--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เชือดประชา. แต่หมูตาย เป้าพุ่งกลับ ชายหมูจอมอพยพ เจ้าของอุโมงยักษ์ FAKE แห่ง กทม. !!?



คนทำงานด้วยการลงมือทำจริงๆ ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องมีทั้งผลงานและข้อผิดพลาด ผิดกับคนที่ไม่ได้ทำงานอะไรเลย หรือคนที่ทำงานด้วยปาก

ยิ่งเป็นคนทำงานด้วยปากที่มีวัตถุประสงค์แฝงนัยยะทางการเมืองด้วยแล้ว อะไรก็สามารถเล่นงานได้ทั้งนั้น

โดยเฉพาะในยุคที่ความปรองดองที่แท้จริงยังมาไม่ถึง การแตกต่างทางความคิดด้วยการแบ่งแยกแตกสียังคงมีอยู่อย่างไม่เลิกรา การเล่นงานทางการเมืองก็ย่อมจะต้องเข้มข้นไปตลอด จนกว่าจะเกิดการพลิกขั้วทางการเมืองได้อย่างที่หวัง

แม้ว่าอาจจะเป็นความหวังที่ค่อนข้างจะยาก หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของระบบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของไทย

เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องมาจากผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลัก
ซึ่งเป็นระบบที่สากลทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะถือว่าเป็นเสียงสนับสนุนของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง และสามารถที่จะตรวจสอบ ที่จะคานอำนาจรัฐได้ หากว่ารัฐบาลไม่มีผลงานให้ประชาชนเห็น ประชาชนก็จะไม่เลือกกลับมาอีก

ประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแก๊งองครักษ์พิทักษ์มาร์คทั้งหลาย ก็ได้มีบทเรียนด้วยตัวเองมาแล้ว ว่าแม้จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจหนุนหลัง มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
แต่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้ชนะการเลือกตั้งได้

นี่คือข้อดีของการมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างเสรีประชาธิปไตย และเป็นคำตอบว่าทำไมหลายๆประเทศในโลกปัจจุบันถึงได้ถวิลหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่แท้จริง และทำให้ผู้นำประเทศหลายๆประเทศ อย่างเช่น อียิปต์ และลิเบีย เกิดการเปลี่ยนแปลง

ผู้นำประเทศที่มีอำนาจทหารหนุนหลังอยู่ในมือ อย่าง พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี และ นายฮอสนี มูบารัก จึงต้องปิดฉากชีวิตการเป็นผู้นำประเทศอย่างไม่สวย เมื่อเจอกับพลังประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ดังนั้นนี่คือบทเรียนที่พรรคการเมืองของไทย ควรที่จะต้องตระหนัก และหันมาสร้างความปรองดอง เพื่อที่จะไปสู้กันในเวทีเลือกตั้ง ไม่ใช่ยังมีการเล่นการเมืองใต้ดินกันไม่เลิกราอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ไม่เลิกราแม้ว่าจะเป็นช่วงบอบช้ำของประเทศ จากการเกิดพิบัติภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งวันนี้พิบัติภัยน้ำท่วมกำลังเกิดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอีกพื้นที่หนึ่งแล้ว

ฉะนั้นวันนี้ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาภัยน้ำท่วมในภาคกลาง ในปริมณฑลรอบกรุงเทพฯจบสิ้นลงให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่รัฐบาลและทุกฝ่ายจะได้รีบไปช่วยแก้ปัญหาภัยน้ำท่วมทางภาคใต้ต่อไป
การเมืองสร้างสรรค์ควรจะเล่นกันตามระบบ

อย่างกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง เดินหน้าที่จะตรวจสอบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลด้วยกลไกรัฐสภา ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกติกา ในการที่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. เพราะฝ่ายค้านมองว่าบริหารงาน ศปภ.ผิดพลาด ทำงานไม่ได้ผล
ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 159
ปัญหาก็คือพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่าเป็นโอกาสถล่มทางการเมือง จากการที่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ผลอย่างที่ประชาชนต้องการนั้น แน่ใจแล้วหรือว่า
จะสามารถทำให้ พล.ต.อ.ประชา ตายเดี่ยวได้ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์จะลอยลำอย่างที่ดีดลูกคิดรางแก้วอยู่ในขณะนี้

แน่ใจหรือว่า ผู้ว่าฯกทม. ที่เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เจ้าของนิกเนม”คุณชายหมู” จะไม่เปียกปอนไปด้วย…??

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ คิดว่าสามารถป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯชั้นในน้ำท่วมได้ จะต้องถือเป็นผลงานที่เยี่ยมยอดนั้น แน่ใจเช่นนั้นจริงๆหรือ???

