โดย กฤษณ์ วงศ์วิเศษธร (นักศึกษาปริญญาโท สาขากฎหมายมหาชน)
“ความยุติธรรม คือเจตจำนงอันแน่วแน่ตลอดกาลที่จะให้แก่ทุกคนในส่วนที่เขาควรจะได้”
- Corpus Iuris Civilis -
บทนำ
ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ประเด็นหนึ่งที่กลุ่มคนเสื้อแดงหยิบยกขึ้นมาในการต่อสู้ครั้งนี้คือ ปัญหาทางชนชั้น ระหว่างกลุ่มคนที่เรียกว่า “ไพร่” และ กลุ่มคนที่เรียกว่า “อำมาตย์”
ไม่ว่าทั้งสองคำจะมีการตีความไปในนัยใดก็ตาม แต่เราก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ว่า คำว่า “ไพร่” นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนกลุ่มคนธรรมดาที่ไม่ได้มีฐานดีอะไร บ้างก็เรียกว่า “รากหญ้า” บ้างก็เรียกคนยากจน ในขณะที่สังคมเมืองค่อนไปทางกลุ่มที่เรียกว่า “อำมาตย์” กล่าวคือ เป็นผู้มีการศึกษา มีฐานะตั้งแต่ระดับกลางจนไปถึงมีเกียรติยศ มีชื่อเสียงทางสังคม หรืออาจรวมถึงกลุ่มคนผู้มีอำนาจพิเศษภายใต้ระบบอุปถัมภ์
ดูเหมือนว่า ปัญหาความแตกต่างระหว่างชนชั้น จะมีแกนกลางอยู่ที่ฐานะ และอำนาจทางสังคมที่แตกต่างกัน ในเชิงความแตกต่างด้านฐานะนั้น กลายเป็นมูลฐานสำคัญที่สุดที่นำไปสู่ความแตกต่างด้านอำนาจเหนือของสังคมด้วย เช่น คนที่มีฐานะดีกว่า ย่อมมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการ และย่อมมีอำนาจต่อรองดีกว่า คนที่ฐานะด้อยกว่าและเป็นลูกจ้าง หรือ ผู้ที่มีฐานะทางการเงินที่ดี สนับสนุนพรรคการเมือง และมีโอกาสเข้าดำรงตำแหน่งสำคัญในทางการเมือง ย่อมมีอำนาจเหนือการผู้ที่มิได้มีโอกาสดีเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า กลุ่มคนที่มีฐานะดีกว่า หรือมีอำนาจเหนือกว่า กลับกลายเป็นคนที่มีจำนวนน้อยกว่า บุคคลทั่วๆไปในสังคม หรืออาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า คนรวยในสังคมมีจำนวนมากกว่าคนจนในสังคม และคนที่มีอำนาจในสังคมแค่ไม่กี่คน กลับมีอำนาจมากมายในการชี้นำการปกครองคนจำนวนมาก
การจัดการปัญหาเหล่านี้ ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร และยังไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ เพราะดูเหมือนว่าคนที่มีฐานะทางการเงินดีมาก ก็จะย่อมมีโอกาสเข้าสู่อำนาจมาก เมื่อมีอำนาจมาก ก็นำมาสู่ฐานะทางการเงินที่ดีมากขึ้นเรื่อยๆอย่างเป็นวัฏจักร ปัญหาเหล่านี้เป็นปัญหาที่มีลักษณะสากลคือ ลักษณะทั่วไป(General) ที่เกิดในหลายสังคม ในหลายประเทศคล้ายคลึงกัน
