กระแสการก่อตั้งหมู่บ้านแดง 80,000 หมู่บ้านทั่วประเทศเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา.. หลังจากการเมืองภาคประชาชนที่ฝักใฝ่ฝ่ายแดงได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้นในการสนับสนุน “พรรคเพื่อไทย” ให้เข้ามาบริหารประเทศ..กระแสดังกล่าวนับว่าเป็นจุดเริ่มของการสร้างประชาธิปไตยอย่างแท้จริงให้เกิดขึ้นในผืนแผ่นดินแห่งนี้..เมื่อฝ่ายการเมืองจับมืออย่างเหนียวแน่นกับภาคประชาชนได้แล้ว..ในทางกลับกันความสัมพันธ์ดังกล่าวย่อมเป็นการทำลายระบบบางอย่างที่ฝังรากลึกมาอย่างยาว นานหลังมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อครั้ง พ.ศ.2475..
ระบบที่ผูกขาดอำนาจของประเทศไทยอย่าง “ระบบอุปถัมภ์” ผ่านตัวแทนกลุ่มอำมาตย์จะถูกเขี่ยให้พ้นไปจากเส้นทางประชาธิปไตยหลังจากนี้ ร่องรอยการ “ตัดหางปล่อยวัด” กลุ่มผู้มีอำนาจในเครือข่ายอำมาตย์ เริ่มต้นจากการที่ “กองทัพ” ได้กลับตัวกลับใจหันมายืนเคียงข้างประชาชนมากขึ้น..ปรากฏการณ์ที่ “ผบ.เหล่าทัพ” หันหลังให้กับ “บ้านหลายเสา” จึงเป็นบทสะท้อนให้สังคมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ควรจะเป็น..“มือที่มองไม่เห็น” จะเกิดขึ้นได้ยาก เมื่อประชาชนในยุค 3G สามารถเข้าถึงข้อมูล ข้อเท็จจริงแห่งวงจรอำนาจที่ผ่านมาและการอ่อนแรงลงของ “อำนาจนอกระบบ” ดังกล่าวก็เป็นผลพวงมาจากพลังของประชาชนที่เข้มแข็งขึ้น..
กรณีเหตุการณ์ 14 ตุลา วันมหาวิปโยคเมื่อปี 2516 หรือกรณีการล้อมปราบนิสิต นักศึกษาอย่างโหดเหี้ยมเมื่อ 6 ต.ค.2519 ล้วนถือกำเนิดมาจากการเรียกร้องประชาธิปไตย ทั้งสิ้น..แต่หากพินิจพิเคราะห์สัญลักษณ์ “สีแดง” ในยุคนี้ให้ถ่องแท้..ใช่ว่าสีดังกล่าวจะสื่อ ถึงพวก “ฝ่ายซ้าย” เหมือนเช่นในอดีต..ในทางกลับกัน “มวลชนคนเสื้อแดง” เลือกที่จะใช้สีแดงเพื่อแสดงออกถึงการ เรียกร้อง “ประชาธิปไตย” ที่แท้จริงให้กับบ้านนี้เมืองนี้..วันนี้ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาธิปไตยบ้านเราเป็นดั่ง “พีระมิดกลับหัว” เพียงแต่ ปชต.เริ่มส่อเค้าที่จะหันหัวมาถูกทาง เพราะขบวนการประชาชนที่เข้มแข็งขึ้นและรู้เท่าทันกลุ่มอำนาจเก่า...
หลังจาก “สีเขียว” ซึ่งเป็นกลุ่มคนบางกลุ่มที่มีสิทธิ์ “ถือปืน” โดยชอบธรรม..เริ่มเข้าใจสภาพความเป็นจริงใน “พลังของประชาชน”ดังนั้น ภาพรวมของ “กองทัพ” หลังจากนี้เป็นต้นไปจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่..หากอำนาจแฝงจากกลุ่มอำมาตย์ล่มสลายลง..ประชาชนคนไทยจะได้สัมผัส “ทหารอาชีพ” อย่างแท้จริง.. เกียรติยศชายชาติทหารไทย..จะกลับมาเป็นที่พึ่งที่หวังให้กับผู้คนภายในชาติอีกครั้งหนึ่ง..หันกลับมามองความอัปยศครั้งล่าสุด..คือ..การทำรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ซึ่ง เป็นการกระทำของกลุ่มอนุรักษนิยมเพียงไม่กี่คน แต่กลับนำพาคนไทยทั้งประเทศกว่า 65 ล้านคน ต้องตกนรกหมกไหม้ตามไปด้วย..
ถามต่อว่า “กองทัพ” เป็นต้นคิดในการยึดอำนาจรัฐด้วยหรือไม่???สำหรับคำตอบของการทำรัฐประหารแต่ละครั้ง..ทุกคนคงจะทราบเหตุผลที่มาที่ไป และผู้ที่อยู่เบื้องหลังการฉีกรัฐธรรมนูญครั้งล่าสุดว่าเกิดจากน้ำมือผู้ใด???การหยิบเอาประเด็น “ล้มล้างสถาบันฯ” ซึ่งเป็นข้ออ้างสุดฮิตเข้ามาสร้างความ ชอบธรรมในการยึดอำนาจ ยังคงจะมีต่อไปเรื่อยๆ หากภาคประชาชนอ่อนแอ และไม่รู้เท่าทันกลุ่มอำมาตย์ต้องมองด้วยตรรกะที่เป็นกลางและเป็นธรรม..รัฐประหารคือตัวบ่อนทำลายประชาธิปไตย..วันนี้สังคมไทยลุกขึ้นต่อต้านการทำรัฐประหารกันอย่างพร้อมเพรียง..และมีทีท่าว่า จะร่วมกันสังคายนาการทำรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. 49 ที่เป็นผู้ทำคลอดรัฐธรรมนูญ ปี 2550 (รธน.ฉบับ คมช.)
หากเหตุการณ์อัปยศ 19 ก.ย. ไม่ชอบธรรม..“รธน.ปี 50” ผลพวงการยึดอำนาจ ย่อมไม่ชอบธรรมด้วยเช่นกัน..การปลุกกระแสให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วม กลับเป็นสิ่งที่ “กลุ่มอำนาจดึกดำบรรพ์” ในประเทศแห่งนี้อึดอัดจนอกแทบจะระเบิด..กลุ่มอำมาตย์ที่ใช้ รธน.50 ในการรักษาฐานอำนาจตนเองไว้ในขณะนี้ คงดาหน้าออกมาปกป้อง “เครื่องมือ” ชิ้นนี้ไว้ดังไข่ในหิน..ดังนั้น การต่อกรระหว่างอำมาตย์กับประชาชนยังคงดำเนินต่อไป..แต่การเปลี่ยน แปลงครั้งใหญ่จะเกิดขึ้นหรือไม่??? ขึ้นอยู่กับว่า..กลุ่มคนเสื้อแดงหรือสีเสื้ออื่นๆ ต้องการ ประชาธิปไตยครึ่งใบหรือว่าเต็มใบ?!?!
ที่มา.สยามธุรกิจ
******************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น