
วันอังคารที่ 4 August พ.ศ.2552 19:19 น.
ในสถานการณ์การเมืองของไทยที่ความขัดแย้งยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะดูเหมือนว่ากลุ่มผู้ที่คิดว่ากุมกลไกอำนาจเอาไว้ในมือยังหวังว่าจะกุมอำนาจไปได้ตลอดในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความหวาดผวาที่เป็นพรรคฝ่ายค้านมานาน จึงไม่ต้องการที่จะกลับไปเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกกลายเป็นผลประโยชน์สอดประสาน
ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการทำลายล้างด้วยความอาฆาต กับอีกฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะให้หมดคู่แข่งทางการเมืองเมื่อเจอเข้าแบบนี้ แม้ว่าฝ่ายที่โดนกระทำอาจจะยวบเพราะถูกกระหน่ำหนักรอบด้าน แต่ธรรมชาติของการดำรงชีวิตตามทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็คือ ทุกชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วยเหตุนี้คนไทยจึงต้องตกอยู่ในบ่วงของการไล่ล้าง และการต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมแน่นอนว่าทั้ง 3 ฝ่ายต่างยืนยันในความถูกต้องชอบธรรมของตนเองอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ประชาชนคนไทยรู้สึกอยู่ลึกๆในใจก็คือประเทศชาติและประชาชนผิดอะไรด้วย จึงต้องมารับเคราะห์เช่นนี้??
และเพราะสถานการณ์ดูเหมือนยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติง่ายๆเพราะจนถึงวันนี้กลุ่มคนที่เกรงกลัวจะสูญเสียอำนาจยังพยายามอย่างยิ่งที่จะลากทุกอย่างทุกประเด็นให้เป็นเรื่องการเมืองไปหมดทำให้กลายเป็นการยั่วยุพลังประชาชนไปอย่างช่วยไม่ได้การเผชิญหน้ายังคงปกคลุมสังคมไทยให้เจ็บปวด เพราะการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นประเด็นนี้เองที่ลึกๆ แล้ว คนไทยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีเหลือง สีแดง หรือกลุ่มพลังเงียบ ต่างก็อดรู้สึกลึกๆในใจไม่ได้ว่า...เมื่อไรจะจบลงเสียที???
เมื่อไรจะมีคนกลางที่เหมาะสมเข้ามาทำให้ไฟร้อนที่แผดเผาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย มอดดับลงไปได้เสียทีมหัศจรรย์หรือที่เรียกว่า Miracle นั้น จะมาช่วยดับไฟร้อนรอบนี้ได้หรือไม่??
นักคิดหลายคนพยายามมองหาทางออก โดยใครสักคนที่กล้าพอ เพียงแต่บุคคลที่ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ เคารพเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต จะต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องมีความเป็นกลางเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งรวมทั้งจะต้องมีบารมีพอสมควร โดยเฉพาะในแวดวงทหารเพราะต้องยอมรับความจริงว่า หลังรัฐประหาร 19 กันยายน2549 การกระทำของคณะนายทหาร คปค. ที่สุดท้ายต้องเปลี่ยนชื่อเป็น คมช.นั้น
ได้ทำให้แม้แต่ในแวดวงทหารก็ยังปั่นป่วนหนึ่งในผู้ที่ถูกมองว่าน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของไทยพล.อ.ชวลิต เป็นนักเรียนเก่ารุ่น “ลมหวน” โรงเรียนอำนวยศิลป์ ปากคลองตลาด ถือเป็นรุ่นรวมคนดังคนเก่งกล้าสามารถเลยก็ว่าได้ เพราะนักเรียนรุ่นลมหวนได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน เป็นรัฐมนตรี 15 คน เป็นนายทหาร ตำรวจดำรงยศ พล.อ. พล.ร.อ. พล.ต.อ. 17 คน เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 11 ตำแหน่งปลัดกระทรวงอีก 9 คนคนที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นอกจาก พล.อ.ชวลิต แล้วก็คือ “อานันท์ ปันยารชุน” นั่นเองทั้งคู่นั้น เพื่อนๆ ในรุ่นลมหวนรู้ดีว่าต่างมีเชาวน์ปัญญา เฉียบแหลม มีเกณฑ์เรียนดีมาก ดีเกิน 84 เปอร์เซ็นต์อย่างทัดเทียมกันตลอด ผลัดกันแพ้ชนะในผลสอบชนิดหายใจรดต้นคอกันอยู่เสมอซึ่งเพื่อนในรุ่นที่ดังๆ เช่น
ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรีร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายนุกูล ประจวบเหมาะนายสิปปนนท์ เกตุทัต นายเอนก สิทธิประศาสน์นายเจริญจิตต์ ณ สงขลา นายไพโรจน์ นิงสานนท์นายวีระ สุสังกร์กาญจน์ น.พ.สมศักดิ์ วรคามินนายประพาส จักกะพาก นายเกษม ศิริสัมพันธ์ยิ่งคนในแวดวงทหาร ตำรวจ ก็ระดับ พล.อ.พล.ร.อ. พล.ต.อ. มากมายด้วยเช่นกัน
อาทิ พล.อ.วันชัยเรืองตระกูล พล.อ.จรวย วงศายัณห์ พล.อ.ชัยชนะ ธารีฉัตรพล.อ.เกษม สงวนชาติสรไกร พล.อ.สพรั่ง นุตสถิตย์พล.อ.งามพล นุตสถิตย์ พล.อ.สนั่น เศวตเศรณีพล.อ.โอภาส โพธิแพทย์ พล.อ.สมุทร นิลกุล พล.อ.อ.พิศิษฐ์ศาลิคุปต์ พล.ร.อ.บัณฑิต ชุณหะวัณ พล.ร.อ.ชัชวาล คงดิศพล.ร.อ.ไพรัช ชูธงไชย พล.ร.อ.สมพงษ์ กมลงามพล.ร.ท.โรช วิภัติภูมิประเทศ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร พล.ต.อ.สนั่น ตู้จินดา
ฉะนั้น พล.อ.ชวลิต จึงเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ตามไม่อาจจะ มองข้ามจุดที่ทำให้มีการฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ชวลิต ก็เพราะว่า แม้ พล.อ.ชวลิต จะมีการบอกปฏิเสธตำแหน่งทางการเมืองหรือพร้อมจะลาออกทางการเมืองได้ตลอดเวลา หากเห็นว่า มีอะไรที่ผิดหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ในเรื่องของความกล้าและความถูกต้องแล้ว คงต้อง ย้อนไปดูช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ.2535 พล.อ.ชวลิต เป็นหนึ่งในผู้ที่ปราศรัยขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่สนามหลวงเป็นคนแรกเพราะคนที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.ชวลิต จะได้ยินเสมอๆกับประโยคที่ว่า
“เรื่องของบ้านเมืองเพิกเฉยไม่ได้ ละทิ้งไม่ได้”เพราะจุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนดังกล่าว บวกกับคุณสมบัติ ที่เคยเป็นอดีตผู้นำทางการทหาร เป็นทั้งผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาแล้ว และที่สำคัญ คือ ถูกตั้งฉายาให้เป็น “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก”พล.อ.ชวลิต จึงดูเหมือนว่า จะหลีกเลี่ยงภารกิจสมานฉันท์ที่แท้จริงได้ยากเต็มทีแม้หลายๆ คนโดยเฉพาะกลุ่มการเมือง กลุ่มอำนาจปัจจุบันอาจจะคิดว่า พล.อ.ชวลิต น่าจะพ้นยุครุ่งเรืองแล้ว
แต่หากใครคิดเช่นนั้นย่อมหมายความว่าตั้งตนอยู่ในความประมาทอย่างรุนแรงเพราะจะว่าไปแล้ว หลังรัฐประหาร กันยายน 2549พล.อ.ชวลิต เอง ก็ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับวังวนการเมืองอยู่หลายครั้งหลายครา เช่น ดูเหมือนว่ามีความพยายามลากพล.อ.ชวลิต ลงน้ำไปด้วย เพราะมีบางคนใน คมช. พยายามที่จะโยงว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิด 11 จุดในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริงที่สำคัญ หลังการรัฐประหาร พล.อ.ชวลิต พยายามจะเป็นผู้เสนอตัวไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจระหว่างกลุ่มผู้ที่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มผู้ที่สนับสนุนให้ “สมานฉันท์” กัน โดยระบุว่าสังคมไทยต้องการ “โซ่ข้อกลาง” แต่เพราะสถานการณ์ขณะนั้น บรรยากาศของความผยองและกระหยิ่มย่ามใจยังมีสูง การเสนอตัวของ พล.อ.ชวลิตจึงถูกปฏิเสธอย่างน่าเสียดาย!!!