สำหรับประเทศไทยในห้วงเวลานี้ การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปโดยการนำของนายอานันท์ ปัญยารชุน และนายแพทย์ประเวศ วะสี ได้มุ่งพิจารณาประเด็นความปรองดองของคนในสังคม เพื่อการประสานรอยร้าว และปมความขัดแย้งต่างๆของสังคม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือความแตกต่างทางสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า ทั้งนายอานันท์ และนายแพทย์ประเวส ก็ล้วนแล้วแต่เป็นกลุ่มคนที่อาจเรียกได้ว่าเป็นคนที่มีฐานะดีทั้งทางสังคมและทางเศรษฐกิจ จนหลายฝ่ายต่างพากันตั้งข้อสังเกตว่า ภายใต้การนำของบุคคลทั้งสองนี้ จะเข้าถึงปัญหาความแตกต่างทางฐานะของบุคคลได้จริงหรือ? และดูเหมือนว่า คณะกรรมการปฏิรูปนี้ไม่น่าจะประสบความสำเร็จได้เลย
อย่างไรก็ตาม ในเชิงกฎหมายแล้ว มีคำถามที่ว่าจะเอากฎหมายไปปฏิรูปสังคมได้อย่างไร ถูกนำเสนอมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว อย่างน้อยที่สุดก็โดย Roscoe Pound แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ซึ่งเขาเสนอว่า กฎหมายนั้นเป็นวิศวกรรมของสังคม (Social Engineering) สังคมมนุษย์นั้นเมื่อมีความรู้ในด้านกฎหมายและในด้านอื่นๆ ก็สามารถปรุงแต่งสังคมได้โดยความพยายามที่จะใช้ความรู้ที่มีอยู่มาทำให้เป็นประโยชน์และแก้ไขสังคมให้เป็นสังคมที่ดีขึ้น สังคมที่ดีและน่าอยู่คือสังคมที่มีความกลมกลืน (harmony)1 เราเรียกแนวความคิดทำนองนี้ว่า แนวคิดสังคมวิทยากฎหมาย (Sociology of Law) สำหรับในที่นี้เราจะไปศึกษาถึงแนวคิดเกี่ยวกับกฎหมายโดยสังเขปของสำนักความคิดนี้ และจะได้วิพากษ์ถึงแนวคิดปรองดองแห่งชาติในสายตาของสังคมวิทยากฎหมาย
แนวความคิดกฎหมายของสำนักสังคมวิทยากฎหมาย
สังคมวิทยากฎหมายเป็นแนวคิดคิดที่ค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างชัดเจนในปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่20 นี้นี่เอง แม้จะดูเหมือนว่าเกิดขึ้นได้ไม่นานนัก แต่ผู้ที่มีแนวคิดในการศึกษากฎหมายควบคู่กับการศึกษาสังคมคนแรกๆที่มีชื่อเสียงคือ มองเตสกิเออร์ (Montesquieu) โดยเขาอธิบายว่า “กฎหมายทั้งหลายในลักษณะที่สำคัญที่ทั่วไปคือความสัมพันธ์ที่จำเป็นจะต้องเป็นเช่นนั้นอันเกิดจากเหตุผลของเรื่อง เพราะฉะนั้นมนุษย์ก็มีกฎหมายของมนุษย์ พระเจ้าก็มีกฎหมายของพระเจ้า สัตว์ก็มีกฎหมายของสัตว์2” นอกจากนี้เขายังกล่าวไว้ในคำนำของหนังสือ จิตวิญญาณของกฎหมาย(Esprit des Lois) ในการพิมพ์ครั้งแรกว่า “จิตวิญญาณของกฎหมาย หรือความสัมพันธ์ซึ่งมักจะปรากฏตัวขึ้นระหว่างบรรดากฎหมายและรัฐธรรมนูญของทุกๆรัฐบาล, จารีต,สภาวะอากาศ, ประชากร, ศาสนา, การค้าฯลฯ3” แสดงให้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่า มองเตสกิเออร์เองก็เห็นว่า กฎหมายนั้นควรศึกษาควบคู่ไปกับปรากฏการณ์อื่นๆของสังคม และเป็นความสัมพันธ์ที่มิอาจจะแยกจากกันได้อย่างเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม เป็นที่ยอมรับว่าผู้ที่วางระบบระเบียบการศึกษากฎหมายในเชิงสังคมวิทยาหรือสังคมวิทยากฎหมายนี้คือนักคิดเรืองนามชาวเยอรมัน ชื่อ รูดอล์ฟ ฟอน เยียริ่ง (Rudolf von Jhering : 1818 - 1892) นอกจากนี้ยังมีนักคิดที่น่าสนใจอีกหลายท่านเช่น เล-อง ดูกีว์(Léon Duguit), เยียริช(Eugen Ehrlich), แมกซ์ เวเบอร์(Max Waber), หรือในภาคพื้นอเมริกาก็มี รอสโค่ พาวด์(Roscoe Pound), โฮม(O.W. Holmes), เบนจามิน คาโดโซ่(Benjamin Cardozo) นอกจากนี้ยังมีนักคิดในสมัยใหม่ที่เรียกว่า แนวคิดหลังสมัยใหม่(Post-modern) อีกหลายท่าน อาทิ เยอร์เก้น ฮาเบอร์มาส(Jürgen Habermas), มิเชล ฟูโก(Michele Foucault) เป็นต้น
สำหรับในที่นี้จะหยิบยกขึ้นมากล่าวเฉพาะนักคิดในสำนักสังคมวิทยากฎหมายบางท่านเท่านั้น
(1) รูดอล์ฟ ฟอน เยียริ่ง(Rudolf von Jhering)
เยยริ่งได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งสังคมวิทยากฎหมาย ในตอนแรกนั้น เขามุ่งศึกษาประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติศาสตร์กฎหมายโรมัน ต่อมาในงานเขียนของเขาที่ชื่อ Zweck im Recht หรือที่เรียกว่า “วัตถุประสงค์ของกฎหมาย” เยียริ่งศึกษาของการแปลงรูป (Tranforming) ของสังคมวิทยากฎหมายสู่หลักกฎหมายบริสุทธิ์ในทางทฤษฎี ตามทฤษฎีนี้กฎหมายทั้งหลายล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากเป้าประสงค์ (aim) ในการปกป้อง (defend) ผลประโยชน์ของสังคม และการปกป้องถูกทำให้มีผลโดยรัฐ ดังนั้น กฎหมายทั้งปวงมีความเกี่ยวข้องกับการควบคุมของรัฐ4 เขาแบ่งผลประโยชน์ออกเป็น 3 ประเภทคือ ผลประโยชน์ของปัจเจกชน, ผลประโยชน์ของรัฐ และผลประโยชน์ของสังคม และเพื่อให้ผลประโยชน์ทั้งสามกลมกลืนกัน เยยริ่งได้เสนอ หลักการคัดง้างตัวของสังคมเกิดจากการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวและการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม การดำรงอยู่ของสังคม ต้องมีเครื่องมือคัดง้างอันเหมาะสมได้แก่ การได้สิ่งตอบแทน, การข่มขู่ลงโทษ, หน้าที่และความรัก เราต้องผสมผสานมูลเหตุจูงใจทั้งหลายเหล่านี้เข้าด้วยกันเพื่อความสงบสุขของสังคม
(2) รอสโค่ พาวด์(Roscoe Pound)
Pound เสนอแนวคิดที่เรียกว่า นิติศาสตร์ทางสังคมวิทยา (Sociological Jurisprudence) เขาเห็นว่าสังคมมีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกฎหมายที่ปรับผลประโยชน์ที่ขัดกันในสังคมเหล่านั้นให้สมดุลจนอยู่ด้วยกันได้ด้วยดี กฎหมายเหมือนเครื่องจักรและนักกฎหมายเองคือวิศวกรสังคม (Social Engineer) นอกจากนี้ Pound ยังกล่าวอีกว่า การที่นักกฎหมายจะเป็นวิศวกรสังคมที่ดี จะรู้แต่วิชานิติศาสตร์ไม่ได้ เขาเรียกร้องให้นักกฎหมายจำต้องศึกษาข้อเท็จจริงในฐานปรากฏการณ์ทางสังคมด้วย ดังนั้น Pound จึงเสนอให้ทฤษฎีศึกษาเรื่องผลประโยชน์(Doctrine of Interest)ในสังคม โดยเขาแยกผลประโยชน์ในสังคมออกเป็น 3 ประเภท คือ5
