ที่มา:หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
นักวิชาการหลายสำนักเห็นพ้องมองไม่เห็นรัฐบาลมีผลงานอะไรโดดเด่นหลังทำงานมาครบ 1 ปี ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้แก้ไม่ได้ แถมยังมีเรื่องอื้อฉาวจากการทุจริตโครงการต่างๆอีกด้วย แนะอย่าคิดปรับ ครม. เพื่อกู้ภาพลักษณ์ให้เสียเวลา รอจังหวะเหมาะยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชนดีกว่า เตือน “อภิสิทธิ์” หากยังดื้อแพ่งอยู่ในอำนาจยิ่งเพิ่มความเสี่ยงที่จะถูกทำร้ายเหมือนนายกฯอิตาลี ผู้นำแรงงานให้ฉายา “หล่อไม่มีเหลี่ยม” มีดีแค่หน้าตาและบุคคลิก แต่ไม่มีชั้นเชิงในการบริหารประเทศ กลุ่มต่อต้านอภิสิทธิ์ชนเรียกร้อง “กษิต” ลาออก ชี้ตั้งแต่เข้ามามีอำนาจดำเนินนโยบายผิดพลาดตลอด โดยเฉพาะกับเพื่อนบ้านที่ทำให้สัมพันธ์ไทย-เขมรขาดสะบั้น
ว่าที่พันตรีวิษณุ บุญมารัตน์ อาจารย์ประจำคณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา ประเมินผลงานรัฐบาลในรอบ 1 ปีว่า ให้ผ่านอย่างฉิวเฉียด โดยให้ 5 คะแนนเต็ม 10 ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ของประเทศได้ เช่น การทุจริตที่มีมากขึ้น ความขัดแย้งในสังคม ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
เศรษฐกิจ-สังคมสอบไม่ผ่าน
อย่างไรก็ตาม หากแยกให้คะแนนรายกระทรวง กระทรวงที่ไม่ผ่านคือกระทรวงด้านเศรษฐกิจ เพราะไม่สามารถแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม กระทรวงด้านสังคมที่ยังมีปัญหาเรื่องค้าประเวณี ยาเสพติด ส่วนกระทรวงที่สอบผ่านอย่างฉิวเฉียดคือกระทรวงแรงงาน เพราะมีการจัดฝึกอบรมอาชีพให้ประชาชน
ต้องเปลี่ยน รมต. หลายกระทรวง
“ถ้าจะให้ดีรัฐบาลควรถือโอกาสครบรอบ 1 ปีปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งใหญ่เพื่อกู้ภาพลักษณ์ให้ดีขึ้น กระทรวงที่ควรเปลี่ยนผู้บริหารคือกระทรวงคมนาคมที่มีปัญหาความไม่โปร่งใสในการดำเนินโครงการหลายโครงการ เช่น โครงการเช่ารถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คัน กระทรวงสาธารณสุขที่มีปัญหาทุจริตโครงการไทยเข้มแข็งจนทีมที่ปรึกษาต้องลาออกยกทีม และรัฐมนตรีควรลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบด้วย กระทรวงการคลังที่ขอเงินกู้มากถึง 800,000 ล้านบาท แต่ไม่ได้ใช้จ่ายเพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น” ว่าที่พันตรีวิษณุกล่าว
ผู้นำแรงงานเห็นดีไม่กี่ข้อ
น.ส.วิไลวรรณ แซ่เตีย ประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) กล่าวว่า ผลงานรัฐบาลด้านแรงงานและสวัสดิการสังคมที่สอบผ่านมีเพียง 3 โครงการเท่านั้นคือ น้ำ-ไฟฟรี รถเมล์-รถไฟฟรี และเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ส่วนปัญหาที่รัฐไม่สามารถจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่ผ่านการประเมิน ได้แก่ การสนับสนุนสิทธิสหภาพแรงงาน การแก้ไขปัญหาการเลิกจ้าง การแก้ไขปัญหาแรงงานนอกระบบ การแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ และนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ
ตั้งฉายา “มาร์ค” หล่อไม่มีเหลี่ยม
