--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

‘เรยา’การเมือง ร้ายกว่าละคร!! (อีกครั้ง)


ครม.เทกระจาดอนุมัติ 80,024 ล้าน
ปชช.ลุ้นตอนจบทั้งละครทั้งรัฐบาล
กลายเป็นกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ดังไปทั่วบ้านทั่วเมือง กับ ละครดอกส้มสีทอง ที่กำลังออนแอร์อยู่ในเวลานี้
และกำลังเป็นประเด็นร้อนสะท้อนชีวิตในสังคม ผ่านตัวละครเด่นที่ชื่อ “เรยา” ซึ่งแสดงโดย ชมพู่ อารยา เอ ฮาร์เก็ต ที่ต้องรับบทเป็นสาวสวยมั่นใจ และมีความสัมพันธ์กับผู้ชายหลายคน เลยเกิดกระแสว่ามีบรรดาผู้ปกครองจำนวนมากร้องเรียนผ่านสายด่วน 1765 ของกระทรวงวัฒนธรรมแทบไหม้
มีทั้งต้องการให้ตรวจสอบ ว่า เหตุใดจึงปล่อยให้ฉายเรื่องนี้ออกมาทั้งที่มีเนื้อหาก้าวร้าวรุนแรง ไม่เคารพบุพการี และที่สำคัญ การจัดเรตติ้งไม่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนออกมาฉายได้
ไปจนกระทั่งถึงการเรียกร้องให้มีการระงับการออกอากาศละครเรื่องนี้ด้วย
ถือเป็นกระแสฮอตสุดๆ ในบ้านเมือง ชนิดที่แทบจะเรียกได้ว่ากลบกระแสการเมืองที่วุ่นวายไปได้สนิท
แต่คำถามก็คือว่า เรยาในละครดอกส้มสีทอง ที่มีเสียงสะท้อนว่าร้ายๆนั้น ในชีวิตจริงมีเรยาอยู่ในสังคมไทยหรือไม่???

และที่สำคัญที่สุด ในถนนการเมืองทุกวันนี้ มี “เรยาทางการเมือง” อยู่หรือเปล่า ตรงนี้ต่างหาก ที่น่าคิดให้ลึกซึ้งมากกว่าที่จะมานั่งก่นด่าละครเรื่องนี้ให้เรตติ้งและความสนใจยิ่งพุ่งพรวดมากขึ้นไปอีก
เพราะในทางการแสดง ในฐานะละครดัง กระแสสังคมขนาดนี้ได้ส่งให้ดอกส้มสีทองกลายเป็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ไปเรียบร้อยแล้ว ในขณะที่ดารามากฝีมืออย่าง ชมพู่ อารยา ก็ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด ในการแสดงละครเรื่องนี้ให้กับทางช่อง 3

หลังจากที่ได้ย้ายมาจากวิก 7 สี ซึ่งไม่รู้ว่าความดังของละครดอกส้มสีทอง และ เรยา จะทำให้คุณนายแดง สุรางค์ เปรมปรีดิ์ เสียดายชมพู่ อารยา บ้างหรือไม่
ส่วนหนึ่งที่ เรยา โด่งดังและกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจาณณ์อย่างหนัก ต้องยอมรับว่าเป็นเพราะฝีมือการแสดงของชมพู่ อารยา เองด้วย ซึ่งหากดูแบ็กกราวด์แล้วก็ไม่น่าแปลกใจ ที่สามารถเล่นบทนี้ได้ชนิดตีบทแตกกระจุย

เพราะชมพู่ อารยา หรือชื่อจริงๆ ว่า อารยา อัลเบอร์ต้า ฮาร์เก็ต (Araya Alberta Hargate) จบมาจากคณะศิลปศาสตร์ เอกอังกฤษ มหาวิทยาลัยรังสิต และยังต่อระดับปริญญาโท เอกจิตวิทยาฯ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เรียนจิตวิทยา ก็เลยเล่นบทที่ต้องใช้จิตวิทยาได้ฉลุย
ส่วนที่หนุ่มใหญ่หลายๆ คน แอบฝันว่าจะเจอะเจอ เรยา ในชีวิตจริงบ้าง เพราะเซ็กซี่ร้อนแรงเหลือเกินนั้น ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะรางวัลล่าสุดที่ชมพู่ อารยา ได้รับ คือ รางวัล FHM Sexiest Woman in Thailand 2010

