--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เปลี่ยนเมืองเชียงของ ให้เป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนของไทย !!??

โดย ชัยพงษ์ สำเนียง
สถาบันศึกษานโยบายสาธารณะ ม.เชียงใหม่
ชื่อบทความเดิม “การค้ากับการเปลี่ยนเมืองชายแดน: กรณีอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย”

1.ประเทศไทยได้มีการเปิดด่านและประกาศเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวรในเมืองชายแดนตั้งแต่วันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา ทำให้การค้าขายชายแดนเกิดการขยายตัวมากขึ้น

ในส่วนของอำเภอเชียงของได้มีการขยายพื้นที่ค้าขายมาทางทิศเหนือ ทำให้มีการก่อสร้างบ้านเรือนเพื่อทำการค้าขายเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการทำถนนลาดยางเพื่อความสะดวกต่อการขนส่ง ปริมาณการค้าซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นการค้ากับประเทศลาว ขณะที่ประเทศลาวมีการกระจายสินค้าไปยังแขวงและเมืองต่าง ๆ เช่น หลวงน้ำทา ปากแบง หลวงพระบาง ห้วยทราย โดยใช้เส้นทางการขนส่งทางแม่น้ำโขงเป็นหลักในการขนส่งสินค้า

นอกจากการขนส่งทางเรือแล้ว ในปี พ.ศ. 2543 ได้เริ่มมีการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่จากประเทศจีนพร้อมกับดำเนินการขุดลอกและระเบิดเกาะแก่งต่าง ๆ ในแม่น้ำโขงเพื่อให้เรือขนส่งขนาด 150 ตัน สามารถเดินทางมาถึงท่าเรือเชียงของได้ตลอดทั้งปี แต่ได้ถูกคัดค้านจากกลุ่มชาวบ้านในอำเภอเชียงของรวมถึงประชาชนและนักวิชาการต่าง ๆ เพราะอาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และสิ่งแวดล้อม ทำให้ต้องชะลอโครงการระเบิดเกาะแก่งดังกล่าวออกไป ขณะที่ท่าเรือน้ำลึกยังคงดำเนินการก่อสร้างอยู่

การค้าชายแดนของอำเภอเชียงของมีพัฒนาการเริ่มต้นจากการค้าขายระหว่างคนไทยและคนลาวตามแนวชายแดนมาตั้งแต่เริ่มมีการก่อตั้งเป็นชุมชน มีลักษณะของรูปแบบการค้าแบ่งได้ 3 ช่วง ได้แก่
ช่วงแรก ก่อนเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร (ก่อน พ.ศ. 2532) ในช่วงนี้จะเป็นการค้าในลักษณะแบบดั้งเดิมที่ส่วนใหญ่ใช้สิ่งของมาแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเนื่องจากระบบเงินตรายังไม่เป็นที่แพร่หลาย
ช่วงที่สอง หลังเปิดเป็นด่านถาวร ถึงการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกเชียงของ (พ.ศ. 2532-2545) มีการใช้เงินตราและมีการติดต่อค้าขายสินค้าต่าง ๆ มากขึ้นแต่ยังไม่กระจายสู่ประเทศอื่นมากนัก

ช่วงที่สาม หลังเปิดท่าเรือน้ำลึกเชียงของ ถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2546-2555) (เปรมประชา 2550) แต่ละช่วงของการค้ามีลักษณะหรือผลที่เกิดขึ้นแตกต่างกันไป ในช่วงนี้มีการเตรียมความพร้อมและการแก้ไขปัญหาด้านการค้าที่ชัดเจนมากขึ้น มีการก่อสร้างท่าเรือทำให้เรือสินค้าเข้ามามากขึ้น มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น สินค้ามีความหลากหลายจากประเทศต่าง ๆ การส่งออกและนำเข้าสินค้าประเภทต่าง ๆ บางส่วนมีความผันแปรตามปัจจัยของสังคมโลก

กลุ่มผู้ค้าสำคัญในการค้าชายแดนของอำเภอเชียงของมีทั้งผู้ค้ารายย่อยและผู้ค้ารายใหญ่ที่เป็นคนท้องถิ่นและต่างจังหวัด การติดต่อค้าขายมีทั้งในระบบและนอกระบบโดยอาศัยการขนส่งทางเรือที่มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กเป็นหลักในการข้ามพรมแดน และใช้การขนส่งทางบกในการกระจายสินค้าไปยังเมืองต่าง ๆ
การค้าในช่วงระยะนี้ได้เริ่มส่งผลกระทบเชิงลบกับชุมชนและเมืองในด้านต่าง ๆ เช่น ปัญหาการจราจร เนื่องจากปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ใช้ในการขนส่งสินค้าขณะที่ขนาดและสภาพการรับน้ำหนักของถนนไม่สามารถขยายและก่อสร้างได้ เพราะการปลูกสร้างบ้านเรือนของประชาชนที่ชิดติดแนวถนน
ปัญหามลภาวะทางอากาศ ที่มีปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กเพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการจารจรและการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ปัญหาการใช้น้ำในแม่น้ำโขงเพื่อการอุปโภคบริโภค เพราะท่าเรือถูกสร้างขึ้นบริเวณต้นน้ำเหนือเมือง และปัญหาโรคติดต่อจากภายนอก เพราะมีการติดต่อค้าขายกับประชาชนในหลายพื้นที่

ภายหลังมีการปรับปรุงถนนเชียงราย – เชียงของ โดยรัฐบาลลาวได้ประกาศให้เมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้วเป็นด่านสากลเมื่อวันที่ 21 มกราคม 2537 ทำให้เมืองเชียงของและเมืองห้วยทรายได้ทวีความสำคัญต่อการค้าชายแดน มีการนำเรือเฟอร์รี่เข้ามาให้บริการขนส่งเคลื่อนย้ายบริเวณท่าเรือบั๊ค เพื่อรองรับการค้าที่ขยายตัว



ตลาดน้ำ ปากแม่น้ำโขง ภาพจาก wikipedia

การค้าเริ่มมีลักษณะที่เป็นทางการ มีการเปิดเครดิตให้กับคู่ค้าแต่ยังคงชำระเงินโดยเงินสดเป็นหลัก ประเภทของสินค้าที่ยังคงมีการซื้อขาย คือ สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพและเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เช่น น้ำมัน สินค้าอุปโภคบริโภค เครื่องจักรวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ

สาเหตุที่การค้าชายแดนส่วนใหญ่เป็นการค้ากับประเทศลาว เนื่องจากสินค้าจากประเทศจีนจะซื้อขายกันบริเวณท่าเรือเชียงแสนมากกว่า เพราะมีบริเวณใกล้กัน ขณะที่ด่านเชียงของอยู่ไกลกว่าและมีเกาะแก่งในช่วงของการเดินทางมามากมาย เรือใหญ่ไม่สามารถเดินทางมาได้สะดวก รวมถึงยังไม่มีท่าเรือน้ำลึกเพื่อรองรับ

2.ในส่วนการสร้างท่าเรือน้ำลึกเชียงของเป็นท่าเทียบเรือขนาดกว้าง 24 เมตร ยาว 180 เมตร ด้านหน้าติดแม่น้ำโขง ด้านหลังติดถนนซึ่งเชื่อมระหว่างอำเภอเชียงแสน และอำเภอเชียงของ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2546 (ปีงบประมาณ 2547) ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2546 โดยมุ่งเน้นประสิทธิภาพการให้บริการนำเข้า – ส่งออกสินค้าและส่งเสริมการค้าชายแดนระหว่าง 4 ประเทศ ตามข้อตกลง 4 ฝ่าย ประกอบด้วย สาธารณรัฐประชาชนจีน สหภาพพม่า สาธารณรัฐประชาชนลาว และประเทศไทย

ภายหลังการเปิดใช้พบว่ามีปริมาณเรือสินค้าและการเข้าออกของรถขนส่งสินค้าที่มาใช้บริการมีมากขึ้นทุกปี ส่งผลให้ปริมาณการจัดเก็บอากรขาเข้าและค่าธรรมเนียมของท่าเรือเชียงของเพิ่มขึ้นตาม รวมถึงมูลค่าสินค้านำเข้าและส่งออกจากท่าเรือเชียงของโดยภาพรวมมีปริมาณเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม การเดินเรือจากประเทศต่าง ๆ เพื่อมาติดต่อค้าขายที่ท่าเรือเชียงของยังคงติดปัญหาเรื่องของการเดินเรือขนาดใหญ่โดยเฉพาะเรือจากประเทศจีน เนื่องจากโครงการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง บริเวณแก่งคอนผีหลวง ตำบลริมโขง ได้รับการคัดค้านจากชาวบ้านรวมถึงประชาชนและนักวิชาการต่าง ๆ ทำให้เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเดินทางมาท่าเรือเชียงของได้ จะเดินทางได้ในเฉพาะฤดูน้ำหลากเท่านั้น ส่วนเรือขนาด 60 ตันยังคงสามารถเดินทางได้แต่ต้องอาศัยความชำนาญในการขับเรือ

หากเป็นหน้าแล้งจะมีเรือขนาด 30 ตันเท่านั้น ท่าเรือน้ำลึกที่เชียงของจึงค้าขายไม่คึกคักเหมือนที่ท่าเรือเชียงแสนส่งผลทำให้ท่าเรือไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ แต่ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพของการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่และปริมาณมากได้อย่างรวดเร็ว สะดวกและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

โดยเรือขนาด 60 ตัน จะเดินทางขนส่งสินค้าตามเส้นทาง หลวงน้ำทา-เชียงแสน-ห้วยทราบ-เชียงของ-ปากแบง-หลวงพระบาง ส่วนการขนถ่ายสินค้าขนาดเล็กและปริมาณน้อย ยังคงใช้บริการเรือหางยาวเล็กข้ามฝาก หากเป็นสินค้าปริมาณมาก ๆ ที่จะส่งไปเมืองห้วยทรายยังคงใช้เรือเฟอร์รี่ในการบรรทุกรถยนต์ไปส่ง (เปรมประชา 2550 : 51-54)

การค้าชายแดนเริ่มมีการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรมมากขึ้น มีการสร้างถนนทางขนานเลียบแม่น้ำโขงเพื่อลดความแออัดของถนนสายกลาง การเจริญเติบโตทางการค้าของเชียงของในช่วงนี้พัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะเมื่อมีแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองเชียงของเพื่อเป็นเมืองเศรษฐกิจพิเศษชายแดน

การก่อสร้างสะพานเชื่อมเส้นทาง R3E การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการเกษตร และศูนย์กระจายสินค้า เพื่อทำให้อำเภอเชียงของกลายเป็นจุดศูนย์กลางการค้าที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ มีการเข้ามาลงทุนของคนต่างพื้นที่มากขึ้น

ในอนาคตหลังจากมีการก่อสร้างสะพานทางตอนล่างของตำบลเวียง มีแนวโน้มจะขยายตัวไปทางทิศใต้ บริเวณหมู่บ้านสถานซึ่งคาดว่าจะเป็นที่ตั้งของนิคมอุตสาหกรรม ทำให้เริ่มมีการเก็งกำไรที่ดินจากนายทุนบางราย เศรษฐกิจในภาพรวมของอำเภอเชียงของจะได้รับประโยชน์มากขึ้นแม้ว่าสะพานจะไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับบริเวณชุมชนในปัจจุบัน แต่พื้นที่ทางตอนล่างของชุมชนยังสามารถบุกเบิกและพัฒนาได้อีกมาก

ธุรกิจที่อาจจะได้รับผลกระทบหลังจากการสร้างสะพานคือ เรือเฟอร์รี่ เพราะการขนส่งสินค้าจะใช้เส้นทางบกมากกว่าเนื่องจากมีความปลอดภัย ขณะที่การขนส่งทางเรือยังไม่มีการประกันความเสียหายสินค้าหากเรือประสบอุบัติเหตุ ส่วนเรือหางยาวข้ามฝากนั้นคงจะไม่มีผลกระทบมากในช่วงแรกเนื่องจากบริเวณที่คาดว่าจะสร้างสะพานยังไม่มีชุมชน และอยู่ไกลจากแหล่งชุมชนพื้นที่ทางเศรษฐกิจ (เปรมประชา 2550 : 56)

การสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) บริเวณบ้านปากอิงเหนือ ต.เวียง อ.เชียงของ ห่างจากตัวเมือง 5 กิโลเมตร ทางตอนใต้ มีวงเงินก่อสร้างรวม 1,487 ล้านบาท โดยไทยและจีนรับผิดชอบค่าก่อสร้างฝ่ายละครึ่ง โดยโครงการได้เริ่มก่อสร้างแล้วเมื่อ มิถุนายน 2553 และมีกำหนดแล้วเสร็จเดือนธันวาคม 2555 ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนงานดินและตอกเสาเข็มแล้ว

