สุรชัยนำทีมส.ว.แถลงทางออกประเทศ แบะท่าเปิดประชุมวุฒิสภา กรณีพิเศษเลือกนายกฯ แต่ไม่ได้บอกจะทำเมื่อไร เรียกร้อง3ข้อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับวุฒิ
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นำโดย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา ในฐานะว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้เปิดแถลงต่อสื่อมวลชนถึงข้อสรุปในการหาทางออกให้กับประเทศ หลังจากได้ประชุม ส.ว.นอกรอบและพบปะรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายหลายองค์กรมาตลอดสัปดาห์
นายสุรชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากวิกฤติชาติที่ดำรงอยู่ มีรากเหง้าจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มีปัญหาการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง และองค์กรอิสระมีคำวินิจฉัยหลายกรณี รวมทั้งมีการประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อ 2 ก.พ. 2557 แต่ด้วยความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน นำไปสู่กระแสการคัดค้านการเลือกตั้ง จนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ
จนกระทั่งบัดนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลรักษาการยังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงแน่นอนว่าไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรได้อีกเมื่อไร
วุฒิสภาในฐานะเป็นองค์กรนิติบัญญัติองค์กรเดียวที่ยังเหลืออยู่จึงมิอาจนิ่งเฉย ประกอบกับมีกระแสเรียกร้องของสังคมให้ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย เราจึงจัดประชุมนอกรอบเพื่อระดมความเห็น และที่ประชุมเห็นพ้องว่าวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้วิกฤติชาติ
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นได้ประสานไปยังทุกภาคส่วนของสังคม โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากส่วนต่างๆ ผลการจัดเวทีสาธารณะล้วนมีความเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้สภาวการณ์แบบนี้ดำรงต่อไปอาจนำไปสู่การล่มสลายทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงแห่งชาติ ทุกภาคส่วนจึงเสนอให้วุฒิสภาแก้ไขวิกฤติของชาติเพื่อไม่ให้ขยายตัว จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1.ให้แก้ไขปัญหาวิกฤติชาติโดยคืนความสงบสุข สมานฉันท์ ด้วยการจัดให้ปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งต้องมีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม 2.ให้รัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลและพรรคการเมืองให้ความร่วมมือกับวุฒิสภาในการหาทางออกให้ประเทศภายใต้หลักการร่วมมือของคนในชาติ และลดเงื่อนไขความรุนแรง
3.วุฒิสภาพร้อมจะทุ่มเทการทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง จะนำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบ หากจำเป็นจะอาศัยข้อบังคับเปิดประชุมเป็นกรณีพิเศษเพื่อได้นายกรัฐมนตรีตามกรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามประเพณีทั้งของสากลและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย
"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลและทุกภาคส่วน หวังว่าทุกคนจะร่วมกันตระหนักถึงวิกฤติชาติและฝ่าฟันไปให้ได้ เราหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะยอมเสียสละและลดละความคิดดั้งเดิม ให้ความร่วมมือของวุฒิสภาในการก้าวไปข้างหน้าต่อไป" นายสุรชัย ระบุ
"สุเทพ"ฉุนจบไม่ลง-ลั่นกลับไปหาวิธีเอง
ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ขึ้นปราศรัยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาซึ่งมีมวลชน กปปส.ล้อมไว้ทุกประตู หลังได้ฟังคำแถลงของนายสุรชัย ว่า เราได้ยินคำตอบแล้วว่าให้รอต่อไป
