--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2556

เฟซบุ๊คอัพ เริ่มทดสอบเก็บเงินค่าส่งข้อความ..




เฟซบุ๊คเว็ปไซต์เครือข่ายสังคมออนไลน์อันดับ 1 ของโลก เริ่มทดสอบระบบเรียกเก็บเงินค่าบริการส่งข้อความระหว่างผู้ใช้ที่ไม่ได้มีสถานะเป็น'เพื่อน'

ตัวแทนเฟซบุ๊ค เผยว่า เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวให้แก่บุคคลสำคัญ หรือบุคคลผู้มีชื่อเสียงที่ใช้เฟซบุ๊ค อาทิ มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ( ซีอีโอ ) คนปัจจุบันของเฟซบุ๊ค เป็นต้น ไม่ให้ถูกรบกวนจากข้อความที่ไม่เป็นที่ต้องการ

พร้อมเสริมว่า การเปลี่ยนแปลงข้างต้น เพื่อเป็นการทดสอบระบบคัดกรองข้อความขยะ รวมถึงข้อความโฆษณาอิเล็กทรอนิกส์ ( สแปม ) ครั้งสุดท้าย ว่ามีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะเริ่มให้มีการใช้งานจริงได้หรือไม่ รวมถึงเพื่อเพิ่มความมั่นใจว่า ข้อความที่ถูกส่งในแต่ละครั้งเป็นข้อความที่จำเป็น เต็มไปด้วยสาระสำคัญ และมีประโยชน์ต่อผู้รับอย่างแท้จริงที่สุด

เมื่อเดือนก่อน เฟซบุ๊ค เพิ่งประกาศเรียกเก็บค่าบริการส่งข้อความ 1 ดอลลาร์ไปยังผู้ใช้คนอื่นซึ่งไม่ได้รู้จักกัน นอกจากนี้ ยังคิดค่าบริการ 7 ดอลลาร์ เพื่อส่งข้อความไปให้เพื่อนในเฟซบุ๊คทุกคน

นักวิเคราะห์ มองว่า สำหรับผู้ที่ใช้เฟซบุ๊คทุกวัน ความเคลื่อนไหวข้างต้นดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าต่อการเสียเงินเอาเสียเลย เนื่องจากแทนที่จะเปิดโอกาสให้ทุกคนส่งข้อความถึงกันได้โดยไม่ต้องเสียเงินเแบบเดิม แต่เฟซบุ๊คกลับให้สิทธิพิเศษกับผู้ที่ยินยอมเสียเงินในการส่งข้อความได้ก่อน

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ กล่าวว่า บริการดังกล่าว จะเป็นเครื่องมือที่เป็นประโยชน์อย่างมากกับบริษัทห้างร้าน หรือผู้ที่ต้องการเสนอขายสินค้าหรือบริการ และเฟซบุ๊คอาจจะต้องเหนื่อยหน่อยกับการพิสูจน์ให้เห็นว่าคุณสมบัติที่ว่านี้เป็นประโยชน์กับศิลปินรุ่นใหม่ บล็อกเกอร์ที่ขยันขันแข็ง หรือแม้แต่ตลกหน้าใหม่

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556

นักโทษทางการเมืองไทย และมือที่มองไม่เห็น !!?


ความขัดแย้งทางการเมืองก่อให้เกิดนักโทษทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งไม่ต่างจากสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย กลุ่มคนซึ่งถูกคุมขังในเรือนจำไทยเนื่องมาจากความเชื่อทางการเมืองคือเหยื่อของความไม่สงบและโศกนาถกรรมที่นำไปสู่การเสียชีวิตในเดือนเมษายน/พฤษภาคมในปี 2553

สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยสำหรับบุคคลที่มองหาทางแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองคือการปล่อยนักโทษทางการเมืองรากหญ้า โดยต้องมีการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มคนที่กำลังรอการพิจารณาคดีและกำลังหลบหนี กระนั้นในปัจจุบัน กระบวนการแก้ปัญหาความขัดแย้งและการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศไทย ยังไม่มีการทำในสิ่งสำคัญที่ควรทำนั้นคือการปล่อยนักโทษเหล่านี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถยอมรับได้สำหรับบุคคลที่ตั้งใจฟื้นฟูสิทธิทางประชาธิปไตยของประชาชนไทยอย่างจริงจัง ผมเชื่ออย่างหนักแน่นว่าการปล่อยนักโทษคนเสื้อแดงรากหญ้าและนักโทษหมิ่นพระบรมเดชานุภาพคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับรัฐบาล การเพิกเฉยปัญหาอันสำคัญนี้เป็นการผลักไสกลุ่มสำคัญที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย

ผู้สังเกตการณ์บางรายอาจสงสัยว่าเหตุใดรัฐบาลที่ได้รับประชามติประชาธิปไตยอย่างท่วมท้นอย่างแกนนำรัฐบาลพรรคเพื่อไทยจึงไม่สามารถดำเนินการแก้ไขสถานการณ์นี้ได้ แม้หลังจากการการเลือกตั้งปี 2554 จะแสดงให้เห็นชัดเจนว่าประชาชนไทยต้องการให้พรรคเพื่อไทยเข้ามาบริหารประเทศ

อย่างไรก็ตาม ในสถานการณ์ที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถบังคับใช้นโยบายส่งเสริมสิทธิทางการเมืองของประชาชน ได้บอกเป็นนัยถึงหนึ่งในปัญหาอันยากจะแก้ไขปัญหาหนึ่งในการเมืองไทย รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอย่างแท้จริงอาจเข้ามาบริหารประเทศแต่อาจจะต้องก้มหัวให้กับกลุ่มอำนาจที่อยู่รอบด้านซึ่งเราเรียกว่า “รัฐซ้อนรัฐ” หรือ “มือที่มองไม่เห็น” (ผู้เขียนใช้คำว่า deep state)

ผมเขียนเคยเขียนบทความเกี่ยวกับรัฐซ้อนรัฐมาแล้ว มือที่มองไม่เห็น (หรือ deep state) คือคำศัพท์ที่เริ่มใช้ในประเทศตรุกี เพื่ออธิบายกลุ่มอำนาจในกองทัพ ตุลาการ และข้าราชการในตรุกีซึ่งใช้อำนาจทำลายประชาธิปไตยและปกป้องผลประโยชน์อันมหาศาลของตนเอง ในบทความที่ชื่อว่า “The Rise and Decline of the Turkish Deep State: The Ergenekon Case” ผู้เขียน Serdar Kaya ระบุว่าแผนการทางการเมืองที่สร้างความแข็งแกร่งให้กับมือที่มองไม่เห็นคือ 1) ความคลั่งชาติ 2) ความเกี่ยวข้องและการแทรกแซงการเมืองของกองทัพ และ 3) สร้างความชอบธรรมให้กับกิจกรรมนอกกฎหมายและความรุนแรงในนามของการปกป้องปิตุภูมิ ไม่ต่างจากประเทศไทย ในประเทศตรุกี กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนได้แทรกแซงทางการเมืองเพื่อทำลายกระบวนการทางประชาธิปไตย และเมื่อไม่นานมานี้ กระบวนการสร้างประชาธิปไตยในประเทศตรุกีแข็งแรงขึ้นเพราะมีการลงโทษจำคุกนายทหารซึ่งวางแผนล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แสดงให้เห็นว่านี่อาจเป็นแนวทางที่ประเทศไทยควรทำเพื่อสร้างความมั่งคงให้กับประชาธิปไตยและเพื่อจัดตั้งสิทธิทางการเมืองอย่างเต็มขั้นให้กับพลเมืองไทย กลุ่มเครือข่ายมือที่มองไม่เห็นของไทยจะต้องอยู่ภายใต้หลักนิติธรรม

แต่เรื่องเหล่านี้บอกอะไรเกี่ยวกับนักโทษทางการเมืองไทยบ้าง? เราจะสามารถเรียกว่านี้คือประชาธิปไตยได้หรือไม่หากประชาชนยังถูกคุมขังในคุก ในขณะที่กลุ่มผู้มีอำนาจซึ่งไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนยังกระทำการตามอำเภอใจโดยไม่เคารพหลักนิติธรรม? เหตุใดรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะต้องก้มหัวให้กับกลุ่มอำนาจนี้โดยการปฏิเสธเสรีภาพขั้นพื้นฐานของลูกหลานชาวไทยอย่างต่อเนื่อง?

เราต้องขอบคุณนักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ที่เสนอแนวทางที่เป็นไปได้ในการปล่อยนักโทษทางการเมืองไทย กลุ่มนิติราษฎร์ได้ร่างเอกสารชื่อ “ร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยนิรโทษกรรมและการขจัดความขัดแย้ง” ซึ่งเป็นร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพื่อนิรโทษกรรมประชานที่ถูกดำเนินคดีอาญาอันเกี่ยวเนื่องกับการเมืองนับตั้งแต่วันที่ทหารทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลทักษิณที่มากจาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 จนถึงวันที่อดีตนายกรัฐอภิสิทธิ์ประกาศจัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 โดยข้อเสนอนี้จะนิรโทษกรรมประชาชนทุกคน  “ยกเว้นเจ้าหน้าที่รัฐ”

แม้ว่าแกนนำพรรคเพื่อไทยจะนำเอาข้อเสนอของกลุ่มนิติราษฎร์ไปปรับใช้หรือไม่ แต่ปัญหาทางตันเรื่องนักโทษจะต้องยุติ จะต้องไม่มีนักโทษถูกปล่อยให้ตายในเรือนจำเพราะอาชญากรรมทางความคิดอย่าง นายวันชัย รักสงวนศิลป์และ นายอำพล ตั้งนพกุลอีก ต้องไม่มีการยินยอมให้เงามืดในกลุ่มมือที่มองไม่เห็นสั่งการเพื่อจำกัดเสรีภาพของประชาชนไทยอีกต่อไป ต้องมีการจัดตั้งกระบวนการที่ชัดเจนและกระจ่างชัดเพื่อปล่อยคนเสื้อแดง ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องแสดงความกล้าหาญและลุกขึ้นต่อสู้

Read more from โรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2556

ผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ลอบถล่มรถ จนท. ขณะขนของขวัญไปแจกงานวันเด็ก !!?



