--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปลดล็อก..ก่อนเศรษฐกิจพัง !!?

เสียงสะท้อนของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมต่อสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ แม้กระแสต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะได้รับการขานรับ เพราะมองว่ารัฐบาลพลาดที่เดินหน้าผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ยกประโยชน์ให้ผู้กระทำผิดทั้งทางการเมือง คอร์รัปชั่น ปราบปรามทำร้ายประชาชน ฯลฯ โดยไม่ฟังเสียงค้านที่มีรอบด้าน แต่หวั่นเกรงว่าการขยายปมสู่การประท้วงขับไล่รัฐบาลจะบานปลายเกิดเหตุรุนแรง กระทบเศรษฐกิจให้เลวร้ายลงมากขึ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจส่งออกที่กำลังเผชิญวิกฤต ยอดส่งออกสินค้าไทยไปตลาดต่างประเทศช่วง 3 ไตรมาสแรกต่ำกว่าเป้าที่วางไว้มาก อีกทั้งมีแนวโน้มว่า ยอดส่งออกทั้งปีจะเติบโตลดน้อยลงจากปี 2555 ที่ผ่านมา

ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยวและบริการซึ่งเป็นความหวังเดียวที่ยังสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ ก็ถูกบั่นทอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง อาจส่งผลกระทบทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติลดน้อยลง

เช่นเดียวกับการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนระบบบริหารจัดการน้ำและอุทกภัยระยะยั่งยืน วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง วงเงิน 2 ล้านล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มสูงที่อาจจะล่าช้าออกไปไม่มีกำหนดจากปัญหาทางการเมืองเท่ากับกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ 4 เครื่องยนต์ ประกอบด้วย การส่งออก การบริโภคภายในประเทศ การลงทุนภาครัฐ และการลงทุนภาคเอกชน อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถทำงานหรือเดินเครื่องได้เต็มที่ เนื่องจากบางส่วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกประเทศซึ่งไม่อาจควบคุมได้ ขณะที่บางเครื่องยนต์ซึ่งน่าจะสร้างรายได้ทดแทนก็กลับมีปัญหา

ขณะเดียวกัน หลังศาลโลกมีคำพิพากษาชี้ขาดคดีปราสาทพระวิหารเมื่อ 11 พ.ย.ที่ผ่านมา แม้รัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศจะเน้นย้ำว่า คำตัดสินของศาลโลกชี้ชัดว่าพื้นที่พิพาท 4.6 ตร.กม.ไม่ได้เป็นของกัมพูชา แต่ไทยอาจเสียพื้นที่ขนาดเล็กมากบริเวณโดยรอบปราสาท และศาลโลกแนะนำให้ไทยกับกัมพูชาร่วมกันอนุรักษ์และพัฒนาปราสาทพระวิหารในฐานะเป็นมรดกโลก ขณะที่รัฐบาลทั้ง 2 ประเทศก็ยืนยันจะเจรจากันภายใต้คณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-กัมพูชา หรือเจซี

ซึ่งเป็นกลไกที่มีอยู่แล้ว ส่งผลให้ประเด็นข้อพิพาทปราสาทพระวิหารคลี่คลายลงระดับหนึ่ง จะมีก็แต่ปมขัดแย้งทางการเมืองที่ฉุดรั้งประเทศไม่ให้ก้าวไปข้างหน้าได้ตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง

ต้องยอมรับว่านอกจากภัยธรรมชาติ วิกฤตมหาอุทกภัยช่วงปลายปี 2554 ซึ่งสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ส่งผลกระทบรุนแรงทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินอย่างประเมินค่ามิได้แล้ว เกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ข้อพิพาทขัดแย้งทางการเมืองที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นวิกฤตชาติหลายต่อหลายครั้ง ทำให้เกิดความเสียหายรุนแรงยิ่งกว่าทั้งต่อภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของประเทศ

เช่นเดียวกับสถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดวิกฤตซ้ำรอย ถ้าหากทุกที่เกี่ยวข้องไม่พยายามปลดล็อกหาทางออก ปล่อยให้ลุกลามกระทบเศรษฐกิจซึ่งเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงไทยทั้งชาติ

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
----------------------------------

อีกครั้งกับความรู้สึก : ไทยและกัมพูชา !!?

ดิอิโคโนมิสต์ วิเคราะหฺ์ว่า การตัดสินของศาลโลกจะช่วยลดอารมณ์ความเกลียดชังของสองชาติได้เล็กน้อย แต่อีกตัวแปรหนึ่งคือสภาพการเมืองภายในประเทศไทยที่มีการปลุกเร้าอารมณ์และดึงเอาความเกลียดชังนักการเมืองมาเป็นเครื่องมือ ทำให้ถูกเพ่งเล็งและสร้างสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านได้ไม่เต็มที่



14 พ.ย.2556 เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2556 เว็บไซต์นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับกรณีปราสาทเขาพระวิหารหลังจากการตัดสินของศาลโลกเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยระบุตามคำตัดสินของศาลว่าพื้นที่เขตป่าโดยรอบปราสาทเขาพระวิหารเป็นส่วนพื้นที่ของปราสาทซึ่งจัดเป็นของกัมพูชาเอง อย่างไรก็ตามศาลโลกยังได้กล่าวอีกว่าพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตรซึ่งกัมพูชาอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นศาลไม่ได้ตัดสินยกให้กัมพูชา แต่ตัดสินให้ไปเจรจาตกลงกับทางการไทยเอง รวมถึงพื้นที่ 100 กม. โดยรอบเขตแดนด้วย

ดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่า การตัดสินในครั้งนี้หากมองในแง่ดี ประเทศไทยก็สามารถบอกได้ว่าเป็นการตัดสินในแบบที่ไม่ลำเอียงเข้าข้างกัมพูชาจากการที่ปฏิเสธข้อเรียกร้องของฝ่ายกัมพูชา และดูเหมือนว่าทั้งสองประเทศจะยอมรับผลการตัดสิน เจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงของไทยยังยิ้มขณะอยู่ในพิธีกรรม (ภาพ พล.ต.ธรากร ธรรมวินทร ผบ.กกล.สุรนารี กองทัพภาคที่ 2 สวม กอดกับ พล.อ.สไล ดึ๊ก ผบ.กองพลสนับสนุนที่ 3 ของกัมพูชา ระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่ายหารือพัฒนาความสัมพันธ์ ที่จุดประสานงานชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 12 พ.ย. 2556)

ปราสาทเขาพระวิหารซึ่งเป็นที่สถิตย์ของพระศิวะตามตำนานฮินดูกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชามาเป็นเวลานาน ดิอิโคโนมิสต์ระบุว่า "ความตึงเครียดทวีเพิ่มมากขึ้นในช่วงปี 2551 เมื่อนายกรัฐมนตรีฮุนเซนของกัมพูชาได้ยื่นจดทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ทำให้รัฐบาลไทยในสมัยนั้นนำโดยพรรคประชาธิปัตย์รวมถึงกลุ่มผู้สนับสนุนทหารและ 'รอยัลลิสต์' ที่พยายามสร้างผลประโยชน์ทางการเมืองโดยอาศัยความขัดแย้งกับกัมพูชา"

อิโคโนมิสต์ ระบุอีกว่า การตัดสินในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสในการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทำให้ความเกลียดชังลดน้อยลง แต่การตัดสินมีขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์กำลังประสบกับวิกฤติความชอบธรรมพอดี และกลายเป็นว่าฮุนเซน ซึ่งเพิ่งชนะการเลือกตั้งเมื่อเดือน ก.ค.อย่างเฉียดฉิวกลับสร้างความชอบธรรมให้ตนเองได้มากขึ้น ทำให้ตอนนี้การเมืองภายในของไทยจึงเป็นปัจจัยหลักต่อความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา

บทวิเคราะห์ยังได้กล่าวถึงการที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินพลาดท่าในกรณีร่างกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งมุ่งหวังเปิดทางให้อดีตนายกฯ ทักษิณกลับมา เป็นการจุดฉนวนอารมณ์ให้กับกลุ่ม 'รอยัลลิสต์' จัด และชาตินิยมจัด รวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งพากันออกมาชุมนุมบนท้องถนน ทำให้ยิ่งลักษณ์ไม่สามารถแสดงตัวเป็นมิตรกับกัมพูชามากเกินไปและหากเดินเกมพลาดในประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับพื้นที่เขตแดนไทยก็อาจทำให้กลุ่มชาตินิยมขุ่นเคือง ซึ่งมีโอกาสเปิดทางให้กับกองทัพสร้างความชอบธรรมในการแทรกแซงเพื่อหาโอกาสมีบทบาทในการเมืองไทย

แม้ว่าจนถึงตอนนี้ประเทศไทยยังหลีกเลี่ยงการรัฐประหารได้ แต่ก็มีการปลุกเร้าอารมณ์โดยกลุ่มผู้ชุมนุม เช่น กลุ่มคนไทยรักชาติซึ่งเป็นกลุ่มย่อยที่แยกมาจากกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยซึ่งได้ออกมาชุมนุมเรียกร้องการปกป้องเขตแดนไทย แต่การกล่าวหาของพวกเขาที่บอกว่าการยอมรับผลการตัดสินของศาลโลกเท่ากับเป็นการ "ขายชาติ" นั้นดูจะใช้ไม่ได้นานเนื่องจากการตัดสินเป็นไปอย่างเที่ยงธรรม

ดิอิโคโนมิสต์ ชี้ว่าเรื่องข้อพิพาทเขาพระวิหารถูกนำมาผูกโยงกับทักษิณเช่นเดียวกับเรื่องการเมืองไทย เมื่อทักษิณดูมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับฮุนเซน นำมาซึ่งความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นในเขตชายแดน จนกระทั่งในยุคสมัยของยิ่งลักษณ์ซึ่งศาลโลกได้มีคำสั่งชั่วคราวให้ทั้งสองประเทศถอนทหารออกจากพื้นที่บริเวณ 17 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท

ภู โสธิรักษ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันกัมพูชาเพื่อสันติภาพและความร่วมมือ ผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับปราสาทเขาพระวิหารและความขัดแย้งเรื่องพื้นที่ ระบุว่ามีความขัดแย้งสองช่วงใหญ่ๆ คือ ช่วงที่ศาลโลกได้ตัดสินให้ตัวปราสาทพระวิหารตกเป็นของกัมพูชา เมื่อปี 2505 โดยอาศัยแผนที่ของอาณานิคมจากปี 2451 และช่วงที่สองคือหลังเกิดการรัฐประหาร 2549 ในไทย ทางกัมพูชาได้อ้างสิทธิในพื้นที่โดยอาศัยแผนที่เก่าของฝรั่งเศส ขณะที่ประเทศไทยอ้างตามแผนที่ปี 2550 ที่เขียนขึ้นฝ่ายเดียว


กรณีการขีดเส้นเขตแดนโดยฝรั่งเศส

ดิอิโคโนมิสต์ กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ไม่เพียงแค่เป็นเรื่องในระดับปราสาทเขาพระวิหาร แต่ชนชั้นนำไทยมีแนวทางการเล่าประวัติศาสตร์ของชาติไทยผ่านเรื่องการเสียดินแดนให้กับต่างชาติและประเทศเพื่อนบ้านที่คิดไม่ซื่อ โดยปราสาทเขาพระวิหารเคยอยู่ในพื้นที่ของสยาม ในช่วงศตวรรษที่ 20 จึงถูกเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสบีบให้มอบพื้นที่จังหวัดพระตะบอง ศรีโสภณ และเสียมราฐ ให้กับกัมพูชาซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส

บทวิเคราะห์ในอิโคโนมิสต์ เปิดเผยว่า ผู้ทำแผนที่ของฝรั่งเศสพยายามปักเส้นเขตแดนตามแนวสันปันน้ำ (แนวสันเขาที่แบ่งลุ่มน้ำเวลาฝนตกให้ไหลออกไปสองฝั่ง) ของเทือกเขาพนมดงรักซึ่งตั้งขึ้นเป็นเขตแดนตามธรรมชาติระหว่างไทยกับกัมพูชา แต่เจ้าหน้าที่ 4 คนของฝรั่งเศสผู้เขียนแผนที่ก็ได้ขีดเส้นพรมแดนส่วนของปราสาทโดยให้เข้าไปในเขตของกัมพูชาอย่างไม่มีคำอธิบายซึ่งเป็นการวางเขตผิดด้านของสันปันน้ำ แต่ทางสยามก็ไม่ได้ท้าทายเรื่องการขีดเส้นของฝรั่งเศสมาตลอด 50 ปี แต่พวกเขาขอบคุณที่ชาวฝรั่งเศสช่วยทำแผนที่ให้ ซึ่งการที่ไทยเคยแสดงยอมรับแผนที่นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้แพ้คดีเมื่อปี 2505

การตัดสินของศาลโลกในครั้งแรก (ปี 2505) ให้ความชอบธรรมแก่การขีดเส้นของฝรั่งเศส แต่ดูเหมือนว่าการตัดสินครั้งหลังนี้มีการลดขนาดของเส้นที่ขีดลง และให้กัมพูชากับไทยหารือกันเรื่องการปักเขตแดนในส่วนที่ยังไม่ได้ปักเพื่อให้มีแผนที่ซึ่งยอมรับได้กับทั้งสองฝ่าย แต่คิดว่าคงจะหารือไม่เสร็จสิ้นภายในเร็ววันนี้

ที่มา.ประชาไท
-------------------------------

นายกฯอ้างไม่เคยพูดรับคำตัดสินศาลโลก !!?

