--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทองคำ-น้ำมัน-สงคราม..???


ท่านขุนน้อย

เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา...หน้าต่างประเทศ ไทยโพสต์ ได้ตีพิมพ์รายงานข่าวชิ้นหนึ่ง ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจเอามากๆ เพราะถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามรายงานข่าวที่ว่านั้นจริงๆ คงต้องเรียกว่า...ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับโลกเอาเลยทีเดียว...
-----------------------------------
โดยสรุปคร่าวๆ ประมาณว่า...เรื่องราวดังกล่าว มีที่มา-ที่ไป จากผู้สื่อข่าวรายหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า นายโรเบิร์ต ฟิสค์ ซึ่งประจำอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อ้างว่า ตัวเองได้รับข่าวมาจาก แหล่งข่าว ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งในตะวันออกกลาง และธนาคารจีนในฮ่องกง ระบุว่า...บรรดาชาติผู้ส่งออกน้ำมันในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาจจะรวมไปถึงคูเวต และบาห์เรน กำลังสุมหัวรวมตัวกับผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ของประเทศรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น บราซิล และแม้แต่ฝรั่งเศสอย่างลับๆ เพื่อที่จะร่วมมือวางแผนระยะยาว ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปีนับจากนี้ หาทางที่จะทำให้การกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ต้องผูกติดกับเงินตราสกุล ดอลลาร์ เหมือนแต่ก่อน แต่ให้หันมาใช้ระบบ ตะกร้าเงิน กันแทนที่ อันประกอบไปด้วยเงินตราหลายสกุล เช่น หยวน เยน ยูโร ทองคำ รวมไปถึงสกุลเงินใหม่ ที่ประเทศกลุ่มความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซีย หรือจีจีซี อย่างซาอุฯ ยูเออี คูเวต และบาห์เรนกำลังจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่...
------------------------------------
ข่าวที่ว่านี้...จะจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่รู้? และแม้นว่ากว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามข่าว ก็ต้องใช้เวลากันอีกถึง 9 ปี แต่ถึงกระนั้นก็แล้วแต่...ว่ากันว่า ข่าวที่ว่านี้มันก็มีฤทธิ์เดชเอาเรื่องพอสมควร หรือมีส่วนที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกันในระดับอุจจาระแตกอุจจาระแตน จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับ 1,016 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พุ่งขึ้นมาพรวดเดียวเป็น 1,039 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรืออาจจะเป็น 1,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ คือพุ่งขึ้นมาถึงออนซ์ละกว่า 20 ดอลลาร์ ถือเป็นการทุบสถิติแบบระเบิดเถิดเทิงกันอีกครั้ง อันทำให้ราคาทองคำในบ้านเรา จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับบาทละ 16,008.96 บาท พรวดเดียวเพิ่มขึ้นมาเป็นบาทละ 16,350 บาท หรือ 16,450 บาท ฟันกำไรกันเหนาะๆ ไปถึง 300-400 บาทเฉยเลย...
----------------------------------------
พูดง่ายๆ ก็คือว่า...อันเนื่องมาจากความหวั่นวิตกต่อความเสื่อมของค่าเงินดอลลาร์ อันเป็นเงินตราสกุลที่ไม่ได้นำเอาทองคำสำรองมาค้ำยันมูลค่าเอาไว้เลยแม้แต่นิด แต่อาศัย อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกๆ กันว่า fiat money นั่นเอง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานับตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ในช่วงยุครัฐบาล ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หรือช่วงหลังจากที่สงครามเวียดนามได้ผลาญเงินดอลลาร์อเมริกันไปไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย การหันมาใช้ อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ แทนการค้ำยันมูลค่าด้วยทองคำสำรอง โดยการแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบเงินตราจากระบบที่เรียกว่าระบบ promisary notes มาเป็นระบบ fiat money ก็จึงเริ่มเป็นมาตั้งแต่บัดนั้น...
