หลัง "พรรค 265 เสียง" ประกาศความสำเร็จในการจัดตั้ง "รัฐบาลผสม 5 พรรค"
หลัง "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 จ่อขึ้นเก้าอี้ "นายกรัฐมนตรีคนที่ 28" ของไทย
หลังคนการเมืองทั้งใน-นอกพรรค พากันปล่อยชื่อจริง-ชื่อลวง-ชื่อล่อให้หลงทางออกมาทางหน้าสื่ออย่างสนุกสนาน โดยหมายเตะตัดขา "คู่แข่ง" ให้สะดุดลงกลางทาง เพื่อให้ตนวิ่งเข้าเส้นชัย-ได้ครอบครองเก้าอี้ "คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดที่ 60" สมใจ
อย่างไรก็ตาม หากรู้จักคนอย่าง "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี-นายใหญ่ พท. ย่อมรู้ว่าเขามีวิธี "บริหารคน" ที่ไม่ธรรมดา
สายตรง "ดูไบ" แจ้งว่า การจัดสรรโควตา ครม. 35 ตำแหน่ง และประธานสภาและรองประธานสภา 3 ตำแหน่ง รวม 38 ตำแหน่ง อยู่ภายใต้เงื่อนไข-หลักเกณฑ์อย่างน้อย 5 ข้อ ดังนี้
หนึ่ง ปูนบำเหน็จให้ "มือทำงานพรรค-ผู้จงรักภักดีนายใหญ่" ตลอดห้วง 2 ปีที่ผ่านมา
สอง ส่ง "ลูกน้องคนสนิท" ไปคุมกระทรวงที่ต้องบริหารจัดการเป็นพิเศษ
สาม เปิดทางให้ "คนนอก" เข้ามารั้งเก้าอี้กระทรวงด้านเศรษฐกิจ (บางส่วน) และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐบาล เช่นเดียวกับกระทรวงกลาโหมที่เปิดทางให้ "คนในเครื่องแบบ" ส่งชื่อแคนดิเดตรัฐมนตรีมา เพื่อบริหารความสัมพันธ์กับกองทัพ
สี่ เน้นหยิบคนการเมืองจากบัญชีรายชื่อ (โดยให้ลาออกจากการเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพื่อเลื่อนลำดับถัดไปขึ้นเป็น ส.ส.แทน) บัญชี 2 และบัญชี 3 ของ พท. เป็นหลัก เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อ "เสียงในสภา"
และห้า ปิดโอกาสบรรดา "คนเคยรักที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน" ไม่ให้ขึ้นแท่นเสนาบดี
ว่ากันว่า "เงื่อนไขข้อ 5" นี้เป็น "เงื่อนตาย" ที่ทำให้ "ความฝัน" ของ "ใครหลายคน" สลายลงในชั่วพริบตา เพราะรู้ว่างานนี้ "นายใหญ่" เอาจริง
หลังมีตัวอย่างให้เห็นจากการ "แจ้งเตือน-แจกใบเหลือง" ให้คนเหล่านี้มาแล้วก่อนการเลือกตั้ง!
ในขณะที่ "บัญชีแคนดิเดต รมต." กำลังถูกคนใน พท. รุมเขย่าอย่างเมามัน "บัญชีบุคคลต้องห้ามดำรงตำแหน่ง รมต." ก็ถูกจารึกติดอยู่ที่ข้างฝา "คนดูไบ" โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
"กลุ่มแรก" หนีไม่พ้น "กลุ่มมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่สร้างความคับแค้นใจให้ "นายใหญ่" หลายกรณี ไล่ตั้งแต่การตั้งก๊กต่อรองตำแหน่งแคนดิเดตนายกฯ โดยจ่ายเงินให้ "ลูกก๊วน" รายละ 1 แสนบาท/เดือน
จากนั้นเมื่อมานำทีมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "อภิสิทธิ์" ก็สร้างผลงานได้แบบไม่น่าประทับใจ จนหลายคนบ่นเสียดายเวลาและโอกาส
แต่ฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ "มิ่งขวัญ" โดน "ใบเหลือง" คือการเปิด "ปฏิบัติการ 3 ประสาน" ด้วยความร่วมมือจาก "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตประธาน พท. และ "เสนาะ เทียนทอง" อดีตหัวหน้า ป.ช.ร. ในการ "ปั่นหัว" คน พท. ให้ "แปรพักตร์" ออกไปร่วมงานกับพรรคประชาราช (ป.ช.ร.)
