--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แดงปูดนายกฯพระราชทาน !!?

 สุเทพดัน (พ)ขัดตาทัพ ทหารวอนทุกฝ่ายหยุดทำลายประเทศ

ยิ่งลักษณ์. รับกังวลศาลรธน.วินิจฉัยที่มาส.ว.เป็นโมฆะ โยนกฤษฎีกาศึกษา เผยสภายังไม่ส่งร่างกม.2 ล้านล.ถึงมือรบ. ยันเดินเรื่องตามขั้นตอน "นิคม"ไม่หวั่นปปช.รับคำร้องถอดถอน แย้มลงเรือลำเดียวพท. "ปปช." เตรียมเรียกไต่สวนถอดถอน "ขุนค้อน-นิคม"นัดแรก26พ.ย. ลั่นทำคดีเร็วไม่เคยช้า "กมธ.พิทักษ์สถาบันฯวุฒิ" ซัด "จารุพงศ์" ฝ่าฝืนหลักนิติรัฐ-ละเมิดพระราชอำนาจ จี้"ยิ่งลักษณ์" ขอ พระราชทานกม.คืน "มาร์ค"เล็งยื่น ปปช.ฟันยกแก๊งพ่วง "ยิ่งลักษณ์" สัปดาห์หน้า บี้ ประกาศให้ชัดยอมรับอำนาจศาลหรือไม่ "ขุนค้อน"บรรจุญัตติซักฟอก 2วัน 26-27พ.ย. "ปู-เจ๊แดง"ถกวอร์รูมรับมือซักฟอก "นิวัฒน์ธำรง"เผยนายกฯพร้อมแจง "จำนำข้าว" ด้วยตัวเอง "รองโฆษกพท."ปูดแผนบันได 3 ขั้น ดัน"มาร์ค" นั่งนายกฯภายในสิ้นปี ขณะที่"แดง"แฉ"สุเทพ"วางแผนดัน"พ" นั่งนายกฯพระราชทาน ส่วน "กองทัพ" จ่อเอาผิดคนแอบอ้างเป็นทหารพรานกุข่าวอาวุธเข้าม็อบ ซัดปมการเมืองทำลายความมั่นคงฯ วอนทุกฝ่ายหยุดสร้างความเกรียดชัง-ทำลายประเทศ "สมช."จับตาม็อบราชดำเนินชุมนุม24พ.ย.เล็งต่อพ.ร.บ.มั่นคงฯหากชุมนุมยืดเยื้อ หวั่นมือที่ 3 ป่วน "เฉลิม"ขู่จับตา"สุเทพ" ทำผิดกม.จับทันที "แกนนำม็อบราชดำเนิน" แย้มเตรียมล้านคนทำกิจกรรม "เดินอารยะ" 25 พ.ย.นี้
   
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านและกลุ่ม 40 ส.ว.เรียกร้องให้แสดงความรับผิดกรณีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาส.ว.ขึ้นทูลเกล้าฯ ว่า ขั้นตอนต่างๆ ทำตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีข้อกฎหมายอยู่ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นเหตุการณ์ใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นคงต้องให้กฤษฎีกาศึกษาก่อน ยืนยันว่าได้พยายามทำตามขั้นตอนทุกอย่าง พร้อมย้ำว่าเรื่องนี้กังวลมาตลอด เพราะไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง หรือความเห็นที่ไม่เหมือนกัน จึงหวังว่าเรื่องการศึกษาข้อกฎหมายจะมีทางออก เพราะอยากให้บรรยากาศเป็นไปในทางที่ดี เนื่องจากใกล้เดือนมหามงคลและใกล้เทศกาลปีใหม่
   
เมื่อถามว่า สถานการณ์จะวุ่นวายมากขึ้นหรือไม่เนื่องจากพรรคเพื่อไทยมีธงที่จะล่าชื่อถอดถอนคณะตุลา การศาลรัฐธรรมนูญ นายกฯ กล่าวว่า คงตอบไม่ได้ เพราะทุกคนต้องแสดงออก ในจุดยืนของแต่ละคน ส่วนกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)รับลูกจากศาลรัฐธรรมนูญไปพิจารณาต่อทันทีนั้น หวังว่าทุกฝ่ายที่ยึดความยุติธรรม จะยึดหลักกติกาของบ้านเมือง เพื่อให้มีทางออก ให้แต่ละคนสามารถเดินต่อได้ และหวังว่าจะเห็นอย่างนั้น เพราะถ้าไม่มีทางออก เกรงว่าประเทศจะมีความเห็นที่ต่างกัน จึงหวังว่า การศึกษาต่างๆ ด้วยความรอบคอบ ด้วยเหตุผล จะเป็นทางออกและแก้ปัญหาต่อไป
   
เมื่อถามว่า ร่างพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท นายกฯจะพิจารณาอย่างไร และนำขึ้นทูลเกล้าฯทันทีหรือไม่ เพราะขั้นตอนที่สภาฯจบแล้ว นายกฯกล่าวว่า ขั้นตอนของพ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ต่างกับขั้นตอนการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ และยืนยันจะทำตามขั้นตอน และจะแจ้งให้ทราบ เพราะตอนนี้ยังไม่ได้รับเรื่องจากสภาฯ
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนที่นายกฯจะให้สัมภาษณ์ได้พูดคุยกับ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ นายวราเทพ รัตนากร รมต.ประจำสำนักนายกฯและรมช.เกษตรฯ ถึงปัญหาหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างแก้ไขที่มาส.ว.เป็นโมฆะ หลังฝ่ายค้านยืนเรื่องต่อป.ป.ช.ให้ถอดถอนกรณีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เป็นเวลา 15 นาที จากนั้นให้สัมภาษณ์โดยเรียกนายนิวัฒน์ธำรงและนายวราเทพ มายืนด้านหลังขณะให้สัมภาษณ์

นิคม แย้มลงเรือลำเดียวพท.
   
ที่รัฐสภา นายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)มีมติรับคำร้องถอดถอนออกจากตำแหน่งว่า ได้เตรียมหลักฐานชี้แจงไว้แล้ว จึงไม่กังวลกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยกระบวนการ เพราะดำเนินการตามกระบวนการและในวันที่ 25 พ.ย.กลุ่ม ส.ว.จะมีการหารือกัน โดยผลจะออกมาเป็นอย่างไร รวมทั้งจะเป็นแนวทางเดียวกับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ต้องขึ้นอยู่กับที่ประชุม แต่ส่วนตัวมองว่า เมื่อลงเรือลำเดียวกับพรรคเพื่อไทยแล้วคงต้องทำให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาก็คล้ายกับคำร้องของผู้ร้องตนไม่แปลกใจ กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ต้องดูเนื้อหาอีกทีว่าคำวินิจฉัยนั้นอยู่บนพื้นฐานของอะไร ส่วนเรื่องนี้จะจบอย่างไรก็อยากให้เป็นไปตามกระบวนการ ถ้าถูกก็ต้องรับ ผิดก็ต้องรับ ก็ต้องพิจารณาดูกัน
   
ส่วนตัวมองว่าทุกเรื่องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ผมไม่อยากให้ตกค้าง อยากให้เดินหน้าต่อไป ส่วนที่หลายฝ่ายวิเคราะห์หลังจากนี้จะเกิดภาวะสุญญากาศ ก็อาจจะเป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้ แล้วแต่กระบวนการ"

ร้องกองปราบเอาผิดตุลาการฯ
   
ส่วนที่กองปราบปราม พ.ต.ท.เสงี่ยม สำราญรัตน์ ที่ปรึกษาประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ ได้เดินทางไปยื่นร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับคณะตุลาการฯ ในความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ ตามประมวลกฏหมายอาญามาตรา 112 หลังคณะตุลาการฯได้พิจารณาคำร้องเกี่ยวเนื่องกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาส.ว.
   
ที่สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)นายคารม พลพรกลาง ทนายความ กลุ่ม นปช.เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช.เพื่อคัดค้านการตั้งกรรมการ ป.ป.ช.เป็นองค์คณะไต่สวนถอดถอนนายสมศักดิ์ นายนิคมและดำเนินคดีอาญากับสมาชิกรัฐสภา ที่ลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับที่มาของส.ว.โดยนายคารม กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 131 วรรคหนึ่ง ระบุ ระหว่างเปิดสมัยประชุม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นการห้ามมิให้จับกุมคุมขังหรือเรียกตัวสมาชิกรัฐสภาไปสอบสวน ในฐานะที่สมาชิกผู้นั้นเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ดังนั้นการดำเนินการไต่สวนจึงไม่สามารถทำได้ โดยกล่าวย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาถือเป็นการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ไม่ใช่การทุจริตต่อหน้าที่ ตามที่มีการกล่าวหา ซึ่งหาก ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนก็เท่ากับเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 131 ดังนั้น ขอให้ทางคณะกรรมการป.ป.ช. มีมติปฏิเสธ หรือมีมติไม่คำกล่าวหาของบุคคลต่างๆ ที่ได้เคยยื่นคำร้องไว้

40สว.ยื่นฟันอาญาสมาชิกรัฐสภา
   
ขณะเดียวกัน นายวันชัย สอนศิริ ส.ว.สรรหา ในฐานะตัวแทนของกลุ่ม 40 ส.ว. ได้เดินทางเข้ายื่นเอกสารประกอบการพิจารณาต่อป.ป.ช.ขอให้ตรวจสอบการกระทำของสมาชิกรัฐสภาที่เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับที่มาของส.ว.ว่าเป็นการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามประมวลกฏหมายอาญา
   
นายวันชัย กล่าวว่า จากคำวินิจฉัยของศาลชี้ชัดว่าร่างรัฐธรรมนูญ มิใช่ร่างเดิมที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.56 แต่เป็นร่างที่จัดพิมพ์ขึ้นใหม่ มีข้อความแตกต่างจากร่างเดิมเป็นลักษณะสอดใส้หรือลักไก่เพิ่มเติมข้อความเข้ามา จึงขอให้ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวน ของผู้ถูกกล่าวหารวมทั้งบุคคลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดว่ากระทำผิดหรือไม่ หากตรวจสอบแล้วเห็นว่า มีมูล ขอให้ส่งเรื่องพร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป
   
กรณีนี้ถือเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และเป็นเรื่องใหญ่ระดับประเทศ จึงขอให้ ทางป.ป.ช.ดำเนินการพิจารณาอย่างเร่งด่วน"

นัดไต่สวนถอดถอน26พ.ย.
   
ส่วน นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวถึงการตั้งองค์คณะไต่สวนถอดถอนนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาและดำเนินคดีอาญากับส.ส.และส.ว.ที่ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาส.ว.ว่า ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนโดยเร็ว แต่คงรีบร้อนพิจารณาไม่ได้ เพราะจะโดนข้อครหาว่าทำแบบลับๆ โดยคาดว่าวันที่ 26 พ.ย.นี้จะเริ่มหารือถึงแนวทางการไต่สวน ว่าจะดำเนินการอย่างไร โดยต้องให้คณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนรับทราบข้อมูลอย่างละเอียด ส่วนระยะเวลาการตัดสินนั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับเอกสารและถ้อยคำต่างๆ ส่วนการแจ้งข้อกล่าวหาสมาชิก จำนวน 310 คน หรือจะให้มาชี้แจง เป็นรายคนหรือไม่นั้นต้องดูความครบถ้วนก่อน ซึ่งส่วนใหญ่คณะกรรมการจะแยกเรื่องถอดถอนก่อน เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับคดีอา ญาค่อนข้างจะซับซ้อนและยาก ดังนั้นเรื่องถอดถอนจะต้องดำเนินการเสร็จก่อนเรื่องอาญาอย่างแน่นอน
   
ที่ผ่านมาป.ป.ช.ทำงานด้านการพิจารณาถอดถอนเสร็จเร็ว เพียงแต่ว่าเมื่อไปถึงวุฒิสภาโอกาสที่จะลงมติให้ถอดถอนค่อนข้างยาก แต่ทุกส่วนก็ต้องดำเนินตามกฎหมาย ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกี่ยวกับการกดบัตรแทนกัน การปลอมเอกสารว่าผูกพันกับป.ป.ช.ด้วยหรือไม่นั้น ก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องจริยธรรม"
   
เมื่อถามถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยไม่ยอมรับอำนาจศาล นายวิชา กล่าวว่า ป.ป.ช.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเพราะคำวินิจฉัยต้องผูกพันทุกองค์กรหากมีคนไม่รับอำนาจก็เป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่ป.ป.ช.ให้โอกาส แก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาให้เข้ามาชี้แจงอยู่แล้ว ส่วนที่พรรคเพื่อไทยจะดำเนินคดีอาญากับตุลาการฯตามมาตรา 112 นั้น ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะยังไม่เห็นการร้องเรียนหรือการฟ้อง ซึ่งเห็นแต่คนแถลง ซึ่งการแถลงก็ยังไม่ผูกมัดอะไร

อธิการบดีหวั่นกม.เกิดกลียุค
   
ส่วน นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศษสตร์ กล่าวว่า เมื่อศาลวินิจฉัยเช่นนี้ ร่างที่มาของส.ว.ก็ตกไป และเท่าที่อ่านคำวินิจฉัย เห็นว่าศาลเน้นหนักไปที่กระบวนการตรา แต่ยังไม่ลงลึกไปที่เนื้อหาของการแก้ไข ดังนั้นเมื่อมีการเสนอร่างไปยังพระมหากษัตริย์แล้ว โดยหลักการรัฐบาลต้องไปถอนร่างออกมาอย่างไรก็ตาม การปฏิเสธอำนาจศาล ของพรรคเพื่อไทย จะทำให้อนอนาคต เกิดปัยหาเรื่องกลียุคต่อระบบกฎหมายไทยได้

นิด้าคาดยุบสภาใน2-3 วันนี้
   
นายบรรเจิด สิงคะเนติ คณบดีคณะนิติศาสตร์ กล่าวในงานเสวนาวิชาการ "ทองออกวิกฤตประเทศไทย" ว่า คิดว่าวันนี้ประเทศไทยเดินสู่วิกฤติ และคิดว่าสิ่งที่จะเกิดหลังจากนี้มี 3 แนวทาง คือ 1.รัฐบาลยุบสภาและลาออก ซึ่งมีแนวโน้มและโอกาสที่จะเกิดสูงมากที่สุด ภายใน 2-3 วันนี้ 2.ถ้าพลังประชาชนมากพอและกดดัน บีบให้เกิดการปฏิรูปการเมืองและสร้างกติกาใหม่ และ 3.อาจจะนำไปสู่วิกฤตจราจล และ ทหารออกมา แต่เที่ยวนี้ประชาชนจะไม่ยอม เพราะประชาชนต้องการกติกา ต้องการให้สภาเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชน

