--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

บ.สามารถยันไม่เกี่ยว ‘ศิวลักษณ์ โชติพงษ์’ วิศวกรถูกเขมรจับ


คมชัดลึก : (13พ.ย.) ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบินที่ 6 เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายเกียรติ สิทธิอมร ผู้แทนการค้าไทย พร้อมคณะ ได้เดินทางมาขึ้นเครื่องบินเพื่อเดินทางไปร่วมการประชุมเอเปค ระหว่างวันที่ 13 – 15 ที่ประเทศสิงคโปร์

ก่อนขึ้นเครื่อง นายอภิสิทธิ์พยักหน้าเมื่อถูกถามว่าทราบข่าวที่วิศวกรไทยซึ่งทำงานในบริษัท กัมพูชา แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส หรือ CATS (หมายเหตุ : PAD’s Enemies List บริษัทนี้บริหารงานโดยบริษัทสามารถของไทย) ถูกตำรวจกัมพูชาจับจากการก็อปปี้เอกสารเกี่ยวกับเที่ยวบินของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจรัฐบาลกัมพูชา และของสมเด็จฯฮูน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา แล้วหรือไม่ เมื่อถามว่าจะดูแลคนไทยคนนั้นอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ จะดูแลเหมือนอย่างที่ดูแลคนไทยเวลาที่เจอคดีในต่างประเทศ ”

สามารถยันไม่เกี่ยววิศวกรขโมยข้อมูลทักษิณ

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สามารถคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)กล่าวว่า มีการปล่อยตัวกลับมาแล้ว 1 คน อีก 1 คนอยู่ระหว่างการสอบสวน โดยพนักงานคนดังกล่าวมีความสนิทสนมเป็นเพื่อนกับเลขานุการเอก สถานทูตไทยประจำกัมพูชา ซึ่งเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องส่วนตัวของพนักงานไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท แต่ทางบริษัทต้องเข้าไปดูแล ซึ่งได้แจ้งเรื่องดังกล่าวกับกระทรวงการต่างประเทศแล้ว

“อย่างไรก็ตามมองว่า ข้อมูลตารางการบินเป็นข้อมูลปกติทั่วไป ที่ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นความลับ แต่ทั้งนี้เหตุการณ์อยู่ในสภาวะไม่ปกติ จึงทำให้เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องบอบบาง การดำเนินธุรกิจของบริษัทในประเทศกัมพูชา ยังคงอยู่ในสภาวะปกติ ทั้งบริษัทวิทยุการบิน และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องโรงไฟฟ้าของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย” นายวัฒน์ชัย กล่าว

บัวแก้วชี้เขมรกลั่นแกล้งจับวิศวกรไทย

นายกษิต กล่าวถึงข่าวกัมพูชาจับกุมวิศวกรไทยหน่วยจราจรอากาศ (Cambodia Air Traffic Service) ฐานเป็นสายลับขโมยข้อมูลเที่ยวบินของ พ.ตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯส่งให้ทูตไทย โดยระบุว่า เป็นเรื่องกลั่นแกล้งใส่ร้าย ได้ประสานให้เจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูต ประจำกรุงพนมเปญ ดูแลรายละเอียดกระบวนการยุติธรรมแล้ว ทั้งนี้เห็นว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ส่วนการพิจารณาดำเนินการต่อกัมพูชา นั้น นายกษิตกล่าวว่า ทางสมช.จะเป็นหน่วยงานติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ด้านนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และรักษาการโฆษกสำนักนายกฯ กล่าวกรณีที่ทางการกัมพูชาจับกุมวิศวกรชาวไทยในชข้อหาจารกรรมข้อมูล ว่า รัฐบาลกำลังสอบถามรายละเอียดการจับกุมอยู่ ซึ่งจนท.ทูตที่นั่นกำลังหาข้อมูล ข้อเท็จจริง รายงานเข้ามา เมื่อได้ข้อกล่าวหาแล้วรัฐบาลจะมาพิจารณาดูในขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตามสถานทูตมีหน้าที่แนะนำ ดูแลความเรียบร้อย ให้เป็นไปตามหลักสากลหรือตามกม.ระหว่างประเทศอยู่แล้ว ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย แต่เรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นที่เราไปยุ่งการสืบสวนสอบสวนของฝ่ายเขา