ดังนั้นองค์ประกอบต่างๆ จึงไม่แปลกว่าละครเรื่องนี้จะดัง เพราะขนาดที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ออกมาอย่างหนักหน่วง จน “สวนดุสิตโพลล์” มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้ทำโพลล์เรื่องนี้ ยังพบว่า กรณีผู้ชมคิดอย่างไร? กับละครเรื่อง “ดอกส้มสีทอง” ผลปรากฏว่า อันดับ 1 ประชาชนชน 44.92% เห็นว่าเป็นละครสะท้อนสังคมที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมอย่างมาก ส่วน 34.72% มองว่าบางตอนมีเนื้อหาไม่เหมาะสม ขณะที่ 20.36% มองว่าสนุก ให้แง่คิด แต่อาจมีเยาวชนบางกลุ่มที่ลอกเลียนแบบที่ไม่ดี
ซ้ำคำถามที่ว่า ผู้ชมคิดว่าละครเรื่องนี้มี เนื้อหา ที่เหมาะสมหรือไม่? 53.29% มองว่าเหมาะสม เพราะเป็นเรื่องจริงที่มาจากการสะท้อนชีวิตของคนในสังคม ให้แง่คิดในเรื่องของการมีชีวิตคู่ การมีครอบครัว ขณะที่ 46.71% เห็นว่าไม่เหมาะสมเพราะมีหลายฉากที่ใช้ความรุนแรง พฤติกรรมชู้สาว ฉากเลิฟซีน ซึ่งอาจเกิดการลอกเลียนแบบได้

ส่วนการแสดงออกของตัวละครชื่อ เรยา มีความเหมาะสมหรือไม่? ผู้ที่มองว่าไม่เหมาะสม มีถึง 58.33% เพราะมีการใช้พฤติกรรมที่ก้าวร้าว คำพูดไม่เหมาะสมกับบุพการี เป็นชู้กับสามีคนอื่น แต่ที่มองว่า เหมาะสมก็มีถึง 41.67% เพราะสะท้อนให้เห็นถึงผู้หญิงที่มีความทะเยอทะยาน อยากได้ใคร่ดี การใช้จริตมารยาของผู้หญิง
ที่น่าสนใจคือเมื่อให้เปรียบเทียบ“ประโยชน์” และ “โทษ” ที่ผู้ชมได้รับจากละครเรื่องนี้ อันดับหนึ่ง 49.79% มองว่าพอๆ กัน ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ชมแต่ละคน ถ้าเด็กอยากดูควรมีผู้ใหญ่คอยให้คำแนะนำ และไม่น่าเชื่อว่าคนที่มองว่ามีประโยชน์มากกว่า มี 26.47% เพราะให้ข้อคิด คติสอนใจ เป็นการสะท้อนความเป็นจริงของสังคมในปัจจุบัน ขณะที่ 23.74% มองว่าเป็นโทษมากกว่า เพราะเนื้อหาล่อแหลม
สุดท้ายเมื่อถามว่าคิดว่าควรทำอย่างไรกับละครเรื่องนี้? 61.95% เห็นว่าควรให้ฉายต่อไปตามปกติ เพราะอยากรู้ว่าจุดจบของละครเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร รวมทั้งถึงจะหยุดฉายก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาสังคมได้
ที่เห็นว่า ควร หยุดฉายทันทีมีแค่ 4.49% เท่านั้นเอง
นี่คือความเป็นจริงที่ต้องยอมรับ และประการสำคัญในชีวิตจริงทุกวันนี้ ในสังคมไทยปฏิเสธได้หรือไม่ว่า... ไม่มีเรยา??? โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนถนนการเมือง

ยิ่งหากดูจากเนื้อเพลงประกอบละคร ที่ ปาน ธนพร แวกประยูร ร้องได้เป็นอย่างดี หลายประโยค เป็นเรื่องจริงที่สะท้อนมาจากสังคมนั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนการเมืองหลายๆ คนที่เข้าข่ายเรยา ควรจะรู้ตัวดี อย่างเช่นประโยคที่ว่า
“ผิดก็ทำ ต่ำก็รู้ อยากไปสู่วันที่ดี ให้ชีวิตนี้หลุดพ้นไปจากพื้นดิน ขวากหนามมากน้อยคอยกัน แต่ฝันของฉันคือ บินอยู่บนท้องฟ้าสักวัน
จะไม่ยอม จะไม่แพ้ จะไม่แคร์ ใครก็ตาม ใครจะเหยียดหยาม จะยิ้มและยอมรับมัน ไม่รู้ว่าน้ำหรือไฟ แต่รู้ว่าไม่เคยหวั่น ถ้ามันจำเป็นก็ร้าย”
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่อนที่ว่า
“ให้เลวกว่านี้ ฉันก็ยังยินดีจะทำทุกอย่าง ชีวิตขอเลือกเส้นทาง เส้นเดียวที่นำไปสู่จุดหมาย
ถ้าเลวแล้วได้ครอบครอง ฉันยอมให้มองว่าร้าย ต้องเปลืองตัวและหัวใจ ต้องแย่งชิงใคร ฉันจะทำ”
ไม่รู้ว่า “คนการเมืองบางคน” ในเวลานี้พอจะคุ้นๆ บ้างหรือไม่ กับการที่ สามารถทำได้เลวกว่านี้ก็ได้ ขอเพียงแค่ให้ได้ครอบครอง อำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นเป็นพอ จะต้องแย่งชิงมาจากใครก็ไม่สนทั้งนั้น

ฉะนั้นไม่ว่านายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะออกมาขานรับกระแส รวมไปถึงการเลยเถิดที่ว่านายองอาจ คร้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ควรที่จะต้องเข้ามาปรามถึงขั้นทบทวนสัมปทานของช่อง 3 หรือไม่นั้น เสียงสะท้อนจำนวนมาก มองว่าเป็นการเว่อร์ไปด้วยซ้ำ!!!
เพราะอย่างที่บอกว่า นักการเมืองหลายคนก็มีพฤติกรรมที่สังคมรับไม่ได้เช่นกัน อย่างเช่นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น นักการเมืองก็กล้าทำเพื่อให้ได้ผลประโยชน์ พอประชาชนจับได้ไล่ทัน ก็ทำเป็นโอดครวญแล้วก็หาปลาซิวปลาสร้อยมาเป็นแพะรับบาป แล้วเรื่องก็จบลง เหมือนหลายๆ เรื่องของโครงการไทยเข้มแข็ง
หรืออย่างที่ก่อนหน้าก็ด่ากันโครมๆ เป็นคนละขั้วเข้ากันไม่ได้ แต่สุดท้ายเพื่อให้ได้มาเพื่ออำนาจและหัวโขนทางการเมือง ก็พลิกลิ้นหันมากอดกันกลม ยิ้มเริงร่ายิ่งกว่าเรยาเสียอีก ก็มีปรากฏให้เห็นในสังคมการเมืองของไทยมาแล้วเช่นกัน
ยิ่งฉากประเภทออกมาร้องห่มร้องไห้ น้ำตาไหลพราก ตีบทแตกชนิดเป็นเรยาทางการเมืองได้อย่างเงียบสนิทเลยนั้น ถามว่าสังคมไทยไม่เคยเห็นมาก่อนหรือไง กับนักการเมืองประเภทนี้
ทั้งหมดล้วนเห็นมาแล้วทั้งสิ้น แล้วสุดท้ายก็ล้วนแล้วแต่เป็นน้ำตาจระเข้ ที่เสแสร้งเพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง เพื่อให้ได้ชัยชนะ ให้ได้ยึดครองอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองทั้งนั้น

หรือแม้แต่เรื่องการที่จะยุบสภา การที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ ก็เข้าข่ายเรยาทางการเมืองอีกนั่นแหละ เพราะจนวันนี้ก็ยังไม่มีการยื่นพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯแต่อย่างใด มีแต่นายเนวิน ชิดชอบ ซีอีโอใหญ่แห่งพรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาฟันธงเหมือนตบหน้าเรยาหลายๆคนว่า
สัปดาห์นี้... คือ 2-8 พฤษภาคม ยังไม่มีการยุบสภาแน่ หากจะมีก็ต้องเป็นสัปดาห์หน้า

ขืนไม่ทำอย่างที่ว่า ได้มีเรยาทางการเมืองให้งามหน้ากันหลายคนแน่ๆ
และที่สำคัญหากดูการเทกระจาดอนุมัติโครงการต่างอุตลุดในการประชุมคณะรัฐมนตรีแบบมาราธอน ในวันอังคารที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา หนีไม่พ้นที่ใครต่อใครต้องออกปากว่า
เป็นการทิ้งทวนครั้งสุดท้ายกันอย่างอิ่มหมีพีมันที่สุด