“คสรท. ขอตั้งฉายานายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ว่ารัฐมนตรีเต่าล้านปี เนื่องจากนายไพฑูรย์เคยทำงานด้านแรงงานมาแล้วหลายครั้งแต่ยังแก้ปัญหาแรงงานไม่ได้ รวมถึงมีลักษณะการทำงานที่ฟังแต่เสียงข้าราชการ ส่วนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขอตั้งฉายาให้ว่าหล่อไม่มีเหลี่ยม เพราะนายกฯมีหน้าตาและบุคลิกดี แต่ไม่มีเหลี่ยมเชิงในการบริหารจัดการประเทศ จึงทำให้แก้ปัญหาต่างๆไม่ได้” น.ส.วิไลวรรณกล่าว
ดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ส่วนตัวให้รัฐบาลสอบผ่านได้ 6 เต็ม 10 เพราะมีข้อจำกัดมากมายในการทำงาน
ไม่ยุบสภานายกฯจะเกิดอันตราย
“ปัญหาที่น่าเป็นห่วงของรัฐบาลคือการทุจริตโครงการใหญ่ เช่น โครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งหลายกรณีมีหลักฐานการทุจริตอย่างชัดเจน แต่ยังไม่มีการเอาผิดกัน” ดร.อมรกล่าวและว่า ไม่เห็นด้วยหากจะมีการปรับ ครม. เพราะการปรับ ครม. ประชาชนไม่มีส่วนร่วม เนื่องจากเป็นการพิจารณาของคนไม่กี่คน ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือการยุบสภาเลือกตั้งใหม่เมื่อเวลาเหมาะสม แต่เท่าที่ประเมินเชื่อว่านายกรัฐมนตรีคงไม่ยอมยุบสภาง่ายๆ เพราะคงไม่มีใครอยากสละอำนาจ แต่หากยังดื้อดึงนายกรัฐมนตรีก็เสี่ยงในเรื่องความปลอดภัยมากขึ้น อาจโดนเหมือนนายซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี นายกรัฐมนตรีอิตาลี โดนก็ได้ (ถูกปาของแข็งใส่หน้าจนดั้งหัก ปากฉีก และฟันหัก 2 ซี่)
อัดแก้ปัญหาการเมืองไม่ได้เลย
นายโคทม อารียา ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ผลงานของรัฐบาลที่พอรับได้คือด้านเศรษฐกิจและสังคม แต่ที่แย่คือด้านการเมือง โดยเฉพาะ 2 ข้อใหญ่ที่รัฐบาลทำไม่ได้เลยคือ การสร้างความสมานฉันท์และการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่วนจะต้องปรับ ครม. เพื่อให้การทำงานดีขึ้นหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่ผู้มีอำนาจต้องไปคิด
ชุมนุมไล่ “กษิต” ออกจากตำแหน่ง
ที่กระทรวงการต่างประเทศผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีกลุ่มต่อต้านอภิสิทธิ์ชนจำนวนหนึ่งเดินทางมาชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้นายกษิต ภิรมย์ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เนื่องจากเห็นว่าตั้งแต่นายกษิตเข้ามาเป็นรัฐมนตรีการบริหารงานเกิดความล้มเหลว ขาดความน่าเชื่อถือด้านต่างประเทศเป็นอย่างมาก เห็นได้จากความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาต้องขาดสะบั้นลง หรือแม้แต่ประเทศพม่า ซึ่งเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ไม่เชิญนายกรัฐมนตรีไทยไปเยือน นอกจากนี้ยังมีความเคลือบแคลงอยู่ว่าใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังในการสั่งการให้เลขานุการเอกสถานทูตไทย ณ กรุงพนมเปญ กระทำการในสิ่งที่ไม่เหมาะสม จึงอยากเรียกร้องให้นายกษิตพิจารณาลาออกจากตำแหน่งก่อนจะมีการลุกขึ้นมาขับไล่จากประชาชน
**********************************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น