ประเภทแรก ผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคล (Individual Interest) คือ ข้อเรียกร้อง, ความต้องการ, ความปรารถนา และความคาดหมายในการดำรงชีวิตของปัจเจกชน (individual) ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ด้านบุคลิกภาพส่วนตัว ความสัมพันธ์ทางครอบครัว สิทธิและเสรีภาพในนามส่วนตัว
ประการที่สอง ผลประโยชน์ของมหาชน (Public Interest) คือ ข้อเรียกร้อง, ความต้องการหรือความปรารถนาที่ปัจเจกชนยึดมั่นอันเกี่ยวพันหรือเกิดจากจุดยืนในการดำรงชีวิตที่เกี่ยวกับการเมือง (Political lift) อันได้แก่ผลประโยชน์ของรัฐในฐานะที่เป็นบุคคล ที่จะครอบครองหรือเวนคืนทรัพย์สิน รวมทั้งผลประโยชน์ของรัฐในฐานะผู้พิทักษ์ปกป้องผลประโยชน์ของสังคม
ประการที่สาม ผลประโยชน์ของสังคม (Social Interest) คือ ข้อเรียกร้อง, ความต้องการ หรือความปรารถนาที่พิจารณาจากแง่ความคาดหมายในการดำรงชีวิตทางสังคม อันรวมถึงผลประโยชน์ในแง่ความปลอดภัย ในแง่เศรษฐกิจ การเมือง หรือศีลธรรมและกฎหมาย
เมื่อศึกษาเรื่องผลประโยชน์แล้ว เพื่อจะทำ Social Engineering ได้ดีในฐานะ Social Engineer คือ การปรับสังคมที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันให้ลงรอยปรองดอง เพราะฉะนั้น Pound จึงเสนอให้ศึกษาผลประโยชน์ ว่าถ้าศึกษาผลประโยชน์ให้เข้าใจดีแล้วว่ามีกี่ประเภท เรียงลำดับความสำคัญได้อย่างไร หากมีปัญหาความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ เราก็สามารถปรับให้ผลประโยชน์กลมกลืนกัน6
อย่างไรก็ตาม ความคิดเรื่องของผลประโยชน์ของ Pound ก็ยังมีข้อบกพร่องอยู่ คือ ประการแรก Pound ไม่อาจพัฒนาทฤษฎีเรื่องผลประโยชน์ของเขาได้ และก็ไม่มีความแน่นอนชัดเจนว่าผลประโยชน์หลายๆเรื่องที่เกิดขึ้นใหม่จะอยู่ในประเภทใด ประการต่อมา แนวคิดของ Pound ที่ว่าให้ศึกษาผลประโยชน์ แล้วจึงออกกฎหมายมารับรองและแก้ปัญหาการขัดกันของประโยชน์เหล่านั้น เขาลืมไปว่าผลประโยชน์บางเรื่องก็เกิดจากการก่อตั้งของกฎหมาย อาทิ เช่น เรื่องสวัสดิการสังคม7 ประการที่สาม เป็นที่ยอมรับกันว่า กระบวนการนิติบัญญัติสมัยใหม่ การออกกฎหมายจะต้องผ่านรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ทำหน้าที่ขับเคลื่อนกระบวนการออกกฎหมาย และบุคคลเหล่านี้มีผลประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้น การออกกฎหมายภายใต้กรอบความคิดของประโยชน์ฝ่ายตน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากที่กฎหมายจะออกมาเพื่อประโยชน์ของสังคมอย่างแม้จริง ตรงนี้เองที่อาจทำให้ความคิดของ Pound อาจเป็นไปได้ในเชิงอุดมคติ แต่อาจเป็นไปได้ยากยิ่งในสังคมปัจจุบัน
(3) เล-อง ดูกีว์ (Léon Duguit)