การที่กรุงเทพฯชั้นในน้ำไม่ท่วม โดยปล่อยให้จังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯทนทุกข์ระทมน้ำท่วมนานกว่าเดือน 2 เดือน คือผลงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆหรือ
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้หรือไม่ว่าประชาชนในย่านปริมณฑลรอบกรุงเทพฯมองผู้ว่าฯกทม.และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร

แม้แต่คนกรุงเทพฯในแนวตะเข็บพื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม รามอินทรา เกษตร มองความแห้งผากของกรุงเทพฯชั้นในด้วยความรู้สึกเช่นไร

มวลชนรอบปริมณฑลเหนือคันบิ๊กแบ็ก มวลชนคนจังหวัดนนทบุรี ที่ลุกฮือกันขึ้นมากดดันการบริหารจัดการประตูระบายน้ำของ กทม. ไม่ได้ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้สึกอะไรขึ้นมาบ้างเลยหรือ??
ประชาชนที่ยังถูกน้ำท่วมสูงระดับ 1 เมตรในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ จ้องมองการประกาศชัยชนะของกทม. ว่ากรุงเทพฯน้ำไม่ท่วม แล้วก็จัดงานวันคลีนนิ่ง เดย์ กันเอิกเกริกเฮฮา ว่านั่นคือการเอาน้ำตาของคนปริมณฑลมาล้าง กทม.
ผู้ว่าฯกทม.รู้หรือไม่???

ทำไมคนปริมณฑลมองเช่นนั้น ก็เป็นเพราะข้อมูลและความจริงของ กทม.เองนั่นแหละที่ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึก นั่นคือแม้จะเข้าใจว่า กทม.จำเป็นที่จะต้องปกป้องพื้นที่ กทม. เนื่องจากเป็นหน้าที่โดยตรง
แต่การที่บล็อก การที่กันน้ำไม่ให้เข้ามากรุงเทพฯ โดยไม่สนใจปัญหาและความรู้สึกของคนในพื้นที่จังหวัดรอบๆ กทม.นั้น เป็นผลงานที่เหี้ยมโหดเกินไปหรือไม่

ไม่ใช่แค่คนปริมณฑลเท่านั้นที่รู้สึก แม้แต่คนในกรุงเทพฯเองก็รู้สึก ว่ามันโหดร้ายเกินไป ที่บรรดาคลองต่างๆในกรุงเทพฯน้ำแห้ง น้ำต่ำกว่าระดับคลองเป็นเมตร ประตูระบายน้ำของ กทม.กว่าครึ่งไม่สามารถที่จะทำงานได้ เพราะน้ำในคลองต่ำเกินกว่าที่จะระบายได้

ในขณะที่ปล่อยให้คนในพื้นที่ปริมณฑลจมน้ำสูงกว่า 1 เมตร!!!
คนกรุงเทพฯเองแท้ๆยังมองว่า ทำไมไม่ปล่อยน้ำเข้ามาในคลองกรุงเทพฯทั้งหลายที่แห้งผากนั้นบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้จังหวัดรอบๆกรุงเทพฯลดความทุกข์ ลดระดับน้ำลงมาได้บ้าง

นี่คือความคิดความรู้สึกของคนกรุงเทพฯที่เห็นคลองใน กทม.แห้งมากจนเกินไป แต่ผู้ว่าฯกทม.กลับไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการช่วยเฉลี่ยความทุกข์ให้คนที่เดือดร้อนอย่างหนัก
ดังนั้นไม่แปลกที่เมื่อคนในปริมณฑล ส่งทีมเข้าไปดูคูคลองในกรุงเทพฯ แล้วจะเกิดความเจ็บปวดกับผลงานของผู้ว่าฯกทม. ที่จนวันนี้ยังเล่นแง่เล่นเชิงในการระบายน้ำผ่าน กทม. ไปยังทะเลอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนมากๆ จะได้โกรธเคืองรัฐบาลมากๆกระนั้น

แต่ ผู้ว่าฯกทม. ไม่ยอมรับรู้ถึงคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับคูคลองใน กทม. ถึงได้ดูแล้วระบบการระบายน้ำแยกส่วนเฉพาะจุดไปหมด ไม่ต้องอื่นไกล ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะที่ชุมชนดอนเมือง หลักสี่ ชุมชนพหลโยธิน ยังมีน้ำท่วมขังในระดับสูง แต่คูระบายน้ำเลียบถนนวิภาวดี ตั้งแต่หน้าเขตจตุจักร ลากยาวไปตลอดยันหัวภนนวิภาวดีกลับแห้งผาก น้ำต่ำกว่าขอบเป็นเมตร

ทำไม กทม.ไม่สูบน้ำออกจากพื้นที่เหล่านั้นให้มาผ่านระบบคู ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. เพื่อไปออกอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 บ้าง ผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ ไม่คิดจะให้ระบบอุโมงค์ยักษ์ ที่ลงทุนไปเป็นหมื่นๆล้านบาทได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้บ้างเลยหรือ

