--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หยุดเหวี่ยงแห

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้อำนาจในการออกหมายจับบุคคลต่างๆในข้อหาผู้ก่อการร้าย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นคำร้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็น “ผู้ก่อการร้าย” หรือกระทำผิดจริง

ดังนั้น การดำเนินการของดีเอสไอหรือกระบวนการยุติธรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือเป็นผู้ก่อการร้าย จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลซึ่งถือเป็นที่สุด

ขณะที่หลายฝ่ายก็ตั้งคำถามว่า การกระทำของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐในการกล่าวหาหรือใช้อำนาจในการจับกุมและกวาดล้างผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างนั้นเป็นไปด้วยความยุติธรรมและชอบธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะการออกหมายจับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 11 (1) ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินขอบเขตตามรัฐธรรมนูญหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่มีและไม่เคยเปิดเผยหลักฐานชัดเจนที่เป็นองค์ประกอบของฐานความผิดดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาและสาธารณชนได้รับรู้เลย อย่างที่คณาจารย์และนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์กรณีการจับกุมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเป็นข้อกล่าวหารุนแรงและเป็นการลิดรอนคุกคามเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ โดยเฉพาะกรณี ดร.สุธาชัยยังถือเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการอีกด้วย

แม้การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความมั่นคงและความสงบสุขได้ แต่ก็อาจเป็นแค่ระยะสั้น เพราะหากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม แต่กลับใช้อำนาจอย่างครอบคลุม ไม่แยกแยะ และปราศจากหลักฐานความผิดที่หนักแน่นชัดเจน โดยเฉพาะการถือโอกาสกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งทางการเมืองและกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งแล้ว

รัฐบาลก็ไม่อาจสร้างสังคมแห่งการปรองดองสมานฉันท์ได้ แต่จะยิ่งเพิ่มความหวาดระแวง ความกลัว ความโกรธ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความขัดแย้งและเกลียดชัง ก็จะยิ่งทำให้สังคมไทยมีความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและรุนแรงมากยิ่งขึ้น

**********************************************************************

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น