"อภิสิทธิ์"จี้นายกฯอย่ารับคำพิพากษา-ถอนร่างแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 "ยิ่งลักษณ์" ยันไม่เคยประกาศจะรับคำพิพากษาศาลโลก

ทีมสู้คดีปราสาทพระวิหาร เข้าแจงในสภา พร้อมยืนยันพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่บริเวณตัวปราสาท โดยวานนี้ (13 พ.ย.) ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้เข้าสู่เนื้อหาของการอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 เพื่อรับฟังความเห็นเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลโลกต่อคดีปราสาทพระวิหาร

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ศาลโลกมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ ว่า ศาลโลกมีอำนาจตามข้อ 60 ของธรรมนูญศาลโลก ในการตีความคำพิพากษาศาลโลก ปี 2505 ต่อกรณีที่กัมพูชาได้ยื่นร้องขอตีความอาณาบริเวณรอบปราสาทพระวิหาร

และจะขอรับฟังคำอภิปรายของ ส.ส.และส.ว. เพื่อใช้เป็นแนวทางเบื้องต้นในการหารือกับกัมพูชา ภายใต้กรอบกลไกคณะกรรมาธิการร่วม (เจซี) ไทย-กัมพูชา และผลจากการเจรจาจะดำเนินการตามกระบวนการกฎหมายของไทยต่อไป

"ขอยืนยันว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อประชุมเสร็จก็จะนำผลหารือเจซีนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนด้วย นอกจากนี้ ในวันที่ 15 พ.ย. จะเปิดให้นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาแสดงความคิดเห็น เพื่อนำมาเป็นแนวทางการดำเนินการ" นายสุรพงษ์ กล่าว

"ทูตวีรชัย"ย้ำพื้นที่4.6ตร.กม.ไม่ใช่บริเวณพระวิหาร

ด้าน นายวีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าคณะการดำเนินการทางกฎหมายฝ่ายไทยคดีปราสาทพระวิหาร ได้ขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า ในคำพิพากษาของศาลโลก ได้ระบุว่า ศาลมีอำนาจในการรับตีความตามคำร้องของกัมพูชา แต่ไม่มีอำนาจชี้ชัดเส้นเขตแดน

ศาลตีความสิ่งที่เคยได้พิพากษาไปแล้ว และศาลได้ตีความในขอบข่ายของบทปฏิบัติการในคดีเดิมคืออำนาจอธิปไตยเหนือยอดเขา (promontory) พระวิหารเท่านั้น เนื่องจากศาลโลกเห็นว่า ไทย - กัมพูชามีความเห็นที่แตกต่างต่อคำตัดสินศาลโลก ปี 2505 ซึ่งคำว่า "Promontory" เป็นภาษาฝรั่งเศส ทางฝ่ายไทยได้นิยามความหมายว่า ยอดเขา ภายหลังที่ศาลโลกมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ผ่านมา สื่อมวลชนไทยใช้คำว่า "ชะง่อนผา" โดยตนจะรับไปพิจารณา

ทั้งนี้ "Promontory" ได้กลายเป็นข้อถกเถียงกันว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวมีขนาดเท่าไร แม้ว่าศาลโลกจะเห็นว่าบริเวณใกล้เคียงปราสาทหรือพื้นที่ในคดีเดิม มีขนาดเล็กที่เห็นได้โดยชัดเจนตามลักษณะภูมิศาสตร์อย่างที่กัมพูชาได้กล่าวเป็นข้อสนับสนุนในการยื่นขอตีความ แต่ในคำตัดสินของศาลโลกครั้งนี้ เห็นว่า ภูมะเขือที่เป็นพื้นที่ใน 4.6 ตารางกิโลเมตร ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร และศาลก็ไม่ได้รับตีความพื้นที่ประมาณ 4.6 ตารางกิโลเมตร เนื่องจากไม่ใช่พื้นที่พิพาทในคดีเดิม

"อภิสิทธิ์"ชี้ศาลไม่ตัดสินตามเหตุผลปี 2505

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายว่า ตนสงสัยมาโดยตลอดว่าปัญหาเรื่องการตีความเรื่องเขตแดนทำไมต้องส่งให้ศาลโลกเป็นผู้ตีความ ทั้งที่ศาลฯได้ระบุไว้ในคำตัดสิน เมื่อปี 2505 ระบุให้ทั้ง 2 ประเทศไปเจรจาตกลงร่วมกัน

ทั้งนี้ต้องยอมรับความจริงว่า ความสูญเสียของพื้นที่ จากคำพิพากษาศาลโลก มีอย่างแน่นอน โดยจะเป็นอย่างที่มีคนตีความว่ากินพื้นที่ 0.3-2 ตารางกิโลเมตรหรือไม่ แต่จะจริงหรือไม่ต้องยอมรับว่าเป็นพื้นที่นอกเขตรั้วลวดหนามเดิมที่เป็นดินแดนของประเทศไทย ทั้งนี้เราปฏิเสธข้อเท็จจริงว่าคำพิพากษาของศาลได้ระบุไว้เช่นนั้นไม่ได้ ตนเสียใจและผิดหวังว่าศาลไม่ได้ตัดสินไปตามเหตุผลของปี 2505 อย่างเคร่งครัด เพราะ ปี 2505 ศาลไม่ได้ให้ความสำคัญกับสัณฐานทางภูมิศาสตร์ หรือ แนวสันปันน้ำ ดูแค่ประเด็นกฎหมายปิดปากประเทศไทย ยอมรับพื้นที่

ย้ำคำพิพากษาศาลโลกไทยเสียดินแดน

นายอภิสิทธิ์ อภิปรายต่อว่า คำว่า “promontory” หรือ ยอดเขา หรือ ชะง่อนผาที่มีการระบุถึง ตามคำพิพากษา พ.ศ. 2505 ปรากฏอยู่ 3 ครั้ง ตนไม่เชื่อว่าจะมีบุคคลใดตีความได้ว่าหมายถึงอาณาบริเวณของปราสาท ทั้งนี้เชื่อว่าเมื่อได้อ่านแล้วจะทำให้เข้าใจว่าหมายถึง พื้นที่ที่ใหญ่กว่ายอดเขา แต่เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ศาลโลกตีความว่า พื้นที่พิพาท คือทั้งหมดของยอดเขา

ทั้งนี้ ศาลฯ ได้กำหนดพื้นที่ของยอดเขา ตามคำพิพากษาของศาล ตามวรรคที่ 98 กล่าวคือ ครอบคลุมถึงเชิงเขา หรือตีนเขาของภูมะเขือ ซึ่งข้องใจทำไมไม่ครอบคลุมแค่เชิงเขาพระวิหาร ขณะที่ด้านทิศเหนือ ระบุว่าให้ยึดเส้นตามแผนที่ 1:200000 และพิจารณาว่าทางตะวันออกไปตัดกับหน้าผาตรงไหน และทางตะวันตกไปตัดกับพื้นที่บริเวณเชิงเขาภูมะเขือตรงไหน

มองว่าอาจจะเรียกว่าพื้นที่เล็ก หรือ แคบ แต่มีความหมาย เพราะสิ่งที่ทำให้เกิดความไม่แน่นอนว่าเป็นจุดใด คือ แผนที่ 1:200000 ฝ่ายไทยได้ยกเป็นข้อต่อสู้ว่าไม่สามารถแปลงในพื้นที่จริงได้ ศาลจึงเขียนในวรรคที่ 99 ว่า ในเส้นดังกล่าวขอให้ 2 ประเทศไปตกลงด้วยความสุจริตและเคารพต่อคำตัดสินของศาล

แนะนายกฯอย่ารับคำตัดสินศาลโลก

ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายอีกว่าขอให้รัฐบาลเร่งไปแก้ไข และหาแนวทางปฏิบัติต่อการเรียกร้องจากฝ่ายผู้นำประเทศกัมพูชาว่าให้มีการถอนทหารไทยออกจากพื้นที่เขาพระวิหารทั้งหมด นอกจากนั้นตนขอคำยืนยันจากนายกฯว่า จะรับคำพิพากษาของศาลโลก ในคดีปราสาทพระวิหารหรือไม่ หากนายกฯ ยืนยันว่ารับต้องชี้แจงกับประชาชนคนไทยด้วยว่าประเทศไทยจะเสียพื้นที่ที่เรียกว่า promontory ทันที

สำหรับแนวทางปฏิบัติต่อไปรัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความเห็นหรือไม่ ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ และต้องทำให้ประชาชนมั่นใจว่าการเจรจาจะไม่มีผลประโยชน์อื่นๆ เช่น พลังงาน , มรดกโลกเข้ามาเกี่ยวข้อง

จี้ถอนร่างแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190

นอกจากนั้นแล้วสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ว่าด้วยหนังสือสัญญาที่ต้องให้รัฐสภาเห็นชอบ ที่คาดว่านายกฯ จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ประมาณ วันที่ 24 พ.ย. หรือ 25 พ.ย. นี้ หากนายกฯ จริงใจ ต้องนำความกราบบังคับทูลถวายคำแนะนำและถ้าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ถูกพระราชทานคืน รัฐสภาจะต้องไม่ยืนยัน เพื่อให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ตกไป และใช้มาตรา 190 ในบทบัญญัติเดิม

"การเจรจาตามกรอบของเจซี จะรวมถึงการพัฒนาและปัญหาชายแดน รัฐบาลต้องยืนยันว่าจะไม่มีผลประโยชน์เข้าไปเกี่ยวข้อง ตามคำพิพากษาศาลโลก ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนชัดเจน ดังนั้น ทางเลือกของรัฐบาลต้องมีคำอธิบาย ว่าได้รักษาอธิปไตยอย่างสุดความสามารถอย่างไร และขณะนี้ประชาชนเป็นห่วง เพราะหากพลาด จนเกิดความสูญเสีย เชื่อว่าจะนำประเด็นไปขยายผลต่อในอนาคตอย่างแน่นอน"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายกฯ ยันไม่เคยพูดว่ารับคำพิพากษา

จากนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ชี้แจงต่อที่ประชุม ว่าตามเจตนารมณ์ที่ขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อขอรับฟังคำแนะนำจากรัฐสภา ซึ่งตนดีใจที่มีโอกาสรับฟังความเห็นต่างๆ ทั้งนี้ตามที่มีการระบุว่าตนจะยอมรับคำพิพากษาของศาลโลกหรือไม่ ขอยืนยันว่าไม่เคยพูดว่าจะยอมรับคำพิพากษา มีแต่พูดว่าไม่ว่าผลตัดสินเป็นอย่างไร จะดูแลความเรียบร้อยและความสัมพันธ์ที่ดีให้คงอยู่ และตนได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คส่วนตัว ยืนยันว่าจะรักษาความสัมพันธ์ รักษาอธิปไตยของประเทศ รวมถึงคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ และประชาชนเป็นหลัก

"ไม่ว่ารัฐบาลไปดำเนินการอย่างไร เราจะนำเข้ามารับฟังความเห็นรัฐสภา จะขอมติรัฐสภา ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่ทำการใด ๆ จนกว่าจะได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา และยืนยันว่าการดำเนินการใดๆ จะเป็นภายใต้คณะกรรมการ โดยไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว หรือประโยชน์ทับซ้อน ที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ชาติ ประชาชน และ อธิปไตยเป็นหลัก"นางสาวยิ่งลักษณ์ ชี้แจง

สภาทนายความจี้รัฐทบทวน มาตรา 190

วันเดียวกัน ที่ สภาทนายความ นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ออกแถลงการณ์กรณีศาลโลกมีคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร โดยเรียกร้องให้กระทรวงการต่างประเทศ เผยแพร่รายละเอียดคำพิพากษาศาลโลกต่อประชาชนทั้งฉบับภาษาฝรั่งเศสและภาษาไทย พร้อมชี้แจงให้ชัดเจนว่า ภาษาใดที่ใช้อย่างเป็นทางการ เนื่องจากประชาชนยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยระหว่างข่าวของภาครัฐและเอกชนว่า ประเทศไทยเสียดินแดนและพ่ายแพ้คดีหรือไม่

นอกจากนี้ สภาทนายความยังเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 เกี่ยวกับการทำบันทึกข้อตกลงระหว่างประเทศ ให้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาก่อนจะมีผลผูกพันใดๆ ซึ่งจะทำให้การตกลงเรื่องพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ตามที่ศาลโลกมีคำพิพากษาระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ไม่มีข้อเสียเปรียบเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
---------------------------------------

เผด็จการใหม่ ในสถาบันการศึกษา !!?