บี้"ปู"ขอพระราชทานกม.คืน
   
ขณะที่ พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ ส.ว.สรรหา ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบัน วุฒิสภา แถลงกรณี นายจารุพงษ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทย และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ปฏิเสธอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกล่าวหาศาลและตุลาการฯ เป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และละเมิดพระราชอำนาจ ฝ่าฝืนหลักนิติรัฐ และจะนำประเทศชาติไปสู่การล้มเหลวทางการปกครอง จึงขอให้ผู้กระทำการดังกล่าวที่สนุนในฐานะองค์กรทางการเมือง และบุคคล ให้หยุดกระทำการดังกล่าวทันที และเรียกร้องให้ นายกฯขอพระราช ทานคืนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.ซึ่งตกไปแล้ว โดยผลของกฎหมาย ตามคำวินิจฉัยของศาลโดยพลันเพื่อมิให้เป็นพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยมิบังควร และถ้ายังดื้อดึงไม่ดำเนินการ จะถือว่าเป็นการจงใจล่วงละเมิดพระราชอำนาจ

มาร์ค จี้ปูทบทวนทูลเกล้าฯ
   
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมพรรคว่า ที่ประชุมมีมติเรียกร้องให้นายกฯและพรรคเพื่อไทยทบทวนท่าที แสดงความรับผิดชอบกรณีที่มีการนำร่างรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว.ทูลเกล้าฯทั้งๆ ที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายอยู่ โดยไม่ฟังเสียงท้วงติงจากฝ่ายต่างๆ ซึ่งหากนายกฯและพรรคเพื่อไทย ยังเป็นนักการเมืองที่เคารพระบอบประชาธิไตยต้องทบทวนและปรับทัศนคติ เพราะสร้างความเสียหาย และกำลังจะนำประเทศสู่วิกฤติที่รุนแรง
   
เมื่อรัฐบาลกระทำความผิด แต่ไม่มีแนวโน้มแสดงความรับผิดชอบ พรรคจะดำเนินการทั้งทางการเมือง และทางกฎหมาย เพราะคำวินิจฉัยของศาล มีบุคคลที่กระทำความผิด คือ จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และบางส่วนทำ ความผิดทางอาญา พรรคจะร้องถอดถอนบุคคล ที่ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ และแจ้งป.ป.ช.ดำเนินคดีอาญา กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในส่วนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนในการเสนอ และใข้เอกสารปลอมให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาประกอบด้วย นายสมศักดิ์ นายนิคมและนายสุวิจักษณ์ นาควัชระชัย เลขาธิการสภาฯซึ่งมีนายกฯรวมอยู่ด้วยซึ่งจะยื่นคำร้องต่อ ป.ป.ช.ได้ในต้นสัปดาห์หน้า เพื่อให้บุคคลเหล่านี้รับผิดชอบ รวมทั้งสมาชิกรัฐสภา ผู้เสนอร่าง ทั้งหมด 312 คนและกรณีการเสียบบัตรแทนกันนายกจะลอยตัวเหนือปัญหาไม่ได้ การที่บอกว่ายังบอกไม่ได้ว่าจะยอมรับคำวินิจฉัยของศาล แสดงว่าจะยอมรับก็ต่อเมื่อถูกใจตัวเองเท่านั้น จึงขอให้นายกฯพูดให้ชัดเจนว่าจะไม่รับอำนาจศาลใช่หรือไม่ จะดำเนินการทางกฎหมายได้อย่างถูกต้อง"
   
เมื่อถามว่า มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่นายกฯจะไม่นำร่างรัฐธรรมนูญกลับมา หลังค้างอยู่ในขั้นตอนการทูลเกล้าฯ เพื่อทิ้งเวลาให้เกิน 90 วัน แล้วอ้างว่าไม่พระราชทานคืนกลับมา ก่อนใช้เสียงข้างมากยืนยันว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมีปัญหาอีกครั้ง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ เพราะรัฐบาลมีเจตนาชัดเจนว่า จะไม่ยอมรับอำนาจศาล ดังนั้นนายกฯในฐานะที่เป็นผู้เสนอร่างก็ควรกราบบังคมทูลถวายรายงาน เพื่อให้เป็นข้อยุติที่ชัดเจนว่าหมดสภาพไปแล้ว เพราะคำวินิจฉัยมีความชัดเจน ถ้านายกฯไม่เข้าใจอ้างว่าต้องถามกฤษฎีกา ก็มั่นใจว่ากฤษฎีกาก็ต้องยืนยันตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้ว

บรรจุญัตติซักฟอก 26-27พ.ย.
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประธานสภาฯได้ลงนามในคำสั่งบรรจุระเบียบวาระเพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายฯนายกฯและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลโดยเริ่มตั้งแต่เวลา 09.30 น. วันที่ 26-27 พ.ย.56 โดยนายสมศักดิ์เปิดเผยว่า การอภิปรายฯในวันสุดท้าย จะไม่เกินเวลา 24.00 น. ของวันที่ 27 พ.ย. เพื่อให้ทันลงมติ โดยฝ่ายค้านจะต้องสรุปการอภิปรายฯเวลาประมาณ 22.00 น. อย่างไรก็ตามจะให้เวลาฝ่ายค้านอภิปรายอย่างเต็มที่ 2 วัน โดยตนได้ประสานขอความร่วมมือไปยังครม.ให้เข้าร่วมรับฟังการอภิปราย ขณะเดียวกันได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภา ขอให้เลื่อนการประชุมวุฒิสภาออกไปในช่วงดังกล่าว

ปู ถกวอร์รูมรมต.รับมือซักฟอก
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.นายกฯได้เรียกประชุมทีมวอร์รูมรัฐมนตรี เพื่อหารือเตรียมความพร้อมในการอภิปรายฯ โดยมีนางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย และนายอัชพร จารุจินดา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯและรมว.พาณิชย์กล่าวว่าเป็นการประชุมเพื่อเตรียมความพร้อมในการอภิปรายฯ ไม่ว่าจะเป็นเอกสาร และเหตุการณ์ต่างๆ ในทุกเรื่อง ขณะที่นายกฯไม่ได้แสดงความเป็นห่วงแค่ให้แต่ละกระทรวงไปเตรียมข้อมูลของตัวเอง ส่วนตนมีหน้าที่เตรียมข้อมูลในเรื่องโครงการรับจำนำข้าว ขณะที่นายกฯจะเป็นผู้ตอบเอง แต่หากมีการพาดพิงรมต.คนใดก็จะสิทธิในการชี้แจง
   
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มผู้ชุมนุมคปท.ได้เคลื่อนขบวนมาจากพรรคเพื่อไทยมาชุมนุมที่บริเวณสะพานชมัยมรุเชฐและสะพานอรทัย ทันทีที่กลุ่มผู้ชุมนุมทำการปิดทั้ง2สะพาน กำลังเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรึงกำลังจุดละ 1 กองร้อย ขณะที่นายกฯเสร็จสิ้นการหารือทีมวอร์รูมได้เดินออกจากทำเนียบฯเวลา 18.15 น.โดยออกทางประตู ถนนพิษณุโลก นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล ได้เตรียมสถานที่สำรองเพื่อรองรับการประชุมครม.ในวันที่ 25 พ.ย.หลังมีกระแสข่าวกลุ่มผู้ชุมนุมจะทำการดาวกระจายปิดล้อมสถานที่ราชการสำคัญๆ

ปูดแผนดัน"มาร์ค"นั่งนายกฯ
   
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้ยินเพื่อน ส.ส.คุยกันว่า กลุ่มอำนาจเดิมที่เกลียดชังพรรคเพื่อไทย พยายามจะอุ้มชู นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นนายกฯโดยมีแผนบันได 3 ขั้น คือ หาเรื่อง หาทาง และหาบันได และ เร่งปิดจ็อบเร็ว และทราบว่า ฝ่ายตรงข้ามมีการวางตัวรมต.ชุดใหม่ไว้แล้ว เพื่อหวังจะได้เป็นรัฐบาลภายในสิ้นปีนี้ โดยมีคนนอกที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล้มรัฐบาล เข้ามาในครม.ชุดดังกล่าวกว่า 10 ตำแหน่ง ซึ่งในสัปดาห์หน้า จะเอารายชื่อดังกล่าวมาติดไว้ที่พรรค
   
วันนี้ผมคิดว่าอยากให้ นายอภิสิทธิ์ มาเป็นนายกฯให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาเป็นรองนายกฯอีกรอบ ก่อนสิ้นปีนี้ จะได้รู้ว่า ประชาชนในประเทศนี้จะต้อนรับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ด้วยของขวัญปีใหม่อย่างไร และประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป"

ดัน"พ"เป็นนายกฯพระราชทาน
   
ขณะที่ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่านายสุเทพได้ไปนัดกินข้าววางแผนกับคนใหญ่คนโต 2 คน มีอักษรย่อ "พ" ทั้ง 2 คน และเป็นที่มาของการนัดรวมตัวเดินขบวนกันในวันที่ 24 พ.ย.ของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยเฉพาะจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และจุฬาลงกรณ์มาหวิทยาลัย ที่ทั้ง "2 พ"เคยร่ำเรียน เพื่อวางแผนเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยยะ หลังป.ป.ช.ได้รับเรื่องร้องเรียนให้ถอดถอนส.ส.และส.ว. 312 คน จากประเด็นแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาส.ว. ซึ่งอาจจะเกิดสถานการณ์ทำให้ทั้ง 312 คน ต้องพ้นไป แล้วบ้านเมืองก็เกิดสุญญากาศ เข้าล็อกการขอนายกฯพระราชทาน ซึ่ง "พ" คนหนึ่งจะเข้ามาเป็นนายกฯ รักษาการ

กองทัพจ่อเอาผิดอ้างเป็นทหาร
   
ทางด้าน พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกฯ นำตัว นายเต้ย จักราช หลังอ้างตัวเป็นอาสาสมัครทหารพราน สังกัดกรมทหารพรานที่ 42 จ.สงขลา และรู้เห็นการขนอาวุธสงครามเข้ามาในพื้นการชุมนุมของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า จากการตรวจสอบในเบื้องต้นพบว่าข้อมูลตรงกับ พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ที่ยืนยันว่าไม่มีทหารพรานชื่อดังกล่าว อย่างไรก็ตามหากการตรวจสอบพบเป็นการแอบอ้างจะประสานงานทีมกฎหมายของกองทัพบกว่าจะสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องได้หรือไม่ เพราะทำให้กองทัพเสียหาย

ซัดการเมืองทำลายความมั่นคง
   
ขณะที่ พล.ต.สุรชาติ จิตต์แจ้ง หัวหน้าประชาสัมพันธ์ส่วนประชาสัมพันธ์และสารสนเทศสำนักรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองว่า สัปดาห์นี้สถานการณ์การเมืองมีความเข้มข้นมากขึ้น หลัง ศาลรัฐธรรมนูญมีคำตัดสินในประเด็นการแก้ไขที่มาส.ว.ทำให้เกิดประเด็นปัญหาทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น สร้างความยุ่งยาก และความลำบากในการที่จะก้าวข้าม หรือผ่านพ้นวิกฤติต่าง ๆ ทั้งนี้สถานการณ์การเมือง เกิดความแตกแยกและซึมลึกไปทั่วทุกองค์กร เกิดการแบ่งฝ่าย สื่อก็แบ่งข้าง ข่าวแถลงเรื่องเดียวกันแต่เสนอไปกันคนละด้าน ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจและน่าห่วงใยต่อบ้านเมือง ดังนั้นควรจะมีการพูดคุยกันดีกว่า
   
ประวัติศาสตร์ ได้บันทึกไว้ว่า เมื่อใดที่คนไทยแตกความสามัคคี และเกิดการช่วงชิงอำนาจ ความพินาศย่อยยับจะเกิดขึ้นกับชาติบ้านเมือง สถานการณ์การเมืองปัจจุบันทำให้เกิดการกัดเซาะผุกร่อนความมั่นคง จึงมาถึงจุดที่ประชาชนต้องร่วมกันแสดงออก เป็นเสียงเดียวกัน เป็นพลังที่บริสุทธิ์ โดยการเรียกร้องให้ทุกฝ่าย หยุดสร้างความเกลียดชัง หยุดทำร้ายประเทศถึงเวลาคืนความสุขให้กับสังคมไทยถึงเวลาหันหน้าเข้าหากัน เพราะเราต่างรักสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ขอให้ทุกคนลงมือทำทันทีก่อนที่จะสายเกินไป หากทำเมื่อใดความเป็นปกติสุขก็จะเกิดขึ้นกับคนไทยและสังคมไทย แผ่นดินไทยก็จะร่มเย็น"

สมช.เล็งงัดพรบ.มั่นคงคุมม็อบ
   
ส่วน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสมช. กล่าวถึงกรณีการประกาศใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ว่า ต้องรอดูการชุมนุมในวันที่ 24พ.ย.ของกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยของพรรคประชาธิปัตย์ก่อน แต่มีการเตรียมการไว้แล้ว หากมีเหตุผลความจำเป็นจะประกาศออกไปโดยตั้งกรอบไว้ประมาณ 1 เดือน แต่ถ้าระหว่างนั้นไม่มีเหตุการณ์อะไรก็สามารถยกเลิกได้ทันที ซึ่งการประกาศคงจะอยู่ในพื้นที่เดิม โดยสัปดาห์หน้าจะตัดสินใจ ว่าจะประกาศหรือไม่ ส่วนการชุมนุมวันที่ 24พ.ย.นี้ ผู้ชุมนุมคงจะมาก แต่คงไม่ถึงล้าน อาจหลายหมื่น แต่อาจมีการแสดงพลัง หรือมีความเป็นไปได้ที่จะมาปิดล้อมรอบทำเนียบฯ แต่คงไม่ฝ่าเข้ามา นอกจากนี้เรายังเป็นห่วงเรื่องมือที่ 3 เพราะยังมีเงาๆ อยู่ต้องเฝ้าระวัง นอกจากนี้ จะให้เจ้าหน้าที่ ขึ้นไปตรวจตราในจุดสูงข่มประมาณ 20 จุด ซึ่งจะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของตึกและให้สื่อมวลชนขึ้นไปร่วมตรวจสอบด้วย

เฉลิมขู่สุเทพทำผิดจับทันที
   
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน กล่าวถึงการชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยว่า การที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ประกาศเป็นแกนนำม็อบ หากมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น ต้องจับกุมนายสุเทพข้อหากบฎในราชอาณาจักร โดยได้ข่าวว่าการชุมนุมครั้งนี้ จะมีคนก่อเหตุร้าย แต่ไม่ใช่ฝ่ายเจ้าหน้าที่ เพราะฝ่ายเจ้าหน้าที่ห้ามพกอาวุธและปืนเด็ดขาด มีแต่ปืนยิงแก๊สน้ำตา ปืนยิงกระสุนยาง กระบอง แบริเออร์ และรั้วลวดหนาม หากมีการก่อเหตุร้ายนายสุเทพต้องรับผิดชอบ
   
ผมและพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกฯ และตำรวจ จะติดตามสถานการณ์อยู่ที่กระทรวงแรงงาน รวมทั้งวันที่ 24 พ.ย.จะเอาตำรวจตามนายสุเทพอย่างใกล้ชิด ไม่ให้คลาดสายตา ถ้ากล่าวโจมตี ผมบนเวที เป็นการพูดเท็จ ยั่วยุ ปลุกระดม และบอกว่าไม่เคยกลัวผม ผมก็ฝากบอกนายสุเทพว่า ผมได้เปรียบ เพราะไม่ต้องไปขึ้นศาลในคดีฆ่าคนตาย และไม่ถูกกล่าวหาว่ามือเปื้อนเลือด คุณพูดมาหลายครั้งว่าคุณไม่กลัวผม ผมก็จะบอกไอ้เทพ กูก็ไม่กลัวมึง"

อนุมัติหมายจับม็อบตืบตร.
   
