กรณีความขัดแย้งระหว่าง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. กับนายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน รวมทั้งที่ข้ามช็อตไปถึงอาการหัวเสียของนายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทำให้คนกรุงเทพฯตาสว่างขึ้นมาทันที
ใครทำอะไร??? วิธีคิด??? และจุดยืนในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมภายใต้เกมกดดันทางการเมือง???... ความขัดแย้งครั้งนี้ ถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญที่ทำให้รู้ได้ชัดขึ้น
ว่าใครเป็นพิน็อกชิโอน้ำท่วมในครั้งนี้???
การที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ออกอาการน๊อตหลุด มาแถลงข่าวขึงขังว่ากรมชลประทานไม่ให้ความร่วมมือ เพราะขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำไป แต่ก็ยังไม่ได้รับ เหมือนกับเพิกเฉย ไม่ตอบสนอง
ให้ข่าวแบบนี้ กรมชลประทาน กลายเป็นจำเลยสังคมไปโดยปริยาย
ยิ่งที่ผ่านมา กรณีมวลน้ำก้อนมหึมากว่า 10,000 ล้านลูกบากก์เมตร ที่ถูกปล่อยออกมาจากเขื่อน อันเป็นบทเรียนจากการบริหารน้ำในเขื่อนไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ซึ่งว่าไปแล้ว ที่มาของมวลน้ำมหึมานั้นมาจากไหน
ทำให้ครั้งนี้ พอ ผู้ว่าฯกทม.ออกมาโวยแบบนี้ กรมชลฯ ก็เลยถูกมองติดลบหนักขึ้นไปอีก
แต่อย่างที่ ยืนยันมาตลอดว่ามุ่งนำเสนอข้อมูลข่าวที่เป็นความจริงเพื่อให้ประชาชนได้รู้ความจริงว่าน้ำมาจากไหน แต่ก็ไม่ได้คิดโทษว่าใคร เพียงแต่ต้องการให้เป็นบทเรียน
แม้กรมชลฯจะนิ่งไม่โต้แย้งข้อมูล ในขณะที่กลับมีสื่อบางสื่อที่โจมตีทั้งๆที่ไม่สามารถโต้แย้งข้อมูลได้ หรือมีบรรดาพลพรรคประชาธิปัตย์ที่ร้อนตัวออกมาแก้ต่างว่าไม่ใช่ความผิดของรัฐบาลประชาธิปัตย์อุตลุดไปหมด เหมือนกับคนที่อ่านหนังสือไม่ออก อ่านข่าวไม่เข้าใจกระนั้น
และเพื่อยืนยันว่า ไม่ได้อคติกับกรมชลประทาน แต่ที่ผ่านมาเป็นการเสนอข่าวความจริงที่เกิดขึ้นเท่านั้น ครั้งนี้จึงขอยืนยันว่า จากการสืบค้นข้อมูลในกรณีเครื่องสูบน้ำ พบว่า
กรมชลฯประทานไม่ผิด!!!
เพราะ กทม.ไม่ได้มีการขอสนับสนุนเครื่องสูบน้ำไปยัง กรมชลฯ อย่างที่อธิบดีกรมชลฯ และรัฐมนตรีเกษตรฯ ยืนยันจริงๆ
จากข้อมูลที่ค้นพบ ทาง กทม.มีการทำหนังสือขอเครื่องสูบน้ำออกไปจากสำนักงานปลัด กทม. ซึ่งมีนายเจริญรัตน์ ชุติกาญจน์ เป็นปลัด กทม.คนปัจจุบัน โดยหนังสือมีออกไปเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ส่งถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย!!!
เป็นการส่งหนังสือตามระบบราชการ ซึ่งข้าราชการในเมืองไทยทุกคนรู้ดีว่า หากส่งหนังสือตามระบบงานราชการ ต้องมีการลงเลขส่ง เลขรับ ต้องผ่านหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามระบบนั้นต้องใช้เวลาหลายวัน
ดีไม่ดีในวันนี้ นายพระนาย สุวรรณรัฐ ปลัดกระทรวงมหาดไทยอาจจะเพิ่งได้รับหนังสือ ก็เป็นได้...