โดย.พีร์  พงศ์พิพัฒนพันธุ์

สิทธิเสรีภาพในการพูดจัดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย หรือที่รู้จักกันในคำพูด  Freedom of speech รวมทั้งสิทธิในการแสดงออก หรือ Freedom  of expression ได้รับการยอมรับเป็นสิทธิมนุษยชนภายใต้ข้อ 19 แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และได้ถูกยอมรับในกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights -ICCPR)

ข้อ 19 แห่งกติกาดังกล่าว บัญญัติว่า "ทุกคนมีสิทธิออกความเห็นโดยไม่ถูกแทรกแซง" และ "ทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพการพูด สิทธินี้จักรวมไปถึงเสรีภาพในการแสวงหา ได้รับและส่งต่อข้อสนเทศและความคิดในทุกรูปแบบ โดยไม่คำนึงถึงขอบเขต ไม่ว่าจะโดยการพูด การเขียนหรือการพิมพ์ ในรูปของศิลปะ หรือผ่านสื่ออื่นใดที่เป็นทางเลือกของคนพูดหรือแสดงออก"

บัญญัติข้อ 19 ยังระบุด้วยว่าการใช้สิทธิเหล่านี้มี "หน้าที่และความรับผิดชอบพิเศษ" และอาจต้องถูกจำกัดบ้างในกรณีจำเป็น เพื่อความเคารพถึงสิทธิหรือชื่อเสียงของคนอื่น หรือ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงของชาติหรือเพื่อความสงบเรียบร้อย หรือเพื่อการสาธารณสุข หรือเพื่อศีลธรรม

ประเทศตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกาเป็นประเทศที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นผู้นำวาทกรรมนี้มาใช้บ่อย มากที่สุดนับแต่ Bill of rights  ถือกำเนิดขึ้นอย่างเป็นทางการโดยถูกใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญอเมริกันเมื่อปี  1791 สภาคองเกรสได้เพิ่มบทบัญญัติรับรองสิทธิและเสรีภาพ 4 ประการ ได้แก่ สิทธิและเสรีภาพในทางศาสนา สิทธิและเสรีภาพในการพูด สิทธิและเสรีภาพในการสมาคม และสิทธิและเสรีภาพของสื่อ

จากหลักพื้นฐานด้านสิทธิเสรีภาพการพูดและการแสดงออกดังกล่าวทำให้กระบวนการประชาธิป ไตยในอเมริกาถูกพัฒนาจนกลายเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง โดยอาศัยหลักการสื่อสารจากคำพูดและรูป แบบการแสดงออกต่างๆ ที่ไม่ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนอันเป็นข้อจำกัดในแง่การละเมิดรุกล้ำสิทธิของคน อื่น และส่วนหนึ่งของสิทธิเสรีภาพในการพูด การแสดงออก กระทำผ่านการวิพากษ์หรือวิจารณ์ จนเกิดเป็น รูปแบบและลักษณะการวิจารณ์ ซึ่งถือเป็นศาสตร์แขนงหนึ่ง

หมายความว่าสังคมอเมริกันยอมรับการวิจารณ์ในประเด็นสาธารณะและประเด็นซึ่งเป็นองค์ความรู้ทั่วไป มีการสร้างวัฒนธรรมการวิจารณ์มาเนิ่นนาน ผ่านสื่อประเภทต่างๆ จนกระทั่งถึงปัจจุบันคือ สื่อใน ยุคดิจิตัล และสื่ออิเลคทรอนิกส์อย่างอินเตอร์เน็ต หรือสื่อออนไลน์

อย่างเช่น ในการทำงานข่าวของสื่อมวลชนอเมริกัน งานวิจารณ์ข่าวถือว่ามีความสำคัญพอๆ กับงานข่าวเลยทีเดียว สถานีโทรทัศน์ค่ายใหญ่ต่างๆ ต่างก็มีนักวิจารณ์หรือ commentator  ประจำสถานี หรือไม่ก็หานักวิจารณ์ขาจร(ผู้รู้)จากข้างนอก เพื่อให้รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังหรือที่มาที่ไปของแต่ละเหตุการณ์ หรือของสถานการณ์ ผู้รับสื่อจึงไม่เพียงรู้สถานการณ์ที่เป็นเนื้อหาข่าวเพียงอย่างเดียว หากยังรู้ถึง ปริมณฑลของข่าวนั้นๆอีกด้วย ทั้งนับเป็นการต่อยอดข่าวหรือเหตุการณ์ออกไปอย่างครอบคลุมภาคส่วนที่สมควรเกี่ยวข้องอีกด้วย เช่น  ประเด็นข่าวการนิรโทษกรรมต่างด้าวผิดกฎหมาย ที่สามารถโยงถึงอาชญากรรมความเกลียดชัง (Hate crime) อันเนื่องมาจากสีผิว ได้ เป็นต้น

ผู้แสดงความเห็นจึงสำคัญมากสำหรับ สื่ออเมริกัน  เพราะผู้บริโภคไม่เพียงต้องการรับรู้ข้อมูลแบบทื่อๆเท่านั้น แต่พวกเขาต้องการรับสื่อ ที่ทำให้พวกเขาคิดได้ เลือกได้ สำหรับตัวของพวกเขาเอง

นอกจากการวิจารณ์หรือการแสดงความเห็นในวงการสื่อสารมวลแล้ว อีกวงการหนึ่งที่ดูเหมือน วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์จะโดดเด่นมากเช่นกัน คือ วงการการศึกษา โดยเฉพาะในแวดวงวิชาการอเมริกัน ที่ถือเสมือนว่า วัฒนธรรมการวิจารณ์คือการพัฒนาองค์ความรู้ โดยการวิจารณ์นิยมกระทำผ่านการสนทนา ตอบโต้ในห้องเรียนหรือสถานที่สาธารณะ การสนทนาผ่านสื่อประเภทต่างๆ  อย่างเปิดเผยตรงไปตรง มา เรื่องนี้ทำให้สังคมอเมริกันในแวดวงการศึกษาเกิดการพัฒนาองค์ความรู้ออกไปอย่างกว้าง  เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพราะการแสดงความเห็นเชิงเหตุเชิงผลว่ายอมรับหรือไม่ยอมรับงานวิชาการแต่ละชิ้น เป็นการกระทำอย่างเปิดเผย ไม่ใช่เป็นแบบซุบซิบนินทากันแต่เพียงในกลุ่ม

การวิจารณ์ จึงเป็นการแสดงความรู้ความสามารถของผู้วิจารณ์อย่างชัดเจน ในเมื่อสังคมอเมริกันเป็นสังคมเปิด การยอมรับการวิจารณ์ยังช่วยเป็นกระจกส่องตัวตนของคนที่ถูกวิจารณ์ รวมกระทั่งถึงความเป็นไปของสังคมนั้นอีกด้วย

สังคมอเมริกันจึงมีพื้นที่ในการวิจารณ์มาก และวัฒนธรรมการวิจารณ์ในแบบฉบับอเมริกันไม่ได้ดึงสังคมไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ความขัดแย้งนั้นถ้าจะมี ก็เป็นเพียงความขัดแย้งหรือความไม่เห็นด้วยทางความคิดเท่านั้นซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ

ผู้บริหารการศึกษาตั้งแต่ชั้นต้นๆ อย่างเช่น ในชั้นมัธยมอเมริกันส่งเสริมให้นักเรียนวิจารณ์งานเขียน งานวรรณกรรม เพื่อให้เกิดการต่อยอดทางความคิด เกิดเป็นความคิดใหม่ๆขึ้นมา  เพราะการวิจารณ์ที่ดีนั้น ผู้วิจารณ์ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องที่ตนวิจารณ์มาอย่างดี ถึงจะเรียกว่าเป็นนักวิจารณ์ที่ดี การวิจารณ์จึงเป็นการมองจากรากคือ ฐานความรู้เดิมและการต่อยอด ซึ่งอาจหมายถึงความรู้ใหม่หรือนวัตกรรม

ในชั้นเรียนของโรงเรียนอเมริกันแทบทุกระดับ การโต้แย้ง โต้เถียงกันแบบแรงๆ จึงไม่ใช่ของแปลก และไม่ใช่ของแปลกเช่นกันหากว่า ครูอาจารย์กับนักเรียนนักศึกษามีความเห็นในเรื่องวิชาการความรู้ไม่ตรงกันและเกิดโต้เถียงกัน อย่างถึงพริกถึงขิง ซึ่งเรื่องนี้ในสังคมไทยไม่อาจรับได้ มิหนำซ้ำ หากเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้  ก็จะมีผู้นำ“กรอบศีลธรรม” มาจับ กลายเป็นการเนรคุณ ไม่เคารพครูบาอาจารย์ไป

ดังเหตุการณ์ล่าสุด คือ การประท้วงไม่เอาด้วยกับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งของอาจารย์ มหาวิทยาลัยหลายแห่งในเมืองไทย อาจารย์บางคนดำเนินการในลักษณะของการบังคับให้นักศึกษา ต้องออกไปประท้วงหรือแสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างพ.ร.บ.เหมือนกับตน  โดยไม่เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ แสดงความเห็นที่เป็นอัตลักษณ์ของตนเอง มีการครอบงำความคิดของผู้เรียน โดยใช้คะแนนหรือเกรด ที่เป็นตัวกดดัน เช่น จะมีคะแนนให้ถ้านักศึกษาไปร่วมกิจกรรมประท้วง แต่ถ้าไม่ไปประท้วง ไม่มีคะแนนให้ ซึ่งเป็นการบังคับให้นักศึกษาเหล่านั้นต้องสยบยอม ไม่กล้าโต้แย้ง แม้มีความเห็นไม่ตรงกับอาจารย์ เป็นการสร้างความเก็บกดให้เกิดขึ้นกับตัวผู้เรียนโดยตรง

การที่อาจารย์คนใดมีพฤติกรรมเช่นนี้ จึงเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ และเข้าข่ายละเมิดจรรยาบรรณ ของความเป็นครูอาจารย์อย่างมาก ที่ผ่านมาเราพูดถึงจรรยาบรรณของคนทำอาชีพอื่น แต่เราไม่ค่อยได้พูดถึง จรรยาบรรณของครูอาจารย์ในสถาบันการศึกษาไทย เพราะมองกันว่า ครูอาจารย์คือ ปูชนียบุคคล ตลอดกาล ขณะที่ในโลกสมัย การทำหน้าที่ของครูอาจารย์เชื่อมโยงกับเหตุปัจจัยต่างๆ มากกว่า “สมัยก่อน”มากมาย เช่น ระบบทุน(เงินเดือน ค่าตอบแทน ผลประโยชน์แฝง)  ระบบการเมือง(ความคิดทางการเมือง) ค่านิยมหรือกระแสสังคม(การรับงานข้างนอกมา การนิยมออกสื่อ) ที่เปลี่ยนไป

อย่าว่าแต่นักเรียนจะแย้งครูอาจารย์เลยครับ ในสังคมไทยนั้นแม้แต่นักเรียนแย้งนักเรียนกันเองก็น่าจะยากด้วยซ้ำ วัฒนธรรม การวิพากษ์วิจารณ์ของไทยแท้จริงแล้วจึงยังไม่เกิด หากที่มีเป็นวัฒนธรรมการตามอย่าง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ลัทธิประชาธิปไตยฝังรากลงได้ช้า คติเดินตามผู้ใหญ่สุนัขไม่กัด ยังใช้ได้เสมอทุกยุคทุกสมัยแม้กระทั่งในสมัยปัจจุบัน  เป็นคติเดียวกับคติที่ใช้ได้ดีที่สุดในสังคมเส้นสายอุปถัมภ์

ในรั้วมหาวิทยาลัยของไทยส่วนใหญ่ยังเต็มไปด้วยการตั้งรับของนักศึกษา การจะหาคนที่กระทำ เชิงรุกในเรื่องการศึกษาเป็นเรื่องยาก แถมดีไม่ดีอาจถูกเขม่นจากอาจารย์ผู้สอนเอาได้ด้วยซ้ำ การดำรงตน อย่างมีอัตลักษณ์ของผู้เรียนในเมืองไทยจึงเป็นเรื่องไม่ง่าย ยิ่งในระดับการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตั้งแต่ปริญญาโทขึ้นไป การประเมินผลการศึกษาของผู้เรียนถูกกำหนดโดยอาจารย์ที่ไม่ค่อยใส่ใจเรื่อง นวัตกรรมองค์ความรู้ มุ่งเพียงการยักย้ายถ่ายเทเล่นแร่แปรธาตุองค์ความรู้เดิม

แน่นอนว่าความรู้เดิมมีค่าความผิดพลาดของการวิจัยน้อยกว่าความรู้เชิงนวัตกรรม แต่งานวิจัยที่ให้ผลผลิตเป็นนวัตกรรมไม่ใช่เรื่องง่าย และควรได้รับการใส่ใจสนับสนุนมากกว่าความรู้เดิม ซึ่งนับวันการวิจัยประเภทนี้จะกองสูงพะเนินเทินทึกกลายเป็นขยะกระดาษเต็มเมือง คือ เป็นงานวิจัยที่นำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ เรียกกันว่า งานวิจัยประเภทเล่นแร่แปรธาตุ ซึ่งนิยมทำกันเพื่อขอให้ผ่านและได้วุฒิการศึกษา

เหนือไปกว่านั้น แม้นมีนวัตกรรมการวิจัยก็จริง แต่ก็ปรากฎว่างานวิชาการดังกล่าว หลายชิ้นไม่ได้ รับการต่อยอดด้วยการวิจารณ์ งานวิชาการจำนวนมากที่มีการสร้างสรรผลผลิตเชิงนวัตกรรมกลับตกอยู่ใน “ความเงียบ” เหมือนไม่เคยมีงานวิจัยเหล่านี้เกิดขึ้น  สะท้อนถึงความไม่ใส่ใจต่อการวิจารณ์เพื่อต่อยอดองค์ ความรู้ อย่างน้อยการวิจารณ์ก็จะได้เห็นข้อดีข้อด้อยของงานวิจัย นวัตกรรมน่าจะถูกวิจารณ์ตรวจสอบมาก กว่าที่เป็นอยู่นี้

จึงสรุปได้ว่า ไทยไม่มีวัฒนธรรมการวิจารณ์ เหมือนเราเกรงกลัวอะไรบางอย่าง เกรงจะสูญเสีย สถานะที่กำลังเป็นอยู่ เกรงที่จะหลุดออกไปจากระบบอุปถัมภ์แบบเดิมๆ หรือเกรงระบบอุปถัมภ์จะลงโทษ แยกไม่ออกว่าอันไหนคือข้อเท็จจริง อันไหนคือการวิจารณ์

ขณะที่การประเมินคุณภาพการศึกษาของไทย ยังไม่มีการนำระบบหรือวัฒนธรรมการวิจารณ์มาใช้ เพื่อประเมินคุณภาพการศึกษาให้ชัดเจน ทำให้สถาบันการศึกษาเองไม่ค่อยส่งเสริมวัฒนธรรมการวิจารณ์  เพราะเกรงว่าวันหนึ่งนิสิตนักศึกษาจะย้อนกลับมาวิจารณ์ตัวสถาบันหรือตัวอาจารย์ผู้สอนเอง ซึ่งว่าไปแล้วหากนิสิต นักศึกษาสามารถวิพากษ์สถาบันการศึกษาของตนเอง  การวิพากษ์ดังกล่าวจะเป็นเหมือนกระจกสะท้อนความเป็นไปของสถาบันเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่สถาบันจะต้องยอมรับทัศนะวิจารณ์เหล่านั้น

นอกเหนือไปจากการสยบยอมกับงานศึกษาวิจัยเอาดื้อๆ โดยไม่ค่อยมีความเห็นโต้แย้งมากมายนัก ให้เห็น  อาจารย์หรือกรรมการคุมสอบว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น

การวิจารณ์ในสถาบันการศึกษาจึงเป็นประเด็นย่อยในประเด็นใหญ่ คือ สิทธิเสรีภาพในการพูด และการแสดงออกซึ่งจะต้องสร้างให้กลายเป็นวัฒนธรรมขึ้นมา และจะต้องไม่ให้การวิจารณ์นั้นถูกริดรอน โดยเงามืดของระบบเส้นสายอุปถัมภ์ ซึ่ง “เงามืด” ดังกล่าวส่วนหนึ่งหมายถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวในการแสดงออกซึ่ง ความคิดเห็น ตามหลักการ ตามหลักแห่งเหตุและผล

ที่มา.ประชาไท
///////////////////////////////////////

วันพุธที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ยุทธศาสตร์-ยุทธวิธี !!?