วันเดียวกัน พล.ต.ต.ชยุต ธนทวีรัชต์ รอง ผบช.น.รับผิดชอบงานด้านกฎหมายและสอบสวน เปิดเผยกรณีที่ศาลแขวงดุสิตไม่อนุมัติออกหมายจับกลุ่มผู้ชุมนุมการ์ดคปท.ที่ทำร้ายร่างกาย ด.ต.จำเนียร หงส์ไทย ผบ.หมู่งานสืบสวน กก.สส.บก.น.6 จนได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 7พ.ย. ที่ผ่านมาว่า เบื้องต้นศาลแขวงดุสิตได้อนุมัติหมายจับที่ 447/2556 และ 448/2556 ลงวันที่ 21 พ.ย.56 ข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่น เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เพื่อให้ดำเนินการจับผู้ต้องหาที่ทำร้ายด.ต.จำเนียรแล้วโดยหมายจับดังกล่าวเป็นหมายจับตามภาพ ถ่าย เป็นชายไทยไม่ทราบชื่อ จำนวน 2 คน ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนว่าผู้ต้องหาเป็นใครเพื่อติดตามตัวมาดำเนินคดี หากใครรู้เบาะแสว่าบุคคลตามหมายจับเป็นใครสามารถแจ้งไปที่สน.นางเลิ้ง ได้ทันที

แย้มล้านคนเดินอารยะ25 พ.ย.
   
ที่เวทีประชาชนต้านกฎหมายนิรโทษ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงเชิญชวนประชาชนให้ออกมาชุมนุมให้ได้จำนวนหนึ่งล้านคนในวันที่ 24พ.ย.นี้ แม้ว่าความพยายามสกัดกั้นจากฝ่ายรัฐบาลและมีเหตุอุทกภัยจากในพื้นที่ภาคใต้ก็ตาม เพราะในวันที่ 24พ.ย.จะมีการขยายพื้นที่และเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อรองรับประชาชนที่จะมาชุมนุม และจะจัดกิจกรรมที่เป็นนัยยะ จึงขอให้ประชาชนค้างคืน เพื่อทำกิจกรรม"เดินอารยะ"ในวันที่ 25 พ.ย.ซึ่งจะเป็นการเดินไปยังสถานที่ราชการต่างๆเพื่อเชิญชวนให้ข้าราชการออกมาร่วมขบวนโค่นล้มระบอบทักษิณ แต่จะเดินอย่างสงบ ไม่ใช้ความรุนแรง โดยมวลชนจะมีเพียงดอกไม้กับนกหวีดเท่านั้น
   
อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการชุมนุมตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก กระทั่งช่วงเย็น ได้มีประชาชนต่างแห่เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของแกนนำอย่างคึกคัก โดยทางแกนนำได้มีการขยายพื้นที่การชุมนุมมากขึ้น เพื่อรองรับการชุมนุมใหญ่ในวันที่ 24 พ.ย.นี้

ที่มา.สยามรัฐ
---------------------------------



ศึกม็อบ ลามเวทีขาอ่อน !!?

คุณณวัฒน์ ถ้าคุณรักประเทศ คุณจะมาประจานคนไทยทำไม ให้ต่างชาติมาถือป้ายด่าคนไทยด้วยกัน”
แม้เหตุการณ์จะผ่านไปเกือบหนึ่งสัปดาห์ แต่กระแส“นางงามต้านม็อบ”ยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก โดยเฉพาะในโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ก กรณีที่ผู้เข้าประกวด “มิสแกรนด์อินเตอร์เนชั่นแนล 2013” ซึ่งเป็นสาวงาม 75 ประเทศทั่วโลก รวมไทยด้วย



ทั้งแถลงข่าว ทั้งสวมชูบิกินี่ ชูป้ายต้าน“ม็อบคัดค้านนิรโทษกรรม” ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยขณะนี้ โดยมี ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ผู้ก่อตั้งและจัดประกวดเวทีดังกล่าว คือผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว

โดยในแถลงการณ์ของณวัฒน์และเหล่านางงามผู้เข้าประกวดระบุว่า ภายหลังจากที่ผู้เข้าประกวดได้เดินทางมาปฏิบัติภารกิจที่ประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา โดยทำกิจกรรมต่างๆ ที่จังหวัดเชียงใหม่ พัทยา และกรุงเทพฯ ทว่าระหว่างการเก็บตัวพวกเธอได้มองเห็นความขัดแย้ง การก่อม็อบประท้วง การแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ความไม่ปรองดอง ก่อให้เกิดความไม่สงบ และความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวของไทยอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้ ทางองค์กร และเหล่าสาวงาม 75 ประเทศ จึงมีมติร่วมกันจัดม็อบยุติความขัดแย้ง และเตรียมยื่นหนังสือถึงแกนนำผู้ชุมนุมการเมือง ขอลดความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น พร้อมชูป้ายข้อความ “NO MOB, STOP THE WAR ยุติสงคราม"

หลังจากณวัฒน์และนางงามได้แสดงจุดยืนการต่อต้านการชุมนุมของม็อบในขณะนี้ ปรากฏว่า ได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตำหนิ โดยเฉพาะในโลกออนไลน์ที่มีการแชร์ข้อมูล ประเด็นที่ให้นางงามต่างชาติถือป้ายรณรงค์หยุดประท้วง นับว่า เป็นการประจานคนไทยกันเอง

เนื่องจากสถานการณ์ในขณะนี้ไม่ได้มีความรุนแรงถึงขั้นนองเลือด ซึ่งเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อยและยึดหลักสันติวิธี ณวัฒน์จึงควรให้ข้อมูลแก่สาวงามอย่างถูกต้อง เพื่อสร้างความเข้าใจ ว่าการชุมนุมครั้งนี้เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

นายณวัฒน์ได้เปิดใจถึงเรื่องนี้ โดยอ้างว่า ทางกลุ่มของตนไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวร้ายกับกลุ่มคน และกลุ่มการเมืองใด ๆ แต่ต้องการแสดงจุดยืนในครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับคอนเซ็ปต์ของการประกวดคือ STOP THE WAR การยุติสงครามและความขัดแย้งทุกรูปแบบ

ที่ผ่านมาก็ได้เคยพาผู้เข้าประกวดเดินทางไปเก็บตัวและร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่จังหวัดปัตตานี 4 วัน เพื่อให้กำลังใจแก่พี่น้องคนไทยและผู้ปฏิบัติหน้าที่เพื่อสันติภาพ โดยเฉพาะทหาร ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย

นอกจากนี้เมื่อช่วงที่มีเหตุการณ์รุนแรงประท้วงในประเทศอียิปต์ ทางองค์กรก็ได้มีการส่งจดหมายผ่านสถานทูตอียิปต์ในประเทศไทย เพื่อขอให้ลดระดับความรุนแรงลงอีกด้วย

“สถานการณ์เมืองไทยขณะนี้ อยากให้สังคม อยากให้ทุกคนเคารพความคิดเห็นของกันและกัน อยากให้ลดความร้อนแรงลง เพื่อไม่ให้นำไปสู่ความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งสาวงามทุกคนรู้เรื่องนี้ดี จากการเห็นด้วยตัวเอง ทั้งการปิดถนน ข่าวจากสื่อต่าง ๆ ที่สำคัญเราได้อธิบายให้สาวงามเข้าใจอย่างถูกต้องที่สุดแล้ว”

ทั้งนี้ณวัฒน์ยังกล่าวถึงผลกระทบเวทีประกวดด้วยว่า จากเดิมจะจัดประกวดรอบชิงชนะเลิศที่ธันเดอร์โดม ก็ต้องถูกปิดไป เพราะการชุมนุมในบริเวณนั้น ต้องย้ายไปที่อิมแพ็ค อารีน่า ทำให้งบประมาณเพิ่มขึ้น สูญเงินไปกว่า 10 ล้านบาท

ซึ่งประเด็นเรื่องเงินนี้เองได้มีผู้เอามาถกด้วยว่า ณวัฒน์ถูกว่าจ้างให้จัดม็อบนางงาม ซึ่งเป็นเกมการเมือง เพื่อหาเงินมาชดเชยค่าเสียหายที่สูญไป โดยเอานางงามทั้ง 75 ประเทศทั่วโลกมาเป็นเครื่องมือในการเดินเกม!!!

โดยผู้ที่อยู่ในแวดวงประกวดนางงาม ส่วนหนึ่งมีความเห็นว่า ปกติแล้วในการประกวดนางงามไม่ว่าจะเป็นเวทีในประเทศหรือระดับนานาชาติ จะไม่เอา 2 เรื่องมาพูดถึงหรือเกี่ยวข้องเลย คือ การเมือง กับศาสนา เพราะถือเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก และจนป่านนี้แล้วก็ไม่เคยเห็นม็อบนางงามบนเวทีประกวดมาก่อนเลย

อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ มีการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับศาสนาก็มีการประท้วงถือไม่ความเหมาะสมกันมาแล้ว แม้แต่ในเมืองไทยกรณีละครเรื่อง ฟ้าจรดทราย ทางช่อง 7 ก็มีความเคลื่อนไหวทางด้านศาสนาเกิดขึ้น

“ปกติจะมีการสั่งนางงามไว้เลยว่า เมื่อถึงรอบสัมภาษณ์บนเวที ห้ามเอาเรื่องการเมืองและศาสนามาพูดเด็ดขาด เพราะเสี่ยงต่อการหมิ่นเหม่”
ส่วนอีกความเห็นหนึ่งบอกว่า การที่ณวัฒน์อ้างว่า การต้านม็อบครั้งนี้เป็นไปตามคอนเซ็ปต์ STOP THE WAR ก็คงไม่ถูกต้องมากนัก เพราะคำว่า STOP THE WAR ทุกคนย่อมเข้าใจว่าคือการหยุดยั้งสงคราม แต่ในเมืองไทยแค่ม็อบ ไม่ใช่สงคราม

ดังนั้นการนำนางงามมาชูป้ายในชุดบิกินี่ ถือว่าเป็นการไม่เหมาะสม เหมือนบังคับนางงามให้มาถือป้าย
“เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกันว่า คุณณวัฒน์ฉวยโอกาสหรือไม่? ในการที่ใช้การชุมนุม เอามาช่วยสร้างกระแสข่าวในการประกวดนางงาม เพราะที่ผ่านมาข่าวการประกวดนางงามเวทีนี้ค่อนข้างเงียบ”

ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะคิดเช่นนั้นได้ เพราะการที่นางงามจะจัดทำป้ายต่างๆเพื่อมาชูเองนั้นเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ทางทีมจัดประกวดจะต้องเป็นตัวจัดหามาให้ ขณะเดียวกันหากไม่รู้ ไม่มีคิว ไม่มีการซักซ้อมนางงามไว้ก่อน จู่ๆนางสาวพากันถือป้ายออกมา ผู้จัดก็ต้องสอบถามแล้วว่าถือป้ายมาทำไม และถ้าไม่เห็นด้วย ก็คงไม่เปิดช่วงเวลาให้ถือป้ายถ่ายรูปกันหราได้อย่างที่เห็นแน่นอน

ฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรเรื่องนี้ รับรองได้ล้านเปอร์เซนต์ว่า ณวัฒน์รับรู้และสั่งการแน่ๆ

ส่วนว่าทำเพราะอะไร ทำเพื่อเงิน ทำเพราะเลือกข้าง หรือทำเพราะเข้าใจคอนเซ็ปต์ของคำว่า Stop the War อย่างนั้นจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่ ณวัฒน์นั่นแหละต้องตอบตัวเองว่าทำไปเพื่ออะไร???

ล่าสุดณวัฒน์ได้พูดถึงประเด็นม็อบนางงามในลักษณะที่น้อยใจว่า โดยส่วนตัวมีความมุ่งมั่นเหมือนกับหลายๆ คน ได้ระมัดระวังการพูดทุกอย่างที่สุดแล้ว พยายามไม่พาดพิงถึงกลุ่มคนกลุ่มการเมืองใด ๆ ผมเห็นด้วยสิ่งที่ทุกคนทำ ยินดีและแฮปปี้ทุกอย่าง

“บอกได้เลยว่า ในชีวิตตัวเองไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวข้องกับสิ่งเหล่านี้เลย อยากให้ทุกคนใจเย็นและดูแลเอาใจใส่กันมากขึ้น สำหรับผู้ใหญ่ทางช่อง 7 เข้าใจ พร้อมให้กำลังใจมากกว่า ไม่มีใครออกมาตำหนิ แต่รู้สึกน้อยใจพี่กนก รัตน์วงศ์สกุลบ้าง อุตส่าห์เป็นแฟนรายการแต่ ก็ไม่ได้โกรธ เข้าใจอารมณ์และภาพ ผมขอโทษที่ทำให้เข้าใจผิด ตอนนี้เป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนที่สุด”

ขณะเดียวกันก็มีคนส่วนหนึ่งโพสต์ข้อความให้กำลังใจณวัฒน์ทางออนไลน์ว่า

“..มีคนไม่ชอบก็ธรรมดาครับ แต่คุณณวัฒน์ ผมว่าไม่น่าด่า เพราะเขาแสดงแบบกลางๆ ที่ไม่อยากให้บ้านเรามีข่าวม็อบรายวันจนเทศกาลท่องเที่ยวของประเทศเรา ไม่น่าจะมาต่างชาติเขาเคยเห็นความรุนแรงจากการใช้อาวุธสงครามกลางเมืองหลวงมาแล้ว ก็อาจจะไม่กล้ามาก็ได้ ต่างกับดาราคนอื่นอย่างคุณแตงโม (ภัทรธิดา ที่ขึ้นเวทีเอาประสบการณ์ที่เคยแสบของเธอ ไปคิดว่าคนอื่นเขาจะแสบด้วยแสดงออกจนหมดความเป็นกุลสตรี ไปให้กำลังใจบนเวทีอย่างเดียว น่าจะมีกำไร แต่สิ่งที่เธอทำอย่าว่าแต่เข้าเนื้อเลย ผมว่าเข้าไปถึงกระดูกโน้นเลย ยี่ห้อความหยาบติดหน้าผากไปชั่วชีวิต..”

