--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สมัชชา เครือข่ายปฏิรูปการศึกษา !!?

โดย.อินทิรา วิทยสมบูรณ์

ภายใต้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง หลายภาคส่วนในสังคมต่างได้เสนอแนวทางอันเป็นทางออกจากปัญหา ที่พบว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” เป็นทิศทางที่ทุกภาคส่วนต่างเห็นพ้องว่าเป็นกระบวนการสำคัญที่จะนำพาประเทศก้าวพ้นจากวิกฤตการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเป็นเวลายาวนาน

โดยการปฏิรูปประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นนั้น จะต้องเป็นการปฏิรูปที่ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในการระดมความคิดเห็น ออกแบบเครื่องมือและกระบวนการอย่างจริงจังในทุกด้าน สังคมไทยต้องการการปฏิรูปในหลายเรื่อง เช่น การปฏิรูปการปกครอง ที่มีข้อเสนอการกระจายอำนาจการปกครองและงบประมาณให้ท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง การปฏิรูปที่ดินและการจัดการที่ดินให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม การปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและพลังงานของประเทศ รวมทั้งการปฏิรูปการศึกษา เป็นต้น



ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “การศึกษา” เป็นฐานปัญหาสำคัญหนึ่งของสังคมไทย เป็นรากเน่าที่ส่งผลก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ขึ้นในสังคม การศึกษาไทยเป็นระบบเผด็จการทางการศึกษา เป็นการศึกษาที่ผูกขาดจากส่วนกลาง ด้วยการบังคับให้เรียนตามมาตรฐานเดียว/ หลักสูตรเดียวจากกรุงเทพฯ ที่ส่งผลทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ทั้งปัญหาการจัดสรรงบประมาณการศึกษา ทั้งๆ ที่ประเทศไทยใช้งบประมาณด้านการศึกษามากที่สุดของงบประมาณแผ่นดิน แต่กลับมีงบพัฒนาเด็กเพียง 10% เท่านั้น และงบประมาณดังกล่าวก็ไม่อาจเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม เพราะการจัดสรรงบประมาณรายหัวเด็กนั้นไม่สมดุลกับสภาพความเป็นจริง ซึ่งต้นทุนของเด็กแต่ละคนต่างกันตามสภาพพื้นที่ แต่ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดใด (โรงเรียนด้อยโอกาส เล็ก กลาง ใหญ่) กลับได้รับงบประมาณอุดหนุนรายหัวเด็กเท่ากัน ดังนั้นโรงเรียนที่ด้อยโอกาสอยู่แล้วจึงไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะพัฒนาโรงเรียน ไหนจะขาดครู ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน จนนำไปสู่การเกิดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพและศักยภาพทางการศึกษาตามมา

ขณะเดียวกัน ระบบการศึกษายังเป็นการศึกษาที่ผูกอยู่กับระบบโรงเรียน ผูกติดอยู่กับมาตรฐานกลาง หลักสูตรแกนกลางเป็นหลักจนไม่สามารถสร้างการเรียนรู้เพื่อให้เด็กค้นเจอศักยภาพ ค้นเจอตนเอง อีกทั้งยังละเลย/เพิกเฉยไม่ให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ท้องถิ่นที่มีความแตกต่างหลากหลาย ไม่เห็นคุณค่าของภูมิปัญญาท้องถิ่นและรากเหง้า อัตลักษณ์ของชุมชน ขาดการเปิดรับการมีส่วนร่วมของสังคมทำให้ชีวิตวัยเรียนเป็นชีวิตในห้องเรียนเป็นหลัก พรากเด็กออกจากวิถีของถิ่นฐานและรากเหง้าจนไม่สามารถเชื่อมโยงตนเองสู่ชีวิตจริงที่มีครอบครัว ชุมชนและสังคมแวดล้อมได้

การศึกษาเช่นนี้ ได้บีบให้เด็กเข้าสู่พื้นที่การแข่งขันที่ไม่มีทางเลือก จึงไม่แปลกที่เด็กและเยาวชนที่อยู่ในระบบการศึกษา หลายคนมีชีวิตอยู่กับการเรียนอย่างหนัก ทั้งเรียนในโรงเรียน เรียนพิเศษกวดวิชา หลายคนขาดทักษะในการใช้ชีวิต ขาดความมีชีวิตชีวาในการเรียนรู้ เบื่อโรงเรียน เบื่อห้องเรียน และหลายคนต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา แขวนชีวิตไว้กับความเสี่ยง

การศึกษาไทยที่เป็นอยู่ เด็กจึงไม่ได้รับการผลักดันในเรื่องที่ตัวเองถนัด มุ่งเน้นวิชาการเป็นเลิศแต่อ่อนแอในการพัฒนาจิตใจ คุณธรรม จริยธรรมของเด็ก, นโยบายการจัดการศึกษาของโรงเรียนก็ไม่ต่อเนื่องเปลี่ยนตามผู้บริหารที่ย้ายไปย้ายมา, ผู้บริหารมีอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ, ระบบการประเมินโรงเรียนและครู เกณฑ์การวัดผลยังไม่สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ที่ต่างกัน อีกทั้งยังทำให้ครูมุ่งแต่การจัดเตรียมเอกสารเพื่อการประเมินภายนอกจนละเลยการเรียนการสอน , หลักสูตรยังไม่เหมาะสมกับช่วงวัย และระบบการศึกษาไม่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรม เป็นต้น

ทั้งๆ ที่หัวใจของการศึกษาที่แท้นั้น คือ การเรียนรู้เพื่อค้นพบตนเอง เรียนในเรื่องที่อยากจะเรียน เรียนแล้วมีความสุข เรียนแล้วเอามาปรับใช้กับชีวิตและสังคมได้ โดยเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับความหลากหลายทั้งอัตลักษณ์ ความเป็นชาติพันธุ์ และวิถีวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น มีการสืบสานภูมิปัญญา/องค์ความรู้ เชื่อมร้อยความสัมพันธ์ของเด็กและชุมชน ลดต้นทุนการนำเข้าทรัพยากรการเรียนรู้จากภายนอกด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมให้ทุกภาคส่วนในท้องถิ่นเข้ามาร่วมกันจัดการศึกษา

ภายใต้สถานการณ์ปัญหาต่างๆ เช่นนี้ กลุ่ม ข่าย สถาบัน องค์กรภาคเอกชน และเครือข่ายประชาสังคมที่ทำงานการศึกษา ต่างตระหนักได้ว่า ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประสบปัญหาจากการศึกษา ตัวจริงเสียงจริงทั้งเด็กเยาวชน พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ สถานศึกษา ชุมชน ท้องถิ่น และผู้ประกอบภาคเอกชน จะได้ส่งเสียงสะท้อนถึงปัญหาและเสนอแนวทางแก้ไขเพื่อเป็นทางออกของการศึกษาไทยร่วมกัน

ด้วยความสำคัญของปัญหาเช่นนี้ “สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษาไทย” หรือ Education Reform Assembly TH จึงเกิดขึ้นบนเป้าหมายใหญ่เพื่อปฏิรูปการศึกษา ภายใต้การถักทอเชื่อมร้อย ประสานความร่วมมือกันของเครือข่ายใหญ่ 9 เครือข่าย ประกอบด้วย

1. กลุ่มโรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองท้องถิ่น

2. กลุ่มโรงเรียน/วิทยาลัย ที่จัดโดยภาคธุรกิจเอกชน

3. กลุ่มสมาคม/ชมรมผู้ปกครอง

4. กลุ่มโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพฐ.

5. กลุ่มเครือข่ายการศึกษาทางเลือก

6. กลุ่มเด็กและเยาวชน

7. กลุ่มนักบริหารและนักวิชาการด้านการศึกษา

8. กลุ่มเครือข่ายโรงเรียนเอกชน

9. กลุ่มสื่อที่สนใจด้านการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน

โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ปฏิรูปการศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองที่มีความสุขทั้งมิติของกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ มีวิถีชีวิตที่เชื่อมโยงและสัมพันธ์กันในตัวมนุษย์และสัมพันธ์กับสิ่งแวด ล้อมทั้งทางกายภาพและสังคม และมีความสามารถเชิงการแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างมีศักดิ์ศรี

บนปรัชญาและเจตจำนงค์ที่เชื่อมั่นว่า “การศึกษาที่แท้จริงนั้น ต้องเป็นการศึกษาที่พัฒนาคนให้เป็นผู้มีความสุข”

ถึงเวลาแล้ว ที่ “เรา” ทุกภาคส่วน จะต้องร่วมกันลงมือสร้างอนาคตทางการศึกษา ให้เป็นการศึกษาที่มีความเป็นมนุษย์ การศึกษาที่มีความหลากหลาย และเป็นการศึกษาที่สร้างความงอกงามแก่บุคคล ชุมชนและสังคม

มาร่วมกันเปลี่ยนการศึกษา มาร่วมกันเป็นสมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา







เราต่างคือเกลียวเชือกที่ถักทอร่วมกัน บนเป้าหมายใหญ่เพื่อปฏิรูปการศึกษาเกลียวเชือกทั้ง 9 เครือข่าย 9 สีสะท้อนถึงความหลากหลาย ที่มาเรียงกัน มาขมวดมาสุ่มรวมกันบนจุดร่วมเดียวกันที่ปลายดินสอที่เป็นสัญลักษณ์สื่อถึงการศึกษา

ภายใต้ชื่อว่า Education Reform Assembly หรือชื่อเล่นว่า ERA หรือ “ยุคสมัย” เพื่อแสดงนัยยะของการสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกันในช่วงชีวิตของพวกเรา ที่มีการศึกษาเป็นเป้าประสงค์สำคัญ

…มาร่วมกันขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษา มาร่วมกัน

สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา https://www.facebook.com/EducationReformAssemblyTH

ที่มา.Siam Intelligence Unit
////////////////////////////////////////////////////

ทำไมประชาธิปัตย์ จึงไม่ชนะ...!!?



โดย. บุญเกียรติ ชีวะตระกูลกิจ

ในมุมมองของฝ่ายต่อต้านประชาธิปัตย์ คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นอาจเป็นดังนี้
เพราะประชาธิปัตย์ เล่นการเมือง แบบนักการเมืองโบราณ มองอะไรเป็นเกมการเมืองไปหมด

เพราะประชาธิปัตย์ก้าวไม่ข้ามทักษิณ เอะอะอะไรก็โยนขี้ให้ทักษิณและตระกูลชินวัตร

เพราะประชาธิปัตย์เปลี่ยนไป เคยต่อต้านเผด็จการทหารในอดีตอยู่พักหนึ่ง แต่ปัจจุบันกลับลำมาอิงแอบแนบชิดกับกองทัพ

เพราะประชาธิปัตย์เป็นพรรคอำมาตย์ มีจุดยืนอยู่ตรงข้ามกับประชาชนและระบอบประชาธิปไตย

ฯลฯ

ลองฟังมุมมองของผู้ที่ยังศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ดูบ้าง ตำตอบก็คงประมาณนี้กระมัง

ถ้าเป็น ปชป.สาย Hard Core เหตุผลอาจเป็นว่า

เพราะประชาธิปัตย์อุดมไปด้วย คนดี จึงพ่ายแพ้ คนเลว ในกระบวนการเลือกตั้ง

เพราะประชาธิปัตย์แพ้อำนาจเงิน ทักษิณมีเงินมากจนสามารถซื้อเสียงได้ทั่วทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน

ที่ Soft ลงมาหน่อยก็คงตอบว่า ...

เพราะประชาธิปัตย์ มีคนเก่ง (เช่น ดร.ศุภชัยฯ คุณอลงกรณ์ฯ หรือแม้แต่ปู่พิชัย ฯ) ก็จริง แต่ไม่เคยถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควร

ทำไมประชาธิปัตย์จึงไม่ชนะสักที ... ทั้งที่ก็มีปัจเจกบุคคล คณะบุคคลและองค์กร (อิสระ) ต่างๆ อันล้วนทรงพลานุภาพในสังคมไทยคอยโอบอุ้มเอาใจช่วยอยู่อย่างมากมายก่ายกองยิ่ง จนผู้สนับสนุนเหล่านั้นพากันรู้สึกขัดเคืองและเอือมระอายิ่งนักแล้ว

ลงเลือกตั้งทีไร เป็นแพ้หลุดลุ่ยทุกที ดังรูปที่ตีกรอบไว้นี้

แพ้ซ้ำซาก จนครั้งล่าสุดต้องยอมทิ้ง หลักการประชาธิปไตย ออกมาเลือกจุดยืน ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เสนอวิธีการ ปฏิวัติโดยมวลมหาประชาชน เพื่อให้ได้อำนาจรัฐมาอยู่ในมือ สถาปนาความเป็น รัฏฐาธิปัตย์ มีสิทธิขาดชี้ชะตาผู้คนทั้งแผ่นดิน ทำทีมโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีต ส.ส. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

แนวคิดนี้ถูกตั้งคำถามจากกระแสประชาธิปไตยทั้งในและนอกประเทศว่า มวลมหาประชาชน นั้น ยึดโยงอย่างไรกับประชาชนทั้งประเทศกว่า 60 ล้านคน ซ้ำร้ายเมื่อรัฐบาลยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งโดย กกต. ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ขบวนการมวลมหาประชาชน ของนายสุเทพฯ ก็ยังได้เข้าขัดขวางไม่ให้การเลือกตั้งดำเนินไปได้อย่างชนิดเอาเป็นเอาตาย

มวลมหาประชาชน นี้คือใครกัน ลองวิเคราะห์แบบแฟร์ๆ ดูไหม ว่าประกอบด้วยคนลักษณะใดบ้างในสังคมไทย

1.กลุ่มคนเกลียดทักษิณ ถูกปลุกผีว่าทักษิณจะมาโกงกินประเทศ

2.ผู้รักและเทิดทูนสถาบัน ถูกป้อนข้อมูลว่าทักษิณจะมาล้มล้างสถาบัน (คนไทยที่รักและเทิดทูนสถาบันมีทั้งประเทศ ส่วนที่ไม่เชื่อข้อมูลการปลุกปั่นในเรื่องนี้ จึงไม่รวมอยู่ในข้อนี้)

3.ข้าราชการหัวโบราณ ผู้มีความสุขอยู่ใน Comfort Zone และเกลียดทักษิณที่มาปฏิรูประบบราชการ ทำให้ต้องทำงานหนักมากขึ้น

4.คนใต้ ส่วนหนึ่ง ซึ่งผูกพันกับพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ส.ประชาธิปัตย์

5.ฐานเสียงประชาธิปัตย์ที่จัดตั้งโดยหัวคะแนน (ซึ่งข้อนี้มีกันทุกพรรค)

6.อื่นๆ ตามแต่ท่านผู้อ่านจะเติมลงไป

คำถามคือ คนกลุ่มนี้สามารถเป็น Sample ที่มีคุณภาพ (Quality) และปริมาณ (Size) เพียงพอที่จะเป็นตัวแทน ประชากร-Population ของคนไทยทั้งประเทศในเชิงสถิติได้หรือไม่ และเหตุใดพรรคประชาธิปปัตย์จึงเลือกที่จะอิงแอบกับ Sampling Frame อันมีขนาดจำกัดคับแคบเช่นนี้แทนการแนบชิดกับประชาชนที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ

เพราะอิงแอบกับกลุ่มใหญ่ ทีไรเป็นพบกับความพ่ายแพ้ทุกทีไปกระนั้นหรือ

อันที่จริง ผมเองก็เคยเป็นแฟนพรรคประชาธิปัตย์มานาน น่าจะยุคนายสุเทพเพิ่งเข้าการเมืองใหม่ๆ ตอนนั้นนายอภิสิทธิ์ คงจะยังเรียนมัธยมอยู่เลยกระมังครับ นักการเมืองน้ำดียุคนั้น ก็มี เช่น นายวีระ มุสิกพงศ์ ซึ่งเคยยิ่งใหญ่ในระดับเลขาธิการพรรคเลยทีเดียว จำได้ว่าตอนนายวีระ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยครั้งแรก นายชวนเรียกเขาว่า ท่านรัฐมนตรีวีระ ทุกคำ คนประชาธิปัตย์อภิปรายในสภาเก่ง ที่เป็นดาวเลยก็คือ นายสมัคร สุนทรเวช เงาเสียง ท่านสมัครคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง คนคุณภาพเหล่านี้

ล้วนอยู่พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้กันหมด ยุคท้ายๆ ก็ยังมี อีดี้จวบ ประจวบ ไชยสาส์น สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และนพดล ปัทมะ ฯลฯ