ทำให้ "พ.ต.ท.ทักษิณ" โกรธมาก และได้ "สั่งสอน" ด้วยการแสร้งทำ "ชื่อตก" จากบัญชีผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคทั้ง 2 ระบบในวันเปิดนโยบาย "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" เมื่อวันที่ 23 เมษายน
แม้สุดท้ายชื่อ "มิ่งขวัญ" จะกลับมาอยู่ในบัญชี (จริง) ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อของ พท. แต่เขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่ยอมมาสุมหัวร่วมคิดนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรค ไม่ย่างกรายขึ้นเวทีปราศรัยแม้แต่หนเดียว
กระทั่ง พท. คว้าชัยชนะในการเลือกตั้ง "มิ่งขวัญ" ถึงโผล่มาร่วมงานแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล-รับประทานอาหารกับผู้แทนพรรคร่วมรัฐบาล ที่โรงแรมเอสซีปาร์ค เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม
นอกจาก "หัวหน้ามุ้ง" ต้องเผชิญวิบากกรรมแล้ว บรรดา "คนใกล้ชิด" ที่เคยออกอาละวาดในช่วง "ปลายฝ่ายค้าน พท." ก็พลอยถูกหางเลขด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็น "สุพล ฟองงาม" ว่าที่ ส.ส.อุบลราชธานี เจ้าของไอเดีย "ก้าวข้ามตระกูลชินวัตร" ซึ่งยกโขยงแกนนำ ส.ส.อีสาน 9 คนเดินทางไปเหยียบจมูก-กดดัน พ.ต.ท.ทักษิณถึงถิ่น พร้อมประกาศสนับสนุนให้ "มิ่งขวัญ" ถึงฝั่งฝันบนเก้าอี้นายกฯ
ทำให้ชื่อ "สุพล" หลุดจากบัญชีเสนาบดีนับตั้งแต่นาทีนั้นเป็นต้นมา และดูเหมือนเจ้าตัวจะรู้ชะตากรรมดี หลังถูกลดชั้นจาก "ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่ออันดับดี" เป็น "ผู้สมัคร ส.ส.เขต"
เช่นเดียวกับ "สามารถ แก้วมีชัย" ว่าที่ ส.ส.เชียงราย ที่ถูกหมายหัวเอาไว้ เพราะมีความสนิทสนมกับ "มิ่งขวัญ" เป็นพิเศษ ถึงขั้นเปิดห้องรองประธานสภาเป็น "ศูนย์บัญชาการของนายมิ่ง"
รวมถึง "กิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ "ดวงเข้าเคราะห์" ก็คราวนี้ เนื่องจากเป็นคนสนิทของ "เฮียมิ่ง" และยังแนบแน่นกับ "เจ๊ตุ๋ย" ที่เชื่อกันเป็น "ท่อน้ำเลี้ยงใหญ่" สายมิ่งขวัญ แม้เป็นผู้แทนฯอาวุโส แต่ก็ไม่มีชื่อติดโผ ครม.
หลายเสียงใน พท. ยืนยันว่า "3 สหายมิ่ง" ถูกบันทึกลง "บัญชีกรรมทักษิณ" เรียบร้อยแล้ว
แต่สำหรับตัว "มิ่งขวัญ" เอง ได้รับคำยืนยันจากแกนนำ พท. รายหนึ่งว่าถือว่า "รับเคราะห์-โดนใบแดง" จากการห้ามเป็นแคนดิเดตนายกฯไปแล้ว จากนี้จึงมีสิทธิลงชิงเก้าอี้ รมต.ในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ (ที่ไม่ใช่หัวใจหลัก)
โดยแว่วมาว่าอาจได้รับการสถาปนาขึ้นเป็น "พีอาร์ไทยแลนด์" ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในกรณี "นายห้าง" ไม่โยนให้พรรคร่วมดูแล
"กลุ่มที่ 2" คือ บรรดาลูกน้องคนสนิทของ "พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" อดีตประธาน พท. ที่ขย่มพรรคด้วยการสร้างปรากฏการณ์ "พ่อใหญ่ลา"
ทำให้บรรดา "ลิ่วล้ออาวุโส" ที่ทั้ง "ชื่อ" และ "มือ" ถึงขั้น ส่อเค้าโดนสั่ง "แบน" อาทิ ไพจิต ศรีวรขาน ว่าที่ ส.ส.นครพนม พีรพันธ์ พาลุสุข ว่าที่ ส.ส.ยโยธร พล.ต.ศรชัย มนตริวัต ว่าที่ ส.ส.กาญจนบุรี
ก่อนหน้านี้ทั้ง "พล.ต.ศรชัย" และ "ชวลิต วิชยสุทธิ์" ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ ถูก "ใบเหลือง" จากการไม่มีรายชื่อใน "บัญชีว่าที่ผู้สมัคร ส.ส." ขณะไปร่วมงานเปิดนโยบายพรรคเมื่อวันที่ 23 เมษายนแล้วเช่นกัน จนออกอาการ "เต้นผาง"
แม้สุดท้ายจะได้เป็นว่าที่ ส.ส. แต่โอกาสลุ้นเก้าอี้ รมต. เหลือน้อยนิด
และ "กลุ่มที่ 3" คือ กลุ่ม "คนเคยปันใจ" อาทิ "ปานปรีย์ พหิทธานุกร" ที่เคยลาออกจากตำแหน่งรองหัวหน้า พท. ด้วยเงื่อนไขส่วนตัว แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะพอใจ "วิธีคิด" แบบ "เสี่ยตั๊ก" แต่บริวารใกล้ชิดอดีตนายกฯ คอยยุยงส่งเสริมว่า "ไว้วางใจไม่ได้"
เช่นเดียวกับ "พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ" อดีต ผบ.ตร. ที่เคยมีชื่อในโผหัวหน้า พท. คนใหม่ แต่ด้วยอุปสรรคจาก "ฟ้า" ทำให้ "บิ๊กโก" เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้าย ทั้งที่ลงทุนบินไปดูไบ เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2553
ทำให้การปรับโครงสร้างภายใน พท. เสียขบวนไปช็อตหนึ่ง
ทั้งหมดนี้คือชื่อรายชื่อบุคคลต้องห้ามเป็น รมต. หลังถูก "บิ๊กแม้ว" แจกใบแดง!!!
ที่มา. มติชนวิเคราะห์ (มติชนรายวัน ฉบับ8ก.ค.2554)
**************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น