ปรากฏการณ์โลกร้อน ได้ทำลายสมดุลของโลก และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความเสียหายสำหรับมนุษยชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนำแข็งขั้วโลกละลาย แผ่นดินไหว พายุใหญ่
ปรากฎการณ์การเมืองร้อนของไทย ก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความเสียหายสำหรับคนไทย สังคมไทย และประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน
ซ้ำร้ายแผ่นดินไหวจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สามารถก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันใด การไหวกระเพื่อมของการขัดแย้งและการทำลายล้างทางการเมืองของไทย ก็ก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันนั้น
นับร่วม 10 ปีแล้ว ที่การเมืองแบ่งแยกแตกขั้วเป็น 2 ข้างของไทย ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทำลายล้างที่ลากยาวมาจนถึงวันนี้ วันที่สังคมไทยยังก้าวข้ามไม่พ้นความขัดแย้ง โดยมีคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นของความขัดแย้งที่ใครบางคนบางกลุ่มยังก้าวข้าม
ความซ้ำซากของเกมทำลายล้าง เปรียบได้เช่นเดียวกับ After Shock ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จนวันนี้ After Shock ทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
กรณีการเกิดขึ้นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับการก่อเกิดมวลมหาประชาชน ในการต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ฉบับสุดซอย ถือเป็นปรากฏการณ์ After Shock ทางการเมือง ระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้อย่างสบายๆ กับภาพความเนืองแน่นเป็นแสนของคนที่เกลียดชังและไม่เอาระบอบทักษิณ
แต่เพราะเนื้อแท้ของม็อบประชาชนในวันนั้น กับเนื้อแท้ความต้องการของนายสุเทพ กับพรรคประชาธิปัตย์ในวันนั้น เป็นความแตกต่างที่คลาสสิกเกินกว่าเกมผลประโยชน์ทางการเมืองจะตามทัน ทำให้ล่วงเลยเนิ่นนานมาถึง 6 เดือนจวบจนวันนี้ พลังสั่นสะเทือนของม็อบสุเทพ จึงมีแต่โรยรา ลดความร้อนแรง ลดดีกรีความสั่นสะเทือนลงไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุผลเดียวที่ขั้วอำมาตยาธิปไตยไม่สำเหนียกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการไม่มีกฎหมายใดๆมารองรับ และการไม่เป็นประชาธิปไตยในสายตาประชาชน
เพราะขั้วอำมาตยาธิปไตยยังคงจมปลักและไม่ยอมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาชนยุคปัจจุบัน จึงยังคงเชื่อว่าการกดหัวประชาชนด้วยอำนาจนอกระบบจะยังคงทำได้ ในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จึงได้เห็นความพยายามระลอกแล้วระลอกเล่ามาโดยตลอด
จากสนธิ ลิ้มทองกุล กับม็อบพันธมิตร มาเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสันติอโศก มาเป็นม็อบสนามม้าของเสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จนมาถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ และม็อบ กปปส. ยิ่งพยายามสร้างแรงกระเพื่อม สร้าง After Shock ทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นยิ่งพลาด เพราะทำให้กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแช่แข็งประเทศไทย กลุ่มคนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เพราะการไม่ยอมรับความเป็นจริง จึงได้มีการนำเอา พล.อ.สายหยุด เกิดผล มาสร้างปรากฏการณ์ “คณะรัฐบุคคล”ขึ้นมา ก้าวแรกเป็น After Shock ได้ไม่เลวกับการมีภาพพร้อมพรึ่บของทหารแก่ทหารเก่าที่รวมพลังกันจนเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่เมื่อข้อเสนอวนเวียนซ้ำซากบนความต้องการของขั้วอำมาตยาธิปไตย พล.อ.สายหยุดจึงเป็นฝ่ายสะเทือนเสียเอง