โดยมีความก้าวหน้าของงานร้อยละ 12 เร็วกว่าแผนก่อสร้างเล็กน้อยโดยเฉพาะในส่วนงานก่อสร้างฝั่งไทย และอยู่ระหว่างการปรับปรุงขยายถนนเป็น 4 ช่องจราจรระยะทาง 30 กิโลเมตรแรกจากอำเภอเชียงของมายังจังหวัดเชียงราย

ในส่วนของ สปป.ลาว ก็สร้างแล้วเสร็จเพียงร้อยละ 5 ซึ่งล่าช้ากว่ากำหนด เนื่องจากยังไม่ได้รับงบประมาณในส่วนของจีน ทำให้กำหนดการแล้วเสร็จของสะพานอาจล่าช้าไปถึงประมาณปี 2557-2558 จะทำให้การค้าระหว่างไทยและลาวสะดวกขึ้น และเพิ่มปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลโดยใช้แสนทาง R3A

ส่วนการค้าทางเรือผ่านด่านเชียงแสนก็จะลดความสำคัญลงอย่างมาก เพราะการค้าทางบกมีความสะดวก มีต้นทุนที่น้อยกว่า และสามารถขนส่งได้ทั้งปี ไม่ต้องวิตกต่อปริมาณน้ำ และไม่สามารถขนส่งในช่วงฤดูแล้งได้



สะพานข้ามแม่น้ำโขงแห่งที่ 4 อ.เชียงของ จ.เชียงราย เชื่อมสู่ เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ภาพจากสปริงนิวส์

การสร้างสะพานจะทำให้การค้าและการลงทุนบริเวณพื้นที่เชียงของ – บ่อแก้วเพิ่มมากขึ้น เพราะมีนโยบายและการพัฒนาในด้านต่าง ๆ มากขึ้น มีการก่อสร้างถนนตามเส้นทาง R3E และสะพานข้ามแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงของและแขวงบ่อแก้ว มีการพัฒนาเมืองเชียงของตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ภาคเหนือตอนบนระยะ 10 ปี (2542-2551) และการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจเชียงราย-เชียงใหม่-ลำพูน รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายและสิทธิพิเศษต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนของรัฐบาลลาว (เปรมประชา 2550 : 88)

3.เมืองเชียงของกลายเป็นเมืองเศรษฐกิจชายแดนได้ทำให้ที่ดินในเขตอำเภอเชียงของสูงขึ้นเป็นอย่างมาก เช่น การสะท้อนของลุงเสรี บริบูรณ์ (สัมภาษณ์วันที่ 12 ริมน้ำโขง อ.เชียงของ) ที่เล่าว่า “…เชียงของเปลี่ยนไปจากอดีตเยอะ เพราะมีคนนอกพื้นที่เข้ามาซื้อที่ดินในเชียงของตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534-2535 ยุค พล.อ. ชาติชาย ชุณหวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มีนายทุนนอกพื้นที่ (กรุงเทพฯ ภาคกลาง) เข้ามาซื้อที่ดินเก็บไว้เพื่อเก็งกำไร ทำให้ที่ดินในเชียงของราคาสูงมาก เช่น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2534-2535) ราคาที่ดินไร่ละ 200,000 บาทถือว่าแพงมากแล้ว

ในปัจจุบัน (ปี พ.ศ.2555) ราคาไร่ละ 10,000,000 บาท จากราคาที่ดินที่สูงขึ้นทำให้ชาวบ้านจำนวนมากขายที่ดินของตน และได้กลายเป็นแรงงานรับจ้างจำนวนมาก”

การเปิดด่านถาวร ได้ก่อให้เกิดกิจกรรมใหม่ในพื้นที่ และไม่อาจปฏิเสธได้ว่าการพัฒนาก็นำมาซึ่งปัญหาในหลายด้านที่ต้องมีการแก้ไข และปรับปรุงเพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนากับการรักษาคุณค่าของชุมชน

ในส่วนของปัญหาของการค้าชายแดนส่วนใหญ่ในอำเภอเชียงของ คือ
ปัญหาด้านกายภาพที่ประเทศลาวขาดความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้ไม่สามารถส่งของสดที่มีระยะเวลาจำกัดได้ รวมถึงไม่สามารถขนส่งในปริมาณมากๆ ได้
การขนส่งทางเรือมีความเสี่ยงสูง ท่าเรือและจำนวนเรือยังขาดความเหมาะสม
การชำระเงินที่อาจก่อให้เกิดหนี้สูญ
ความสะดวกในการติดต่อผ่านธนาคาร กฎระเบียบต่าง ๆ ของประเทศลาวที่ยังขาดความชัดเจน ความเข้าใจในระเบียบทางการค้า
การค้านอกระบบ เป็นการค้าหนีภาษี เนื่องด้วยพื้นที่ติดต่อกว้างขวาง ยากแก่การควบคุม
อำนาจในการซื้อของคนลาวที่มีน้อย เพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศลาวยังกระจายอย่างกว้างขวาง

เศรษฐกิจไทยที่โตกว่าลาวเป็นแรงดึงดูดให้คนลาวเข้ามาในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น และยากแก่การควบคุม

ความเติบโตของการค้าชายแดนทำให้เชียงของเปลี่ยนไปจากอดีต ส่งผลต่อราคาที่ดิน วิถีชีวิตผู้คน ฯลฯ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเกิดจากทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ถ้าเรายังไม่มีแผนในการจัดการพื้นที่ และปฏิบัติอย่างจริงจัง เชียงของก็อาจสูญเสียอัตลักษณ์ของตนอย่างไม่อาจหวนคืน

ที่มา.Siam Intelligence Unit
////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด หมอเลี๊ยบ กรณีแก้สัญญา สัปทานดาวเทียม เอื้อชินแซท !!?

คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) มีมติ 6: 2 ระบุนายแพทย์ สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มีความผิด หลังอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ (ฉบับที่ 5) เพื่อลดสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ต้องถือในบริษัท ชินแซทเทลไลท์ จำกัด (มหาชน) จากไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 เป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยมิชอบ จึงมีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

นายไกรสร  พรสุธี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 นายไชยยันต์  พึ่งเกียรติไพโรจน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศแห่งชาติ(ปัจจุบันเป็นปลัดกระทรวงไอซีที)  ผู้ถูกกล่าวหาที่ 3  ยังมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 อีกด้วย

หลังจากนี้ ป.ป.ช. จะส่งรายงาน เอกสาร และความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อพิจารณาโทษทางวินัยกับผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 และผู้ถูกกล่าวหาที่ 3 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตร 92 และไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินการฟ้องผู้ถูกกล่าวหา ที่ 1, ที่ 2 และที่ 3 ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง

นายไชยยันต์  พึ่งเกียรติไพโรจน์  ปลัดกระทรวงไอซีที ในฐานะผู้ถูกกล่าวหาที่3 เปิดเผยกับ  “ประชาชาติธุรกิจ” ยืนยันว่าไม่เคยทุจริต หลังจากนี้จะต่อสู้ตามกระบวนการศาลต่อไป

 ด้านแหล่งข่าวภายในกระทรวงไอซีที เปิดเผยว่า กระบวนการภายในกระทรวงหลังจากนี้จะต้องรอให้ทาง ป.ป.ช. ส่งหนังสือแจ้งมติอย่างเป็นทางการเพื่อให้กระทรวงรับทราบ  จากนั้นกระทรวงจะนำเข้าคณะอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน (อ.ก.พ.) ของกระทรวง ซึ่งมีรัฐมนตรีไอซีทีเป็นประธาน เพื่อประชุมพิจารณากำหนดมาตรการลงโทษทางวินัยต่อไป

“ปกติจะมีมาตรฐานการกำหนดโทษอยู่ว่า แต่ละความผิดต้องรับโทษในรูปแบบใดบ้าง  แต่ อ.ก.พ. จะพิจารณาเหตุผลประกอบด้วยว่า เป็นการกระทำผิดโดยจงใจหรือประมาท และมีเหตุลดหย่อนโทษเฉพาะตัวหรือไม่ อาทิ รับราชการมานาน เคยได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ระดับใดมาบ้าง  ซึ่งโดยปกติกระบวนการทั้งหมดกว่าจะได้ข้อยุติก็อย่างน้อย 30 วัน  ถึงจะทราบว่าปลัดไชยยันต์จะยังได้ทำหน้าที่ต่อไปหรือไม่ แต่ในระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อสรุปจาก อ.ก.พ. ก็ยังเป็นปลัดกระทรวงอยู่  ส่วนการลงโทษจะอยู่ในระดับใดคงไม่สามารถบอกได้ เพราะตั้งแต่ตั้งกระทรวงไม่เคยมีกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดมาแบบนี้เลย”

ส่วนกรณีอดีตปลัดไกรสร  พรสุธี ซึ่งได้ลาออกจากราชการไปตั้งแต่ มี.ค. 2550 นั้น คงต้องดูอีกครั้งว่าฐานความผิดจะครอบคลุมการลงโทษทางวินัยได้แค่ไหน  เพราะปกติหากเกษียณอายุราชการไปแล้ว 180 วัน บางฐานความผิดไม่มีผลกระทบไปถึงบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปแล้ว แต่ในกรณีที่ลาออกจากราชการคงต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่นๆ ด้วย

สำหรับปลัดกระทรวงไอซีทีคนปัจจุบัน นายไชยยันต์  พึ่งเกียรติไพโรจน์  ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกิจการอวกาศ ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2547 ถึง 28 ธ.ค. 2553  ก่อนที่จะเป็นรองปลัดกระทรวงไอซีทีเมื่อ 29 มิ.ย. 2555 และขึ้นเป็นปลัดกระทรวง 1 ต.ค. 2555  มีกำหนดจะเกษียณอายุราชการในอีก 6 ปีข้างหน้า

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ยุทธการ ต้าโจว !!???

จะเข้าใจความรู้สึกเคียดแค้นและชิงชังรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างเข้ากระดูกดำจากบางภาคบางฝ่ายในแวดวงการเมืองได้

จำเป็นต้องย้อนไปยังยุค "ต้าโจว"

นอกเหนือจากจะอาศัยอุปกรณ์จากหนังสือเรื่อง "จักรพรรดินีโหด" อัน กิติมา อมรทัต แปลจากต้นฉบับของ หลิน ยู่ถัง แล้ว

น่าจะต้องอ่านชุด "ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บังลังก์"

เป็นงานเขียนของ เฉียนเยี่ยนซิว และเป็นงานแปลอย่างมีคุณภาพยอดเยี่ยมของ เรืองชัย รักศรีอักษร

คนชื่อ "เรืองชัย" มักแฝง "ทีเด็ด" เสมอ

ไม่ว่าจะเป็น เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์ อดีตบรรณาธิการ "มติชนสุดสัปดาห์" และบรรณาธิการอำนวยการ "ศิลปวัฒนธรรม"

ไม่ว่า เรืองชัย รักศรีอักษร ผู้ฝึกวิทยายุทธ์จาก "จงหยวน"

เรื่องราวในยุค "ต้าโจว" สะท้อนความเคียดแค้น ชิงชังต่อบูเช็คเทียนฮ่องเต้ เรื่องราวทั้งหมดจึงแวดล้อมและแสดงความพยายามในการโค่นล้มและทำลาย

ทำลาย "ต้าโจว"

ทั้งๆ ที่บูเช็คเทียนเคยเป็นสนมของพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้ และเคยเป็นมเหสีของพระเจ้าถังเกาจงฮ่องเต้

แล้วเหตุใดจึงมีคนไม่ชอบ มีคนเคียดแค้น อาฆาต

คำตอบอยู่ที่ 1 บูเช็คเทียนไต่ทะยานจากการเป็นฮองเฮาไปสู่ไทเฮา และที่สุด สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้

เป็นฮ่องเต้ "หญิง" คนแรกและคนเดียว

ขณะเดียวกัน คำตอบ 1 อยู่ที่บูเช็คเทียนฮ่องเต้ไม่เพียงมีความสามารถในการยึดอำนาจ หากยังมีความยอดเยี่ยมในการรักษาอำนาจให้อยู่ยั้งยืนยง

การรักษาอำนาจต้องอาศัยความเฉียบขาด เหี้ยมหาญ

ปรากฏว่า อำนาจที่ถูกทำลายคืออำนาจของคนตระกูลหลี่อันเป็นรากฐานแห่งราชวงศ์ถัง คนของตระกูลหลี่จึงเคียดแค้น ชิงชังและอาฆาตมาดร้ายต่อบูเช็คเทียนอย่างล้ำลึก

ไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้า ร่วมแผ่นดิน

การก่อกบฏหลายครั้งมาจากคนตระกูลหลี่ การก่อการร้าย ลอบสังหาร บ่อนทำลายมาจากขบวนการของคนตระกูลหลี่และบริษัทบริวาร แม้กระทั่งขบวนการเส่อหลิงอัน เป็นองค์กรลับใต้ดินก็มาจากฝีมือของคนตระกูลหลี่

ล้ม "ต้าโจว" ชู "ต้าถัง"

ขอให้หยิบหนังสือ "ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบคู่บัลลังก์" เล่ม 2 ตอนว่าด้วยเงาปริศนาที่ชายแดน จะทำให้เข้าใจเงื่อนงำบางเงื่อนงำทางการเมือง ทางการทหาร

เป้าหมาย 1 ทางการเมือง คือ ปล่อยข่าวทำลาย

เป้าหมาย 1 ทางการทหาร คือ การสมคบกับชนเผ่าน้อยทูเจี๋ย ชนเผ่าน้อยชี่ตัน อาศัยกำลังเหล่านี้ก่อกวนทางชายแดน

ประสานกำลังต่างชาติ เข้ากับกำลังภายใน

อย่าได้แปลกใจหากปฏิบัติการในประเทศไทยยุคโค่นล้มและทำลายรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

อาศัย NGO เกาหลีเล่นงาน "เค วอ-ต้ม"

อาศัยการร่วมมือกับพ่อค้า ตลาดข้าวโลก วิพากษ์โจมตีโครงการจำนำข้าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะผ่านสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ไม่ว่าจะผ่านสำนักข่าวรอยเตอร์ ไม่ว่าจะผ่านนิตยสารชั้นนำอย่างไทม์แห่งสหรัฐ

ในที่สุด ปล่อยข่าวอ้าง USFDA อย่างไร้ความเป็นจริง

ในที่สุด อาศัยภาพ "คนดี" เจ้าของผลิตภัณฑ์ "ข้าวคุณธรรม" เล่นงานธุรกิจข้าวถุงไทยว่าอาจตายได้ภายใน 5 นาที

ต้องการโค่น "ยิ่งลักษณ์" ทำลาย "ข้าวไทย"

แปลกอย่างประหลาดยิ่งในท่าทีอันเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

มิได้ตระหนักในการสมคบของบางส่วนในประเทศกับนานาชาติ มิได้ตระหนักในยุทธวิธีอันชั่วร้ายเพื่อยุทธศาสตร์ใหญ่ในการทำลายทางการเมือง

ทั้งๆ ที่ปลายหอกกำลังทิ่มแทงมา

ที่มา.มติชน
//////////////////////////////////////////////////////////

ตั้งรับเศรษฐกิจขาลงครึ่งปีหลัง !!???

ก้าวสู่ช่วงครึ่งปีหลังไม่ทันไร ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจทั้งภายในและนอกประเทศก็เริ่มส่อเค้าว่าจะเป็นไปในทิศทางที่หลายฝ่ายวิเคราะห์คาดการณ์ สัญญาณอันตรายจากความสุ่มเสี่ยงผันผวนของค่าเงิน ตลาดหุ้น ราคาทองคำปรากฏชัดเจนเรื่อย ๆ

ขณะที่วิกฤตส่งออก กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวลง สวนทางกับภาระหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งสูงขึ้น กลายเป็นมรสุมลูกใหญ่ ผลกระทบเกิดขึ้นกับกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรม คนระดับกลางไปจนถึงรากหญ้า น่าห่วงไม่แพ้สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกโหมกระพือให้ร้อนแรงขึ้นเรื่อย ๆ

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจประจำเดือน พ.ค. 2556 ที่ผ่านมาว่า การใช้จ่ายและการผลิตทั้งระบบชะลอตัวลง ทั้งดัชนีการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน

โดยในส่วนของการลงทุนภาคเอกชน เดือน พ.ค.หดตัวลง 1.7% เช่นเดียวกับดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตรที่หดตัว 0.3% มูลค่าส่งออกหดตัว 1.2% มูลค่าการนำเข้าหดตัว 4.8%

แม้แต่ดัชนีผลผลิตภาคอุตสาหกรรมและการใช้จ่ายภาครัฐก็อยู่ในภาวะหดตัวลงด้วย

สศช.ประเมินว่าปัจจัยลบทั้งหมดนี้จะส่งผลทำให้เศรษฐกิจโดยรวมช่วงไตรมาส 2 ชะลอตัวต่อเนื่องจากไตรมาสแรก มีแต่ภาคการท่องเที่ยวที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง เป็นความหวังท่ามกลางวิกฤตรอบด้าน

แม้รัฐบาลเตรียมตั้งรับโดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมเชิงปฏิบัติการ หรือ Work Shop เมื่อ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา เพื่อติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ และหารือถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาสินค้าราคาแพง พร้อมกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐซึ่งหลายหน่วยงานยังใช้จ่ายงบประมาณต่ำกว่าเป้า ก็ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสามารถขันนอต ผลักดันมาตรการกระตุ้นไปสู่การปฏิบัติได้มากน้อยแค่ไหน

จะหวังพึ่งการใช้จ่ายงบฯบางส่วนของโครงการเมกะโปรเจ็กต์น้ำ 3.5 แสนล้านบาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาทก็คงยาก เพราะแม้แผนเดิมจะเริ่มเดินหน้าภายในปีนี้ แต่เจอกระแสต่อต้านและปัญหาข้อกฎหมาย ก็อาจล่าช้าออกไป

นอกจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นแล้ว สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำควบคู่กันไปด้วย คือการนำกรอบการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจรวม 22 มาตรการ ซึ่งจัดทำโดย สศช.และได้รับอนุมัติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 มาเป็นโรดแมปแก้ปัญหา แทนที่จะปล่อยให้อยู่ในแผ่นกระดาษหรือถูกเก็บไว้ในลิ้นชัก เพราะอย่างน้อยก็น่าจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจไทย

ขณะเดียวกันต้องรับฟังเสียงสะท้อนและข้อเรียกร้องของภาคเอกชนที่ต้องการให้รัฐบาลเตรียมรับมือเศรษฐกิจขาลง บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรวดเร็วทันการ โดยเฉพาะการดูแลภาคการผลิตและการค้า บริการซึ่งเป็นภาคการผลิตที่แท้จริง เพื่อลดผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก พร้อมทบทวนนโยบายประชานิยม ลดภาระหนี้สาธารณะ หันมาเน้นเสริมสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในระยะยาวแทน

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////

รัฐสวัสดิการ ในเอเชีย !!??

คนเอเชียจำนวนมาก เชื่อว่าสวัสดิการที่รัฐจัดให้ประชาชนนั้น จะทำให้ประชาชนพึ่งพิงรัฐ จนช่วยเหลือตัวเองไม่ได้  แต่ในปัจจุบันประเทศต่างๆ ในเอเชียเริ่มจัดสวัสดิการให้ประชาชนอย่างกว้างขวาง  รายงานชิ้นนี้จะพาไปดูว่า ประเทศใดในเอเชียจัดสวัสดิการให้ประชาชนมากที่สุด

 เดิมทีภูมิภาคเอเชียเป็นภูมิภาคที่รัฐบาลจัดสวัสดิการให้ประชาชนน้อย แนวคิดที่ว่า รัฐต้องจัดสวัสดิการดูแลประชาชนนั้น ถูกมองว่าเป็นแนวคิดที่จะทำให้คนขี้เกียจ และเคยชินกับการพึ่งพิงรัฐ จนไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง  ดังเช่นที่ นายโก๊ะจ๊กตง อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์เคยกล่าวว่า สวัสดิการของรัฐจะทำให้ประชาชนเดินด้วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยรัฐเป็น "ไม้ค้ำยัน"

แต่เราก็อาจต้องตั้งคำถามว่า หากรัฐไม่มีหน้าที่ช่วยค้ำจุนประชาชนที่ตกยากแล้ว ใครเล่าจะมีหน้าที่นี้? ในระยะไม่กี่ปีมานี้ ประเทศในเอเชียที่เคยเชื่อว่ารัฐไม่มีหน้าที่ต้องค้ำจุนประชาชนที่ตกยาก ก็เริ่มปฏิเสธแนวคิดนี้ แล้วเริ่มสร้างระบบสวัสดิการให้ประชาชนอย่างไม่เคยมีมาก่อน

เมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้เริ่มจัดสวัสดิการให้ผู้เกษียณอายุทั่วประเทศทุกคน โดยไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการ  ส่วนจีนขยายระบบประกันสุขภาพสำหรับชาวชนบท จากที่เมื่อ 10 ปีก่อน เคยครอบคลุมประชากรเพียง 3 เปอร์เซ็นต์ จนขณะนี้ครอบคลุมประชากรถึง 97.5 เปอร์เซ็นต์

อินเดียขยายระบบประกันสุขภาพจนครอบคลุมประชาชนกว่า 110 ล้านคนแล้ว  ในขณะที่ฟิลิปปินส์ก็ขยายระบบประกันสุขภาพอย่างรวดเร็ว จากเดิมที่ครอบคลุมประชากรเพียง 62 เปอร์เซ็นต์ กลายเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี

อินโดนีเซียออกกฎหมายที่กำหนดว่า รัฐบาลต้องขยายระบบประกันสุขภาพให้ครอบคลุมประชากรทั้งประเทศภายในต้นปีหน้า ซึ่งจะทำให้ระบบประกันสุขภาพของอินโดนีเซีย เป็นระบบที่ครอบคลุมจำนวนคนมากที่สุดในโลก  กฎหมายอินโดนีเซียฉบับนี้ ยังกำหนดให้รัฐบาลขยายเงินสวัสดิการผู้เกษียณอายุ และเพิ่มจำนวนผู้ที่จะได้รับเงินชดเชยอุบัติเหตุจากการทำงาน ภายในกลางปี 2558

หากพิจารณาที่สัดส่วนของประชากรที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐแล้ว ประเทศที่จัดสวัสดิการครอบคลุมประชากรมากที่สุดคือ ญี่ปุ่น รองลงมาคือเกาหลีใต้ ตามมาด้วยสิงคโปร์ จีน และไทย

อย่างไรก็ดี การพิจารณาระดับการจัดสวัสดิการนั้นต้องพิจารณาจำนวนเงินที่รัฐใช้จัดสวัสดิการต่อหัวประชากรด้วย แม้ระบบสวัสดิการของจีน และไทยจะครอบคลุมประชากรจำนวนมาก แต่สวัสดิการที่จัดให้ต่อหัวก็ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอย่างญี่ปุ่นและมาเลเซีย

ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียสร้างดัชนีชี้วัดระดับการให้สวัสดิการประชาชนโดยรัฐ โดยคิดจากจำนวนเงินที่รัฐใช้ในการจัดสวัสดิการ และสัดส่วนประชากรที่ได้รับสวัสดิการจากรัฐ  ผลปรากฏว่า ภูมิภาคในเอเชียที่ได้คะแนนสูงสุดคือเอเชียตะวันออก ซึ่งประกอบด้วยจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกาหลีเหนือ และมองโกเลีย  ส่วนภูมิภาคที่ได้คะแนนน้อยที่สุด คือ เอเชียใต้ ซึ่งประกอบด้วย อินเดีย เนปาล ภูฏาน บังคลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟส์ และปากีสถาน

เมื่อจัดอันดับประเทศ ปรากฏว่า ญี่ปุ่น เป็นประเทศที่มีระดับการให้สวัสดิการประชาชนสูงสุด  รองลงมาคือ อุซเบกิสถาน มองโกเลีย และเกาหลีใต้

ที่น่าสนใจคือ เอเชียกลาง และเอเชียตะวันตก แม้จะเป็นภูมิภาคที่ยากจนเช่นเดียวกับเอเชียใต้ แต่ก็จัดสวัสดิการให้ประชาชนสูงกว่าเอเชียใต้อย่างมาก  ส่วนหนึ่งก็เพราะประเทศเหล่านี้เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต จึงมีระบบสวัสดิการซึ่งเป็นมรดกจากแนวคิดคอมมิวนิสต์

ในหมู่ประเทศอาเซียน ประเทศที่มีระดับการจัดสวัสดิการให้ประชาชนสูงสุดคือ สิงคโปร์  รองลงมาคือมาเลเซีย  เวียดนามเป็นอันดับ 3 ไทยเป็นอันดับ 4  และฟิลิปปินส์เป็นอันดับ 5

ที่มา.news.voicetv
///////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

แดงตาสว่างเพิ่มอีก.รัฐบาล-นปช. ไม่จริงใจ นิรโทษกรรม !!??