ประชาธิปัตย์เปลี่ยนไปมากยุคนายอภิสิทธิ์ เข้าดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค บทบาททางการเมืองทั้งในและนอกสภาออกทะเลแบบกู่ไม่กลับ ไม่ว่าจะเป็นนายบุญยอดนายชวนนท์ หรือนางรังสิมา การอภิปรายในสภาขาดเสน่ห์ ไม่มีเมตตาต่อกัน ไม่ชวนติดตามเหมือนนักการเมืองยุคก่อนอย่าง ธรรมนูญ เทียนเงิน ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ และอีกหลายท่านที่ได้เอ่ยนามไปแล้วนั้น ความเละเทะของคนรุ่นใหม่ แม้ผู้หลักผู้ใหญ่อย่างนายพิชัย รัตตกุล จะได้ออกมาเตือนแต่ก็กลับถูกด่าแบบสาดเสียเทเสียจนแทบไม่เป็นผู้เป็นคน แปลกที่คนรุ่นเก่าอย่างนายชวนกลับให้ท้ายนายอภิสิทธิ์ จนทำให้พรรคเป๋ออกไปจาก หลักการประชาธิปไตย อย่างน่าอดสูยิ่ง

ประชาธิปัตย์กับแนวร่วมอันประกอบด้วย กปปส. และองค์กรอิสระ อาจชนะศึกการร่วมกัน ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในครั้งนี้ แต่นั่นก็เป็นเรื่อง ระยะสั้น เพราะการต่อสู้อันแท้จริง ไม่ได้อยู่ที่ ตระกูลชินวัตร กับ มวลมหาประชาชน หากอยู่ที่ ระบอบประชาธิปไตย กับ ระบอบเผด็จการซ่อนรูป ต่างหาก

โชคไม่ดีสำหรับประชาธิปัตย์ ที่ทักษิณเลือกยืนข้างระบอบประชาธิปไตย และเอาชนะประชาธิปัตย์ทุกครั้งบนกระบวนการเลือกตั้งอันเป็นที่ยอมรับของสากล

หากยึดกุมรัฏฐาธิปัตย์เอาไว้ได้ในครั้งนี้วันหลังก็ต้องกลับมาเลือกตั้งใหม่อยู่ดี แล้วถ้าเกิดพ่ายแพ้อีกเล่า ประชาธิปัตย์มิต้องวิ่งโร่กลับไปหา ตัวช่วยให้มาทำปฏิวัติ ปฏิรูป หรือ ปฏิ ... อะไรอีกหรือ

พรรคเก่าแก่พรรคนี้ จะไม่มีวันชนะอย่างยั่งยืนได้เลย ถ้าไม่กลับตัวกลับใจ กลับไปนั่งปฏิรูปตนเองในเชิงประชาธิปไตยอย่างขนานใหญ่ ดังที่นาย อลงกรณ์ ก็ได้พยายามขายความคิดไปหลายรอบแล้วนั้น


ที่มา นสพ.มติชน
//////////////////////////////////////////

เมื่อศาลฎีกา ศาลปกครอง ถูกลากดึง ลงปลัก..!!?

การลากดึงเอา ศาลรัฐธรรมนูญ

การลากดึงเอา ป.ป.ช. และการลากดึงเอา กกต. เข้ามาอยู่ในกลเกมแห่งการแย่งชิงอำนาจ

ก็ หวาดเสียว อยู่แล้ว

แว่วๆ ว่า กำลังมีความพยายามจะลากดึงเอา ประธานศาลฎีกา และ ประธานศาลปกครองสูงสุด เข้ามาด้วย

ก็ยิ่งสุด เสียว

ลำพังเดินเกมให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" นำร่องสร้างความชอบธรรมให้กับการเคลื่อนไหวของ กปปส.นับแต่เดือนพฤศจิกายน 2556 เป็นต้นมา

ก็ขัดหูขัดตา นิติรัฐ นิติธรรม อย่างล่อแหลม

มิใช่เพราะคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรอกหรือ คำวินิจฉัยของศาลแพ่งจึงต้องเดินตาม

ยิ่งการเลือกตั้งวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ยิ่งหนักหนาสาหัส

มิใช่เพราะคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรอกหรือ ทำให้ความหวังที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งเท่ากับ "ประตูที่ถูกปิด"

จึงหวาดเสียวยิ่งเมื่อจะดึง "ศาลฎีกา" ดึง "ศาลปกครอง" เข้ามา

หากประเมินจากความพยายามในการต่อสายของ กปปส.ตลอดวันที่ 9 พฤษภาคม เป้าหมายอันเป็นแก่นแกนน่าจะเป็นวุฒิสภา

โดยมี ส.ว.สรรหาเป็น "ตัวหลัก"

แต่สิ่งที่ประธานศาลฎีกาก็มองออก ประธานศาลปกครองสูงสุดก็มองออก คือเงื่อนงำการดำรงอยู่ของประธานวุฒิสภา

ต้องยอมรับว่า ยังไม่มี "ประธานวุฒิสภา" ในทางเป็นจริง

ที่ว่าประธานวุฒิสภายังมิได้ดำรงอยู่ในทางเป็นจริง มิได้เริ่มต้นจากความถูกต้อง เหมาะสมในการดำเนินการเลือกประธานวุฒิสภา รองประธานวุฒิสภา ในห้วงแห่งการเปิดประชุมสมัยวิสามัญประการเดียว

หากแต่อยู่ที่ตำแหน่งนี้ยังมิได้มีการทูลเกล้าฯ เพื่อให้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งลงมา

เพราะเรื่องยังไม่ไปจากสำนักเลขาธิการวุฒิสภา

เพียงแต่ข้อโต้แย้งว่าใครเป็นผู้มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ใครจะเป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งก็เหน็ดเหนื่อยอย่างยิ่งแล้ว มิไยต้องกล่าวถึงความชอบธรรมและความเหมาะสมของว่าที่ประธานวุฒิสภาในการขับเคลื่อนใดๆ ในทางการเมือง

กระทั่งจะประชุมกับ "ศาลฎีกา" กระทั่งจะประชุมกับ "ศาลปกครองสูงสุด"

บทบาทของว่าที่ ประธานวุฒิสภาในขณะนี้จึงแทบไม่แตกต่างไปจากบทบาทของ "คณะรัฐบุคคล" แต่อย่างใด

คือ ยังไม่มี "อำนาจ" ใดๆ อยู่ในมือ

คือ ยังไม่มี "ความชอบธรรม" ใดๆ ในทางการเมือง นอกจากคำหะรูหะราแบบเดียวกันกับที่บางคนในพรรคประชาธิปัตย์เคยพยายาม

ยิ่งหากประเมินจากที่ ส.ว.บางคนใน "กลุ่ม 40" ยืนยัน

จำเป็นต้องใช้แนวทางอื่น คือ ให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ที่มาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ดำเนินการ

ย้อนกลับไปตั้งหลักที่ มาตรา 7

ก็มาตรา 7 นี้มิใช่หรือที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสรับสั่งกับตุลาการในเดือนเมษายน 2549 ว่า

มั่ว ไม่เป็นประชาธิปไตย

แล้ว ส.ว.ยังดึงดันจะใช้บริการของมาตรา 7 มาเป็นเครื่องมืออีกละหรือ

เท่ากับการสมคบคิดระหว่าง ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

แห่งชาติ กกต. ป.ป.ช.และศาลรัฐธรรมนูญ ยังไม่เละเทะพอเพียงหรือ

จึงต้องดึง "ศาลฎีกา" และ "ศาลปกครองสูงสุด" มาลงปลักด้วย

กลเกมทางการเมืองเดือนพฤศจิกายน 2556 จึงสัมพันธ์กับกลเกมการเมืองเดือนกันยายน 2549

ลากดึงเอากลไก "องค์กรอิสระ" ลากดึงเอากลไก "อำนาจรัฐ" เกือบทุกอย่าง โดยมีเป้าหมายเพื่อเผาบ้านไล่ "หนู" เพียงตัวเดียวจนปั่นป่วนโกลาหลไปทั้งประเทศ

7 ปีอันแสนสาหัสแล้ว ยังไม่สรุป บทเรียน กันอีกหรือ

 ที่มา:มติชน
//////////////////////////////////////////////

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

อ๊าฟเตอร์ ช็อค !!?

ปรากฏการณ์โลกร้อน ได้ทำลายสมดุลของโลก และได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความเสียหายสำหรับมนุษยชาติมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนำแข็งขั้วโลกละลาย แผ่นดินไหว พายุใหญ่

ปรากฎการณ์การเมืองร้อนของไทย ก็ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงภายใต้ความเสียหายสำหรับคนไทย สังคมไทย และประเทศชาติมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นกัน

ซ้ำร้ายแผ่นดินไหวจากปรากฏการณ์ธรรมชาติ สามารถก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันใด การไหวกระเพื่อมของการขัดแย้งและการทำลายล้างทางการเมืองของไทย ก็ก่อให้เกิด After Shock ขึ้นได้ฉันนั้น

นับร่วม 10 ปีแล้ว ที่การเมืองแบ่งแยกแตกขั้วเป็น 2 ข้างของไทย ได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ทำลายล้างที่ลากยาวมาจนถึงวันนี้ วันที่สังคมไทยยังก้าวข้ามไม่พ้นความขัดแย้ง โดยมีคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นประเด็นของความขัดแย้งที่ใครบางคนบางกลุ่มยังก้าวข้าม

ความซ้ำซากของเกมทำลายล้าง เปรียบได้เช่นเดียวกับ After Shock ที่สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ที่จนวันนี้ After Shock ทางการเมืองยังคงเกิดขึ้นระลอกแล้วระลอกเล่า
กรณีการเกิดขึ้นของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับการก่อเกิดมวลมหาประชาชน ในการต่อต้าน พรบ.นิรโทษกรรมเหมาเข่ง ฉบับสุดซอย ถือเป็นปรากฏการณ์ After Shock ทางการเมือง ระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้อย่างสบายๆ กับภาพความเนืองแน่นเป็นแสนของคนที่เกลียดชังและไม่เอาระบอบทักษิณ
แต่เพราะเนื้อแท้ของม็อบประชาชนในวันนั้น กับเนื้อแท้ความต้องการของนายสุเทพ กับพรรคประชาธิปัตย์ในวันนั้น เป็นความแตกต่างที่คลาสสิกเกินกว่าเกมผลประโยชน์ทางการเมืองจะตามทัน ทำให้ล่วงเลยเนิ่นนานมาถึง 6 เดือนจวบจนวันนี้ พลังสั่นสะเทือนของม็อบสุเทพ จึงมีแต่โรยรา ลดความร้อนแรง ลดดีกรีความสั่นสะเทือนลงไปเรื่อยๆ

ด้วยเหตุผลเดียวที่ขั้วอำมาตยาธิปไตยไม่สำเหนียกที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง ก็คือ ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นมาจากการไม่มีกฎหมายใดๆมารองรับ และการไม่เป็นประชาธิปไตยในสายตาประชาชน

เพราะขั้วอำมาตยาธิปไตยยังคงจมปลักและไม่ยอมรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมและประชาชนยุคปัจจุบัน จึงยังคงเชื่อว่าการกดหัวประชาชนด้วยอำนาจนอกระบบจะยังคงทำได้ ในการต่อสู้ทางการเมืองครั้งนี้จึงได้เห็นความพยายามระลอกแล้วระลอกเล่ามาโดยตลอด

จากสนธิ ลิ้มทองกุล กับม็อบพันธมิตร มาเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และสันติอโศก มาเป็นม็อบสนามม้าของเสธ.อ้าย พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ จนมาถึง สุเทพ เทือกสุบรรณ และม็อบ กปปส. ยิ่งพยายามสร้างแรงกระเพื่อม สร้าง After Shock ทางการเมือง แต่กลับกลายเป็นยิ่งพลาด เพราะทำให้กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับการแช่แข็งประเทศไทย กลุ่มคนที่สู้เพื่อประชาธิปไตยที่แท้จริงมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่เพราะการไม่ยอมรับความเป็นจริง จึงได้มีการนำเอา พล.อ.สายหยุด เกิดผล มาสร้างปรากฏการณ์ “คณะรัฐบุคคล”ขึ้นมา ก้าวแรกเป็น After Shock ได้ไม่เลวกับการมีภาพพร้อมพรึ่บของทหารแก่ทหารเก่าที่รวมพลังกันจนเกิดแรงกระเพื่อมทางการเมือง แต่เมื่อข้อเสนอวนเวียนซ้ำซากบนความต้องการของขั้วอำมาตยาธิปไตย พล.อ.สายหยุดจึงเป็นฝ่ายสะเทือนเสียเอง

แต่ที่เป็น After Shock จริงๆ ก็คือการโยนหินถามทางว่า จะให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นผู้ทูลเกล้าฯขอนายกฯม.7 และเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แถม พล.อ.สายหยุด ยังอ้างโอกาสการได้เข้าพบกับ พล.อ.เปรม ที่บ้านสี่เสา ว่าพยักหน้าเห็นพ้องด้วยแล้ว ถึงขนาดเร่งให้ดำเนินการร่างหนังสือทูลเกล้าฯมาโดยด่วน

เป็น After Shock ที่สั่นสะเทือนระดับ 6-7 ริกเตอร์ได้แค่วันเดียว ก็ดับมอด เพราะเจอการปฏิเสธเปรี้ยงจากบ้านสี่เสา แบบไม่ถนอมน้ำใจ จนถึงขนาดที่ พล.อ.สายหยุด หลุดปากว่าทำเหมือนไม่ให้เกียรติกัน
น่าเห็นใจ พล.อ.สายหยุด เพราะภาพที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนเห็นชัดเจนว่าควรจะต้องฟังใคร ฟังฝ่ายไหนมากกว่ากัน ทั้งๆที่เชื่อว่าด้วยวัยขนาดนี้ของ พล.อ.สายหยุด คงไม่พูดอะไรเป็นตุเป็นตะโดยไม่มีมูลเป็นแน่

เพียงแต่ก็เชื่อเช่นกันว่า ด้วยวัยวุฒิและสถานะของพล.อ.เปรมในปัจจุบัน ก็คงไม่เสี่ยงกับเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องจริงด้วยเช่นกัน

ดังนั้นระหว่าง พล.อ.เปรม กับ พล.อ.สายหยุด จะต้องมีคนใดคนหนึ่งที่เข้าใจผิดพลาดในการสื่อสาร จนกลายเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมืองที่ไม่พึงปรารถนา... ปัญหาอยู่ที่ว่าใครสื่อสารพลาดและใครเข้าใจผิด

หมด After Shock ประเด็น พล.อ.สายหยุด กับ พล.อ.เปรม พร้อมกับการเห็นอาการของม็อบนายสุเทพ ได้ก่อให้เกิดการขยับตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกมาเสนอตัวเป็นคนกลาง เพื่อหาทางออกให้กับประเทศท่ามกลางความขัดแย้งครั้งนี้

จะว่าเป็น After Shock ที่ตามติดมาทันทีทันควันก็ว่าได้ แต่แรงกระเพื่อมกลับไม่รุนแรงเท่า โดยเฉพาะยิ่งดูเบาบางเหลือเกินเมื่อเทียบกับเสียงรุมสวด รุมตำหนิ จากทุกภาคส่วนไม่เว้นแม้แต่จากนายสุเทพ กับคำว่า “อย่าสะเออะ”

ข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ กลายเป็นข้อเสนอหลงทาง หลงยุค ที่ยึดโยงอยู่กับความต้องการแช่แข็งประเทศไทยของขั้วอำมาตยาธิปไตย จึงไม่ได้แตกต่างอะไรกับข้อเสนอของม็อบนายสุเทพเลยแม้แต่น้อย

นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีรักษาการลาออก จัดตั้งนายกฯคนกลางและรัฐบาลชั่วคราว นายสุเทพจัดตั้งสภาประชาชน เดินหน้าปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ให้รัฐบาลชั่วคราวทำประชามติ!!!

หวังสร้างแรงกระเพื่อมให้สนั่นระดับ 7 ริกเตอร์ กลับกลายเป็นแป้ก เพราะมีแต่ก้อนอิฐล้วนๆปราศจากดอกไม้จากทุกขั้วการเมืองและวิชาการ

นายภิสิทธิ์ ถูกเหน็บว่าเป็น “ลิเกอ๊อกซ์ฟอร์ด” ที่หลงทาง หาทางกลับบ้านประชาธิปไตยไม่เจอ
กลายเป็นด้อยค่ากว่า ลิเก ไชยา มิตรชัย เจ้าของเพลงดัง “กระทงหลงทาง”เสียอีก เพราะนายอภิสิทธิยิ่งนับวันยิ่งหลงทาง ออกอ่าวออกทะเลไปไกลจนกู่ไม่กลับ

กลายเป็นว่ามาถึงวันนี้ขั้วอำมาตยาธิปไตยเหลือความหวังในการสร้าง After Shock ทางการเมือง ไปฝากไว้กับองค์กรอิสระอย่าง ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. เท่านั้น!!!

