--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

ความรุนแรง ไม่ใช่ทางออก !!

การชัตดาวน์กรุงเทพฯ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. ภายใต้การนำของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ มีแนวโน้มที่จะยืดเยื้อออกไปอีกและยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่

แม้ช่วง 1-2 วันแรกของแผนปฏิบัติการชัตดาวน์กรุงเทพฯ ที่มีประชาชนจากทั่วทุกสารทิศเข้าร่วมชุมนุมอย่างมากมายล้นหลามในทุก ๆ จุดจะผ่านพ้นไปได้โดยปราศจากความรุนแรง แต่จากสถานการณ์ที่ไม่มีใครสามารถคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้าได้ รวมทั้งจากความตึงเครียดของทั้ง 2 ฝ่ายที่อาจเกิดการกระทบกระทั่ง และกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวที่ทำให้เกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นได้

ตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ประเทศไทยเคยมีประสบการณ์และมีบทเรียนที่เจ็บปวดจากความรุนแรงมาแล้วหลายครั้ง ไล่เรียงมาตั้งแต่ 14 ตุลาคม 2516 วันมหาวิปโยค หรือการจลาจลทางการเมือง 16 ตุลาคม 2519 เรื่อยเลยมาถึงพฤษภาฯทมิฬเมื่อปี 2535 และล่าสุดพฤษภาคม 2553 ที่ราชประสงค์



สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ หลาย ๆ ฝ่ายต่างมีความกังวลว่า ด้วยความเปราะบางของสถานการณ์อาจจะนำพาไปสู่ความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิด ไม่มีใครอยากเห็นเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหมือนฝันร้ายเหมือนเมื่อในอดีตที่ผ่านมา

เพราะอย่างน้อยที่สุด ช่วงตลอด 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็มีสัญญาณความรุนแรงเกิดขึ้นหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการยิงแนวร่วม กปปส.ที่แจ้งวัฒนะ หรือการยิงถล่มร้านกาแฟหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือก่อนจะถึงวันชัตดาวน์ก็เกิดเหตุปะทะกันจนถึงเลือดตกยางออก และไม่เพียงเฉพาะในกรุงเทพฯเท่านั้น ต่างจังหวัดก็มีเหตุการณ์ในลักษณะเดียวกันนี้เป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะจังหวัดที่เป็นพื้นที่ของคนเสื้อแดง

ลำพังการตั้งจุดสกัดตรวจค้นอาวุธเพิ่ม ตามคำสั่งของ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่เป็นห่วงว่ามือที่ 3 จะฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์

อาจจะช่วยลดการข่มขู่หรือยั่วยุฝ่ายตรงกันข้ามได้บ้าง แต่ก็มิอาจจะสัมฤทธิผลได้เต็มร้อยนัก หรือแม้กระทั่งฟากฝั่งของ กปปส.ที่ย้ำอยู่เสมอว่า เป็นการชุมนุมประท้วงด้วยสันติวิธี อหิงสา และปราศจากอาวุธ ก็ยังไม่ใช่คำตอบของการไม่ใช้ความรุนแรงเสียเลยทีเดียว เพราะการดูแลควบคุมคนหมู่มากในที่ชุมนุมหลายๆ จุดนั้นทำได้ยาก

ทั้งรัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรักษาการ และม็อบ กปปส.ที่มีนายสุเทพเป็นแกนนำต่างคงรู้อยู่แก่ใจดีว่าเหตุการณ์ที่กำลังเดินไปข้างหน้า เหตุการณ์ที่กำลังพัฒนาขึ้นมีความสุ่มเสี่ยงที่อาจจะเกิดความรุนแรงขึ้นได้ทุกเมื่อ

หากทั้งรัฐบาลและ กปปส.ต่างยังคงจะเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย "ชัยชนะ" ที่ตนได้วางไว้ โดยมองข้ามคำว่า "สันติวิธี" และยังมีทิฐิยึดความคิดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ก็คงไม่ต่างจากกำลังเดินหน้าเข้าหาความรุนแรง

แม้ทั้ง 2 ฝ่ายจะเดินมาไกลมากแล้ว แต่ก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหันหลังกลับมาคุยกัน เจรจากันเพื่อหาทางออกให้กับประเทศโดยไม่ใช้ความรุนแรง

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น