แม้ ดุสิต นนทะนาคร จะจากไปแล้วแต่ผลงานที่เขาได้สร้างไว้ถือเป็นคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการผลักดันเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น
คุณดุสิต นนทะนาคร ถือเป็นตัวแทนภาคเอกชนที่สำคัญ ที่ออกมารณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยจัดตั้งในรูปภาคี ซึ่งเขาเห็นว่าหากสามารถเริ่มต้นจากเอกชน ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า"หยุดจ่าย"ก็จะทำให้นักการเมืองหมดหนทางคอร์รัปชั่นไปด้วยแต่จะเห็นผลอย่างแท้จริงนั้น ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมืออย่างแข็งขัน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2554 ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) 21 องค์กร นำโดยคุณดุสิต ร่วมกันประกาศงดจ่ายใต้โต๊ะ
เนื่องจากเขาเห็นว่า"หากธุรกิจะหยุดจ่ายเงิน จะทำให้นักการเมืองหยุดคอร์รัปชั่น"และเมื่อหยุดคอร์รัปชั่นได้ก็สามารถนำงบประมาณแผ่นดินที่ทุจริตปีละ 1-2 แสนล้านบาทกลับมาให้ประชาชนได้
คุณดุสิต เห็นว่า"คนไทยส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงภัยทุจริตคอร์รัปชั่น และยังมองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งยอมให้มีการโกงได้หากมีผลงาน ดังนั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อประเทศ เราจึงต้องเริ่มต้นรวมพลังกันทุกภาคส่วนเพื่อเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ โดยเฉพาะภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่าย จะหยุดให้หรือหยุดจ่าย เพื่อยุติข้ออ้างที่ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดจากมีผู้ให้จึงมีผู้รับ ถ้าเรายุติการให้ หรือการจ่ายที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการตัดวงจรนี้ไปโดยปริยาย"
เขายังเชื่อว่าการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเห็นได้จากตัวอย่างการต่อต้านของประเทศฮ่องกงที่ทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สถานการณ์การทุจริตในฮ่องกงเลวร้ายกว่าประเทศไทยมาก แต่วันนี้ฮ่องกงพลิกฟื้นภาพลักษณ์มาได้ เป็นประเทศที่มีความโปร่งใส อันดับ 13 ของโลก
การประกาศต้านคอร์รัปชัน ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่เห็นว่าไม่มีทางสำเร็จ แต่ยอมรับว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ง่าย แต่ต้องมีการเริ่มต้น เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ประเทศล่มสลาย ถ้านักธุรกิจหยุดจ่ายจะทำให้นักการเมืองหยุดคอร์รัปชัน"
(คุณดุสิต ประกาศจุดยืนรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น http://youtu.be/WmYOJVvGSPw )
ขณะเดียวกันงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจสถานการณ์การคอร์รัปชันเมื่อเดือน พ.ย.2553 สำรวจข้าราชการ นักธุรกิจและประชาชน 1,220 คน พบว่า คอร์รัปชันของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีผู้เห็นว่าควรแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 83.3% มีผู้ประกอบการที่รู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าใดเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานแม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เรียกร้อง 71% มีผู้ประกอบการพร้อมที่จะจ่ายทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่เรียกร้อง 29% และมีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐและต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้งาน 80%
ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนจ่ายเงินใต้โต๊ะ 25% ของมูลค่าโครงการ แต่ปัจจุบันจ่ายที่ 30% และมีบางส่วนที่จ่าย 40% มูลค่าที่จ่ายมากขึ้นทำให้คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานแย่ลง โดยถ้าพิจารณางบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจปีละ 600,000 ล้านบาท หากมีการคอร์รัปชัน 25% จะทำให้งบหายไป 165,000 ล้านบาท และถ้าคอร์รัปชัน 30% จะทำให้งบหายไป 200,000 ล้านบาท