เหลือเวลาอีกประมาณ 2 สัปดาห์ก็จะเข้าสู่การเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไป อันเป็นที่รอคอยของบรรดาคนเสื้อแดง ที่กำลังใจจดใจจ่ออยู่กับร่างพรบ.นิรโทษกรรม ที่ถูกดันขึ้นมาอยู่ในวาระแรก

แต่ทว่าสถานการณ์อาจไม่เป็นไปอย่างที่คิด เพราะพรรคเพื่อไทยและวิปรัฐบาลเตรียมที่จะขยับเอาร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557มาพิจารณาก่อนนั่นเอง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่าการเปิดประชุมสภาวันที่ 1 ส.ค. เพื่อพิจารณากฎหมายที่ยังค้างอยู่ ทั้งร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย นั้น คาดว่าจะนำพ.ร.บ.งบประมาณ 2557 มาพิจารณาในวาระแรกก่อน ส่วนกฎหมายนิรโทษกรรมที่จะช่วยเหลือประชาชน ส.ส.ของพรรค และส.ส.กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คงจะไปทำความเข้าใจกับประชาชนให้เข้าใจก่อน ไม่น่าจะมีปัญหาหรือก่อให้เกิดความขัดแย้ง

ก่อนหน้านี้ นพ.เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในผู้เข้าชื่อเสนอร่างพรบ.นิรโทษกรรม  กล่าวว่า แม้ร่างพรบ.นิรโทษกรรมจะถูกบรรจุในวาระแรก แต่เมื่อไปดูวันที่ 1 ส.ค.ซึ่งเป็นวันพฤหัสบดี ให้เป็นวันของการตอบกระทู้ต่างๆ ซึ่งวางไว้อยู่แล้ว เป็นเรื่องของเทคนิค จึงทำให้ร่างพรบ.นิรโทษกรรม จะยังไม่ถูกหยิบยกมาพิจารณาในทันที ส่วนตัวมองว่าร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ที่จำเป็นต้องนำมาใช้งาน คงจะถูกนำมาพิจารณาก่อน ส่วนเรื่องพรบ.นิรโทษกรรม อาจจะพิจารณาในวันพุธสัปดาห์ที่ 2 หรือ 3 ของเดือนส.ค.หรือระหว่างนั้นถ้ามีเรื่องอะไรจำเป็นเร่งด่วน เช่น พรบ.เงิน 2 ล้านล้านหรือเรื่องอื่นอย่างรัฐธรรมนูญก็อาจนำมาพิจารณาก่อนก็ได้      

เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ที่ปรากฏก็เท่ากับว่าบรรดาคนเสื้อแดง ก็อาจจะดีใจเก้อ เพราะท้ายที่สุดการเลื่อนวาระร่างพรบ.นิรโทษกรรมขึ้นมารออยู่ในวาระแรก แต่พอถึงเวลากลับไม่เป็นไปตามนัด ก็ทำให้กระแสความรู้สึกของฝ่ายคนเสื้อแดง เริ่มชักไม่แน่ใจกับความจริงใจของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย



เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่ห้องประชุมมูลนิธิ 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 นำโดยนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาลที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนารามเมื่อวันที่ 19 พ.ค.2553 นายพันธ์ศักดิ์ ศรีเทพ บิดานายสมาพันธ์ ศรีเทพ หรือน้องเฌอ ที่ถูกยิงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 นายอรุณศักดิ์ เลื่อนไธสง พี่ชายนายเกรียงไกร เลื่อนไธสง คนขับรถแท็กซี่ที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณบ่อนไก่ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.2553 ร่วมแถลงเปิดตัวร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชน

นางพะเยาว์กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องเปิดร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของประชาชน เพราะ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแต่ละฉบับที่ผ่านมาไม่เคยมีฉบับใดที่ผ่านความคิดเห็นของกลุ่มญาติผู้เสียชีวิต หรือญาติผู้ถูกจองจำ เป็นการร่างกันขึ้นมาเองของกลุ่มต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าทุกร่างที่เสนอไปแล้วจะมีการสอดไส้ให้นิรโทษกรรมยกเข่ง และไม่ได้มอบความเป็นธรรมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงมีการพูดคุยกันในกลุ่มญาติว่าควรร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ขึ้น โดยจะไม่สอดไส้ และเป็นไปอย่างโปร่งใส        

แม่น้องเกดกล่าวต่อว่า ทางกลุ่มญาติจะนำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ไปยื่นให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 16 ก.ค. เวลา 09.00 น. หลังจากนั้นจะเดินสายขอความสนับสนุนจากพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก่อนจะยื่นร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับประชาชน ต่อนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ในวันที่ 24 ก.ค. เพื่อขอให้บรรจุเป็นระเบียบวาระการประชุมสภา ในสมัยประชุมสภาที่จะเปิดในเดือนส.ค.

สำหรับร่างพ.ร.บ. นิรโทษกรรมฉบับนี้เรียกว่าร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งได้กระทำความผิดความสงบเรียบร้อยหรือต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความ ขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ คือ ให้นิรโทษกรรมประชาชน และ เจ้าหน้าที่ โดยแยกแยะการกระทำใดๆ ที่เป็นความผิดร้ายแรงจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต บาดเจ็บ ทุพพลภาพ การเผาทำลายทรัพย์สินของเอกชน ตลอดจนการกระทำเกินกว่าเหตุของ ผู้ปฏิบัติการ การออกคำสั่งบังคับบัญชาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายออกจากการนิรโทษกรรม เพื่อให้มีการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม และป้องกันไม่ให้การกระทำเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำในภายหลัง

สาระสำคัญ ประกอบด้วย มาตรา 3 ระบุว่า (1) การกระทำใดๆ ของบุคคลอันเป็นความผิดตามกฎหมายจากการฝ่าฝืนข้อกำหนด ประกาศ หรือคำสั่งที่ออกตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือข้อกำหนดที่ออกตาม พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งได้ประกาศใช้ อันเนื่องมาจากการเดินขบวนและการชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายหลังจากการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 ให้ผู้กระทำ พ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

(2) การกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมืองในเขตท้องที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง ตามพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 หรือพื้นที่ที่มีการประกาศให้เป็นพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ซึ่งได้ประกาศใช้อันเนื่องมาจากการเดินขบวน และการชุมนุมประท้วงทางการเมืองภายหลังจากการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 หากเป็นความผิดลหุโทษตามประมวลกฎหมายอาญา หรือเป็นความผิดอันมีโทษปรับสถานเดียว หรือเป็นความผิดอันมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีตามกฎหมายอื่น ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง

(3) การกระทำใดๆ ของบุคคลผู้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงการเมืองในเขตท้องที่ หรือพื้นที่ตามมาตรา 3 (2) อันเป็นความผิดตามกฎหมายซึ่งไม่ได้รับนิรโทษกรรมตามมาตรา 3 (1) หรือมาตรา 3 (2) ตลอดจนการกระทำใดๆ ที่ได้กระทำขึ้นระหว่างวันที่ 19 ก.ย.2549-9 พ.ค.2554 ของบุคคลซึ่งไม่ได้เข้าร่วมเดินขบวนและชุมนุมประท้วงทางการเมือง แต่การกระทำนั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมืองภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 หากการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร อันผู้กระทำได้กระทำไปโดยมีความเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ทางการเมือง ให้ผู้กระทำพ้นจากความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

(4) การกระทำใดๆ หรือการตระเตรียมการของบุคคลใด ทั้งผู้ชุมนุมและผู้ที่ไม่ได้เข้าร่วมชุมนุมโดยมุ่งต่อการประทุษร้ายผู้อื่นโดยใช้อาวุธ รวมถึงการกระทำอันมุ่งต่อการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน หรือการ กระทำผิดต่อทรัพย์ เช่น การวางเพลิงเผาทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ลักทรัพย์ อันเป็นของเอกชน ให้บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมาย โดยให้รวมถึงการกระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองในห้วงระยะเวลาดังกล่าวนั้นด้วย

นอกจากนี้ ในมาตรา 4 ระบุว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐระดับปฏิบัติการที่ไม่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งการบังคับบัญชา และ/หรือไม่ได้กระทำการเกินกว่าเหตุ ให้ผู้กระทำพ้นความผิด และความรับผิดโดยสิ้นเชิง ทั้งนี้ เท่าที่ไม่ขัดกับพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ

การกระทำของบรรดาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมประท้วง ตลอดจนการสลายการชุมนุมไม่ว่าจะได้กระทำการในฐานะเป็นผู้สั่งการ หรือผู้ปฏิบัติการ และไม่ว่าจะกระทำในขั้นตอนใดๆ รวมถึงการ กระทำใดๆ ของบรรดาผู้ซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจ หรือสั่งการให้มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง หากการกระทำนั้นไม่สมควรแก่เหตุ และ/หรือเป็นความผิดตามกฎหมายให้บุคคลนั้นยังคงมีความผิดตามกฎหมาย

โดยบทบัญญัติในวรรคที่สองให้ใช้บังคับกับบุคคลที่เป็นตัวการ ผู้ใช้ หรือผู้สนับสนุนในความผิดนั้น

ขณะที่มาตรา 5 ระบุว่า เมื่อพระราชบัญญัตินี้มีผลบังคับใช้แล้ว ถ้าผู้กระทำตามมาตรา 3 (1) (2) และ (3) ยังไม่ได้ถูกฟ้อง ต่อศาล หรืออยู่ในระหว่างการสอบสวน ให้พนักงานสอบสวน หรือพนักงานอัยการระงับการสอบสวน หรือการฟ้องร้อง หาก ผู้ถูกฟ้องต่อศาลแล้วให้พนักงานอัยการ หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องระงับการฟ้องหรือให้ถอนฟ้อง ถ้าผู้นั้นอยู่ในระหว่างการพิจารณาคดี ให้ศาลพิพากษายกฟ้องหรือมีคำสั่งจำหน่ายคดี ในกรณีที่ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษบุคคลใดก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ให้ถือว่าบุคคลนั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิด ถ้าผู้นั้นอยู่ระหว่างการรับโทษให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลงและปล่อยตัวผู้นั้น

มาตรา 6 ระบุว่า ผู้ได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัตินี้จะได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดสิทธิแก่ผู้ได้รับนิรโทษกรรมในอันที่จะเรียกร้องสิทธิ หรือประโยชน์ใดๆ เพิ่มเติมทั้งสิ้น

มาตรา 7 ระบุว่าการดำเนินการใดๆ ตามพระราชบัญญัตินี้ไม่เป็นการ ตัดสิทธิของบุคคลซึ่งไม่ใช่องค์กร หรือหน่วยงานของรัฐในการเรียกร้องค่าเสียหายในทางแพ่ง จากการกระทำของบุคคลใดซึ่งพ้นจากความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และทำให้ตนต้องได้รับความเสียหาย

ว่าด้วยความไม่พอใจของบรรดาญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุม ยังลุกลามไปถึงการทำหน้าที่ของประธานนปช. ด้วยการตั้งคำถามที่แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจเป็นอย่างมาก

นางพะเยาว์กล่าวยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นการช่วยเหลือนักโทษการเมือง จึงขอย้ำว่าการที่นางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุว่า กลุ่มญาติมุ่งเป้าเพียงหาฆาตกรโดยไม่ได้ ช่วยเหลือนักโทษการเมืองนั้นไม่เป็นความจริง ถามว่านางธิดาได้ศึกษาอย่าง ถี่ถ้วนแล้วหรือไม่ เพราะกลุ่มญาติได้ ทุ่มเทประสานงานกับผู้เชี่ยวชาญด้าน กฎหมายอย่างเต็มที่เพื่อจัดทำร่าง กฎหมายฉบับนี้ แต่ที่ผ่านมาทาง นปช.กลับไม่เคยขับเคลื่อนช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง เอาแต่แถลง ทุกสัปดาห์ในสิ่งที่เป็นนามธรรม เอาแต่พูดจับโกงเลือกตั้ง แต่ไม่เคยติดตามคดีความผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต และ ไม่เคยทำสิ่งใดที่เป็นรูปธรรมขึ้นมา

การตั้งคำถามของนางพะเยาว์ต่อการทำหน้าที่ของนางธิดา ตรงกับการวิพากษ์ของนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการแนวร่วมคนเสื้อแดง เอาไว้ชนิดที่อาจจะทำให้เห็นถึงธาตุแท้อะไรบางอย่างเลยทีเดียว

ทำไมคุณทักษิณ-รบ.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่คิดจะออก พรก.นิรโทษกรรม ให้มวลชลเสื้อแดงครับ? ง่ายกว่า แผนการออก พรก.นิรโทษกรรม คุณทักษิณ ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยเท่าแน่ๆ