2ทหารพลีชีพ!/โจรใต้ลอบบึ้มถล่มรถจนท.แหลก/ขณะขนของขวัญไปแจก“วันเด็ก”
โจรใต้ลอบวางระเบิดในพื้นที่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ดักสังหารเจ้าหน้าที่ระหว่างเดินทางนำของขวัญให้นร.นักเรียนฉลองวันเด็ก เจ้าหน้าที่ทหารพลีชีพ 2 นาย และบาดเจ็บอีก 2 นาย  "เฉลิม"ระบุเยือนมาเลย์แก้ปัญหาถูกทาง เตรียมไปอินโดฯต่อ
   
ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 11ม.ค.56 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี  กล่าวถึงการเดินทางไปประเทศมาเลเซียเพื่อหารือในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่ า รู้สึกดีใจที่ นายราจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้เข้าพบ โดยการเข้าพบครั้งนี้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันหลายภาคส่วน รวมทั้งรองนายกฯ   รมต.ศึกษาฯ  และรมต.มหาดไทยของมาเลเซีย โดยขณะนี้กำลังรอให้กระทรวงต่างประเทศสรุปรายละเอียดเพื่อเสนอให้สภาความมั่นคง (สมช.)
   
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้  ยังได้พบผู้ประกอบการร้านต้มยำกุ้งกว่า 100 คน และนักเรียนไทยที่ไปเรียนในมาเลเซียอีกด้วย โดยเขาเหล่านั้นได้อธิบายเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และตนจะนำไปบอกพ่อแม่ของเขา ซึ่งนักเรียนเหล่านั้นก็มีความพึงพอใจ นอกจากนี้ ตนยังได้ทำงานอีกหลายอย่างโดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ภาคใต้ โดยเร็วๆ นี้ตนจะขอเข้าพบมหาธีร์ มูฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมาเลเซีย มอบหมายให้ดูแลพัฒนาเศรษฐกิจชายแดนมาเลเซียและไทย พร้อมจะเดินทางไปประเทศอินโดนีเซียด้วย แต่ยังไม่สามารถบอกรายละเอียด
   
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวอีกว่า ร้านอาหารไทยต้มยำกุ้งกว่า 6,500 แห่ง ใน 13 รัฐของมาเลเซีย มีผู้เข้าทำงานประมาณ 150,000 คน แต่มีผู้ขึ้นทะเบียนถูกต้องประมาน 6,900 คน เพราะทางการมาเลเซียอนุญาตให้เฉพาะกุ๊ก ผู้ช่วยกุ๊ก แต่ไม่อนุญาตให้พนักงานเสิร์ฟขึ้นทะเบียน โดยตนได้คุยกับรมว.มหาดไทยมาเลเซีย เพื่อขอให้อนุญาตพนักงานเสิร์ฟสามารถขึ้นทะเบียนได้ด้วย โดยเสียค่าธรรมเนียมน้อยกว่า ซึ่งมาเลเซียก็ได้รับหลักการดังกล่าว

ต่อข้อถาม สิ่งที่เราจะเริ่มทำหลังจากไปหารือมาแล้วคืออะไร ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า อย่างน้อยต้องพูดคุยเรื่องปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัญหาแก้ไขภายในประเทศไม่ได้ ต้องแก้ที่อื่นแล้วจะดีเอง

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะพบกับแกนนำผู้ก่อความไม่สงบเมื่อไหร่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ไม่บอก เพราะเรื่องนี้เราพูดเขาไม่เชื่อ ต้องหาคนที่เขาเชื่อไปพูด และคนที่ไปพูดต้องเป็นพวกเราถึงจะแก้ปัญหาได้ อย่างไรก็ตาม การพูดคุยจะต้องพูดในทางลับก่อน การจะเปิดเผยต้องรอให้งานจบแล้ว
 "ผมมั่นใจ การแก้ไขปัญหาทางมาถูกจุดแล้ว ซึ่งการพูดคุยกับทางมาเลเซีย จะทำให้บรรยากาศดีขึ้น เพียงแต่การแก้ปัญหาจะต้องใช้ระยะเวลาเท่านั้น ทั้งนี้หากในพื้นที่มีคนรวย การศึกษาดี พื้นที่เจริญสามารถเข้าออกได้ง่าย ทุกอย่างก็จะดีขึ้น" ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ส่วนสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ยังเกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 09.10 น. วันเดียวกันนี้  พ.ต.อ.ธวัชชัย สังฆมิตกล รอง ผกก.สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดบนถนนทางหลวงชนบท สายบ้านบือแนกือบง-บ้านบือแนปีแน ในพื้นที่หมู่ที่ 4 ต.ประจัน อ.ยะรัง ทำให้เจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จึงรุดไปยังที่เกิดเหตุ พร้อมเจ้าหน้าที่หน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด และผู้เกี่ยวข้อง พบรถกระบะกันกระสุนของเจ้าหน้าที่ทหาร สังกัด    สังกัดร้อย ร.8033 ฉก ปัตตานี 21   สภาพพังยับเยินทั้งคัน

ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 10 เมตร พบศพ ส.อ.สหเทพ ปีไทสงค์  และพลทหารอนุรักษ์ สุนทรภักดิ์ สภาพร่างกายแหลกเหลว นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังพบผู้บาดเจ็บอีก 2 คน  ทราบภายหลังชื่อ ร.อ.อนุชา มะหาลีวีรัศมี อายุ 31 ปี และส.อ.นิรันดร์ ประสิทธิพันธ์ อายุ 31 ปี จึงรีบนำส่งโรงพยาบาล  เบื้องต้นพบเป็นระเบิดแสวงเครื่องหนัก 20 กิโลกรัม จุดชนวนด้วยแบตเตอรี่

สอบสวนทราบว่า ก่อนเหตุ เจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าวได้ขับรถออกฐานปฎิบัติในพื้นที่หมู่ที่ 3บ้านบือแนกือบง ริมถนนสาย 410 ปัตตานี-ยะลา เพื่อนำของขวัญวันเด็กไปแจกที่โรงเรียนบ้านบือแนปีแน  เมื่อรถแล่นมาถึงบริเวณที่เกิดเหตุ ก่อนถึงโรงเรียนประมาณ 3 กิโลเมตร คนร้ายได้จุดชนวนระเบิดซึ่งลอบวางไว้ในท่อใต้ถนนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บดังกล่าว คาดเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่

 อย่างไรก็ตาม ภายหลังเกิดเหตุ  พล.ต.ต.เอกภพ ประสิทธิ์วัฒนชัย ผบก.ภ.จว..ปัตตานี พร้อมด้วย พล.ตรีธวัช สุกปลั่ง ผบ.ฉก.ปัตตานี สนธิกำลังออกติดตามกลุ่มคนร้ายแต่ไม่พบวี่แววแต่อย่างใด

ที่มา.สยามรัฐ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++


ชมภาพผู้นำการเมือง วัยละอ่อน !!?


เด็กในวันนี้เป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเคยเป็นเด็กมาก่อน เด็กหลายคนในอดีตเรานั้นไม่ได้รู้จักพวกเขาเมื่อครั้งยังเยาว์จนกระทั่งเด็กเหล่านี้โตเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นคนสำคัญระดับประเทศ เราจึงไม่รู้เลยว่าเด็กธรรมดาๆวันนี้จะกลายเป็นใครในอนาคต และนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่เราได้มีการบันทึกวันเด็กไว้ในปฏิทินของทุกปี เพื่อให้ "เด็กในอดีต" ได้ตระหนักถึงความสำคัญของ "ผู้ใหญ่ในอนาคต"


ฮิลลารี ไดแอน ร็อดแดม เกิดเมื่อ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2490 ฮิลลารีเป็นบุตรสาวคนโตของ ฮิวจ์ เอลส์เวิร์ท ร็อดแฮม และโดโรธี เอ็มม่า โฮเวลล์  ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศแห่งสหรัฐอเมริกา


นายกรณ์ จาติกวณิช เกิด 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2507 เกิดที่ประเทศอังกฤษ มีชื่อเล่นว่า "ดอน" ศึกษาระดับอนุบาล 1 ถึงประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนสมถวิล ราชดำริ ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์


คิม จอง-อึน เกิด 8 มกราคม ค.ศ. 1983 เป็นบุตรคนสุดท้องจากทั้งหมดสามคนของคิม จอง-อิล ได้รับการศึกษาด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์เป็นการส่วนตัวในเกาหลีเหนือ ปัจจุบันผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ


ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2510 เกิดที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรของเลิศ และยินดี ชินวัตร ศึกษาระดับมัธยมต้นจากโรงเรียนเรยีนาเชลีวิทยาลัย มัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

พันตำรวจโท ดร. ทักษิณ ชินวัตร เกิดวันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2492  ที่จังหวัดเชียงใหม่ เป็นบุตรคนที่สองของบุตรของเลิศ และยินดี ชินวัตร ศึกษาระดับมัธยม จากโรงเรียนมงฟอร์ตวิทยาลัย


บารัก ฮุสเซน โอบามา ที่ 2 เกิด 4 สิงหาคม ค.ศ. 1961 เกิดในโฮโนลูลู รัฐฮาวาย เป็นบุตรของนายบารัก โอบามา ซีเนียร์ และนางแอนน์ ดันแฮม ศึกษาที่โรงเรียนในท้องถิ่นของกรุงจาการ์ตา


นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เกิด 3 สิงหาคม พ.ศ. 2507 ที่เมืองนิวคาสเซิล ประเทศอังกฤษ  เป็นบุตรของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์อรรถสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศาสตราจารย์ แพทย์หญิงสดใส เวชชาชีวะ  โดยเข้าศึกษาระดับอนุบาลที่โรงเรียนอนุบาลยุคลธร ระดับประถมที่โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันศุกร์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2556

พยุงศักดิ์ วอนรัฐทบทวนเยียวยา SME.