และบางรายก็มองว่า

“...ไม่เห็นแปลกที่นางงามถือป้ายด่าคนไทย เพราะม็อบก็สมควรถูกด่าแล้ว และความจริงข่าวต่างประเทศก็วิจารณ์ไทยอยู่แล้ว ดีเสียอีกที่บอกให้ชาวโลกรู้ว่า คนไทยไม่เอาม็อบ ขอบคุณณวัฒน์ ทำดีแล้ว...”

แน่นอนว่าหนีไม่พ้นที่จะมีคนโพสต์โต้ตอบว่า คนที่โพสต์เชียร์ณวัฒน์นั้นคือ พรรคพวกที่ถูกณวัฒน์ขอให้ช่วยเขียนโต้ตอบ

งานนี้ ณวัฒน์อาจจะคิดว่าคุ้มมากๆ ที่สร้างกระแสให้กับการจัดประกวดนางงามของตนเอง ที่ผลตอบรับ “ไม่แกรนด์”อย่างที่หวัง ให้กลายมาเป็นประเด็นพูดถึงในสังคม จัดครั้งต่อไปจะได้ไม่แป้กเหมือนครั้งนี้ก็ได้

แต่คำถามที่น่าคิดก็คือ มันคุ้มกันหรือไม่กับการเสี่ยงแบบนั้น

หรือจริงๆแล้วเห็นว่า ไหนๆในเมื่อม็อบยังไม่ได้รู้สึกเลยว่า สร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ หรือทำให้เกิดผลกระทบกับเศรษฐกิจของประเทศ ก็เล่นให้มันสุดๆไปเลย

ผลจึงถูกสังคมแบ่งแยกแตกขั้ววิจารณ์สุดๆไปเลยเช่นกัน

หรือประเทศนี้จะอยู่ในภาวะต้องสาปแล้วจริงๆ!!!

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////




เทียบเหตุผลหนุน-ต้าน คำวินิจฉัยศาล รธน.




เทียบเหตุผลประเด็นต่อประเด็น กลุ่มหนุน-ค้านคำวินิจฉัยศาล รธน. "ผ่าทางตัน" หรือดึงการเมืองเข้าสู่ "ทางตัน"

ยังคงเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง สำหรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของ "ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม" ในกลุ่มมาตราเกี่ยวกับที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

ประเด็นคำถามที่หลายฝ่ายมีต่อคำวินิจฉัย เปรียบเทียบกับคำอธิบายของกลุ่มที่เห็นด้วยกับศาลรัฐธรรมนูญ

1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม

นางนฤมล ศิริวัฒน์ ส.ว.อุตรดิตถ์ ให้ความเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจ เพราะเป็นอำนาจของสมาชิกรัฐสภาที่สามารถดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ และรัฐธรรมนูญมาตรา 154 ก็ระบุชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยเฉพาะกำหมายที่มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ (พระราชบัญญัติ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ และพระราชกำหนด)

2.ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ ขัดมาตรา 68 วรรค 1 คือมีลักษณะทำให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองโดยวิธีการที่ไม่ได้บัญญัติไว้ตามรัฐธรรมนูญ

นายจาตุรนต์ ฉายเเสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะเเกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลของมาตรา 68 วรรค 1 คือศาลมีอำนาจสั่งให้เลิกกระทำ (กรณีนี้หมายถึงเลิกแก้ไขรัฐธรรมนูญ) แต่คำถามคือศาลสั่งใคร เพราะรัฐบาลเเละนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการเสร็จไปเเล้ว ถือว่าเลยขั้นตอนที่จะสั่งไปแล้ว

3.รัฐมนตรีและ ส.ส.จากพรรคเพื่อไทยหลายคนมองว่าข้อกล่าวหาเสียบบัตรแสดงตนแทนกันของสมาชิกรัฐสภา การสั่งปิดอภิปราย หรือประเด็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอแก้ไข เป็นคนละร่างกับที่รัฐสภาพิจารณา เป็นเรื่องตัวบุคคล ข้อบังคับการประชุมสภา หรือปัญหาทางเทคนิค ไม่ได้อยู่ในอำนาจที่ศาลรัฐธรรมนูญต้องวินิจฉัย

4.ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯ ที่นายกรัฐมนตรีทูลเกล้าฯไปแล้ว ถือว่าตกไปโดยอัตโนมัติหรือยัง และนายกรัฐมนตรีจะต้องทำอย่างไร

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ตอบกระทู้ของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า จะหารือกับคณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อให้ได้แนวทางที่ถูกต้องและเป็นทางการ ขณะที่ ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฯถือว่าเป็นการโมฆะอยู่แล้ว เท่าที่ทราบสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะต้องไปยื่นขอถอนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจากสำนักพระราชวัง

ด้านความเห็นของฝ่ายที่สนับสนุนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษากฎหมาย ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ได้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นในเฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Chuchart Srisaeng ระบุว่า ขอสรุปผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและผลตามคำวินิจฉัยสำหรับผู้ที่ยังไม่เข้าใจเพิ่มเติม ดังนี้

1.ร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.เป็นอันตกไป เพราะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ถ้ายังไม่ได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมเพื่อลงพระปรมาภิไธย ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯไม่ได้ ถ้าทูลเกล้าฯแล้วก็ต้องขอถอนคืน

2.เมื่อร่างแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตกไป รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับที่มาของ ส.ว.ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข บทบัญญัติในส่วนนี้ยังเหมือนเดิมคือ ส.ว.มีสองประเภท ทั้งจากการเลือกตั้งและการสรรหา

3.ที่ไม่มีการยุบพรรคเพราะการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของสมาชิกรัฐสภา คือ มีทั้ง ส.ส.และ ส.ว. เป็นการกระทำของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ทำของพรรคการเมือง ส.ว.ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ส่วน ส.ส.ก็สังกัดมีหลายพรรค ไม่ใช่พรรคเพื่ิอไทยพรรคเดียว

4.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิพากษาลงโทษ ผู้กระทำความผิดในทางอาญา ซึ่ง ส.ว.กลุ่มหนึ่งได้ยื่นกล่าวโทษต่อ ป.ป.ช. ให้ทำการไต่สวนแล้ว

5.เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการลงชื่อยื่นถอดถอน ส.ส. 310 คน เพราะกรณีที่ยื่นถอดถอนนั้นเป็นเรื่องของขอถอดถอน ส.ส.ที่ลงมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ

ขอยืนยันว่าศาลต้องพิพากษาหรือวินิจฉัยคดีตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น จะให้เป็นที่พอใจหรือตามความต้องการของทุกคนไม่ได้

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-----------------------------------------




วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจจีนหลังการประชุม : CPC Central Committee.

โดย สกุณา ประยูรศุข

เหมือนจะกลายเป็นความสนใจอย่างยิ่ง สำหรับการประชุมเต็มคณะครั้งที่ 3 ของคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน ชุดที่ 18 (CPC Central Committee) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง ระหว่างวันที่ 9-12 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา

ต้อง ยอมรับว่าหลายหน่วยงาน หลายองค์กร เฝ้าจับตาผลการประชุมครั้งนี้ ประการหนึ่ง เพราะความยิ่งใหญ่ของจีนที่ขณะนี้ก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจในเรื่องเศรษฐกิจ ด้วยกำลังซื้อที่มากมายมหาศาล ด้วยจำนวนประชากรที่มากถึง 1,341 ล้านคน หรือมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ อีกประการนั้นต้องยอมรับว่า จีนมีระบบบริหารจัดการเศรษฐกิจที่รวดเร็ว และแก้ปัญหาได้ตรงจุด ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจชะลอตัว หรือค่าเงินหยวน อย่างที่ปรากฏให้เห็นในระยะที่ผ่านมา

สำหรับผลการประชุมครั้งนี้สรุป โดยรวม คณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนชุดที่ 18 เน้นว่า เป้าหมายโดยรวมของการปฏิรูปทุกด้านใน ระดับลึก

กล่าวคือต้องลงลึก ปฏิรูปเศรษฐกิจ โดยยึดมั่นในบทบาทสำคัญของ การตลาด ต่อการจัดสรรทรัพยากร ต้อง ปฏิรูปการเมือง ให้ลุ่มลึก โดยยึดมั่นในความกลมกลืนสมานฉันท์ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่เป็นพรรค รัฐบาล ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ และปกครองบริหารประเทศตามกฎหมาย ต้อง ปฏิรูปวัฒนธรรม ในระดับลึก โดยยึดหลักในความมีคุณค่าของสังคมนิยม และเป้าหมายการสร้างประเทศสังคมนิยมที่มีความเข้มแข็งทางวัฒนธรรม ต้อง ปฏิรูปสังคม ให้ลุ่มลึก โดยยึดมั่นในการประกันคุณภาพชีวิต ผดุงความยุติธรรมและความเป็นธรรมในสังคม ต้องลงลึก ปฏิรูปอารยธรรม ของระบบนิเวศ โดยยึดมั่นในแนวทางที่จะทำให้จีนเป็นประเทศแห่งความสวยงาม และต้องลงลึก ปฏิรูปการสร้างสรรค์พรรค โดยยึดมั่นในการยกระดับการบริหารให้ถูกต้องตามหลักวิทยาศาสตร์ การปกครองแบบประชาธิปไตย และการบริหารการเมืองตามกฎหมาย

ในประเด็นของการปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งเป็นที่สนใจของหลายฝ่ายนั้น แม้ว่าที่ ประชุมไม่ได้ชี้ชัดถึงรายละเอียดเท่าใดนัก แต่นับเป็นการเน้นย้ำ การวางรากฐานที่สำคัญของการปฏิรูปกลไกตลาด ให้มีบทบาทอย่างชัดเจนต่อระบบเศรษฐกิจเพื่อเพิ่มบทบาทของเอกชน เพื่อที่จะนำไปสู่ประสิทธิภาพในระบบเศรษฐกิจ พร้อมกันนั้น รัฐบาลจีนยังย้ำจุดยืนการยกระดับความเป็นเมือง และพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพื่อสร้างเสถียรภาพเศรษฐกิจจีนจากปัจจัยภายในประเทศ เพื่อให้จีนพร้อมต่อการผลักดันบทบาทเศรษฐกิจขึ้นสู่ระดับนานาชาติต่อไป

ศูนย์ วิจัยกสิกรไทย มองเรื่องนี้ว่า ในปี 2556 เศรษฐกิจจีนอาจเติบโตได้ในกรอบร้อยละ 7.3-7.7 โดยมีค่ากลางร้อยละ 7.5 ขณะที่ในปี 2557 น่าจะยังเติบโตได้ราวร้อยละ 7.2 (กรอบประมาณการร้อยละ 7.0-7.5) ซึ่งก็น่าจะช่วยประคองการส่งออกของไทยไปจีนในปี 2557 ให้เติบโตที่ราวร้อยละ 3.3 (กรอบประมาณการร้อยละ +0.5-+7.5)

อย่างไร ก็ดีจากถ้อยแถลงหลังการประชุมเผยให้เห็นถึงสาระสำคัญหลายประการ ที่อาจมีนัยสำคัญบ่งชี้แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงต่อเศรษฐกิจจีน รวมถึงภูมิภาคในระยะต่อไป โดยประเด็นสำคัญคือการปรับระบบเศรษฐกิจสู่กลไกตลาดมากขึ้นเพื่อเพิ่มบทบาท ของเอกชน

อาจกล่าวได้ว่า เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปของจีนในระยะข้างหน้า คือการที่รัฐจะทำการ ปฏิรูปกลไกตลาด ให้มีบทบาทอย่างชัดเจนต่อระบบเศรษฐกิจ ภายใน ค.ศ. 2020 (พ.ศ. 2563)

โดยผลักดันผ่าน 1)การปรับกฎระเบียบการดำเนินธุรกิจให้ผ่อนคลายมากขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการเข้าสู่ตลาดของเอกชน ทั้งจากภายในจีนเองและจากต่างประเทศ เพื่อเปิดรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตและบริหารจัดการ นำไปสู่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นในระบบเศรษฐกิจ 2)การปรับลดบทบาทของรัฐในการจัดสรรทรัพยากร โดยการปรับกติกาและกลไกต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น อาทิ การปรับให้นโยบายด้านเงินทุนเคลื่อนย้ายมีความผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนเอกชนก็มีแนวโน้มจะได้รับการส่งเสริมมากขึ้นอย่างชัดเจน เมื่อเทียบกับนโยบายของจีนในระยะก่อนหน้านี้

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ว่า ในระยะที่ผ่านมาทางการจีนได้ดำเนินการหลายด้านที่สอดคล้องกับแนวทางการปรับ ตัวสู่กลไกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะกลไกทางการเงินที่ค่อนข้างเปลี่ยนแปลงชัดเจน นับตั้งแต่การที่ธนาคารกลางของจีน (PBoC) มีนโยบายต่อค่าเงินหยวนในเชิงค่อนข้างผ่อนคลายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ค่าเงินหยวนมีทิศทางเคลื่อนไหวตามปัจจัยตลาดมากขึ้นในช่วงเวลาดัง กล่าว รวมถึงล่าสุดในปีนี้ที่ธนาคารกลางจีนมีการยกเลิกขั้นต่ำ (Floor) ของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และประกาศใช้ Loan Prime Rate ซึ่งกำหนดโดยธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง เพื่อเตรียมพร้อมสู่ระบบอัตราดอกเบี้ยเสรีต่อไป

ทั้งนี้คาดว่าใน ระยะข้างหน้า ทางการจีนน่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดการปฏิรูป และผลักดันให้มีความคืบหน้ามากขึ้น โดยให้เริ่มทดลองจากในเขตพื้นที่นำร่องและเขตเศรษฐกิจพิเศษต่าง ๆ ก่อนที่จะมีการปรับใช้ในภาคส่วนอื่น ๆ ในวงกว้างต่อไป

มีตัวอย่างให้ เห็นคือ ความพยายามของทางการจีนในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีเซี่ยงไฮ้ ซึ่งรัฐได้ผ่อนคลายกฎระเบียบการจัดตั้งและดำเนินธุรกิจในภาคบริการในหลาย ประเด็น (อาทิ การลดเงินทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ และการเปิดเพิ่มสาขาที่อนุญาตให้ธุรกิจต่างชาติดำเนินการ) พร้อมวางเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางการเงินโลกในปี 2020 ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการปฏิรูปในภาพใหญ่ข้างต้น