"ผมอยากบอกว่าวันนี้ วินาทีนี้ที่ผมได้ยินคำตอบ ผมดีใจมากที่ไม่ต้องพบกันในสภาอีกต่อไป ผมดีใจที่ได้เลิกเล่นการเมืองทั้งชีวิตเพราะเบื่อคำพูดแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพได้ยินว่าพูดได้อย่างไร เราก็ไม่อยากคุยกับคุณอีกต่อไปแล้ว ขอบคุณที่ช่วยแถลงให้ทราบว่าในที่สุดคุณก็ยังเกรงใจคนมากเหลือเกิน จากนี้เราจะคิดหาวิธีของเรา จะได้ไม่ต้องเล่นลิ้นกับใคร ทำตามประสาเรา เป็นอย่างไรก็เป็นกัน"
จากนั้น นายสุเทพได้นำมวลชนเดินกลับเวทีหลักที่หน้าหอประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ท่ามกลางมวลชนที่เป่านกหวีดเสียงดังลั่นตลอดทาง
เพื่อไทยลุยค้าน นายกฯคนกลาง
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ทั้งแกนนำ อดีต ส.ส.ของพรรค และทีมกฎหมายของพรรค เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ยังคงออกมายืนยันเช่นเดิมว่า วุฒิสภาไม่มีอำนาจในการดำเนินการตั้งนายกรัฐมนตรี และย้ำว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 181 บังคับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่
ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบ นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ พร้อมพวก จะกระทำการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ถือเป็นการขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ นายนันทศักดิ์ กล่าวว่า อัยการรับเรื่องไว้แล้วและจะตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที หากพบว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้การพิจารณาคาดว่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน
"นิวัฒน์ธำรง"ปัดนัดหารือส.ว.
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีรักษาการ กล่าวขณะลงพื้นที่ จ.เชียงราย ถึงกรณีมีข่าวนัดหารือกับว่าที่ประธานวุฒิสภาในวันที่ 17 พ.ค. ว่า "ไม่ทราบ วันนี้ผมมาปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงราย ส่วนวันที่ 17 พ.ค.มีภารกิจต้องปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ ผมอยู่ที่ภาคเหนือ" และว่าข่าวที่ระบุว่ามีการนัดหมายนั้น คงไม่ได้นัดกับตน เพราะตนไม่เคยตอบรับ
"อภิสิทธิ์"บอกรธน.เปิดช่องตั้งนายกฯ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอ้างเหตุผลต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาการต่อตามรัฐธรรมนูญ จึงห้ามมีรัฐบาลใหม่หรือนายกฯคนใหม่ ว่า ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 180 กำหนดให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ส่วนมาตรา 181 ระบุว่า คนที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ให้ทำหน้าที่รักษาการจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่รัฐบาลกลับไปอ้างมาตรา 181 เป็นบทหลัก ทั้งๆ ที่มาตรา 180 บอกชัดว่า เมื่อนายกฯพ้นจากตำแหน่ง ให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และ 173 ให้เห็นชอบบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น การบอกว่าห้ามสรรหาคนใหม่นั้นไม่จริง เพียงแต่การสรรหาคนใหม่เกิดปัญหา คือ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นเอง และสิ่งที่คณะของวุฒิสภากำลังดำเนินการ คือ ตามมาตรา 180 ที่ให้ดำเนินการตาม 172 และ 173 โดยอนุโลม และสิ่งที่วุฒิสภาทำ เป็นการหาทางออกให้ประเทศ แต่กลับมีคนกลุ่มเดียวที่พยายามจะอยู่ในอำนาจคัดค้าน ท่ามกลางความเสียหายของบ้านเมือง
มท.1 ไฟเขียวขนคนเข้ากรุงขวางทหาร
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ยืนยันพร้อมใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบหากสถานการณ์ความรุนแรงในบ้านเมืองมีแนวโน้มเกิดจลาจลนั้น