ซ้ำเมื่อ พล.อ.ชวลิต กลับมาร่วมรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี การเมือง หลังรัฐประหารก็ยังคงหวาดระแวง ทำให้มีการยืมมือ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาว่า พล.อ.ชวลิต มีความผิดทางอาญา ในการสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ วันที่ 7 ต.ค. ทั้งๆ ที่ พล.อ.ชวลิต ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในวันนั้นได้มีการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว
จึงไม่มีส่วนในการบัญชาการ และงงๆ กับการกระทำของ ป.ป.ช. เนื่องจากได้ชี้แจงขั้นตอนทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการทราบไปแล้ว แต่ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาอีกซึ่งทาง ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของความผิดทางอาญา มาตรา 157 แม้จะลาออกจากตำแหน่งก็ยังต้องถือว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นนั่นทำให้ พล.อ.ชวลิต หนีไม่พ้นที่จะต้องสู้ เพื่อสร้างความสมานฉันท์และความยุติธรรมให้เกิดกับสังคมไทยตลอดจนไม่สามารถที่จะทนยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกซึ่ง พล.อ.ชวลิต นั้น เคยสยบรัฐประหารมา 2 ครั้งจึงมีแง่คิดที่น่าสนใจว่า ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารอาจจะอยากแก้ไขปัญหาของชาติจริงๆ แต่เวลาทำแล้วไม่ได้แก้ ก็ทำให้เป็นปัญหา คนทำการปฏิวัติเขาห้ามว่าอย่าปฏิวัติครึ่งเดียว...ไม่เช่นนั้นอาจลงเหวไปตายหมด!!
“ส่วนมากคนที่ทำจะอายไม่กล้าทำต่อ หากประธาน คมช.เป็นนายกฯ เองก็จบแล้ว แต่ต่อมาอยากจะเป็นก็ไม่ได้แล้วเพราะจะยุ่ง”หลายคนมองว่าที่เข้ามายุ่งเพราะต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า
“ผมไม่หวังเป็นอะไรอีกแล้ว แต่ยังหยุดทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไม่ได้”นั่นทำให้ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้มีการออกมาแสดงความเห็นกับสังคมเป็นระยะๆ
“ผมอ่านสารนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุง อดีตผู้นำของจีนท่านบอกว่าถ้าจะเอาชนะเผด็จการได้ต้องใช้การเมืองนำการทหาร คือ การเมืองนำจริงๆ และการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีหลัก 5 ข้อ คือ
1. อธิปไตยของปวงชน
2. เสรีภาพ
3. ความเสมอภาพ
4. นิติรัฐ
5. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
วันนี้มีคนพูดเยอะ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แต่ของเรายังไม่เพื่อประชาชนเสียที” และ พล.อ.ชวลิต นี่แหละที่กล้าพูดชัดๆ ว่า ความแตกแยกเกิดจากความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบจึงจำเป็นต้องแก้ไขการเมืองการปกครองให้เป็นธรรมนอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต ยังได้กล่าวระหว่างการบรรยายหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่น 1 ถึงกรณีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คนไทยเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา
มีปัญหาอะไรก็อโหสิให้กันเป็นเรื่องของความรู้สึกของประชาชนส่วนรวม ส่วนเรื่องโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศนั้น เป็นเรื่องของผู้ที่มีอำนาจที่จะช่วยกันคิดช่วยกันทำ และได้ฝากถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขอให้อดทน คิดถึง ส่วนรวมและประชาชนเอาไว้รวมทั้งกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งข้อความผ่าน Twitter ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมจะช่วยงานนั้นพล.อ.ชวลิต ก็ยังเห็นว่า “ดี ประเทศจะได้สบาย”
และประเด็นที่กำลังถกเถียงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียม ยื่นถวายฎีกาอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น พล.อ.ชวลิต เห็นว่าเป็นความพยายามของคนที่รักในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนรักกันก็ต้องช่วยเหลือกันจนเมื่อเหตุการณ์คัดค้านการลงชื่อถวายฎีกาออกมาทำให้สังคมส่อเค้าวุ่นวายรุนแรงขึ้น พล.อ.ชวลิต ซึ่งรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมานาน เป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างสูงสุด ชนิดที่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่ง พล.อ.ชวลิตได้รับนั้น ต้องถือว่าเป็นระดับเจ้าพระยาเลยทีเดียวอาทิ