สำหรับการพัฒนา เศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้น ที่ประชุมเน้นว่าต้องมีแนวทางการพัฒนากลไกเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้เอื้อต่อการ มีบทบาทของเอกชน และสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่น เพื่อช่วยผลักดันบทบาทของเอกชน

การสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจ ภาคประชาชนดังกล่าว เป็นการผลักดันให้ประชาชนได้เข้าถึงดอกผลของการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่าง ปราศจากความเหลื่อมล้ำระหว่างในเมืองและชนบท และผลักดันให้เกษตรกรเข้าถึงสิทธิในที่ดินทำกิน ซึ่งแม้มิได้มีการระบุถึงรายละเอียดของนโยบายมากนัก

แต่ก็คาดว่าแนว ทางการผลักดันนโยบายในระยะข้างหน้า น่าจะมีความสอดคล้องกับหลายนโยบายที่มีการคาดการณ์มาก่อนหน้านี้ อันได้แก่ การปฏิรูประบบการเกษตร ให้กระบวนการในห่วงโซ่การผลิตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และอาจรวมไปถึงการปฏิรูประบบทะเบียนบ้าน (Hukou) โดยให้แรงงานย้ายถิ่นจากชนบทเข้าถึงสวัสดิการสังคมตามระบบทะเบียนบ้านใน เมืองได้

นอกจากนั้น รัฐอาจผลักดัน "Social Safety Package" สำหรับประชาชนทั่วประเทศ อาทิ บำนาญผู้สูงอายุ และการประกันสุขภาพ เพื่อช่วยสร้างหลักประกันในการดำรงชีวิต และช่วยให้ประชาชนมีความมั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความพยายามปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพิ่มบทบาทการบริโภคเอกชน และลดบทบาทการลงทุนของภาครัฐที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในระบบเศรษฐกิจจีน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

และที่คาดว่าเป็นอีกหนึ่งนโยบายที่จีนจะผลัก ดันอย่างต่อเนื่องก็คือ การดำเนินการขยายพื้นที่จัดเก็บภาษีอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้ดำเนินการไปแล้วบางส่วน เพื่อให้เป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลท้องถิ่น เข้าสู่เป้าหมายการสร้างสมดุลให้กับการคลังรัฐบาลท้องถิ่นอย่างยั่งยืนต่อไป

การ ประชุม CPC Central Committee ครั้งนี้ โดยสรุปแล้วหากรัฐบาลจีนสามารถดำเนินนโยบายเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ใน ระยะยาว ก็น่าจะมีผลให้จีนสามารถประคองอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจให้ขยายตัวอย่างมี เสถียรภาพในระยะข้างหน้าได้ แม้จะไม่ร้อนแรงเท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2545-2555)

ทิศทางในระยะยาวที่จีนมุ่งเน้นการจัดการกลไกทางเศรษฐกิจ ให้มีความพร้อมอย่างสมบูรณ์ภายในปี 2020 นับเป็นปัจจัยส่งเสริมให้จีนสามารถก้าวขึ้นมามีบทบาทในเวทีโลกได้อย่างแข็ง แกร่งในระยะข้างหน้า จากที่ปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก และเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก

แผน ยุทธศาสตร์ของจีนครั้งนี้ ในระยะทางข้างหน้า นอกจากการส่งเสริมการค้ากับประเทศต่าง ๆ ตามนโยบายที่วางไว้แล้ว ในมิติด้านการเงินยังเป็นการส่งเสริมบทบาทของเงินสกุลหยวนในเวทีโลกอีกด้วย ซึ่งจะช่วยให้บทบาทของจีนก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างสมบูรณ์พร้อม รอบด้านมากกว่าที่เป็นอยู่ขณะนี้

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
------------------------------------

บทเรียนจากเมืองจีน: โครงข่ายรถไฟความเร็วสูงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ-เชื่อมครอบครัวเข้าด้วยกัน



The New York Times มีบทความ “สำรวจผลกระทบจากรถไฟความเร็วสูง” ของประเทศจีน ว่าหลังจากเริ่มเปิดบริการรถไฟความเร็วสูงเมื่อ 5 ปีก่อนแล้วเป็นอย่างไร

ช่วงที่รถไฟความเร็วสูงของจีนเปิดบริการใหม่ๆ ต้องเรียกว่า “ร้าง” แต่ในปัจจุบัน สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ตั๋วที่นั่งทุกเที่ยวแทบจะถูกจองเต็ม คิวซื้อตั๋วที่สถานียาวเฟื้อย และสถานีรถไฟหลายแห่งต้องมีส่วนต่อขยายเพิ่มเพื่อรองรับผู้โดยสาร

ตอนนี้คนจีนเดินทางด้วยรถไฟความเร็วสูงมากกว่าเครื่องบินโลว์คอสต์ในประเทศถึงเท่าตัว อัตราการเติบโตเฉลี่ยของผู้โดยสารในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 28% ต่อปี

รถไฟความเร็วสูงยังทำให้การเคลื่อนย้ายแรงงานของจีนเปลี่ยนไป บทความยกตัวอย่างของคนงานทำรองเท้าคนหนึ่งในกว่างโจวที่ต้องกลับไปเยี่ยมลูกสาวที่เมืองฉางซาเป็นประจำทุกเดือน เดิมทีเธอต้องใช้เวลาเดินทางระหว่างมณฑลเป็นวัน แต่ตอนนี้เวลาเดินทางลดเหลือเพียง 2 ชั่วโมง 19 นาที

ผู้บริหารของตลาดหลักทรัพย์ในเสิ่นเจิ้นอีกคนหนึ่งเลือกเดินทางไปพบลูกค้าทั่วประเทศจีนด้วยรถไฟความเร็วสูง เขาให้เหตุผลว่าเครื่องบินมักมีปัญหาดีเลย์ เขายังบอกว่าไม่คิดว่ารถไฟความเร็วสูงจะเปลี่ยนชีวิตของคนจีนไปมากขนาดนี้ แต่ทุกวันนี้มันกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว

ความนิยมของรถไฟความเร็วสูงในจีนส่วนหนึ่งมาจากการตั้งราคาค่าโดยสารไม่แพงนัก โดยเทียบกับการเดินทางด้วยเครื่องบินแล้วถูกกว่ากันถึงครึ่ง และจีนก็พยายามไม่ขึ้นราคาค่าโดยสารรถไฟเลยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา ผลก็คือกระทบกับธุรกิจการบินพอสมควร ทำให้สายการบินต้องเลิกบริการเส้นทางที่ระยะน้อยกว่า 300 ไมล์ และหันไปจับตลาดการเดินทางไกลเกิน 300 ไมล์ถึง 470 ไมล์แทน

ถึงแม้รถไฟความเร็วสูงในจีนจะมีปัญหาอุบัติเหตุและคอร์รัปชั่น รวมถึงก่อให้เกิดหนี้สาธารณะปริมาณมหาศาล แต่มันก็กลายเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศจีนไปแล้วเช่นกัน การศึกษาของธนาคารโลกระบุว่าจังหวัดต่างๆ ในจีนที่เชื่อมต่อกับรถไฟความเร็วสูง (ปัจจุบันมีมากกว่า 100 เมืองแล้ว) มีประสิทธิผลของคนทำงานเพิ่มขึ้น เนื่องจากพนักงานเดินทางสะดวกขึ้น และลูกค้าเองก็เดินทางสะดวกขึ้นด้วย

การศึกษาของธนาคารโลกพิจารณาประโยชน์ของรถไฟความเร็วสูงหลายประการ เช่น เวลาทำงานที่เพิ่มขึ้นจากการประหยัดเวลาเดินทาง มลภาวะที่ลดลงทั้งทางอากาศและทางเสียง และค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลง นอกจากนี้บริษัทต่างๆ เริ่มปรับวิธีการทำธุรกิจ โดยแรงงานฝีมือและมีการศึกษาของจีนใช้วิธีอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างปักกิ่งและเสิ่นเจิ้น แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงไปทำงานในเมืองรอบนอกที่ค่าแรงยังถูกเหมาะกับการตั้งโรงงานแทน

ผู้บริหารจากโรงงานเสื้อผ้าในฉางซาระบุว่า เดิมทีเขาเดินทางไปพบปะลูกค้าที่กว่างโจว ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการค้าของจีนตอนใต้ปีละสองครั้ง แต่เมื่อมีรถไฟความเร็วสูงที่เดินทางสะดวกก็เปลี่ยนเป็นเดินทางแทบทุกเดือน ทำให้เขาปรับตัวตามกระแสแฟชั่นได้เร็วขึ้น ผลคือยอดขายเพิ่มขึ้น 50%

การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงของจีนยังทำให้เกิด “เมืองใหม่” ที่เกิดจากการย้ายถิ่นฐานของประชากรที่บ้านเดิมถูกเวนคืนที่เพื่อทำทางรถไฟ-สถานีรถไฟ และการที่สถานีรถไฟความเร็วสูงไปตั้งที่เขตเมืองใหม่บางแห่งก็ช่วยให้เศรษฐกิจของเมืองนั้นเติบโตอย่างรวดเร็ว ตัวอย่างคือรอบสถานีรถไฟฉางซาในปัจจุบันเต็มไปด้วยการก่อสร้างอาคารที่พักอาศัยที่มีจุดขายเรื่อง “ใกล้สถานี”

จีนยังเตรียมรองรับการขนส่งระบบรางในเมืองมาเป็นอย่างดี โดยก่อสร้าง “รถไฟใต้ดิน” ในเมืองใหญ่หลายแห่งเพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการคมนาคมกับรถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมระหว่างเมือง นายกรัฐมนตรีจีน Li Keqiang ยังประกาศจะลงทุนขยายโครงข่ายรถไฟเพิ่มอีก 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี แม้จะเผชิญปัญหาหนี้จากการสร้างรถไฟมาแล้ว 500,000 ล้านดอลลาร์ก็ตาม

บทความต้นฉบับจาก The New York Times

----------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

หมากกล คนเจ้าเล่ห์ !!?


โดย: ตอดนิดตอดหน่อย การบูร

จาก “ฆาตกร ๑๐๐ ศพ” พลิกมาเป็น ศูนย์กลางม๊อบ .. ในการหลบหนี ไปต่างประเทศ อย่างไม่ร่อนเร่
หากมีชนักติดหนัง สังหารหมู่ประชาชน ทั่วโลกก็ไม่ยอมรับ

เมื่อเข้าสู่โหมด เป็นโต้โผม๊อบ..ถือว่าเป็น “เหตุทางการเมือง” จะหนีไปประเทศไหน ก็ได้ครับ
ความร่ำรวยที่เป็น “อภิมหาเศรษฐี” ยามที่เล่นการเมือง กอบโกยจนหลังแอ่น...มีเงินมากมายก่ายกอง ไปอยู่แผ่นดินไหน ใช้ไม่มีหมด

ถึงบางอ้อกันแล้วสิทุกคน...ที่ลดตัวมาเป็นม๊อบข้างถนน...เพราะเขาคิดหนีถอยร่น อย่างฉลาดเป็นกรด

------------------------------
เขาเตรียมช่องหนี-ต้องตีให้แตก

“นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องแก้เกม “ฆาตกร ๑๐๐ ศพ” ให้ทะลุ ทะลวง กันอย่างเต็มแม็ก
อย่างปล่อยให้เขาใช้ เงื่อนไข เส้นทางการเมือง หลบหนี ออกไปเสวยสุข นอกประเทศ

“รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ต้องเอาข้อกฎหมาย มาเล่นงานให้อยู่หมัด กันอย่างเบ็ดเสร็จ

ต่อไปใครสั่งฆ่าคนตาย?...ก็นำเหตุว่า เกิดความขัดแย้ง ทางการเมือง หลบหนีไปเสวยสุข ได้เสร็จสรรพ
เมื่อ “ยิ่งลักษณ์” รู้แถวเต็มประตู...ต้องรับมือให้อยู่...อย่าให้มันหลบหลู่กฎหมายหนีไปได้นะครับ

--------------------------------
ความคิดบรรเจิด-แต่ไม่เกิดผล

เมื่อฝ่ายคิดนัก นักอ่าน ด้านประชาธิปไตย..เสนอไอเดียอะไรออกมา ก็ไม่เคยปฏิบัติให้เป็นจริงสักหน
ไปยอมรับในอำนาจ “เผด็จการ” ที่แฝงมาใน “รัฐธรรมนูญหน้าแหลมฟันดำ” และ “องค์กรอิสระ” ที่ถือ
ดาบจ้องประหาร กันทุกท่า

เมื่อคำตัดสินไม่ชอบ?...เราก็อย่ายอมรับดีกว่า

ที่ “นายกฯยิ่งลักษณ์” ถอยไม่เป็นขบวน...เพราะไปยอมรับในคำตัดสินนั้น อย่างดุษฎี
ไม่ยอมเขาเอง...ถึงได้เจ๊ง..หงายเก๋งซะทุกที

---------------------------------
อำนาจ-ใช้พิฆาตคนไม่ได้

“มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยิ่งแก้ตัว ยิ่งเห็นพฤติการณ์ เน่าใน

กล่าวหาประชาชนผู้รักประชาธิปไตย “เสื้อแดง” ที่ชุมนุมเมื่อ ๕๓ ที่ผ่านมา...มีอาวุธไว้ทำลายเจ้าหน้าที่
พูดเองเอ่อเอง เพื่อปัดสวะให้พ้น ในทุกกรณี

ใน “รัฐบาลยิ่งลักษณ์” ผู้ชุมนุม รุมทำร้ายเจ้าหน้าที่กลางวันแสก ๆ ไม่เห็นมีการใช้ “กระสุนจริง” หรือ “สไนเปอร์” เจาะกบาลผู้ที่มีทำลาย ให้ประชาชนต้องตายกลายเป็นศพ

มีการใช้กระสุนจริง....เหมือนฆ่าประชาชนทิ้ง..นี่คือสิ่งจริง ที่ได้ประสบ

---------------------------------
ต้องไม่ยอม-ให้เขาคร่อมเลน

หนุน “ขุนค้อน” สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประมุขฝ่ายนิติบัญญัติ ที่ทำงานเป็น
รวมทั้ง “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภาฯ ที่แอนนี้ “ตุลาการภิวัฒน์”โดย “ศาลรัฐธรรมนูญ”

สภาวะของ ฝ่ายนิติบัญญัติ ผู้ออกกฎหมาย ยอมเขาไม่ได้แล้วล่ะคุณ

เมื่อ “ตุลาการภิวัฒน์” เล่นล้ำเส้น ออฟไซด์ ไม่อยู่ในกฎกติกามารยาท ก็ไม่ต้องให้เกียรติ ซึ่งกันและกัน
ปล่อยให้เขาล้วงลูก...เปิดเกมบุก...มันไม่สนุก จริงๆ เลยนะท่าน

ที่มา.บางกอกทูเดย์
----------------------------------------

สร้างแผ่นดิน ใหม่ !!?

