกระบวนการ HIA และการทำประชาพิจารณ์ และการรับฟังองค์กรอิสระ
แต่ถ้ารัฐบาล พังไปเสียก่อน ออกกฎหมาย การลงทุนในมาบตาพุด 3.5 แสนล้านก็ย่อมพังพาบไปด้วย เพราะกว่าจะเลือกตั้งทั่วไป จนจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อย โรงงานก็เหลือแต่ซากไปแล้ว
ใครหลายคน พูดตรงกันว่า ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทย จะมาได้ไกลขนาดนี้
ไกลขนาดที่ ชัยชนะของฝ่ายหนึ่ง ทำให้ภาพลักษณ์ประเทศไทย เปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล
แต่ท่ามกลาง ฝุ่นตลบ ใครบางคน เห็น รอยยิ้มที่มุมปากของ เสี่ยประชัย เลี่ยวไพรัตน์ เจ้าพ่อทีพีไอ.
ชั่วโมงนี้ เหลือง หรือ แดง หรือ เขียว ชนะ อาจไม่มีความหมาย
เพราะนักลงทุนต่างชาติ พวกเขาเชื่อแล้วว่า สำหรับประเทศไทย ความแน่นอน ก็คือ ความไม่แน่นอน !!!
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น