เหรียญทองมงกุฎไทย (ร.ท.ม.) เบญจมาภรณ์ช้างเผือก(บ.ช.) จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.) จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.) ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.)ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) และปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
ดังนั้น มุมมองของ พล.อ.ชวลิต ที่ให้สัมภาษณ์ บางกอกทูเดย์กรณีประชาชนเป็นล้านคนจะถวายฎีกา จึงออกมาในลักษณะที่เห็นว่าสามารถจะทำได้“อาจจะมากกว่า 1 ล้านคนก็ได้ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนยากคนจนทั้งแผ่นดินไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะดูให้ชัดต้องดูเสด็จพ่อฯ ดูพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระราชหฤทัยของพระองค์ท่านเป็นอย่างไรมา ท่านได้ทรงกระทำสิ่งใดมาใครจะไปพูดบอกว่าพระองค์ท่านไม่ได้คิดถึง ไม่ได้ระลึกถึงนั่นไม่จริง”ที่สำคัญ พล.อ.ชวลิต ได้กล่าวความรู้สึกที่ว่า จะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ไม่ได้
“
วันนี้ถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นพี่ว่า…พี่ยังยืนยันในความมหัศจรรย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา และบ้านเมืองของเราก็รอดมาแล้วทุกครั้ง รับรอง...นี่คือหัวใจเพราะฉะนั้น 1. ใครคือผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย 2. พระองค์ท่านทรงเป็นผู้รับ แบบนี้เป็นเรื่องสมบูรณ์แบบ”ส่วนที่ขณะนี้มีการต่อต้านแนวคิดถวายฎีกา โดยอ้างเรื่องการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า
“เป็นเรื่องมองกันคนละเรื่องคนละทาง มองจากด้านที่อยู่บนอำนาจอะไรแบบนั้น แต่หากจะมองจากด้านของคนที่มีทุกข์อยู่ทั้งแผ่นดินก็จะเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง นี่คือหัวใจ”และที่สำคัญ พล.อ.ชวลิต มองไปถึงความหวังที่จะยุติปัญหาในขณะนี้ด้วย
“แต่สิ่งที่พี่เชื่อและยังระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ จะต้องมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น และมีอยู่พระองค์เดียวที่จะทรงกระทำสิ่งนี้ได้ คือ การสร้างความสงบสุขให้กับแผ่นดิน นี่คือสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น”แม้ พล.อ.ชวลิต จะบอกว่าเป็นเพียงการประมาณสถานการณ์ของคนที่อยู่ห่าง แต่ก็เป็นการจุดประกายความหวังให้กับประเทศชาติและคนทั้งแผ่นดินมหัศจรรย์แห่งแผ่นดินที่กำลังจะเกิด จะทำให้ประเทศไทยกลับมาสมานฉันท์ที่แท้จริงอีกครั้ง!! ■
ในสถานการณ์การเมืองของไทยที่ความขัดแย้งยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน เพราะดูเหมือนว่ากลุ่มผู้ที่คิดว่ากุมกลไกอำนาจเอาไว้ในมือยังหวังว่าจะกุมอำนาจไปได้ตลอดในขณะที่พรรคแกนนำรัฐบาลอย่างพรรคประชาธิปัตย์ด้วยความหวาดผวาที่เป็นพรรคฝ่ายค้านมานาน จึงไม่ต้องการที่จะกลับไปเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกกลายเป็นผลประโยชน์สอดประสาน
ที่ฝ่ายหนึ่งต้องการทำลายล้างด้วยความอาฆาต กับอีกฝ่ายหนึ่งต้องการที่จะให้หมดคู่แข่งทางการเมืองเมื่อเจอเข้าแบบนี้ แม้ว่าฝ่ายที่โดนกระทำอาจจะยวบเพราะถูกกระหน่ำหนักรอบด้าน แต่ธรรมชาติของการดำรงชีวิตตามทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาร์ลส์ ดาร์วิน ก็คือ ทุกชีวิตต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดด้วยเหตุนี้คนไทยจึงต้องตกอยู่ในบ่วงของการไล่ล้าง และการต่อสู้เพื่อทวงคืนความยุติธรรมแน่นอนว่าทั้ง 3 ฝ่ายต่างยืนยันในความถูกต้องชอบธรรมของตนเองอย่างเต็มที่ แต่สิ่งที่ประชาชนคนไทยรู้สึกอยู่ลึกๆในใจก็คือประเทศชาติและประชาชนผิดอะไรด้วย จึงต้องมารับเคราะห์เช่นนี้??