ที่ หอประชุมประจักษ์ศิลปาคม ศาลากลางจังหวัดหนองคาย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) กล่าวตอนหนึ่งขณะมอบนโยบายและชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง 2 ปีเศษ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาทุกประการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ การถูกขัดขวางทุกวิถีทาง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยร่วมกับองค์กรอิสระอื่นๆ ทำลายพรรคเพื่อไทย
ที่สำคัญคือแถลงการณ์ของทหาร 7 ข้อ ที่ออกมา อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่นักประชาธิปไตยไม่ต้องการเกิดขึ้นใน 1-2 วันนี้ จึงขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมความพร้อมไว้ โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ละคนไปทำความเข้าใจกับประชาชน และเชิญชวนให้ได้อย่างน้อย 10 คน เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทวงคืนประชาธิปไตย หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง โดยให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางและให้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไป
ท่าทีของนายจารุพงศ์ สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกิจการพรรคเพื่อไทย ที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในสัปดาห์หน้าว่า มีความน่าเป็นห่วง เพราะอาจมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชน นำไปสู่การออกมายึดอำนาจของทหาร อย่างไรก็ดี ในส่วนของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้เตรียมพร้อมเคลื่อนไหวต่อต้านผ่านประชาชนที่แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ พร้อมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อยืนยันว่าไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร และยืนยันว่าทางออกที่ดีที่สุดตามหลักการประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งเท่านั้น
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
--------------------------------------
สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นำโดย นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา ในฐานะว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้เปิดแถลงต่อสื่อมวลชนถึงข้อสรุปในการหาทางออกให้กับประเทศ หลังจากได้ประชุม ส.ว.นอกรอบและพบปะรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายหลายองค์กรมาตลอดสัปดาห์
นายสุรชัย กล่าวว่า สืบเนื่องจากวิกฤติชาติที่ดำรงอยู่ มีรากเหง้าจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง มีปัญหาการทุจริตเข้ามาเกี่ยวข้อง และองค์กรอิสระมีคำวินิจฉัยหลายกรณี รวมทั้งมีการประกาศยุบสภา จัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อ 2 ก.พ. 2557 แต่ด้วยความเห็นทางการเมืองที่ต่างกัน นำไปสู่กระแสการคัดค้านการเลือกตั้ง จนศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ
จนกระทั่งบัดนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และรัฐบาลรักษาการยังตกลงกันไม่ได้เกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งต่อไป จึงแน่นอนว่าไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรได้อีกเมื่อไร
วุฒิสภาในฐานะเป็นองค์กรนิติบัญญัติองค์กรเดียวที่ยังเหลืออยู่จึงมิอาจนิ่งเฉย ประกอบกับมีกระแสเรียกร้องของสังคมให้ทำหน้าที่ในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทย เราจึงจัดประชุมนอกรอบเพื่อระดมความเห็น และที่ประชุมเห็นพ้องว่าวุฒิสภาต้องทำหน้าที่ในการเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้วิกฤติชาติ