แต่ที่เป็น After Shock จริงๆ ก็คือการโยนหินถามทางว่า จะให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นผู้ทูลเกล้าฯขอนายกฯม.7 และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แถม พล.อ.สายหยุด ยังอ้างโอกาสการได้เข้าพบกับ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสา ว่าพยักหน้าเห็นพ้องด้วยแล้ว ถึงขนาดเร่งให้ดำเนินการร่างหนังสือทูลเกล้าฯมาโดยด่วน
เป็น After Shock ที่สั่นสะเทือนระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้แค่วันเดียว ก็ดับมอด เพราะเจอการปฏิเสธเปรี้ยงจากบ้านสี่เสา แบบไม่ถนอมน้ำใจ จนถึงขนาดที่ พล.อ.สายหยุด หลุดปากว่าทำเหมือนไม่ให้เกียรติกัน
น่าเห็นใจ พล.อ.สายหยุด เพราะภาพที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าควรจะต้องฟังใคร ฟังฝ่ายไหนมากกว่ากัน ทั้งๆที่เชื่อว่าด้วยวัยขนาดนี้ของ พล.อ.สายหยุด คงไม่พูดอะไรเป็นตุเป็นตะโดยไม่มีมูลเป็นแน่
เพียงแต่ก็เชื่อเช่นกันว่า ด้วยวัยวุฒิและสถานะของพล.อ.เปรมในปัจจุบัน ก็คงไม่เสี่ยงกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเช่นกัน
ดังนั้นระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.สายหยุด จะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่เข้าใจผิดพลาดในการสื่อสาร จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา... ปัญหาอยู่ที่ว่าใครสื่อสารพลาดและใครเข้าใจผิด
หมด After Shock ประเด็น พล.อ.สายหยุด กับ พล.อ.เปรม พร้อมกับการเห็นอาการของม็อบนายสุเทพ ได้ก่อให้เกิดการขยับตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอตัวเป็นคนกลาง เพื่อหาทางออกให้กับประเทศท่ามกลางความขัดแย้งครั้งนี้
จะว่าเป็น After Shock ที่ตามติดมาทันทีทันควันก็ว่าได้ แต่แรงกระเพื่อมกลับไม่รุนแรงเท่า โดยเฉพาะยิ่งดูเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงรุมสวด รุมตำหนิ จากทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่จากนายสุเทพ กับคำว่า “อย่าสะเออะ”
ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ กลายเป็นข้อเสนอหลงทาง หลงยุค ที่ยึดโยงอยู่กับความต้องการแช่แข็งประเทศไทยของขั้วอำมาตยาธิปไตย จึงไม่ได้แตกต่างอะไรกับข้อเสนอของม็อบนายสุเทพเลยแม้แต่น้อย
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีรักษาการลาออก จัดตั้งนายกฯคนกลางและรัฐบาลชั่วคราว นายสุเทพจัดตั้งสภาประชาชน เดินหน้าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ให้รัฐบาลชั่วคราวทำประชามติ!!!
หวังสร้างแรงกระเพื่อมให้สนั่นระดับ 7 ริกเตอร์ กลับกลายเป็นแป้ก เพราะมีแต่ก้อนอิฐล้วนๆปราศจากดอกไม้จากทุกขั้วการเมืองและวิชาการ
นายภิสิทธิ์ ถูกเหน็บว่าเป็น “ลิเกอ๊อกซ์ฟอร์ด” ที่หลงทาง หาทางกลับบ้านประชาธิปไตยไม่เจอ
กลายเป็นด้อยค่ากว่า ลิเก ไชยา มิตรชัย เจ้าของเพลงดัง “กระทงหลงทาง”เสียอีก เพราะนายอภิสิทธิยิ่งนับวันยิ่งหลงทาง ออกอ่าวออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับ
กลายเป็นว่ามาถึงวันนี้ขั้วอำมาตยาธิปไตยเหลือความหวังในการสร้าง After Shock ทางการเมือง ไปฝากไว้กับองค์กรอิสระอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. เท่านั้น!!!