โดย.พญาไม้

เมื่อมีงานเฉลิมฉลองความสำเร็จหรือชัยชนะใดๆ คุณควรจะให้คนอื่นมายืนข้างหน้าของคุณ แต่เมื่อใดที่เกิดอันตรายใดๆ ขึ้น คุณควรจะออกมายืนข้างหน้า แล้วพวกเขาจะประทับใจในความเป็นผู้นำของคุณ"
เนลสัน แมนเดลา..ผู้นำการต่อสู้การแบ่งชนชั้นอันดับที่หนึ่งของงโลกในปัจจุบัน..ผู้พลิกแผ่นดินจากการปกครองของผู้กดขี่มาเป็นของผู้ถูกกดขี่..ประมุขในจิตวิญญานของคนลผิวขาวผิวดำแห่งแอฟริกาใต้

กล่าวไว้เช่นนั้น

ประเทศไทยวันนี้ต้องการวิธีคิดแบบแมนเดลา

ผู้ปกครองที่สามารถจะต้องมีวิธีคิดในแบบเดียวกัน..วิธีทำคำตอบที่ผิดนั้นมีมากมายหลายร้อยวิธี แต่วิธีทำคำตอบให้ถูกแบบสมบูรณที่สุดนั้นมีวิธีเดียว

ความแตกแยกมากมายในแผ่นดินที่เคยกลมกลืนที่สุดในโลก..รอยยิ้มที่หายไปจากแผ่นดินที่ถูกยอมรับจากคนทั้งโลกว่าเป็นแผ่นดินแห่งรอยยิ้ม..

คนไทยไม่ได้เปลี่ยนประเทศไม่ได้แปลกไปจากเก่า

วิตกจริตของคนชั้นนำ สงครามแย่งประโยชน์ของผู้มั่งคั่ง..กำลังสร้างประเทศไทยใหัเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม

จากกรุงแห่งเทพเป็นเมืองของมาร

เปลี่ยนเมืองที่เคยเป็นสวรรค์ให้กลายกลับเป็นเมืองนรก

เปลี่ยนคนรู้จักกันให้กลายเป็นศัตรูกัน..เปลี่ยนคนไม่รู้จักกันให้อยากหรือเข่นฆ่ากัน แค่ยืนฟังกันอยู่คนละเวที

ประชาชนทั้งหลาย..สิ่งที่พวกท่านทั้งหลายจะต้องนำกลับไปคิดหลังจากไปสดับรับฟังมาจากข้างถนน..คือการรวมตัวกันแล้วขับไล่พวกมันทั้งหมดไปให้พร้อมๆ กัน

เพราะพวกมันแย่งประโยชน์ได้ไม่จุใจ..มันจึงทะเลาะกันแล้วผลักประชาชนออกไปเข่นฆ่ากันแทนพวกมัน..

หลังจากศพของผู้ยากไร้ถูกเผาไหม้ผู้พิกลพิการจากการต่อสู้กลายเป็นปัญหาของครอบครัว
มันเป็นแค่ความขัดแย้งของผู้อิ่มสุขบนความทุกข์และการสูญเสียของผู้ยากไร้

มันจะไม่เป็นไปเช่นว่าตลอดกาล..ถ้ามวลชนต่ำใต้จะได้เรียนรู้กันขึ้นมาบ้างว่า..อนาคตของพวกเขากำหนดได้ด้วยตัวพวกเขาเอง..

ใช้ดวงตาแต่ละข้างใช้หูแต่ละฝั่ง..แล้วกลบฝังสิ่งที่ได้เห็นได้ยินไว้ใต้สติปัญญา แล้วชวนกันลุกขึ้นมาพร้อมๆ กัน

สร้างแผ่นดินใหม่ขึ้นมา ประเทศของคนยากไร้ที่ร่ำรวยความเป็นเสรี

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////

คำวินิจฉัย ศาล รธน. เปิดช่อง ก.ม.ฟัน 312 ส.ส.-ส.ว.



วีรพัฒน์.ระบุคำวินิจฉัยศาลรธน. เปิดช่องทางกฎหมายดำเนินการกับ312 ส.ส. ,ส.ว.ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรธน.ที่มาส.ว.

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มา ส.ว.ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แบ่งเป็น 3 ประเด็น ประเด็นแรกมติ 6 ต่อ 3 ว่าการกระทำของ ส.ส. , ส.ว ผู้ถูกร้องมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลายมาตรา คือมาตรา122 ,มาตรา125 ,มาตรา126 ,มาตรา 291 และมาตรา 3 คือ ใช้อำนาจที่ขัดรัฐธรรมนูญทั้งกระบวนการและเนื้อหาสาระ และประเด็นที่สอง มติ 5 ต่อ 4 บอกว่า เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศนอกวิถีทางตามรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และประเด็นที่สาม ศาลเห็นว่ายังไม่เข้าเงื่อนไขการยุบพรรค คำถามคือว่าต่อไปนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของพระมหากษัตริย์

นายวีรพัฒน์ กล่าวอีกว่า ตามมาตรา 68 รัฐธรรมนูญ หากมีการกระทำที่เข้าข่ายตามมาตรา 68 ศาลต้องสั่งหยุดการกระทำ แต่กรณีนี้ศาลกลับไม่สั่งให้หยุดการกระทำ สิ่งนี้เป็นอันตราย เพราะว่าขณะนี้รัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเสร็จไปแล้ว ขณะนี้การกระทำที่เหลืออยู่คือกระบวนการของพระมหากษัตริย์ว่าจะทรงลงพระปรมาภิไธย หรือว่าจะพระราชทานคืนมา หรือปล่อยไว้ 90 วัน ตอนนี้ก็เลยเกิดสูญญากาศทางกฎหมายว่าศาลต้องการสื่ออะไร ดังนั้นก็ต้องติดตามทางราชเลขาธิการซึ่งเป็นผู้ถือเอกสารอยู่ว่าจะทำอย่างไรต่อไป คำวิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลแล้ว เมื่อศาลได้วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบ กระบวนการขั้นตอนไม่ชอบ มีการเสียบบัตรไม่ถูกต้อง เวลาแปรญัตติน้อยเกินไป กระบวนการเหล่านี้มีความรุนแรงเข้าข่ายมาตรา 68 เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยมิได้เป็นไปตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเสียงเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 จึงไม่นำไปสู่การยุบพรรค

"แต่ ส.ส., ส.ว. 312 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ยังไม่ปลอดภัย เพราะศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่ามีการกระทำผิดหลายมาตรามาก ซึ่งทำให้กระบวนการเข้าชื่อยื่นถอดถอน ส.ส. , ส.ว ที่คุณสุเทพได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว มีน้ำหนักขึ้นทันทีเพราะวันนี้มีการชี้ชัดจากศาลรัฐธรรมนูญแล้วว่ามีการกระทำที่ผิดต่อรัฐธรรมนูญ และเมื่อเรื่องไปถึง ป.ป.ช. ว่าเรื่องนี้มีการจงใจใช้อำนาจหน้าที่ในทางทุจริต ก็อาจโดน ป.ป.ช.ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีผลทันทีในวันนี้ต่อตัวส.ส. ส.ว. แต่ไปเปิดช่องทาง กม. ให้มีการใช้กระบวนการอื่นๆ เช่นกระบวนการถอดถอนโดยวุฒิสภา หรือกระบวนการโดย ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไปแต่ในส่วนของวุฒิสภา เมื่อ ส.ว. ส่วนหนึ่งทำผิดเองเสียแล้ว แล้วจะวินิจฉัยว่าตัวเองทำผิดได้อย่างไร เป็นกระบวนการที่แปลกประหลาด ดังนั้น ก็ต้องรอดูว่า ป.ป.ช. จะว่าอย่างไร หรือ ผู้ตรวจการแผ่นดินจะว่าอย่างไร หรือศาลอื่นๆซึ่งอาจมีผู้นำเรื่องไปยื่นฟ้องต่อศาล หรือว่าจะไปสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือไม่ เพราะวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดประตูไปสู่หลายสิ่งหลายอย่างที่เรายังมองไม่ออกว่าจะไปจบตรงส่วนไหน " นายวีรพัฒน์ กล่าว

นักวิชาการอิสระท่านนี้ กล่าวอีกว่า สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไป คือ ส.ส.ฝ่ายค้าน และ ส.ว. เสียงข้างน้อยที่แพ้โหวตการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ก็จะไปร้องเรียนดำเนินการถอดถอน เอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มาเดินเกมต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ตั้งอนุกรรมการ และชี้มูลว่าทำผิดหรือไม่

" วันนี้ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่เข้าเงื่อนไขยุบพรรค แต่ผมเสียดายที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้บอกว่าไม่เข้าเงื่อนไขที่ว่านี้คือเงื่อนไขอะไร ศาลไม่ได้แยกให้ชัดว่าอะไรคือการกระทำของพรรคการเมือง อะไรไม่ใช่การกระทำของพรรคการเมือง ทำให้กระบวนการตรงนี้คลุมเครือต่อไป "

ส่วนกรณีที่ว่ามีช่องทางให้นายกฯขอถอนร่างคืนมาหรือไม่ นายวีรพัฒน์ กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนเรื่องการถอนร่างเอาไว้ ตามรัฐธรรมนูญระบุ ว่าทันทีที่มีการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าถวาย เป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ถ้าไปขอคืนมา ก็เป็นการกระทำนอกรัฐธรรมนูญ นำมาซึ่งการกระทำผิดอีก

"สำหรับ ส.ส. , ส.ว . 312 คนที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ว. ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไรบ้างนั้น ต้องไปดูอุณหภูมิทางการเมืองภาคประชาชนว่ายืนข้างไหน ถ้าเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญทำในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ประชาชนอาจจะยอมให้ ส.ส. ส.วปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไป แต่ถ้าจะให้แสดงความรับผิดชอบ ด้วยการลาออกคงจะยาก เพราะ ส.ส. ส.ว.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้ออกมาแถลงก่อนหน้านี้แล้วว่าไม่ยอมรับอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ " นายวีรพัฒน์ กล่าว

นอกจากนี้นายวีรพัฒน์ ยังกล่าวถึงประเด็นที่ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลผูกพันให้ทุกองค์กรต้องปฏิบัติตามว่า หากเป็นคำวินิจฉัยที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก็ต้องปฏิบัติตาม แต่วันนี้เมื่อสภาเชื่อว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยเรื่องนี้ ก็ยังโต้เถียงกันได้แต่เป็นการโต้เถียงที่นอกเหนือจากเรื่องกฎหมาย แต่เป็นการโต้เถียงทางการเมือง แต่สิ่งที่จะต้องจับตาต่อไปอีกอย่างหนึ่งก็คือ จะมีการนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับตามมาตรา 291 ที่ค้างคาอยู่ในสภามาโหวตในวาระ 3หรือไม่ เพราะว่าวันนี้ศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราที่เกี่ยวกับ ส.ว. ผิด ทำไม่ได้เสียแล้ว และต้องดูมาตรา 270 รัฐธรรมนูญที่สามารถเข้าชื่อยื่นถอดถอน ส.ส. ส.ว 312 คน ที่ร่วมลงชื่อเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มา ส.ว.ว่ากระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญนูญได้และก็ต้องรอดู ป.ป.ช. ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร จะวินิจฉัยต่างจากศาลรัฐธรรมนูญได้หรือไม่ ในเมื่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรและเพียงแค่ ป.ป.ช. มีมติว่ามีมูลก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่แล้ว ซึ่งทำให้เสียงในสภาเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะ ส.ส.เพื่อไทย ที่เสียงต้องหายไปมาก

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
------------------------------------------

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

พม่า' ปลอดภัยสูงสุด

สัมภาษณ์พิเศษ : ประจวบ สุภินี อดีตอัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า

พม่าถือเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดในอาเซียนสำหรับการเข้าไปทำการค้า การลงทุน แต่สำหรับใครที่ยังไม่เคยไปพม่าก็คงยังนึกภาพไม่ออกว่าบรรยากาศแท้จริงในพม่าเป็นอย่างไร  มีมุมมองของ ประจวบ สุภินี อดีตอัครราชทูต ที่ปรึกษาฝ่ายการพาณิชย์ ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า มาเล่าสู่กันฟัง...

- อยากให้เล่าบรรยากาศในพม่าสักเล็กน้อย?

ผมไปเป็นทูตพาณิชย์ที่พม่าเมื่อปี 2551-2556 รวมระยะเวลา 5 ปี ซึ่งผมก็เหมือนกับหลายคนที่มองพม่าในด้านลบ ฝังใจว่าพม่าเป็นประเทศปิด เรารู้สึกสนิทกับลาวและกัมพูชามาก กว่าเพราะสองประเทศเปิดเผยข้อมูลมากกว่า ใน ขณะที่แทบไม่รู้จักพม่าเลย ตอนไปแรกๆ ผมมีความรู้สึกว่ามาประเทศที่ปิด แถมปกครองโดยทหาร จะทำอะไรก็คงลำบาก กลัวไปหมด แต่พอ เข้าไปถึงได้สัมผัสกับคนพม่า ไม่ใช่เลย ทุกอย่าง เขาเปิดให้กับเรา คนอื่นบอกว่าเขาปิดประเทศ แต่ตัวเขาไม่ได้ปิด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทำอะไรได้แบบอิสระเสรีทุกอย่าง ถ้าเราเข้าไปในลักษณะทำธุรกิจก็ทำธุรกิจอย่างเดียว อย่าเอาธุรกิจมายุ่งการเมือง อันนั้นไม่มีปัญหา แต่ถ้าเมื่อ ไหร่เราเข้าไปทำธุรกิจแบบอิงการเมือง อิงฝ่ายมีอำนาจ เอาคอนเซปต์แบบนี้เข้าไปไม่ได้ จะเห็น ว่าธุรกิจไทยบางธุรกิจเข้าไปตั้งแต่ 17-18 ปีแล้ว แสดงว่าเขาอยู่ได้แบบไม่มีปัญหา

อาจมีความลำบากบ้าง เช่น น้ำประปา ไฟฟ้าไม่ค่อยสมบูรณ์ ระบบอำนวยความสะดวกยังไม่ลงตัว แต่ถ้าคนไม่กลัวเรื่องนี้เข้าไปทำธุรกิจได้ เคยมีการทำวิจัย ของนักวิจัยในโลกตะวันตก ระบุว่าประเทศพม่ามีความปลอดภัยอันดับต้นๆ ของโลก หมายถึงการใช้ชีวิตประจำวันในเมือง ไม่ใช่บรรยากาศตามแนวชายแดน เราพูดถึงชีวิตประจำวันในเมือง อย่างในย่างกุ้ง ในมัณฑะเลย์ มีความปลอด-ภัยมากที่สุด ผมไปอยูที่นั่น 5 ปีไม่เคยได้ยินเรื่อง ฉกชิงวิ่งราว มีเคสเดียวคือกรณีคนท้องถิ่นข่มขืนนักท่องเที่ยวญี่ปุ่น บางคนอาจบอกว่าระบบการสื่อสารไม่ดี มีแล้วผมไม่รู้ ไม่ใช่เลย เนื่องจากผมอยู่ในระบบราชการ มีสายข่าวรายงาน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราต้องรู้ จะช้าจะเร็วต้องรู้ ดูอย่างนักท่องเที่ยวไทยที่เข้า ไปท่องเที่ยวในพม่า ถ้ามีเรื่องไม่ดีเกิด ขึ้นเขาต้องนำมาบอกต่อกันอยู่แล้ว

- ฟังดูแล้วน่าเข้าไปลงทุน?

