
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย อัคนี คคนัมพร
เมื่อผู้เขียนพูดว่าหนัง-ละครกำลังจะจบฉากอีกตอนหนึ่งนั้น ก็มีคนถามว่ามันจะจบลงอย่างไรในเมื่อรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงมีเสียงข้างมากอยู่ในสภา และพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังไม่มีใครออกอาการว่าจะผละจาก
ข้อนี้ผู้เขียนก็ยอมรับว่าเป็นความจริง เพราะเหตุว่าดูจากสีหน้าท่าทางของนายอภิสิทธิ์แล้วก็รู้สึกได้ว่าท่านยังอยู่สุขสบาย ไร้กังวล ยิ้มหยันผู้คนได้เป็นปรกติ ไม่มีความวิตกทุกข์ร้อนทั้งที่กิเลนประลองเชิง กองเชียร์คนสำคัญ ก็เขียนถึงท่านว่าเวลานี้กำลังรับบท “พระรามคลุกฝุ่น” แทนหนุมานเสียแล้ว
นายอภิสิทธิ์คงไม่รู้จริงๆว่าประเทศไทยถูกดูดเข้าสู่หลุมดำลึกเพียงใดภายใต้การบริหาร 10 เดือนของพรรคประชาธิปัตย์ ตัวนายกฯเองนั้นรับงานปาฐกถา-เปิดงานและงานพิธีทางสังคมอื่นๆรวมวันละหลายงาน ก็เลยนึกว่าตัวเองทำงานหนักเพื่อประเทศชาติ และปัญหาสำคัญจริงๆของชาติก็ได้รับการแก้ไขไปมากแล้ว
อนิจจาเอ๋ย! นายกฯหารู้ไม่ว่าการขยันทำงานตัวเป็นเกลียวของท่านนั้นมันเข้าตำราโง่แล้วขยัน ที่หลายคนพูดกันว่าผู้นำประเทศยุคราชาธิปไตยนั้นท่านต้องการประหารคนประเภทนี้
ไม่ใช่เลี้ยงไว้ให้สร้างปัญหา
นายอภิสิทธิ์ นักเรียนอังกฤษผู้ร่ำเรียนวิชาเดียวกันมาจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดแบบเดียวกับท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่รู้ตัวเลยสักนิดเชียวหรือว่าเศรษฐกิจไทยตอนนี้มันตกอยู่ในสภาพย่ำแย่แค่ไหน ทางภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมซึ่งเป็นภาคนำนั้นย่ำแย่ติดต่อมา 3 ปี หากไม่ได้รับการเยียวยาโดยด่วนเสียภายในปีหน้า ก็จะไม่มีใครสามารถป้องกันไม่ให้ล้มละลายกันได้อีกแล้ว
ทางด้านภาคเกษตรคือรากหญ้า ซึ่งได้แก่รากฐานที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทยดังที่ได้พิสูจน์กันมาแล้วในปี 2540-2544 ว่าถ้าไม่มีภาคเกษตรคอยค้ำยันตอนนั้นเราก็ไม่เหลือสภาพความพอมีพอกินไว้ให้เห็น
คนไทยคงจะต้องถือกะลาขอทานอยู่ตามประเทศมาเลเซียหรือกัมพูชาก็ไม่แน่!
แต่ภาคเกษตรที่เข้มแข็งก็ช่วยค้ำยันสังคมไทยไว้ได้ในครั้งนั้น ถึงวันนี้ภาคเกษตรกำลังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะใกล้โคม่าอีกแล้ว เมื่อราคาข้าวตกไปอยู่ที่เกวียนละ 5,000-6,000 บาทเท่านั้น ทั้งที่ความเป็นจริงควรจะอยู่ที่ 10,000-12,000 บาท ยางพาราก็ควรจะอยู่ที่ กก. ละ 70-80 บาท แทนที่จะเป็น 50-60 บาท
พืชไร่อย่างอื่นที่ปลูกกันในภาคเหนือและภาคอีสานไม่ต้องพูดถึง!