ในวันที่ ตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และในวันที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ขั้วตรงข้ามพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า จะเป็น After Shock ระดับเกิน 7 ริกเตอร์ ที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคม จากแรงกระเพื่อมของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ
โอกาสที่จะเกิดการสั่นสะเทือน จนทำให้กองทัพต้องออกมาเอ็กเซอไซร์ ย่อมเป็นไปได้ทันที
นี่จึงเป็นความหวังเป็นไม้เด็ดของขั้วตรงข้ามที่เพียรสร้าง After Shock ทางการเมืองมาตลอด
แต่ธรรมชาติไม่เลือกข้างใคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงได้เกิดแผ่นดินไหวของจริงขึ้นที่เชียงราย ด้วความแรงถึง 6.3 ริกเตอร์ และตามมาด้วย After Shock ร่วมร้อยครั้ง สร้างความเสียหายหนักให้กับเมืองไทย
และเกิดกระแสวิพากษ์ทางการเมืองตามมาอุตลุด ว่าเกิดวิปริตผิดอาเพศอะไรขึ้นหรือไม่???
เพราะในเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงนั้น ที่กรุงเทพฯกลุ่มม็อบของนายสุเทพ ได้ไปอยู่บริเวณท้องสนามหลวง หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐ์สถานพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของไทย
หรือจะเกิดการรับรู้ใดๆขึ้นมา จึงก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเช่นนี้
แถมเวลาห่างกันไม่ถึงนาทีด้วย
ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการตั้งประเด็นด้วยเช่นกันว่า ทำไมจึงเกิดแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงรายอันเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นทางการเมืองที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย จะเป็นลางบอกเหตุอะไรที่เกี่ยวกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการหรือไม่???
แน่นอนในยุคแบ่งแยกแตกขั้ว แต่ละฝ่ายก็ละเลงกันสนุกสนานว่าเป็นเพราะอะไร และให้ดู After Shock ที่จะตามมาว่าจะเกิดเป็นภัยกับขั้วไหน
แต่อย่างไรก็ตามหากแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อว่าเพราะฟ้ารู้ดินรู้ว่าแผ่นดินกำลังอาเพศ จึงต้องไหวเตือนอย่างรุนแรง ก็ให้น่าฉงนว่า
ทำไมจึงได้มาเกิดเอาในวันที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของไทยเช่นนี้
หรือชะตาจะอาเพศกันแล้วจริงๆ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////
ปรากฎการณ์การเมืองร้อนของไทย ก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความเสียหายสำหรับคนไทย สังคมไทย และประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน
ซ้ำร้ายแผ่นดินไหวจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สามารถก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันใด การไหวกระเพื่อมของการขัดแย้งและการทำลายล้างทางการเมืองของไทย ก็ก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันนั้น
นับร่วม 10 ปีแล้ว ที่การเมืองแบ่งแยกแตกขั้วเป็น 2 ข้างของไทย ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทำลายล้างที่ลากยาวมาจนถึงวันนี้ วันที่สังคมไทยยังก้าวข้ามไม่พ้นความขัดแย้ง โดยมีคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นของความขัดแย้งที่ใครบางคนบางกลุ่มยังก้าวข้าม
ความซ้ำซากของเกมทำลายล้าง เปรียบได้เช่นเดียวกับ After Shock ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จนวันนี้ After Shock ทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
กรณีการเกิดขึ้นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับการก่อเกิดมวลมหาประชาชน ในการต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ฉบับสุดซอย ถือเป็นปรากฏการณ์ After Shock ทางการเมือง ระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้อย่างสบายๆ กับภาพความเนืองแน่นเป็นแสนของคนที่เกลียดชังและไม่เอาระบอบทักษิณ
แต่เพราะเนื้อแท้ของม็อบประชาชนในวันนั้น กับเนื้อแท้ความต้องการของนายสุเทพ กับพรรคประชาธิปัตย์ในวันนั้น เป็นความแตกต่างที่คลาสสิกเกินกว่าเกมผลประโยชน์ทางการเมืองจะตามทัน ทำให้ล่วงเลยเนิ่นนานมาถึง 6 เดือนจวบจนวันนี้ พลังสั่นสะเทือนของม็อบสุเทพ จึงมีแต่โรยรา ลดความร้อนแรง ลดดีกรีความสั่นสะเทือนลงไปเรื่อยๆ