วันก่อน ที่ผมเขียน "อนุสนธิจากคลิปเสียง" ผมได้เสนอประเด็นนึงว่า ตามแผนนิรโทษกรรมทีคุณทักษิณ กับยุทธศักดิ์ พูดคุยกันนั้น คงออกมาในลักษณะ "เหมาเข่ง" แน่ เพราะเป็นไปได้ยากทีจะคิดว่า จะเสนอ พรก.นิรโทษกรรม ให้เฉพาะคุณทักษิณฝ่ายเดียว อย่างน้อยๆต้องรวม ทหาร ไว้ด้วย และค่อนข้างแน่นอนว่า ต้องรวม รบ.อภิสิทธิ์ ด้วยเช่นกัน เพราะไม่งั้น จะยิ่งยากชนิด เรียกว่า เป็นไปไม่ได้

ในการแถลงข่าว นปช เมื่อพุธ ที่แล้ว อ.ธิดา พูด "แตะ" ประเด็น พรก.นิรโทษกรรม ที่คุยในคลิปเสียงเหมือนกัน แต่พูดแบบผ่านๆ ทำนองว่า "เราไม่รู้ว่า พรก. มีรายละเอียดยังไง.." แล้วก็เลยไปยืนยันว่า นปช ยังยืนยันเรือง พรก. ตามที่เคยเสนอ ที่ไม่รวมแกนนำ

เพื่อให้เห็นภาพการอธิบายความของนายสมศักดิ์มากยิ่งขึ้นในประเด็นการแถลงข่าวของนางธิดาเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำนองว่าไม่รู้ไม่ชี้กรณีคลิปเสียงลับ แล้วก็พูดผ่านๆไปที่เรื่องของการออกพรก.นิรโทษกรรมของนปช.เลยหรือไม่


นายสมศักดิ์ระบุต่อว่า ต่อให้ ยอมรับแบบ "พาซื่อ" ว่า พรก.นิรโทษกรรม ที่คุณทักษิณ-ยุทธศักดิ์ พูดกันนั้น ไม่มีรายละเอียด และอาจจะไม่ใช่แบบ "เหมาเข่ง" ก็ได้ แต่ผมว่า ประเด็นสำคัญมากๆ ทีปฏิเสธไม่ได้คือ คลิปดังกล่าวตั้งคำถามใหญ่มากๆว่าทำไม คุณทักษิณ และ รบ.ยิ่งลักษณ์ จึงไม่คิดจะออก พรก.นิรโทษกรรม ให้มวลชน เสื้อแดง?

ทั้งๆที่ พรก.ดังกล่าว จะต้องง่ายกว่า พรก.นิรโทษกรรม ทักษิณ ทีวางแผนจะออก อย่างชนิดเทียบกันไม่ได้ เผลอๆ ไม่ต้องหาทางไป "ผ่าน" ทหารก่อนให้มันยุ่งยากด้วย หรือต่อให้คิดจะให้ "ดูก่อน"ก็ไม่มีทางจะยากเท่ากรณีทักษิณ

ใครที่ตามอ่านผมมานาน อาจจะจำได้ว่า ผมได้เสนอ ตั้งแต่มีการตั้ง รบ.ยิ่งลักษณ์ ใหม่ๆ เมื่อ 2 ปีก่อน เรืองที่ รบ.ควรช่วยมวลชนเสื้อแดงออกมาก่อน โดยแยก กับกรณีแกนนำ และทักษิณ

ตั้งแต่แรก คนทีเชียร์ ทักษิณ-รบ.-นปช แบบสุดๆ จำนวนมาก ก็มาโจมตี และแก้ตัว ทำนองว่า "ทำไม่ได้" "อำนาจไม่ได้อยู่ในมือ รบ." ตอนหลัง พอ นปช เริ่มเปลี่ยนท่าที เสียงทำนองนี้ เริ่มน้อยลงไปบ้าง แต่ทุกครั้ง ถ้าผมหรือใครพูดทำนองนี้ ก็จะมีการมาแก้ตัวทำนองที่ว่าอีก

แต่ผมว่า คลิปเสียง ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ประเด็น ช่วยมวลชนนั้น เป็นแบบที่ผมเขียนมาตลอดคือ ปัญหาไมใช่อยู่ทีว่า "ทำไม่ได้" หรือ "อำนาจไม่อยู่ในมือ" อะไรตามที่อ้าง

แต่อยู่ที่ การให้ความสำคัญ หรือการให้ priority มากกว่า ถ้าตั้งใจจะทำจริงๆ ให้ priority จริงๆ ก็ทำได้ หรือ ลองทำได้

อย่างที่ผมเขียนมาตลอดว่า เวลาช่วยคุณทักษิณ - ซึ่งผมก็ไม่เคยปฏิเสธ - รบ. จะ "กระตือรือร้น" และทุ่มเทมาก เช่น คราว ผลักดัน พรบ.ปรองดอง แต่กรณีมวลชนนั้น ไม่เคยแม้แต่จะ "นับหนึ่ง" จริงๆด้วยซ้ำ  และนี่เป็นประเด็นสำคัญ ที่ "เกี่ยว" กับเสื้อแดง แน่ๆ

ถ้าเป็นไปอย่างที่นายสมศักดิ์ว่าก็คือรัฐบาลและพ.ต.ท.ทักษิณไม่มีความจริงใจที่จะนิรโทษกรรมให้กับคนเสื้อแดง ก็ทำให้พอมองเห็นว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆเกิดขึ้นหากตัวเองไม่ได้ประโยชน์ ใช่หรือไม่ หรือจะเรียกว่าเป็นการจับเอาคนเสื้อแดงเป็นตัวประกัน

ก็ให้ลองพิจารณาจากความพยายามของบรรดาญาติผู้สูญเสียที่เริ่มรอไม่ไหว้กับการผัดวันประกันพรุ่งของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมจะหาสารพัดเหตุผลมาเป็นข้ออ้างต่อคนเสื้อแดง

และถ้าหากในเร็วๆนี้มีการนำเสนอร่างพรบ.นิรโทษกรรมฉบับของญาติผู้สูญเสียเข้าสภาก็จะทำให้มีร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการล้างผิดมีมากถึง 7 ฉบับด้วยกัน

ร่าง พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ 4 ฉบับที่ค้างการพิจารณามาตั้งแต่วันพฤหัสบดีที่ 31 พ.ค. 2555 คือ

1.ร่างของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคมาตุภูมิ
2.ร่างของ นายนิยม วรปัญญา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
3.ร่างของ นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย  พรรคเพื่อไทย
4.ร่างของ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย
5.ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมืองการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่เสนอโดยนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย
6.ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย

และ7.ถ้าหากมีการเสนอและบรรจุในวาระการประชุมของสภาก็คือ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ประชาชนซึ่งได้กระทำความผิดความสงบเรียบร้อยหรือต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความ ขัดแย้งทางการเมือง ภายหลังการยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549

ทั้งนี้ดูเหมือนว่าร่างพรบ.ฉบับสุดท้ายจะมีชื่อที่ยืดยาวและแฝงให้เห็นถึงเจตนาซ่อนเร้นบางประการหรือไม่ โดยเฉพาะการที่บอกว่าเป็นการนิรโทษกรรมผลที่มาจากการกระทำตั้งแต่การยึดอำนาจรัฐโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

โดยเลือกที่จะใช้คำหรือประโยคที่อาจทำให้เกิดการตีความเรื่องการทำรัฐประหาร กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ที่มา.สำนักข่าวทีนิวส์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ดิ้นขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ปรับลดจีดีพี ลุ้นกลุ่ม CLMV กู้ส่งออก !!??

 สป.ถกเอกชน-กูรู หาทางออกเศรษฐกิจไทย หลังทุกสำนักพยากรณ์ปรับจีดีพีลงยกแผง "สศช." ร่ายยาวหลากปัจจัยทุบศก.ชาติ "สศค." ระบุกลุ่ม CLMV พระเอกขี่ม้าขาวกู้ส่งออกไทย "ธนิต" เตรียมชงแนวทางฟื้นศก.เสนอ จี้รัฐเร่งรัดยาโด๊ปเป็นรูปธรรมเดือนก.ค.นี้ ย้ำต้องไม่สร้างภาระหนี้เพิ่ม "บันลือศักดิ์" ปูดผู้ประกอบการส่งออกอ่วมคู่ค้ายื้อจ่าย/โยนผู้ผลิตอุ้มสต๊อกแทน

ธนิต โสรัตน์ธนิต โสรัตน์    นายธนิต โสรัตน์ รองประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาค การเงิน การคลัง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) เปิดเผยในงานสัมมนาโฟกัส กรุ๊ป เรื่องทิศทางเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง 2556 ว่า เศรษฐกิจไทยน่าจะขยายตัวในระดับติดลบในครึ่งปีหลัง หากเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน เนื่องจากขาดกลไกในการขับเคลื่อนส่วนเพิ่มที่มาจากโครงการภาครัฐ ซึ่งเคยมีในปีที่ผ่านมา อีกทั้งการส่งออกและนำเข้ายังขยายตัวได้ต่ำจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ซึ่งสิ่งที่ภาครัฐต้องเร่งทำคือหามาตรการและโครงการต่างๆ ที่ชัดเจน เข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรมภายในสิ้นเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจทั้งปีขยายตัวในระดับต่ำเกินไปโดยมาตรการไม่จำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก
   
การส่งออกของไทยช่วง 5 เดือนแรกขยายตัว 1.8% จากที่ประเมินว่าจะขยายตัว 7% โดยเฉพาะสินค้าเกษตรส่งออกติดลบสูงถึง 16.4% ขณะเดียวกันการบริโภคภาคประชาชนยังชะลอตัวลงค่อนข้างมาก ผลจากหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น 16% นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านการเมืองภายใน เสถียรภาพรัฐบาล และความไม่นิ่งของนโยบายต่างๆ ที่อาจเปลี่ยนแปลงและกระทบเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ผู้นำกระทรวงเศรษฐกิจต้องเป็นมืออาชีพ รู้ปัญหาจริง บริหารงานโปร่งใส มีธรรมาภิบาลและใช้หลักนิติรัฐอย่างจริงจัง อย่างไรก็ดี เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้เพียง 4-4.5% จากปีก่อนที่ขยายตัว 6.5%"
   
สอดคล้องกับนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจมหภาคการเงิน การคลัง สป. กล่าวว่า สป.เตรียมเสนอแนวทางการกระตุ้นเศรษฐกิจแก่รัฐบาล โดยเฉพาะแนวทางการกระตุ้นในระดับรากหญ้า เพื่อเพิ่มอำนาจซื้อให้กับประชาชนหวังพยุงการบริโภคภายในประเทศไม่ให้ชะลอตัว รวมถึงแนวทางในการดูแลราคาสินค้าอุปโภค บริโภคให้มีราคาที่เหมาะสมไม่เป็นภาระกับประชาชน นอกจากนี้ ยังเสนอแนะให้รัฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและงบลงทุน เร่งรัดการส่งออกและเพิ่มอัตราเงินชดเชยมุมน้ำเงินให้ผู้ส่งออกชั่วคราว ช่วยเหลือสภาพคล่องให้ผู้ส่งออกที่ประสบปัญหา เช่น ตั้งกองทุนช่วยเหลือสภาพคล่องแก่ผู้ส่งออก ให้รัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลและออกมาตรการต่างๆ เพื่อรักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยนให้สอดคล้องกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
   
ด้านนายวิชญายุทธ บุญชิต ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์และวางแผนเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)หรือสภาพัฒน์ กล่าวว่า ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้มีหลายปัจจัย คือ

1.เศรษฐกิจโลกยังคงฟื้นตัวช้า

2. เศรษฐกิจโลกยังไม่เอื้อต่อการส่งออกและราคาสินค้าในตลาดโลกยังอยู่ในภาวะอ่อนตัว

3.อัตราแลกเปลี่ยนผันผวน

4. การขยายตัวของเศรษฐกิจในไตรมาส 4/55 มีอัตราการเติบโตในลักษณะฐานสูง จากการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบายภาครัฐ เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ 300บาทต่อวัน รถคันแรก บ้านหลังแรก การบริโภคและการใช้จ่ายหลังน้ำท่วม ดังนั้นภาครัฐจำเป็นต้องดูแลกำลังการใช้จ่ายของภาคประชาชน ที่อาจลดลงซึ่งอาจซ้ำเติมเศรษฐกิจหลังการส่งออกหดตัวต่อเนื่อง และ

5. งบดุลและหนี้ภาคครัวเรือนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด โดยปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวทำให้ สศช. ปรับลดประมาณการจีดีพีลงจาก 4.5-5.5% เป็น 4.2-5.2%
   