พยุงศักดิ์ หวังรัฐทบทวนแนวทางเยียวยาเอสเอ็มอี ระบุมาตรการภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รับผลกระทบรุนแรงไม่ได้

คณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ เมื่อ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยเน้นมาตรการด้านภาษี แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นการแก้ไขที่ไม่ตรงจุด รวมถึงนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการ เจาะข่าวเช้านี้ ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการเยียวยาของรัฐที่ออกมา พิจารณาแล้วเห็นว่ามีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการที่สามารถผ่านวิกฤติได้ด้วยตนเอง โดยที่มาตรการภาษีจะส่งเสริมให้มีความสามารถในการทำกำไรได้เพิ่มขึ้น มีรายได้มากขึ้น หรือว่าสามารถกู้ยืมเงินเพื่อขยายงาน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การเปลี่ยนเครื่องจักร เปลี่ยนอุปกรณ์เป็นต้น ซึ่งไม่ตรงกับเป้าหมายที่ทาง สอท.เสนอไป คือ ต้องการให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก หรือ เอสเอ็มอี ที่ได้รับผลกระทบรุนแรง มีสถานการณ์ไม่ดี

"เราต้องการให้ช่วยผู้ที่ปริ่มๆ ลุ้นว่าจะอยู่รอดหรือไม่รอดในระยะ 2-3 เดือนจากนี้ และเมื่อออกมาแล้วต้องได้ผลในทันที แต่มาตรการที่ออกมากลุ่มนี้ไม่ได้ประโยชน์ แต่เป็นกลุ่มที่เอาตัวรอดได้จะมีประโยชน์ในอนาคต"

ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่าหลังปรับขึ้นค่าแรงกลุ่มเอสเอ็มอีได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เนื่องจากตั้งแต่ เม.ย.2555 ถึงปัจจุบัน ระยะเวลา 9 เดือน ค่าแรงปรับขึ้น 80-90% ซึ่งถือว่าสูงมาก ดังนั้นจึงต้องการมาตรการเยียวยาแบบเร่งด่วน เห็นผลทันที

ในส่วนของ สอท.ได้ทำงานนี้มาตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว ก่อนปรับขึ้นค่าแรงครั้งแรก มีการระดมความคิดเห็นทั้งในส่วนภาคเอกชน และหารือร่วมภาครัฐ ก่อนที่จะเสนอมาตรการขอความช่วยเหลือเข้าไปเมื่อ 21 พ.ย. 2555 แต่สิ่งที่ออกมาจากภาครัฐ ซึ่งไม่ตรงกับความต้องการนั้น เห็นว่าอาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน และเห็นปัญหาในมุมมองที่แตกต่างกัน โดยรัฐอาจเห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ดังนั้นการดำเนินการของส.อ.ท.จากนี้ไป จะหารือกับสมาชิก รวมไปถึงการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน ก่อนนำเสนอกลับไปยังรัฐบาลอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง การตั้งกองทุนชดเชยส่วนต่างค่าแรง ที่เห็นว่ามีความจำเป็นอย่างมาก

"เราอยากเห็นการแก้ไขแบบเร่งด่วน เพราะช่วงนี้ภาพรวมของเศรษฐกิจไทย ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี แต่กำลังจะสะดุดเพราะเรื่องของค่าแรง และหวังว่ารัฐจะเข้าใจความต้องการของเอกชนมากขึ้น เพราะมาตรการที่เสนอไปไม่เหลือบ่ากว่าแรงของภาครัฐ เพียงแต่อาจจะยังไม่เห็นความเดือดร้อนที่แท้จริงของเอสเอ็มอี"

นอกจากแนวทางขอความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้ว ในด้านผู้ประกอบการเอง สอท.มีความคิดเชิญผู้ประกอบการเพื่อขอความร่วมมือไม่ให้กดดันเอสเอ็มอี ซึ่งส่งสินค้าให้ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้

แรงงานยันนายจ้างสวมรอยเลิกจ้าง

ด้าน นพ.สมเกียรติ ฉายะศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการติดตามสถานการณ์การเลิกจ้าง และปิดกิจการของสถานประกอบการหลายแห่ง ซึ่งถูกมองว่าเกิดจากผลกระทบจากการปรับค่าจ้าง นั้นเห็นว่ายังอยู่ในสภาวะปกติ เห็นได้จากสถิติในปี 2554 ช่วงต้นปีซึ่งไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ เดือน ม.ค.เลิกจ้าง 6,600 คน ก.พ. 5,200 คน ส่วนช่วงปลายปีได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วม มีการเลิกจ้างกว่า 13,000 คน ต่อเนื่องถึงเดือน ม.ค.2555 เลิกจ้าง 14,829 คน ก.พ. 11,910 คน มี.ค. 9,147 คน

และเมื่อปรับขึ้นค่าจ้างครั้งแรก เดือน เม.ย.มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 8,300 คน หลังจากนั้นก็ลดลงเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 5,000 คน ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่ต่างจากช่วงเศรษฐกิจปกติ

และข้อมูลของกรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ตั้งแต่ 1-9 ม.ค.มีแรงงานถูกเลิกจ้าง 421 ราย สถานประกอบการปิดกิจการ 5 แห่ง และไม่ได้เกิดจากผลกระทบของการปรับค่าจ้าง ดังนั้นเชื่อว่ามีการแอบอ้างการปรับค่าแรงเป็นเหตุผลในการเลิกจ้าง ทั้งที่ปัญหาแท้จริงมาจาก การไม่มียอดสั่งซื้อสินค้า การขาดทุนสะสม หรือต้องการย้ายฐานการผลิต

“ผู้เลิกจ้างขอความเห็นใจโดยขอจ่ายเงินชดเชย 80% แต่ผมยืนยันจะต้องจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ผมไม่อยากให้สังคมวิตกเกินไปว่าการปรับค่าจ้างครั้งนี้ จะทำให้มีแรงงานตกงานจำนวนมาก"

อย่างไรก็ตาม หากในอนาคตมีการรเลิกจ้างจำนวนมาก ก็จะเสนอรัฐบาลให้ออกมาตรการช่วยเหลือ รวมทั้งการหาตำแหน่งงานรองรับ ซึ่งขณะนี้มีตำแหน่งงานว่างกว่า 1.2 แสนอัตรา และคาดว่าความต้องการปีนี้มีอีกกว่า 6 แสนอัตรา ซึ่งเพียงพอแม้ว่าเดือน มี.ค.จะมีนักศึกษาจบใหม่เข้าสู่ตลาดกว่า 3 แสนคนก็ตาม

สสว.ของบช่วย40 ล้านบาท เกษตรต้นทุนเพิ่ม5%

นายประเสริฐ บุญชัยสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ได้สั่งการให้นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงฯ สำรวจว่ามีการปิดกิจการมากน้อยเพียงใด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการช่วยเหลือผู้ประกอบการ เช่น การจัดคลินิกอุตสาหกรรม ปรับประสิทธิภาพเครื่องจักร ซึ่งลดต้นทุนได้ 10%

นายวิฑูรย์ กล่าวว่าได้กำหนดให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดส่งข้อมูลมาให้ในวันที่ 11 ม.ค. ก่อนหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสม โดยสำนักงานวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เตรียมเสนอคณะกรรมการ สสว.ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นประธานในเดือน ก.พ.เพื่อขอใช้งบจากกองทุนส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 30-40 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี

แนวทางที่เตรียมไว้มี 3 แนวทาง คือ 1.มาตรการเพิ่มผลิตภาพ โดยจัดให้มีแหล่งทุนดอกเบี้ยต่ำเงื่อนไขพิเศษเพื่อสนับสนุนการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร และอาจสนับสนุนดอกเบี้ยบางส่วน โดยเน้นช่วยพื้นที่ 19 จังหวัด ที่ค่าแรงปรับขึ้นมากกว่า 23 % เช่น พะเยา ศรีสะเกษ น่าน ตาก สุรินทร์ โดยรัฐจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการปรึกษา 70 % ส่วนจังหวัดที่มีค่าแรงสูงขึ้นน้อยกว่าค่าเฉลี่ย เช่น สงขลา ราชบุรี เชียงใหม่ นครราชสีมา พระนครศรีอยุธยา รัฐจะสนับสนุน 50 % ส่วนที่นำร่องปรับไปแล้ว 7 จังหวัด รัฐจะสนับสนุน 30 %

2.มาตรการลดต้นทุน จะจัดพื้นที่พิเศษให้เอสเอ็มอีได้ใช้ทรัพยากรในการทำธุรกิจร่วมกัน เช่น พื้นที่บางส่วนในนิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งให้ความรู้และทำคู่มือให้กับเอสเอ็มอีในการบริหารต้นทุน เช่น ค่าเช่าพื้นที่สำนักงาน ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างงาน ซึ่งจะเน้นอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบมาก เช่น เฟอร์นิเจอร์ เครื่องนุ่งห่ม กระเป๋าหนัง และกระทรวงอุตสาหกรรมจะออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายเอสเอ็มอี เช่น ยกเว้นค่าธรรมเนียมโรงงาน ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตต่างๆ

3.มาตรการเพิ่มรายได้ จะให้ความช่วยเหลือด้านการตลาดด้วยการส่งเสริมให้ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้างกับเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบ และเชื่อมโยงกับกองทุนภาครัฐเพื่อให้แรงงานที่ตกงานเข้าร่วม เช่น กองทุนตั้งตัวได้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรี กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง

ด้านนายยุคล ลิ้มแหลมทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าต้นทุนค่าแรงภาคการเกษตรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% แต่เมื่อคำนวณร่วมกับปัจจัยบวกอื่นๆ เช่น ต้นทุนการนำเข้าเครื่องจักรลดลง จะทำให้ต้นทุนโดยรวมเพิ่มแค่ 5% และเห็นว่าภาคการเกษตรจะรองรับแรงงานที่ถูกเลิกจ้างจากภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

จริยธรรมบนวิถีปืน จากเพลโต อริสโตเติล ถึงโอบามา : บาดแผลทางสังคมในอเมริกา !!?