ในวันที่ ตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นสภาพการเป็นนายกรัฐมนตรี จากกรณีคดีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี และในวันที่ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 แก่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กรณีละเลยการปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว

ขั้วตรงข้ามพรรคเพื่อไทยเชื่อว่า จะเป็น After Shock ระดับเกิน 7 ริกเตอร์ ที่จะทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นในสังคม จากแรงกระเพื่อมของกลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาล และกลุ่มคนเสื้อแดงที่ต้องการประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ

โอกาสที่จะเกิดการสั่นสะเทือน จนทำให้กองทัพต้องออกมาเอ็กเซอไซร์ ย่อมเป็นไปได้ทันที
นี่จึงเป็นความหวังเป็นไม้เด็ดของขั้วตรงข้ามที่เพียรสร้าง After Shock ทางการเมืองมาตลอด
แต่ธรรมชาติไม่เลือกข้างใคร เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา จึงได้เกิดแผ่นดินไหวของจริงขึ้นที่เชียงราย ด้วความแรงถึง 6.3 ริกเตอร์ และตามมาด้วย After Shock ร่วมร้อยครั้ง สร้างความเสียหายหนักให้กับเมืองไทย

และเกิดกระแสวิพากษ์ทางการเมืองตามมาอุตลุด ว่าเกิดวิปริตผิดอาเพศอะไรขึ้นหรือไม่???
เพราะในเวลาที่เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงนั้น ที่กรุงเทพฯกลุ่มม็อบของนายสุเทพ ได้ไปอยู่บริเวณท้องสนามหลวง หน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ที่ประดิษฐ์สถานพระแก้วมรกต พระคู่บ้านคู่เมืองของไทย
หรือจะเกิดการรับรู้ใดๆขึ้นมา จึงก่อให้เกิดแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขึ้นในประเทศไทยเช่นนี้
แถมเวลาห่างกันไม่ถึงนาทีด้วย

ขณะที่อีกด้านหนึ่งก็มีการตั้งประเด็นด้วยเช่นกันว่า ทำไมจึงเกิดแผ่นดินไหวในจังหวัดเชียงรายอันเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นทางการเมืองที่สำคัญของพรรคเพื่อไทย จะเป็นลางบอกเหตุอะไรที่เกี่ยวกับ นางสาวยิ่งลักษณ์ ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการหรือไม่???

แน่นอนในยุคแบ่งแยกแตกขั้ว แต่ละฝ่ายก็ละเลงกันสนุกสนานว่าเป็นเพราะอะไร และให้ดู After Shock ที่จะตามมาว่าจะเกิดเป็นภัยกับขั้วไหน

แต่อย่างไรก็ตามหากแผ่นดินไหวในครั้งนี้เป็นไปตามความเชื่อว่าเพราะฟ้ารู้ดินรู้ว่าแผ่นดินกำลังอาเพศ จึงต้องไหวเตือนอย่างรุนแรง ก็ให้น่าฉงนว่า

ทำไมจึงได้มาเกิดเอาในวันที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองของไทยเช่นนี้
หรือชะตาจะอาเพศกันแล้วจริงๆ

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////

สิ้นดาบ ศาล รธน. - ปปช. กปปส.ก็ถึง ทางตัน !!?

ศาลรัฐธรรมนูญ ได้สร้างประวัติศาสตร์สำคัญเอาไว้กับการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อมีคำวินิจฉัย ให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้อง กับการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนสี จากตำแหน่งเลขาธิการสภาความั่นคงแห่งชาติ มาเป็นที่ ปรึกษานายกรัฐมนตรี ต้องพ้นจากตำแหน่ง

แม้หลายฝ่ายในสังคมจะมองว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ถือเป็นเรื่องปกติของการบริหารประเทศ เนื่องจากฝ่ายบริหารจะต้องใช้บุคลากรที่ตรงกับความต้องการและเป้าหมายของงาน ที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายให้มีประสิทธิ์ภาพ

นอกจากนี้ยังมีการตั้งข้อสังเกตกันอย่างกว้างขวางว่า ในรัฐบาลชุดก่อนหน้า คือ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการโยกย้าย พล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา จากตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ มาอยู่ในตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน กลับไม่เคยมีองค์กรใด มาดำเนินการกับการกระทำของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในครั้งนั้นแม้แต่น้อย

ทำให้ทันทีที่จบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ คำถามถึง มาตรฐาน ขององค์กรอิสระ และกระบวนการยุติธรรม ของประเทศไทย ก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่เพียงเท่านั้น ในวันต่อมา 8 พฤษภาคม 2557 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติป.ป.ช. ก็วินิจฉัยชี้มูลความผิดนายกรัฐมนตรี ในกรณีโครงการรับจำนำข้าว และส่งเรื่องให้ วุฒิสภา ดำเนินการถอดถอนออกจากตำแหน่ง

ซึ่งก็ทำให้เกิดคำถามสำคัญขึ้นอีกครั้งว่า การที่ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและพิจารณาชี้มูลความผิดโครงการรับจำนำข้าว โดยใช้เวลาไม่กี่วัน ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับ คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2552-2553 แต่ ป.ป.ช. กลับอ้างว่า เอกสารหลักฐานน้ำท่วมหาย และยังไม่ดำเนินการใดๆ นั้นแท้ที่จริงแล้ว ป.ป.ช. ยังคงมีความ เป็นกลาง-เป็นธรรม-ยุติธรรม หรือไม่

แต่แม้ ศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. จะดำเนินการกับ นายกรัฐมนตรี ในช่วง 2 วันติดกันนั้น แต่ก็ยังไม่สามารถ โค่นล้มรัฐบาล” ลงได้ เพราะ คณะรัฐมนตรี ครม. บางส่วน ยังคงรักษาการในตำแหน่ง ต่อไป

ซึ่งเท่ากับว่า สุญญากาศ ทางการเมือง ที่จะทำให้ ม็อบ กปปส. และ กลุ่ม ส.ว.ลากตั้ง รวมหัวกัน ผลักดัน นายกฯ ม.7 นั้นยังไม่สามารถเป็นไปได้โดยง่าย

ซ้ำร้ายดูเหมือน เมื่อหมด ดาบของ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ในครั้งนี้ไป กลับยิ่งทำให้หนทางไปสู่ เป้าหมายล้มประชาธิปไตย ของ ม็อบ กปปส. นั้น ปิดตาย ลงในทุกหนทาง

กลับกัน หนทาง ที่เริ่มเห็น แสงสว่าง เด่นชัดขึ้นมาอีกครั้ง นั่นก็คือ การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เพราะทั้งคนไทย และ ต่างประเทศ ทั่วโลก เริ่มออกมาเรียกร้องให้ ไทย เร่ง จัดการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย โดยด่วน

กลายเป็นกระแสการ  กดดัน ให้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ถึง ทางตัน ในการเคลื่อนไหวโค่นล้มประชาธิปไตย

ทฤษฎีมะม่วงหล่น ที่เคยวาดหวังเอาไว้มากมาย วันนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ และ ป.ป.ช. ก็ยังไม่สามารถทำให้ สุก-งอม และ หล่น ลงมาได้

ล่าสุด แม้ สุเทพ เทือกสุบรรณ ประกาศเลื่อนวันกำหนดนัดชุมนุมใหญ่นัดสุดท้าย จาก 14 พฤษภาคม 2557 มาเป็นวันที่ 9 พฤษภาคม 2557  แล้วถือฤกษ์เวลา 09.09 น. เป็นฤกษ์ดีในการทำลายประชาธิปไตย พร้อมกับประกาศว่าจะล้มรัฐบาลให้ได้ในครั้งนี้ ทั้งๆที่ ทางเลือกแทบจะไม่มีเหลืออยู่

กลายเป็นการกระทำที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า หนทางสุดท้าย ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ และ กปปส. ก็คือการจุดไฟความรุนแรง-ความขัดแย้ง ให้ลุกลามจนถึงที่สุด จนกระทั่งถึงจุดที่ จะต้อง ล้มกระดานการเมือง ด้วยหนทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

เหมือนกับที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้หลุดปากพูดออกมา ว่า ท้ายที่สุด อาจจะเกิด การรัฐประหาร หากไม่รับข้อเสนอ ทางออกประเทศไทย

ส่งผลให้เกิดความกังวลกันในวงกว้าง ว่า การชุมนุมใหญ่ 9 พฤษภาคม 2557 ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ อาจจะใช้เงื่อนไขสุดท้าย คือ การสร้างความรุนแรง เข้ามาใช้ในปฏิบัติการณ์เขย่า มะม่วง ตามทฤษฎีที่เคยกล่าวมาตลอดหรือไม่

แม้ขั้นแรกของ ฤกษ์ 9 พฤษภา อาจจะเป็นเพียงแค่การ ดาวกระจาย บุก-ยึด-ปิด-คุกคามสื่อ แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่มีใคร บอกได้ว่า การกระทำดังกล่าว จะทำให้ กปปส. ถึง ฝั่งฝัน ได้อย่างไร

สุดท้ายอาจจะต้อง แรง และ แรง มากกว่าที่เคยทำมาก่อนหน้านี้ เพื่อที่จะ เข็ญ รถถัง ออกมา รัฐประหาร ล้ม ประชาธิปไตย

ที่มา.พระนครสานส์
/////////////////////////////////////////////

วันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นายกรักษาการฯ.นัดถกแบ่งงาน วันนี้ !!

นิวัฒน์ธำรง รักษาการนายกฯ เตรียมเรียกประชุมแบ่งงานวันนี้ มอบกฤษฎีกาสอบศาลรธน.กรณี "ยุทธศักดิ์" เว้นช่วงรมต.ก่อนกลับดำรงตำแหน่ง

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คน ได้มีมติเป็นเอกฉันท์วินิจฉัยให้ ความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 268 ประกอบมาตรา 266 จากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการบรรจุแต่งตั้งโยกย้าย ส่งผลให้รัฐมนตรีที่ร่วมลงมติสิ้นสุดเป็นการเฉพาะตัวไปด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พบว่ามีรัฐมนตรีที่ร่วมลงมติโยกย้ายนายถวิล เมื่อวันที่ 6 ก.ย. 2554 นอกจากนางสาวยิ่งลักษณ์ แล้ว ยังมีรัฐมนตรีอีก 9 คน ประกอบด้วย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ปัจจุบันเป็น รมว.เเรงงาน นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ เเละรมว.พาณิชย์ ขณะนั้น ปัจจุบันเปลี่ยนมาควบรมว.คลัง นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ปัจจุบันควบรองนายกฯ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ปัจจุบันเป็นรองนายกฯ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ปัจจุบันเป็น รมช.กลาโหม น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.ไอซีที นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.การพัฒนาสังคมฯ ปัจจุบันเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ นายศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ ปัจจุบันเป็น รมช.เกษตรเเละสหกรณ์ และนายปลอดประสพ สุรัสวดี รมว.วิทยาศาสตร์ฯ ปัจจุบันเป็น รองนายกฯ

ชี้"ยิ่งลักษณ์"พ้นรมว.กลาโหมด้วย

แหล่งข่าวจากศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีต้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว จะมีผลให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากตำแหน่ง รมว.กลาโหม หรือไม่นั้น เห็นว่าความผิดในเรื่องการโยกย้ายนายถวิล เป็นความผิดของบุคคลซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้เป็นเหตุให้ต้องพ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ดังนั้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะไปดำรงตำแหน่งใดในคณะรัฐมนตรีก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนั้นไปด้วย

แหล่งข่าวกล่าวว่า ความผิดดังกล่าวรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้ผู้ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้พ้นจากความเป็นรัฐมนตรี ต้องเว้นวรรคทางการเมือง ดังนั้นเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ก็สามารถได้รับแต่งตั้งให้เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีใหม่ได้ทันที เพียงแต่การจะแต่งตั้งรัฐมนตรี เป็นอำนาจเฉพาะของนายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนี้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ได้สิ้นสุดลงไปแล้ว แม้จะมีรักษาการนายกรัฐมนตรี ก็ไม่อาจที่จะแต่งตั้งรัฐมนตรีได้ เพราะถือว่าการแต่งตั้งรัฐมนตรีเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกฯ เท่านั้น

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ในเรื่องของการทูลเกล้าฯ หรือรับสนองพระบรมราชโองการกรณีแต่งตั้งประธานวุฒิสภา หรือ ร่างพ.ร.ฎ.เลือกตั้ง รักษาการนายกฯ สามารถดำเนินการได้

ทนาย"ยิ่งลักษณ์"น้อมรับคำตัดสิน

นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ซึ่งมาร่วมฟังคำวินิจฉัยแทน กล่าวว่า น้อมรับคำตัดสินของศาลที่มีมติเป็นเอกฉันท์ และพร้อมปฏิบัติตาม แต่รัฐมนตรีที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในการโยกย้ายก็ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยส่วนตัวไม่มีข้อโต้แย้งต่อคำวินิจฉัย แต่จะรอให้ถึงกำหนดในการคัดเอกสาร เพื่อมาศึกษาแนวทางคำวินิจฉัยต่อไป

"ไพบูลย์"จี้รัฐมนตรีที่เหลือลาออก

ขณะที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ในฐานะผู้ร้อง กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ดีเกินกว่าที่คาดหมายไว้ เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติที่เป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ในการให้นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีลงเป็นการเฉพาะตัว และไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ รวมทั้งให้รัฐมนตรีชุดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการโยกย้ายต้องสิ้นสถานภาพด้วย ซึ่งคำวินิจฉัยก็มีความเที่ยงตรงโดยศาลได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนทุกประเด็น

"ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีที่เหลืออยู่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันให้ลาออกจากความเป็นรัฐมนตรี หากไม่ลาออกก็เห็นว่าไม่มีความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งต่อไป เนื่องจากไม่ครบองค์ประกอบของรัฐบาล"

ครม.ตั้ง"นิวัฒน์ธำรง"รักษาการนายกฯ

ด้านความเคลื่อนไหวของฝ่ายรัฐบาล หลังจากมีคำวินิจฉัยออกมา นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ เมื่อวานนี้ (7 พ.ค.) มีมติให้ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาการนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ไม่ชัดเจน กรณีการสิ้นสภาพของรัฐมนตรีบางคนที่ดำรงตำแหน่งใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 และได้เว้นช่วงไปเป็นปี แล้วกลับมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอีกครั้ง อาทิ พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ที่ใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ดำรงตำแหน่ง รมว.กลาโหม และเว้นช่วงไป และปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รมช.กลาโหม จึงจะขอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ โดยมอบหมายให้คณะกรรมการกฤษฎีกายกร่างหนังสือสอบถามศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว

นายพงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า นายนิวัฒน์ธำรง จะดำเนินการให้เกิดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งจะร่วมกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการกำหนดรายละเอียดวันเลือกตั้ง ซึ่งจะหารือกับประธาน กกต. ในวันที่ 9 พ.ค. ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้รับชมการถ่ายทอดสดการอ่านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับครม.อยู่ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด โดยมีสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ มารอทำข่าว ขณะที่บรรยากาศด้านหน้าสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหมมีมวลชนกลุ่มสตรีกว่า 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจนางสาวยิ่งลักษณ์ โดยพากันตะโกน "ยิ่งลักษณ์สู้ๆ "

นายกฯน้ำตาคลออำลาเก้าอี้นายกฯ

ต่อมา เมื่อเวลา 16.00 น. นางสาวยิ่งลักษณ์ เปิดแถลงข่าวผ่านสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ด้วยน้ำตาคลอเบ้าและมีน้ำเสียงสั่นเครือ ตอนหนึ่งระบุว่า ตลอดระยะเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลดำเนินการด้วยความตั้งใจ ทุ่มเททำงานเพื่อประชาชน ตามที่ประชาชนได้ไว้วางใจเลือกรัฐบาลนี้เข้ามา โดยยึดหลักบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีพฤติกรรมทุจริตตามที่กล่าวหา หรือเอื้อประโยชน์ หรือกระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ

นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในส่วนของการขับเคลื่อนนโยบาย รัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับการจัดการทุจริต และขอถือโอกาสนี้ขอบคุณพี่น้องข้าราชการที่สนับสนุนการทำงานของรัฐบาลตลอด 2 ปี ที่ผ่านมา ขอบคุณประชาชนที่ไว้วางใจให้ตนและครม.ได้รับใช้พี่น้องประชาชน