----------------------------------------
และปัจจัยสำคัญเอามากๆ ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง มั่นคงอยู่ได้ยาวนานมาไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบปี ก็น่าจะเป็นเพราะได้มีการเกลี้ยกล่อม หรือกดดัน บังคับ ก็แล้วแต่ ให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันระดับยักษ์ๆ ทั้งหลาย ทำการซื้อ-ขายน้ำมันในตลาดโลก ด้วยเงินตราสกุลดอลลาร์เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับราคาน้ำมัน ก็จึงผูกติด เกี่ยวข้องกันและกันมาโดยตลอด จนกลายเป็นเงินตราที่ประเทศแต่ละประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งจำเป็นจะต้องบริโภคน้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น ถึงกับนำเอาเงินตราสกุลดอลลาร์ของสหรัฐมาใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศกันอย่างเป็นมาตรฐาน จนกระทั่งเมื่อค่าเงินดอลลาร์ชักจะเป๋ ชักจะแกว่งหนักขึ้นเรื่อยๆ การผูกติดกับเงินดอลลาร์ของสหรัฐก็ค่อยๆ เจือจางลงไป ไม่ว่าใครก็ใครต่างหันมากระจายความเสี่ยงด้วยระบบ ตะกร้าเงิน หรือถือครองเงินตราหลายๆ สกุลกันไปเป็นแถบๆ...
------------------------------------------
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...การใช้เงินตราสกุลดอลลาร์เป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็ยังคงมีความสำคัญในระดับชี้เป็นชี้ตาย ต่อปัจจุบันและอนาคตของเงินดอลลาร์ และอนาคตของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศอย่างฉกาจฉกรรจ์เอาเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากคนเกิดทิ้งเงินดอลลาร์สหรัฐกันเยอะๆ หันมาใช้เงินสกุลอื่นๆ กันแทนที่ โลกทั้งโลกที่เคยท่วมท้นเจิ่งนองไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐมาโดยตลอด อาจต้องวุ่นวายโกลาหลในระดับ ช็อก กันไปทั้งโลกได้ไม่ยาก เอาง่ายๆ แค่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอย่างรองผู้อำนวยการธนาคารกลางจีน และรองประธานสภาประชาชนจีน ได้ออกมาประสานเสียงกันว่า เงินดอลลาร์สหรัฐได้สูญเสียสถานะการเป็นเงินตราสกุลโลกไปแล้ว และ เรากำลังพิจารณาที่จะหันไปให้ความสำคัญกับสกุลเงินตราที่แข็งกว่าแทนสกุลเงินตราที่อ่อนแอกว่า เพียงเท่านั้นก็ทำให้นักธุรกิจการเงินทั่วทั้งโลกตาเหลือกตาลานกันไปเป็นแถบๆ เครก อาร์ สมิธ ซีอีโอแห่งบริษัท สวิส อเมริกา เทรดดิ้ง คอเปอร์เรชั่น เคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าว WND ในช่วงนั้น (ค.ศ.2007) เอาไว้ว่า...ถ้าหากเมื่อไหร่ที่จีนและบรรดาประเทศคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐตัดสินใจทิ้งเงินดอลลาร์ไปจริงๆ เกมการซื้อ-ขายต่างๆ ในโลกนี้จะต้องหยุดหมด และเราจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ที่จะทำให้วิกฤตการณ์ปี 1929 กลายเป็นของเด็กเล่นไปทันที...
-------------------------------------------
อันที่จริงแล้ว...การผลักดันภายในประเทศผู้ผลิตน้ำมันให้หันมาใช้ระบบเงินสกุลอื่นแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อ-ขายน้ำมัน ก็มีความพยายามมานานแล้ว โดยบรรดาประเทศศัตรูคู่แค้นของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน เวเนซุเอลา จีน และรัสเซีย แต่ก็ด้วยการยืนหยัดคัดค้านของประเทศพันธมิตรรายสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย คูเวต และบาห์เรน เป็นต้น ความพยายามเหล่านี้ก็ไม่ได้ถึงกับมีน้ำหนักอะไรมากมายนัก ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากรายงานข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนต์ เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ในระดับโลกเอาเลยทีเดียว และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื้อข่าวในช่วงหนึ่งที่ระบุเอาไว้ว่า...อย่างไรก็ดี อินดิเพนเดนต์บอกว่า วอชิงตันรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ไม่ทราบรายละเอียด และเป็นที่แน่ชัดว่า...สหรัฐจะต้องขัดขวางแผนการดังกล่าวอย่างเต็มที่...นั่นก็หมายถึงว่า...ไม่เพียงแต่แนวโน้มแห่งความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระลอกใหม่อาจปรากฏให้เห็นในอีกไม่นานไม่ช้าเท่านั้น แต่โอกาสที่ความปั่นป่วนเหล่านี้...จะบานปลายกลายไปเป็นความปั่นป่วนทางการเมือง หรือการทหารก็ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน...
-------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ยูยีน วิคเตอร์ เด็บซ์ ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน (อีกครั้ง)...ไม่เร็วก็ช้า...ที่สงครามการค้าในทุกๆ ครั้ง จะต้องกลายเป็นสงครามเลือด...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น