จึงไม่เข้าใจว่า ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ได้รับข้อมูลหรือรายงานจากใคร จึงทำให้ออกมาให้ข่าวทันทีในวันที่ 3 พ.ย. หรือแค่วันเดียวเท่านั้น ว่าทำเรื่องขอไปที่กรมชลฯแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง... จะตอบสนองได้อย่างไรในเมื่อกรมชลฯไม่รู้เรื่องเลยสักนิดเช่นนี้
นี่จึงเป็นเหตุให้ในวันที่ 4 พ.ย. หลังจากที่กรมชลฯโดนผู้ว่าฯกทม.โวยใส่แค่ 1 วัน ในการประชุมที่สำนักระบายน้ำกทม. ต่อหน้านางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่นำคณะไปฟังบรรยายสรุปการระบายน้ำของ กทม.
นายชลิต ดำรงศักดิ์ อธิบดีกรมชลประทาน จึงได้แลกหมัดกลับคืนทันทีว่า เมื่อคืนวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ผู้ว่าฯกทม.ให้ข่าวว่า กทม.ไม่ได้รับการตอบสนองจากกรมชลฯในการมอบเครื่องสูบน้ำหลังจากที่ กทม.ร้องขอ แต่ได้ตรวจสอบแล้วว่า ยังไม่มีหนังสือจาก กทม.ส่งตรงถึงกรมชลฯ เลย
งานนี้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ หน้าหงาย เพราะเชื่อข้อมูลจากลูกน้องแล้วไปให้ข่าวเลย โดยไม่มีการตรวจสอบก่อน
แถมพอเกิดเรื่องแล้ว ทางปลัด กทม. ก็ยังมีการอ้างว่าเป็นการทำหนังสือขอความร่วมมือไปยัง ศปภ. ก็เลยโดนตอกกลับอีกดอก ครั้งนี้จาก พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ที่เชือดกลับแบบนิ่มๆประสาผู้ใหญ่ว่า ตรวจสอบแล้ว ศปภ.ก็ยังไม่ได้รับหนังสือจาก กทม.ด้วยเหมือนกัน
ยังรักษาหน้าอยู่บ้าง ตรงที่บอกว่า อย่างไรก็ตามก็จะไปตามดูให้ว่ามีหนังสือไปตกค้างอยู่ที่ไหนหรือไม่อย่างไร
แต่โดยข้อมูลความเป็นจริง ทั้งกรมชลฯ ทั้ง ศปภ. หาหนังสือฉบับนี้ให้ตายก็หาไม่เจอ เพราะไม่ได้มีการส่งมาจะหาเจอได้อย่างไร???
ความจริงจึงกลายเป็นลูกศรที่พุ่งย้อนเข้าปักอก กทม.ไปเต็มรัก เพราะประการแรก ผู้ว่าฯ กทม.ไม่รู้หรือว่านี่คือสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ทำไมจึงปล่อยให้ยังคงใช้การทำหนังสือราชการไปตามระบบ ทำไมตัวผู้ว่าฯกทม. ไม่ใช้การโทรศัพท์สายด่วนไปหาเลยโดยตรง
หรือ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ยังมองว่านี่ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน ไม่ฉุกเฉินพอ???
ประการที่ 2 ตั้งแต่เริ่มต้นตั้ง ศปภ. ทางกทม. ก็ได้ส่ง รองผู้ว่าฯ และ รองปลัด เข้าไปเป็นคณะทำงานอยู่ใน ศปภ. เดินไปเดินมาอยู่ทุกวัน กรณีเช่นนี้ทำไมจึงไม่ใช้ให้ไปขอความร่วมมือโดยเร่งด่วน เพราะเจอคณะกรรมการ คปภ.อยู่ตลอดอยู่แล้ว ทำไมจึงเลือกการส่งหนังสือ
ประการที่ 3 กทม.นั้นมีงบประมาณในแต่ละปีสูงถึง 60,000 ล้านบาท รวมทั้งมีงบสนับสนุนอีกส่วนหนึ่ง รวมๆกันแล้วปีๆนึง กทม.มีงบประมาณสูงเกือบแสนล้านบาท ทำไมจึงไม่มีเงินซื้อเครื่องสูบน้ำฉุกเฉินเองบ้างเลยหรือ???