ขณะที่นางวิภารัตน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ผู้อำนวยการส่วนแบบจำลองและประมาณการเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักได้ ขณะนี้จึงมีเพียงตลาดเดียวที่การส่งออกของไทยยังพึ่งพาได้ คือ ตลาดอาเซียน 4 (ตลาดของกลุ่มประเทศติดลุ่มแม่น้ำโขง หรือกลุ่ม CLMV ประกอบด้วยกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) โดยการส่งออกในกลุ่มประเทศดังกล่าวในช่วง 2 ดือนแรกของไตรมาสที่ 2/56 ยังขยายตัวในระดับที่เป็นบวก 2.7% ขณะที่อาเซียน 5 (สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย บรูไน) ยังคงติดลบ 2.8% เชื่อว่าครึ่งปีหลัง ตลาด CLMV จะเป็นเพียงตลาดเดียวที่ยังมีอัตราการเติบโตแบบไม่ติดลบ
   
ส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้นั้น ไทยยังมีงบประมาณค้างท่อรอการอนุมัติในโครงการต่างๆ อีกมาก ซึ่งเร็วๆ นี้ทาง รมว.คลังจะหารือพร้อมหาแนวทางการกระจายงบประมาณไปสู่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันยังมีงบประมาณติดค้างในหลายส่วน คาดจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้
   
ส่วนนายบันลือศักดิ์ ปุสสะรังสี ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย สายบริหารความเสี่ยง ธนาคาร ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การส่งออกครึ่งปีหลังเจอผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ เช่น แนวโน้มวัตถุดิบภาคการเกษตรเริ่มขาดแคลน มีการแบ่งพื้นที่เพาะปลูกในพืชหลายกลุ่ม การซื้อเพื่อเก็บสต๊อกเริ่มลดลงโดยเริ่มเห็นผู้ซื้อเริ่มโยนภาระให้กับผู้ผลิตเป็นฝ่ายเก็บสต๊อกแทน บางรายให้เก็บนานไม่ต่ำกว่า 3-4 เดือน และเมื่อใดต้องการสินค้าจึงค่อยสั่งเพิ่ม ขณะเดียวกันยังเริ่มมีหลายธุรกิจที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอาหาร หลังจากมีการส่งมอบแล้วถูกประวิงเวลาการจ่ายค่าสินค้าให้นานขึ้น

ที่มา.นสพ.ฐานเศรษฐกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

เตือนประชานิยมก่อหนี้เกินตัว !!??

ผ่ามุมมองนักเศรษฐศาสตร์ในงานเสวนา"สุมหัวคิด...Fiscal cliff หนี้รัฐบาลไทย!" เตือนประชานิยมก่อหนี้เกินตัว เศรษฐกิจตกเหว "ไม่รู้ตัว

เสวนา"สุมหัวคิด...Fiscal cliff หนี้รัฐบาลไทย!"จัดโดย ThaiPublica Forum โดยนักเศรษฐศาสตร์ภาคเอกชน แสดงความเป็นห่วงแนวโน้มหนี้สาธารณะของไทยที่ปรับสูงขึ้นจากนโยบายประชานิยม อีกทั้งแสดงความสงสัยตัวเลขภาระหนี้ที่แท้จริง ขณะนักเศรษฐศาสตร์จากกระทรวงการคลังไม่เป็นห่วง มั่นใจดูแลในกรอบความมีเสถียรภาพด้านการคลังในอีก 7 ปีข้างหน้า มีประเด็นดังนี้]

นายวิรไท สันติประภพ ที่ปรึกษาสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในหัวข้อเสวนา”สุมหัวคิด...Fiscal cliff หนี้รัฐบาลไทย!”ซึ่งจัดโดย ThaiPublica Forum ครั้งที่ 6 ว่า ภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันนั้น ถือว่า เรายังไม่ได้เผชิญกับ Fiscal cliff หรือ หน้าผาทางการคลังจนถึงขั้นต้องปรับนโยบายการคลังอย่างรุนแรง แต่ในอนาคตนั้น เราอาจจะเผชิญกับปัญหานี้ หากการดำเนินนโยบายของรัฐบาลยังเป็นไปในลักษณะที่จะพาเราเดินลงเหวไปเรื่อยๆโดยไม่รู้ตัว

ทั้งนี้ มีข้อสังเกตต่อปัจจัยที่จะพาเราเข้าสู่หน้าผาการคลังอยู่ 5 ประการ คือ ประการแรก เรากำลังติดกับดักกับนโยบายประชานิยม ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะมีการแข่งขันในการดำเนินนโยบายดังกล่าว แม้แต่การเลือกตั้งของท้องถิ่น ซึ่งเป็นการให้สวัสดิการที่เกินพื้นฐานที่ประชาชนควรได้ เช่น โครงการรถยนต์คันแรก พักหนี้ รวมถึง จำนำข้าว ซึ่งการแข่งขันในลักษณะนี้รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และยกเลิกยาก สุดท้ายงบประมาณส่วนนี้จะเข้าไปกินงบประมาณประจำ ทำให้งบลงทุนของประเทศลดลง

"ในอดีตงบประมาณประจำอยู่ที่ประมาณ 70% ของงบประมาณทั้งหมด แต่ตอนนี้ อยู่ที่ประมาณ 80% เราจึงได้เห็นว่า ขณะนี้ รัฐบาลต้องออกกฎหมายพิเศษเพื่อกู้เงินมาลงทุน จึงถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เรากำลังเดินลงเหว"

ประการที่สอง คือ ความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยโดยรวมเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งลดลงมากในระยะ 3-4 ปีที่ผ่านมา จึงไม่ประหลาดใจที่เห็นเอกชนไทยไปลงทุนต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งที่ตั้งของการลงทุนนั้น จะเป็นฐานรายได้หรือภาษีหลักๆให้แก่ประเทศเหล่านั้น ฉะนั้น ความสามารถในการแข่งขันของประเทศจึงเป็นเรื่องที่สำคัญและเป็นวาระสำคัญที่เราไม่ค่อยคิด

ขณะเดียวกัน ความสามารถในการแข่งขันของประเทศยังขึ้นอยู่กับนโยบายรัฐที่ส่งเสริมด้วย ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า รัฐเองได้มีบทบาทมากขึ้นในธุรกิจของภาคเอกชน ยกตัวอย่าง อุตสาหกรรมการเงิน ซึ่งปัจจุบันแบงก์รัฐเองได้เข้ามาเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ได้สิทธิประโยชน์มากกว่าแบงก์เอกชน นอกจากนี้ ยังมีอุตสาหกรรมข้าวที่รัฐเข้ามาเป็นผู้เล่นในตลาด หรือ แม้แต่นโยบายค่าแรง 300 บาทที่กระทบต่อการทำธุรกิจในพื้นที่ห่างไกล

ประการที่สาม การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประชากรไทย ถือเป็นระเบิดเวลาที่รออยู่ข้างหน้า เพราะรายจ่ายภาครัฐจะเพิ่มแน่นอน การที่รัฐบาลมีนโยบายดูแลกลุ่มคนดังกล่าวแบบปลายเปิด ขณะที่ รายจ่ายภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นเนื่องจากคนวัยทำงานจะต้องดูแลคนแก่มากขึ้น สิ่งเหล่านี้จะกระทบฐานะการออมของประเทศ ฉะนั้น ความคาดหวังที่ให้การใช้จ่ายครัวเรือนเพื่อเป็นกลไกในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะดังกล่าวก็น้อยลง

ประการที่สี่ ความสามารถและประสิทธิภาพของผู้นำทางของเรา กรณีนี้ หมายถึง รัฐ ซึ่งรวมถึง นักการเมืองและข้าราชการ ที่ต้องมองไกลและกล้าบอกในการเปลี่ยนเส้นทาง สำหรับนักการเมืองเองเราทราบดีว่า จะไม่ได้มองไกลมากนัก ขณะที่ การมองไกลของข้าราชการก็น้อยลง โดยให้ความสำคัญกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากกว่านโยบายเศรษฐกิจ

ประการที่ห้า เรามักจะไม่ค่อยพูดถึงการสร้างภูมิคุ้มกัน หรือ การบริหารความเสี่ยงภาครัฐ โดยในท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกจำเป็นจะต้องมีการวิเคราะห์สถานการณ์ไว้หลายแนวทางเลือก ซึ่งเป็นการเผื่อไว้หากเกิดปรากฎการณ์ลูกโซ่ที่อาจจะมีผลกระทบจาก senario หนึ่งไปยังอีก senario หนึ่ง แต่ขณะนี้ พบว่า ยังไม่ค่อยมีการดำเนินการในลักษณะนี้มากนัก

"ถ้าดูจากหนี้สาธารณะตอนนี้ไม่น่ากลัว เรายังไม่มีปัญหาหน้าผาการคลัง แต่ยังมีปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เพราะปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวที่ทำให้อนาคตเราอาจเดินลงจากเขาไปเรื่อยๆ และลงไปสู่เหวโดยไม่รู้ตัว"

แนะคุมหนี้ไม่ให้โตเร็วกว่าจีดีพี

นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด(มหาชน)กล่าวในทิศทางเดียวกันว่า ระดับหนี้สาธารณะของไทยในปัจจุบันนั้น ถือว่า อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และ หากสามารถคุมหนี้ไม่ให้โตเกินกว่าจีดีพี ก็จะทำให้ระดับหนี้สาธารณะอยู่ในกรอบ แต่ประเด็นที่ต้องดู คือ ตัวเลขหนี้สาธารณะที่นับนั้น ครบถ้วนหรือไม่ โดยมีข้อสังเกตเกี่ยวกับการนับหนี้สาธารณะอยู่หลายประการ

ประการแรก คือ การใช้เงินนอกงบประมาณในจำนวนที่มากขึ้น ถือเป็นการผ่อนคลายข้อจำกัดของกรอบความยั่งยืนการคลัง เช่น การใช้เงินของแบงก์รัฐเพื่อนโยบายจำนำข้าว ซึ่งภาระสุดท้ายจะตกอยู่กับงบประมาณ และ เงินก้อนนี้ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งปัจจุบันแบงก์รัฐหลายแห่งมีการเติบโตจนมีสัดส่วนถึง 30% จาก 10% ของธุรกิจ สะท้อนว่ารัฐบาลมีบทบาทในการระดมเงิน เป็นข้อสังเกตที่น่าระวัง เพราะหากเกิดปัญหาก็จะกระทบต่อแบงก์เอกชน

ประการที่สอง การลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งรัฐเข้าไปใช้เงินลงทุนด้วย แม้จะปรากฏเป็นหนี้สาธารณะ แต่ก็ไม่ได้นับรวมภาระการอุดหนุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประการที่สาม หนี้ของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งปัจจุบันมีความสามารถในการกู้ยืมเพิ่มขึ้น ถือเป็นความท้าทายทางการคลังในการพิสูจน์ และประการที่สี่ ภาระที่เกิดขึ้นจากกองทุนนอกงบประมาณต่างๆ เช่น กองทุนน้ำมัน กองทุนประกันสังคม ซึ่งสุดท้ายเมื่อเกิดความเสียหายก็จะตกเป็นภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบ

ทั้งนี้ สำหรับความเสี่ยงต่อภาระหนี้มีอยู่ 3 ประการ คือ 1.ภาระที่ยังไม่เกิดแต่เกิดแน่ คือ ภาระที่รัฐต้องดูแลสวัสดิการของประชาชน ยกตัวอย่าง กองทุนประกันสังคมที่ถือเป็นระเบิดเวลาสำหรับภาระที่จะเกิดจากการขาดทุน ประการที่สอง คือ ภาระที่ยังไม่เกิด และ ไม่รู้ว่าจะเกิดหรือไม่ ซึ่งก็คือความมีเสถียรภาพของสถาบันการเงิน และ ประการที่สาม คือ ความเสี่ยงทางด้านการขยายตัวของเศรษฐกิจ จุดนี้ เรามีทุนรองรับกรณีเศรษฐกิจชะลอหรือไม่ เพราะเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน คือ ลดรายได้และเพิ่มรายจ่ายตลอดเวลา

แนวทางที่ควรจะต้องดำเนินการเพื่อให้เศรษฐกิจไทยไม่เดินไปสู่ภาวะหน้าผาการคลัง คือ การรักษากรอบและวินัยในการกู้เงินอย่างเคร่งครัด ระมัดระวังการออกโครงการต่างๆ โดยที่ไม่รู้ว่าผลชัดเจนที่จะเกิดในอนาคตเป็นอย่างไร เช่น โครงการรับจำนำข้าว