โดย สรกล อดุลยานนท์

ความผิดพลาดของ "ทักษิณ ชินวัตร"

ที่ทำให้ความไม่พอใจเรื่องกฎหมายนิรโทษกรรมขยายวงไปทั่วประเทศในเวลาเพียงสัปดาห์เดียว

สรุปสั้นๆ ได้ว่า เกิดจากเขาคิดแต่ "เป้าหมาย" จนไม่สนใจ "วิธีการ"

ใช้เล่ห์เหลี่ยมแก้ไขเนื้อหาใน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จากที่ให้นิรโทษกรรมเฉพาะนักโทษการเมืองที่ติดคุกอยู่ มาเป็นนิรโทษกรรมแบบ "เหมาเข่ง"

พ่วงตัวเองเข้าไปด้วย

ทั้งที่ในวาระแรก พรรคเพื่อไทยยืนยัน นอนยัน และนั่งยันว่าจะไม่มีการยัดไส้

แต่พอเห็น "โอกาส" ที่ "ม็อบ" จุดไม่ขึ้นหลายครั้ง และคุยกับ "สีเขียว" รู้เรื่อง

เพราะ "สีเขียว" ก็ต้องการนิรโทษกรรมด้วย

"ทักษิณ" รุกเร็วทันที ทั้งแก้ไขเนื้อหาในวาระที่ 2 ในชั้นกรรมาธิการ ตามด้วยการลงมติในวาระที่ 2-3 แบบลืมวันลืมคืน

ลงมติตอนตีสี่

พรรคเพื่อไทยคิดแบบชิงไหวชิงพริบในทางการเมือง เพราะพรรคประชาธิปัตย์กำลังเริ่มปลุกม็อบ ถ้าปล่อยให้ถกมาตรา 3 ในวันรุ่งขึ้น ม็อบอาจรุกเข้าล้อมสภาได้

พรรคเพื่อไทยเลยคิดง่าย ๆ ว่า อย่างนั้นก็เอาให้จบในคืนนั้นไปเลย

แทนที่จะปิดประชุมและไปถกต่อ

ในตอนเช้าเหมือนญัตติทั่วไป

คิดแต่ "เป้าหมาย" โดยลืม "วิธีการ"

ความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ นอกเหนือจากไม่พอใจ "เนื้อหา" แล้ว เขายังไม่พอใจวิธีการทั้ง "สอดไส้" และใช้อำนาจของ "เสียงข้างมาก" รีบผ่านวาระ 2-3 ตอนตีสี่

คิดดูสิครับ คนเสื้อแดงใช้เวลาเป็นปี กว่าจะปลุกม็อบจนเต็มอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

แต่ "ทักษิณ" ใช้เวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว ช่วยปลุกม็อบให้พรรคประชาธิปัตย์

เก่งจริง ๆ

สิ่งที่ "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทย

สูญเสียมากที่สุดในเกมนี้ก็คือ "ความน่าเชื่อถือ"

ในอดีต "ทักษิณ" สร้างความน่าเชื่อถือขึ้นมาในการเมืองไทย ด้วยการหาเสียงด้วยนโยบาย และทำตามสัญญา

ทั้ง 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน ฯลฯ

"ความน่าเชื่อถือ" ของเขาทำให้พรรคไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ชนะเลือกตั้งมาโดยตลอด

แต่วันนี้ "ความน่าเชื่อถือ" ซึ่งเป็นสมบัติล้ำค่าของเขาพังทลายสิ้นในเวลาเพียงแค่สัปดาห์เดียว

เสียทั้งมิตร เพิ่มกำลังให้ศัตรู

ครบทุกกระบวนท่า

แม้วันนี้พรรคเพื่อไทยจะยอมถอยแบบหนียะย่าย พ่ายยับเยิน

พยายามดึง "ฟืน" ออกจากกองไฟ

แต่ "ความรู้สึก" ของ "ม็อบ" บางส่วนไกลเกินกว่าคำว่า "ค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม" แล้ว

ลมการเมืองวันนี้ ไม่มีใครรู้ว่าจะ "แรง" และไป "ไกล" แค่ไหน ??

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤต จะพิสูจน์ให้รู้ว่าเรามี "สติ" แค่ไหน

เพราะ "สติ" จะกำหนด "วิธีการ" ที่ถูกต้องและชอบธรรม

พรรคประชาธิปัตย์ก็เคยมีบทเรียนมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อตอนจับมือกับอำนาจนอกระบบจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร

มองแต่ "เป้าหมาย" ที่จะเป็นรัฐบาล

ไม่คำนึงถึง "วิธีการ"

ภาพลักษณ์นักประชาธิปไตยของ "อภิสิทธิ์" และพรรคประชาธิปัตย์จึงเสียหายยับเยินตั้งแต่วันนั้น

ครั้งนี้จะเป็นการพิสูจน์ "อภิสิทธิ์" และพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะมี "สติ" แค่ไหน

เพราะอารมณ์ม็อบในวันนี้แรงมาก

ถ้าจะคิดล้มรัฐบาลก็ถือเป็น

"โอกาสทอง"

เพียงแต่คงไม่ใช่ตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างแน่นอน

ดังนั้น ถ้า "อภิสิทธิ์" และพรรคประชาธิปัตย์เลือก "วิธีการ" ผิดเหมือนที่ "ทักษิณ" และพรรคเพื่อไทยเคยผิดพลาดมาแล้ว

"คนเสื้อแดง" ที่เริ่มแตกจะกลับมารวมกันเช่นเดิม

เข็มนาฬิกาของประวัติศาสตร์การเมืองก็จะหมุนกลับอีกครั้งหนึ่ง

ถึงวันนั้น"ตัวใคร-ตัวมัน" ครับ

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------------

นกนางแอ่น !!?

โดย.ศรี อินทปันตี

ไหเหยี่ยน. ซึ่งแปลว่า นกนางแอ่น นกตัวเล็กๆ ที่สุดแสนจะน่ารัก ได้เป็นมหาพายุที่มีอำนาจทำลายล้างสูงสุดในประวัติศาสตร์ เมื่อพัดถล่มฟิลิปปินส์ด้วยความเร็วลมเกินกว่า ๓๑๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง คร่าชีวิตผู้คนไปหลายหมื่นคน บ้านเรือนเรือกสวนไร่น่าถูกทำลายราบเป็นหน้ากลอง ตรงข้ามกับชื่อของมัน
หากพิจารณาเปรียบเทียบแค่ชื่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่น่าจะมีความหมายอะไรนัก แต่หากมองลึกลงไปว่า...นกตัวเล็กๆ ก็สามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินได้แล้ว ก็น่าจะเป็นเรื่องเตือนสติผู้มีอำนาจได้เป็นอย่างดี
เพราะตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา การล่มสลายของระบอบการปกครองต่างๆมันเกิดจากการมองข้ามพลังอำนาจของผู้อยู่ใต้การปกครองทั้งสิ้น

แรงกดขี่มีมากเท่าใด ธรรมชาติจะสร้างแรงต้านมากเท่านั้น และประวัติศาสตร์ชาติไทยเราจะพบเห็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชนมาโดยตลอด

แต่ทั้งหมดมันจะถูกบิดเบือนว่าเป็นการปราบขบถผีบุญหรืออะไรต่างๆเพื่อสร้างความชอบธรรมการเข่นฆ่าประชาชนให้แก่ชนชั้นปกครองเท่านั้น

การลุกขึ้นสู้ของประชาชนมีมาทุกยุคทุกสมัยในประวัติศาสตร์ไทย

มาถึงวันนี้ได้มีคนบางกลุ่มจินตนาการว่า...เพื่อความมั่นคงถาวรแห่งอำนาจของพวกตน ควรจะแช่แข็งประเทศสัก ๕ ปี โดยจัดให้มีสภาที่มาจากการแต่งตั้ง ๗๐ เปอร์เซนต์ เลือกตั้ง ๓๐ เปอร์เซนต์

รัฐบาลตัวแทนแห่งอำนาจก็มาจากสภาที่ว่านี้ จึงมีการเคลื่อนไหวอย่างถึงที่สุดเพื่อล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชุดปัจจุบัน โดยมีการจัดตั้งกองบัญชาการสั่งการเคลื่อนไหวอย่างไม่เปิดเผย

เราจึงได้พบเห็นปรากฎการณ์การเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ทั้งจากราชการ รัฐวิสาหกิจและภาคเอกชนอย่างค่อนข้างจะพร้อมเพรียง

แต่ช่างบังเอิญอย่างเหลือหลาย นิยายเรื่องปราบผีบุญครั้งใหม่มันเกิดขึ้นพร้อมกับมหาพายุนกนางแอ่น จึงอาจจะเป็นไปได้ว่า...นกนางแอ่นมันอาจจะกวาดล้างทำลายพวกมีความคิดวิปริตจนไม่เหลือซากอะไรเลย หากยังขืนดึงดันเดินหน้าต่อไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๑๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เหล่านกนางแอ่นที่มาในนามคนเสื้อแดง ได้ชุมนุมแสดงพลังครั้งใหญ่ ประกาศต่อต้านการจะนำระบอบเผด็จการมาปกครองประเทศอย่างถึงที่สุด พวกเขาจะสู้โดยไม่มีคำว่าถอยหรือยอมแพ้

พลังนกนางแอ่น อันเป็นเครื่องหมายแห่งอิสรภาพและเสรีภาพไม่เคยมีรระบอบทรราชย์ใดสามารถทำลายได้

ที่มา.บางกอกทูเดย์
-----------------------------------------

ถอดรหัส : ไทยเสี่ยงเสียดินแดน ภูพระวิหาร !!?

ภายหลังมึนๆ กับคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ที่ตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 เกี่ยวกับอาณาบริเวณ (vicinity) ของปราสาทพระวิหารตามคำร้องของกัมพูชามาได้ 1 วัน ฝุ่นควันความสับสนเริ่มจางลง

นักวิชาการหลายสำนักเริ่มออกมาชี้ว่า แม้ไทยไม่ต้องเสียดินแดนในพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่น่าจะต้อง "คลายเส้น" (วลีของ ปณิธาน วัฒนายากร) ตามมติคณะรัฐมนตรีของไทยเมื่อปี 2505 (สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์) ซึ่งเคยตีกรอบอาณาบริเวณของปราสาทพระวิหารและล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ เพราะการตีความคำพิพากษาของศาลโลกเที่ยวนี้ ศาลได้กำหนดจุดอ้างอิงใหม่เกี่ยวกับ "อาณาบริเวณของปราสาท" โดยยึดโยงกับรายละเอียดในคำพิพากษาย่อหน้าที่ 98

นั่นคือหัวใจของคำพิพากษาใหม่เมื่อ 11 พ.ย.2556 โดยศาลเน้นว่าให้ยึดตามลักษณะธรรมชาติของภูมิประเทศ แต่ไม่รวมไปถึง "พนมทรัพ" กับ "ภูมะเขือ" และให้ไทยถอนกำลังทหาร ตำรวจออกจากบริเวณดังกล่าว

พื้นที่นี้ว่ากันว่ามีขนาดประมาณ 1-1.5 ตารางกิโลเมตร จึงไม่น่าจะใช่ "พื้นที่เล็กๆ" เหมือนที่บางคนพูด!