ผมอยากให้มองพม่าเป็นจังหวัด ที่ 78 ของประเทศไทย มีความคล้าย คลึงกับคนไทย แตกต่างกันเพียงเรื่องภาษา เขาสื่อสารด้วยภาษาพม่า และภาษาเผ่าอีก 100 กว่าภาษา อาหารการกินก็ไม่ต่างกัน ในน้ำมีปลา ในนา มีข้าว ปลูกผักสวนครัวเหมือนบ้านเรา แต่อาหารของเขาส่วนใหญ่จะหนักไปทางน้ำมันพืช นำเข้าน้ำมันพืชอันดับ 1 อันดับ 2 ของโลก บริโภคมากจริงๆ โดยนำเข้าจากมาเลเซีย

- สินค้าที่นำเข้าจากเมืองไทย?

มุมมองของเรามองว่าพม่าซื้อของจากเราเยอะ แต่เมื่อดูสถิติจริงๆไม่มาก เขาจะนำเข้าจากจีนค่อนข้างเยอะ นำเข้าจากเราไม่เกิน 15% เนื่อง จากการค้าขายกับจีนมีความสะดวกมากกว่า ประกอบกับโครงสร้างของรัฐบาลพม่าให้การสนับสนุนรัฐบาลจีนมากกว่าเรา

- เห็นว่าพม่าจะส่งออกข้าวแข่งกับไทย?

ที่ผ่านมาเขาปลูกเพื่อบริโภคเอง 100% ข้าว ถือเป็นสินค้ายุทธปัจจัยของพม่า เป็นสินค้าควบคุม ส่งออกบ้างแต่ไม่เสรี ส่วนคุณภาพของข้าวมีหลายเกรด แต่เฉลี่ยแล้วเป็นเกรดข้าวแข็ง ของเราเป็นข้าวหอมมะลิ ซึ่งคุณภาพเปรียบเทียบระหว่างเขากับเราใครดีกว่ากันขึ้นอยู่กับคนชอบ ถ้าคนชอบข้าวหอมมะลิก็บอกว่าของเราดีกว่า พม่าไม่มีข้าวหอมมะลิ อาจจะมีใกล้เคียงกันนิดหน่อย คุณสมบัติ ที่แตกต่างจากเราอย่างชัดเจนคือข้าวพม่าเม็ดเล็กสั้น แต่เวลาหุงจะยาวและขยายใหญ่ได้ 6 เท่า

- มีแหล่งบันเทิงยามค่ำคืนไหม?

มี แต่น้อยมาก บ้านเขายังไม่เปิดเสรีเหมือนบ้านเรา ตอนที่ผมไปอยู่กิจกรรมต่างๆ 4 ทุ่มจบ ทุก คนกลับบ้านนอน ใครจะมีสังสรรค์ก็อยู่ในบ้าน หาก จะมีเปิดบริการก็เฉพาะในโรงแรมใหญ่ๆที่อนุญาตให้เปิดได้ ร้านคาราโอเกะในย่างกุ้งมีบ้าง ในเมืองอื่นที่ยังไม่เจริญเป็นศูนย์

- รายได้ต่อหัวของคนพม่า?

สมัยก่อนต่ำมาก เนื่องจากโครงสร้างของเขา อยู่ด้วยพืชเกษตร ปลูกพืชในบ้าน หาปลาตามคลอง ระบบการใช้เงินในแต่ละวันจึงน้อยมาก ยิ่งในสังคม ต่างจังหวัดแทบจะไม่มีการใช้เงินเลย อัตราการคำนวณรายได้ต่อหัวจึงลำบาก การใช้จ่ายส่วนใหญ่ กระจุกอยู่ในเมืองใหญ่ เช่น ย่างกุ้ง อัตราค่าจ้างสมัย ก่อนประมาณวันละ 30 บาท ทุกวันนี้เพิ่มขึ้นเพราะ อุตสาหกรรมเริ่มเข้าไปมาก วันละ 90-120 บาท

- คนรวยเยอะหรือเปล่า?

ประมาณ 5-10% ของประชากรทั้งประเทศ ประชากรของเขา 60 ล้านคน อย่างไรก็ตามคนรวย บ้านเขาดูลำบากกว่าบ้านเรา บ้านเราดูคนรวยจาก ระบบไฟแนนซ์ระบบธนาคาร แต่ในพม่าเก็บข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ คนมีเงินของพม่าส่วนใหญ่จะมีเงินเก็บ อยู่ต่างประเทศหมด เช่น ฮ่องกง สิงคโปร์ ดูไบ แม้แต่เมืองไทย

- นำเข้ารถยนต์มากไหม?

สมัยก่อนถือว่าเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มีมูลค่าแพงอันดับ 1 ใครมีรถคนนั้นคือเศรษฐี เช่น โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ ราคาประมาณ 10 ล้านบาท ที่แพงเพราะโครงสร้างจำกัดการมีรถ ใครจะมีรถต้องขอใบอนุญาต ราคาใบละ 9,000 บาท แต่หลังจากปรับ โครงสร้าง มีการเลือกตั้งใหม่ระบบเหล่านี้โดนยกเลิก หมด ทุกคนที่มีฐานะมีรถได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตอนนี้เลยนำเข้ามากขึ้น จากราคาแพงๆ ลดลงมาเผลอๆ ถูกกว่าบ้านเรา แต่เนื่องจากคนพม่ายังนิยมของถูก รถ 90% จึงเป็นรถมือสองจากประเทศญี่ปุ่น อายุประมาณ 5-10 ปี ไม่มีระบบไฟแนนซ์ ทุกอย่างซื้อด้วยเงินสด พอรถยนต์เยอะขึ้นการจราจรก็มีปัญหา ซึ่งกฎจราจรบ้านเขา ค่อนข้างแตกต่างจากบ้านเรา ประเด็นที่ 1 คนไม่กลัวรถ เวลาที่เราขับรถในเมือง อยู่ดีๆ คน ก็เดินข้ามถนน รถต้องหยุด ประเด็นที่ 2 บ้านเราขับรถชิดซ้าย พอถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายผ่านตลอด เพื่อไม่ให้กีดขวางทางจราจร พม่าขับชิดขวา แต่พอถึงทางเลี้ยวขวาไม่ผ่านตลอด ต้องรอไฟเขียว เป็นเหตุให้รถติด อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เวลาคุณไปย่างกุ้งจะไม่เห็นมอเตอร์ไซค์ เนื่อง จากสมัยก่อนมอเตอร์ไซค์กวนเมือง รัฐบาลจึงออกกฎหมายห้ามขับมอเตอร์ไซค์ในย่างกุ้ง ทุกวันนี้ยังห้ามอยู่

- มีคอนวีเนี่ยนสโตร์หรือเปล่า?

ยังไม่มี ส่วนใหญ่เป็นโชห่วย การเปิดร้าน แบบ 7-11 หรือ แฟมิลี่มาร์ท ยังไม่ได้เพราะระบบ ลอจิสติกส์ยังไม่สมบูรณ์ และระบบกระแสไฟฟ้ายังไม่เสถียร ไฟฟ้าเข้าถึงเฉพาะหัวเมืองใหญ่ๆ เนื่องจากคนยังไม่มีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า รายได้ยังไม่ดี ชาวบ้านหลายพื้นที่ยังใช้เทียนและตะเกียง

- ระบบธนาคารเป็นยังไง?

มีทั้งหมด 17 แห่ง เป็นของรัฐบาล 3 แห่ง ที่เหลือเป็นของเอกชนชาวพม่า เขายังไม่อนุญาตให้ต่างชาติเข้าไปตั้งสาขา แต่อนาคต คงต้องเปลี่ยนเพื่อรองรับเออีซี แต่ทุกวันนี้ที่ไม่อนุญาตเพราะคนท้องถิ่นยังไม่แข็งแรงพอต่อการแข่งขัน ถ้าเขาปล่อยให้ต่างชาติเข้าไปก็จะไปเอาเปรียบคนท้องถิ่น จึงต้องทำให้คนท้องถิ่นแข็งแรงก่อน

- การลงทุนของไทยในพม่าติดท็อปเทนหรือเปล่า?

เวลาเราสำรวจข้อมูลการลงทุนในพม่าปรากฏว่ามูลค่าการลงทุนของไทยติดอันดับ 1 อันดับ 2 ผมมองว่ามีธุรกิจเดียวที่ทำให้มูลค่า สูงคือการลงทุนของ ปตท. แต่ถ้ามองภาพรวมแล้วยังสู้จีน ญี่ปุ่น เกาหลี สิงคโปร์ ไม่ได้ อย่าง ไรก็ตาม นักธุรกิจไทยจำนวนหนึ่งก็ลงทุนในนามคนท้องถิ่น คือใช้นอมินี เนื่องจากกฎระเบียบของ เขาให้สิทธิประโยชน์กับคนท้องถิ่นมากกว่า เช่น เรื่องระบบการเสียภาษี ใช้ไฟฟ้าราคาถูกกว่า ทำ ให้นักลงทุนจำนวนหนึ่งเข้าไปลงทุนโดยใช้คนท้องถิ่นเป็นนอมินี วันนี้อาจจะดีขึ้นมาบ้าง แต่ในทางปฏิบัติยังมีความแตกต่างอยู่

- จะมีการก่อสร้างรถไฟฟ้าความเร็วสูงไหม?

เขามีแพลนอยู่แล้ว เพราะญี่ปุ่นวางแนว ทางให้แล้ว โดยญี่ปุ่นจะขายรถไฟของตัวเองที่มีอายุ 5-10 ปีให้กับพม่า ได้กำไรสองต่อ คือขาย ให้พม่า และได้เข้าไปลงทุนโครงสร้างรถไฟความ เร็วสูงในพม่าด้วย

- ความประทับใจในพม่า?

พม่ามีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเหมือนไทย คนพม่าจึงรู้สึกสนิทสนมกับคนไทย ผมมองว่าผู้ประกอบการไทยควรใช้โอกาสนี้เข้าไปลงทุนในพม่า แต่ต้องจริงใจ ไม่ใช่ฉาบฉวย

- อนาคตพม่าจะไล่ตามไทยทันหรือเปล่า?

ถ้าการเมืองไทยยังเป็นแบบนี้ ไม่เกิน 15 ปี ตามทันแน่นอน

ที่มา.สยามธุรกิจ
--------------------------------------------

หอกข้างแคร่อาเซียน..

วันนี้จะสรุปจบเรื่องความขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิครอบครองเหนือเกาะแก่งต่างๆ ในทะเลจีนใต้เสียที ผมตั้งชื่อเรื่องนี้ไว้ว่า มันเป็นหอกข้างแคร่ของอาเซียนเพราะดูท่าว่าความขัดแย้งแย่งชิงกันเองในระหว่างสมาชิกของอาเซียน ด้วยกันเอง ซึ่งมี บรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ กับเวียดนาม กับจีน (มีไต้หวันรวมอยู่ด้วยแต่ไต้หวันไม่ได้อยู่ในอาเซียน) นับเป็นจุดสะดุดหนึ่งของเสาหลักเรื่องความมั่นคงของประชาคมอาเซียน

คือถ้าเป็นความขัดแย้งกันเองในอาเซียน การเจรจาทำความตกลงกันอย่างสันติ และหันมาร่วมมือสร้างโครงการพัฒนาร่วมกันขึ้นมา อย่างเช่น โครงการพัฒนาร่วมกันเรื่องแหล่งน้ำมันระหว่างไทยกับมาเลเซีย หรือที่อาจเป็นไปได้ระหว่างไทยกับกัมพูชา ในเขตพื้นที่ทับซ้อนในเขตทะเลของสองประเทศ การตกลงกันในอาเซียนก็น่าจะง่ายกว่าและตกลงกันได้มากกว่าที่จะค้างคา และตกลงอะไรกันไม่ไปถึงไหนเลย ระหว่างคู่กรณีในอาเซียนกับจีน

ที่จริงเคยคุยให้ฟังก่อนหน้านี้มาบ้างแล้ว ถึงความขัดแย้งต่างๆ ในระหว่างอาเซียนด้วยกัน ซึ่งกลายเป็นเหตุบาดหมาง ทางใจในประวัติศาสตร์ (Historical antagonism) ต่อกันตลอดมา แต่ก็จะเห็นว่าในระหว่างอาเซียนด้วยกันนั้นยังไม่เคยรบราต่อกันถึงขั้นทำสงครามต่อกันเลยตั้งแต่ก่อตั้งเป็นอาเซียนขึ้นมา

หอกข้างแคร่อาเซียนที่ผมพูดถึงสองหอกด้วยกันที่จะทิ่มแทงอาเซียน หอกหนึ่งคือหอกที่เป็นความขัดแย้งแย่งชิงผลประโยชน์จากลุ่มแม่น้ำโขง ในระหว่างประเทศอาเซียน 5 ประเทศ บนผืนแผ่นดินใหญ่ของอาเซียนกับอีกหอกหนึ่ง คือความขัดแย้ง ในทะเลจีนใต้ ซึ่งทั้งสองหอก ทั้งสองความขัดแย้งล้วนมีประเทศ สมาชิกในอาเซียนเป็นคู่กรณีกับจีนทั้งสิ้น

ความขัดแย้งทั้งสองด้านนี้เองที่ผมว่า คือหอกข้างแคร่ของอาเซียนต่อความพยายามในวิวัฒนาการของอาเซียนสู่เสาหลักเรื่องประชาคมความมั่นคงของอาเซียน เป็นสิ่งท้าทายที่ว่า ประ-ชาคมความมั่นคงของอาเซียน หรือประชาคมอาเซียนโดยรวมนั้น มันจะเป็นแต่จินตนาการหรือเป็นจริงที่จะเกิดขึ้น (Imagine or Virtual)