Philosopher Saves the Day โดย กิตติภัต แสนดี [randoma.wordpress.com]
ชื่อบทความเดิม “จริยธรรมการควบคุมสิทธิพกพาอาวุธปืน”

เสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพในการเคลื่อนย้ายเดินทาง เหล่านี้เป็นตัวอย่างของเสรีภาพพื้นฐานของมนุษย์ที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญไทย และบรรจุเป็นหลักการพื้นฐานในการปกครองของนานาประเทศ เพราะสิ่งเหล่านี้มีความเห็นพ้องต้องกันหมดแล้วว่า เป็นของจำเป็นที่ต้องจัดให้มีเพื่อให้บ้านเมืองสามารถมีการปกครองที่สงบสุขและนำพาไปสู่ความรุ่งเรืองได้
แต่มีเสรีภาพชนิดหนึ่งที่มีความหมายพิเศษในอเมริกา แต่ในสายตาของประเทศอื่นๆ อย่างประเทศไทย กลับดูเป็นของแปลกแยกเข้าใจยาก และมองไม่เห็นหนทางว่าสิทธิชนิดนี้จะเป็นสิทธิพื้นฐานของมนุษย์ได้อย่างไร ที่ว่ามาคือสิทธิเสรีภาพในการพกพาอาวุธ (Right to bear arms) ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับที่ 2 ของอเมริกา
สิทธิในการพกพาอาวุธปืน ภาพจาก wikipedia
สิทธิในการพกพาอาวุธปืน ภาพจาก wikipedia
เดิมที มีการตีความข้อความในรัฐธรรมนูญว่า สิทธิพกพาอาวุธเป็นสิทธิพื้นฐานของเจ้าพนักงานดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยเท่านั้น ภายหลังเกิดความชัดเจนเมื่อศาลฏีกาวางแนววินิจฉัยไว้ในคดีหนึ่งเมื่อปี 2008 ว่าสิทธิพกพาอาวุธที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน ไม่ได้จำกัดแต่เพียงเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น
โดยผู้พิพากษาตีความจากประวัติศาสตร์การร่างกฎหมายข้อนี้ ที่มีความมุ่งหมายเพื่อให้ประชาชนมีอำนาจคัดคานกับรัฐส่วนกลางได้ในกรณีที่รัฐส่วนกลางออกนโยบาย หรือใช้อำนาจไปในทางที่เป็นการข่มเหงรังแกมลรัฐและประชาชนของมลรัฐ
ในขณะเดียวกัน ประเทศไทยกลับเห็นต่างในเรื่องนี้ และกำหนดให้อาวุธ โดยเฉพาะอาวุธปืนเป็นสิ่งต้องห้ามไม่ให้ซื้อ มี หรือใช้ รวมถึงทำ สั่ง หรือนำเข้า โดยระบุให้ผู้ที่ต้องการมีหรือใช้ต้องมีใบอนุญาตรับรองเจ้าของอาวุธ และตัวอาวุธจากเจ้าหน้าที่ ทั้งยังระบุประเภทบุคคลที่ต้องห้ามไม่ให้รับใบอนุญาตตลอดไปด้วย

วงการปรัชญา: ว่าด้วยสิทธิในการพกพาอาวุธ

สิทธิพกพาอาวุธของประชาชนสร้างเสียงแตกแยกในวงการปรัชญามาตั้งแต่สมัยกรีกแล้ว เพลโตมองว่าสิทธิการพกพาอาวุธควรเป็นของเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลรักษาความปลอดภัยของเมืองเท่านั้น เพื่อให้การปกครองเกิดความสงบร่มเย็น
ขณะที่อริสโตเติลเห็นแย้งว่ากลุ่มชนที่ได้รับอนุญาตให้พกพาอาวุธปืนท้ายที่สุดก็จะใช้อำนาจครอบงำกลุ่มชนอื่นที่ไม่ได้รับสิทธินั้น ที่สุดแล้วความหวังที่จะให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการปกครอง ตลอดจนเป็นพลเมืองที่ดี ก็จะไม่สมประสงค์ไป
แต่แล้วการให้สิทธิพกพาอาวุธแก่ประชาชนทั่วไป จะพัฒนาความเป็นพลเมืองที่ดีและการปกครองที่สงบสุขหรือไม่?
ภาพจาก wikipedia
ภาพจาก wikipedia
ผู้คนในอเมริกาตั้งคำถามดังกล่าวภายหลังเหตุการณ์กราดยิงนักเรียนอนุบาลในโรงเรียนแซนดี้ ฮุค รัฐคอนเนคติคัตเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งก่อเหตุโดยเด็กอายุ 20 ในเมืองเดียวกันที่ผู้คนรอบข้างยืนยันว่าเป็น “เด็กฉลาดแต่ขี้อาย” เขาใช้ปืนของแม่เพื่อก่อเหตุในครั้งนี้ ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้มีทั้งหมด 28 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กอนุบาล
ในปีเดียวกันนี้ ยังเกิดเหตุกราดยิงลักษณะเดียวกันนี้ในอเมริกาหลายครั้ง เช่นเหตุการณ์กราดยิงในโรงเรียนมัธยมชาร์ดอน ซึ่งมือปืนเป็นเด็กอายุ 17 ปีที่แอบเอาปืนของลุงที่่ซ่อนไว้มาใช้ก่อเหตุ
ส่วนช่วงกลางปี ทุกคนก็ยังจดจำเหตุการณ์กราดยิงในโรงหนังออโรร่าระหว่างการฉายหนัง Batman ภาคสุดท้าย ซึ่งคนร้ายไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม ใช้อาวุธปืนถึงสามชนิดที่รวมถึงปืนไรเฟิลกึ่งอัตโนมัติ ยิงผู้ชมหนัง ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 12 คน ปืนที่ใช้ก่อเหตุทั้งสามกระบอก ถูกซื้ออย่างถูกกฎหมายก่อนหน้านั้นไม่นาน
อาจจะอ้างได้ว่าประเทศอื่นๆ อย่างสวิตเซอร์แลนด์นั้น แม้จะมีกฎหมายอาวุธที่เสรี แต่กลับมีอัตราการฆ่าคนด้วยอาวุธปืนต่ำ แต่ในกรณีของสหรัฐอเมริกาแล้ว อัตราการฆ่าคนด้วยอาวุธกลับมีสูงตามอัตราการเป็นเจ้าของอาวุธปืนในอเมริกา
มีการประมาณการกันว่าอาวุธปืนในอเมริกาที่ประชาชนทั่วไปเป็นเจ้าของอยู่มีทั้งหมด 300 ล้านกระบอก หรือประชากร 1 คนต่อ 1 กระบอก
ส่วนอัตราการเสียชีวิตการอาวุธปืนในอเมริกา มีมากถึง 3 ต่อ 100,000 คน เทียบกับอังกฤษที่มีอัตราส่วน 0.07 ต่อ 100,000 คน

การปะทะกันบนปรัชญาว่าด้วยการจำกัดสิทธิพกพาอาวุธปืน: เสรีนิยม v.s. อรรถประโยชน์นิยม

ในมุมมองทางปรัชญาเมื่อต้องพิจารณาว่านโยบายจำกัดสิทธิพกพาอาวุธของประชาชนทั่วไป จะเป็นเรื่องที่ควรทำหรือไม่นั้น อาจแยกได้เบื้องต้นเป็นสองมุมมองคือมุมมองจากเสรีนิยม (Liberalism) และอรรถประโยชน์นิยม (Utilitarianism)
ในมุมมองของเสรีนิยมแล้ว สิทธิขั้นพื้นฐานเป็นสิ่งที่ล่วงละเมิดไม่ได้ และหากตีความว่าการพกพาอาวุธเพื่อคานอำนาจกับรัฐบาล ตลอดจนเพื่อป้องกันตนเองนั้นเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานแล้ว ก็จะลงความได้ว่าสิทธิการพกพาอาวุธนี้จะละเมิดด้วยการให้จำกัดการเข้าถึงนั้นไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ได้ตอบโจทย์ของปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน ที่มีอยู่แพร่หลายในอเมริกาขณะนี้ ว่าจะแก้ไขได้อย่างไร
ในอีกแง่มุมหนึ่งนั้น อาวุธปืนที่แพร่หลายจนควบคุมไม่ได้นั้นทำให้เกิดการริดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่นในสังคมที่ไม่ได้ประสงค์จะพกพาอาวุธปืนติดตัวนอกบ้าน เป็นบ่อนทำลายสิทธิเสรีภาพในการเดินทาง ไม่ว่าจะไปดูหนัง ไปเดินตามท้องถนน หรือแม้แต่ไปเดินในสถานที่ที่จินตนาการถึงพิษภัยของมันไม่ได้อย่างโรงเรียนอนุบาล
ในแง่อรรถประโยชน์นิยมนั้น อันดับแรกที่ต้องทำคือการหาคู่ขัดแย้งที่ต้องเลือกซึ่งในที่นี้คือค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการไม่มีการควบคุมอาวุธปืนฝั่งหนึ่ง และค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการมีระบบควบคุมอาวุธปืนอีกฝั่งหนึ่ง
ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการไม่ควบคุมอาวุธปืนคือเจ้าพนักงานดูแลรักษาความสงบที่ต้องเพิ่มมากขึ้นเพื่อรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างการกราดยิงในท้องที่ต่างๆ ค่าใช้จ่ายที่ประเมินค่ายากขึ้นไปอีกคือชีวิตของคนในอัตราส่วน 3.0 ต่อ 100,000 คนที่สูญเสียไปจากอาวุธปืน
แต่แล้วค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการมีระบบควบคุมอาวุธปืนนั้นจะมีสิ่งใดบ้าง อันดับแรกคือการวางระบบทะเบียน และเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลใบอนุญาตที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในเมืองที่ประชากรหนาแน่น แต่ประโยชน์ที่จะได้รับคือการทุเลาอัตราผู้เสียชีวิตจากอาวุธปืน ซึ่งชีวิตของบุคคลเหล่านั้นมีมูลค่าสูงต่อทั้งครอบครัวและต่อประเทศ
ค่าใช้จ่ายจากการมีระบบควบคุมอาวุธปืนอีกส่วนหนึ่งเป็นผลพวงจากประวัติศาสตร์แห่งกำเนิดของสิทธิชนิดนี้คือ การที่ประชาชนจะไม่มีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลเผด็จการซึ่งหากเกิดกรณีนี้จริงแล้ว มูลค่าความเสียหายย่อมมีมากมายมหาศาล
แต่ในข้อเท็จจริงแล้วโอกาสเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวในโลกสมัยใหม่นี้ถือว่ามีน้อย และน้อยจนถึงระดับเป็นไปไม่ได้ในประเทศที่มีการเมืองมั่นคงและมีการคานอำนาจเป็นอย่างดีอย่างอเมริกา ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากการมีกลไกระดับระหว่างประเทศคอยช่วยเหลือส่วนหนึ่ง และอีกส่วนมาจากทัศนคติลบต่อการใช้อาวุธของประชาชนทั่วไปที่มีมากขึ้น
กลุ่มผลประโยชน์ใดที่ใช้อาวุธเพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเมืองท้ายที่สุด จะเสียเปรียบมากกว่าได้เปรียบในทางการเมือง ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันต่างจากความคิดของอริสโตเติลโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น การมีระบบควบคุมอาวุธปืนจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มประโยชน์และสร้างความสุขมากกว่าทางเลือกที่จะไม่ควบคุมอาวุธปืน และควรเป็นทางเลือกที่ประธานาธิบดีสหรัฐต้องรีบเลือก และทำให้เห็นจริงโดยเร็วในการครองตำแหน่งสมัยที่สองนี้
ที่มา.Siam Intelligence
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพฤหัสบดีที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2556

ภัยแล้ง รัฐก้าวช้าเสมอ !!?


