โดย.รศ.ดร.อภิชัย รัตนวราหะ
เงื่อนไขและปัญหาของวิกฤตประชาธิปไตยของไทยขณะนี้คือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ได้ทิ้งหลักการของประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองจะพึงประพฤติปฏิบัติ การสวนกระแสโลกและ "ดูถูก" เสียงส่วนใหญ่ของคนชนบทอย่างไม่ยี่หระ การมีทัศนคติแบบ "สุดโต่ง" ถอยหลังเข้าคลอง ปัจจัยเหล่านี้คือเงื่อนไขและก่อให้เกิดวิกฤตประชาธิปไตยของเมืองไทย อันจะนำไปสู่ความรุนแรงคือสงครามกลางเมืองมากยิ่งขึ้น
ขบวนการของพวกขวาจัด เช่น องค์กรเก็บขยะ ทหารแก่ที่ตกยุค และเหตุการณ์ฆาตกรรมกวีฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อ 2-3 วันมานี้ คือตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าอัตราเสี่ยงที่เมืองไทยจะเข้าสู่โหมดของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่เป็นถึงหมอ (องค์กรเก็บขยะ) ได้ออกมาพูดทำนองว่าต้องกำจัดคนที่ "เห็นต่าง" จากตัวเองหรือพรรคพวกตัวเอง แล้วตามมาด้วยการฆาตกรรมกวี กลางเมืองหลวงของประเทศ ทหารแก่ที่หลงตัวเองได้ออกมายั่วยุให้สังคมกลับไปสู่ยุคไดโนเสาร์เต่าล้านปี...สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือการดูถูกคนที่เห็นต่างเหมือนกับไม่ใช่คน (เป็นขยะ) รวมทั้งความคิดที่สวนกระแสโลกของความเป็นจริง โดยขาดทั้งสติสัมปชัญญะและหิริโอตตัปปะ (คือการละอายต่อบาปทั้งการพูดและการกระทำ)
น่าสังเวชและน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่คนเหล่านี้...เป็นถึงบุคคลสำคัญมีชื่อเสียง และเคยสร้างคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองมามิใช่น้อย แต่บุคคลเหล่านี้ได้ลืมตัวและหลงตัวโดยมิได้เกิดความกระดากอายในพฤติกรรมการแสดงออกแต่อย่างใดเลย
การขาดสติสัมปชัญญะโดยมิได้คำนึงถึงความสูญเสียของประเทศชาติที่จะตามมา...รวมทั้งบาปกรรมที่พวกตัวเองได้ก่อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...คนประเภทนี้จึงไม่ต่างไปจากคนที่กำลังเป็นบ้าและน่าทุเรศที่สุดที่ประวัติศาสตร์ของไทยจะต้องจารึกไว้อีกยาวนาน!
สังคมไทยขณะนี้จึงเป็นสังคมของ "คนป่วย" ดังที่พระท่านว่าไว้ และอาการกำลังน่าเป็นห่วงเป็นที่สุด วิธีการฆาตกรรมนักกวีกลางวันแสกๆ กลางเมืองหลวงของประเทศ คือวิธีการที่ป่าเถื่อนที่สุดที่ประเทศนี้เคยมีมา กฎหมายบ้านเมืองไม่มีความหมาย ไร้ขื่อแป คนที่รับผิดชอบทั้งรัฐบาลและตำรวจอ่อนแอและไร้ซึ่ง "ความรับผิดชอบ"
สภาพที่เป็นวิกฤตของบ้านเมืองเช่นนี้กำลังพาประเทศชาติเข้าสู่หุบเหวของความหายนะและย่อยยับมากเข้าทุกวัน!