ด้วยเหตุผลเดียวที่ขั้วอำมาตยาธิปไตยไม่สำเหนียกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการไม่มีกฎหมายใดๆมารองรับ และการไม่เป็นประชาธิปไตยในสายตาประชาชน
เพราะขั้วอำมาตยาธิปไตยยังคงจมปลักและไม่ยอมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาชนยุคปัจจุบัน จึงยังคงเชื่อว่าการกดหัวประชาชนด้วยอำนาจนอกระบบจะยังคงทำได้ ในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จึงได้เห็นความพยายามระลอกแล้วระลอกเล่ามาโดยตลอด
จากสนธิ ลิ้มทองกุล กับม็อบพันธมิตร มาเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสันติอโศก มาเป็นม็อบสนามม้าของเสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จนมาถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ และม็อบ กปปส. ยิ่งพยายามสร้างแรงกระเพื่อม สร้าง After Shock ทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นยิ่งพลาด เพราะทำให้กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแช่แข็งประเทศไทย กลุ่มคนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เพราะการไม่ยอมรับความเป็นจริง จึงได้มีการนำเอา พล.อ.สายหยุด เกิดผล มาสร้างปรากฏการณ์ “คณะรัฐบุคคล”ขึ้นมา ก้าวแรกเป็น After Shock ได้ไม่เลวกับการมีภาพพร้อมพรึ่บของทหารแก่ทหารเก่าที่รวมพลังกันจนเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่เมื่อข้อเสนอวนเวียนซ้ำซากบนความต้องการของขั้วอำมาตยาธิปไตย พล.อ.สายหยุดจึงเป็นฝ่ายสะเทือนเสียเอง
แต่ที่เป็น After Shock จริงๆ ก็คือการโยนหินถามทางว่า จะให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นผู้ทูลเกล้าฯขอนายกฯม.7 และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แถม พล.อ.สายหยุด ยังอ้างโอกาสการได้เข้าพบกับ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสา ว่าพยักหน้าเห็นพ้องด้วยแล้ว ถึงขนาดเร่งให้ดำเนินการร่างหนังสือทูลเกล้าฯมาโดยด่วน
เป็น After Shock ที่สั่นสะเทือนระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้แค่วันเดียว ก็ดับมอด เพราะเจอการปฏิเสธเปรี้ยงจากบ้านสี่เสา แบบไม่ถนอมน้ำใจ จนถึงขนาดที่ พล.อ.สายหยุด หลุดปากว่าทำเหมือนไม่ให้เกียรติกัน
น่าเห็นใจ พล.อ.สายหยุด เพราะภาพที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าควรจะต้องฟังใคร ฟังฝ่ายไหนมากกว่ากัน ทั้งๆที่เชื่อว่าด้วยวัยขนาดนี้ของ พล.อ.สายหยุด คงไม่พูดอะไรเป็นตุเป็นตะโดยไม่มีมูลเป็นแน่
เพียงแต่ก็เชื่อเช่นกันว่า ด้วยวัยวุฒิและสถานะของพล.อ.เปรมในปัจจุบัน ก็คงไม่เสี่ยงกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเช่นกัน
ดังนั้นระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.สายหยุด จะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่เข้าใจผิดพลาดในการสื่อสาร จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา... ปัญหาอยู่ที่ว่าใครสื่อสารพลาดและใครเข้าใจผิด
หมด After Shock ประเด็น พล.อ.สายหยุด กับ พล.อ.เปรม พร้อมกับการเห็นอาการของม็อบนายสุเทพ ได้ก่อให้เกิดการขยับตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอตัวเป็นคนกลาง เพื่อหาทางออกให้กับประเทศท่ามกลางความขัดแย้งครั้งนี้
จะว่าเป็น After Shock ที่ตามติดมาทันทีทันควันก็ว่าได้ แต่แรงกระเพื่อมกลับไม่รุนแรงเท่า โดยเฉพาะยิ่งดูเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงรุมสวด รุมตำหนิ จากทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่จากนายสุเทพ กับคำว่า “อย่าสะเออะ”
ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ กลายเป็นข้อเสนอหลงทาง หลงยุค ที่ยึดโยงอยู่กับความต้องการแช่แข็งประเทศไทยของขั้วอำมาตยาธิปไตย จึงไม่ได้แตกต่างอะไรกับข้อเสนอของม็อบนายสุเทพเลยแม้แต่น้อย
นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีรักษาการลาออก จัดตั้งนายกฯคนกลางและรัฐบาลชั่วคราว นายสุเทพจัดตั้งสภาประชาชน เดินหน้าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ให้รัฐบาลชั่วคราวทำประชามติ!!!