ดูกีว์ เป็นนักนิติศาสตร์ชาวฝรั่งเศสแห่งคณะนิติศาสตร์บอร์กโดซ์(Bordeaux) หรือบางคนเรียกว่าสำนักบริการสาธารณะ สำหรับแนวคิดของดูกีว์นั้นได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของเอมิว เดอร์ไคม์(Émile Durkheim) ซึ่งเน้นเรื่องความสมานฉันท์ของสังคมผ่านการแบ่งแยกแรงงาน โดยดูกีว์ก็ได้เสนอเรื่อง “ความสมานฉันท์ของสังคม”(Social Solidarity) ซึ่งเขากล่าวว่า เมื่อกล่าวถึงกฎหมาย เราจะกล่าวถึงในฐานะที่เป็นเรื่องส่วนเอกชนอย่างเดียวมิได้ กฎหมายนั้น แท้จริงเป็นเรื่องของสังคม8 หรือก็คือความสมานฉันท์ของสังคม นอกจากนี้เขายังปฏิเสธด้วยว่า แต่ละคนนั้นไม่ได้มีสิทธิในฐานะเอกชน แต่ว่ามีสิทธิในฐานะที่เป็นหน้าที่ของตนเท่านั้น ดังนั้น กฎหมายในความคิดของดูกีว์ คือ ระบบของหน้าที่ไม่ใช่ระบบของสิทธิและถ้าคนจะมีสิทธิใดก็ตาม สิทธิอันนั้นแท้จริงแล้วก็คือสิทธิที่จะทำตามหน้าที่ของตนเท่านั้น9
กล่าวโดยสรุป จะเห็นได้ว่า แนวคิดของสังคมวิทยากฎหมาย มุ่งศึกษากฎหมายควบคู่กับการศึกษาปรากฏการณ์ทางสังคมในฐานะที่กฎหมายเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์ทางสังคมเช่นเดียวกัน ความคิดอันนี้นี่เองที่ทำให้สำนักความคิดสังคมวิทยากฎหมายแตกต่างอย่างเด่นชัดจากสำนักปฏิฐานนิยมกฎหมาย(Positivism) กล่าวคือ สำนักปฏิฐานนิยมกฎหมายเห็นว่าควรแยกกฎหมายออกจากสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่กฎหมายเพื่อให้เกิดความเป็นกฎหมายอันบริสุทธิ์ (Pure Law) ปราศจากซึ่งการเมือง อำนาจ หรือคุณค่าใดๆทั้งสิ้น การคิดคำนึงว่ากฎหมายจะดีหรือเลว ไม่ใช่หน้าที่ของนักกฎหมาย ในขณะที่การศึกษา
กฎหมายในแง่มุมของสำนักสังคมวิทยากฎหมาย กลับเน้นที่การศึกษาข้อเท็จจริงของสังคม คุณค่าของสิ่งต่างๆควบคู่ไปกับการศึกษาวิชานิติศาสตร์หรือการศึกษาตัวบทกฎหมาย เยยริ่งเห็นว่ากฎหมายคือ ผลรวมแห่งเหล่าเงื่อนไขของชีวิตทางสังคมในความหมายกว้างที่สุด ซึ่งได้รับการประกันคุ้มครองโดยอำนาจของรัฐผ่านวิถีทางบังคับคุมคุมนอกร่างกาย10
ในแง่ของหน้าที่(Function) และวิธีศึกษา ของสำนักสังคมวิทยากฎหมาย เราจึงอาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า “กฎหมาย คือ ข้อเท็จจริงอันเป็นปรากฏการณ์หนึ่งของสังคม ที่ปรากฏตัวขึ้นหรือมีเพื่อการประสมประสาน ต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆในสังคมให้เกิดความสงบสุข”
สังคมวิทยากฎหมายกับความปรองดองในสังคม
ตามที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นว่า รัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาความไม่ลงรอยของสังคม โดยพุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนต่างๆ ทั้งสื่อ ทั้งฝ่ายพันธมิตร(เสื้อเหลือง) ทั้งฝ่ายนปช.(เสื้อแดง) รวมทั้งฝ่ายต่างๆ ดูเหมือนว่าเป็นแนวทางที่ดี หรืออีกนัยหนึ่งคือฟังแล้วดูดี แต่หากในมุมมองของสังคมวิทยากฎหมายแล้ว การผสานรอยร้าวของกลุ่มต่างๆในขณะนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่กฎหมายและนักกฎหมายจำต้องเข้ามามีบทบาท อย่างที่ Pound กล่าวว่า นักกฎหมายเป็นวิศวกรของสังคม (Social Engineer) ลำพังคณะกรรมการปฏิรูปที่มิได้มีอำนาจใดเลยในทางกฎหมาย ก็คงมิขับเคลื่อนกระบวนการแก้ปัญหาสังคมได้อย่างที่มุ่งหวังไว้ อย่างไรตาม ปัญหาเรื่องความปรองดองของสังคมมีข้อพิจารณาดังนี้