"ดิฉันได้ทำงานมาทั้งหมด 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ทุกนาที ทุกวันของ 2 ปี 9 เดือน 2 วัน ดิฉันภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนและเป็นนายกรัฐมนตรีด้วยหนทางของประชาธิปไตย ภูมิใจที่ได้ทำงานในหน้าที่นี้ ด้วยความตั้งใจทุ่มเท และไม่ว่าจะอยู่ในสถานภาพใด จะขอยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม ยึดมั่นในความเสมอภาคเท่าเทียมในสังคม และจะยืนหยัดไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งไหน ก็จะขอยืนเคียงข้างประชาชน" นางสาวยิ่งลักษณ์ กล่าว

หลังจากนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่าจะวางอนาคตทางการเมือง หรือจะกลับมาเล่นการเมืองอีกหรือไม่ นางสาวยิ่งลักษณ์ยิ้ม ก่อนกล่าวว่า "วันนี้ยังเร็วไปที่จะตอบคำถามนี้ เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยืนยันว่าจะรับใช้ประชาชนไม่ว่าสถานะไหนก็ตาม"

จากนั้น นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้เดินลงมาพบมวลชนที่มาสนับสนุน ก่อนขึ้นรถส่วนตัวเดินทางกลับ โดยมีบรรดา ครม. ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และเจ้าหน้าที่เดินตามไปส่ง ซึ่ง นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้ยกมือไหว้พร้อมกล่าวขอบคุณทุกๆ คนที่ได้ร่วมทำงานและฝ่าฟันอุปสรรคกันมา โดยก่อนจะขึ้นรถ นางสาวยิ่งลักษณ์ ได้กวักมือเรียกหานายนิวัฒน์ธำรง ก่อนจะขอจับมือ เหมือนเป็นการส่งมอบงานต่อ

"นิวัฒน์ธำรง"เรียกถกครม.แบ่งงานวันนี้

นายนิวัฒน์ธำรง กล่าวว่า ในวันที่ 8 พ.ค. นี้ ได้เรียกประชุมครม.ที่เหลือ เกี่ยวกับการทำหน้าที่ของครม.การแบ่งงานต่างๆ รวมทั้งการพิจารณาเรื่องร่าง พ.ร.ฎ.เลือกตั้ง และบทบาทของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ที่รัฐมนตรีบางคนใน ศอ.รส.ถูกศาลวินิจฉัยพ้นสภาพ

ทั้งนี้ ครม.รักษาการ ไม่สามารถพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายได้ แต่หน้าที่หลักคือดำเนินการให้จัดการเลือกตั้ง ทำหน้าที่ดูแลประชาชน และเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่หนักใจที่ต้องเข้ามาทำหน้าที่แทนนายกฯ

ศาลรธน.ปิด1วันหวั่นอันตราย

นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอบข้อซักถามที่ว่ากังวลหรือไม่ภายหลังจากมีคำวินิจฉัยแล้วศาลจะเป็นคู่กรณีทางการเมือง ว่า ในเมื่อปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการ จะมีความเกรงกลัวไม่ได้ เพราะว่าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 17.30 น. ที่ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากคณะตุลาการได้อ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้ว ปรากฏว่าที่ด้านหน้าสำนักงานศาล ได้มีเสียงปืนดังเป็นระยะต่อเนื่องกันกว่า 10 นัด ขณะเดียวกันภายในสำนักงานก็มีการนำประกาศสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญที่ลงนามโดยนายเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ไปติดไว้ที่ประตูทางเข้า โดยมีข้อความแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญทราบว่า สำนักงานศาลฯ ประกาศหยุดทำการในวันพฤหัสบดีที่ 8 พ.ค.

กกต.ยันเดินหน้าเลือกตั้ง

นายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ นางสาวยิ่งลักษณ์ สิ้นสภาพความเป็นรัฐมนตรี ว่า การสิ้นสภาพของรักษาการนายกรัฐมนตรีไม่กระทบต่อการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งใหม่ โดยหลังจากนี้ กกต.ยังคงเดินหน้าจัดการเลือกตั้งต่อไป และไม่ว่ารัฐมนตรีคนใดจะขึ้นมาดำรงตำแหน่งรักษาการแทนนายกรัฐมนตรี ก็ย่อมมีหน้าที่ต้องทูลเกล้าฯ พ.ร.ฎ.กำหนดวันเลือกตั้ง เนื่องจาก กกต.ไม่มีอำนาจทูลเกล้าฯ เองได้ แต่ยังคงต้องรอหารือถึงการยกร่าง พ.ร.ฎ.กับทางรัฐบาลอีกครั้ง

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า หากต้องการให้การเลือกตั้งเป็นตามกำหนดการเดิม คือ ในวันที่ 20 ก.ค. กกต.กับรักษาการแทนนายกรัฐมนตรีจะต้องได้ข้อสรุปภายใน 1 สัปดาห์นับจากนี้ ไม่เช่นนั้นจะต้องล่าช้าออกไปตามลำดับ

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
---------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ป.ป.ช. มติเอกฉันท์ ชี้มูลคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว !!?

นาย ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. แถลงมีมติ 7 ต่อ 0 ระบุมีมูลเพียงพอที่จะดำเนินการส่งให้วุฒิสภาเพื่อดำเนินการถอดถอน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในคดีทุจริตโครงการจำนำข้าว

นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า เห็นว่าพฤติการณ์ของผู้ถูกกล่าวหามีมูลใช้อำนาจหน้าที่ขัดรธน. 178 และขัดต่อกฎหมายอันเป็นเหตุให้ถอดถอนต่อตำแหน่ง โดยพิจารณาแล้วเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาดำรงตำแหน่งนายกฯและอยู่ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลได้กำหนดนโยบายจำนำข้าวแต่ต้นในฐานะประธานกขช. มีส่วนในการกำหนดนโยบายและบริหาร

นอกจากนี้ผู้ถูกกล่าวหายังรับทราบปัญหาการดำเนินโครงการจกากการอภิปรายในสภาและผลการดำเนินงานที่ผ่านมาว่ามีผลขาดทุนสะสมสูง3แสนกว่าล้านบาท และมีหนังสือจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแจ้งผลการตรวจสอบโครงการที่มีจุดอ่อนเสี่ยงทุกขั้นตอนเปิดให้มีช่องทางสวมสิทธิ์การจำนำและส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อแผ่นดินและเกษตรกรอีกทั้งเสี่ยงต่อระบบการคลังของประเทศ

นายวิชา กล่าวด้วยว่า ป.ป.ช.จึงมีมติ 7 ต่อ 0 ว่าพฤติกรรมของผู้ถูกกล่าวหา จงใจใช้หน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 178 ขัดต่อพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน และเห็นควรให้ยื่นถอดถอนผู้ถูกกล่าวหาตามมาตรา 170 โดยให้แยกสำนวนการถอดถอนส่งไปยังวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ส่วนคดีอาญาที่ประชุมให้ไต่สวนข้อเท็จจริงต่อไปจนกว่าจะสิ้นกระแสความ โดยให้นำไปพิจารณาในสำนวนคดีอาญาต่อไป

"ที่มีข่าว คณะกรรมการ ป.ป.ช.รับลูกมากำจัดครม.ทั้งชุดไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด คุณนิวัฒน์ธำรง (บุญทรงไพศาล) ไม่ได้เกี่ยวข้องกรณีที่เราไต่สวนเลย เป็นเพียงพยานบุคคลที่เราเรียกมาส่วนจะเกี่ยวข้องหรือไม่ยังไม่ได้พิจารณาอะไรเกี่ยวกับคุณนิวัฒน์ธำรง ดังนั้นเฉพาะตัวคุณยิ่งลักษณ์เท่านั้น เฉพาะคดีถอดถอนไม่เกี่ยวกับคดีอาญาด้วย"นายวิชากล่าว

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
--------------------------------------------------



ทัศนะนักวิชาการ หลังคำวินิจฉัยเพิกถอนยิ่งลักษณ์ !!?

หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และครม.ยิ่งลักษณ์ 1 ต้องพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากออกคำสั่งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช.โดยมิชอบ

มีนักวิชาการหลายรายแสดงความเห็นต่อกรณีดังกล่าวผ่านทางพื้นที่เฟซบุ๊ก มติชนออนไลน์ขออนุญาตนำความเห็นของ "สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล" "พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์" และ "ยุกติ มุกดาวิจิตร" มานำเสนอในเว็บไซต์ (แต่ต้องขออนุญาตตัดทอนถ้อยคำบางส่วนออกไปโดยใช้เครื่องหมาย "…" มาแทนที่)

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เฟซบุ๊ก สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล


ชนะได้ ก็ปกครองไม่ได้ หรอกครับ
----------
ผมเขียนประโยคแบบนี้ตั้งแต่วันแรกๆ ของวิกฤตรอบนี้ ซึ่งผมเห็นว่า apply กับทั้งสองฝ่าย

ตอนนี้ ฝ่าย กปปส. ก็ยังไม่ชนะ (ถ้านับเอาเรื่องการตั้ง "นายกฯของประชาชน" "สภาของประชาชน" อะไรของเขา เป็นตัววัดชัยชนะ) และตราบใดที่ยังไม่ชนะ ก็ยังมีโอกาสที่จะไม่ชนะ หรือแพ้ได้อยู่เสมอ

แต่สมมุติว่า กปปส. ชนะ ในที่สุด ก็ไม่มีทางปกครองได้ (ต่อให้ใช้วิธีแบบที่ แก้วสรร เสนอ "ไล่ยิงแม่งตายไปหมด" อะไรแบบนั้น - ไม่มีสังคมไหนปกครองด้วยปืนและเลือดได้)

สังคมไทยได้มาถึงจุดที่ แต่ละฝ่ายมีมวลชนสนับสนุนเป็นล้านๆ (รวมทั้งจำนวนไม่น้อยที่พร้อมจะหันเข้าหาความรุนแรง) และไม่มีจุดที่ยอมรับร่วมกันอีกต่อไป

การที่จะเอาชนะกัน ยิ่งด้วยวิธีแบบที่ กปปส. และพันธมิตรทำอยู่ มีแต่ยิ่งขยายภาวะเช่นนี้ให้แหลมคม รุนแรงขึ้น

ไม่เพียงแต่ไม่มีทางจะทำให้ปกครองทั่วทั้งสังคมได้

สำหรับฝ่าย กปปส. ที่อาศัยอำนาจของ … ทหาร ตุลาการ ทั้งหลาย เป็น ฐาน หรือ หลังพิง สำหรับการต่อสู้ของตน

ก็มีแต่จะดึงเอาอำนาจเหล่านี้ ไปสู่ทิศทางหายนะพร้อมกันไปด้วย

ก็ตามใจนะครับ Be my guest เตือนอย่างไรก็คงไม่เชื่อแล้วมั้ง

พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เฟซบุ๊ก พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์


ยังมีความพยายามเชียร์กันตะพึดตะพือว่า ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ยอมรับคำตัดสินของศาลรธน. เป็นแค่ "ถอยชั่วคราว" ฯลฯ

เพื่อนๆ ที่เป็นกองเชียร์รักสงสารทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ ต้องทำใจยอมรับความจริงสักครั้งแล้วครับว่า ยิ่งลักษณ์และตระกูลชินวัตรน้อมรับคำตัดสินของศาลรธน.ไปแล้ว ยิ่งลักษณ์ยอมพ้นตำแหน่งนายกฯไปแล้ว ให้นิวัฒน์ธำรงรักษาการ เขายอมแพ้ให้กับตุลาการไปแล้ว

เขาหวังว่า เมื่อยิ่งลักษณ์ยอมออกไปแต่โดยดี ไม่ขัดขืน โดนทั้งศาลรธน.และป.ป.ช.ฟันจนตายสนิท ครม.ไม่มีคนสำคัญของทักษิณอีกแล้ว ฝ่ายเผด็จการจะหยุดและยอมให้มีเลือกตั้ง

ขั้นต่อไปคือ ครม.ที่เหลือจะพยายามกดดัน กกต. ให้ยอมเสนอพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ ซึ่งเขาเชื่อว่า ถ้าออก พ.ร.ฎ. ได้สำเร็จ รวมทั้งคนของตระกูลชินวัตรไม่อยู่ในครม.และจะไม่ลงเลือกตั้งครั้งหน้าด้วย เผด็จการก็จะยอมให้มีเลือกตั้งแน่นอน ม็อบเทือกจะเลิกไปและปชป.จะกลับมาลงเลือกตั้ง ทุกอย่างจบด้วยดี ส่วนเรื่องคดีความอาญาต่าง ๆ ค่อยไป "วิ่งเต้นเกี้ยเซี้ย" กันอีกที

แต่ผมฟันธงว่า จะไม่มีเลือกตั้งอย่างแน่นอน! และจะไม่มีไปอีกนานมากกกก! จนกว่าเขาจะทำลายตระกูลชินวัตรอย่างถึงที่สุดและกวาดล้าง "พวกล้มเจ้า" ให้หมดสิ้น

นักกฎหมายที่เป็นส.ว.ลากตั้งเขารู้ทัน และได้ชี้ล่วงหน้าไว้ตั้งหลายเดือนแล้วว่า รักษาการแทนนายกฯจะไม่สามารถทูลเกล้าและสนองรับพระบรมราชโองการใดๆ ได้ เพราะ รธน. ระบุชัด ต้องเป็นตัวนายกฯเท่านั้น! เหมือนกับการทูลเกล้าเสนอชื่อนายกฯโดยประธานรัฐสภา ก็ต้องเป็นประธานเท่านั้น รองประธานที่รักษาการแทนประธานจะทำแทนไม่ได้ (เขาจึงต้องดิ้นรนเปิดประชุมวุฒิสภาศุกร์นี้ให้จงได้ เพื่อเลือกประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานรัฐสภาในช่วงที่ไม่มีสภาผู้แทนฯ) กกต.ก็จะเอาข้อนี้แหละมาอ้าง ไม่ยอมเสนอพ.ร.ฎ.

พูดง่ายๆ คือ รักษาการแทนนายกฯไม่มีอำนาจและความหมายอะไรเลย ครม.ในขณะนี้คือ ผีหัวขาด รอถูกฟันลงหลุมในดาบสุดท้ายแล้วกลบทิ้งนั่นเอง

ต่อให้ออกพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่ได้สำเร็จ ผมก็ฟันธงอีกทีว่า ไม่มีเลือกตั้ง!! ดูตัวอย่างปี 2549 เดือนมิ.ย. ออกพ.ร.ฏ.ให้มีเลือกตั้ง 15 ตุลาคม 2549 แล้วลงเอยเป็นสิ่งใด ยังจำได้บ่?

ยุกติ มุกดาวิจิตร
คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เฟซบุ๊ก ชาติพันธุ์นิพนธ์


ไม่แน่จริง

ผมนึกอยู่แล้วว่าไม่เด็ดขาด ไม่แน่จริงหรอก ถ้าแน่จริงทำไมไม่ล้มคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ แล้วประกาศมาเลยว่าให้ใครมีอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ถ้าแน่จริงก็บอกมาเลยว่าต้องมีนายกฯนอกรัฐธรรมนูญ บอกมาเลยว่าให้ใครตั้งนายกฯ ให้นายกฯ อยู่ในอำนาจนานเท่าไหร่อย่างไร

พวกคุณทำได้แค่แหย่ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ เชือดไปเรื่อยๆ พวกคุณยังไม่มีใครกล้าจริงที่จะทำให้เกิดทางตันจริงๆ หรอก เพราะคุณไม่มีอำนาจทำให้เกิดทางตัน พวกคุณมันแค่ "ชนชั้นนำระดับล่าง" ไม่มีอำนาจต่อกรกับอำนาจจากประชาชนในขณะนี้จริงๆ หรอก พวกคุณไม่แน่จริงหรอก เพราะคุณไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จ พวกคุณมันแค่กระผีกของอำนาจทั้งหมด พวกคุณไม่มีอำนาจพอที่จะสร้างสภาวะยกเว้นได้หรอก

แรงกดดันที่แท้จริงจึงไม่ได้อยู่แต่กับฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตยแต่แรงกดดันที่แท้จริงอยู่ที่ฝ่ายพวกคุณเองนั่นแหละที่สุดแล้วพวกคุณทำได้แค่กดดันให้พวกคุณคนต่อๆไปมารับไม้รับไปเชือดต่อ "ชนชั้นนำระดับล่าง" อย่างพวกคุณทำได้แค่สร้างเงื่อนไขให้เกิดการใช้อำนาจพิเศษ

ถ้าอำนาจพิเศษไม่ทำงาน ก็อยู่กันไปอย่างนี้แหละ อีกฝ่ายหนึ่งก็เหมือนปลาหมอที่ถูกเชือดคอแล้วโยนลงน้ำมันก็ยังว่ายไปได้เรื่อยๆ อยู่ดี เพราะชนชั้นนำระดับล่างอย่างพวกคุณไม่มีอำนาจพอที่จะทุบหัวปลาให้มันตายไปตั้งแต่ต้น

การต่อกรที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การต่อกรกันระหว่างนปช.กับ"อำมาตย์" หรอก แต่เป็นการต่อกรกันระหว่างอำนาจพิเศษนั่นกับอำนาจของประชาชน ทุกวันนี้ประชาชนเขาแค่รอวันที่อำนาจพิเศษทำงาน พวกเขาจะได้เจอกับคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกันเสียที จะได้จบๆ กันไป

ถ้าแน่จริง อำนาจพิเศษก็ทำอะไรสักทีสิ

ที่มา.มติชน
----------------------------------------

นิวัฒน์ธำรงฯ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน นายกรัฐมนตรี.