และเพราะสถานการณ์ดูเหมือนยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติง่ายๆเพราะจนถึงวันนี้กลุ่มคนที่เกรงกลัวจะสูญเสียอำนาจยังพยายามอย่างยิ่งที่จะลากทุกอย่างทุกประเด็นให้เป็นเรื่องการเมืองไปหมดทำให้กลายเป็นการยั่วยุพลังประชาชนไปอย่างช่วยไม่ได้การเผชิญหน้ายังคงปกคลุมสังคมไทยให้เจ็บปวด เพราะการแบ่งแยกที่เกิดขึ้นประเด็นนี้เองที่ลึกๆ แล้ว คนไทยจำนวนมากไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสีเหลือง สีแดง หรือกลุ่มพลังเงียบ ต่างก็อดรู้สึกลึกๆในใจไม่ได้ว่า...เมื่อไรจะจบลงเสียที???
เมื่อไรจะมีคนกลางที่เหมาะสมเข้ามาทำให้ไฟร้อนที่แผดเผาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไทย มอดดับลงไปได้เสียทีมหัศจรรย์หรือที่เรียกว่า Miracle นั้น จะมาช่วยดับไฟร้อนรอบนี้ได้หรือไม่??
นักคิดหลายคนพยายามมองหาทางออก โดยใครสักคนที่กล้าพอ เพียงแต่บุคคลที่ว่าจะต้องเป็นผู้ที่ เคารพเทิดทูน สถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งชีวิต จะต้องมีจิตวิญญาณประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จะต้องมีความเป็นกลางเห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้งรวมทั้งจะต้องมีบารมีพอสมควร โดยเฉพาะในแวดวงทหารเพราะต้องยอมรับความจริงว่า หลังรัฐประหาร 19 กันยายน2549 การกระทำของคณะนายทหาร คปค. ที่สุดท้ายต้องเปลี่ยนชื่อเป็น คมช.นั้น
ได้ทำให้แม้แต่ในแวดวงทหารก็ยังปั่นป่วนหนึ่งในผู้ที่ถูกมองว่าน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 22 ของไทยพล.อ.ชวลิต เป็นนักเรียนเก่ารุ่น “ลมหวน” โรงเรียนอำนวยศิลป์ ปากคลองตลาด ถือเป็นรุ่นรวมคนดังคนเก่งกล้าสามารถเลยก็ว่าได้ เพราะนักเรียนรุ่นลมหวนได้เป็นนายกรัฐมนตรีถึง 2 คน เป็นรัฐมนตรี 15 คน เป็นนายทหาร ตำรวจดำรงยศ พล.อ. พล.ร.อ. พล.ต.อ. 17 คน เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญระดับ 11 ตำแหน่งปลัดกระทรวงอีก 9 คนคนที่นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี นอกจาก พล.อ.ชวลิต แล้วก็คือ “อานันท์ ปันยารชุน” นั่นเองทั้งคู่นั้น เพื่อนๆ ในรุ่นลมหวนรู้ดีว่าต่างมีเชาวน์ปัญญา เฉียบแหลม มีเกณฑ์เรียนดีมาก ดีเกิน 84 เปอร์เซ็นต์อย่างทัดเทียมกันตลอด ผลัดกันแพ้ชนะในผลสอบชนิดหายใจรดต้นคอกันอยู่เสมอซึ่งเพื่อนในรุ่นที่ดังๆ เช่น
ม.ร.ว.เกษมสโมสร เกษมศรีร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ นายนุกูล ประจวบเหมาะนายสิปปนนท์ เกตุทัต นายเอนก สิทธิประศาสน์นายเจริญจิตต์ ณ สงขลา นายไพโรจน์ นิงสานนท์นายวีระ สุสังกร์กาญจน์ น.พ.สมศักดิ์ วรคามินนายประพาส จักกะพาก นายเกษม ศิริสัมพันธ์ยิ่งคนในแวดวงทหาร ตำรวจ ก็ระดับ พล.อ.พล.ร.อ. พล.ต.อ. มากมายด้วยเช่นกัน