นายสุรชัย กล่าวต่อว่า จากนั้นได้ประสานไปยังทุกภาคส่วนของสังคม โดยผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นจากส่วนต่างๆ ผลการจัดเวทีสาธารณะล้วนมีความเห็นตรงกันว่า หากปล่อยให้สภาวการณ์แบบนี้ดำรงต่อไปอาจนำไปสู่การล่มสลายทั้งเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงแห่งชาติ ทุกภาคส่วนจึงเสนอให้วุฒิสภาแก้ไขวิกฤติของชาติเพื่อไม่ให้ขยายตัว จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1.ให้แก้ไขปัญหาวิกฤติชาติโดยคืนความสงบสุข สมานฉันท์ ด้วยการจัดให้ปฏิรูปประเทศในทุกด้าน ซึ่งต้องมีนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม 2.ให้รัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลและพรรคการเมืองให้ความร่วมมือกับวุฒิสภาในการหาทางออกให้ประเทศภายใต้หลักการร่วมมือของคนในชาติ และลดเงื่อนไขความรุนแรง
3.วุฒิสภาพร้อมจะทุ่มเทการทำงานอย่างหนักและต่อเนื่อง จะนำความเห็นจากทุกฝ่ายมาพิจารณาประกอบ หากจำเป็นจะอาศัยข้อบังคับเปิดประชุมเป็นกรณีพิเศษเพื่อได้นายกรัฐมนตรีตามกรอบรัฐธรรมนูญและประเพณีการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ตามประเพณีทั้งของสากลและการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของไทย
"เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลและทุกภาคส่วน หวังว่าทุกคนจะร่วมกันตระหนักถึงวิกฤติชาติและฝ่าฟันไปให้ได้ เราหวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะยอมเสียสละและลดละความคิดดั้งเดิม ให้ความร่วมมือของวุฒิสภาในการก้าวไปข้างหน้าต่อไป" นายสุรชัย ระบุ
"สุเทพ"ฉุนจบไม่ลง-ลั่นกลับไปหาวิธีเอง
ด้าน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ขึ้นปราศรัยบริเวณหน้าอาคารรัฐสภาซึ่งมีมวลชน กปปส.ล้อมไว้ทุกประตู หลังได้ฟังคำแถลงของนายสุรชัย ว่า เราได้ยินคำตอบแล้วว่าให้รอต่อไป
"ผมอยากบอกว่าวันนี้ วินาทีนี้ที่ผมได้ยินคำตอบ ผมดีใจมากที่ไม่ต้องพบกันในสภาอีกต่อไป ผมดีใจที่ได้เลิกเล่นการเมืองทั้งชีวิตเพราะเบื่อคำพูดแบบนี้ ท่านประธานที่เคารพได้ยินว่าพูดได้อย่างไร เราก็ไม่อยากคุยกับคุณอีกต่อไปแล้ว ขอบคุณที่ช่วยแถลงให้ทราบว่าในที่สุดคุณก็ยังเกรงใจคนมากเหลือเกิน จากนี้เราจะคิดหาวิธีของเรา จะได้ไม่ต้องเล่นลิ้นกับใคร ทำตามประสาเรา เป็นอย่างไรก็เป็นกัน"
จากนั้น นายสุเทพได้นำมวลชนเดินกลับเวทีหลักที่หน้าหอประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ท่ามกลางมวลชนที่เป่านกหวีดเสียงดังลั่นตลอดทาง
เพื่อไทยลุยค้าน นายกฯคนกลาง
ด้านความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ทั้งแกนนำ อดีต ส.ส.ของพรรค และทีมกฎหมายของพรรค เช่น นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ยังคงออกมายืนยันเช่นเดิมว่า วุฒิสภาไม่มีอำนาจในการดำเนินการตั้งนายกรัฐมนตรี และย้ำว่ารัฐธรรมนูญมาตรา 181 บังคับให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) รักษาการทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่
ขณะที่ นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยทีมทนายความ ได้เดินทางเข้าพบ นายนันทศักดิ์ พูลสุข อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ และโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อยื่นหนังสือถึง นายอรรถพล ใหญ่สว่าง อัยการสูงสุด ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย กรณี นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภาคนใหม่ พร้อมพวก จะกระทำการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ถือเป็นการขัดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่าด้วยการได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่
ทั้งนี้ นายนันทศักดิ์ กล่าวว่า อัยการรับเรื่องไว้แล้วและจะตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงทันที หากพบว่าเป็นการกระทำเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ก็จะส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดตามขั้นตอนต่อไป ทั้งนี้การพิจารณาคาดว่าใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน
"นิวัฒน์ธำรง"ปัดนัดหารือส.ว.
นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีรักษาการ กล่าวขณะลงพื้นที่ จ.เชียงราย ถึงกรณีมีข่าวนัดหารือกับว่าที่ประธานวุฒิสภาในวันที่ 17 พ.ค. ว่า "ไม่ทราบ วันนี้ผมมาปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงราย ส่วนวันที่ 17 พ.ค.มีภารกิจต้องปฏิบัติราชการที่ จ.เชียงใหม่ ทั้งวันเสาร์และอาทิตย์ ผมอยู่ที่ภาคเหนือ" และว่าข่าวที่ระบุว่ามีการนัดหมายนั้น คงไม่ได้นัดกับตน เพราะตนไม่เคยตอบรับ
"อภิสิทธิ์"บอกรธน.เปิดช่องตั้งนายกฯ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลอ้างเหตุผลต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อรักษาการต่อตามรัฐธรรมนูญ จึงห้ามมีรัฐบาลใหม่หรือนายกฯคนใหม่ ว่า ถือเป็นคนละเรื่องกัน เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 180 กำหนดให้ ครม.พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯ สิ้นสุดลง ส่วนมาตรา 181 ระบุว่า คนที่พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 180 ให้ทำหน้าที่รักษาการจนกว่าจะมี ครม.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ แต่รัฐบาลกลับไปอ้างมาตรา 181 เป็นบทหลัก ทั้งๆ ที่มาตรา 180 บอกชัดว่า เมื่อนายกฯพ้นจากตำแหน่ง ให้ดำเนินการตามมาตรา 172 และ 173 ให้เห็นชอบบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น การบอกว่าห้ามสรรหาคนใหม่นั้นไม่จริง เพียงแต่การสรรหาคนใหม่เกิดปัญหา คือ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นเอง และสิ่งที่คณะของวุฒิสภากำลังดำเนินการ คือ ตามมาตรา 180 ที่ให้ดำเนินการตาม 172 และ 173 โดยอนุโลม และสิ่งที่วุฒิสภาทำ เป็นการหาทางออกให้ประเทศ แต่กลับมีคนกลุ่มเดียวที่พยายามจะอยู่ในอำนาจคัดค้าน ท่ามกลางความเสียหายของบ้านเมือง
มท.1 ไฟเขียวขนคนเข้ากรุงขวางทหาร
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกแถลงการณ์ 7 ข้อ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. ยืนยันพร้อมใช้กำลังทหารเต็มรูปแบบหากสถานการณ์ความรุนแรงในบ้านเมืองมีแนวโน้มเกิดจลาจลนั้น
ที่ หอประชุมประจักษ์ศิลปาคม ศาลากลางจังหวัดหนองคาย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) กล่าวตอนหนึ่งขณะมอบนโยบายและชี้แจงสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตลอดจนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดหนองคาย ว่า รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้เข้ามาบริหารบ้านเมือง 2 ปีเศษ ได้ดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาทุกประการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ การถูกขัดขวางทุกวิถีทาง โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยร่วมกับองค์กรอิสระอื่นๆ ทำลายพรรคเพื่อไทย
ที่สำคัญคือแถลงการณ์ของทหาร 7 ข้อ ที่ออกมา อาจจะนำไปสู่เหตุการณ์ที่นักประชาธิปไตยไม่ต้องการเกิดขึ้นใน 1-2 วันนี้ จึงขอให้กำนันผู้ใหญ่บ้านได้เตรียมความพร้อมไว้ โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านแต่ละคนไปทำความเข้าใจกับประชาชน และเชิญชวนให้ได้อย่างน้อย 10 คน เพื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ทวงคืนประชาธิปไตย หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นจริง โดยให้ทุกคนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางและให้ประสานกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางต่อไป
ท่าทีของนายจารุพงศ์ สอดคล้องกับที่ประชุมคณะกิจการพรรคเพื่อไทย ที่มีการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในสัปดาห์หน้าว่า มีความน่าเป็นห่วง เพราะอาจมีการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงจนเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชน นำไปสู่การออกมายึดอำนาจของทหาร อย่างไรก็ดี ในส่วนของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยได้เตรียมพร้อมเคลื่อนไหวต่อต้านผ่านประชาชนที่แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ พร้อมกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เพื่อยืนยันว่าไม่ยอมรับการปฏิวัติรัฐประหาร และยืนยันว่าทางออกที่ดีที่สุดตามหลักการประชาธิปไตย คือ การเลือกตั้งเท่านั้น
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
--------------------------------------