หมายเหตุ : ตัดบางตอนจากรายงานพิเศษ เรื่อง 2 พ่อบ้านจาก ชินคอร์ป บัณฑูร-นิวัฒน์ธำรง แสงและลมใต้ปีก ยิ่งลักษณ์ ในตึกไทยคู่ฟ้า จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

ภายหลังที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ ให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ รมต.ที่เกี่ยวข้องโยกย้าย "นายถวิล เปลี่ยนศรี" อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ้นสภาพนายก และรมต.เฉพาะตัว

ครม.จึงมีมติโดยอาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 10 ให้ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฎิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ปฎิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี

นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล เขาเป็น "ลูกหม้อ" ของตระกูล "ชินวัตร" มาตั้งแต่ปี 2544

เคยเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด และดูแลบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (ไอบีซี), บริษัท ชินวัตร ไดเร็คทอรี่ส์ จำกัด บริษัท มูฟวิ่งซาวนด์ จำกัด บริษัท ชินวัตร แซทเทลไลท์ จำกัด บริษัท เอสซี แมทช์บอกซ์ จำกัด และได้รับตำแหน่งรองประธานกรรมการบริหารกลุ่มชิน คอร์ปอเรชั่น

งาน (สื่อ) มวลชน-งานภาพลักษณ์ และกิจกรรมสัมพันธ์ ล้วนเคยเป็นหน้าที่ของ "นิวัฒน์ธำรง" ในฐานะอดีตประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัทในเครือชิน คอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป)

ยุคหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาหลบมรสุมการเมืองเข้าสู่ร่มพระธรรม ด้วยการไปบวชที่วัดป่าพุทธพจน์หริภุญไชย จ.ลำพูน

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2554 เขาได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย

ปรากฏตัวเคียงข้าง "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ตั้งแต่ก้าวแรกที่ก้าวออกจากตึกชินวัตรจนถึงทำเนียบรัฐบาล

ข้าราชการในทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า ตั้งแต่เขาชนะการเลือกตั้ง "นิวัฒน์ธำรง" นั่งหัวโต๊ะประชุมกับข้าราชการระดับสูงไปแล้ว 3 ครั้ง

ทั้งตระเตรียมพิธีการรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี

ทั้งแจกแจงงานที่เป็นนโยบายของพรรคที่อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งพิจารณางานบุคคล-นักบริหาร ระดับซี 10 ขึ้นไปในทำเนียบ ที่บางคนอาจต้องเก้าอี้ร้อน บางคนอาจต้องสลับ-ปรับตำแหน่งใหม่

 "นิวัฒน์ธำรง"ต้องสวมบทคล้าย "นายผดุง ลิ้มเจริญรัตน์" เลขาฯส่วนตัว-คนสนิทของ "พ.ต.ท.ทักษิณ"

ในตอนนั้น นิวัฒน์ธำรง ถือว่าเป็นดั่งลมใต้ปีกที่คอยประคองนกเหล็กที่ชื่อ "ยิ่งลักษณ์" ที่ตอนนี้โดนหักปีกเสียแล้ว

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
------------------------------------

ทำความ (ไม่) เข้าใจ คดี ปลดนายกฯ เหตุ ย้าย ข้าราชการ..



สัมภาษณ์ : วรเจตน์ ภาคีรัตน์

ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคำร้องที่ นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสถานภาพความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 182 (7) ประกอบมาตรา 268 จากกรณีโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งมีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์และรัฐมนตรีที่ร่วมมีมติในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 6 ก.ย.54 สิ้นสุดลงเป็นการเฉพาะตัว

ประชาไทกุมขมับไปสัมภาษณ์ รศ.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่ากันตั้งแต่ เนื้อหาคดี ปัญหาว่าด้วยการดำรงตำแหน่งและพ้นตำแหน่ง ความพยายามสร้างสุญญากาศทางการเมือง ไปจนถึงเรื่องการขยายอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ (อีกแล้ว)

อาจารย์เห็นอย่างไรกับคำวินิจฉัยของศาลวันนี้
ศาลวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์ยุติการปฏิบัติหน้าที่ และวินิจฉัยให้รัฐมนตรีรักษาการที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีชุดแรกต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่ด้วย กรณีของยิ่งลักษณ์ก็คงต้องพ้นจากตำแหน่งตามที่วินิจฉัย แต่คนอื่นๆ จะเป็นปัญหา เพราะคณะรัฐมนตรีชุดที่ 1 กับชุดที่ 5 เป็นคนละชุดกัน

รัฐมนตรีในชุดยิ่งลักษณ์ 1 ส่วนใหญ่เขาพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เพราะมีพระบรมราชโอการแต่งตั้งรัฐมนตรีชุดใหม่ต่อมาหลายครั้ง บางคนพ้นไปแล้วไปเป็นตำแหน่งอื่น บางคนพ้นไปแล้วไม่มีตำแหน่งอีกเลย ปัญหาคือ อย่างคุณยิ่งลักษณ์เองพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ก็จริง แต่ปัญหาว่า คุณยิ่งลักษณ์มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในภายหลัง เป็นตำแหน่งที่รับหลังจากการโยกย้ายคุณถวิล จึงเป็นปัญหาให้ตีความว่า ตอนนี้คุณยิ่งลักษณ์ก็ยังไม่พ้นจากตำแหน่งรักษาการรัฐมนตรีกลาโหมหรือไม่

แต่ศาลระบุว่า รัฐมนตรีคนใดที่มีส่วนร่วมในการลงมติให้พ้นตำแหน่งด้วย?
มันมีแต่คณะรัฐมนตรีที่ประชุมกัน ในทางข้อเท็จจริงก็มีปัญหาคือ ในคณะรัฐมนตรีชุดนั้นมีใครบ้างที่เข้าประชุม คนที่ไม่ได้เข้าประชุมจะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วยหรือเปล่า

โดยผลของคดีคือ ให้คนที่ดำรงตำแหน่งพ้นจากตำแหน่ง อย่างเช่นกรณีคุณสมัคร สุนทรเวช คราวนี้พอศาลวินิจฉัยให้ใครพ้นจากตำแหน่งแล้ว มันไม่ได้มีการห้ามไม่ให้เขาคนนั้นดำรงตำแหน่งอีก คดีนี้ไม่ได้มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง หรือสิทธิในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง มันเป็นการพ้นตำแหน่งอย่างเดียว อย่างเช่น พอคุณสมัครพ้นจากตำแหน่งไป คุณสมัครก็สามารถกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ถ้าหากสภาเลือก เพราะมันไม่มีการห้ามการกลับมาดำรงตำแหน่งอีก

ทีนี้คณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 ก็เหมือนกัน หลายคนได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้วในตอนที่มีการปรับคณะรัฐมนตรีในอดีต แล้วมีการแต่งตั้งเขาเข้ามาสู่ตำแหน่งใหม่ ปัญหาคือ ก็เขาพ้นตำแหน่งนั้นไปแล้ว แล้วเขาจะพ้นอีกได้อย่างไร

ปัญหาคือ คำวินิจฉัยวันนี้ให้พ้นเมื่อไหร่ ถ้าให้พ้นวันนี้มันก็ประหลาด เนื่องจากว่า เมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี เขาได้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว

ตอนนี้มีความเข้าใจเป็นสองแบบ คือ หนึ่ง เป็นเรื่องเฉพาะตัวคน คือให้ทุกๆ คนที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ตอนนั้นนั้นพ้นไป ถ้านับว่าใครอยู่ในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 และมาอยู่ในยิ่งลักษณ์ 5 ด้วยก็คือจะดำรงตำแหน่งต่อไปไม่ได้ ซึ่งคนทั่วๆ ไปคงเข้าใจแบบนี้ และแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญเองก็อาจจะเข้าใจแบบนี้

สอง ในสายตาของนักกฎหมาย การพ้นตำแหน่งครั้งนี้ ตามรัฐธรรมนูญแล้วไม่ได้เป็นเรื่องตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของการให้พ้นจากตำแหน่งในขณะนั้น ถ้าเกิดเขาเคยมีตำแหน่งในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 แล้ว ต่อมามีพระบรมราชโองการให้เขาพ้นตำแหน่งไปแล้ว แล้วอาจมีการแต่งตั้งกลับมาในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 2, 3, 4, 5  มันเป็นตำแหน่งใหม่แล้ว จะมาตีความว่า ให้พ้นไปตอนนี้ก็ไม่ได้

ถ้าเกิดตีความอย่างหลังก็แปลว่า คุณยิ่งลักษณ์จะพ้นเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นตำแหน่งเดียวที่ต่อเนื่องมาตลอด ไม่เคยมีการแต่งตั้งใหม่เลย คุณยิ่งลักษณ์ไม่เคยพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเลยจนกระทั่งยุบสภา แต่ในตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมนั้นมาทีหลัง คุณยิ่งลักษณ์ในฐานะรัฐมนตรีกลาโหมนั้นไม่ได้ร่วมมีมติตอนที่มีการโยกย้ายคุณถวิล เพราะฉะนั้นคุณยิ่งลักษณ์ก็พ้นไปเฉพาะตำแหน่งรัฐมนตรีเท่านั้น แต่ยังต้องอยู่รักษาการตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหมต่อไป

ถ้าเป็นแบบแรก คือ ถือว่า พ้น จะเป็นการตัดสิทธิทางการเมืองเลยนะ ไม่ใช่เรื่องการให้พ้นจากตำแหน่ง ซึ่งไม่มีรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการตัดสิทธิทางการเมืองกับบุคคลในกรณีแบบนี้ มาตรา 266 เป็นเรื่องการให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเดียว ไม่ใช่การตัดสิทธิทางการเมือง หรือการตัดสิทธิการดำรงตำแหน่ง เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดเอาแบบศาลรัฐธรรมนูญ ก็เท่ากับศาลรัฐธรรมนูญกำลังจะบอกว่า รัฐมนตรีที่อยู่ในยิ่งลักษณ์ 1 ที่ย้ายคุณถวิล เปลี่ยนศรีให้พ้นจากตำแหน่ง และตัดสิทธิการดำรงตำแหน่งในรัฐบาลภายหลัง ที่กำลังตีความกันอยู่เป็นแบบนี้ แต่ในทางกฎหมายมันไม่ใช่

คำวินิจฉัยนี้หวังผลทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน
หวังผลทางการเมืองหรือไม่ ไม่รู้ แต่มีผลทางการเมืองแน่ๆ  แม้ไม่สามารถล้ม ครม.ได้หมดทั้งคณะ แต่ทำให้รัฐมนตรีที่เหลืออยู่มีจำนวนน้อย ถ้านับแบบให้พ้นเป็นคนก็เหลือสิบกว่าคนมั้ง แต่ถ้านับแบบให้พ้นไปตามตำแหน่ง อาจจะเหลือเยอะกว่านั้น

จากกรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญก็ได้สถาปนาอำนาจตัวเองในเรื่องการวินิจฉัยคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งของบุคคลขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าคนๆ นั้นจะพ้นจากความเป็นรัฐมนตรีไปแล้วก็ตาม

ในทางการเมือง ก็อาจจะมองได้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามายุ่งเกี่ยวกับดุลพินิจในเรื่องของการโยกย้ายและสามารถเอา ครม.รักษาการออกจากตำแหน่งได้ แต่อย่างที่บอกว่า ประเด็นอยู่ที่ตัวตำแหน่งกับตัวคน ว่าคุณจะมองอย่างไร ซึ่งคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญไม่เคลียร์หรอกเรื่องนี้ เราตีความไปเองว่าศาลรัฐธรรมนูญเขียนว่าให้พ้นจากตำแหน่งเฉพาะตัว แต่คำถามคือ พ้นตอนไหน จะพ้นตอนนี้ได้อย่างไร เมื่อการกระทำของเขากระทำอยู่ในอดีตแล้ว และพ้นไปแล้ว

ในความเห็นผม การพ้นตำแหน่งตามคำวินิจฉัยนี้เป็นเรื่องตำแหน่ง ไม่ใช่ตัวบุคคล เพราะฉะนั้นจึงหมายความว่า ยิ่งลักษณ์ยังคงเป็นรักษาการรัฐมนตรีกลาโหม ส่วนเฉลิมยังคงเป็นรักษาการรัฐมนตรีแรงงาน

อาจารย์เห็นว่า วินิจฉัยครั้งนี้ชอบธรรมหรือไม่
ผมว่ามันไม่ชอบธรรมทั้งในทางเนื้อหาซึ่งมีประเด็นให้วิจารณ์อีกหลายเรื่อง บางส่วนก็ไปพันกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งมีความเห็นแย้งด้วย และศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นฐานในการอ้างด้วย

ประเด็นในศาลปกครองสูงสุดเป็นกรณีของคุณถวิลเป็นหลัก แต่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไปอยู่ที่ประเด็นของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นหลัก ซึ่งมันแตกต่างกัน เพราะกรณีการย้ายคุณถวิล มันไม่ใช่เรื่องที่จะมาอ้างได้ว่าเอื้อประโยชน์  ที่มาอ้างได้ว่า ไปพันกับการย้ายพล.อ.วิเชียร มาแทนที่คุณถวิลเพื่อเปิดทางให้ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มาเป็น ผบ.ตร.  เพราะประเด็นของศาลรัฐธรรมนูญ ไปอยู่ที่ประเด็นของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ การที่คณะรัฐมนตรีไปย้าย พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นการเอื้อประโยชน์ไหม? ซึ่งต้องไปดูตรงนั้นว่า มันชอบธรรมในการขึ้นตำแหน่งนั้นไหม?  นายกรัฐมนตรีมีความเกี่ยวพันมากแค่ไหน มันเป็นเรื่องของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ หรือเป็นแค่นายกรัฐมนตรีคนเดียวที่สั่งย้าย รวมถึงนายกรัฐมนตรีจะสั่งย้ายได้ไหม ไม่งั้นต่อไป นายกรัฐมนตรีก็สั่งย้ายใครไม่ได้

เรื่องนี้เป็นเรื่องของตำแหน่ง มันมองได้หลายมุม มันไม่ใช่แต่งตั้งเพียงญาติพี่น้องที่ไม่มีสิทธิในตำแหน่งนั้นเลยมาดำรงตำแหน่ง แต่เป็นการแต่งตั้งบุคคลซึ่งอาจจะมีความเกี่ยวพันกันนั่นแหละแต่เขามีสิทธิจะขึ้นมาครองตำแหน่ง แล้วจะบอกว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ได้อย่างไร

ถ้าเกิดว่า ตำแหน่งพลตำรวจหรือผู้กำกับ แล้วย้ายข้ามมาเลย อย่างนี้มันชัด แต่อันนี้ต้องดูภูมิหลังว่า เขามีตำแหน่งอะไรมาก่อน หน้าที่ของเขาเป็นอย่างไร ตำแหน่งตอนรัฐประหารถูกใครข้ามมา แป๊กอะไรยังไง แล้วต้องคืนความเป็นธรรมให้เขาไหมเท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า ศาลท่านไม่ได้วินิจฉัยประเด็นนี้ แล้วประเด็นนี้ของศาลรัฐธรรมนูญไม่เหมือนกับศาลปกครอง กรณีศาลปกครองวินิจฉัยเรื่องย้ายคุณถวิล แต่ศาลรัฐธรรมนูญตัดไปดูประเด็นตอนที่ตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์มา เพราะฉะนั้นถ้าเกิดกลับไปดูประเด็นนั้น ต้องดูความเป็นธรรมในคดีนั้นด้วย แล้วที่สำคัญคือต้องเคารพดุลพินิจในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอันเป็นอำนาจของ ครม. ซึ่งศาลไม่ได้คำนึงตรงนี้ อ้างเพียงแต่ว่าเป็นพี่ชายของอดีตภรรยาของอดีตนายกฯทักษิณ และบอกว่าเป็นลุงของหลานอา ซึ่งมันไกลเกินไปในแง่นี้