วางแผน 25 ก.ย.ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์ จับมือต้านโกง
ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ คุณดุสิต ได้เตรียมขับเคลื่อน รณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นครั้งสำคัญอีกรอบ พร้อมกันทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 ระหว่างเวลา 06.30 – 10.00 น. โดยในส่วนของกรุงเทพฯ ได้เตรียมแผนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ร่วมเป็นประธานเปิดงาน เพื่อให้เห็นการร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย
ขณะที่ในส่วนต่างจังหวัดเรียนเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมเป็นประธานเปิดงาน รวมทั้งได้เชิญผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชน เยาวชน นักศึกษา และสื่อมวลชนทุกแขนง เข้ามาร่วมเดินรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นกันอย่างพร้อมเพียงกัน
เป้าหมายเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักและเข้าใจถึงผลร้ายของการคอร์รัปชั่น และร่วมกันแสดงถึงพลังเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชน เยาวชน นักศึกษา และสื่อมวลชน ทุกแขนง ได้ร่วมรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น
----------------------------------------------
หมายเหตุ:
เจ้าภาพตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา10 วัดธาตุทอง ในวันที่ 7 กันยายน 2554 เวลา 15.00 น. พิธีรดน้ำศพ เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
เวลา 18.30 น. พิธีสวดพระอภิธรรม และวันที่ 8 - 13 กันยายน 2554 เวลา 19.00 น.
ทั้งนี้ทางเจ้าภาพ ของดรับพวงหรีด ขอความกรุณาร่วมทำบุญ ด้วยการบริจาคเงิน โดยจะนำเงินที่ได้รับบริจาคไปบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อไป
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////
คุณดุสิต นนทะนาคร ถือเป็นตัวแทนภาคเอกชนที่สำคัญ ที่ออกมารณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น โดยจัดตั้งในรูปภาคี ซึ่งเขาเห็นว่าหากสามารถเริ่มต้นจากเอกชน ที่กล้าลุกขึ้นมาประกาศว่า"หยุดจ่าย"ก็จะทำให้นักการเมืองหมดหนทางคอร์รัปชั่นไปด้วยแต่จะเห็นผลอย่างแท้จริงนั้น ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมืออย่างแข็งขัน
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.2554 ภาคีเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชั่น (ภตค.) 21 องค์กร นำโดยคุณดุสิต ร่วมกันประกาศงดจ่ายใต้โต๊ะ
เนื่องจากเขาเห็นว่า"หากธุรกิจะหยุดจ่ายเงิน จะทำให้นักการเมืองหยุดคอร์รัปชั่น"และเมื่อหยุดคอร์รัปชั่นได้ก็สามารถนำงบประมาณแผ่นดินที่ทุจริตปีละ 1-2 แสนล้านบาทกลับมาให้ประชาชนได้
คุณดุสิต เห็นว่า"คนไทยส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงภัยทุจริตคอร์รัปชั่น และยังมองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งยอมให้มีการโกงได้หากมีผลงาน ดังนั้นเห็นว่าหากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อประเทศ เราจึงต้องเริ่มต้นรวมพลังกันทุกภาคส่วนเพื่อเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้ โดยเฉพาะภาคเอกชน องค์กรภาคีเครือข่าย จะหยุดให้หรือหยุดจ่าย เพื่อยุติข้ออ้างที่ว่า การทุจริตคอร์รัปชั่นเกิดจากมีผู้ให้จึงมีผู้รับ ถ้าเรายุติการให้ หรือการจ่ายที่ไม่ถูกต้อง ถือว่าเป็นการตัดวงจรนี้ไปโดยปริยาย"
