
ข่าวสด : ประธานชมรมกฎหมายภิวัฒน์ฯ แจ้งความกองปราบฯ ดำเนินคดี ดำเนินคดี “อภิสิทธิ์” กล่าวหาไม่ปฏิบัติหน้าที่นำนายพลทหาร-ตำรวจที่ได้รับพระราชทานยศสูงขึ้น เข้าเฝ้าฯ ในหลวงด้วยตัวเอง ตามที่ปฏิบัติมาเป็นโบราณราชประเพณี แต่กลับให้ “สุเทพ” ทำหน้าที่แทน เนื่องจากติดภารกิจไปปาฐกถาที่ตลาดหุ้น ระบุเข้าข่ายละเว้นปฏิบัติหน้าที่ รวมถึงหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ไม่เคยมีนายกฯ คนใดไม่ปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้ ทางด้านนายกฯ โต้ลั่นเปล่าหมิ่นเบื้องสูง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่กองปราบปราม นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎ หมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยและเครือข่าย ได้เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ทวีศักดิ์ เชื่อมสกุลรัตน์ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดีความผิดทางอาญากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายพิชา กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ตามตำแหน่งหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสจะนำคณะนายพลทหารจำนวน 758 นาย และนายพลตำรวจ 93 นาย ที่ได้รับพระ ราชทานยศสูงขึ้น ประจำปี 2551 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 19 พ.ค. 2552 เวลา 17.35 น. เมื่อถึงกำหนดเวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ อาคารอเนกประสงค์ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นพระราชกรณียกิจ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3,10,11 และ มาตรา 193
นายพิชากล่าวอีกว่า แต่นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐ มนตรี ดำเนินการดังกล่าวแทน ทั้งที่ตามโบราณราชประเพณีแล้วเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติเอง ไม่สามารถที่จะมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการแทนได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงในการถวายพระเกียรติต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.157
นายพิชากล่าวต่อว่า โดยในวันเวลาดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ กลับมีกำหนดวาระที่เตรียมการและจงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อเป็นการถือโอกาสให้ตนไปปาฐกถาพิเศษเรื่องการเมืองไทย 2020 ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนออนไลน์ ณ ห้องประชุม ศ.สังเวียน อินทรชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือมิใช่เป็นงานราชการสำคัญใดเหนือกว่าการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในทางราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเข้าข่ายเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 และประ มวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 157 ดังนั้นตนเห็นว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์ มีความผิด อดีตนายกรัฐมนตรีในยุคที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีใครเขาเคยประพฤติปฏิบัติกัน จึงขอให้พนักงานสอบสวนของกองปราบปราม สอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับนายอภิสิทธิ์ต่อไป
เบื้องต้นทางพ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ได้สอบปากคำนายพิชา และลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนี้ก็จะนำเรื่องเสนอไปยังผู้บังคับบัญชา พิจารณาสั่งการต่อไป
หลังรับแจ้งความ พนักงานสอบสวนทำหนัง สือถึงพล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป. มีความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้สรุปว่า 1.พระมหากษัตริย์ไทยทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2250 มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย 3.การแต่งตั้งข้าราชการทหารตำรวจชั้นนายพลเข้ารับตำแหน่ง ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 4.เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ข้าราชการทหารตำรวจชั้นนายพล ต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ถวายราย งาน 5.ภารกิจดังกล่าวถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากการทำหน้าที่ผู้รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ยังถือเป็นการถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งตามโบราณราชประเพณี ผู้รับสนองพระบรมราช โองการ ต้องทำหน้าที่สำคัญนี้ โดยไม่สามารถมอบหมายผู้อื่นทำหน้าที่แทนได้ 6.ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดไม่ปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้
เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีบุคคลไปร้องกับกองปราบปราม เพื่อแจ้งข้อหาเอาผิดในมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรา 157 ในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ไม่ได้เป็นผู้นำข้าราชการตำรวจทหารระดับนายพลเข้าเฝ้าฯ เพื่อประดับยศว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาไปกล่าวหาตน เมื่อถามว่าแสดงว่าการมอบหมายให้นายสุเทพนำคณะเข้าเฝ้าฯ ทำได้ตามกฎหมาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ชัดเจนมาก แล้วก็ไม่มีกรณีใดๆ เป็นเรื่องที่ผมไปหมิ่นเบื้องสูง” เมื่อถามว่าตั้งข้อสังเกต หรือไม่ ว่าทำไมจึงมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ต้องไปพิจารณาต่อไป
ทางด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ไม่ไปร่วมงานพระราชทานยศทหารและตำรวจที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า นายอภิสิทธิ์ทำหนังสือกราบบังคมทูล ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กลับไม่ไป มอบหมายให้นายสุเทพไปแทน นายอภิสิทธิ์ไปปาฐกถาที่ตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่เคยมีนายกฯ คนไหนที่ทำเช่นนี้ ชมรมทนายความไปแจ้งความกับกองปราบปราม ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์แล้ว