ในความเห็นของผม ผมจึงมองว่าในทางเนื้อหามันไม่ชอบธรรม เพราะจะมองในแง่ที่ว่า เป็นความพยายามที่จะปรับเปลี่ยนตัวบุคลากรในระบบราชการก็ได้ และในด้านหนึ่งก็เยียวยาให้เกิดความเป็นธรรมในกรณีของ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ก่อนหน้านั้นก็ได้ ซึ่งอันนี้คนไม่ค่อยพูดกัน คืออาจจะต้องไปดูหลังรัฐประหารว่าเป็นอย่างไร คือปัญหานี้จึงต้องมีความเกี่ยวพันกับรัฐประหาร 2549  อยู่นั้นเอง

แต่ก็แน่นอน คดีนี้ก็เป็นอีกคดีหนึ่งที่สะท้อนความขัดแย้งของการต่อสู้ทางการเมืองของชนชั้นนำในสังคมไทยเท่านั้นเอง

นอกจากนี้ ในส่วนของเนื้อหา ยังมีการนำข้อเท็จจริงบางอย่างมายืนยันในคดีซึ่งอาจไม่มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้สิ้นสงสัยอย่างเช่น ศาลอ้างเรื่องการลงวันที่ในหนังสือราชการไม่ตรงกัน และยังไม่มีการพิสูจน์ว่าใครถูกใครผิด ศาลก็เอามาใช้อ้างในทางที่เป็นผลร้ายกับฝ่ายผู้ถูกร้อง

อีกปัญหาหนึ่งคือ คนที่ฟ้องคดี เขาฟ้องให้คุณยิ่งลักษณ์พ้นตำแหน่ง ให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันพ้นจากตำแหน่ง แต่ศาลให้คนที่มีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 พ้นจากตำแหน่ง ปัญหาคือ เราไม่รู้หรอกว่า วันนั้นใครประชุม ใครไม่ประชุม สองคือ คนที่เป็นรัฐมนตรีคนอื่น ถ้าเกิดตีความเป็นชื่อคน เขาไม่มีโอกาสเข้าไปโต้แย้งในคดีเลย เขาไม่ได้เข้าไปชี้แจงเลย แต่ศาลก็ไปตัดสินให้เขาพ้นจากตำแหน่งไปด้วย เพราะเหตุว่า เขามีชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ 1 เขาเข้าประชุมหรือเปล่าก็ไม่รู้ ถ้าเขาเข้าประชุม เวลาประชุมเขามีความเห็นอย่างไรก็ไม่รู้อีก ไม่มีการใช้สิทธิที่จะได้รับการรับฟังในคดี ซึ่งไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะของนักกฎหมาย ก็ต้องว่ากันไปตามกฎหมายว่ามันเป็นยังไง ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่มีใครเชื่อถือหรอก ไม่ได้พูดถึงว่า มันถูกใจใคร ไม่ถูกใจใคร แต่จะบอกว่ามันประหลาดมากๆ เพราะเป็นการวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง ทั้งๆ ที่ได้พ้นไปก่อนหน้านั้นแล้วในครั้งเมื่อมีการปรับคณะรัฐมนตรี แม้แต่ตัวคุณยิ่งลักษณ์ก็พ้นจากตำแหน่งแล้ว ด้วยการยุบสภาแล้ว ก็แค่รอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เท่านั้นเองโดยสภาพ เราต้องคิดว่า การพ้นจากตำแหน่งในกรณีธรรมดาเขาสามารถกลับสู่ตำแหน่งนั้นได้เลยโดยทันที เพราะมันไม่ได้มีลักษณะต้องห้ามของการดำรงตำแหน่ง ความจริงตอนคุณสมัครพ้นจากตำแหน่ง นั่นก็ตลกไปทีหนึ่งแล้ว เพราะท่านก็เลิกทำกับข้าวไปแล้ว อันนี้ก็คล้ายๆ กันอีก

มีความพยายามอธิบายว่า ตอนนี้การเมืองไทยเป็นสุญญากาศ?
ไม่เป็นหรอกครับ แม้จะตีความแบบชื่อก็ยังมีคนอื่นเหลืออยู่อีกหลายคน และก็ยังสามารถประกอบเป็นคณะรัฐมนตรีต่อไป ไม่เกิดเป็นสุญญากาศ

ทีนี้ ทางที่ต้องเดินต่อไป คือไปสู่การเลือกตั้ง ในแง่ของการปฏิรูปการเมืองในอนาคตนั้น การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังที่นิติราษฎร์เคยเสนอประเด็นเรื่องการยุบศาลรัฐธรรมนูญ โดยลักษณะของการวินิจฉัยเช่นนี้ ศาลเข้ามาวินิจฉัยจนถึงขั้นตำแหน่งรักษาการนายกรัฐมนตรีไปเลย แล้วยังมีการย้อนเวลากลับไปในอดีต เพื่อที่จะทำให้เกิดผลในปัจจุบันดังคำพิพากษาครั้งนี้

โดยผลของการตีความ ศาลรัฐธรรมนูญได้ขยายความอำนาจของตนเองออกไปจนกลายเป็นรัฐธรรมนูญเอง ซึ่งเป็นและทำมาหลายครั้งแล้ว มักจะมีคนอ้างคำวินิจฉัยตามมาตรา 256 วรรคห้าว่า ผูกพันองค์กรของรัฐทุกองค์กร คนจะชอบอ้างแบบนี้ ตัดสินว่ามีภาระผูกพันทุกองค์กร แต่ผมมองว่า มันจะต้องดูด้วยว่า คำวินิจฉัยนั้นจะต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายตามมาตรา 197 ของรัฐธรรมนูญด้วยมันถึงจะผูกพันกับองค์กรทุกองค์กร ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง มันก็ไม่มีผลผูกผัน เพราะฉะนั้นขึ้นอยู่กับองค์กรในทางการเมืองที่จะยอมรับคำวินิจฉัยแค่ไหน

ผมยกตัวอย่าง อย่างวันนี้มีคำวินิจฉัยมาแค่นี้ ในทางการเมืองก็เหมือนจะยอมรับเพราะไม่ถึงขนาดเอาคณะรัฐมนตรีไปทั้งคณะ องค์กรทางการเมืองก็ยอมตาม แต่ผมไม่ได้บอกว่า ฐานคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถูกต้อง แต่ด้วยเพราะองค์กรทางเมืองไม่อยากมีเรื่อง ก็เลยต้องยอมตาม และถ้าเกิดศาลมีคำวินิจฉัยว่า ให้คณะรัฐมนตรีหมดทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง อาจจะทำให้องค์กรทางการเมืองไม่ยอมรับแน่นอน เพราะคงบอกว่า มันตัดสินไปขัดกับมาตรา 197 เพื่อสร้างให้เกิดสุญญากาศตามความต้องการของคนบางพวก เพราะฉะนั้นเวลาใครที่อ้าง 256 วรรคห้า ต้องเข้าใจคำวินิจฉัยจะผูกพันกับทุกองค์กรได้นั้นจะต้องไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย  แล้วถามว่าใครจะเป็นคนบอกว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายไหม?  คงไม่ใช่ศาลรัฐธรรมนูญเป็นคนบอกแน่ ก็ต้องเป็นองค์กรทางการเมืองอื่นเป็นคนบอกว่ามันขัด ขึ้นอยู่กับว่า เขาจะเห็นว่ามันขัดกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายรุนแรงแค่ไหน  ซึ่งในเรื่องทางการเมืองมันเป็นเรื่องที่มีองค์กรทางการเมืองที่ใช้อำนาจทางการเมืองตอบโต้ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีองค์กรทางการเมืองไหนของไทยทำ ทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ไม่เคยทำ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทำไม่ได้

กปปส. มักอ้างว่า รัฐบาลไม่ยอมรับอำนาจคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ทำให้รัฐบาลนี้ขาดความชอบธรรม
ผมไม่เห็นด้วยแบบนั้น ผมเห็นในอีกทางหนึ่งว่า การอ้างแค่นี้ยังไม่พอ คือรัฐบาลเขาไม่ได้อ้างว่า ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ หรืออย่างตัวผมเอง ผมก็ไม่ได้อ้างว่าผมไม่เคารพรัฐธรรมนูญ แต่เพราะเขาเคารพรัฐธรรมนูญ เอารัฐธรรมนูญเป็นหลัก และถ้าเขาเห็นว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ เขาก็มีสิทธิที่จะรักษารัฐธรรมนูญไว้โดยการปฏิเสธคำวินิจฉัยดังกล่าว

ความเห็นของ กปปส.  เป็นความเห็นที่ทำให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเท่ากับรัฐธรรมนูญ ผมเคยบอกแล้วว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่รัฐธรรมนูญ คนหลายคนพยายามบอกว่า ต้องผูกผันกับรัฐธรรมนูญ และพยายามให้คำวินิจฉัยคือรัฐธรรมนูญ

ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลเป็นยังไง แต่ผมพยายามจะบอกว่า รัฐบาลต้องแย้งว่า รัฐบาลนั้นเคารพรัฐธรรมนูญ และถ้ารัฐบาลเห็นศาลรัฐธรรมนูญปฏิบัติฝ่าฝืนต่อรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เขาเป็นองค์กรทางการเมืองหนึ่งก็ต้องรักษารัฐธรรมนูญไว้เหมือนกันตามมาตรา 197 เมื่อเขาเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญพิพากษาคดีแล้วขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง รัฐบาลย่อมไม่ผูกพันตามคำวินิจฉัยนั้น ซึ่งไม่เห็นเป็นเรื่องที่ผิดปกติหรือน่ากลัวตรงไหน

ไม่เช่นนั้นแล้ว ต่อไปถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอะไร จะผิดขนาดไหนก็ต้องเคารพหมด  เกิดอยู่ดีๆ ศาลรัฐธรรมนูญบ้าจี้ตัดสินประหารชีวิตคนโดยไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น แล้วมีคนคิดว่า คำวินิจฉัยต้องผูกพันกับทุกองค์กรของรัฐ เราควรเคารพหรือ? ดังนั้น โดยหลักแล้ว เราก็ต้องเคารพศาลรัฐธรรมนูญนั่นแหละ มันอาจจะถูกอาจจะผิดรัฐธรรมนูญไปบ้าง แต่เพื่อความสงบสุขในการอยู่ร่วมกัน เราก็ยอมกันบ้าง แต่ถ้าเมื่อไหร่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมันถึงขั้นฝ่าฝืนต่อระบบกฎหมายอย่างรุนแรง เป็นคำวินิจฉัยที่ทำลายรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง เช่น มีคำวินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีพ้นทั้งคณะเพื่อให้เกิดสุญญากาศทางการเมือง และวินิจฉัยให้มีนายกรัฐมนตรีคนกลาง แบบนี้ก็เป็นคำวินิจฉัยที่ไม่มีใครเคารพได้หรอก เพราะถ้าถึงจุดนั้นต้องถือว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้ทำลายรัฐธรรมนูญเสียเอง แล้วเราจะต้องไปเคารพศาลรัฐธรรมนูญที่ทำลายรัฐธรรมนูญเองหรือ? ซึ่งกว่าจะถึงจุดๆ นั้น มันเป็นเรื่องการประเมินทางการเมืองขององค์กรที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นกรณีวันนี้ที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่า ยังไม่ถึงจุดนั้น เขาก็ทำตาม

ที่มา.ประชาไท
-----------------------------------

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ลุ้น ยิ่งลักษณ์. พรุ่งนี้ อยู่หรือไป !!?


ศาลรัฐธรรมนูญ,คดีโยกย้ายถวิล เปลี่ยนศรี
จากกรณีไต่สวน4พยานปากปมโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช."ส.ว.ไพบูลย์"ขอศาลสั่งตั้งนายกฯ ภายใน 7 วัน หากฟันนายกฯพ้นเก้าอี้ ด้าน"ยิ่งลักษณ์" ยันโยกย้าย"ถวิล"ไม่ได้ทำเพื่อเครือญาติ ส่วน"ถวิล"เชื่อถูกเด้ง เพื่อเปิดทางให้"เพรียวพันธ์"นั่งผบ.ตร. ขณะที่"จรัญ"ตาดีพบเอกสารวันที่ลักลั่น เชื่อต้องมีฉบับปลอม "อดีตผบ.ตร."ยันเต็มใจให้เด้งพ้นเก้าอี้ผบ.ตร. เหตุน้อยใจ"เฉลิม" ตำหนิเป็นตำรวจคุมบ่อน

คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนั่งบัลลังก์เพือไต่สวนพยาน 4 ปาก ประกอบด้วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีตผบ.ตร. และอดีตเลขาธิการสมช.นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา และนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสมช. ในคำร้องที่ประธานวุฒิสภาส่งความเห็นสมาชิกวุฒิสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของน.ส.ยิ่งลักษณ์ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา182 วรรคหนึ่ง (7) ประกอบมาตรา 268 หรือไม่ จากกรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้กล่าวกำหนดประเด็นการไตร่สวนไว้ 3 ประเด็น ดังนี้ 1.เมื่อมีการยุบสภา ปัญหาพิจารณามีว่า ผู้ถูกต้องพ้นจากตำแหน่งแล้ว ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงแล้วหรือไม่ 2.เมื่อการกระทำของผู้ถูกร้องต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ อันเป็นการกระทำให้ความเป็นรัฐมนตรี ทั้งคณะสิ้นสุดลงหรือไม่ และ 3.เมื่อความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงจะเป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลงหรือไม่

ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญ ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการขอเพิ่มพยานของน.ส.ยิ่งลักษณ์ นั้น ศาลไม่อนุญาต เนื่องจากเห็นว่าพยานมีเพียงพอแล้ว ซึ่งทางฝ่ายผู้ร้องก็มีการขอเพิ่มพยานมาเช่นเดียวกัน แต่ศาลก็ไม่อนุญาต

จากนั้น นายไพบูลย์ กล่าวว่า ศาลปกครองเห็นว่าผู้ถูกร้องกระทำให้ตำแหน่งผบ.ตร.ว่างลง เพื่อให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ขึ้นเป็นผบ.ตร.แทน โดยการโยกพล.ต.อ.วิเชียร มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมช. เพื่อเอื้อต่อเครือญาติ ถือเป็นการใช้สถานะความเป็นนายกฯ เข้าไปแทรกแซงให้นายถวิล พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสมช. เพื่อผลักดันพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ซึ่งไม่ได้กระทำตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา และเป็นการกระทำที่ไม่ใช่ตามที่กฎหมายกำหนด

"เมื่อผู้ถูกร้องถูกวินิจฉัยแล้วตำแหน่งจึงว่าลง จึงต้องแต่งตั้งนายกฯทันที ซึ่งการแต่งตั้งนายกฯแทนนายสมัคร สุนทรเวชร ได้ใช้เวลาแค่ 9 วัน และการแต่งตั้งนายกฯแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ใช้เวลา 14 วัน จึงเห็นว่าการแต่งตั้งนายกฯคนใหม่ควรกระทำทันที ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลไม่สมประกอบ สุ่มเสี่ยงที่เศรษฐกิจเสียหาย จึงจำเป็นเร่งด่วน ไม่ควรเกิน 7 วัน " นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอใคร่ควรให้วินิจฉัยตามมาตรา 268 มีผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องสิ้นสุดลงเฉพาะตัว จึงไม่อยู่ในตำแหน่งรัฐมนตรีตามมาตรา 181 จึงเป็นเหตุให้ครม.ทั้งคณะพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 181 และครม.จึงต้องร่วมรับผิดตามมาตรา 171 จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน และวินิจฉัยให้แต่งตั้งนายกฯคนใหม่ทันที โดยนำรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องมาใช้โดยอนุโลม

จากนั้นนายจรูญ อินจาร ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามเกี่ยวกับความหมายของคำว่าการแทรกแซง พร้อมทั้งขอให้อธิบายให้ชัดว่า ความหมายเรื่องเครือญาติเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร

โดยนายไพบูลย์ กล่าวว่า การแทรกแซงคือการเข้าไปเกี่ยวข้องกระบวนการที่ไม่ถูกต้อง เป็นกระบวนการที่กระทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง องค์ประกอบแทรกแซงต้องป้องกันการขัดกันของผลประโยชน์ การแทรกแซง คือการเข้าไปกระทำ เพื่อผลประโยชน์ตนเอง แต่การโอนย้ายครั้งนี้เห็นชัดเจนว่าเป็นการโอนย้าย เพื่อให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ มาดำรงตำแหน่งผบ.ตร. แต่เมื่อพล.ต.อ.วิเชียร ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็ต้องย้ายพล.ต.อ.วิเชียร และย้ายนายถวิล ออก ถือว่าเป็นวิธีการเตรียมการเป็นขั้นตอน เป็นการแทรกแซงทุกชั้นทกุตอน ส่วนความเป็นเครือญาติกัน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นพี่ชายของพี่สะใภ้ของนายกฯ ถือเป็นเครือญาติกัน ถึงแม้จะมีการหย่าร้างกันไปแล้วระหว่างพี่ชายของนายกฯ(พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) และน้องสาว(คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์)ของพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ การเป็นเครือญาติจึงเป็นเรื่องที่ปรากฎขึ้นประจักแล้ว