ทวีปออสเตรเลียลุกเป็นไฟแล้ว ?

เกิดไฟป่าหลายแห่งทั่วประเทศออสเตรเลีย อุณหภูมิในพื้นที่ตอนในของประเทศสูงขึ้นถึง 54 c ประเทศเขาเดือดร้อนเราก็เห็นใจ ธรรมชาติปรวนแปรวิปริตเพราะน้ำมือมนุษย์ เป็นเรื่องที่ชาวโลกทั้งหมดต้องตระหนักรู้  และปรับปรุงแก้ไข

     สำหรับประเทศไทย ภัยแล้งเริ่มแรงขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ท้องที่หลายอำเภอขาดแคลนน้ำ น้ำไม่พอใช้แล้ว
             
อันที่จริงเรื่องภัยแล้งปีนี้ มีคำเตือนมาล่วงหน้าแล้วว่า ปี 2556 นี้ภัยแล้งหนักแน่ รัฐบาลซึ่งถนัดการใช้จ่ายเงิน น่าจะทำงานเร็วกว่านี้ ยกตัวอย่างเรื่อง การขุดบ่อบาดาล  การขุดลอกแหล่งน้ำ แทนที่จะโยกงบประมาณประชานิยมอย่างเช่นกองทุนหมู่บ้าน มาใช้แก้ปัญหาเป็นการด่วนก่อน ก็เพิ่งจะมาเสนอแผนบริหารจัดการภัยแล้งเข้า ครม. เมื่อวันที่ 8 มกราคม
           
     ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 23 จังหวัด 244 อำเภอ 1,778 ตำบล 18,659 หมู่บ้าน ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ มุกดาหาร หนองบัวลำภู มหาสารคาม ยโสธร อำนาจเจริญ นครพนม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา สุโขทัย พิษณุโลก อุบลราชธานี นครสวรรค์ สุรินทร์ เชียงใหม่ และแพร่
         
     ข่าวล่าสุด จังหวัดนครราชสีมา 32 อำเภอ ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน แล้ว 26 อำเภอ 191 ตำบล 1,905 หมู่บ้าน ราษฎรประสบภัย 100,197 ครัวเรือน พื้นที่การเกษตรเสียหาย 863,433 ไร่
       
     มหาสารคาม น้ำไม่พอทำประปา สถานการณ์ภัยแล้งในจังหวัดขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดภาพรวมปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 17 แห่งมีอยู่ร้อยละ 39.46 หรือประมาณ 31 ล้านลูกบาศก์เมตรของปริมาณความจุ 81.41 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยอ่างเก็บน้ำ 10 แห่งมีปริมาณน้ำกักเก็บไม่ถึง 50%  ระดับน้ำในแม่น้ำชีที่ไหลผ่าน อ.โกสุมพิสัย ต่ำกว่าตลิ่งถึง 10 เมตร
         
     จังหวัดพิจิตร แม่น้ำยมแห้งขอดเห็นผืนทราย นาข้าวเสียหายกว่าแสนไร่ จังหวัดได้ประกาศพื้นที่ภัยพิบัติเพิ่มอีก 2 อำเภอ คือนารางและโพทะเลรวมเป็น 12 อำเภอ ได้รับผลกระทบ 37 ตำบล 279 หมู่บ้าน ราษฎรเดือดร้อน 7,777 ครัวเรือน
         
     และอย่านึกว่า พื้นที่ภาคกลางจะไม่เดือดร้อน ขณะนี้แม่น้ำเจ้าพระยาในบางท้องที่ปริมาณน้ำน้อย กระทบกระเทือนถึงการขนส่งท่งน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาแล้ว  เช่นที่จังหวัดอ่างทอง เป็นต้น  
         
     เรื่องปริมาณน้ำในแม่น้ำเหลือน้อย ทำลายระบบการขนส่งทางแม่น้ำนั้น มีตัวอย่างความเสียหายหนักหน่วงมาแล้ว ที่แม่น้ำมิสซิปซิปปี้เมื่อเดือนที่แล้ว
           
     สถานการณ์ภัยแล้งเดือนมกราคมยังรุนแรงถึงปานนี้แล้ว ที่น่าห่วงมากคือน้ำกินน้ำใช้สำหรับชาวบ้านหลายหมื่นหมู่บ้าน เพราะต้องสิ้นเปลืองเงินจากการซื้อน้ำในการอุปโภคบริโภค จากรถบรรทุกน้ำที่นำมาจำหน่ายในคันละ 700-1,000 บาท
           
     เราเรียกร้องให้รัฐ ช่วยขุดบ่อบาดาล ขุดลอกแหล่งเก็บกักน้ำ มาทุกปีหลายปีแล้ว แต่ก็ไมทำกัน อ้างว่างบประมาณไม่พอ

     แต่กลับมีโครงการแจกเงินกู้ กองทุนหมู่บ้าน กองทุนสตรี ซึ่งประโยชน์มักตกกับปัจเจกชนเป็นราย ๆ  

     เมื่อจะเอื้อให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ ก็ควรจัดเป็นงบพัฒนาชุมชน ให้ชาวบ้านทั้งชุมชนได้รับประโยชน์ทั่วถึงกัน หมู่บ้านใดขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง ก็จัดงบให้ขุดบ่อน้ำบาดล ขุดสระบึงเก็บกักน้ำ
     หมู่บ้านใดไม่เคยแล้งน้ำ ก็จัดสร้างอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ทำให้ได้ประโยชน์คุ้มงบประมาณ

ที่มา.สยามรัฐ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

อุดมเดช ไขก๊อก จับตารอยร้าวลึกใน เพื่อไทย !!?


ค่อนข้างแน่นอนแล้วว่าตัวแทนพรรคเพื่อไทยที่จะลงชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.ก็คือ พล.ต.อ.พงศพัฒน์ พงษ์เจริญ หรือ”จูดี้” เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ซึ่งเป็นไปตามใบสั่งนายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ซึ่งส.ส.กทม.ในสังกัดกลุ่ม”สุดารัตน์”พยายามผลักดันให้หัวหน้ากลุ่มเข้าชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.เป็นอันวืดแน่นอนแล้ว ซึ่งความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตาต่อไปก็คือผลสะเทือนจากรอยร้าวลึกในพรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ส.ส.พรรคเพือไทยกลุ่ม”สุดารัตน์” ออกมาเรียกร้องกดดันให้พรรคส่ง “คุณหญิงสุดารัตน์” ลงชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.อย่างต่อเนื่องโดยให้เหตุผลว่าโอกาสชนะสูงมาก ขณะที่หากส่ง พล.ต.อ.พงศพัฒน์ โอกาสชนะยากมาก  แต่ในที่สุดการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยตัดสินใจเลือก พล.อ.อ.พงศพัฒน์ ท่ามกลางกระแสข่าวรอยร้าวลึกในพรรคเพื่อไทยจากความไม่พอใจของกลุ่ม “สุดารัตน์” ที่ซ่อนอาการไง้เงียบๆ

ก่อนหน้าที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทยจะตัดสินใจเลือก พล.ต.อ.พงศพัฒน์ ลงชิงผู้ว่ากทม.มีข่าวมานานแล้วว่าชื่อของ พล.ต.อ.พงศพัฒน์ ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ต้นจากนายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล โดยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจาก “3 เจ๊” อันประกอบด้วย คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพ็ชร (ชินวัตร) อดีตภรรยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และน้องสาวทั้งสองของ นายใหญ่ผู้มีบารมีเหนือรัฐบาล คือ นายกฯยิ่งลักษณ์  ชินวัตร และ นางเยาวภา วงษ์สวัสดิ์(ชินวัตร) หรือ “เจ๊แดง”

ที่น่าสนใจคือ  นายจิรายุ  ห่วงทรัพย์  ส.ส.กทม. ในสังกัดกลุ่ม”สุดารัตน์” เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สไกป์มาเกลี้ยกล่อมบรรดา ส.ส. สมาชิกสภากทม.(สก.) และสมาชิกสภาเขต(สข.)พรรคเพื่อไทยที่สนับสนุน คุณหญิงสุดารัตน์ โดยพยายามหว่านล้อมว่า คุณหญิงสุดารัตน์ มีสถานะสูงกว่าที่จะลงชิงเก้าอี้ผู้ว่า กทม. พร้อมทั้งให้ความหวังว่า คุณหญิงสุดารัตน์ ควรรอโอกาสนั่งตำแหน่งในระดับชาติมากกว่า

แต่แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพยายามประสานรอยร้าวกับ”กลุ่มสุดารัตน์”  แต่ปรากฏว่าล่าสุด นายอุดมเดชร รัตนเถสียร ส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงาน(วิป)พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งเป็นหนึ่งในคนสนิทของ คุณหญิงสุดารัตน์ ได้ยื่นไขก๊อกจากตำแหน่งประธานวิปพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งแม้ นายอุดมเดช จะอ้างปัญหาสุขภาพ แต่ก็ไม่อาจกลบเกลื่อนรอยร้าวในพรรคเพื่อไทยจากความไม่พอใจลึกๆของ “กลุ่มสุดารัตน์” ได้