อัครพงษ์ ค่ำคูณ นักวิชาการจากวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ข้อมูลว่า บริเวณของปราสาทพระวิหารตามคำพิพากษาของศาลโลก น่าจะใหญ่กว่าแนวทางที่ 1 ซึ่งกระทรวงมหาดไทยในสมัยปี 2505 เคยเสนอคณะรัฐมนตรีเอาไว้ โดยแนวทางที่ 1 ในเอกสารบอกว่ามีขนาด 0.5 ตารางกิโลเมตร

อย่างไรก็ดี ในคำพิพากษาล่าสุดที่อ้างอิงจากคำพิพากษาปี 2505 ย่อหน้า 98 ระบุชัดว่า ศาลจะใช้ลักษณะทางธรรมชาติ (natural features) เพื่อกำหนดขอบเขต/สังเขปเขต (limits) ของ "ภู" พระวิหาร

"ตรงนี้ถือว่ามันก็มีเหตุผล เพราะปราสาทพระวิหารตั้งอยู่บนภูพระวิหาร ติดกับภูมะเขือ เป็นคนละภูแยกกันชัด ซึ่งพอรับได้ ฝ่ายไทยก็เคยคิดแบบนี้มาก่อนในสมัยปี 2505 แต่ที่น่าสนใจคือ แม้ศาลจะบอกว่าไม่ใช่แผนที่ดองแร็ก (ระวางดงรัก) แต่กลับอ้างถึงเส้นในแอนเน็กซ์ 1 (Annex I map line) เพื่อกำหนดขอบเขตทางด้านเหนือของตัวปราสาท ซึ่งตอนนี้ไม่มีทหารไทยหรือฐานทหารไทยอยู่ภายในขอบเขตที่ศาลกำหนด บ้านภูมิซรอลก็อยู่นอกเขตนี้แน่นอนเพราะอยู่เหนือเส้นแอนเน็กซ์ 1"

"ทางออกสุดท้ายอยู่ที่ 2 ฝ่ายต้องตกลงกัน แต่ที่แน่ๆ ถ้าใช้แผนที่ L7017 / L7018 เป็นมาตรฐาน เราน่าจะเสียดินแดนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ได้ล้อมรั้วลวดหนามเอาไว้ 2 เท่า โดย ขอบเขต/สังเขปเขต (limits) ของ 'ภู' พระวิหาร (promontory of Preah Vihear) ที่ศาลโลกตัดสินนั้น ค่อนข้างใกล้เคียงกับแผนที่ชุด L708 ซึ่งจัดทำโดยกองทัพสหรัฐอเมริกา กับ กรมแผนที่ทหารของไทย สำรวจข้อมูลเมื่อปี พ.ศ.2505 (ค.ศ.1962) พิมพ์เมื่อปี พ.ศ.2508 (ค.ศ.1965) หมายความว่า แผนที่ L708 แสดงเส้นเขตแดนที่ไทยยอมรับ และแสดงว่า 'ภู' พระวิหารทั้งลูก อยู่นอกเส้นเขตแดนของไทย"

ขณะที่ ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ไม่อาจปฏิเสธประเด็นของฝายกัมพูชาได้ว่า เส้นเขตปราสาทพระวิหารที่ฝ่ายไทยไปสร้างรั้วล้อมกรอบเอาไว้เป็นการคิดเองเออเองของฝ่ายไทย หาได้มีหลักการใดๆ รองรับ ซึ่งก็จริง โดยศาลโลกแถลงข้อความสุดท้ายที่ศาลได้พิพากษาไปแล้วในย่อหน้าที่ 98 ของคำพิพากษา ศาลโลกบอกว่าได้พิพากษาชัดเจนว่าอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร หรือ vicinity ตามบทปฏิบัติการข้อ 2 คือแค่ไหน แต่ทั้งไทยและกัมพูชา ต่างไม่พิจารณาให้ละเอียด อุตส่าห์จ้างทนายราคาแพง แต่กลับอ่านไม่แตก

"มรดกแห่งปัญหานี้ คือ อ่านคำพิพากษาไม่แตกกันทั้งสองฝ่าย รวมทั้งทนายทั้งสองฝ่ายชุดปัจจุบันด้วย เพราะมีอคติจากความต้องการพื้นฐานของแต่ละประเทศชี้นำ สรุปไม่มีใครได้หรือเสีย ศาลโลกชี้ให้เห็นว่าทั้งสองประเทศเสียค่าโง่ หลงมาทะเลาะกัน ที่จริงศาลกำหนดอาณาบริเวณปราสาทพระวิหาร หรือ vicinity เอาไว้อย่างชัดเจนแล้ว"

"ศาลชี้ให้เห็นว่าแนวเขตที่รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์์ไปทำไว้เมื่อปี 2505 นั่นไม่ใช่ที่ศาลตัดสิน และศาลในครั้งนี้ (11พ.ย.) ยังได้ยกมาเล่าด้วยว่า ผู้แทนศาลได้ลงไปดูพื้นที่ในปีหลังคำพิพากษา ก็ได้บอกให้ย้ายอาคารและคนของฝ่ายไทยที่ตั้งอยู่บนชะง่อนผาใน vicinity ของปราสาทออกจากเขตนี้ไปอีก ฝ่ายไทยก็ยังไม่เข้าใจ vicinity ของคำพิพากษา แต่ยืนยันความเชื่อว่าตนได้ปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว คือเขตรั้วที่ไปล้อมให้นั่นเอง สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ศาลในปี 2556 ตัดสินเรื่องอาณาบริเวณของปราสาทพระวิหารในอธิปไตยของกัมพูชา ส่วนเรื่องเส้นเขตแดนกัมพูชา-ไทยยังต้องพูดคุยปักปันกันต่อไป" ธำรงศักดิ์ กล่าว

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
--------------------------------------

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

การกลับมา ของ ญี่ปุ่น !!?

คอลัมน์ เรื่องราวกับความคิด
โดย วิรัตน์ แสงทองคำ

แรงผลักดันการเข้ามาของธนาคารญี่ปุ่นในประเทศไทยครั้งใหม่มีพลังอย่างมาก มิใช่เพียงโอกาสและการสร้างสายสัมพันธ์ทางธุรกิจเหมือนกับช่วง 3-4 ทศวรรษที่แล้วสถาบันการเงินญี่ปุ่นฝั่งตัวในระบบเศรษฐกิจไทยมานานแล้ว และในบางช่วงบางโอกาสสถาบันการเงินญี่ปุ่นได้เข้ามาอย่างคึกคักพอสมควร โดยเฉพาะในช่วงกระแสกระบวนธุรกิจญี่ปุ่นเข้าสู่ประเทศไทย ในช่วงปลายและหลังสงครามเวียดนาม แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดตามกฎหมายสถาบันการเงินไทย จึงมักอยู่ในโมเดลการร่วมทุนกับธนาคารไทย

กับธนาคารกสิกรไทย

แผนการสร้างเครือข่าย ธนาคารแบงเกอร์สทรัสต์ ในขอบเขตทั่วโลก โดยเฉพาะเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อปี 2507 ตามแนวคิดอินเวสต์เมนต์แบงก์มีการเจรจาร่วมทุนกับนักธุรกิจไทยโดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย พอปี 2512 ก็ได้ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียนครั้งแรก 20 ล้านบาท หน่วยงานลงทุนของแบงเกอร์สทรัสต์, (BANKERSINTERNATIONAL CORPORATION) แบนคอม ดีเวลล็อปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น แห่งมะนิลา (ก่อตั้งโดยแบงเกอร์สทรัสต์) กับธนาคารกสิกรไทยปี 2515 แบนคอม ดีเวลล็อปเม้นท์ฯแห่งมะนิลา ฟิลิปปินส์ ถูกเทกโอเวอร์โดยพรรคพวกของมาร์กอส เพื่อจำกัดวงความเป็นเจ้าของกิจการให้อยู่แค่นั้น

เมื่อแบงเกอร์สทรัสต์ถอนตัวจากแบนคอมฯในฟิลิปปินส์พร้อม ๆ กับการซื้อหุ้นแบนคอมฯในทิสโก้คืนด้วย เวลาเดียวกัน ธนาคารไดอิชิกังโย (Dai-ichi Kangyo Bank) สนใจขยายกิจการด้านนี้เข้าเมืองไทย จึงซื้อหุ้นส่วนเดิมของแบนคอมฯไปอันเป็นช่วงเวลาเดียวกับ โนมูระซีเคียวริตี้(Nomura Securities) เข้ามาร่วมทุนกับธนาคารกรุงเทพในบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกโนมูระ" ผมเคยเขียนถึงจุดกำเนิดของบริษัทเงินทุนทิสโก้ที่เชื่อมโยงกับสถาบันการเงินญี่ปุ่น (จากเรื่อง ศิวะพร ทรรทรานนท์ ในหนังสือ อำนาจธุรกิจใหม่ 2541)




ต่อมาไม่นาน Dai-ichi Kangyo Bank (ปัจจุบันได้หลอมรวมอยู่ใน Mizuho Financial Group) ได้ถอนตัวออกไป เช่นเดียวกับ Nomura Securities อย่างไรก็ตาม ไม่ช้าไม่นานจากนั้น ความพยายามฟื้นความสัมพันธ์ก็มีขึ้น แต่ไม่หวือหวา

Mizuho Bank มีฐานะเป็นสาขาธนาคารในประเทศไทย หนึ่งในสามของธนาคารญี่ปุ่น ส่วน Nomura Securities นายหน้าค้าหุ้นเก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่น ก็หวนกลับมาอีกครั้ง

กับธนาคารกรุงเทพ

ความจริงแล้ว Nomura Securities เข้ามาเมืองไทยก่อน Dai-ichi Kangyo Bank ตั้งแต่ปี 2513 ในนามบริษัทบางกอกโนมูระ อินเตอร์เนชั่นแนล ซีเคียวริตี้เป็นการร่วมทุนกับธนาคารกรุงเทพและเปลี่ยนเป็นเงินทุนหลักทรัพย์บางกอกโนมูระในอีก 5 ปีต่อมา ถือเป็นหนึ่งในฐานะผู้ก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่อีกกว่าทศวรรษต่อมาได้ถอนตัวออกไป

"บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์พัฒนสินเพิ่งจะเปลี่ยนชื่อมาจากบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์โนมูระ เมื่อต้นปี 2528 เพราะผู้ถือหุ้นต่างประเทศถอนออกไป อันได้แก่ Nomura Securities ธุรกิจหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เพราะยุทธศาสตร์ทั่วโลกของฝ่ายนั้น ที่ต้องการจะขยายตัวการลงทุนในกิจการหลักทรัพย์ในเมืองไทยอย่างเต็มที่ ถึงขั้นเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่เนื่องจากติดกันในแง่กฎหมาย จึงขอถอนตัวเหลือเพียงสำนักงานตัวแทน ที่มีเจ้าหน้าที่เพียงคนเดียวดำเนินในด้าน Underwriterต่อไป ธนาคารกรุงเทพในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ฝ่ายไทยได้เข้าซื้อหุ้นจาก Nomura Securities โชติ โสภณพนิช กรรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ ได้รับหน้าที่รับผิดชอบพัฒนสินต่อไป" ผมเคยอรรถาธิบายประเด็นนี้ไว้นานแล้ว (พัฒนสินกับโฉมหน้าใหม่ของ "ข้อมูล" การลงทุน นิตยสารผู้จัดการ มีนาคม 2530)

การปฏิรูปสถาบันการเงินครั้งใหญ่ในประเทศไทย เกิดขึ้นหลังวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 2540 เปิดทางให้กับขบวนพาเหรดของสถาบันการเงินระดับโลกเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์และตลาดทุนไทย Nomura Securities ได้กลับมาอีกครั้ง ร่วมมือกับพันธมิตรเก่าอีกครั้ง

ขณะนั้นพัฒนสินคงธุรกิจหลักทรัพย์ไว้เพียงอย่างเดียว "เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2553 ได้เปลี่ยนชื่อจาก "บริษัทหลักทรัพย์พัฒนสิน" เป็น "บริษัทหลักทรัพย์โนมูระพัฒนสิน" (ข้อมูลทางการของโนมูระพัฒนสิน www.nomuradirect.com/) และให้ข้อมูลด้วยว่า Nomura Holdings,Inc. และ Nomura Asia Holding N.V. ถือหุ้นใหญ่รวมกันประมาณ 38%

โดยมีชาวญี่ปุ่นเป็นผู้บริหารคนสำคัญว่าไปแล้ว ธนาคารกรุงเทพกับธนาคารญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์มากกว่านั้นมานานแล้ว และยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน-กรณีบริษัทบางกอกเฟิร์สท์โตไก ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2516 เป็นกิจการร่วมทุนกับ Tokai Bank ปัจจุบันก็คือบริษัทบางกอก บีทีเอ็มยู การเปลี่ยนชื่อเกิดขึ้นมาจากกระบวนการหลอมรวมของธนาคารญี่ปุ่นหลายครั้งอย่างซับซ้อน ในฐานะส่วนหนึ่งของ Bank of Tokyo-Mitsubishi UFJ หรือ BTMU (ผมอธิบายไว้บ้างในตอนที่แล้ว)

ในรายงานประจำปี 2555 ของธนาคารกรุงเทพ ให้ข้อมูลด้วยว่าได้ถือหุ้น 10% ในบริษัทบางกอกมิตซูบิชิยูเอฟเจลิส (ธุรกิจเช่าซื้อ) และบริษัทบางกอกบีทีเอ็มยู (ธุรกิจให้กู้ยืมและการลงทุน)

กับธนาคารไทยพาณิชย์

เป็นความสัมพันธ์ที่มีบุคลิกพิเศษ เครือข่ายความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางทั้งธุรกิจการเงินและอื่น ๆ ของญี่ปุ่น กับธนาคารไทยพาณิชย์ เชื่อมโยงถึงเครือซิเมนต์ไทย และสำนักงานทรัพย์สินฯ