ที่สำคัญ ในเมื่อตลอดเวลา ผู้ว่าฯกทม.อ้างว่า กทม.มีความพร้อม ถึงขนาดกล้าประกาศเหมือนกับต้องการข่มขวัญนายกฯยิ่งลักษณ์ ว่าเรื่อง การระบายน้ำของกทม. ต้องฟังผู้ว่าฯกทม.คนเดียว เพราะเตรียมการรับมือไว้หมดแล้ว
แต่วันนี้กลับกลายเป็นว่า กทม.ไม่มีความพร้อมต้องวิ่งวุ่นฉุกเฉินขอความช่วยเหลือเรื่องเครื่องสูบน้ำจากหน่วยงานอื่น... แบบนี้หรือที่เรียกว่ามีแผนรองรับเอาไว้แล้ว
แต่ที่ร้ายที่สุดหลังจากที่เกิดภาวะน้ำท่วมกรุงเทพฯในพื้นที่ 13-14 เขตขึ้นมาจริงๆ และหลังจากเกิดภาพความขัดแย้งเพราะ กทม.พล่านหาเครื่องสูบน้ำ นั่นแหละที่ไม่น่าเชื่อว่า จะได้ยินจากปากผู้ว่าฯกทม.ว่า ระบบระบายน้ำของ กทม.ที่คุยนักหนานั้นจริงๆแล้ว
“ระบบระบายน้ำของ กทม. มีไว้เพื่อรองรับปัญหาระบายน้ำฝนเท่านั้น ไม่ใช่น้ำท่วมใหญ่ขนาดนี้”
คน กทม.ได้ฟังแล้วไม่ขนหัวลุกก็คงแปลกไปแล้ว กทม.ลงทุนเป็นหมื่นๆล้านรับมือได้แค่น้ำท่วมจากน้ำฝนเท่านั้นเองหรือ พอมาเจอน้ำท่วมใหญ่เข้าก็เลยจอดไม่ต้องแจว...
แล้วราคาคุยที่ผ่านมาคืออะไร แล้วระบบอุโมงค์ยักษ์มูลค่าหมื่นล้าน ที่ขึ้นป้ายโฆษณาหราว่าลงทุนทำขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างถาวรนั้น คืออะไร???
ประชาชนคน กทม. ขนหัวลุกและเหลือเชื่อกับการบริหาร กทม.โดยคนของพรรคประชาธิปัตย์ กับเรื่องกล้อง CCTV ที่พบว่ามี Fake Camera เข้ามาปะปนอยู่เพียบมาแล้ว นี่ยังจะต้องเจอกับระบบระบายน้ำที่ Fake อีกอย่างนั้นหรือ???
แถมยังมีตลกร้ายกับข้ออ้างที่ว่า น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่น้ำจาก กทม. เป็นเป็นน้ำจากเหนือ เข้ามาจากปทุมธานี นนทบุรี บางบัวทอง แล้วกลายมาเป็นปัญหาของ กทม. ซึ่งเป็นข้ออ้างที่เล่นเอาคนฟังอ้าปากค้าง
ตลอดเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา คนรู้กันทั่วประเทศว่าน้ำท่วมไล่ลงมาเรื่อยๆ เป็นน้ำท่วมใหญ่มวลน้ำมหาศาล ทำให้ต้องมีการตั้ง ศปภ. แล้ว ผู้ว่าฯกทม.งงอะไรอยู่หรือจึงเพิ่งมาบอกว่า ระบบระบายน้ำของ กทม.สู้ได้แค่น้ำฝน แต่สู้น้ำท่วมไม่ไหว
ช่างไม่รู้เลยหรือว่า 2 เดือนมานี้ที่คนไทยเครียดกันทั้งประเทศ เพราะเขาสู้กันเรื่องน้ำท่วมใหญ่
ที่บอกว่าให้ฟังผู้ว่าฯกทม.คนเดียว มีแผน 1 แผน 2 แผน 3 รองรับเอาไว้แล้วนั้น เป็นการพูดกันคนละเรื่องอย่างนั้นหรือ?
เช่นนี้จะสะท้อนได้หรือไม่ว่า ตลอดมาที่คนคิดว่า กทม.เตรียมพร้อมไว้แล้วนั้น จริงๆไม่ใช่เลย กทม.เตรียมความพร้อมไว้แค่รับมือระดับน้ำฝนท่วมขังเท่านั้น
ไม่อยากที่จะมองแย่ขนาดนั้น แต่ก็ต้องขอตั้งคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับ กทม. กันแน่ โดยเหตุแห่งคำถามก็มาจากคำพูดคำตอบสื่อมวลชนของ ผู้ว่าฯกทม.เองนั่นแหละ
กทม.มีกระสอบทรายสูงหนาปิดกั้นเป็นกำแพงอยู่หรืออย่างไร? จึงทำให้เข้าใจเอาเอง คิดเอาเอง นึกว่ารู้นึกว่าเก่งเอาเองมาตลอด ซึ่งเรื่องนี้จริงๆแล้วมีการพูดมาตลอดว่า กทม. เป็นหน่วยงานของรัฐที่คิดว่า.....