ไม่คิดที่จะใช้โอกาสนี้ทดสอบการทำงานของอุโมงค์ยักษ์ให้คนกรุงเทพฯได้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าบ้างหรือ คน กทม.จะได้อุ่นใจว่าลงทุนไปแล้วคุ้มค่า ไม่ได้สู้ได้แค่น้ำฝนท่วมขัง และไม่ได้เป็นแค่อุโมงค์ยักษ์ Fake เหมือนอย่างกล้องวงจรปิด Fake ที่อื้อฉาวมาก่อนหน้านี้

ผลงานที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ คิดว่ายอดเยี่ยมที่ปกป้องกรุงเทพฯชั้นใน ซึ่งบอกว่าเป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศให้แห้งสนิทเอาไว้ได้นั้น เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะส่วนหัวใจในกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์รวมส่วนกลางเท่านั้น แต่แขนขา ร่างกายของเศรษฐกิจจริงๆแล้วอยู่ในต่างจังหวัด

นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอยู่ในภาคกลางนั้น เป็นเหมือนร่างกายแขนขาของเศรษฐกิจที่เวลานี้เป็นอัมพาตหมดแล้วเพราะน้ำท่วมขังนาน แล้วลำพังหัวใจเศรษฐกิจจะแข็งแรงได้อย่างไรหากกลไกส่วนอื่นมีปัญหา

ผู้ว่าฯกทม.ไม่ฉุกใจคิดเลยหรือว่า ทำไมผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น จากต่างประเทศ จึงทุ่มเทให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังนอกกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกับการกู้นิคมอุตสาหกรรมให้คืนชีพให้ได้โดยเร็ว
ก็เพราะระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่ กทม.เหล่านี้แหละ ที่เป็นตัวช่วยส่งเลือดเข้ามาให้หัวใจเศราฐกิจที่กรุงเทพฯ

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า แนวทางการป้องกัน กทม. ของผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ กำลังสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในอนาคต เพราะแทนที่จะสนับสนุนโครงสร้างประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว ร่วมมือร่วมใจกันใช้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัดของประเทศให้น้ำเหนือสามารถผ่านไปลงทะเลอ่าวไทยได้เร็วที่สุด
วันนี้ กทม.กลับสร้างตัวอย่างของการแยกส่วนให้สังคมให้เห็นอย่างเด่นชัด ด้วยการเลือกที่จะบล็อกเลือกที่จะกัน ไม่ยอมให้น้ำต่างจังหวัด น้ำปริมณฑลล่วงล้ำเข้ามาใช้ กทม.เป็นทางผ่านไปออกทะเลได้เลย ทั้งๆที่ กทม.ยังแห้งผากพอที่จะเฉลี่ยรับน้ำได้ ทั้งๆที่คนกรุงเทพฯที่ดูข่าวดูภาพความเดือดร้อนของคนในปริมณฑลยินดีที่จะให้น้ำผ่านมาในกรุงเทพฯได้บ้าง

อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ว่าราชการจังหวัด หากเทศบาล อบต. อบจ. ในจังหวัดต่างๆ เลือกใช้โมเดลของ กทม. ในการแยกส่วน ก็คือ ป้องกันแต่พื้นที่ของตนเอง ป้องกันพื้นที่ชั้นในกันหมด โดยไม่สนใจว่าน้ำจะออกไปทางไหน จะลงไปสู่ทะเลได้อย่างไร

และใครที่จะรับทุกข์ระทมไปเต็มๆ คนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกคันกั้นของแต่ละจังหวัดเช่นนั้นหรือ
นี่คือสิ่งที่คิดว่าเป็นผลงานของ กทม.จริงๆหรือ???

และผลงานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้คนปริมณฑลยังเดือดร้อน และพรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นเหตุผลในการที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเตรียมถล่มยับผลงานของ ศปภ. โดยที่จับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก มาขึ้นเขียง

หาก พล.ต.อ.ประชา ไม่ยอมเจ็บตัวข้างเดียว แต่สวนกลับให้เห็นกันจะๆทั้งสังคมไทยว่า การที่ ศปภ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เพราะมาเจอกลไกของ กทม.เป็นตัวปัญหา ในการที่จะผันน้ำลงไปสู่ทะเล
อะไรจะเกิดขึ้น!!!

งานนี้ฝ่ายค้าน ตั้งใจเชือด พล.ต.อ.ประชา ให้ตายคาเขียงในสภา แต่ระวัง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ที่บล็อกน้ำไม่ให้ลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว จะโดนลากขึ้นเขียงไปด้วยก็แล้วกัน

ที่มา.บางกอกทูเดย์
/////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น