เขายังเชื่อว่าการต่อต้านทุจริตคอร์รัปชั่น จะสามารถเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะเห็นได้จากตัวอย่างการต่อต้านของประเทศฮ่องกงที่ทำสำเร็จมาแล้ว เมื่อ 20 ปีที่แล้ว สถานการณ์การทุจริตในฮ่องกงเลวร้ายกว่าประเทศไทยมาก แต่วันนี้ฮ่องกงพลิกฟื้นภาพลักษณ์มาได้ เป็นประเทศที่มีความโปร่งใส อันดับ 13 ของโลก
การประกาศต้านคอร์รัปชัน ของสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยมีทั้งผู้ที่สนับสนุนและผู้ที่เห็นว่าไม่มีทางสำเร็จ แต่ยอมรับว่าการต่อต้านคอร์รัปชันไม่ง่าย แต่ต้องมีการเริ่มต้น เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ประเทศล่มสลาย ถ้านักธุรกิจหยุดจ่ายจะทำให้นักการเมืองหยุดคอร์รัปชัน"
(คุณดุสิต ประกาศจุดยืนรวมพลังต่อต้านคอร์รัปชั่น http://youtu.be/WmYOJVvGSPw )
ขณะเดียวกันงานวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้สำรวจสถานการณ์การคอร์รัปชันเมื่อเดือน พ.ย.2553 สำรวจข้าราชการ นักธุรกิจและประชาชน 1,220 คน พบว่า คอร์รัปชันของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้น โดยมีผู้เห็นว่าควรแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 83.3% มีผู้ประกอบการที่รู้ว่าต้องจ่ายเงินเท่าใดเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานแม้ว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่เรียกร้อง 71% มีผู้ประกอบการพร้อมที่จะจ่ายทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่เรียกร้อง 29% และมีผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจกับภาครัฐและต้องจ่ายเงินเพื่อให้ได้งาน 80%
ก่อนหน้านี้ภาคเอกชนจ่ายเงินใต้โต๊ะ 25% ของมูลค่าโครงการ แต่ปัจจุบันจ่ายที่ 30% และมีบางส่วนที่จ่าย 40% มูลค่าที่จ่ายมากขึ้นทำให้คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานแย่ลง โดยถ้าพิจารณางบลงทุนของรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจปีละ 600,000 ล้านบาท หากมีการคอร์รัปชัน 25% จะทำให้งบหายไป 165,000 ล้านบาท และถ้าคอร์รัปชัน 30% จะทำให้งบหายไป 200,000 ล้านบาท
วางแผน 25 ก.ย.ยิ่งลักษณ์-อภิสิทธิ์ จับมือต้านโกง
ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ คุณดุสิต ได้เตรียมขับเคลื่อน รณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นครั้งสำคัญอีกรอบ พร้อมกันทั้งส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน 2554 ระหว่างเวลา 06.30 – 10.00 น. โดยในส่วนของกรุงเทพฯ ได้เตรียมแผนให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน ร่วมเป็นประธานเปิดงาน เพื่อให้เห็นการร่วมแรงร่วมใจจากทุกฝ่าย
ขณะที่ในส่วนต่างจังหวัดเรียนเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมเป็นประธานเปิดงาน รวมทั้งได้เชิญผู้นำองค์กรทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชน เยาวชน นักศึกษา และสื่อมวลชนทุกแขนง เข้ามาร่วมเดินรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่นกันอย่างพร้อมเพียงกัน
เป้าหมายเพื่อให้ทุกภาคส่วนของสังคมได้ตระหนักและเข้าใจถึงผลร้ายของการคอร์รัปชั่น และร่วมกันแสดงถึงพลังเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการเมือง ภาคประชาชน เยาวชน นักศึกษา และสื่อมวลชน ทุกแขนง ได้ร่วมรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น
----------------------------------------------
หมายเหตุ:
เจ้าภาพตั้งศพบำเพ็ญกุศลสวดพระอภิธรรม ณ ศาลา10 วัดธาตุทอง ในวันที่ 7 กันยายน 2554 เวลา 15.00 น. พิธีรดน้ำศพ เวลา 17.00 น. พิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ
เวลา 18.30 น. พิธีสวดพระอภิธรรม และวันที่ 8 - 13 กันยายน 2554 เวลา 19.00 น.
ทั้งนี้ทางเจ้าภาพ ของดรับพวงหรีด ขอความกรุณาร่วมทำบุญ ด้วยการบริจาคเงิน โดยจะนำเงินที่ได้รับบริจาคไปบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่อไป
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น