นอกจากนี้นายปณิธาน ยังกล่าวด้วยว่า ปกติเรื่องเที่ยวบินของผู้นำก็อยู่ในชั้นไม่เปิดเผย ซึ่งต้องไปดูว่ารั่วออกมาได้อย่างไร แต่ถ้าเป็นข้อมูลในเรื่องการเดินทางทั่วไปก็เป็นข้อมูลเปิดเผยอยู่แล้ว ไม่ถือเป็นการจรกรรมแต่อย่างใด

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากลุ่มของนายศิวลักษณ์มีสายสัมพันธ์กับสถานทูตไทยในกัมพูชา นายปณิธาน กล่าวว่า เราต้องให้ความเป็นธรรมกับคนของเราด้วย โดยเฉพาะเมื่อยังไม่ผ่านการสอบสวน ข้อกล่าวหาตั้งกันได้ แต่ต้องให้โอกาสเขาชี้แจงซึ่งในส่วนของนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง คงไม่ลงไปกำกับดูแลอะไร ปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอน ต้องกำชับให้คนไทยที่นั่นระมัดระวัง และดูแลคนไทยให้ดี ไม่ทำอะไรขัดกฎหมายของเขา

สำหรับมาตรการทางการทูตที่มีต่อกัมพูชานับจากนี้ นายปณิธาน กล่าวว่า เราคทบทวนความสัมพันธ์ไปอีกระยะ และพิจารณาดูขั้นตอน กระบวนการต่างๆ โดยฉพาะผลประโยชน์ทับซ้อนที่ทำให้เราเสียเปรียบ แต่อย่างไรก็ต้องไม่ให้กระทบประชาชน รวมถึงไม่ให้กระทบกระเทือนความร่วมมือในภูมิภาค

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์อีกครั้งกรณีที่ทางการกัมพูชาได้จับกุมตัววิศวกรชาวไทยของบริษัท กัมพูชา แอร์ ทราฟฟิค เซอร์วิส( CATS ) ในฐานะที่เข้าไปล้วงดูข้อมูลเที่ยวบินของ พ.ต.ท.ทักิณ ชินวัตร อดีตนายกฯโดยตั้งข้อหาเป็นสายลับ ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงาน ต้องขอเวลาไปตรวจสอบข้อมุลก่อนว่าหน่วยงานด้านความมั่นคงได้รับรายงานเรื่องนี้มาหรือไม่

เมื่อถามถึง กรณีที่นายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยออกมาปูดว่า มีบุคคลสำคัญชื่อย่อย ”ส.” ร่วมลงขันตั้งค่าหัวลอบสังหาร พ.ต.ท.ทักษิณ สูงถึง 150 ล้านบาท นายสุเทพ หัวเราะพร้อมย้อนถามว่า ”แล้วเป็นใครล่ะชื่อ“ส.” สุเทพ เหรอ ถ้าตนมีเงินขนาดนั้นก็ตายไปนานแล้ว ไม่มีหรอก ทำเป็นพูดไป ทั้งนี้ไม่ทราบสาเหตุที่นายประชาออกมาพูดเรื่องในตอนนี้เพื่อผลอะไร อย่างไปยุ่ง อย่าไปสนใจ มันบ้า ๆ พูดไปเรื่อย ”