กล่าวเฉพาะธุรกิจการเงิน เริ่มขึ้นประมาณ ปี 2525 บริษัทหลักทรัพย์บุคคลัภย์ ร่วมทุนกับ Long-Term Credit Bank of Japan โดยเข้ามาถือหุ้นประมาณ 20%

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน Sanwa Bank เข้ามาถือหุ้น บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์สินอุตสาหกรรม ซึ่งก่อตั้งโดยบริษัทปูนซิเมนต์ไทย

ความสัมพันธ์ดังกล่าวสิ้นสุดลง อันเนื่องมาจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540 เครือข่ายธนาคารไทยพาณิชย์ไม่สามารถรักษาสถาบันการเงินชั้นรองของตัวเองไว้ได้ ขณะที่ทั้ง Long-Term Credit Bank of Japan และ Sanwa Bank ก็อยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงสำคัญLong-Term Credit Bank of Japan มีปัญหาหนี้เสียจำนวนมาก ต้องเปลี่ยนสภาพจากธนาคารรัฐบาล (ลักษณะคล้าย ๆ ไอเอฟซีทีของไทย ซึ่งก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ต้องรวมกิจการกับธนาคารทหารไทย) เป็นธนาคารเอกชน

ในปี 2541 แล้วขายกิจการให้กลุ่มลงทุนจากสหรัฐ (ปี 2543) ปัจจุบันคือ Shinsei Bank ธนาคารญี่ปุ่นแห่งแรกที่ถือหุ้นใหญ่โดยต่างชาติ ส่วน Sanwa Bank

ผ่านกระบวนการควบรวมกิจการหลายครั้งตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ BTMU อีกด้านหนึ่ง ความสัมพันธ์สถาบันการเงินญี่ปุ่นกับเครือซิเมนต์ไทย ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะในประเทศ โดยเฉพาะการกู้เงินสกุลเยนจากญี่ปุ่นโดยตรง เป็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างเครือข่ายอุตสาหกรรมญี่ปุ่นกับกลุ่มอุตสาหกรรมเก่าแก่ของไทย

"ชุมพล ณ ลำเลียง ผู้จัดการใหญ่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย เคยยอมรับว่า หนี้สินต่างประเทศของบริษัทของเขาที่มีมากกว่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐ กว่าครึ่งเป็นของญี่ปุ่นนั้น มีความหมายที่สำคัญอย่างมากอย่างน้อย 2 ประการ หนึ่ง-ระบบเศรษฐกิจไทยโดยเฉพาะฐานภาคการผลิตนั้น ญี่ปุ่นมีบทบาทอย่างมาก สอง-องค์กรธุรกิจที่มั่นคง เป็นสัญลักษณ์ของภาคเศรษฐกิจ และสถาบันหลักของชาติเป็นผู้ถือหุ้นด้วย ก็มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับญี่ปูน" ผมเคยสรุปความสัมพันธ์ไว้ในช่วงหลังวิกฤตการณ์ปี 2540 (จากบทความเรื่อง ความสัมพันธ์ธุรกิจไทย-ญี่ปุ่น)

อย่างไรก็ตาม นั่นเป็นเพียงมิติความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ยังอยู่ใน 3 ยุคแรก ซึ่งผมอรรถาธิบายไว้ในตอนที่ 1 ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันความสัมพันธ์ใหม่ เกิดขึ้นจากกระแสคลื่นธุรกิจญี่ปุ่นอันคึกคัก มีทั้งเครือข่ายร้านค้าปลีก ทั้ง Maxvalu, 7-Eleven, Family Mart, Lawson และ Tsuruha เครือข่ายยักษ์ใหญ่แฟชั่นเสื้อผ้า Uniqlo ไปจนถึงเครือข่ายร้านอาหารญี่ปุ่นอย่างแท้จริง อาทิ Ootoya, Saboten และ Chabuton เป็นต้น

ผมขออรรถาธิบายปรากฏการณ์ให้ชัดขึ้นในตอนต่อไป

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------------

มีอีกเรื่องที่ต้อง ถอย..!!?

โดย:พญาไม้

ถอยถูกแล้วครอบครัวชิน..ในเรื่องกฏหมายนิรโทษยกเข่ง..เพราะหากยังขืนดี้อดึงต่อไป..มันจะไม่ใช่การถอดถอนกฏหมาย

มันจะลามไปถึงการขับไล่รัฐบาลปูออกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

สองปีของการเป็นรัฐบาล..รัฐบาลพรรคเพื่อไทยใช่ว่าจะอยู่สบายกับการชนะการเลือกตั้งและประกอบรัฐบาลได้สำเร็จ

มีผู้พยายามสร้างม็อบกันอยู่ตลอดเวลาเพื่อล้มล้างรัฐบาล..แต่ไม่ประสพความสำเร็จ..รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ย่อมได้รับความเชื่อถือจากประชาชน..มีประชาชนเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กคุ้มครอง
แต่ไม่ได้หมายความว่า..พรรคเพื่อไทยจะทำอะไรก็ได้ตามอำเภอใจ..โดยไม่ใส่ใจกับความรู้สึกของประชาชน

นอกจากการโปรประกันดาโฆษณาตามแผ่นป้ายใบปิดและเนื้อที่โฆษณาของสื่อสิ่งพิมพ์กับจอทีวี..กับการขายความฝันถึงวันที่รุ่งเรืองในอีกหลายปีข้างหน้า..แต่ปัจจุบันกับชีวิตจริงแล้ว..

ประชาชนตกอยู่ในนรก..กับค่าครองชีพที่แพงแสนแพง..ยาเสพย์ติดระบาดทั้งกว้างและลงลึกจนกำราบปรามปรามกันไม่ไหว..

รัฐบาลใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายในงบประมาณต่างๆ ที่ห่างไกลกับความกินดีอยู่ดีของประชาชน..นโยบายสำคัญอย่างการรับจำนำข้าว..เงินหลายแสนล้านหายไปอย่างไร้ร่องรอย..แต่แทบจะทุกคนรู้และตอบได้..ใครได้ไปเป็นแสนล้านกับการรับจำนำข้าวจากชาวนา..

แน่นอนว่า..ความเดือดร้อนของประชาชนเขาโทษลงไปที่รัฐบาล..

แต่อะไรก็ไม่ทำให้ประชาชนสิ้นศรัทธาเท่ากับการโกงกิน..ที่เป็นไปอย่างโสมมและเปิดเผย..ไม่มีอะไรทำลายศรัทธาของข้าราชการได้มากไปกว่า การแต่งตั้งโยกย้ายที่ชั่วร้ายและมากมายไปด้วยตัวเงิน..ว่ากันว่าราคาสามสิบล้านคือราคาของ..ผู้ว่าราชการจังหวัด..ในวัยสี่สิบต้นๆ

รัฐมนตรีบางกระทรวงยังต้องจ่ายรายเดือนเพื่อสืบต่อเก้าอี้

เรื่องแบบนี้อาจจะเคยเกิดบนแผ่นดินนี้มาก่อน แต่มันไม่เคยมากมายและยิ่งใหญ่เท่านี้..10 บวก 2 บวก 2 บวก1 ก็ไม่เคยมีเช่นกัน..แต่มันมีแล้วในวันนี้..

ถอยถูกแล้วในเรื่องกฏหมายนิรโทษกรรม..แต่ตะกละตะกรามโกงแผ่นดิน..ก็ต้องถอยเช่นกัน...

ที่มา.บางกอกทูเดย์
---------------------------------

พลาดทั้งคู่ : ได้คืบจะเอาศอก !!?

เข้าเกียร์ถอยหลังจนแทบจะเกียร์พังกันเลยทีเดียว สำหรับพรรคเพื่อไทย เมื่อเจอแรงต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ฉบับสุดซอย ฝีมือแก้ไขร่างของกรรมาธิการฯ ที่ก่อเหตุเรียกแขกทั่วทุกทิศจนเกินคาด

ลำพังม็อบสวนลุมฯ ม็อบอุรุพงษ์ หรือม็อบเดินสายของพรรคประชาธิปัตย์ อาจจะไม่น่ากลัว เพราะพยายามจุดมานานแต่ก็จุดไม่ติด แต่พอมีพลังต้านที่ไม่ใช่ม็อบหน้าเดิมๆ โดยเฉพาะสายวิชาการมหาวิทยาลัยเปิดฉากต้านเท่านั้น

ไม่เพียงชุบชีวิตม็อบหน้าเดิมเท่านั้น แต่ยังขยายวงเป็นม็อบอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยที่ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องเบรกกันตัวโก่ง หัวทิ่มหัวตำไปตามๆกันเลยทีเดียว

เพราะไล่มาตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ครั้งนี้ชัดเจนเลยว่าฝีมือและความเท่าทันเกมการเมืองมีมากน้อยแค่ไหน หรือว่าไม่มีเอาเสียเลย!!!

ประเด็นพลาดแรกก็คือ “เหลิง” เพราะคิดตื้นๆว่า ที่ผ่านมาแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ทำได้หลายเรื่องผ่านฉลุย ขนาดลงมติโล๊ะ ส.ว.สรรหา ทั้งหมด เพื่อสวนกลับการเล่นแง่ตุกติกที่ไม่เป็นไปตมข้อตกลง ซึ่งการหักดิบให้หมดอายุเลือกตั้งกันใหม่ในเดือนมีนาคมปีหน้า

40 ส.ว.สรรหาดิ้นพราดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ฝ่ายค้านก็หมดท่าเช่นกัน เพราะฟืนเปียกจุดไม่ติด

ยิ่งร่าง นิรโทษกรรม ฉบับ วรชัย เหมะ ผ่านวาระ 1 แบบที่ทั้งฝ่ายค้าน และ 40 ส.ว. หมดแรงต้าน จึงคิดว่าแบบนี้ชนะแน่ เลยให้ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ นำทีมกรรมาธิการแก้ไขให้เป็นเหมาเข่ง เท่านั้นได้เรื่องเลย

การแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 นั้น ชาวบ้าน นักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีใจเป็นธรรมทั้งหลาย ลึกๆรู้ดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับอัปลักษณ์ ที่คลอดออกมาจากมดลูก คมช. โดยฝีมือของ ประสงค์ สุ่นศิริ แถมใช้กองทัพขู่ ขณะที่รัฐบาลขณะนั้นก็หลอกล่อให้รับๆไปก่อน ไม่พอใจค่อยไปแก้ไขกันทีหลัง
และที่ผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ก็แก้ไขได้ หากพรรคเพื่อไทยจะแก้ไขบ้างด้วยอำนาจนิติบัญญัติ แล้วองค์กรอิสระ หรือใครต่อใครต้านไม่ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เลย มันก็ส่อเจตนาลำเอียงชัด

ฉะนั้นคนส่วนใหญ่ที่มีใจเป็นธรรม เขาถึงไม่หือไม่อือกับการที่สภาจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับหน้าแหลมฟันดำบ้าง โล๊ะทิ้ง ส.ว.ลากตั้งบ้าง... แต่มันไม่ใช่สำหรับเรื่องการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง

ยิ่งตลอดมานับตั้งแต่ปี 2548 ฐานข้อมูลในความคิดความเชื่อของคนกลุ่มหนึ่ง มาจากการปลูกฝังของแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ จนทำให้คนที่เชื่อไม่เพียงปักใจว่า รัฐบาลอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ทุจริต คอรัปชั่น และเอื้อประโยชน์พวกพ้อง แต่ได้กลายเป็นความโกรธเกลียดสะสมมายาวนาน

ยิ่งในโลกของสื่อและสังคมออนไลน์ ขั้วตรงข้ามทักษิณ ขั้วตรงข้ามพรรคเพื่อไทย ได้ให้ข้อมูลเพื่อปลูกฝังความเกลียดชังเพิ่มตลอดเวลา สะท้อนชัดจากคอมเมนท์ในโลกออนไลน์ ที่คนทั้งประเทศเห็นและรับรู้ว่ามีกลุ่มคนที่เกลียดชังอย่างรุนแรงอยู่จริง

แต่พรรคเพื่อไทยตั้งแต่หัวขบวนยันท้ายขบวน ทำเหมือนไม่รู้ว่ามีความรู้สึกในขั้วนี้ดำรงอยู่ ตลอดมาจึงไม่เคยที่จะมีการสร้างความเข้าใจ หรือหาทางเปลี่ยนฐานความเชื่อเพื่อให้ความโกรธเกลียดลดลงมาเลย

ฉะนั้นแม้ว่าการนิรโทษกรรมเหมาเข่ง จะเหมาหมดทุกสีทุกกลุ่ม ทุกคนทุกระดับ แต่เมื่อมี อดีตนายกฯทักษิณ อยู่ในข่ายด้วยเท่านั้น คนกลุ่มนี้ไม่มีวันที่จะรับได้อย่างเด็ดขาด

ในขณะที่บรรดาคณาจารย์ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะอาจารย์ทางด้านนิติศาสตร์ ไม่สามารถที่จะยอมรับวิธีการแก้ไขร่างฝีมือกรรมาธิการได้ รวมทั้งการขยายเป็นการเหมาเข่ง จึงได้กลายเป็นเรื่อง

เพราะแม้แต่คนเสื้อแดงก็ยอมรับไม่ได้เช่นกัน

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่าพรรคเพื่อไทยมองข้ามสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม นั่นคือในการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปี 2554 แม้พรรคเพื่อไทยจะชนะได้คะแนนเสียงทั่วประเทศ 15 ล้านเสียงก็ตาม แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ได้ 12 ล้านเสียง