อาทิ พล.อ.วันชัยเรืองตระกูล พล.อ.จรวย วงศายัณห์ พล.อ.ชัยชนะ ธารีฉัตรพล.อ.เกษม สงวนชาติสรไกร พล.อ.สพรั่ง นุตสถิตย์พล.อ.งามพล นุตสถิตย์ พล.อ.สนั่น เศวตเศรณีพล.อ.โอภาส โพธิแพทย์ พล.อ.สมุทร นิลกุล พล.อ.อ.พิศิษฐ์ศาลิคุปต์ พล.ร.อ.บัณฑิต ชุณหะวัณ พล.ร.อ.ชัชวาล คงดิศพล.ร.อ.ไพรัช ชูธงไชย พล.ร.อ.สมพงษ์ กมลงามพล.ร.ท.โรช วิภัติภูมิประเทศ พล.ต.อ.แสวง ธีระสวัสดิ์พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร พล.ต.อ.สนั่น ตู้จินดา
ฉะนั้น พล.อ.ชวลิต จึงเป็นคนที่ไม่ว่าใครก็ตามไม่อาจจะ มองข้ามจุดที่ทำให้มีการฝากความหวังไว้กับ พล.อ.ชวลิต ก็เพราะว่า แม้ พล.อ.ชวลิต จะมีการบอกปฏิเสธตำแหน่งทางการเมืองหรือพร้อมจะลาออกทางการเมืองได้ตลอดเวลา หากเห็นว่า มีอะไรที่ผิดหลักการประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่ในเรื่องของความกล้าและความถูกต้องแล้ว คงต้อง ย้อนไปดูช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี พ.ศ.2535 พล.อ.ชวลิต เป็นหนึ่งในผู้ที่ปราศรัยขับไล่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่สนามหลวงเป็นคนแรกเพราะคนที่ใกล้ชิดกับ พล.อ.ชวลิต จะได้ยินเสมอๆกับประโยคที่ว่า
“เรื่องของบ้านเมืองเพิกเฉยไม่ได้ ละทิ้งไม่ได้”เพราะจุดยืนที่หนักแน่นชัดเจนดังกล่าว บวกกับคุณสมบัติ ที่เคยเป็นอดีตผู้นำทางการทหาร เป็นทั้งผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาแล้ว และที่สำคัญ คือ ถูกตั้งฉายาให้เป็น “ขงเบ้งแห่งกองทัพบก”พล.อ.ชวลิต จึงดูเหมือนว่า จะหลีกเลี่ยงภารกิจสมานฉันท์ที่แท้จริงได้ยากเต็มทีแม้หลายๆ คนโดยเฉพาะกลุ่มการเมือง กลุ่มอำนาจปัจจุบันอาจจะคิดว่า พล.อ.ชวลิต น่าจะพ้นยุครุ่งเรืองแล้ว
แต่หากใครคิดเช่นนั้นย่อมหมายความว่าตั้งตนอยู่ในความประมาทอย่างรุนแรงเพราะจะว่าไปแล้ว หลังรัฐประหาร กันยายน 2549พล.อ.ชวลิต เอง ก็ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับวังวนการเมืองอยู่หลายครั้งหลายครา เช่น ดูเหมือนว่ามีความพยายามลากพล.อ.ชวลิต ลงน้ำไปด้วย เพราะมีบางคนใน คมช. พยายามที่จะโยงว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ระเบิด 11 จุดในกรุงเทพฯ ช่วงปีใหม่แต่สุดท้ายความจริงก็คือความจริงที่สำคัญ หลังการรัฐประหาร พล.อ.ชวลิต พยายามจะเป็นผู้เสนอตัวไกล่เกลี่ยทำความเข้าใจระหว่างกลุ่มผู้ที่ขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และกลุ่มผู้ที่สนับสนุนให้ “สมานฉันท์” กัน โดยระบุว่าสังคมไทยต้องการ “โซ่ข้อกลาง” แต่เพราะสถานการณ์ขณะนั้น บรรยากาศของความผยองและกระหยิ่มย่ามใจยังมีสูง การเสนอตัวของ พล.อ.ชวลิตจึงถูกปฏิเสธอย่างน่าเสียดาย!!!