เมื่อถามว่า การออกมาพูดเรื่องนี้เป็นความพายามที่จะสร้างความปั่นป่วนให้สอดคล้องกับการเดินเกมของ พ.ต.ท.ทักษิณและเครือข่าย นายุสเทพ กล่าวว่า เป็นการกระทำให้มันยุ่งเข้าไว้ ในยุคอย่างนี้ไม่น่าจะมีการลงขันลอบสังหารใคร ข่าวนี้ไม่น่าเชื่อถือ ไม่น่าจะเป็นไปได้ คนไทยเขาไม่คิดทำอย่างนั้นหรอก ถ้าตนมีเงิน 150 ล้าน ไปทำอย่างอื่นดีกว่า

บัวแก้วเชื่อวิศวกรไทยจะได้รับดำเนินคดีอย่างยุติธรรม

นางสาววิมล คิดชอบ อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญได้เข้าไปดูแลให้การช่วยเหลืออย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่าคนไทยรายดังกล่าวต้องการความช่วยเหลือใดบ้าง และให้ได้รับความยุติธรรมในการถูกดำเนินคดีให้มากที่สุด แต่โดยขณะนี้กระทรวงยังไม่ได้รับรายงานจากสถานทูตอย่างเป็นทางการในเรื่องนี้ และไม่ทราบว่า ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ใด อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยยังเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของกัมพูชา แบบเดียวกัน หากมีคนชาติอื่นถูกดำเนินคดีในประเทศไทย ก็ยังให้มีความหวัง ถือเป็นการให้เกียรติกระบวนการยุติธรรม

ระบุดูแลจนท.สถานทูต-คนไทยในกัมพูชาอย่างใกล้ชิด

นางสาววิมลกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลกัมพูชาขอให้นายคำรบ ปาลวัฒน์วิไชย เลขานุเอก ของสถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ เดินทางกลับประเทศไทยภายใน 48 นั้น นั้น ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นมาตรการทางการทูต ซึ่งตนไม่สามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงเหตุการณ์ว่า ด้วยเหตุใดที่กัมพูชาถึงตัดสินใจดำเนินการเช่นนั้น ส่วนมีมีความเหมาะสมหรือไม่ พวกเราก็คิดเอาเองแล้วกัน ซึ่งขณะนี้นายคำรบยังเดินทางกลับมาไม่ถึงประเทศไทย แต่ภายหลังที่นายคำรบกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว คงมาทำงานที่กระทรวงการต่างประเทศเป็นปกติ และทางผู้ใหญ่ของกระทรวงคงเชิญมาพูดคุยกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักปฏิบัติอยู่แล้ว

สำหรับการพิจารณามาตรการตอบโต้ของฝ่ายไทยที่มีต่อกัมพูชา นางสาววิมล กล่าวว่า นายกษิตได้ย้ำแนวทางปฏิบัติให้กระทรวงดำเนินการอย่างสุขุม รอบคอบ และคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนไทยกับกัมพูชา

“สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รัฐบาลให้ความสำคัญและระมัดระวังในการดำเนินการอย่างยิ่ง ไม่ให้กระทบต่อประชาชน โดยขอย้ำว่า การปิดด่านไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ ประเทศไทยยังมีความหวังจะกลับคืนสู่ความสัมพันธ์สภาวะปกติ และอยากเห็นความร่วมมือในภูมิภาคที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น”นางสาววิมล กล่าว

นางสาววิมล กล่าวอีกว่า กระทรวงการต่างประเทศมีความเป็นห่วงในสวัสดิภาพของเจ้าหน้าที่สถานทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ซึ่งได้มีการประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และมีการประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ซึ่งก็มีเจ้าหน้าที่ตำรวจให้การคุ้มครอง ดูแลสถานทูตอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ตาม ในส่วนคนไทยที่อยู่ในกัมพูชาก็ยังใช้ชีวิตเป็นไปตามปกติ โดยสถานทูตมีเครือข่ายติดต่อกับชุมชนไทยในกัมพูชา หากมีเหตุการณ์ก็สามารถดูแลได้ทั่วถึง แต่โดยขณะนี้ยังไม่จำเป็นต้องออกประกาศเตือนคนไทยในกัมพูชาแต่อย่างใด

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น