แถมเป็น 12 ล้านเสียงที่ไม่เอาพรรคเพี่อไทย ไม่เอาอดีตนายกฯทักษิณเสียด้วย

เป็น 12 ล้านเสียงที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ฉะนั้นปรากฏการณ์ต้านนิรโทษกรรมเหมาเข่งจึงเกิดขึ้นทั่วประเทศอย่างที่เห็น หรือแม้แต่คนไทยในต่างแดนก็มีด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คะแนนของคนกรุงเทพฯที่เทให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร 1.2 ล้านเสียงนั้น ส่วนหนึ่งคือแฟนคลับประชาธิปัตย์ก็จริง แต่อีกส่วนหนึ่งคือคะแนนจากพวกที่ไม่เอาพรรคเพื่อไทย

ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยลืมไปหรือเปล่าว่า คะแนน 1.2 ล้านเสียงนั้น มีทั้งกลุ่มอาจารย์มหาวิทยาลัย พนักงานรัฐวิสาหกิจ ข้าราชการ นักธุรกิจ ศิลปินดารา ส่วนหนึ่งที่รวมอยู่ในนั้นด้วย เมื่อเกิดกรณีต้านนิรโทษกรรมเหมาเข่งขึ้นมา คนกลุ่มนี้ถึงได้ออกมากันอย่างหลากหลาย

แค่ในกรุงเทพฯ 1.2 ล้านเสียงที่เลือกคุณชายหมู หากออกมาแค่ 10% ก็เท่ากับ 1.2 แสนคนแล้ว

ในขณะที่ ส.ส. สก. และ สข. ของพรรคเพื่อไทย กลับทำไม่รู้ไม่ชี้ใดๆ ยังไปเที่ยวไปทัวร์ต่างประเทศกันเฉยเลย เพราะประมาทคิดว่าไม่มีอะไร

ดังนั้นยิ่งเมื่อได้สื่อโทรทัศน์ที่รายงานข่าวม็อบตลอดเวลาว่ามากันเท่านั้นเท่านี้ แล้วจะไปไหนต่อ นัดกันตอนกี่โมง รายการเล่าข่าวของ สรยุทธ์ สุทัศนะจินดา ทางช่อง 3 กลายเป็นการแจ้งนัดหมายที่ดีที่สุด

โทรทัศน์ของรัฐ ก็แข่งกันรายงานด้วยเช่นกัน โดยที่ข่าวรัฐบาลแทบจะตกเวทีไปเลย กระแสต้านก็เลยกลายเป็นเทรนด์เป็นกระแสไปในที่สุด... เฮ้ย ข่าวทีวีบอกว่าเค้าออกกันมาเยอะแล้ว เราไปกันเถอะ!!! เราไปดีมั้ย???

จุดเหล่านี้แหละที่พรรคเพื่อไทยพลาดอย่างมหันต์

และทำให้ม็อบสวนลุมฯ ม็อบอุรุพงษ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ฉกฉวยประโยชน์จากสถานการณ์รุมต้านครั้งนี้ไปได้อย่างเต็มๆ

จนสุดท้ายต้องเข้าเกียร์ถอยหลังฝุ่นตลบ เพราะไม่ได้เบรกแค่ร่างกฎหมายฉบับเหมาเข่งสุดซอยฉบับเดียว แต่ต้องถอนร่างหมดทั้ง 6 ฉบับ

เสียหายหนักทั้งๆที่หลังจากนายประยุทธ์นำทีมกรรมาธิการฯแก้ไข ก็ระงมไปด้วยเสียงเตือนแล้ว ไม่เว้นแม้แต่ โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของอดีตนายกฯทักษิณ ก็ยังออกมาเตือน ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย

แต่ดวงจะซวย เสียงเตือนต่างๆไม่ได้เข้าหูของกรรมาธิการ และ ส.ส.พรรคเพื่อไทย ผู้ใหญ่ภายในพรรค คณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค ล้วนมืดบอดในสถานการณ์ไปหมด เพราะยังดันทุรังมีมติให้ ส.ส.พรรคเดินหน้าต่อ ดันวาระ 2 วาระ 3 รวดเดียวเสร็จตอนตี 3 ตี 4 จึงยิ่งกลายเป็นประเด็นต้านหนักยิ่งขึ้น

สุดท้ายจึงเจอเกมหนักอย่างที่เป็นอยู่ขณะนี้

ก็อย่างที่ โอ๊ค เขียนเฟซบุ๊กนั่นแหละว่า... ใช่ครับพี่... ดีครับผม... เหมาะสมครับนาย... มักจะลงท้ายด้วยคำว่า “ฉิบหายแล้วครับท่าน” ทุกทีไปครับ...

โอ๊คยังอ่านได้ขาด แล้วถามว่าบรรดา ส.ส. บรรดากรรมการบริหารพรรค กรรมการยุทธศาสตร์ และผู้ใหญ่ในพรรค ทำไมจึงอ่านไม่ขาด ถึงได้พลาดพลั้งในทางการเมืองขนาดนี้

ยังดีที่วันนี้เริ่มจะตั้งหลักได้แล้ว ยอมถอยสุดซอย ถึงขึ้นลงนามสัตยาบรรณกับพรรคร่วมรัฐบาล ว่าจะไม่
เอาร่างนิรโทษกรรมฉบับเจ้าปัญหามาพิจารณาอีก หากว่าวุฒิสภามีมติคว่ำร่างฯ

แต่กลายเป็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังหลงใหลได้ปลื้มที่จู่ๆเพื่อไทยเขี่ยลูกมาเข้าเท้าฟรีๆแบบนี้ ก็เลยคิดว่าเป็นโอกาสทองที่จะทำลายคู่แข่งทางการเมืองให้สิ้นซากในคราวนี้ไปเลย เพราะเห็นมีผู้คนออกมาต้านนิรโทษกรรมเยอะ

ตรงนี้แหละที่จะกลายเป็น “ผลัดกันพลาด”คนละที จากความดื้อรั้นดันทุรังทางการเมือง

เพื่อไทยพลาดก่อนเพราะดื้อรั้นดันทุรังจะเหมาเข่งสุดซอย

ตอนนี้ประชาธิปัตย์กำลังจะพลาดบ้าง เพราะจะเอาแรงต้านนิรโทษกรรม มายกระดับเป็นการขับไล่รัฐบาล

ประชาธิปัตย์กำลังตามืดตามัวด้วยอารมณ์คึกเกินพิกัด จนลืมไปแล้วว่า บรรดาเสียงบริสุทธิ์ที่ออกมาต้านนิรโทษกรรมเหมาเข่งไม่ได้นั้น เขาจะเอาด้วยหรือเปล่ากับการขับไล่รัฐบาล???

อย่าลืมว่าคนพวกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง เป็นเพียงแค่ต้องการกติกาที่สอดคล้องกับบรรทัดฐานของหลักนิติรัฐ นิติธรรม และคนกลุ่มนี้รู้ดีว่าการยกระดับไล่รัฐบาล สุดท้ายแล้วประชาธิปัตย์ก็คือพรรคที่จะคว้าผลประโยชน์ทางการเมืองไปเต็มๆ

ไม่เช่นนั้นทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ คงไม่พยายามที่จะปลุกกระแสให้อยู่ยาวไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้หยุดเมื่อรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยรวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลยอมถอย

โดยเฉพาะนายสุเทพ วันนี้ขึ้นเวทีด้วยลีลาที่ยิ่งกว่า โน้ต อุดม แต้พานิช หรือ เบิร์ด ธงไชย เวลาเอนเตอร์เทนคนดูเสียอีก

ใครจะคิดว่า คนสูงวัยนายสุเทพ ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองสุราษฎร์ จะใช้มุกดราม่าก้มกราบ จะใช้ลีลาวิ่งไปวิ่งมาบนเวที เพื่อแลกเสียงเฮ หวังเรียกความนิยมสุดๆให้ได้... ลงทุนเพื่อให้ม็อบอยู่ต่ออย่างสุดชีวิต

ลืมคำพูดก่อนวันที่หน้าเวทีอภิปรายจะหนาแน่นไปด้วยผู้คนไปจนหมดสิ้น ที่เคยบอกว่าจะสู้เพื่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม แต่วันนี้เลยเถิดไปถึงขั้นหลุดปากจะตั้งศาลประชาชน มาพิพากษารัฐบาล มาพิพากษาคนในตระกูลชินวัตร

ถามว่าถ้าปลุกระดมกันแบบนั้น แล้วหลักนิติรัฐ นิติธรรม หลักกฎหมาย หลักยุติธรรม ที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งแต่หัวแถวยันหางแถวชอบอ้างปาวๆอยู่เป็นประจำนั้น... จะอยู่ตรงไหน???

ถ้าเล่นการเมืองกันแบบนี้ แล้วเกิดวันหนึ่งมีม็อบประชาชนรวมกลุ่มตั้งศาลประชาชนเล่นงานฆาตกร 99 ศพบ้างล่ะ... และถ้าวันนั้นบอกว่าจะพิพากษาโทษคนใน “ตระกูลเทือกสุบรรณ”บ้างล่ะ จะรู้สึกอย่างไร

แต่สำคัญที่สุด ขื่อ แปของบ้านเมืองจะอยู่ตรงไหน หากเล่นการเมืองแบบไม่สนใจกฎหมายบ้านเมืองกันแบบนี้... ขอเตือนกันตรงๆแบบนี้แหละ เพราะไม่อยากที่จะเห็นคนไทยไม่ว่ากลุ่มใดก็ตามลุกขึ้นมาเข่นฆ่าทำลายล้างกันเอง

วันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงก็ประกาศชัดแล้วว่า ไม่เอานิรโทษกรรมเหมาเข่ง แต่ก็ไม่เอาการเล่นเกมเล่นการเมืองนอกระบบ หรือการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการปลุกระดมเช่นนี้

ฉะนั้นขอเตือนว่า สุเทพ หยุดเถอะ รู้จักพอเสียบ้าง อย่าคิดแต่จะฉวยโอกาสอย่างเดียว

ถ้าพรรคเพื่อไทยเลวจริง ทุจริตคอรัปชั่น สวาปามกันปากมันจริงๆ เอาไปใช้เล่นงานตอนหาเสียงเลือกตั้ง เพื่อให้ได้ชัยชนะอย่างสวยงามตามระบบไม่ดีกว่าหรือ

ได้เป็นรัฐบาลก็สง่างาม กว่าการที่ยืมมือประชาชนโค่นล้มรัฐบาลเพื่อให้ตนเองได้เป็นรัฐบาล

แต่หากจะคิดว่า เคยสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนตายมา 99 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคนมาแล้ว ยังไม่มีอะไร ฉะนั้นหากจะปลุกม็อบให้อยู่ยาวโดยไม่สนใจสิ่งที่จะเกิดขึ้น สิ่งที่จะกระทบกับประเทศไทย จะอะไรหนักหนานั้น ก็ตามใจ

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม... พระท่านเตือนสติอยู่เสมอแล้วนะ อย่าลืม

ที่มา.บางกอกทูเดย์
-------------------------------------

นักวิชาการ : ไขปม พรบ.ถอยสุดซอย ทำไมไม่จบ !!?

โดย : วรานนท์ ปัจจัยโค

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทยก็ "ถอยสุดซอย" แล้วในเรื่องร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ แต่เหตุใดกระแสต้านจึงยังคงกระหน่ำ

ทำไปทำมาสถานการณ์จะนำไปสู่การ "เผชิญหน้า" ระหว่างมวลชนฝั่งสนับสนุนและต่อต้านรัฐบาลได้เหมือนกัน ในขณะที่ทางออกสวยๆ ของรัฐบาลดูจะตีบตันมากขึ้นทุกที

นายธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์วิกฤตการณ์ทางการเมือง ณ ปัจจุบันนี้ กับทางออกที่ยังพอมีของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย

"การประเมินของพรรคเพื่อไทยในการดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ เข้าสู่การพิจารณาช่วงเดือน ต.ค. ทางพรรคประเมินว่าเป็นยุทธวิธีที่ถูกต้องและสามารถดำเนินการได้ แต่สิ่งหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยประเมินต่ำเกินไปคือแรงกดดันทางสังคมภายนอกที่อยู่นอกรัฐสภา ซึ่งตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พรรคเพื่อไทยประเมินว่าการชุมนุมของกลุ่มต่างๆ สลายตัวหรือลดระดับความรุนแรงลงแล้ว เป็นสัญญาณที่ทำให้คนยอมรับการดำเนินงานของฝ่ายรัฐบาลไม่ว่าจะในแง่มุมใดก็ตาม"

"แต่สิ่งหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยไม่ได้ประเมิน คือการที่พรรคเพื่อไทย รวมถึงคุณทักษิณ ชินวัตร และคุณยิ่งลักษณ์ มีภูมิต้านทานต่ำมากทางด้านความซื่อสัตย์ ตรงนี้คือสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและคุณทักษิณไม่เข้าใจ เมื่อสูญเสียความซื่อสัตย์ คือการที่เคยยืนยันมาตลอดว่าจะผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้กับประชาชนเท่านั้น แต่กลับไปแก้ไขมาตราสำคัญเป็นเรื่องเหมารวม จึงกลายเป็นแรงสะท้อนกลับที่แรงมาก เพราะสังคมไม่อาจยอมรับได้" ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ วิเคราะห์ในเบื้องต้น