เพราะไม่เพียงแต่จะประชุมกันมาราธอนเช้าจรดเย็น แล้วมาต่อด้วยเย็นจรดดึก ล่อกัน 200 กว่าวาระรวด จนวิจารณ์กันสนั่นไปทั้งเมืองยิ่งกว่าดอกส้มสีทองเสียอีก เพราะประเด็นก็คือ มีการอนุมัติงบประมาณทั้งสิ้น รวมวงเงินกว่า 80,024 ล้านบาท

ซึ่งปรากฏว่าเป็นกระทรวงที่อยู่ในการดูแลของพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับงบประมาณไปทั้งสิ้นกว่า 28,701 ล้านบาท
ส่วนกระทรวงที่อยู่ในความดูแลของพรรคภูมิใจไทย ได้รับงบประมาณกว่า 46,816 ล้านบาท เนื้อๆคือกระทรวงคมนาคมนั่นเอง
สำหรับกระทรวงที่อยู่ในการดูแลของพรรคชาติไทยพัฒนา ก็ได้รับจัดสรรงบฯไปกว่า 2,023 ล้านบาท ในขณะที่กระทรวงที่อยู่ในความรับผิดชอบของพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้งบไปกว่า 2,470 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน

อดนึกถึงเนื้อเพลงประกอบละครดอกส้มสีทองไม่ได้จริงๆ... ถ้าเลวแล้วได้ครอบครอง ฉันยอมให้มองว่าร้าย
ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ได้ออกมาอ้างกรณีที่ครม.จำเป็นต้องอนุมัติเรื่องกว่า 200 เรื่อง ก็เนื่องจากรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ว่า หากยุบสภาแล้วห้ามมีการพิจารณาเรื่องที่จะมีผลผูกพันต่อรัฐบาลชุดต่อไป
ดังนั้นหากไม่อนุมัติในการประชุมครม.ครั้งนี้ต้องรอไปอีก 3 เดือน และงบประมาณที่อนุมัติส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่อยู่ในแผนเดิมอยู่แล้ว
ที่วิจารณ์กันว่าเป็นการอนุมัติงบมากมายนั้น จริงๆเป็นเรื่องที่อยู่ในแผนอยู่แล้วกว่าแสนล้านบาท
ละครดอกส้มสีทองคงต้องจบเร็วขึ้น เพราะจะมีการไปหั่นบางตอนทิ้ง ก็เช่นเดียวกับ ครม.ชุดนี้ที่ต้องรีบอนุมัติ รีบจบเหมือนกัน!!!
ส่วนที่ชาวบ้านตั้งคำถามว่า แล้วแบบนี้ทำไมไม่ใช้วิธีปีนึงประชุม ครม. กันแค่วันเดียว ผ่าน 200 - 300 วาระรวดไปเลย จะได้ใช้เงินภาษีของประชาชนจ่ายเงินเดือนแค่ปีละวันก็พอ... ไม่ต้องมากินเงินเดือนทุกเดือนเช่นทุกวันนี้
ที่ตลกก็คือ ในอดีตก็มีการยุบสภาหลายครั้ง แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำเรยาทางการเมืองแบบนี้เลยสักครั้ง เพิ่งจะมีในยุคละครดอกส้มสีทองนี่แหละที่พิศดารยิ่งนัก

ที่สำคัญแม้แต่เรื่องการยุบสภา สุดท้ายก็ได้เห็นมารยาทางการเมืองจนได้ เพราะเมื่อถูกจี้ถามว่ามีการนำพระราชกฤษฎีกายุบสภาขึ้นทูลเกล้าฯแล้วหรือยังในวันที่ 4 พฤษภาคม ปรากฏว่านายอภิสิทธิ์ไม่ยอมตอบคำถาม แต่ใช้วิธีเดินเลี่ยงหนีไปทันที
ดูแล้วมีหวังต้องไปยุบสภาในสัปดาห์หน้า ตามที่นายเนวินคาดการณ์เสียแล้วจริงๆ
ทำให้หลายคนอยากรู้ว่าตอนจบระหว่างดอกส้มสีทอง กับรัฐบาลอภิสิทธิ์ จะจบอย่างไร??? จะเหมือนกันหรือไม่???
ต้องจับตาดูอย่ากระพริบ

ที่มา.บางกอกทูเดย์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น