สังคมไทยต่อไปนี้จะกลายเป็นสังคม "ตัวใครตัวมัน" เพราะเมื่อบ้านเมืองไร้ซึ่ง "ความเชื่อมั่น" ต่อรัฐบาล องค์กรที่จะเป็นที่พึ่งในขบวนการยุติธรรม...การดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดด้วยตัวเอง ด้วยการล้างแค้น และการโต้ตอบคนที่มาข่มเหงรังแกก่อนจะเป็นไปอย่างกว้างขวางและสะเปะสะปะมากขึ้น
ผมเชื่อมั่นว่า "ความรุนแรง" ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เพราะเหตุการณ์ของการล้อมปราบใหญ่ที่ "ราชประสงค์" ในปี 2553...บทเรียนเหล่านี้เป็นบทเรียนบทสำคัญที่คนเสื้อแดงได้รับมาอย่างเต็มที่
โปรดอย่าลืมว่าคนเสื้อแดงเขาก็เป็นคน มีมือมีตีน และมีสมองไม่ต่างไปจากทหาร คนเสื้อเหลือง และคนกรุงเทพฯ เขาคงจะไม่ยอมให้ทหาร คนเสื้อเหลืองและคนกรุงเทพฯ เที่ยวมาไล่ฆ่าง่ายๆ และโง่ๆ....เหมือนปี 2553 อีกต่อไปละครับ!!
ผมเตือนมาแบบนี้ไม่ใช่ท้าทาย หรือต้องการจะท้าตีท้าต่อย แต่ผมกำลังจะเตือนพวกท่านดังกล่าวไว้ว่า...ครั้งนี้อย่าได้ประเมินคนเสื้อแดงเขาต่ำจนเกินไป
ทหารแก่ๆ คุณหมอ (ที่ชอบมองคนอื่นที่เห็นต่างว่าเป็นขยะ) ท่านที่ชอบหลงตัวเองว่าเป็นคนดี อธิการบดี คณบดี (ที่ชอบดูถูกคนอื่นว่าชั้นต่ำกว่าตัวเอง และฉลาดน้อยกว่า) คนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ (ที่ชอบดูถูกคนชนบทว่าเป็นคนด้อยการศึกษา ชอบขายเสียงให้แก่นักการเมืองที่ทักษิณสนับสนุน) ...ท่านเหล่านี้อย่าได้ประเมินคนอื่นที่เห็นต่างต่ำเกินไป
บทเรียนที่ประเทศเขมรเมื่อ "เขมรแดง" เข้าไปยึดกรุงพนมเปญได้...แล้วไล่ต้อนคนเมืองกรุงพนมเปญให้ออกไปอยู่ต่างจังหวัด ให้ทำงานกุลีใช้แรงงานทั้งวันทั้งคืน แล้วให้กินข้าวต้มเปล่าๆ ถ้วยเล็กๆ ถ้วยเดียว...ท่านทราบไหมครับว่าคนกรุงเมื่อเจอแบบนี้...ตายไปภายในอาทิตย์เดียวเป็นพันๆ คน...!
ประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า...จะมีการซ้ำรอยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา...การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นาซีฆ่ายิว (6 ล้านกว่าคน) รวันดาใช้เวลา 100 วัน เผ่าฮูตูฆ่าเผ่าทุตซี (800,000 คน)...และอีกหลายเหตุการณ์แบบนี้ที่ตามมา ฯลฯ อย่านึกว่าจะไม่เกิดขึ้นที่เมืองไทย ผมเตือนมาอีกครั้งหนึ่ง!!
คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดไว้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 ด้วยการเตือนสติไว้ว่าความรับผิดชอบ ต่อวิกฤตของบ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ "คนใดคนหนึ่ง"แต่ความรับผิดชอบนั้น...คนไทยทุกคน!! ต้องร่วมกันรับผิดชอบ
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง! และการที่ผมเขียนบทความขึ้นวันนี้ ผมก็คิดว่าผมได้ทำตามคำแนะนำของคุณณัฐวุฒิแล้วนะครับ!