เขาอธิบายต่อว่า กฎหมายที่จะออกมาใช้ในสังคม ไม่ใช่แค่ผ่านสภาแล้วจบ แต่ข้อสำคัญคือกว่าจะร่างออกมาเป็นกฎหมายได้ ต้องสร้างการยอมรับจากคนที่หลากหลายมาเจรจาร่วมกัน ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา ได้เจรจากันแล้วว่าจะนิรโทษกรรมให้เฉพาะประชาชนที่เข้าร่วมการชุมนุม แต่การสั่งให้แก้ไขเนื้อหาของร่างกฎหมายในชั้นกรรมาธิการวิสามัญฯ (ขั้นแปรญัตติ) แสดงให้เห็นว่านี่เป็นการวางแผนที่อยู่ในใจแล้วว่าจะปลดล็อกตัวเองด้วยวิธีการนี้ แต่ลืมไปว่านี่เป็นการทำลายความซื่อสัตย์ของตนเองที่มีอยู่น้อยนิดให้หมดไป และเป็นจุดเริ่มของจุดจบของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับนายกฯยิ่งลักษณ์ในตอนนี้

"ตอนอยากทำก็ทำ ตอนอยากถอยก็ถอย เหมือนเด็กเล่นขายของ นี่คืองานทางสังคมการเมือง คุณทำทุกอย่างเพื่อให้คุณเป็นรัฐบาลเท่านั้นเอง แต่คุณได้ทำลายความชอบธรรมของสภา ได้ทำลายความเชื่อมั่นต่อความซื่อสัตย์ของรัฐบาลไปจนหมด ถือเป็นการทำลายตัวเอง"

ส่วนที่แกนนำพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลออกมาระบุว่าในเมื่อถอยแล้วควรจะจบ แต่กลับไม่จบนั้น ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ บอกว่า พลังทางสังคมไม่ได้รวดเร็วขนาดนั้น เพราะเมื่อรัฐบาลเดินเกมมาอย่างยาวนานร่วม 2 ปีเพื่อทำให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าจะไม่โกหก แล้วจากนั้นก็เดินเกมอีกครึ่งเดือนเพื่อปรับเปลี่ยน เพียงไม่กี่วันหลังจากที่ประกาศชัยชนะเมื่อวันที่ 1 พ.ย.ที่ผ่านมา (ผ่านวาระ 2-3) แล้วประกาศถอยหมดใน 7 วัน จะทำให้พลังทางสังคมยุติลงง่ายๆ คงเป็นไปไม่ได้

นอกจากนั้น กลุ่มต่างๆ ในสังคมมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อโจมตีรัฐบาลยังคงดำเนินต่อไปอีกยาว เพราะความไม่เชื่อถือต่อความซื่อสัตย์ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ได้ทำลายความเชื่อมั่นไปหมด ต่อให้บอกว่าจะไม่เอาร่างกฎหมายฉบับนี้มาพิจารณาอีก แต่การที่รัฐธรรมนูญระบุว่าหลังจาก 180 วันสภายังสามารถเปิดหยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ได้ ทำให้ไม่มีใครเชื่อถือรัฐบาล ทำให้กลุ่มที่เคลื่อนไหวมีความชอบธรรมที่จะเคลื่อนไหวคัดค้านรัฐบาลต่อไปได้

"อยู่ดีๆ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำตัวเองล้ม มันต้องมีค่าใช้จ่าย และค่าใช้จ่ายที่สังคมต้องจ่ายคือภาวะที่เราเคยคิดว่าเราจะทำให้ระบบทางการเมืองกลับมาสู่รัฐสภาและมีความสงบได้อย่างไร ค่าใช้จ่ายทางสังคมตอนนี้คือคุณกำลังเปิดทางให้การเคลื่อนไหวบนท้องถนนเป็นไปอย่างชอบธรรมอีกครั้งหนึ่ง ตรงจุดนี้สังคมต้องรับค่าใช้จ่ายร่วมกัน"

สถานการณ์ ณ ปัจจุบัน นายธำรงศักดิ์ สรุปว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นายกฯยิ่งลักษณ์ รัฐบาลพรรคเพื่อไทย และสภาผู้แทนราษฎร ได้สูญเสียความชอบธรรมด้านความซื่อสัตย์ที่มีต่อประชาชนคนไทยไปหมดแล้ว ส่วนการชุมนุมในขณะนี้ที่มีความหลากหลายของกลุ่มที่ออกมาต่อต้านรัฐบาลสูงมาก ถือเป็นการประกาศให้เห็นถึงแรงกดดันทางสังคม แต่จะไปไกลขนาดไหนขึ้นอยู่กับจังหวะก้าวของทุกฝ่าย จังหวะก้าวสามารถพลิกเปลี่ยนได้

เช่น หากมีใครเชื่อว่าถ้าทหารออกมายึดอำนาจแล้วจะทำให้ปัญหาทั้งหมดยุติลง การยึดอำนาจของทหารจะทำให้อำนาจทั้งหมดเวียนกลับไปอยู่ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทย เพราะจะมีการลุกฮือจากคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เกิดเป็นสงครามกลางเมือง ซึ่งมันไม่มีทางจบ

สำหรับทางออกที่ยังพอมี คือ 1.นายกฯยิ่งลักษณ์ลาออก ซึ่งเป็นไปได้ยาก 2.ยุบสภาเพื่อจัดการเลือกตั้งใหม่ แต่คำถามคือพรรคประชาธิปัตย์จะยอมลงสนามเลือกตั้งหรือไม่ เพราะไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างสภากับรัฐบาล

"ในระบบกลไกของประชาธิปไตย คุณจะเล่นเกมฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่ตอนนี้ในสภาคุณเล่นอยู่ฝ่ายเดียว ทำตามอำเภอใจตัวเอง ฝ่ายอื่นไม่ได้มาเล่นกับคุณด้วย ฉะนั้นจะเรียกว่ามันคือความชอบธรรมไม่ได้" ผศ.ดร.ธำรงศักดิ์ กล่าวในที่สุด

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
--------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ก้าวข้าม 3 มายาคติ ปราสาทพระวิหาร

 ลุ้น(แค่) 3 แนวพิพากษาศาลโลก

ในที่สุดก็มาถึง "วันพิพากษา" ในคดีปราสาทพระวิหารที่ลุ้นกันมานานข้ามปี โดยศาลโลกเลือกเอาวันที่ 11 เดือน 11 เป็นวันตัดสินข้อพิพาทเรื่องปราสาทหินที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และเกี่ยวเนื่องกับดินแดนของสองประเทศคือไทยกับกัมพูชา ที่ยืดเยื้อมานานกว่าครึ่งศตวรรษ

การคาดการณ์คำพิพากษาและการให้ข้อมูลด้านต่างๆ มีมาอย่างต่อเนื่องทั้งจากรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสื่อสารมวลชน ตลอดจนผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญผ่านทางโซเชียลมีเดียต่างๆ แต่ก่อนจะตั้งใจฟังคำพิพากษา น่าจะย้อนดูกันก่อนว่าเรามี "มายาคติ" อะไรที่ต้องก้าวข้ามบ้างหรือไม่ เพื่อให้การรับฟังและยอมรับผลคำพิพากษาเป็นไปอย่าง "มีสติ" และมองสถานการณ์ด้วยความ "เข้าใจ" มากที่สุด

ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ประธานหลักสูตรรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า มายาคติที่ถูกเผยแพร่ในสังคมไทยในกรณีพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหารมีอยู่ 3 มายาคติ ได้แก่

1.มายาคติที่บอกว่าคำปราศรัยของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ เมื่อปี 2505 ไม่ได้ยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก ถือเป็นมายาคติที่ร้ายแรงมาก เพราะจะเน้นย้ำแต่เพียงว่าวันหนึ่งข้างหน้าจะเอาปราสาทพระวิหารกลับมาเป็นของไทย แต่สาระสำคัญในคำปราศรัยของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ในขณะนั้น คือ

- ยอมรับว่าคำพิพากษาของศาลโลกเป็นอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่สามารถอุทธรณ์ได้ และ

- หากไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลโลก คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) จะสามารถดำเนินการใดๆ ได้

นั่นคือสาระสำคัญของคำปราศรัย แต่สาระสำคัญดังกล่าวนั้นถูกตัดทิ้งออกไปจากความรับรู้ของสังคมไทย และเผยแพร่แต่เพียงว่า จอมพลสฤษดิ์ไม่ยอมรับคำพิพากษาของศาลโลก นี่คือมายาคติที่หนึ่ง

2.มายาคติที่มีการเผยแพร่ข้อมูลกันอยู่ในขณะนี้ว่า คำพิพากษาของศาลโลกไม่มีสภาพบังคับ ต่อให้ตัดสินอย่างไรไม่จำเป็นต้องทำตามก็ได้ ซึ่งเป็นมายาคติที่สำคัญ แท้จริงแล้วศาลโลกจะมีกลไกบังคับอย่างสูงสุดคือยูเอ็น ซึ่งมีแกนหลักสำคัญคือ "ยูเอ็นเอสซี" เป็นกลไกในการบังคับให้ปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลหากมีกาดื้อแพ่งหรือมีการทำสงครามระหว่างกัน

ในขั้นต้นอาจมีการประณามประเทศไทยบนเวทียูเอ็น ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ หรืออาจจะยกระดับขึ้นมาเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ไม่ซื้อขายสินค้ากับประเทศไทย หรือในระดับสูงสุดอาจมีการส่งกำลังมาพิทักษ์คู่ขัดแย้งโดยสหประชาชาติ

3.มายาคติที่มีการเผยแพร่ข้อมูลในขณะนี้ว่าศาลโลกเชื่อถือได้หรือไม่ มีการระบุว่าศาลโลกเป็นศาลการเมือง ซึ่งจริงๆ แล้วศาลทุกศาลเป็นศาลการเมืองเพื่อพิทักษ์ระบบทางการเมืองหนึ่งๆ ในขณะนั้น แต่ศาลโลกมีอายุยาวนานมาจนถึงปัจจุบันกว่า 100 ปีแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อเกิดองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แล้ว ได้มีการปรับปรุงศาลโลกขึ้นมาใหม่ เพื่อให้เกิดการยอมรับมากยิ่งขึ้น และพบว่าสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 เป็นสงครามแย่งชิงดินแดนดังนั้นกลไกของยูเอ็นจึงสร้างศาลโลกขึ้นมาเพื่อบอกว่า เราจะออกจากปัญหาข้อขัดแย้งโดยเฉพาะดินแดนกันได้อย่างไรโดยที่ไม่ต้องรบรากัน

จากการก่อตั้งศาลโลกจนถึงวันนี้ มีคดีผ่านการพิจารณาของศาลโลกแล้วกว่า 300 คดี แสดงว่าบางประเทศมีมากกว่า 1 คดี เท่ากับว่าโลกทั้งใบเลือกที่จะหาทางยุติข้อพิพาทกันที่ศาลโลก แต่โดยปกติหากยังมีทางไป คู่กรณีมักจะไม่พยายามไปที่ศาลโลก เพราะถ้าไปที่ศาลโลกหมายความว่าคู่กรณีต้องยอมรับคำพิพากษา ซึ่งอาจจะมีใครได้ใครเสียตลอดเวลา โลกใบนี้ยังใช้ศาลเป็นหนทางเพื่อที่ไม่ทำให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันระหว่างประเทศ

"ทั้งหมดนี้คือ 3 มายาคติที่ถูกเผยแพร่ในสังคมไทยในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาซึ่งสังคมไทยควรก้าวข้ามไปให้ได้" ธำรงศักดิ์ ระบุ

เขาอธิบายอีกว่า แนวทางคำพิพากษาในมุมมองของเขามี 3 แนวทาง คือ

1.ศาลไม่ใช้อำนาจตัดสิน ให้เจรจากันเอง ถ้าเป็นแนวทางนี้มีความหมายว่าสภาพการณ์ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชายังคงอยู่แบบเดิมภายใต้บริบททางการเมืองภายในของทั้งสองประเทศที่ต่างก็มีฝ่ายค้านและฝ่ายที่ใช้ประเด็นนี้ในการล้มรัฐบาล สภาพการณ์จะทรงตัวอยู่อย่างนี้

2.ศาลพิพากษาให้เส้นเขตแดนเป็นไปตามที่จอมพลสฤษดิ์ไปตีเส้นล้อมกรอบไว้ให้แล้ว ก็ถือว่าเป็นคุณต่อประเทศไทย แต่แม้ว่าจะเป็นคุณก็ยังต้องไปตั้งคณะกรรมการเพื่อเจรจากันในเชิงของพื้นที่ที่เป็นจริงอีกครั้ง ข้อนี้จะทำให้การเมืองภายในของไทยหมดปัญหา แต่จะส่งผลให้การเมืองภายในของกัมพูชามีปัญหา

3.ศาลพิพากษาให้เป็นไปตามแผนที่ภาคผนวก 1 ของฝ่ายกัมพูชา บวกกับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ถ้าออกมาแนวทางนี้จะทำให้การเมืองภายในของประเทศไทยมีปัญหาทันที ท่ามกลางปัญหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับหมกเม็ด ซึ่งปัญหาการเมืองภายในจะรุนแรงมาก ส่วนฝ่ายกัมพูชาจะทำให้รัฐบาลของ สมเด็จฮุน เซน กลายเป็นวีรบุรุษของประเทศ

แนวทางคำตัดสินของศาลโลกมีแนวโน้มที่ศาลจะพิจารณาถึงการกระทำที่เป็นการกระทำของฝ่ายไทยเท่านั้น แต่ฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับเส้นที่ตีนั้นมาตลอด สำหรับอาณาบริเวณ หรือ vicinity อยู่ที่ไหน ในกรณีนี้ศาลจะต้องมองไปยังแผนที่ของฝ่ายกัมพูชาที่แนบท้าย คือศาลจะกลับไปคิดในปี 2505 ศาลโลกในขณะนั้นใช้ฐานคิดอย่างไรที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารอยู่ใต้อธิปไตยของกัมพูชา

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////