ตนเองเป็นรัฐอิสระ เข้าใจเอาว่าโดยโครงสร้างและอำนาจบริหารแล้ว ผู้ว่าฯกทม.และผู้บริหาร กทม.มีอิสระ เพราะมีกฎหมายเฉพาะของตัวเอง คือ พ.ร.บ.กรุงเทพมหานคร
จึงทำให้ที่ผ่านมา ไม่คิดจะฟังใคร ไม่คิดจะร่วมมือกับใคร หลักฐานที่สะท้อนชัดก็คือในภาวะวิกฤตเร่งด่วนแท้ๆ แต่ไม่ใช้วิธีติดต่อโดยตรงกับผู้บริหารหน่วยงานอื่นๆ กลับใช้การส่งหนังสือราชการ อะไรจะขนาดนั้น
นี่คือผลจากที่ตลอดมา เมื่อ กทม. ถูกคน กทม.ตัดสินใจเลือกให้ผู้บริหาร กทม. เป็นคนละพรรคกับรัฐบาลมาโดยตลอด สุดท้ายจึงเป็นปัญหาในเรื่องการประสานงาน การร่วมมือร่วมใจในการแอก้ไขปัญหา แก้ไขวิกฤตมาโดยตลอด
เพราะกลายเป็นว่า การที่ต่างพรรคต่างขั้ว ทำให้มีเกม มีกั๊ก มีลูกเล่นเพื่อแย่งชิงความเป็นพระเอกทางการเมืองเกิดขึ้นมาตลอดเวลา แม้แต่กระทั่งในวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ ก็สะท้อนให้เห็นชัดเจนแล้วว่า ผลพวงของการเลือกให้ กทม.กับรัฐบาลเป็นคนละขั้วการเมือง จึงทำให้การรับมือปัญหาน้ำท่วมใหญ่ในพื้นที่ กทม. ไม่ราบรื่น มีปัญหาให้เห็นมาโดยตลอด
แม้ว่า นายกฯยิ่งลักษณ์ จะพยายามอดทนถนอมน้ำใจเพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ก่อน ด้วยการพยายามบอกผ่านสื่อทั้งหลายว่า พวกเดียวกัน... แต่สื่อทั้งหลายก็รู้ดีว่าความจริงคืออะไร
ไม่เช่นนั้นสื่อคงไม่มีการเอาไปล้อเลียนหรอกว่า... พวกเดียวกัน??? ทีมเดียวกัน???
วันนี้ในเมื่อมีการประกาศใช้ มาตรา 31 ไปแล้ว เพื่อต้องการให้การบริหารรวมศูนย์ จะได้เกิดศักยภาพในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ
ซึ่งหากประมวลเอาเหตุการณ์ต่างๆโดยดูเทปภาพข่าว หรือดูข่าวข้อแถลงของ กทม. เอง ไม่ว่าจะเป็นการคุยเขื่องตั้งแต่แรกว่า เรื่องน้ำในกทม.ต้องฟังผู้ว่าฯกทม.เพียงคนเดียว เรื่องการเตรียมพร้อมที่จริงๆไม่พร้อม เพราะถึงเวลากลับต้องมาวิ่งขอการสนับสนุนเครื่องสูบน้ำจ้าละหวั่นไปหมด รวมทั้งเรื่องที่มีการออกมายอมรับแล้วว่าระบบระบายน้ำที่เป็นความหวังของคน กทม.นั้นรับมือได้เพียงแค่น้ำท่วมจากน้ำฝนเท่านั้น ไม่ใช่น้ำท่วมใหญ่
แบบนี้สมควรหรือไม่ที่ รัฐบาลจะใช้ มาตรา 31 เพื่อสังคายนา ผ่าตัดใหญ่ กทม.เสียที
และงานนี้ผู้ว่าฯกทม. ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร นั่นแหละที่ต้องบอกความจริงกับประชาชนว่าจริงๆแล้วมีเกมการเมืองระหว่างพรรคอย่างที่ทุกคนเชื่อจริงหรือไม่?? ก่อนที่จะแสดงสปิริตลุกไปเสียเอง ในเมื่อแค่เครื่องสูบน้ำยังไม่มีปัญญาหาได้แบบนี้
จะให้คน กทม. ฝากผีฝากไข้ต่อไปได้อย่างไร?
ที่มา:บางกอกทูเดย์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น