เมื่อเราพูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะย่ำแย่ถึงขั้นกู้เงินเขามากิน กู้เงินเขามาโกงเพียงใด แต่เอาเข้าจริงปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่เคยฉุดให้รัฐบาลล้มลงได้ เพราะรัฐบาลทุกรัฐบาลย่อมมีลูกเล่นด้านงาน Propaganda พอเอาตัวรอดไปได้
เอาเข้าจริงรัฐบาลไทยมักอยู่ไม่รอด เมื่อปัญหาความไม่เป็นธรรมในสังคมมันถึงจุดเดือด หรือพูดง่ายๆว่า สำนวนไทยที่ว่า “คับที่อยู่ได้ คับใจอยู่ยาก” นั่นต่างหาก
ปัญหาความเป็นธรรมในสังคมไทยในขณะนี้รุนแรงถึงจุดเดือด ผู้พิพากษา 3 ท่านที่ออกมาแสดงตัวต่อสาธารณะเพื่อบอกให้คนรู้ว่า แม้ผู้พิพากษาก็เหลือทนเหมือนกันคือ
1.ท่านมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ
2.ท่านอุดม มั่งมีดี
และ 3.ท่านกีรติ กาญจนรินทร์
ทั้ง 3 ท่านนี้เปรียบได้กับปรอทที่บอกอุณหภูมิร้อนแรงของความไม่เป็นธรรมในสังคมไทย
ท่านมานิตย์นั้น ท่านพูดมานาน และท่านได้เป็น ส.ส. ไปแล้ว ช่างท่านเถิด
แต่ท่านอุดม มั่งมีดี ที่ออกมากล่าวคำขอโทษคนไทยทั้งประเทศที่กระบวนการยุติธรรมไทยใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานมาตลอด 3 ปีนั้น คนที่มีความสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมต้องรับฟัง
หรือท่านกีรติ กาญจนรินทร์ ผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็เช่นเดียวกัน
ท่านผู้นี้ได้เขียนคำพิพากษาประวัติศาสตร์สำหรับวงการศาลไทยเมื่อท่านต้องตัดสินคดีที่ ป.ป.ช. ร้องขอให้ลงโทษนายยงยุทธ ติยะไพรัช ฐานแจ้งทรัพย์สินอันเป็นเท็จ
ผู้พิพากษาผู้ซึ่งมีจิตวิญญาณนักประชาธิปไตยท่านนี้ได้พิพากษาว่า ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะผู้ร้องเป็นองค์กรที่ถูกตั้งขึ้นโดย คปค. หรือตอนหลังคือ คมช.
คปค. หรือ คมช. คือผู้ที่ปฏิวัติรัฐประหาร จึงได้อำนาจมาโดยมิชอบโดยวิถีทางประชาธิปไตย
อันที่จริง คปค. หรือ คมช. ได้รับนิรโทษกรรมให้พ้นผิดคดีอาญา มาตรา 113 แล้ว แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่มีอำนาจที่จะตั้งองค์กรต่างๆขึ้นมาจัดการกับคนอื่น
พูดตรงๆก็คือ ผู้พิพากษาท่านนี้ปฏิเสธอำนาจปฏิวัติ
คำพิพากษานี้จุดไฟในหัวใจประชาชนผู้รักความเป็นธรรมให้ลุกโพลง จุดไฟให้นักประชาธิปไตยได้เกิดความคึกคักและมั่นใจในแนวทางต่อสู้ที่ดำเนินมา
ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลจะอยู่ไม่ได้เพราะเหตุนี้เป็นหลัก
ส่วนเรื่องพรรคร่วมรัฐบาลนั้นอย่าไปหวังพึ่งเลย
พวกเขาเป็นขอนไม้ผุๆลอยน้ำมา แถมมีอสรพิษติดอยู่บนขอนไม้โขยงใหญ่ด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น