ที่มา.มติชน
///////////////////////////////////////////////////////
เงื่อนไขและปัญหาของวิกฤตประชาธิปไตยของไทยขณะนี้คือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาธิปัตย์ได้ทิ้งหลักการของประชาธิปไตยที่พรรคการเมืองจะพึงประพฤติปฏิบัติ การสวนกระแสโลกและ "ดูถูก" เสียงส่วนใหญ่ของคนชนบทอย่างไม่ยี่หระ การมีทัศนคติแบบ "สุดโต่ง" ถอยหลังเข้าคลอง ปัจจัยเหล่านี้คือเงื่อนไขและก่อให้เกิดวิกฤตประชาธิปไตยของเมืองไทย อันจะนำไปสู่ความรุนแรงคือสงครามกลางเมืองมากยิ่งขึ้น
ขบวนการของพวกขวาจัด เช่น องค์กรเก็บขยะ ทหารแก่ที่ตกยุค และเหตุการณ์ฆาตกรรมกวีฝ่ายประชาธิปไตยเมื่อ 2-3 วันมานี้ คือตัวบ่งชี้ให้เห็นว่าอัตราเสี่ยงที่เมืองไทยจะเข้าสู่โหมดของการแก้ปัญหาด้วยความรุนแรงจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
คนที่เป็นถึงหมอ (องค์กรเก็บขยะ) ได้ออกมาพูดทำนองว่าต้องกำจัดคนที่ "เห็นต่าง" จากตัวเองหรือพรรคพวกตัวเอง แล้วตามมาด้วยการฆาตกรรมกวี กลางเมืองหลวงของประเทศ ทหารแก่ที่หลงตัวเองได้ออกมายั่วยุให้สังคมกลับไปสู่ยุคไดโนเสาร์เต่าล้านปี...สิ่งต่างๆ เหล่านี้คือการดูถูกคนที่เห็นต่างเหมือนกับไม่ใช่คน (เป็นขยะ) รวมทั้งความคิดที่สวนกระแสโลกของความเป็นจริง โดยขาดทั้งสติสัมปชัญญะและหิริโอตตัปปะ (คือการละอายต่อบาปทั้งการพูดและการกระทำ)
น่าสังเวชและน่าสลดใจเป็นอย่างยิ่งที่คนเหล่านี้...เป็นถึงบุคคลสำคัญมีชื่อเสียง และเคยสร้างคุณงามความดีให้กับบ้านเมืองมามิใช่น้อย แต่บุคคลเหล่านี้ได้ลืมตัวและหลงตัวโดยมิได้เกิดความกระดากอายในพฤติกรรมการแสดงออกแต่อย่างใดเลย
การขาดสติสัมปชัญญะโดยมิได้คำนึงถึงความสูญเสียของประเทศชาติที่จะตามมา...รวมทั้งบาปกรรมที่พวกตัวเองได้ก่อขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า...คนประเภทนี้จึงไม่ต่างไปจากคนที่กำลังเป็นบ้าและน่าทุเรศที่สุดที่ประวัติศาสตร์ของไทยจะต้องจารึกไว้อีกยาวนาน!
สังคมไทยขณะนี้จึงเป็นสังคมของ "คนป่วย" ดังที่พระท่านว่าไว้ และอาการกำลังน่าเป็นห่วงเป็นที่สุด วิธีการฆาตกรรมนักกวีกลางวันแสกๆ กลางเมืองหลวงของประเทศ คือวิธีการที่ป่าเถื่อนที่สุดที่ประเทศนี้เคยมีมา กฎหมายบ้านเมืองไม่มีความหมาย ไร้ขื่อแป คนที่รับผิดชอบทั้งรัฐบาลและตำรวจอ่อนแอและไร้ซึ่ง "ความรับผิดชอบ"
สภาพที่เป็นวิกฤตของบ้านเมืองเช่นนี้กำลังพาประเทศชาติเข้าสู่หุบเหวของความหายนะและย่อยยับมากเข้าทุกวัน!