ประการแรก หากพิจารณาโดยปราศจากอคติแล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้นในตอนนี้ สาเหตุหลักอย่างหนึ่งเกิดจากการละเลยกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในสังคมไป หรือกดทับบุคคลเหล่านี้ด้วยค่านิยมบางอย่าง บุคคลที่ว่านี้คือคนต่างจังหวัด และคนยากจน ซึ่งเราต้องยอมรับว่าเป็นเวลาช้านานแล้วที่บุคคลเหล่านี้ถูกละเลย ไม่ว่าจะในทางนโยบายของรัฐบาลและด้านการกระจายทรัพยากรของประเทศ ดังนั้น ในการเลือกตั้งแต่ละครั้งพวกเขาจึงรู้สึกว่า หนึ่งเสียงของเขาไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรอย่างเป็นรูปธรรมต่อพวกเขาเลย ในทางกลับกัน นโยบายและทรัพยากรทั้งหลายต่างกระจุกตัวอยู่ในเมือง หากมองอย่างสังคมวิทยากฎหมายแล้ว เหล่านี้คือกลุ่มผลประโยชน์ชนิดหนึ่ง ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ถูกละเลย ในขณะที่กลุ่มผลประโยชน์อื่นๆในสังคมกลับได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เมื่อพวกเขาเหล่านี้มิอาจทนไหวจึงออกมาเรียกร้องและแสดงออกถึงความคิดเห็นเพื่อสิ่งที่ตนควรจะได้รับ
นอกจากนี้ สมควรกล่าวด้วยว่า สำหรับประเทศไทยนั้น ปัญหาเรื่องการไม่ลงรอยกันระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองอันเป็นโครงสร้างส่วนบน ตั้งแต่หลังการอภิวัฒน์ 2475 เป็นต้นมา ก็ยังคงดำรงอยู่ถึงทุกวันนี้ ความขัดแย้งดังกล่าวได้แผ่ขยายออกไปยังภาคส่วนต่างๆในสังคมด้วย ดังนั้น สิ่งแรกที่ควรจะต้องกระทำในมุมมองของสังคมวิทยากฎหมายคือ ต้องไม่ปฏิเสธที่จะรับรู้อย่างแท้จริงว่า ปัจจุบันมีกลุ่มผลประโยชน์ใดบ้างในสังคม และพยายามประสานประโยชน์ให้กลมกลืน(Harmony)กันให้ได้มากที่สุด การปฏิเสธที่จะกล่าวถึงหรือยอมรับการมีอยู่ของกลุ่มผลประโยชน์ใดกลุ่มประโยชน์หนึ่ง เป็นข้อบกพร่องอย่างมากในมุมมองสังคมวิทยากฎหมาย ดังเช่นไม่นานมานี้ มีนักกฎหมายอาวุโสผู้หนึ่งได้พูดถึงการนำสังคมวิทยากฎหมายมาใช้ในการแก้ปัญหาการทางการเมือง แต่ตัวของนักกฎหมายผู้นั้นเองกลับมองข้ามและชิงชังการมีอย่างของกลุ่มผลประโยชน์ที่เขาเรียกว่า “กลุ่มทุนนิยมการเมือง” หรือ “เผด็จการทุนนิยม” การมีอคติเช่นนี้ ในทางสังคมวิทยากฎหมายแล้ว นักกฎหมายไม่อาจจะออกแบบกฎหมายให้สอดรับประสานผลประโยชน์ได้อย่างลงตัวเลย ในการนี้ดูกีว์จึงยืนยันว่าชีวิตความเป็นไปทางสังคมควรได้รับการพิจารณาตามสภาพข้อเท็จจริงที่มันดำเนินอยู่หากเราต้องการเห็นภาพทั่วไปของสังคมอย่างถูกต้องใกล้เคียงที่สุด11 ในเรื่องนี้รศ.ดร.วรเจตน์ภาคีรัตน์เห็นว่า12