อาเซียนมีบรรทัดฐานที่สร้างขึ้นต่อแนวประพฤติปฏิบัติ ต่อกันในอาเซียน หรือกับประเทศคู่เจรจาต่างๆ ซึ่งได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง และบางครั้งบรรทัดฐานเหล่านั้นก็แก้ปัญหาในอาเซียนไม่ได้ ต้องนำเอากลไกนอกอาเซียนมาแก้ปัญหาให้ เช่น ศาลโลก อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ หรือแม้แต่กฎหมายทะเลของสหประชาชาติ ค.ศ.1982 ในกรณีความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นี้ก็ตาม

กฎจรรยาบรรณในทะเลจีนใต้ที่ประกาศร่วมกันออกนั้น สะท้อนข้อเท็จจริงที่ว่าจีนมองเห็นว่าจะต้องโอนอ่อนผ่อนตามคำประกาศนี้ เพราะการใช้การเผชิญหน้าทางทหาร ในกรณีความขัดแย้งในหมู่เกาะสแปรตลี่ย์นั้นไม่ก่อประโยชน์ให้กับผลประโยชน์ของจีนแต่อย่างใด

อีกประการหนึ่งที่จีนเห็นอาการอันเอนเอียงยอมรับประกาศ กฎจรรยาบรรณในทะเลจีนใต้มากขึ้นของจีนนั้น อาจเกิดจากจีนพอใจต่อคำประกาศนี้ ที่ไม่เอาไต้หวันเข้ามารวมเป็นคู่กรณีด้วย ข้อนี้น่าคิดได้ว่ามีส่วนทำให้จีนยอมรับและรับรองประกาศฉบับนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ.2002 และยังคิดได้ว่าคำประกาศของฝ่ายอาเซียนเช่นนี้ ประหนึ่งอาเซียนยอมรับนโยบายจีนเดียว ของฝ่ายจีนก็เป็นได้โดยปริยาย

มีข้อถกเถียงโต้แย้งเช่นกันว่า การที่จีนยอมลดจุดยืนเรื่องหมู่เกาะสแปรตลี่ย์ลงไปบ้างนี้ เป็นเรื่องของยุทธวิธีของจีนในช่วง ที่จีนมีประเด็นของไต้หวัน ที่เป็นข้อกังวลต้องจัดการอยู่ การปล่อยวางเรื่องทางอาเซียนจะทำให้จีนมีเวลาจัดการกับเรื่องไต้หวันได้มากขึ้น นักยุทธศาสตร์ของจีนบอกว่า เหอะ! เมื่อไรที่จีนจัดการเรื่องไต้หวันเรียบร้อยแล้ว จีนก็จะหันมาจัดการเรื่องของทะเลจีนใต้อีก

เคยเขียนไว้ที่ไหนสักแห่งว่า สำหรับจีนแล้วเรื่องการเมืองในประเทศ เรื่องลัทธิคอมมิวนิสต์ และเรื่องเขตแดนของจีน ใครอย่ามาแตะต้องเชียว จีนไม่ยอมและพูดย้ำอยู่เสมอว่าจะ "บิดพลิ้วเป็นอื่นไปไม่ได้" เช่นเดียวกับการอ้างสิทธิครอบครองทะเล จีนใต้ทั้งหมดของจีน ซึ่งในที่สุดจีนไม่ปล่อยไปง่ายๆ หรอก และจะกลับมาจัดการเขตแดนของจีนในทะเลจีนใต้อีกแน่นอน

นี่ไงที่ผมบอกว่า มันจะยังเป็นหอกข้างแคร่ของอาเซียน

นักวิชาการและนักยุทธศาสตร์ทางทหารของจีน พูดถึงกรณีของเขตทะเลจีนใต้นี้ว่า มีอยู่ 3 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการที่จีนลดหรือละความพยายามชั่วคราว ไม่ให้เกิดความตึงเครียดขึ้นในเขตทะเลจีนใต้ 3 ปัจจัยที่ว่านี้ คือ

1) ความประมาทของจีน ต่อการต้องการมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อประเทศอาเซียน

2) มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นความสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลต่อเรื่องอื่นๆ เช่น เรื่องไต้หวัน เป็นต้น

3) จีนต้องการหลีกเลี่ยงการแทรกแซงของฝ่ายที่สาม (ซึ่งหมายถึงสหรัฐฯ นั่นเอง) ที่จะเข้ามาแสวงประโยชน์จากความขัดแย้งเหล่านี้

แน่นอนในฝ่ายทหารของจีน ย่อมจะไม่ชอบใจนักกับการตัดสินใจของระดับการเมืองระดับสูง กับการหยุดชะลอไม่จัดการกับความขัดแย้ง และชะงักการขยายเขตแดนของจีน จุดยืนปัจจุบันของจีนนั้นดูเหมือนว่าจีนจะไม่เป็นคนแรกที่เริ่มต้นใช้กำลังในกรณีทะเลจีนใต้ และจะใช้ก็แต่เมื่อถูกยั่วยุให้ต้องตอบโต้เท่านั้น การสงครามใหญ่คงไม่มี แต่การใช้กำลัง กันปราบปรามคงหนีไม่พ้น

ในที่สุด น่าจะเห็นกันได้ว่า ภูมิหลังของเรื่องอันเกิดความ ขัดแย้งในทะเลจีนใต้ดังกล่าวเหล่านี้ กลายเป็นเรื่องกดดัน กลายเป็นเรื่องอันท้าทายต่อการจัดระเบียบของภูมิภาค (Regional Order) ของทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายจีน หรือประเทศในอาเซียนที่ต่างก็กล่าวอ้างเรียกร้องสิทธิของตนเหนือ เขตแดนหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

ความขัดแย้งในทะเลจีนใต้นี้จะยังคงดำรงอยู่ เป็นดั่งหนึ่ง หอกข้างแคร่ของประชาคมความมั่นคงของอาเซียน ที่อาจ มองเห็นความคุกรุ่นรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ เพราะข้อกล่าวอ้างต่างก็ยืนยันขันแข็งไม่ยอมกัน แม้กระนั้นก็หวังกันว่า กฎจรรยาบรรณทะเลจีนใต้ที่สร้างขึ้นและยอมรับร่วมกันนี้จะตกลงกันได้ สารสู่สำนึกของการสร้างความมั่นคงของภูมิภาคขึ้น ในที่สุด

เฮ้อ! หวังกันไป เหนื่อย จบเรื่องนี้เท่านี้ละครับ

ที่มา.สยามธุรกิจ
---------------------------------

พันธบัตรสกุลเงินบาท : อนาคตของการเงินลุ่มแม่น้ำโขง

โดย ธีรภัทร เจริญสุข

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Greater Mekong Sub-Region) นั้น หากไม่นับประเทศไทยแล้ว ยังต้องพึ่งพาเงินลงทุนทั้งแบบให้เปล่าและแบบมีเงื่อนไขจากต่างประเทศอยู่มาก การที่ต้องพึ่งพาแหล่งทุนต่างชาติ เป็นเหตุให้ความต่อเนื่องและยั่งยืนของการระดมทุนมีปัญหา หากนโยบายด้านเงินทุนของชาติต่างๆ ที่เข้ามาลงทุนหยุดชะงัก หรือเกิดความเปลี่ยนแปลงด้านการเมือง

รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในอนุภูมิภาค จึงพยายามจะก้าวออกจากระบบการเงินแบบสังคมนิยมเข้าสู่ตลาดพันธบัตร เพื่อระดมการลงทุนเป็นงบประมาณรายจ่ายภาครัฐโดยตรงโดยไม่ต้องรอเงินช่วยเหลือ เงินกู้แบบมีเงื่อนไขซึ่งผูกมัดรัฐบาลมากกว่าระบบการเงินเสรีในตลาดพันธบัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำ

รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้ประสบความสำเร็จในการออกพันธบัตรสกุลเงินบาทเป็นประเทศแรกโดยมีกระทรวงการคลังของประเทศไทยและบริษัททวินไพนส์คอนซัลแตนทส์เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนทางเทคนิคโดยการออกพันธบัตรสกุลเงินบาทครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2013 มูลค่า 12 พันล้านบาท เป็นการออกพันธบัตรที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยมีผู้จองซื้อพันธบัตร ได้แก่ สถาบันการเงินต่างชาติและนักลงทุนรายใหญ่มากกว่ามูลค่าพันธบัตรที่รัฐบาลลาวได้ออกไปถึง 3 เท่าตัว ทางรัฐบาลลาวซึ่งขณะนี้ประสบปัญหาการเก็บภาษีได้ไม่ถึงเป้า จึงจำเป็นต้องออกพันธบัตรสกุลเงินบาทเพื่อปิดช่องว่างการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนี้มูลค่ารวม3พันล้านบาทในอัตราดอกเบี้ย 4.7% ต่อปีสำหรับพันธบัตรอายุ 3 ปี และ 5.1% ต่อปี สำหรับพันธบัตรอายุ 5 ปี เนื่องจากรายจ่ายส่วนใหญ่ของรัฐบาลจ่ายเป็นสกุลเงินบาท และนักลงทุนต่างๆ ก็ทำการค้าในประเทศไทย ซึ่งสะดวกและทำธุรกรรมได้ง่ายและรวดเร็วกว่าการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐหรือยูโรที่มีมาตรการทางการเงินที่เข้มงวดกว่า

อย่างไรก็ตามสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับโลกเช่นมูดี้ส์ฟิตช์เรตติ้งหรือ สแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทจัดอันดับความน่าเชื่อถือของพันธบัตรสกุลเงินบาทของลาวแต่อย่างใด (อยู่ในสถานะ Unrated Papers) ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงในการลงทุนสูง เพราะแม้ว่าลาวจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 7-8% ต่อเนื่องมากว่าสิบปี แต่ผลผลิตและการจัดเก็บรายได้ของรัฐนั้นยังต่ำกว่าเกณฑ์ และมีปัญหาคอร์รัปชั่นในองค์กรของรัฐที่หนักหน่วง ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลลาวต้องแก้ไขก่อนจะก้าวเข้าสู่ตลาดพันธบัตรระหว่างประเทศ

การนำร่องออกพันธบัตรสกุลเงินบาทของลาวอาจเป็นช่องทางให้ประเทศเมียนมาร์และกัมพูชาสามารถทำตามเพื่อระดมเงินทุนในต้นทุนต่ำเพื่อพัฒนาประเทศในช่วงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเงินสงเคราะห์ให้เปล่าหรือเงินกู้แบบมีเงื่อนไขเพื่อหลีกเลี่ยงพันธะผูกมัดในการสัมปทานทรัพยากรธรรมชาติหรือการแก้ไขกฎหมายที่เสี่ยงต่อการแทรกแซงทางการเมืองจากต่างชาติในการนี้ประเทศไทยและสถาบันการเงินของไทยก็จะได้รับประโยชน์จากการเป็นศูนย์กลางและตัวกลางทางการเงินและการลงทุนรวมถึงความเชื่อมั่นในสกุลเงินบาทที่จะกลายเป็นสกุลเงินหลักของอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงในที่สุด

เช่นเดียวกันกับการลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานตามแผนพ.ร.บ.สร้างอนาคตไทย2020ของรัฐบาลไทยที่มุ่งเน้นการกู้เงินผ่านธนาคารและพันธบัตรรัฐบาลในสกุลเงินบาทเป็นหลัก เพื่อระดมทุนจากนักลงทุนภายในประเทศที่มีเงินออมสะสมส่วนเกินจำนวนมาก ซึ่งเมื่อระดมเงินทุนเพื่อการลงทุนเป็นสกุลเงินบาทแล้ว ก็สามารถลดความเสี่ยงการผันผวนของค่าเงินเมื่อสภาพเศรษฐกิจโลกและนโยบายของชาติมหาอำนาจทางการเงินเกิดความแปรปรวนได้ในระดับหนึ่งด้วย

พันธบัตรสกุลเงินบาทจึงอาจก้าวเข้ามามีบทบาทหลักในการกำหนดอนาคตด้านการเงินของประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงได้หากภาครัฐและสถาบันการเงินของไทยร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านสร้างมาตรฐานที่โปร่งใสและมั่นคงเอื้อต่อการลงทุนเพื่อพัฒนาทั้งระบบการเงินและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน

ที่มา : นสพ.มติชน
------------------------------------------

เข็มทิศ...

โดย.พญาไม้

จะเอาชนะ..ทักษิณ ชิณวัตร..สุเทพ เทือกสุบรรณ..หากไม่มีวาระอะไรเคลือบแฝงแล้วละก้อจะต้องถอยออกให้ห่างจากถนนแล้วก็ไปประมวลกันใหม่

เหมือนใช้เครื่องนำทางค้นหาปลายทางที่จะเดินทางไป..ก่อนอื่นต้องบอกตำแหน่งที่ตั้งต้นก่อนว่าอยู่ที่ไหนจะไปจากสภาหรือข้างถนน

แล้วต้องบอกอีกว่า..จะไปโดยรถยนต์รถเก๋งหรือจะเดินไป

ต้องกำหนดปลายทางให้ใกล้เคียงความจริงมากี่สุด..เครื่องจะถามว่าในอดีตเคยไปที่ปลายทางมาก่อนหรือเปล่า..

ถ้าไม่..ปลายทางชนิดไหนที่ประสงค์จะเดินทางไป..เป็นร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยวสนามกีฬาหรือว่าปั้มน้ำมันฯลฯ

สถานที่ใกล้เคียงคืออะไร..ตัวอย่างมีเหตุการณ์ที่คล้ายเคียงกัน..ต้องเอามาเปรียบเทียบกันดูจุดแข็งจุดอ่อน

หาปลายทางพบแล้วยังต้องกำหนดลงไปว่า..จะตามทางธรรมดา ถนนลูกรังหรือทางด่วนซูปเปอร์ไฮเวย์
จากนั้นถึงกดหาเส้นทาง

ในระหว่างเดินทางหากพบความบกพร่องผิดพลาด..เครื่องมันยังทำจอดำแล้วประมวลกันใหม่เป็นครั้งไปจนกว่าจะไปถึงปลายทาง

ที่พลาดกันไปทุกครั้งที่วืดกันไปครั้งแล้วครั้งเล่า..เพราะมัวแต่มะงุมมะงาหราเหมือนตาบอดคลำช้างหาหางหาหัวทำอย่างไรก็ไม่ทั่วทั้งตัวสักที..

ทักษิณ ชิณวัตร..เป็นคนที่ประสพความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่..และอยู่ไกลเกินกว่าเครื่องนำทางเครื่องใดจะพาไปถึง

สุเทพ เทือกสุบรณ..หากไม่รู้กันหรือรู้เท่าทันทักษิณ..โอกาสจะคว้าชัยชนะริบหรี่เลือนลาง..

การเมืองข้างถนนวันนี้เป็นเวทีของทักษิณสมบูรณ์แบบ..ม็อบเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อจะไปต่อกรอะไรกับม็อบชาวนาชาวไร่..ที่มีผ้าขาวม้าผืนเดียวเป็นบ้าน.. ยังได้  !!?

ที่มา.บางกอกทูเดย์
----------------------------------------