สังคมไทยต่อไปนี้จะกลายเป็นสังคม "ตัวใครตัวมัน" เพราะเมื่อบ้านเมืองไร้ซึ่ง "ความเชื่อมั่น" ต่อรัฐบาล องค์กรที่จะเป็นที่พึ่งในขบวนการยุติธรรม...การดิ้นรนเพื่อการอยู่รอดด้วยตัวเอง ด้วยการล้างแค้น และการโต้ตอบคนที่มาข่มเหงรังแกก่อนจะเป็นไปอย่างกว้างขวางและสะเปะสะปะมากขึ้น
ผมเชื่อมั่นว่า "ความรุนแรง" ที่จะเกิดขึ้นตามมาในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีความรุนแรงมากกว่าทุกครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ เพราะเหตุการณ์ของการล้อมปราบใหญ่ที่ "ราชประสงค์" ในปี 2553...บทเรียนเหล่านี้เป็นบทเรียนบทสำคัญที่คนเสื้อแดงได้รับมาอย่างเต็มที่
โปรดอย่าลืมว่าคนเสื้อแดงเขาก็เป็นคน มีมือมีตีน และมีสมองไม่ต่างไปจากทหาร คนเสื้อเหลือง และคนกรุงเทพฯ เขาคงจะไม่ยอมให้ทหาร คนเสื้อเหลืองและคนกรุงเทพฯ เที่ยวมาไล่ฆ่าง่ายๆ และโง่ๆ....เหมือนปี 2553 อีกต่อไปละครับ!!
ผมเตือนมาแบบนี้ไม่ใช่ท้าทาย หรือต้องการจะท้าตีท้าต่อย แต่ผมกำลังจะเตือนพวกท่านดังกล่าวไว้ว่า...ครั้งนี้อย่าได้ประเมินคนเสื้อแดงเขาต่ำจนเกินไป
ทหารแก่ๆ คุณหมอ (ที่ชอบมองคนอื่นที่เห็นต่างว่าเป็นขยะ) ท่านที่ชอบหลงตัวเองว่าเป็นคนดี อธิการบดี คณบดี (ที่ชอบดูถูกคนอื่นว่าชั้นต่ำกว่าตัวเอง และฉลาดน้อยกว่า) คนชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพฯ (ที่ชอบดูถูกคนชนบทว่าเป็นคนด้อยการศึกษา ชอบขายเสียงให้แก่นักการเมืองที่ทักษิณสนับสนุน) ...ท่านเหล่านี้อย่าได้ประเมินคนอื่นที่เห็นต่างต่ำเกินไป
บทเรียนที่ประเทศเขมรเมื่อ "เขมรแดง" เข้าไปยึดกรุงพนมเปญได้...แล้วไล่ต้อนคนเมืองกรุงพนมเปญให้ออกไปอยู่ต่างจังหวัด ให้ทำงานกุลีใช้แรงงานทั้งวันทั้งคืน แล้วให้กินข้าวต้มเปล่าๆ ถ้วยเล็กๆ ถ้วยเดียว...ท่านทราบไหมครับว่าคนกรุงเมื่อเจอแบบนี้...ตายไปภายในอาทิตย์เดียวเป็นพันๆ คน...!
ประวัติศาสตร์บอกไว้ว่า...จะมีการซ้ำรอยเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา...การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่นาซีฆ่ายิว (6 ล้านกว่าคน) รวันดาใช้เวลา 100 วัน เผ่าฮูตูฆ่าเผ่าทุตซี (800,000 คน)...และอีกหลายเหตุการณ์แบบนี้ที่ตามมา ฯลฯ อย่านึกว่าจะไม่เกิดขึ้นที่เมืองไทย ผมเตือนมาอีกครั้งหนึ่ง!!
คุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ พูดไว้เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2557 ด้วยการเตือนสติไว้ว่าความรับผิดชอบ ต่อวิกฤตของบ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่ความรับผิดชอบของ "คนใดคนหนึ่ง"แต่ความรับผิดชอบนั้น...คนไทยทุกคน!! ต้องร่วมกันรับผิดชอบ
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง! และการที่ผมเขียนบทความขึ้นวันนี้ ผมก็คิดว่าผมได้ทำตามคำแนะนำของคุณณัฐวุฒิแล้วนะครับ!
ที่มา.มติชน
///////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น