ต่อมานายสุพจน์ ไข่มุกข์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามว่านายกฯจะได้ประโยชน์อะไรจากการย้ายนายถวิล เพื่อให้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นั่งเป็นผบ.ตร. นายไพบูลย์ ได้กล่าวย้ำว่า เพื่อเป็นประโยชน์แก่เครือญาติ เพราะพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ใกล้จะเกษียรอายุ เพื่อประโยชน์ตนเอง และประโยชน์พวกพ้อง

ขณะที่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซักถามว่าจากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานแล้ว กระบวนการโยกย้ายนายถวิล พบว่าเอกสารการแจ้งโอนจากหน่วยงานต้นสังกัด ไปยังหน่วยงานรับโอนลงวันที่ 4 ก.ย. 54 ถูกต้องไหม เป็นวันอาทิตย์ ใช่หรือไม่ และหนังสือจาเลขาธิการสำนักนายกฯแจ้งไปยังพล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น เพื่อขอความเห็นชอบแจ้งไปยังวันอาทิตย์ 4 ก.ย.54 ได้ระบุว่าน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายก ในขณะนั้น ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่า รัฐมนตรีสำนักนายกลงวันที่ 5 ก.ย. เป็นซึ่งตรงกับวันจันทร์ เป็นเอกสารฉบับเดียวกัน เนื้อความเดียวกัน แต่ลงวันที่ต่างกัน นายไพบูล กล่าวว่า วันที่ 4 ก.ย. 54 เป็นวันอาทิตย์ เนื่องจากมีการประชุมคณะรัฐมนตรี ในวันอังคารที่ 6 ก.ย. 54 อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นประเด็นความเร่งรัดอย่างผิดปกติ ไม่เป็นกระบวนการตามขั้นตอนปกติ ซึ่งส่วนตัวไม่ทราบว่า เอกสารทั้ง 2 ฉบับที่มีเนื้อหาเดียวกันแต่ลงวันที่ต่างกัน

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ขึ้นชี้แจงโดยขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันว่าตนได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ที่ได้ดำรงตำแหน่งนายก ต้องรับผิดชอบในการบริหารประเทศ คำนึงถึงประโยชน์ของประเทศ ขั้นตอนการโยกย้ายยึดหลักบริหารราชการแผ่นดิน และในฐานะนายกฯ ตนได้มอบอำนาจในรองนายกฯ รัฐมนตรี ในการสั่งการ กำหนดแผนงาน บุคคลากร เพื่อรับผิดชอบผลการปฏิบัติงานที่แถลงไว้ในรัฐสภา เรื่องนี้ตนได้มอบให้พล.ต.อ.โกวิท ดูแลความมั่นคง รับผิดชอบงานในสภาความมั่นคง(สมช.) ส่วนร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ได้มอบหมายให้ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ส่วนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้น.ส.กฤษณา รับผิดชอบ

" ดิฉันไม่ได้รับผิดชอบในเรื่องการโยกย้าย ไม่ได้แทรกแซง การทำงานต่างๆ จึงขอปฏิเสธพฤติการต่างๆ เพราะได้มอบอำนาจในการโยกย้ายให้รองนายกฯรับผิดชอบ ยืนยันว่าไม่ได้เข้าแทรกแซงบริหารแต่อย่างใด ไม่มีพฤติกรรมที่วางแผนเป็นระบบเป็นตอน ไม่ได้ทำในสิ่งที่กฎหมายห้าม ได้ยึดถึงประโยชน์ประชาชนและประโยชน์ของประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงเครือญาติ ขอบอกว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้อย่าขาดกับคุณหญิงพจมาน เรียบร้อยแล้ว และการหย่าร้างก็ไม่ได้มีผลในการพิจารณาการแต่งตั้งโยกย้าย ซึ่งพิสูจได้ว่า แม้วันนี้พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะเกษียรแล้ว ก็ไม่มีชื่อพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มานั่งเป็นรัฐมนตรีแต่อย่างใด"น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวและว่า ยืนยันว่าไม่มีการเร่งโยกย้าย แต่เป็นเพราะนโยบายในด้านความมั่นคง เป็นนโยบายแเร่งด่วน ขณะเดียวกันเข้ามารับตำแหน่งก็ประสบอุทกภัย ปัญหาความเดือดร้อนประชาชน ปัญหายาเสพติด ความรุนแรงชายแดน จึงต้องมีคนมาดูแลรับผิดชอบ จึงมอบหมายให้รองนายกฯไปดูแล

จากนั้น นายไพบูลย์ ได้ซักถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี อ้างว่าการเป็นรัฐมนตรีของตนสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา180 แล้ว ดังนั้นจะให้สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 182 ไม่ได้ หมายความว่าอย่างไร และรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีจะต้องรักษาการอยู่ในตำแหน่งนายกต่อไป

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ประเด็นนี้เห็นว่า ตนได้ประกาศยุบสภาไปแล้ว คืนอำนาจให้ประชาชนไปแล้ว ตนจึงไม่มีสถานะเป็นรัฐมนตรี ในคณะรัฐมนตรีปัจจุบันอีกแล้ว ดังนั้น การยุบสภา นายกรัฐมนตรีจึงได้พ้นจากคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่รัฐธรรมนูญกำหนดว่าการบริหารราชการแผ่นดินเป็นเรื่องสำคัญ จึงต้องให้คณะรัฐมนตรีรักษาการต่อไป

ด้านนายจรูญ ซักถามว่าในฐานะประธานนโยบายคณะกรรมการตำรวจแห่งชาติ(กตช.) ได้โยกย้ายพล.ต.อ.วิเชียร ไปเป็นเลขาฯสมช. ดูความมั่นคง แต่ต่อมาทำไมถึงย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม ใช้ดุลพินิจอะไรในการพิจารณา

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของพล.ต.อ.โกวิท ในการโยกย้าย ทุกครั้งที่มีการเสนอแต่งตั้งโยกย้ายไม่ได้มีการพูดถึงตำแหน่งข้างหน้า ตนได้ทราบล่วงหน้าว่าพล.ต.อ.โกวิท ได้ทาบทามแล้ว เนื่องจากเป็นคนคุ้นเคยกัน เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา จึงอยากให้มาดูแลความมั่นคง ตามนโยบายที่แถลงไว้ในรัฐสภา และมีเรื่องความไว้วางใจด้วยในการพิจารณา เพื่อให้งานบรรลุผล ซึ่งพล.ต.อ.โกวิท บอกว่าที่ขอย้ายตำแหน่งเลขาฯสมช. เพราะนายถวิล เคยทำงานร่วมกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะการที่จะให้ใครมาเป็นเลขาฯสมช. ก็ต้องพิจารณาในเรื่องความไว้วางใจด้วย ส่วนตนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องโยกย้ายแต่อย่างใด เป็นเพียงผู้ลงนามเสนอเข้าครม.เท่านั้น นอกจากนี้ ได้ทราบจากพล.ต.อ.โกวิท ว่าพล.ต.อ.วิเชียร ก็มีความสมัครใจในการย้ายมาเป็นเลขาสมช. ถือว่าการสมัครใจแล้ว ไม่ว่าจะขู่เข็ญอย่างไรก็คงทำไม่ได้ โดยพล.ต.อ.โกวิท ก็เคยบอกว่าเคยโดนโยกย้ายในสมัยรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ซึ่งนำไปสู่การร้องศาลปกครองในที่สุด ส่วนการย้ายไปเป็นปลัดคมนาคม เกิดจากการทาบทามของรมว.คมนาคม ในขณะนั้น ซึ่งตนก็ให้ดุลพินิจของรมต.แต่ละท่านไปแล้ว ในการมอบหมายงาน หรือการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายบุคคล และการโยกย้ายครั้งนี้ก็เป็นการโยกย้ายตามฤดูกาล

ต่อมา นายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ถามว่ามีเหตุจำเป็นเร่งด่วนอย่างไรในการโยกย้ายนายถวิล และทราบเหตุผลหรือไม่ว่านายถวิลไม่ดีอย่างไร และพล.ต.อ.วิเขียร เหมาะสมอย่างไร

น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ขั้นตอนการโยกย้ายเป็นเรื่องฝ่ายปฏิบัติที่รองนายกดำเนินการ ส่วนเหตุผลการโยกย้าย พล.ต.อ.โกวิท ชี้แจงว่าได้พิจารณาโดยดุลพินิจของท่าน บนหลักความไว้ใจ และบนหลักนโบายที่แถลงต่อสภา สรุปว่ารองนายกตั้งเรื่องมาอย่างไร คณะรัฐมนตรีก็เห็นด้วยตามนั้น การบริหารราชการแผ่นดิน ผู้ที่รับมอบอำนาจาก็ให้ใช้ดุลพินิจในการพิจารณาแต่งตั้ง ส่วนการโยกย้ายเป็นไปตามฤดูการ และเราเห็นว่าทุกตำแหน่งมีความสำคัญ ในปีแรกเรามี 16 นโยบาย พร้อมทั้งประสบกับปัญหาอุกภัย เราจึงต้องเร่งนำนโยบายเหล่านี้ไปปฏิบัติ ซึ่งหัวหน้าส่วนราชการต่างๆต้องรับนโยบายไปปฏิบัติ

ต่อมานายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้ซักถามว่าในฐานะนายกรัฐมนตรี ในการบริหารราชการแผ่นดิน ได้มีการระมัดระวังในการพิจารณาในเรื่องเครือญาติ ถึงแม้จะไม่ใช่นามสกุลเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงว่า ในการบริหารราชการแผ่นดิน ยึดหลักปรโยชน์ประเทศชาติเป็นหลัก ต้องในความเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกคน ในฐานะปธ.กตช. ที่ไม่สามารถมอบหมายให้ใครไม่ได้ ซึ่งแซกแทรกไม่ได้ การพิจารณาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ นึกถึงความอาวุโส ผลงาน ปราบปรามยาเสพติด ขณะเดียวกันนโบยบายปราปรามยาเสพติด เป็นโยบาเร่งด่วน เพราะก่อนที่จะมารับตำแหน่งก็มีปัญหายาเสพติดเข้ามามากมาย ขณะที่เสนอก็ไม่ได้มองความเป็นญาติ มองในเรื่องความเหมาะสม ผลงาน และมติกตช. ก็เห็นชอบโดยเอกฉันท์ และพล.ต.อ.วิเชียร ก็เห็นชอบด้วย

"แม้ตนจะเสนอตำแหน่งผบ.ตร. แต่ถ้าคณะกรรมการกตช. ไม่เห็นด้วย ก็ต้องตกไป เช่นเดียวกับสมัยนายอภิสิทธิ์ ที่เสนอให้พล.ต.อ.ประทีบ ตันประเสริฐ เป็นผบ.ตร. แต่คณะกรรการกตช. ไม่เห็นด้วยก็ต้องตกไป นอกจากนี้การแต่งตั้งโยกย้าย พล.อ.อักษรา เกิดผล ซึ่งเป็นลูกชายของพล.อ.สายหยุด เกิดผล ที่มีความคิดเห็นทางการเมืองแตกต่างกัน ตนก็พิจารณาตามความเหมาะสม ได้เห็นชอบในการเสนอพล.อ.อักษรา เป็นเสนาธิการทหารบก และเป็นเลขากอ.รม.ได้ " น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าว

ขณะที่นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายนายกรัฐมนตรี ได้สักถามว่าเหตุใดต้องเข้าประชุมกตช. ทำไมไม่มอบอำนาจให้รองนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ตามระเบียบกตช. นายกรัฐมนตรีในฐานะประธานกตช.จะมอบหมายให้บุคคลอื่นไม่ได้ เพราะนายกในฐานะประธานกตช. ต้องเป็นผู้เสนอชื่อผู้ที่ดำรงตำแหน่งผบ.ตร. ให้คณะกรรมการกตช.พิจารณาเท่านั้น

จากนั้น นายถวิล กล่าวชี้แจงว่า เหตุผลที่แท้จริงในการย้ายตนออกจากตำแหน่งเรื่องมาจากสตช. เพราะก่อนที่จะมีมติครม.โอนย้ายตน มีเรื่องของสตช.โดยร.ต.อ.เฉลิม ออกมาพูดเรื่องบ่อนการพนัน ซึ่งมีความบกพร่องของพล.ต.อ.วิเชียร ซึ่งดำรงตำแหน่งผบ.ตร.ที่ปล่อยให้มีบ่อนการพนัน และมีข่าวออกมาบ่อยครั้ง ห้วงปลายเดือนส.ค. 54 ว่ามีการบีบบังคับให้พล.ต.อ.วิเชียร ได้ลุกขึ้นออกจากตำแหน่ง

"พล.อ.วิเชียร เคยพูดกับผมตอนที่มีข่าวจะย้ายมาสมช. ว่าท่านไม่มาตำแหน่งที่ผมขอให้ผมสบายใจได้ ท่านใช้คำว่าพี่ถวิลสบายใจได้ ผมไม่มาสมช. ผมจะต่อสู้ที่สตช. ผมก็บอกแล้วว่าดีแล้ว ซึ่งผมไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ใดมาก่อน " นายถวิล กล่าว

นายถวิล กล่าวต่อว่า เมื่อจะทำให้ตำแหน่งที่สตช.ว่างลง จึงต้องเอาพล.ต.อ.วิเชียรออก จึงมาลงที่ตน เหตุที่ย้ายตนออกเพื่อรองรับพล.ต.อ.วิเชียร ก่อนแต่งตั้งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ อีกทั้งรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสตช. ก็บอกชัดเจนว่าไม่ไว้ใจตน เพราะทำงานในศอฉ.ในช่วงปี 2552-2553 ซึ่งตนเรียนว่าตนเป็นข้าราชการประจำ เป็นไปตามโครงสร้างตามกฎหมาย ตนต้องทำงานให้ทุกรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่มีการเปลี่ยนย้ายตามวาระของรัฐบาล

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล เผื่อนอัยกา อดีตเลขาธิการสมช. คุณถวิลดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการสมช. ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ใช่หรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ใช่ครับ แต่เหตุผลที่ย้ายพล.ท.สุรพลผมไม่ทราบ ท่านนายกฯย้ายผม ตอนย้ายพล.ท.สุรพลผมจำได้ว่าย้ายประมาณเดือนกรกฎาคม ซึ่งรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้ามาปี 2551 ให้พล.ท.สุรพลทำงานมา 8 - 9 เดือนแล้ว ”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า เคยขึ้นเวทีกปปส.หลายครั้ง นายถวิล กล่าวว่า "ถูกต้อง"

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ตอนขึ้นเวทีกปปส.ได้บอกว่าให้มวลชนไปขัดขวางการเลือกตั้ง นายถวิล กล่าวว่า "ผมจำได้ไม่เคยพูดให้ขัดขวางการเลือกตั้ง"

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ในศาลปกครองสูงสุดได้วินิจฉัยอำนาจถูกผู้ร้องว่ามีอำนาจโยกย้ายได้ ยกเว้นอย่างเดียวเรื่องดุลยพินิจ นายถวิล กล่าวว่า "ศาลปกครองวินิจฉัย แต่การใช้ดุลยพินิจไม่ชอบ มีข้อเท็จจริงที่สะท้อนให้เห็นว่าเร่งรีบดำเนินการ การย้ายต่างหน่วยต่างกรมต้องให้ความยินยอมกันก่อน ระหว่างหน่วยที่ให้โอนและหน่วยที่รับโอน เลขาธิการนายกฯมีหนังสือลงวันที่ 4 ก.ย. 54 มีไปถึงหน่วยที่กำกับดูแลผมอยู่ ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่ามีตำแหน่งพร้อมจะรับโอน และรัฐมนตรีที่กำกับดูแลสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความเห็นชอบแล้ว แต่ปรากฏว่ารัฐมนตรีสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลได้ให้ความเห็นชอบในวันที่ 5 ก.ย. 54 ซึ่งเท่ากับว่ารัฐมนตรีที่กำกับดูแลหน่วยที่รับโอนยังไม่ได้เห็นชอบ ซึ่งไม่สอดคล้องกันระหว่างหน่วยที่โอนและหน่วยรับโอน เป็นการปกติปิดข้อมูลบางอย่าง"