หวังสร้างแรงกระเพื่อมให้สนั่นระดับ 7 ริกเตอร์ กลับกลายเป็นแป้ก เพราะมีแต่ก้อนอิฐล้วนๆปราศจากดอกไม้จากทุกขั้วการเมืองและวิชาการ
นายภิสิทธิ์ ถูกเหน็บว่าเป็น “ลิเกอ๊อกซ์ฟอร์ด” ที่หลงทาง หาทางกลับบ้านประชาธิปไตยไม่เจอ
กลายเป็นด้อยค่ากว่า ลิเก ไชยา มิตรชัย เจ้าของเพลงดัง “กระทงหลงทาง”เสียอีก เพราะนายอภิสิทธิยิ่งนับวันยิ่งหลงทาง ออกอ่าวออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับ
กลายเป็นว่ามาถึงวันนี้ขั้วอำมาตยาธิปไตยเหลือความหวังในการสร้าง After Shock ทางการเมือง ไปฝากไว้กับองค์กรอิสระอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. เท่านั้น!!!
ในวันที่ ตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และในวันที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว
ขั้วตรงข้ามพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า จะเป็น After Shock ระดับเกิน 7 ริกเตอร์ ที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคม จากแรงกระเพื่อมของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ
โอกาสที่จะเกิดการสั่นสะเทือน จนทำให้กองทัพต้องออกมาเอ็กเซอไซร์ ย่อมเป็นไปได้ทันที
นี่จึงเป็นความหวังเป็นไม้เด็ดของขั้วตรงข้ามที่เพียรสร้าง After Shock ทางการเมืองมาตลอด
แต่ธรรมชาติไม่เลือกข้างใคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงได้เกิดแผ่นดินไหวของจริงขึ้นที่เชียงราย ด้วความแรงถึง 6.3 ริกเตอร์ และตามมาด้วย After Shock ร่วมร้อยครั้ง สร้างความเสียหายหนักให้กับเมืองไทย
และเกิดกระแสวิพากษ์ทางการเมืองตามมาอุตลุด ว่าเกิดวิปริตผิดอาเพศอะไรขึ้นหรือไม่???
เพราะในเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงนั้น ที่กรุงเทพฯกลุ่มม็อบของนายสุเทพ ได้ไปอยู่บริเวณท้องสนามหลวง หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐ์สถานพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของไทย
หรือจะเกิดการรับรู้ใดๆขึ้นมา จึงก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเช่นนี้
แถมเวลาห่างกันไม่ถึงนาทีด้วย
ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการตั้งประเด็นด้วยเช่นกันว่า ทำไมจึงเกิดแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงรายอันเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นทางการเมืองที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย จะเป็นลางบอกเหตุอะไรที่เกี่ยวกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการหรือไม่???
แน่นอนในยุคแบ่งแยกแตกขั้ว แต่ละฝ่ายก็ละเลงกันสนุกสนานว่าเป็นเพราะอะไร และให้ดู After Shock ที่จะตามมาว่าจะเกิดเป็นภัยกับขั้วไหน
แต่อย่างไรก็ตามหากแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อว่าเพราะฟ้ารู้ดินรู้ว่าแผ่นดินกำลังอาเพศ จึงต้องไหวเตือนอย่างรุนแรง ก็ให้น่าฉงนว่า
ทำไมจึงได้มาเกิดเอาในวันที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของไทยเช่นนี้
หรือชะตาจะอาเพศกันแล้วจริงๆ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น