สาเหตุที่นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองไม่เชื่อว่า นายอุดมเดช ไขก๊อกเพราะมีปัญหาสุขภาพจริง เพราะก่อนหน้านี้ นายอุดมเดชร ยังปฏิบัติหน้าที่ในฐานะประธานวิปอย่างแข็งขันกระฉับกระเฉงตามปกติโดยไม่มีสัญญาณบ่งชี้แม้แต่น้อยว่ามีปัญหาสุขภาพอย่างที่อ้าง

แม้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพยายามสยบคลื่นใต้น้ำด้วยการใช้เก้าอี้รัฐมนตรีล่อคุณหญิงสุดารัตน์ แต่ก็เชื่อว่า “กลุ่มสุดารัตน์” คงไม่เชื่อและไม่แฮปปี้เพราะขนาดแค่การลงชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.ทั้งๆที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เต็มใจอาสาพร้อมลงสู้ศึกก็ยังวืด แล้วนับประสาอะไรกับเก้าอี้รัฐมนตรี

แต่เหตุผลเบื้องลึกที่สำคัญซึ่งเป็นสาเหตุให้ คุณหญิงสุดารัตน์ ต้องแป๊กวืดอดชิงเก้าอี้ผู้ว่ากทม.มีข่าวลือสะพัดมาก่อนหน้านี้ว่าเป็นเพราะเจอการตั้งป้อมขวางของ “3 เจ๊” หรือแม้แต่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ที่ปีนเกลียวไม่กินเส้นกับ คุณหญิงสุดารัตน์

เพราะฉะนั้นการไขก๊อกของนายอุดมเดช แม้จะมีความพยายามกลบเกลื่อนว่าเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพไม่เกี่ยวกับปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย แต่คอการเมืองคงต้องจับตาเพราะนี่อาจเป็นเพียงสัญญาณเริ่มต้นของรอยร้าวลึก ซึ่งจะต้องติดตามดูกันต่อไปว่าจะจบลงด้วยการประสานรอยร้าวได้ลงตัวหรืออึมครึมแล้วพัฒนาไปสู่จุดแตกหัก

ที่มา.หนังสือพิมพ์แนวหน้า
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2556

เวียดนาม คาดส่งออกข้าวปีนี้ลดลงเล็กน้อย !!?


เวียดนาม คาดการณ์การส่งออกข้าวปีนี้ 7.5-7.6 ล้านตัน ลดลงเล็กน้อย

หนังสือพิมพ์ของรัฐบาลเวียดนาม รายงานในวันนี้ว่า เวียดนามคาดว่า จะส่งออกข้าว 7.5-7.6 ล้านตันในปีนี้ ลดลงเล็กน้อยจากระดับสูงเป็นประวัติการณ์ที่ 7.72 ล้านตันเมื่อปี 2555 เนื่องจากประเทศผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่มีการส่งออกในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น

หนังสือพิมพ์ Nong Nghiep Vietnam รายงานแผนการของกระทรวงเกษตรว่า เป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายเบื้องต้น แต่ปริมาณที่แท้จริงจะขึ้นอยู่กับปริมาณข้าวในประเทศและอุปสงค์ตลาด

ส่วนหนังสือพิมพ์ Vietnam Economic Times รายงานว่า ปริมาณข้าวทั่วโลกจะอยู่ในระดับสูงในปีนี้ ขณะที่ประเทศผู้ส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศไทย จะทำการระบายสต็อกข้าว นอกจากนี้ การแข่งขันจะมาจากอินเดีย, ปากีสถานและพม่าด้วย

ไทยมีสต็อกข้าวสูงเป็นประวัติการณ์หลังรัฐบาลรับจำนำข้าวจากเกษตรกรในปีที่ผ่านมาในราคาที่สูงเกือบ 2 เท่าของราคาตลาด ซึ่งทำให้ข้าวไทยมีราคาแพง และส่งผลให้ผู้ซื้อหันไปซื้อข้าวจากเวียดนามหรืออินเดีย

การส่งออกข้าวของเวียดนามในไตรมาสที่สิ้นสุดในเดือนมี.ค.ปีนี้ จะแตะระดับ 1.4 ล้านตันโดยประมาณ เพิ่มขึ้นจาก 1.31 ล้านตันที่ส่งออกในไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา

ปีที่แล้ว ผู้ส่งออกขายข้าว 7.72 ล้านตันไปยังต่างประเทศ ซึ่ง 71% ส่งออกไปยังประเทศในแถบเอเชีย และส่งออกไปยังแอฟริกา 22%

สำนักงานสถิติของรัฐบาลประมาณการก่อนหน้านี้ว่า การส่งออกข้าวในปี 2555 จะอยู่ที่ 8.05 ล้านตัน

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

อนุกรรมการฯชงสภาไฟเขียว ยุบทิ้งศาล รธน. พ่วงศาลฎีกาฯ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน


คณะอนุฯ แก้ไขรธน.  ได้ข้อสรุป เสนอยุบ"ศาลรธน.-ศาลฎีกาฯ-ผู้ตรวจการแผ่นดิน" อ้างเป็นตัวปัญหา เข้ายุค"ตุลาการภิวัฒน์" พร้อมฉีกมาตรา 309 ป้องกันรัฐประหาร ลั่นไม่แตะคดี"คตส." ไม่ช่วย"ทักษิณ" เตรียมส่งข้อสรุปให้ชุดใหญ่ศึกษา 14 ม.ค.นี้ ก่อนนำเสนอ ปธ.สภา "โฆษกศาลยุติธรรม"ชี้ดึง"ศาล รธน.-ศาลปกครอง"เป็นแผนกในศาลฎีกาเป็นแนวคิดฝ่ายการเมือง ด้านเพื่อไทยโยนมหาวิทยาลัยชั้นนำเคาะทางออกประชามติ แก้ รธน. ระบุหากไม่ตอบรับอาจดึง"ฮอวเวิรด์"มาดำเนินการแทน
   
ที่รัฐสภานายโสภณ เพชรสว่าง  ประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า คณะอนุกรรมการฯ ที่มีตนเป็นประธานได้ศึกษาแนวทางแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 เสร็จเรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะส่งข้อสรุปทั้งหมดให้กับคณะกรรมการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มี นายประสพ บุษราคัม เป็นประธานพิจารณาต่อ ว่าจะเห็นชอบตามแนวทางที่คณะอนุกรรมการฯเสนอมาหรือไม่ โดยจะมีการประชุมในวันที่ 14ม.ค.นี้ จากนั้นจะได้ส่งผลสรุปเสนอเป็นรายงานต่อ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภา ในฐานะที่เป็นผู้ตั้งให้คณะกรรมการฯชุดนี้ขึ้นมา จากนั้นประธานสภาจะนำไปทำอะไรก็แล้วแต่วินิจฉัยของประธานสภาฯ
   
นายโสภณ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550  โดยมีสาระสำคัญคือ จะไม่มีการแก้ไขหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์   ส่วนที่มาของ ส.ส. ,ส.ว.จะย้อนกลับไปใช้แบบปี 2540 คือ มี 700 คน แยกเป็น ส.ส. 500 คน (ส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100คน) ส่วน ส.ว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด 200คน นอกจากนี้จะเสนอให้มีการยุบ "ศาลรัฐธรรมนูญ" แล้วกลับไปใช้ "ตุลาการรัฐธรรมนูญ"ให้มีอำนาจเพียงการตีความกฎหมายที่ขัด หรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ หรือการขัดกันระหว่างหน่วยงานของรัฐเท่านั้น ไม่มีอำนาจตัดสินเรื่องของการยุบพรรค โดยที่มาของตุลาการรัฐธรรมนูญ มาจากการคัดเลือกของรัฐสภา  ส่วนเหตุผลที่เสนอให้ยุบศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจมากเกินไป นำไปสู่ตุลาการภิวัฒน์ ทำให้ถูกมองว่าศาลเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง จึงควรกลับไปสู่จุดเดิม โดยให้มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4-5 ปี
   
นายโสภณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะเสนอให้ยกเลิกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสินคดีที่เกี่ยวกับการเมืองแทน เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่เป็นธรรมในการตัดสินคดีที่ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ และอาจจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง จึงควรให้ศาลยุติธรรมเป็นผู้ตัดสิน เพราะเปิดโอกาสให้สามารถอุทธรณ์  ฎีกาได้ เช่นเดียวกันก็จะให้ยุบผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยให้ศาลปกครองเป็นผู้ทำหน้าที่แทน
   
นายโสภณ กล่าวด้วยว่า ส่วนการทำหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะเสนอให้มีการลดอำนาจ ป.ป.ช. จากเดิมหลังจากที่ ป.ป.ช.ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด ฟ้องศาล หากอัยการสูงสุดมีความเห็นไม่สั่งฟ้อง ป.ป.ช. ก็สามารถยื่นฟ้องเองได้ โดยแก้ไขให้อำนาจการสั่งฟ้องอยู่ที่อัยการสูงสุดเท่านั้น ป.ป.ช.ไม่สามารถยื่นฟ้องได้
   
ส่วนมาตรา 309 จะเสนอให้ยกเลิก เพราะเป็นมาตราที่สนับสนุนการทำรัฐประหารโดยไม่มีความผิด จึงต้องยกเลิก เพื่อไม่ให้มีการทำรัฐประหาร โดยจะเขียนให้ชัดเจนว่าอำนาจที่ได้มาจากการรัฐประหาถือว่าเป็นการได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบ แต่จะไม่มีผลย้อนหลังกับคดีความที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ตัดสินไปแล้ว ส่วนคดีที่ยังไม่ตัดสินก็ให้สู้คดีกันไป และยืนยันว่าข้อเสนอให้ยุบ มาตรา 309 ไม่ได้เป็นการช่วยเหลือให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พ้นผิด แต่เจตนาคือเพื่อป้องกันไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นเท่านั้น" นายโสภณ กล่าว
   