ซ้ำเมื่อ พล.อ.ชวลิต กลับมาร่วมรัฐบาลของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี การเมือง หลังรัฐประหารก็ยังคงหวาดระแวง ทำให้มีการยืมมือ ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหาว่า พล.อ.ชวลิต มีความผิดทางอาญา ในการสลายการชุมนุมม็อบพันธมิตรฯ วันที่ 7 ต.ค. ทั้งๆ ที่ พล.อ.ชวลิต ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะในวันนั้นได้มีการตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว
จึงไม่มีส่วนในการบัญชาการ และงงๆ กับการกระทำของ ป.ป.ช. เนื่องจากได้ชี้แจงขั้นตอนทั้งหมดให้คณะอนุกรรมการทราบไปแล้ว แต่ยังถูกแจ้งข้อกล่าวหาอีกซึ่งทาง ป.ป.ช. ให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของความผิดทางอาญา มาตรา 157 แม้จะลาออกจากตำแหน่งก็ยังต้องถือว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นนั่นทำให้ พล.อ.ชวลิต หนีไม่พ้นที่จะต้องสู้ เพื่อสร้างความสมานฉันท์และความยุติธรรมให้เกิดกับสังคมไทยตลอดจนไม่สามารถที่จะทนยืนดูอยู่เฉยๆ ได้อีกซึ่ง พล.อ.ชวลิต นั้น เคยสยบรัฐประหารมา 2 ครั้งจึงมีแง่คิดที่น่าสนใจว่า ผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหารอาจจะอยากแก้ไขปัญหาของชาติจริงๆ แต่เวลาทำแล้วไม่ได้แก้ ก็ทำให้เป็นปัญหา คนทำการปฏิวัติเขาห้ามว่าอย่าปฏิวัติครึ่งเดียว...ไม่เช่นนั้นอาจลงเหวไปตายหมด!!
“ส่วนมากคนที่ทำจะอายไม่กล้าทำต่อ หากประธาน คมช.เป็นนายกฯ เองก็จบแล้ว แต่ต่อมาอยากจะเป็นก็ไม่ได้แล้วเพราะจะยุ่ง”หลายคนมองว่าที่เข้ามายุ่งเพราะต้องการจะเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า
“ผมไม่หวังเป็นอะไรอีกแล้ว แต่ยังหยุดทำหน้าที่เพื่อแผ่นดินไม่ได้”นั่นทำให้ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้มีการออกมาแสดงความเห็นกับสังคมเป็นระยะๆ
“ผมอ่านสารนิพนธ์ของเหมาเจ๋อตุง อดีตผู้นำของจีนท่านบอกว่าถ้าจะเอาชนะเผด็จการได้ต้องใช้การเมืองนำการทหาร คือ การเมืองนำจริงๆ และการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีหลัก 5 ข้อ คือ
1. อธิปไตยของปวงชน
2. เสรีภาพ
3. ความเสมอภาพ
4. นิติรัฐ
5. รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง
วันนี้มีคนพูดเยอะ ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แต่ของเรายังไม่เพื่อประชาชนเสียที” และ พล.อ.ชวลิต นี่แหละที่กล้าพูดชัดๆ ว่า ความแตกแยกเกิดจากความไม่เป็นธรรมในสังคม ซึ่งเกิดขึ้นได้หลายรูปแบบจึงจำเป็นต้องแก้ไขการเมืองการปกครองให้เป็นธรรมนอกจากนี้ พล.อ.ชวลิต ยังได้กล่าวระหว่างการบรรยายหลักสูตรพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง รุ่น 1 ถึงกรณีที่เกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า คนไทยเป็นคนที่มีจิตใจเมตตา
มีปัญหาอะไรก็อโหสิให้กันเป็นเรื่องของความรู้สึกของประชาชนส่วนรวม ส่วนเรื่องโอกาสที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับประเทศนั้น เป็นเรื่องของผู้ที่มีอำนาจที่จะช่วยกันคิดช่วยกันทำ และได้ฝากถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขอให้อดทน คิดถึง ส่วนรวมและประชาชนเอาไว้รวมทั้งกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งข้อความผ่าน Twitter ถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่าพร้อมจะช่วยงานนั้นพล.อ.ชวลิต ก็ยังเห็นว่า “ดี ประเทศจะได้สบาย”