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 15 ก.ย. ที่กองปราบปราม นายพิชา วิจิตรศิลป์ ประธานชมรมกฎ หมายภิวัฒน์แห่งประเทศไทยและเครือข่าย ได้เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ทวีศักดิ์ เชื่อมสกุลรัตน์ พนักงานสอบสวนกองปราบปราม เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดีความผิดทางอาญากับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายพิชา กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์ ตามตำแหน่งหน้าที่ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือกราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสจะนำคณะนายพลทหารจำนวน 758 นาย และนายพลตำรวจ 93 นาย ที่ได้รับพระ ราชทานยศสูงขึ้น ประจำปี 2551 เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับปฏิบัติหน้าที่ ในวันที่ 19 พ.ค. 2552 เวลา 17.35 น. เมื่อถึงกำหนดเวลา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จลง ณ อาคารอเนกประสงค์ วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ อันเป็นพระราชกรณียกิจ และพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ในหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 3,10,11 และ มาตรา 193
นายพิชากล่าวอีกว่า แต่นายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี กลับละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามที่กราบบังคมทูลต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐ มนตรี ดำเนินการดังกล่าวแทน ทั้งที่ตามโบราณราชประเพณีแล้วเป็นเรื่องที่นายกรัฐมนตรีจะต้องปฏิบัติเอง ไม่สามารถที่จะมอบหมายให้ผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการแทนได้ เพราะเป็นเรื่องเฉพาะเจาะจงในการถวายพระเกียรติต่อพระมหากษัตริย์ อันเป็นการแสดงถึงความจงรักภักดีตามที่ได้ถวายสัตย์ปฏิญาณไว้ในรัฐธรรมนูญ ม.157
นายพิชากล่าวต่อว่า โดยในวันเวลาดังกล่าวนายอภิสิทธิ์ กลับมีกำหนดวาระที่เตรียมการและจงใจที่จะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีเจตนาพิเศษเพื่อเป็นการถือโอกาสให้ตนไปปาฐกถาพิเศษเรื่องการเมืองไทย 2020 ซึ่งจัดขึ้นโดยกลุ่มชุมชนออนไลน์ ณ ห้องประชุม ศ.สังเวียน อินทรชัย อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถือมิใช่เป็นงานราชการสำคัญใดเหนือกว่าการถวายความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี
ดังนั้นการกระทำดังกล่าวจึงถือเป็นเรื่องที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในทางราชการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และเข้าข่ายเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 มาตรา 11 และประ มวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ 157 ดังนั้นตนเห็นว่าการกระทำของนายอภิสิทธิ์ มีความผิด อดีตนายกรัฐมนตรีในยุคที่ผ่านๆ มาก็ไม่เคยมีใครเขาเคยประพฤติปฏิบัติกัน จึงขอให้พนักงานสอบสวนของกองปราบปราม สอบสวน เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายกับนายอภิสิทธิ์ต่อไป
เบื้องต้นทางพ.ต.ท.ทวีศักดิ์ ได้สอบปากคำนายพิชา และลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน หลังจากนี้ก็จะนำเรื่องเสนอไปยังผู้บังคับบัญชา พิจารณาสั่งการต่อไป
หลังรับแจ้งความ พนักงานสอบสวนทำหนัง สือถึงพล.ต.ต.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบก.ป. มีความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้สรุปว่า 1.พระมหากษัตริย์ไทยทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจตามโบราณราชประเพณีและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2.ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2250 มาตรา 10 พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งจอมทัพไทย 3.การแต่งตั้งข้าราชการทหารตำรวจชั้นนายพลเข้ารับตำแหน่ง ต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยองค์พระมหากษัตริย์ และมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ 4.เมื่อมีการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ข้าราชการทหารตำรวจชั้นนายพล ต้องเข้าเฝ้าฯ เพื่อถวายสัตย์ปฏิญาณต่อหน้าพระพักตร์ โดยมีนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ถวายราย งาน 5.ภารกิจดังกล่าวถือเป็นภารกิจที่มีความสำคัญ เพราะนอกจากการทำหน้าที่ผู้รับสนองพระบรมราชโองการแล้ว ยังถือเป็นการถวายพระเกียรติต่อองค์พระมหากษัตริย์ไทย ซึ่งตามโบราณราชประเพณี ผู้รับสนองพระบรมราช โองการ ต้องทำหน้าที่สำคัญนี้ โดยไม่สามารถมอบหมายผู้อื่นทำหน้าที่แทนได้ 6.ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดไม่ปฏิบัติภารกิจสำคัญนี้
เมื่อเวลา 15.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย อภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีบุคคลไปร้องกับกองปราบปราม เพื่อแจ้งข้อหาเอาผิดในมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และมาตรา 157 ในการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กรณีเมื่อวันที่ 19 พ.ค. ไม่ได้เป็นผู้นำข้าราชการตำรวจทหารระดับนายพลเข้าเฝ้าฯ เพื่อประดับยศว่า ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาไปกล่าวหาตน เมื่อถามว่าแสดงว่าการมอบหมายให้นายสุเทพนำคณะเข้าเฝ้าฯ ทำได้ตามกฎหมาย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ชัดเจนมาก แล้วก็ไม่มีกรณีใดๆ เป็นเรื่องที่ผมไปหมิ่นเบื้องสูง” เมื่อถามว่าตั้งข้อสังเกต หรือไม่ ว่าทำไมจึงมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในช่วงนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ต้องไปพิจารณาต่อไป
ทางด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ไม่ไปร่วมงานพระราชทานยศทหารและตำรวจที่วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ว่า นายอภิสิทธิ์ทำหนังสือกราบบังคมทูล ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่กลับไม่ไป มอบหมายให้นายสุเทพไปแทน นายอภิสิทธิ์ไปปาฐกถาที่ตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่เคยมีนายกฯ คนไหนที่ทำเช่นนี้ ชมรมทนายความไปแจ้งความกับกองปราบปราม ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์แล้ว
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น