 ข้อเสนอดังกล่าวส่วนใหญ่จะยุบหรือลดอำนาจองค์กรอิสระ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักการเมือง นายโสภณ กล่าวว่า อย่าไปมองแบบนั้น เพราะอำนาจทุกอย่างอยู่ที่ประชาชน โดยมีรัฐสภาเป็นผู้ใช้อำนาจแทน ถ้าทำอะไรไม่เหมาะสม ประชาชนก็คงจะไม่เลือกเข้ามา
   
วันเดียวกัน นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีมีการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่จะให้มีการรวมศาลปกครองและศาลรัฐธรรมนูญ เป็นแผนกในศาลฎีกา ว่า ศาลยุติธรรมไม่เคยมีความคิดที่จะเอาศาลใดมารวมกับศาลยุติธรรม เป็นความคิดของฝ่ายการเมืองทั้งนั้น ในส่วนของศาลยุติธรรมก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีการประชุมครั้งสุดท้ายเมื่อศาลหลายเดือนที่ผ่านมา โดยคณะกรรมการฯได้นำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาพิจารณาถึงอำนาจของศาลว่าเรื่องใดไม่ใช่บทบาทของศาลยุติธรรม เช่น การที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดให้ ประธานศาลฎีกา เป็นกรรมการสรรหา กรรมการในองค์กรอิสระตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง และการให้ศาลยุติธรรมตัดสินหรือชี้มูลข้อพิพาททางการเมือง เพราะหากศาลตัดสินไปทางใด ก็จะมีการมองว่าเข้าข้างอีกฝ่าย เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ศาลทำหน้าที่ดังกล่าวชั่วคราวเท่านั้น
   
"ศาลยุติธรรมคงต้องรอดูการทำประชามติและฟังประเด็นจากฝ่ายการเมืองว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรมอย่างไรบ้าง หลังจากนั้นคณะกรรมการติดตามการแก้ไขรัฐธรรมนูญของศาลยุติธรรม ที่มีนายสมศักดิ์ จันทรา รองประธานศาลฎีกา  เป็นประธานจึงจะกลับมาประชุมอีกครั้งว่าจะเสนอความเห็นใดเพิ่มเติมจากที่ข้อสรุปเบื้องต้นดังที่กล่าวไปหรือไม่ เพื่อที่จะให้การทำงานของศาลยุติธรรมมีเสถียรภาพมั่นคง" โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว
   
ขณะที่ นายไพโรจน์ มินเด็น โฆษกศาลปกครอง กล่าวปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยกล่าวเพียงสั้นๆว่า เป็นเรื่องสำคัญที่ศาลปกครองคิดว่าควรจะต้องทำอย่างไร ยังไม่สามารถตอบได้ในตอนนี้
   
ที่พรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ผลการสัมมนาพรรคเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ชัดเจนว่าพรรคเห็นพ้องให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สิ่งที่จะทำต่อจากนี้ คือ คณะทำงานศึกษาข้อกฎหมายและแนวทางการทำประชามติ ที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ก็จะนำแนวทางที่ได้ไว้จากการสัมมนา คือ การให้คณะรัฐศาสตร์- นิติศาสตร์ ในสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของรัฐ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปศึกษาเรื่องดังกล่าวไม่เกิน 45-60 วัน ก็เป็นหน้าที่ของคณะทำงานทำหน้าที่ไปหารือเพื่อมีข้อสรุปออกมา
   
เมื่อถามว่า หากคณาจารย์หรือสถาบันเหล่านี้ไม่ตอบรับข้อเสนอจากฝ่ายการเมือง เพราะอาจกังวลจะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่เราเสนอแล้วนี้ เพราะสถาบันการศึกษามีความเป็นกลางมากที่สุด หากไม่ตอบรับ แสดงว่าต้องมีปัญหาอะไรแล้ว ไม่ได้เป็นการดึงสถาบันมาเป็นเครื่องมือการเมือง หากเกิดแบบนี้จริง อาจต้องมาหาสถาบันอื่นๆ อาทิ สถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยฮอวเวิรด์ก็ได้ ถัาเป็นไปได้


ที่มา.สยามรัฐ
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

โอกาสใหม่ !!?


คอลัมน์ เรื่องราวกับความคิด
ในช่วงปีที่ผ่านมา พื้นที่ตรงนี้กล่าวถึงความเคลื่อนไหวสำคัญ ๆ ธุรกิจใหญ่ของไทยอย่างต่อเนื่อง คงไม่เพียงเป็นภาพสะท้อนบทบาทหนังสือพิมพ์ธุรกิจ ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่านอยู่ในเมืองใหญ่ และมีความสัมพันธ์กับธุรกิจใหญ่มากเป็นพิเศษ

หากให้ภาพรวมและทิศทางความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ หากนำภาพแต่ละชิ้นส่วนสำคัญมาปะต่อปะต่อ ย่อมให้ภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ถือเป็นบทเรียนทั่วไปของสังคมธุรกิจไทยทีซีซี

จาก Blog ของผม ผู้อ่านให้ความสนใจกรณี Pepsi Co. กับเสริมสุขมากเป็นพิเศษ เป็นจุดเริ่มต้นไปถึงความเคลื่อนไหวของกลุ่มไทยเจริญ หรือทีซีซี ตามยุทธศาสตร์ใหญ่เข้าสู่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ เป็นความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เป็นกระบวน จากเมืองไทยออกสู่ระดับภูมิภาคอย่างจริงจัง


 

เมื่อเดือนกรกฎาคม 2555 ไทยเบฟฯ (บริษัทแกนของกลุ่มทีซีซี ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นสิงคโปร์) ได้เข้าซื้อหุ้นประมาณ 24% ของ Fraser and Neave แห่งสิงคโปร์ ถือเป็นดีลใหญ่ด้วยมูลค่าเกือบหนึ่งแสนล้านบาท ต่อมา (ตุลาคม 2555) ไทยเบฟฯและตัวแทนสามารถครอบครองหุ้นได้เพิ่มเป็น 32% แม้ว่าการเข้าครอบงำอย่างเบ็ดเสร็จ เชื่อว่าต้องใช้เวลาอีกพอสมควร

Fraser and Neave หรือ F&N ธุรกิจเก่าแก่ของสิงคโปร์ กิจการรายใหญ่ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายกับกลุ่มไทยเจริญ หรือทีซีซี และมีอีกบางสิ่งบางอย่างที่ไทยเบฟฯอยากจะเป็น F&N มีธุรกิจที่สำคัญอย่างน้อยสองประเภท เหมือนกลุ่มทีซีซี คือเบียร์ (ต่อมาขายให้ Heineken) และอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่มีธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มที่เข้มแข็งมากกว่าที่ไทยเบฟฯมีที่สำคัญเชื่อว่ามีความหมายสำหรับทีซีซีอย่างมาก F&N มีฐานะเป็นธุรกิจระดับภูมิภาค มากด้วยประสบการณ์และบทเรียนในการขยายฐานธุรกิจในหลายประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ปรากฏการณ์ครั้งสำคัญถือเดิมพันครั้งใหญ่ของไทยเบฟฯ กลุ่มทีซีซี และเจริญ สิริวัฒนภักดี เชื่อว่ามีมิติเกี่ยวข้องกับอนาคตธุรกิจไทยโดยรวมด้วย

เป็นการตัดสินใจอย่างห้าวหาญของผู้ประกอบการไทย ก้าวพ้นจากธุรกิจสัมปทานในระบบอุปถัมภ์รายสุดท้าย จากธุรกิจที่มีการแข่งขันน้อยรายในธุรกิจ

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสังคมไทย ก้าวไปอีกขั้นสู่ธุรกิจระดับภูมิภาค แม้ว่ายุทธศาสตร์ใหม่มิได้จากแรงบันดาลใจอย่างเดียว หากมาจากแรงบีบคั้นของสถานการณ์ใหม่ด้วยขยายอาณาจักรธุรกิจอย่างต่อเนื่องให้มีขนาดที่มีอิทธิพลต่อตลาด สู่กิจการที่มีความต่อเนื่องอย่างหลากหลาย เป็นการจัดการ Portfolio อย่างสมดุล และกระจายความเสี่ยง

แสวงหาโอกาสที่มากกว่าประเทศไทย หากเข้าครอบงำ F&N สำเร็จ ฐานธุรกิจของไทยเบฟฯในสิงคโปร์จะกลายเป็นฐานธุรกิจใหม่ที่มีขนาดใหญ่เท่า ๆ กับฐานในเมืองไทย ถือเป็นการวางยุทธศาสตร์คู่ขนานอย่างน่าสนใจ

เป็นบทเรียนของการเตรียมตัวเข้าสู่เกมและโอกาสใหม่ของภูมิภาคที่กำลังหลอมรวมทางเศรษฐกิจมากขึ้นในไม่กี่ปีข้างหน้า ถือเป็นหัวกระบวนของความเคลื่อนไหวของธุรกิจไทย ซึ่งเชื่อว่าจะมีมากขึ้นในรูปแบบหลากหลายมากขึ้น ธุรกิจขนาดกลางและเล็กก็เรียนรู้เป็นบทเรียนอ้างอิงได้เช่นกัน

เอสซีจี

เครือซิเมนต์ไทยมีการลงทุนในระดับภูมิภาคมานานแล้ว แม้ว่ามีปัญหาในช่วงวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดมากพอสมควร แต่เมื่อผ่านพ้น ค่อย ๆ ขยายการลงทุนใหม่ ขยายเครือข่ายธุรกิจอีกครั้ง ดำเนินไปอย่างเป็นจังหวะ ดูเหมือนมิได้เร่งรีบนัก
แต่ดีลครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย

ปีที่แล้ว ไม่ถือเป็นดีลใหญ่ หากควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ คือกรณีเอสซีจีเข้าถือหุ้นในเครือข่ายจัดจำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้าง-โกลบอลเฮาส์