และประเด็นที่กำลังถกเถียงกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียม ยื่นถวายฎีกาอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น พล.อ.ชวลิต เห็นว่าเป็นความพยายามของคนที่รักในตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เพราะคนรักกันก็ต้องช่วยเหลือกันจนเมื่อเหตุการณ์คัดค้านการลงชื่อถวายฎีกาออกมาทำให้สังคมส่อเค้าวุ่นวายรุนแรงขึ้น พล.อ.ชวลิต ซึ่งรับใช้เบื้องพระยุคลบาทมานาน เป็นนายทหารที่จงรักภักดีต่อสถาบันอย่างสูงสุด ชนิดที่เครื่องราชอิสริยาภรณ์ซึ่ง พล.อ.ชวลิตได้รับนั้น ต้องถือว่าเป็นระดับเจ้าพระยาเลยทีเดียวอาทิ
เหรียญทองมงกุฎไทย (ร.ท.ม.) เบญจมาภรณ์ช้างเผือก(บ.ช.) จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย (จ.ม.) จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก (จ.ช.)ตริตาภรณ์มงกุฎไทย (ต.ม.) ตริตาภรณ์ช้างเผือก (ต.ช.)ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.)ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ต.จ.ว.)ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) มหาวชิรมงกุฎ (ม.ว.ม.)ทุติยจุลจอมเกล้า (ท.จ.) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.)ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ (ท.จ.ว.) และปฐมดิเรกคุณาภรณ์ (ป.ภ.)
ดังนั้น มุมมองของ พล.อ.ชวลิต ที่ให้สัมภาษณ์ บางกอกทูเดย์กรณีประชาชนเป็นล้านคนจะถวายฎีกา จึงออกมาในลักษณะที่เห็นว่าสามารถจะทำได้“อาจจะมากกว่า 1 ล้านคนก็ได้ เป็นเรื่องความทุกข์ของคนยากคนจนทั้งแผ่นดินไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะดูให้ชัดต้องดูเสด็จพ่อฯ ดูพระเจ้าอยู่หัวของเรา พระราชหฤทัยของพระองค์ท่านเป็นอย่างไรมา ท่านได้ทรงกระทำสิ่งใดมาใครจะไปพูดบอกว่าพระองค์ท่านไม่ได้คิดถึง ไม่ได้ระลึกถึงนั่นไม่จริง”ที่สำคัญ พล.อ.ชวลิต ได้กล่าวความรู้สึกที่ว่า จะปล่อยให้บ้านเมืองเป็นแบบนี้ไม่ได้
“
วันนี้ถึงที่สุดแล้ว เพราะฉะนั้นพี่ว่า…พี่ยังยืนยันในความมหัศจรรย์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในบ้านเมืองของเรา และบ้านเมืองของเราก็รอดมาแล้วทุกครั้ง รับรอง...นี่คือหัวใจเพราะฉะนั้น 1. ใครคือผู้ทูลเกล้าฯ ถวาย 2. พระองค์ท่านทรงเป็นผู้รับ แบบนี้เป็นเรื่องสมบูรณ์แบบ”ส่วนที่ขณะนี้มีการต่อต้านแนวคิดถวายฎีกา โดยอ้างเรื่องการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทนั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า
“เป็นเรื่องมองกันคนละเรื่องคนละทาง มองจากด้านที่อยู่บนอำนาจอะไรแบบนั้น แต่หากจะมองจากด้านของคนที่มีทุกข์อยู่ทั้งแผ่นดินก็จะเห็นไปอีกอย่างหนึ่ง นี่คือหัวใจ”และที่สำคัญ พล.อ.ชวลิต มองไปถึงความหวังที่จะยุติปัญหาในขณะนี้ด้วย
“แต่สิ่งที่พี่เชื่อและยังระลึกถึงอยู่เสมอก็คือ จะต้องมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น และมีอยู่พระองค์เดียวที่จะทรงกระทำสิ่งนี้ได้ คือ การสร้างความสงบสุขให้กับแผ่นดิน นี่คือสิ่งที่คิดว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น”แม้ พล.อ.ชวลิต จะบอกว่าเป็นเพียงการประมาณสถานการณ์ของคนที่อยู่ห่าง แต่ก็เป็นการจุดประกายความหวังให้กับประเทศชาติและคนทั้งแผ่นดินมหัศจรรย์แห่งแผ่นดินที่กำลังจะเกิด จะทำให้ประเทศไทยกลับมาสมานฉันท์ที่แท้จริงอีกครั้ง!! ■
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น