"โครงการจำนำข้าว ถือเป็นภาระปลายเปิดที่ต้องระมัดระวัง ถ้าทำไปอีก 2-3 ฤดูกาลเราไม่รู้ผลที่จะเกิดขึ้นเลย มันต้องมีโครงการมาเปรียบเทียบ ดังนั้น จึงถือเป็นความเสี่ยงทางการคลัง เพราะไม่รู้ต้นทุนจริง และไม่ถูกต้องในแง่วินัยการคลัง" นายพิพัฒน์กล่าว

หนี้สาธารณะสูงสุดไม่เกิน 50% ต่อจีดีพี

ด้านนายพิสิทธิ์ พัวพันธ์ ผู้อำนวยการส่วนการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค สำนักนโยบายเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กล่าวว่าปัจจุบันหนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมี.ค. 2556 อยู่ที่ 5,121 พันล้านบาท คิดเป็น 44.2% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่ายังมีความมั่นคง

นอกจากนี้ โครงสร้างเงินกู้ของหนี้สาธารณะไทยส่วนใหญ่ 97% เป็นหนี้ระยะยาว และเป็นหนี้สกุลเงินบาท ดังนั้น จึงไม่มีความเสี่ยงต่อภาระอัตราแลกเปลี่ยน

ทั้งนี้ สศค.คาดว่า ภายในช่วง 7 ปีจากนี้ (2557-63) สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยจะเพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2559 โดยอยู่ที่ 50%ต่อจีดีพี และจากนั้นจะเริ่มลดลง โดยในปี 2560 อยู่ที่ 49.8% ต่อจีดีพี ปี 2561 อยู่ที่ 49.2% ต่อจีดีพี, ปี 2562 อยู่ที่ 47.6% ต่อจีดีพี และปี 2563 อยู่ที่ 45.7% ต่อจีดีพี

"ในช่วงเวลานี้ ได้คิดรวมการลงทุนในโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ของภาครัฐไว้แล้ว ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ"

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ปฏิบัติการ ถอนขนห่าน !!??

เบญจา. เครื่องร้อนไล่บี้สรรพากรรีดภาษีปีงบ 56 ให้ได้ตามเป้า 1.77 ล้านล้านบาท แม้ช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีจะส่อแววไม่ค่อยดี พร้อมสั่งติดตามการเสียภาษีของบริษัทใหญ่ หวังหนุนรายได้ที่เสียจากนโยบายหั่นภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% ของรัฐบาล
   
นางเบญจา หลุยเจริญ รมช.การคลัง ในฐานะกำกับดูแลกรมสรรพากรและกรมศุลกากร เปิดเผยว่า ตนได้หารือกับนายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร ถึงนโยบายการทำงานแล้ว ยอมรับว่าการจัดเก็บภาษีในช่วง 3 เดือนที่เหลือของปีงบ 2556 มีแนวโน้มลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย และคงต้องติดตามในเดือน ส.ค. ที่เป็นช่วงของการเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลช่วงครึ่งปีแรกของ 2556 ที่มีการปรับลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 20% โดยในการปรับลดภาษีนิติบุคคลในช่วงที่ผ่านมากระทบต่อการจัดเก็บภาษีของกรมสรรพากรค่อนข้างมาก แม้ว่ากรมฯ จะนำผลกระทบตรงนี้ไปประเมินในประมาณการการจัดเก็บภาษีแล้วแต่การจัดเก็บจริงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมายังลดต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้
   
ทั้งนี้ ยังสั่งการให้ทีมที่ดูแลการจัดเก็บภาษีรายใหญ่ (แอลทีโอ) ไปสอบถามแต่ละบริษัทว่าจะมียอดเสียภาษีเท่าใด เนื่องจากแต่ละบริษัทนั้นได้ทำบัญชีเป็นรายเดือนต้องทราบข้อมูลของบริษัทตัวอย่างดีแล้วว่าจะเสียภาษีในรอบครึ่งปีเท่าใด เพื่อนำมาประเมินแนวโน้มการจัดเก็บในปีงบ 2556 ว่าเป็นไปตามหมายของกรมฯ ที่วางไว้ 1.77 ล้านล้านบาท หรือไม่
   
ส่วนการลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ยืนยันว่าจะเร่งผลักดันให้ทันกับที่รัฐบาลรับปากไว้ว่าจะให้มีผลบังคับใช้ในปีภาษี 2556 ที่ต้องยื่นแบบแสดงภาษีในเดือน ม.ค.-มี.ค.2557 หากแก้กฎหมายไม่ทัน ก็สามารถออกเป็นกฎกระทรวง หรือใช้เป็นพระราชกฤษฎีกา แล้วค่อยมาแก้เป็น พ.ร.บ.เพื่อให้เป็นกฎหมายที่ถาวร ในลักษณะเดียวกับการลดภาษีนิติบุคคล
   
สำหรับการลงทุนระบบไอทีกรมสรรพากรมูลค่า 2 พันล้านบาทที่กรมฯ มีแผนไว้ ได้ให้ข้อสังเกตไปว่าการลงทุนดังกล่าวต้องไม่กระทบต่อเอสเอ็มอี หากออกมาแล้วมีผลกระทบอาจต้องชะลอการใช้กฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีการออกระเบียบแล้วกระทบผู้ประกอบการต้องชะลอการประกาศใช้ และจนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถนำมาบังคับใช้ได้ โดยได้ให้ข้อสังเกตไปว่าถ้าใช้ประสิทธิภาพ และคนของกรมฯ ในการดำเนินการแทนจะได้หรือไม่
   
นางเบญจา กล่าวอีกว่า ในส่วนการโกงภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ส่งออกนั้น ขณะนี้ยังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบทั้งของกระทรวงการคลังและของกรมสรรพากร หากมีข้อสรุปว่ามีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องตั้งคณะกรรมการสอบวินัยอีกรอบหนึ่ง โดยเรื่องนี้ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ
   
ทั้งนี้ ในฐานะที่ตนดูแลกรมภาษี 2 แห่ง จะพยายามดูว่ามีจุดไหนที่เกิดช่องโหว่ทำให้เกิดการทุจริตหรือไม่
   
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง ยืนยันว่า ขณะนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กำลังสอบสวนพยาน และหลักฐาน ซึ่งใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว และเชื่อว่าต้องมีเจ้าหน้าที่รัฐรู้เห็นเป็นใจกับเรื่องดังกล่าวด้วย.

ที่มา.ไทยโพสต์
/////////////////////////////////////////////

อย่าปิดปาก รัฐต้องเปิดเผยความจริง !!??

ขณะนี้ คนไทยกำลังถูกหลอนด้วย “ข้าวสารปนเปื้อนสารพิษ” – “ข้าวสารอันตราย” – “ข้าวเน่า” ฯลฯ

1. นายยรรยง พวงราช รมช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ พยายามยืนยันว่า กระบวนการผลิตข้าวถุงของไทยมีคุณภาพ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบหลายขั้นตอน เป็นไปได้ยากที่จะมีสัตว์ แมลง และสิ่งแปลกปลอมปน

“อยากให้คนไทยมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยของข้าวถุงไทย และอยากให้ชาวนา รวมถึงโรงสี และผู้ผลิตรายต่างๆ พลิกวิกฤตินี้ให้เป็นโอกาส ในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ข้าวไทย และเพิ่มความเข้มงวดในการดูแลไม่ให้ข้าวไทยมีสารปนเปื้อน ซึ่งการลดการใช้สารเคมีลงตั้งแต่การปลูกจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ด้วย”

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย อ้างว่า การโพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดีย เกี่ยวกับปัญหาคุณภาพข้าวไทยนั้น เป็นความต้องการดิสเครดิตรัฐบาล

อย่าเผาป่าล่าหนูอีกเลย เพราะความเสียหายในเรื่องนี้ประเมินมูลค่าไม่ได้  และขอให้ยุติการทำลายอุตสาหกรรมข้าวไทยทั้งระบบ”

แถมรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังออกหน้า ข่มขู่ประชาชน ไล่ดำเนินคดี หวังปิดปากประชาชนไม่ให้นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่อาจเป็นลบต่อความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของข้าวสารที่จำหน่ายในท้องตลาด

ถ้าแน่จริง... คนของรัฐบาล ตั้งแต่นายกฯ จนถึงโฆษกพรรค น่าจะตั้งโต๊ะ รับประทานข้าวโชว์ โดยเอาข้าวถุงที่นำไปแจกชาวบ้านน้ำท่วม และข้าวถุงที่มีสภาพปนเปื้อน แต่อ้างว่าปลอดภัยนั่นแหละ โดยให้เครือข่ายผู้บริโภคเป็นคนเลือกถุงให้ นำมาหุงให้เห็นๆ แล้วกินโชว์ทุกมื้อ ตลอดเวลาหนึ่งเดือน

 2. ลำพังการโพสต์ข้อความบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก ระบุว่า ข้าวสารบางยี่ห้อมีสารปนเปื้อน ไม่ละลายน้ำ ทำให้หนูตายใน 5 นาที ฯลฯ คนไทยก็คงไม่ให้น้ำหนัก หรือเก็บมาวิตกเป็นสาระ

แต่เพราะโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นั่นเอง ที่ตอกย้ำความน่าสะพรึงกลัว

โครงการดังกล่าวได้ทำให้มีการกักเก็บข้าวสารไว้ในสต็อกของรัฐจำนวนกว่า 18 ล้านตัน ซึ่งไม่เคยมีภาระเช่นนี้มาก่อน เมื่อซื้อข้าวมาแพงมาก ส่งออกไม่ได้ ระบายไม่ออก ต้องเก็บข้าวสารเอาไว้นานๆ ก็ต้องหาวิธีเก็บรักษาสภาพเอาไว้ เช่น รมยา รมสารเคมี เป็นต้น

ยังไม่นับปัญหาข้าวเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ถูกมอดกิน แมลงกินบ้าง เพราะเก็บในรูปข้าวสารไว้นาน

3. ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ประสานงานเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีเกษตร ระบุว่า สารเคมีที่นิยมใช้รมข้าวเพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชในประเทศไทย อยู่มี 3 ชนิด คือ "อลูมิเนียมฟอสไฟด์" (Aluminium Phosphide), "เมทิลโบรไมด์" (Methyl bromide) และ "คลอโรพิคริน"  (Chloropicrin)

สารอลูมิเนียมฟอสไฟด์ หรือ "ฟอสฟีน" เป็นสารเคมีที่ใช้ผสมกับอาหารเพื่อฆ่าหนู นำมาใช้รมควันพืชผลทางการเกษตรเพื่อฆ่าแมลง ฆ่าเชื้อรา และใช้อบรมควันในเรือพาณิชย์ที่ใช้ขนส่งอาหารต่างๆ มีพิษสูงมาก ทำลายระบบหลอดเลือดและหัวใจและอวัยวะภายใน ทำให้หมดสติหรือเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว เคยให้สัตว์ทดลองสูดดมแล้วตายทันทีถึงร้อยละ 50

ส่วน "เมทิลโบรไมด์" มีพิษทำลายอวัยวะภายใน ปอด หากได้รับปริมาณมาก อาจทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว หรือส่งผลให้ระบบประสาทเสียหายแบบถาวร เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง

สุดท้าย คือ "คลอโรพิคริน" เป็นสารที่มีฤทธิ์ร้ายแรง นิยมใช้ร่วมกับเมทิลโบรไมด์ ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายมนุษย์ทางการหายใจ กิน และดูดซึมเข้าทางผิวหนัง อาจทำให้กระจกตาลอก ปวดท้อง อาเจียน ท้องร่วง ฯลฯ หากสูดดมเข้าไปแค่เพียง 119 ส่วนในล้านส่วนในเวลา 30 นาที อาจทำให้เสียชีวิตได้จากภาวะปอดบวมน้ำ  ถ้าไม่เสียชีวิตจะมีอาการทางระบบประสาทและกล้ามเนื้อนานต่อเนื่องหลายสิบวัน

จากข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญข้างต้น จึงไม่น่าแปลกใจเลย เมื่อโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังผลให้มีการเก็บสต็อกข้าวสารจำนวนมหาศาล จะต้องมีการใช้สารเคมีเพื่อรักษาสภาพข้าวสารไว้เป็นเวลานาน เพราะระบายข้าวไม่ออก ประชาชนผู้บริโภคข้าวย่อมหวาดระแวง วิตกกังวล และไม่สบายใจที่จะบริโภคข้าว หากข้าวนั้นระบายออกมาโกดังข้าวสารโครงการรับจำนำ

 4. ท่าทีของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่พยายามจะปิดปากประชาชน จึงไม่ใช่หนทางที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของข้าวสาร

แทนที่จะข่มขู่หรือไล่ฟ้องชาวบ้าน ซึ่งมีแต่จะนำปัญหาเข้าไปสู่ที่มืด จะแปรสภาพข่าวสารเป็น “ข่าวลือ”

รัฐบาลควรจะสนับสนุนให้มีการสอดส่อง ให้รางวัลกับการตรวจจับข้าวเน่า ข้าวปนเปื้อนสารพิษ เพื่อให้บริษัทผู้ผลิตข้าวต้องระมัดระวังและรับผิดชอบต่อคุณภาพข้าวให้มากขึ้น

ยิ่งกว่านั้น รัฐบาลควรจะเปิดเผยข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการระบายข้าวสารในโครงการรับจำนำ ว่าได้มีการระบายล็อตไหน จำนวนเท่าใด ราคาเท่าใด ระบายให้ใคร และถูกนำไปจัดทำข้าวสารบรรจุถุงที่โรงงานยี่ห้อใด

นี่คือข้อมูลสำคัญที่ผู้บริโภคมีสิทธิจะรู้

จากนั้น เอกชนผู้ผลิตข้าวถุงก็จะต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค เปิดเผยกระบวนการผลิต ที่มาของข้าว การดูแลควบคุมมาตรฐานความปลอดภัย ฯลฯ ซึ่งเอกชนแต่ละรายต้องการโฆษณาข้าวของตนเองอยู่แล้ว

รัฐบาลมีหน้าที่ปกป้องความปลอดภัยของผู้บริโภค มิใช่ปกปิดเพื่อผลกำไรของนายทุน

ที่มา.นสพ.แนวหน้า
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////

จะแก้ปัญหาการเมือง ทุกฝ่ายต้องเริ่มจากปรับปรุงตัวเองให้ดีก่อน !!?