“การวิเคราะห์สภาพปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย จะต้องนำสถาบันและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองทุกกลุ่มทั้งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญและที่ไม่ปรากฏในรัฐธรรมนูญมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อพิจารณาว่าสถาบันและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหล่านั้นมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอย่างไร การกระจายผลประโยชน์ในทางการเมืองบนพื้นฐานของกติกาประชาธิปไตยควรจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่การวิเคราะห์เฉพาะนักการเมืองและพรรคการเมืองเท่านั้น ด้วยเหตุนี้หากจะวิเคราะห์สภาพสังคมวิทยาการเมืองไทยให้เป็นวิชาการจริงๆแล้ว ผู้วิเคราะห์จะต้องวิเคราะห์ปฏิสัมพันธ์ในทางการเมืองของสถาบันและกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองเหล่านี้ทั้งหมด คือ สถาบันพระมหากษัตริย์และองคมนตรี นักการเมืองและพรรคการเมือง บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา รัฐมนตรี ผู้พิพากษาตุลาการ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ทหาร ข้าราชการ พนักงานของรัฐ รวมตลอดถึงนักธุรกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชนตลอดจนกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ เพราะหากการวิเคราะห์ไม่ได้กระทำอย่างรอบด้านแล้ว ก็อาจนำไปสู่บทสรุปที่ผิดพลาดได้”
ประการที่สอง ความมุ่งหวังให้เกิดความสมานฉันท์ในสังคมภายใต้การประกาศใช้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ปฏิภาคพจน์(Paradox) เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในมุมมองของเยียริ่ง อาจเป็นไปว่าสิ่งนี้คือ สิ่งที่เขาเรียกว่า การคัดง้างตัวของสังคม กฎหมายที่ออกมาเพื่อข่มขู่ลงโทษในขณะที่การดำเนินการเพื่อสร้างความสงบสุขในสังคมกำลังดำเนินการต่อไป ในความเป็นจริงสภาพการณ์เช่นนี้อาจไม่เป็นไปตามทฤษฎีของเขา เพราะการใช้กฎหมายเพื่อข่มขู่และลงโทษออกจะเกิดเลยไปกว่าการดำเนินการที่ให้ผลในเชิงบวก การคัดง้างตัวจึงไม่อาจสำเร็จลุล่วงไปได้ แต่หากเป็นไปตามทฤษฎีผลประโยชน์ของพาวด์แล้วนั้น การใช้อำนาจตามกฎหมายกดมิให้กลุ่มผลประโยชน์ใดผลประโยชน์หนึ่งออกมาเคลื่อนไหว เรียกร้อง แสดงความปรารถนาของ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะระบบการจัดการผสมผสานประโยชน์ไม่อาจเป็นไปตามความต้องการแท้จริงของสังคม