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า ฝ่ายบริหารต้องรับผิดชอบนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา การโยกย้ายข้าราชการความไว้วางใจกับความสามารถ ฝ่ายบริหารจะต้องแยกจากกัน คนที่ไว้วางใจความอยู่ในตำแหน่ง เห็นด้วยหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่เห็นด้วย”

ทนายน.ส.ยิ่งลักษณ์ ถามว่า พยานเบิกความทั้งหมดดูแล้วเป็นสาระสำคัญในคดี เหตุใดจึงไม่ให้การกับศาลปกครอง นายถวิล กล่าวว่า น้ำหนักของผมที่ศาลปกครองคือกรณีที่นายกฯไม่ใช้วิธีการที่กฎหมายกำหนด กระบวนการต่อสู้ของผมรับผิดชอบแค่นี้ ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องสตช. ผมต่อสู้ในประเด็นของผมที่โยกย้ายไม่เป็นธรรม”

นายจรูญ ถามว่า การย้ายในกรณีดังกล่าวเห็นว่าเป็นการย้ายตามปกติของระบบราชการหรือไม่ คิดว่าเป็นการแทรกแซงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “ผมไม่ทราบว่าเป็นการแทรกแซงก้าวก่ายหรือไม่ แต่ผมเห็นว่าเกี่ยวพันกัน เป็นการแบ่งงานกันทำ เพราะถ้าไม่เอาผมออกก็ไม่สามารถโอนพล.ต.อ.วิเชียร มาตำแหน่งผมได้ และถ้าไม่เอาพล.ต.อ.วิเชียรออกจาตำแหน่งผบ.ตร.ได้ ก็ไม่สามารถเอาพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ขึ้นเป็นผบ.ตร.ได้”

นายอุดมศักดิ์ ถามว่า ก่อนจะมีการย้ายได้มีการส่งคนมาทาบทามก่อนหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า “นายกฯให้สัมภาษณ์ต่อสื่อว่าจะหาทางคุยกับผมก่อนวันที่ 6 ก.ย.54 โดยนายกฯได้มอบหมายให้พล.ต.อ.โกวิท มาคุยกับผม ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทแจ้งว่านายกฯ ถามผมว่าผมจะขัดข้องหรือไม่ ผมพิจารณาด้วยความถี่ถ้วนทุกอย่าง ผมจึงบอกไปด้วยความเกรงใจว่าจะขอต่อสู้ตามกฎหมาย ”

นายจรัญ ถามว่า วันที่ 4 ก.ย.54 เป็นวันอาทิตย์หรือวันทำการอะไร นายถวิล กล่าวว่า “วันที่ 4 ก.ย.54 เป็นวันอาทิตย์ เป็นวันหยุดราชการตามปกติ”

นายจรัญ ถามว่า ในบันทึกข้อความของสำนักนายกรัฐมนตรีลงวันที่ 4 ก.ย. 54 ซึ่งระบุว่าน.ส.กฤษณา สีหะลักษณ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยินยอมให้รับโอนแล้ว นายถวิล กล่าวว่า “หนังสือจากพล.ต.อ.โกวิท แจ้งว่าน.ส.กฤษณาเห็นชอบพร้อมรับโอนแล้ว แต่มีหนังสือลงวันที่ 5 ก.ย. 54 ของน.ส.กฤษณาว่าเห็นชอบการรับโอน ผมเห็นว่าถ้าพิจารณาให้ดีแล้วการโอนย้ายต้องให้เกิดประโยชน์ต่อทั้ง 2 หน่วย ก็เห็นว่ามันไม่สอดคล้องกัน เพียงแต่ว่าเรื่องนี้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมและศาลปกครองสูงสุด ไม่ได้เห็นเป็นสาระสำคัญของการโอน ”

นายจรัญ ถามว่า พยานผ่านงานระดับสูงมาแล้ว เห็นว่าการลงวันที่ไม่เหมือนกัน เพราะเหตุใดจึงมีความแตกต่างกัน และต้องมีเอกสารฉบับใดฉบับหนึ่งเป็นของปลอม นายถวิล กล่าวว่า "ผมคิดว่ามีการแก้ไขวันที่ ผมถ่ายเอกสารที่อยู่ในมือผมตั้งแต่ต้น ผมเห็นว่าหนังสือมีความลักลั่น"

นายเฉลิมพล เอกอุรุ ถามว่า งานที่ปรึกษานายกฯ ได้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหรือไม่ นายถวิล กล่าวว่า "ผมทำหน้าที่เอกสารอย่างเดียว เป็นเรื่องที่น่าจะต่ำกว่าความรู้ความสามารถที่ผมมีอยู่ อย่างไรตาม มองว่า ตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เป็นเพียงตำแหน่งที่ทำให้การโอนย้ายปลัดกระทรวงสะดวกขึ้นเท่านั้น ไม่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินแต่อย่างใด "

นายทวีเกรียติ ถามว่า ตอนย้ายพล.ท.สุรพล สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ใช้ขั้นตอนเร็วหรือช้า นายถวิล กล่าวว่า "ส่วนใหญ่การทำงานในสมช.มีการเลือกกันเองในกอง แต่พล.ท.สุรพลได้โอนย้ายจากทหารมาเป็นรองเลขาธิการสมช.ในปี 2548 รัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ และได้รับการแต่งตั้งให้ขึ้นมาเป็นเลขาธิการสมช.ในรัฐบาลสมัคร ก่อนมาพ้นตำแหน่งในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ซึ่งไม่ได้ย้ายทันที แต่ได้ทำงานมา 7- 8 เดือน และพล.ท.สุรพลไม่ได้ฟ้องต่อศาล "

ขณะที่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวชี้แจงว่า เรื่องการโยกย้ายสืบเนื่องจากความเสียใจ ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ได้ตำหนิติเตียนอย่างรุนแรง ว่า ตำรวจคุมบ่อนคุมซ่อง ซึ่งเป็นการทำลายศรัทธาของประชาชน ซึ่งเมื่อถูกตำหนิติเตียน ก็ได้มาปรึกษาพล.ต.อ.โกวิท บอกว่าไม่สามารถทำงานกับผู้บังคับบัญชาแบบนี้ได้แล้ว แต่ว่าจะย้ายให้ตนไปไหนก็ได้ ซึ่งพล.ต.อ.โกวิทก็บอกว่า จะย้ายไปเป็นเลขาฯสมช. ซึ่งตนยืนยันว่าเป็นความสมัครใจ ไม่มีการบังคับ ขู่เข็ญ ต่อรอง แต่อย่างใด ส่วนนายกรัฐมนตรี ก็ไม่เคยทาบาทม ไม่เคยยื่นเงื่อนไข และไม่เคยแทรกแซงการโยกย้ายแต่อย่างใด

นายไพบูลย์ ได้ขึ้นซักถามว่าก่อนที่จะย้ายมาเป็นเลขาฯสมช. ทราบหรือไม่ว่ามีการเสนอชื่อพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ มาเป็นผบ.ตร.แทน พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ตนไม่ทราบมาก่อน เพราะการแต่งตั้งผบ.ตร. ต้องเป็นไปตามพ.ร.บ.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นหน้าที่นายกฯที่จะเห็นว่าใครเหมาะสม ในการเสนอชื่อให้เป็นผบ.ตร. ตนไม่ยึดติดตำแหน่ง แต่เมื่อได้รับมอบหมายหน้าที่ก็พร้อมทำเต็มที่ ตนตั้งใจจริงที่จะเกษียณในตำแหน่งหัวหน้าตำรวจพระราชสำนัก ซึ่งตนไม่ได้ยึดกับตำแหน่ง แต่ตั้งใจจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ส่วนจะไปอยู่ตำแหน่งไหนก็ขึ้นอยู่กับผู้บังคับบัญชา

นายไพบูลย์ ซักต่อว่า การที่ร.ต.อ.เฉลิม ในฐานะผู้บังคับบัญชาต่อว่าเป็นการข่มขู่คุกคามหรือไม่ และต่อมายังถูกย้ายไปในตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการคุกคาม แต่ตนสมัครใจเอง การที่ร.ต.อ.เฉลิมตำหนิการทำงาน ไม่เกี่ยวกับการตัดสินใจการโยกย้ายตำแหน่ง เพราะตนตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ได้ถูกข่มขู่คุกคาม และเมื่อย้ายไปเป็นเลขาฯสมช. ถือเป็นคณะกรรมกตร.โดยตำแหน่ง และได้เห็นชอบพล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ เป็นผบ.ตร.

นายไพบูลย์ ซักต่อว่าเคยพูดคุยกับนายถวิล ก่อนโยกย้ายหรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวชี้แจงว่า ตนเคยพูดคุยกับนายถวิล เคยคุ้นเคยกัน เนื่องจากเคยเรียนที่สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ด้วยกัน แต่ก่อนการโยกย้ายไม่ได้มีการปรึกษาในเรื่องดังกล่าว แต่เมื่อโยกย้ายมาแล้ว ก็ไม่เคยพูดคุยกัน ซึ่งตนก็เสียใจที่ทำให้นายถวิลเดือดร้อน แม้จะตนจะมีอายุมากกว่า แต่เมื่อเจอหน้ากันก็ได้ยกมือไหว้และขอโทษที่ทำให้เดือดร้อน

จากนั้น เมื่อเวลา 13.45 น. นายจรูญ ได้สั่งพักการประชุม 10 นาที ก่อนที่ในเวลา 14.05 น. ตุลากรศาลรัฐธรรมนูญ ได้ออกนังบัลลังก์อีกครั้ง โดยนายจรูญ ได้อ่านกระบวนการวิธีพิจารณา โดยระบุว่ากรณีที่ผู้ถูกร้องขอให้สอบพยานเพิ่มพยาน ได้แก่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน นายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด นายนพดล เฮงเจริญ อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายสมรรถชัย วิศาลาภรณ์ นายสมชัย วัฒนการุณ และนายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองกลาง ขอยื่นแถลงปิดคดีซึ่งศาลไม่อนุญาตเนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานครบถ้วนและกระบวนการไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว จึงขอนัดคำฟังวินิจฉัยในวันที่ 7 พ.ค.เวลา 12.00 น.

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
---------------------------------------

วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

น้ำคำเสียสละไม่ลงเลือกตั้ง หรือ ต้องห้ามสมัคร ส.ส. กันแน่ !!?

ข้อเสนอ “ทางออกประเทศ” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้รับการ “ปฏิเสธ” จากทุกฝ่ายอย่างพร้อมเพียง

โดยเฉพาะใน “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่หันหลังให้ทันที เพราะ เป็น “ข้อเสนอ” ที่ไม่ได้มีแนวทางของ “ประชาธิปไตย” ไม่ว่าจะเป็น “รัฐบาลคนกลาง” หรือ “ชะลอการเลือกตั้ง” เพราะทั้งสองอย่างล้วนแต่เป็น “ทางบังคับ” ให้ประเทศ “เว้นวรรคประชาธิปไตย” โดยสมบูรณ์แบบ

และสุดท้าย “ข้อเสนอ” ที่มี “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ต่างๆเหล่านี้ ก็จะทำลายตัวเอง และสูญสลายหายไปในที่สุด
แต่สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่งที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทิ้งเอาไว้ หลังการออกมาเสนอ “ทางออกประเทศ-ทางตันประชาธิปไตย” ก็คือ “คำประกาศ” ที่ระบุว่า “พร้อมจะเว้นวรรคทางการเมือง ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง หากทุกฝ่ายยอมรับข้อเสนอ” ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยดังกล่าว !!!
เพราะ “ข้อเท็จจริง” ในอีกมุมหนึ่ง “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถูก “ปลดออกจากราชการ” ตาม “คำสั่งกระทรวงกลาโหม” ซึ่งมีผลทำให้มีคุณสมบัติ “ต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.” อยู่แล้ว
โดยพบว่า “กระทรวงกลาโหม”ได้มี “คำสั่งกระทรวงกลาโหม” ที่ 1163/2555 เรื่อง “ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ” รายละเอียดระบุว่าโดยที่ปรากฏข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติว่า เมื่อ 2 มิ.ย.31 ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. ได้ใช้เอกสารสำคัญ สด.9 แทนฉบับที่ชำรุดสูญหาย ลง 8 เม.ย.31 อันมีข้อความสาระสำคัญเป็นเท็จ (ถือเป็นเอกสารเท็จ)ไปประกอบการขึ้นทะเบียนกองประจำการ ณ จว.น.ย. จนทำให้เจ้าหน้าที่สัสดีผิดหลงออกใบสำคัญ สด.3 ลง 2 มิ.ย.31 ขึ้นทะเบียนกองประจำการ ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขทะเบียน ทบ.2531 ก.ท.10803 การกระทำดังกล่าวของว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นการกระทำที่ละเมิดศีลธรรม จริยธรรมและแบบธรรมเนียมทหารของนายทหารสัญญาบัตร เป็นการกระทำไม่สุจริตเพื่อประโยชน์แห่งตน เป็นการทุจริตประพฤติมิชอบในวงราชการ ผิดวินัยทหารร้ายแรง ไม่สมควรให้อยู่ในราชการต่อไป นับแต่วันกระทำผิด…
ฉะนั้นจึงให้ปลด ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขประจำตัว 1313310803 (เหล่า สบ.) รรก.อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร.ออกจากราชการเป็นนายทหารกองหนุน



ซึ่งในเวลาต่อมา “กระทรวงกลาโหม” ก็ได้มี “คำสั่งถอดยศ” ว่าที่ ร.ต.อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตามคำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 1/2556 ลงวันที่ 2 ม.ค. 2556 เรื่อง “เพิกถอนคำสั่งกระทรวงกลาโหม” ระบุว่า มีหลักฐานเป็นที่ยุติว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้สมัครเข้ารับราชการในโรงเรียนนายร้อย จปร. โดยเป็นผู้ที่ขาดคุณสมบัติบรรจุเข้ารับราชการ เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร อันมีมูลเหตุจากนายอภิสิทธิ์ เป็นบุคคลที่ไม่ผ่านการรับราชการทหารกองประจำการ ไม่ผ่าน (ขาด) การตรวจเลือกทหารกองเกินเข้ากองประจำการโดยไม่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมาย ไม่มีเอกสารใบสำคัญทางทหารหรือเอกสารผ่อนผัน
ดังนั้นคำสั่งให้บรรจุนายอภิสิทธิ์ เป็นข้าราชการพลเรือนชั้นสัญญาบัตร เป็นนายทหารสัญญาบัตรมียศ ว่าที่ ร.ต. เป็นคำสั่งที่ออกด้วยความผิดหลง และที่มาจากความไม่สุจริต จึงเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย แต่เป็นคำสั่งที่ยังมีผลบังคับให้ผู้ที่เกี่ยวข้องจำต้องปฏิบัติตามต่อไป อีกทั้งสิทธิและหน้าที่ประโยชน์ที่ได้รับจากคำสั่งมิชอบด้วยกฎหมายนั้นยังคงมีอยู่ถึงปัจจุบัน และอนาคต ทำให้รัฐและราชการของกระทรวงกลาโหมเสียหาย จึงมีความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควรให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ประกอบด้วย
1.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 720/30 ลงวันที่ 7 ส.ค.30 เรื่องบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ เฉพาะในรายหมายเลขหนึ่ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขประจำตัว 6302030807 คุณวุฒิ Bachelor of Arts (Philosophy , Politics, and Economics) แห่ง University of Oxford ประเทศอังกฤษ เป็นข้าราชการกลาโหมพลเรือนชั้นสัญญาบัตร ตำแหน่ง รรก. อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (ขกท.2701) (อัตรา พ.ต. ) รับเงินเดือน ระดับ น.1 ขั้น 3 (2,765 บาท)
2.คำสั่งกระทรวงกลาโหมที่ 339/31 ลงวันที่ 26 เม.ย.31เรื่องแต่งตั้งข้าราชการกลาโหม พลเรือนเป็นนายการสัญญาบัตร เฉพาะในรายหมายเลข 1 ว่าที่ร้อยตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หมายเลขประจำตัว 6302030807 รรก. อจ.ส่วนการศึกษา รร.จปร. (เหล่า สบ.)
ทั้งนี้ คำสั่งในข้อ 1 ตั้งแต่ 7 ส.ค.30 และข้อ 2 ตั้งแต่ 26 เม.ย.31



เหล่านี้คือ “ข้อเท็จจริง” อีกส่วน ที่อาจจะส่งผลให้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ขาดคุณสมบัติและไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. ได้
ซึ่งเป็นเหตุผลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับ ทางออกประเทศ หรือ วิกฤตการเมือง ใดๆ ทั้งสิ้น 

ที่มา.พระนครสาสน์
////////////////////////////////////////////////////////////////