"การลงทุนในกิจการศูนย์จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างแบบครบวงจร ซึ่งมีไม่ถึง 20 สาขา ด้วยใช้เงินมากกว่า 500 ล้านบาทต่อสาขา โดยเป็นเจ้าของเพียงเสี้ยวเดียว (ประมาณ 30%)" ปรากฏการณ์นี้มีความหมายมากทีเดียว

เอสซีจีกำลังปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ธุรกิจที่ว่าด้วยความสัมพันธ์กับลูกค้า หลังจากเชื่อมั่นระบบตัวแทนเดิม ซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในความเป็นผู้นำตลาดมามากกว่าสามทศวรรษ สู่โมเดลความหลากหลาย ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อโครงสร้างเดิม ระบบตัวแทนจำหน่ายเดิมพอสมควร

มองตลาดภูมิภาค มุมมองที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นจริง โดยขยายฐานจากภาคอีสานของไทยออกสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นแผนที่มีรายละเอียดลงลึก จากมุมมองและข้อมูลที่ว่าด้วยการเติบโตและภูมิศาสตร์ของภาคอีสาน ที่มีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเติบโต โกลบอลเฮาส์เกิดขึ้นที่ภาคอีสานและมีเครือข่ายภาคอีสานมากที่สุด

เป็นความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจศตวรรษกับธุรกิจโนเนมที่เกิดขึ้นเพียงทศวรรษเดียว ถือเป็นความสัมพันธ์พิเศษครั้งแรกที่เกิดขึ้นในสังคมธุรกิจไทย โดยเฉพาะกับเอสซีจี นอกจากนั้นยังสะท้อนโอกาสใหม่ของผู้คนหน้าใหม่ ๆ บทสรุปในข้อความท่อนเล็ก ๆ นี้

ยังรวมถึงโอกาสใหม่ของนักลงทุนที่ซ่อนตัวอย่างเงียบ ๆ ในระบบเศรษฐกิจที่เป็นจริง ขยายตัวไปขอบเขตจากกรุงเทพฯสู่หัวเมืองในภูธรและนักลงทุนในตลาดหุ้นอีกจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าจากปีนี้เป็นต้นไป โฉมหน้าของผู้คนเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นมากขึ้น สร้างความงุนงงกับผู้ร่ำรวยเดิมมากขึ้น

ซีพี

ดีลครั้งใหญ่ในจีนแผ่นดินใหญ่ ด้วยเข้าถือหุ้นบางส่วนแทน HSBC ใน Ping An insurance เป็นกรณีควรพิจารณาด้วยมุมมองเกี่ยวกับซีพีแตกต่างออกไป

มุมมองเดิมซีพีเข้าสู่ธุรกิจพื้นฐานอย่างค่อยเป็นค่อยไป สร้างเกษตรครบวงจร (เพื่อเป็นพื้นฐานสู่ธุรกิจอาหาร) อย่างเป็นระบบตั้งแต่ 4 ทศวรรษแล้ว จากนั้นจึงเข้าสู่ธุรกิจสื่อสารและมีเดียเพียงทศวรรษเศษ ๆ มานี้ ถือเป็นเวลาใกล้เคียงกับธุรกิจค้าปลีก โดยภาพรวมพัฒนาการของซีพีมีจังหวะก้าวที่สอดคล้องกับความเป็นไปของสังคมไทย ซีพีกำลังจะก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการสร้างเครือข่ายธุรกิจใหม่อย่างไม่เคยทำมาก่อน และเป็นการก้าวเข้าสู่อย่างรวบรัด เป็นคำถามพื้นฐานที่ยังไม่มีคำตอบซีพีได้ชื่อว่าเป็นนักลงทุนต่างชาติ

รายแรก ๆ ที่เข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่ยุคใหม่ ซึ่งความจริงมีมากกว่านั้น ตำนานซีพีกับจีนมีมานานมากกว่านั้น ตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลก ว่าไปแล้วโอกาสที่เกิดขึ้นอย่างมากมายของซีพีในช่วง 3-4 ทศวรรษที่ผ่ายมาถึงปัจจุบัน ล้วนมีประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนเจือปนอยู่

ซีพีมีธุรกิจในจีนอย่างเป็นปึกแผ่นมากที่สุด สำหรับกิจการในต่างประเทศ พิจารณาอย่างคร่าว ๆ โครงสร้างและกลุ่มธุรกิจดูคล้าย ๆ กับเมืองไทย ในบางช่วงบางเวลาที่โอกาสในเมืองไทยเป็นไปอย่างจำกัด ซีพีก็ทุ่มเทการลงทุนในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับเมื่อใดก็ตามที่โอกาสในเมืองไทยมีมากกว่า ซีพีก็หันกลับมาทุ่มเทในเมืองไทย

สถานการณ์ปัจจุบันกำลังเป็นไปตามกระสวน (pattern) นี้อีกแล้วหรือ ?

จากข้อเท็จจริงที่ว่าซีพีถือหุ้นข้างน้อยอย่างมีน้ำหนักในธุรกิจประกันและการเงินของจีน ซึ่งไม่มีอำนาจในการบริหารโดยตรง มุมมองเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ซีพีย่อมโน้มเอียงเพียงเพื่อการลงทุน มองโอกาสในจีนแผ่นดินใหญ่เช่นเดียวกับ

นักลงทุนระดับโลกทั่วไป อ้างอิงเศรษฐกิจที่เติบโตในจีนอย่างต่อเนื่องมานับทศวรรษ ที่สำคัญโอกาสอื่น ๆ ของซีพีอาจมีมากกว่าที่คาดไว้ ในฐานะจีนแผ่นดินใหญ่เป็นระบบเศรษฐกิจศูนย์กลางใหม่ที่ทรงพลังมากขึ้น ๆ ของโลก

สายสัมพันธ์กับจีนแผ่นดินใหญ่ของซีพีได้ขยายจินตนาการไปมากกว่าเดิม จากธุรกิจเกษตรครบวงจรกับผู้บริโภคชาจีนที่กระจัดกระจายเป็นหย่อม ๆ ในแผ่นดินอันกว้างใหญ่ จากธุรกิจค้าปลีกกับผู้บริโภคในเมืองใหญ่เท่านั้น สู่สายสัมพันธ์ใหม่ ความสัมพันธ์กับผู้บริโภคชาวจีนเป็นกลุ่มก้อนและลงลึกมากที่สุด อยู่ที่ว่าซีพีจะมีจินตนาการบรรเจิดเชื่อมโยงสายสัมพันธ์สู่ธุรกิจใหม่ได้หรือไม่

หรือคิดง่าย ๆ เพียงในฐานะนักลงทุน ซึ่งใคร ๆ แสวงหาโอกาสที่เหมาะกับตัวเองได้

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

บวงสรวง พระยาพิชัยดาบหัก.



ที่ลานอนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก จังหวัดอุตรดิตถ์ นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน ผู้ว่าฯจ.อุตรดิตถ์ พร้อมส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตระกูลลูกหลานพระยาพิชัยดาบหัก นำพวงมาลาดอกไม้สดถวายสักการะอนุสาวรีย์ท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก พร้อมทั้งประกอบพิธีสงฆ์และพิธีพราหมณ์ตามประเพณีโบราณ ที่สืบทอดกันมาเป็นประจำทุกปี มีการสักการะ บวงสรวงและพระสงฆ์เจริญประกอบพิธีทางพุทธศาสนา ทั้งอนุสาวรีย์พระยาพิชัยดาบหัก ศาลหลักเมือง ประภูมิเจ้าที่ เพื่ออำนวยอวยพรให้ประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ และ ประเทศเทศชาติร่วมเย็นเป็นสุข รอดพ้นจากภัยพิบัติต่างๆและให้คนรุ่นใหม่ได้รับทราบถึงเกียรติประวัติ และรักที่จะทำดี สร้างประโยชน์ให้บ้านเกิดเมืองนอน

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า เมื่อครั้นวันที่ 7 มกราคม 2316 ซึ่งเป็นวันที่พระยาพิชัยทหารเอกพระเจ้าตากสินมหาราชได้ต่อสู้กับกองทัพพม่าจนดาบหัก จึงได้รับสมญา-นามว่า"พระยาพิชัยดาบหัก" และเป็นประเพณีสืบทอดมาแต่โบราณทุกวันที่ 7 มกราคม ชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ลูกหลานท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหักจัดเตรียมบวงสรวงดวงวิญญาณพระยาพิชัยชัยดาบหัก ที่อนุสาวรีย์หน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อเทิดเกียรติและรำลึกถึงวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของพระยาพิชัยดาบหัก ที่มีความกล้าหาญ เสียสละ รักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศชาติให้ยืนยงจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ชาวอุตรดิตถ์และบุคคลทั่วไปทราบถึงประวัติของจังหวัดอุตรดิตถ์และเหตุการณ์สำคัญๆ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่นและที่สำคัญที่สุดคือ เพื่อให้ได้มีโอกาสสักการะแสดงออกซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อท่านพ่อพระยาพิชัยดาบหัก

ทั้งนี้จังหวัดอุตรดิตถ์ ยังกำหนดให้ทุกวันที่ 7 มกราคม ของทุกปีเป็นวันเริ่มต้นและพิธีเปิดงาน พระยาพิชัยดาบหักและงานกาชาด ประจำปี ไปจนถึงวันที่ 16 มกราคม ของทุกปี เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในจังหวัดอุตรดิตถ์ ให้เกิดรายได้เข้าจังหวัดมากขึ้น เพื่อเป็นการจัดงานกาชาดประจำจังหวัดเพื่อหารายได้นำไปช่วยการกุศลและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ของจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อให้กลุ่มอาชีพต่างๆ ของจังหวัดอุตรดิตถ์ได้จัดแสดง และจำหน่ายสินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ เพื่อเผยแพร่ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสร้างรายได้ให้กับประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และเพื่อให้ประชาชนชาวจังหวัดอุตรดิตถ์ ได้ซื้อสินค้าราคาถูก และได้พักผ่อนหย่อนใจ สนุกสนานกับมหรสพที่เป็นที่นิยมของทุกเพศทุกวัย โดยจัดขึ้นที่สนามกีฬาพิชัยดาบหักหน้าศาลากลางจังหวัดอุตรดิตถ์


ที่มา.เนชั่น
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++