การเมืองเป็นเรื่องการจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ในสังคม การเมืองระดับชาติก็จัดสรรผลประโยชน์ระดับประเทศ การเมืองระดับ อบต.ก็จัดสรรผลประโยชน์ในตำบล ฯลฯ ถ้าการเมืองดี การจัดสรรนั้นก็เป็นไปอย่างเป็นธรรม สร้างความสันติสุขให้ชุมชน แต่ถ้าเป็นการเมืองไม่ดี การจัดสรรแบ่งปันผลประโยชน์ ก็จะกลายเป็นการแย่งชิงผลประโยชน์ถึงขั้นต่อสู้ทำลายล้างกัน
   
นักการเมืองเป็นปุถุชน ทำผิดบ้างถูกบ้าง เป็นธรรมดา เราทำใจยอมรับได้ แต่ก็ควรที่จะยอมรับด้วยว่า อะไรถูก อะไรผิด แล้วปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสียบ้าง
   
แต่ภาวการณ์เมืองไทยขณะนี้ ทุกฝ่ายต่างนอนยันยืนยันว่าตนเองถูกต้อง ไม่มีที่ผิดพลาด
   
ตนและพวกพ้องเป็นคนดี เป็นนักการเมืองน้ำดีกันทั้งนั้น
   
เมื่อเต็มไปด้วยทิฐิกันอย่างนี้แล้ว "การเมืองดี" จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ?
   
รากฐานที่จะทำให้การเมืองดี คือ "คนไทยคิดทำอะไรต้องเมตตากัน ช่วยเหลือเกื้อกูลกันตลอด ประสานประโยชน์กัน สามัคคีอยู่ในความสุจริต เท่าเทียมกันทางกฎหมาย"
   
เมื่อมองสังคมไทยในอดีต ราษฎรไทยมีความเมตตาเกื้อกูลกันมากกว่าสมัยนี้ เราคงยอมรับว่ามาตรฐานคุณธรรมมีความเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคมปัจจุบันนี้มาตรฐานวัดความ ผิด-ถูก , ชั่ว-ดี , สุจริต - ทุจริต เปลี่ยนไปในทางตกต่ำลง
   
ใครจะทำให้ดีขึ้นได้ ? คนทั่วไปมักจะเรียกร้องหาวีรบุรุษมาช่วยทำให้มันดีขึ้น โดยลืมไปว่า ไม่มีใครเป็นพระเอกขี่ม้าขาวได้ ตัวเราเอง-คือคนไทยทุกคนจะต้องลงมือทำจึงจะสำเร็จ
   
แล้วจะลงมือทำอย่างไร ? ก่อนอื่นก็ต้องปรับปรุงตัวเอง รักษาคุณธรรมของตนให้ดี จากนั้นจึงจะสามารถส่งผลสะเทือนถึงคนอื่น จึงจะสามารถเคลื่อนไหวสร้างการเมืองดีได้
   
ขณะนี้ผู้คนที่ห่วงบ้านเมือง หวังพึ่งพิงการปฏิรูปการเมืองบ้าง หวังพึ่งกองทัพมาเป็นวีรบุรุษขี่ม้าขาวบ้าง โดยลืมไปว่า ถ้าระดับคุณธรรมของสังคมไทยยังคงอยู่ในระดับอย่างนี้ การเมืองจะดีขึ้นไม่ได้
   
ตอนนี้สังคมไทยมีความเสี่ยงมาก ตั้งอยู่หมิ่นเหม่ปากเหว กระทั่งบางคนคิดว่าเราตกเหวไปแล้ว เพราะขณะนี้ไม่มีฐานอะไรรองรับ เพื่อจะดิ้นรนให้รอดจากจุดเสี่ยงอันตรายสูงสุดนี้ เกิดความเรียกร้องเรื่องต่าง ๆ มากมาย นั่นเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ลืมว่าจุดเริ่มต้นคือเรียกร้องตนเองก่อน
   
ทำการเมืองต้องมีธรรมะกำกับ ทุกคนเรียกร้องหาเสรีภาพ แต่เสรีภาพที่ถูกต้องนั้นต้องมีธรรมะกำกับ เสรีอย่างไม่มีธรรมะกำกับก็จะเป็นไปตามกิเลส ให้กิเลสมีเสรี  มันก็ทำลายสังคม ทำลายมนุษย์
   
ม.ร.ว คึกฤทธิ์ ปราโมช เตือนสติผู้คนไว้เรื่อง "ธรรมที่พึงปฏิบัติในทางการเมือง"
   
หัวข้อแรกคือเรื่อง "สติ" ท่านบอกว่า
   
"สติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เป็นธรรมที่ควรจะรักษาที่สุดในทางการเมือง
   
นักการเมืองทุกคนจะต้องมีสติ
   
ขณะนี้เองกระผมมีความรู้สึกว่าสติของเราจะหลวม ๆ มีโกรธกัน เคียดแค้นกัน ด่ากันรุนแรง มีพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าขาดสติ
   
เมืองเรามีทั้งพลเรือนมีทั้งทหาร ถ้าขาดสติข้างเดียวไม่เป็นไร ถ้าเกิดจาดสติมาพร้อมกันทั้งสองข้าง ประชาธิปไตยมันก็อยู่ไม่ได้ คืองอนกันไม่จบ ในที่สุดก็เกิดโมโหขึ้นมา ตึงตังขึ้นมา เราก็ไม่มีประชาธิปไตย
   
กระผมจึงอยากจะขอวิงวอนให้นักการเมืองทุกฝ่ายทุกวันนี้โปรดได้ใช้สติ จะทำอะไรพิจารณาให้รอบคอบ
   
ปัญหาการเมืองทุกอย่างมันเป็นปัญหาที่แก้ไขได้
   
หรือถึงจะแก้ไขไม่ได้ก็ควรใช้สติพิจารณา ไม่ใช่โวยวายไปตามอารมณ์ ไม่ใช่จะประณามกัน ด่าว่ากันจนเกินไปโดยขาดสติ มันจะทำให้เกดความเคียดแค้นเกิดพยาบาทอาฆาต ซึ่งจะไม่เป็นผลดีแก่ใครเลย และในที่สุดประชาธิปไตยก็อยู่ไม่ได้......"

ที่มา.สยามรัฐ
////////////////////////////////////////////////////////

วันอาทิตย์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เศรษฐกิจไทย ครึ่งปีหลัง 56 !!??

 ดร.พิสิฏฐ ภัคเกษม อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ปรึกษาเครือเจริญโภคภัณฑ์

ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะลำบาก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา ยุโรป หรือญี่ปุ่น ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจในประเทศต่างๆ เหล่านี้เกิดปัญหานั้นก็เพราะการใช้จ่ายทางการคลังที่เกินตัว หรือรัฐบาลใช้จ่ายเงินเกินตัว มีหนี้สาธารณะมากไป ทำให้ฟื้นตัวได้ช้า ซึ่งความล่าช้าในการฟื้นตัวของ “เศรษฐกิจโลก” ในครึ่งหลังของปี2556 ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงและข้อจำกัดต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

ในขณะเดียวกัน ปรากฏว่าเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในจีน และอาเซียนกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง อีกทั้งโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยซึ่งมีลักษณะค่อนข้างกระจาย (Diversify) มีทั้งอุตสาหกรรมและการบริการ ไม่ได้พึ่งพิงไปที่อุตสาหกรรมหนึ่ง อุตสาหกรรมใดโดยเฉพาะถือเป็นพื้นฐานที่ดี รวมถึงการที่ไทยเป็นประเทศมีสินค้าเกษตรเหลือส่งออก (Food surplus country) มากที่สุดในกลุ่มอาเซียน จึงเป็นปัจจัยด้านบวกที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย

อย่างไรก็ตาม “การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท” ยังคงเป็นปัญหาที่นักลงทุนวิตกกังวล ด้วยเกรงว่าอาจจะมี “มาตรการควบคุมเงินไหลเข้า” อย่างไรก็ตาม การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของไทย แต่เกิดขึ้นจากการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ ซึ่งควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกของตลาด เพราะไม่สามารถควบคุมได้

การแข็งค่าของเงินบาทจะส่งผลกระทบกับรายรับ “ในรูปเงินบาท” ของผู้ประกอบการไทย ซึ่งในช่วงที่เหลือของปี 2556 ก็ยังคงมี “แรงกดดันต่อการแข็งค่า” ต่อเนื่อง จะทำให้การขยายตัวของอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย “ชะลอตัวลง”

ข้อเสนอแนะต่อการบริหารนโยบายเศรษฐกิจไทยปี 2556 นั้น ประการแรกเห็นว่าควรดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีการเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพ

ประการต่อมา รัฐควรดูแลราคาสินค้าสำคัญๆ เช่น น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุก่อสร้าง วัตถุดิบทางการเกษตร ให้มีการเปลี่ยนแปลงสอดคล้องกับราคาสินค้า “ในตลาดโลก” เพื่อลดแรงกดดัน “เงินเฟ้อ” และสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย

ประการที่สาม ต้องมีการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบให้กับ SMEs จากการแข็งค่าของเงินบาท การเพิ่มต้นทุนค่าแรง และความยืดเยื้อในการหดตัวของเศรษฐกิจยุโรป

ประการที่สี่ ควรเร่งโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ได้แก่ โครงการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เร่งแผนพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่(ชายแดน)และเศรษฐกิจโดยภาพรวม

แนวโน้มเศรษฐกิจปี 2556 นั้น คาดว่าอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้จะอยู่ที่ 4–5 % ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ 5% และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะอยู่ประมาณ 4.2–5.2% “ราคาส่งออก” มีความเสื่อมในครึ่งหลังของปี2556 ในเกณฑ์สูง เงินเฟ้อเท่ากับ 2.2–3.3% บัญชีเดินสะพัด “เกินดุล ”เท่ากับ 0.9% การลงทุนภาคเอกชนคงจะขยายตัว “ต่อเนื่อง” อัตราดอกเบี้ยยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ต่ำ” ความเชื่อมั่นในการลงทุนอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และการเบิกจ่ายงบประมาณบริหารจัดการทรัพยากร “น้ำ” ซึ่งคาดว่าจะคืบหน้าและสามารถเบิกจ่ายให้มีเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้ในครึ่งหลังของปี 2556

การบริโภคของภาคเอกชน (Private Consumption) ขยายตัว 4.2% การลงทุน(Investment) ขยายตัว 6.0% ส่งออกขยายตัว 4.5% เทียบกับหดตัวในปี 2555 ยานยนต์ขยายตัวสูงถึง 16.8% ส่งออกข้าวขยายตัว 8.6% โดยพบว่าการส่งออกข้าวไปยังตลาดหลักคือสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ยุโรป ขยายตัวในเกณฑ์ต่ำ ส่วนการส่งออกข้าวไปยังตลาดจีน ฮ่องกง ออสเตรเลียอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นในปี 2556 ขยายตัว “ต่ำ”

ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////