ประการที่สาม ปัญหาความยากจน ปัญหาเรื่องชนชั้น ตลอดจนปัญหาเรื่องการแตกแยกของคนในสังคมต่างมีลักษณะที่เรียกว่าสหสัมพันธ์(Relative) กันอย่างมิอาจจะแยกออกจากกันได้ กล่าวคือ เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของคนสองกลุ่มแตกต่างกัน คนที่มีฐานะเหนือกว่าย่อมมีอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกว่า สามารถกำหนดชะตากรรมทางเศรษฐกิจของคนที่มีฐานะด้อยกว่าได้ ซึ่งปรากฏมาในรูปของการกดขี่ทางแรงงาน การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ยิ่งมีฐานะทางเศรษฐกิจดีเท่าไหร่ โอกาสในการเข้าสู่กระบวนการทางอำนาจ (เช่นการเมือง) ย่อมมีขึ้นมากเท่านั้น หรือโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีกว่า เช่น การศึกษาขั้นสูงก็จะมีมากขึ้น และเมื่อมีการศึกษาสูงขึ้น หรือเมื่อเข้าสู่อำนาจได้ก็ยิ่งหาช่องทางและโอกาสในการเพิ่มฐานะทางเศรษฐกิจให้มั่งคั่งยิ่งขึ้นเข้าไปอีก ความห่างทางสังคมและชนชั้นก็จะเพิ่มมากขึ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาการแตกแยกก็จะตามมาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ และเราต้องยอมรับว่าความแตกต่างนี้นำมาสู่ความแตกแยกของสังคมอย่างเช่นทุกวันนี้ ซึ่งในสายตาของสังคมวิทยากฎหมายแล้ว สิ่งเหล่านี้คือการไม่อาจประสานกันได้ของผลประโยชน์ต่างๆ
ในมุมมองของสังคมวิทยากฎหมาย กฎหมายต้องทำหน้าที่ประสานผลประโยชน์ของกลุ่มคนต่างๆให้เข้ากัน เพื่อความกลมกลืนของสังคม นำไปสู่ความสมานฉันท์ของสังคมอย่างที่ ดูกีว์คาดหวังไว้ ในต่างประเทศอาทิ ประเทศอังกฤษ หรือกลุ่มสแกนดิเนเวีย ได้มีชุดของกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อประสานประโยชน์และลดช่องว่างของสังคม เราเรียกว่า ชุดกฎหมายความยากจน(Poverty Law Series) ซึ่งได้แก่ กฎหมายเกี่ยวกับคนยากจน (Poor Law), กฎหมายการช่วยเหลือด้านอาหาร, กฎหมายช่วยเหลือผู้ไร้ที่อยู่อาศัย, กฎหมายสวัสดิการสังคม, กฎหมายประกันสังคม, กฎหมายเพื่อผู้อนาถา ฯลฯ จะเห็นได้ว่า แท้จริงแล้วนั้น กฎหมายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกตราขึ้นจากข้อเท็จจริงของสังคม เพื่อแก้ปัญหาของสังคม และสิ่งเหล่านี้ ในบางประเทศอาจมีความโน้มเอียงไปในทางรัฐสวัสดิการ (Welfare State) คือ รัฐเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในฐานะประสานประโยชน์ของแต่ละฝ่าย สำหรับดูกีว์นั้น สถาบันทางสังคมทั้งหมดจะต้องถูกตัดสินกันที่จุดว่ามันมีส่วนช่วยเสริมความสมานฉันท์ของสังคมได้อย่างไร รัฐนั้นมิได้มีตำแหน่งหรือฐานะเป็นบุคคลพิเศษแต่อย่างใด มิได้มีตัวตนลึกลับที่ไหนเมื่อมองตามความเป็นจริง แต่เป็นองค์การรูปหนึ่งของประชาชน ซึ่งได้รับความเชื่อถือตราบเท่าที่มันส่งเสริมความสมานฉันท์ของสังคม หากมันมิได้แสดงบทบาทนี้แล้วก็ย่อมถือว่าเป็นพันธะหน้าที่ของประชาชนที่จะต้องต่อต้านรัฐ เรื่องอำนาจอธิปไตยก็เช่นกัน มิใช่ถ้อยคำที่อ้างหรูหราและว่างเปล่า หากมีกำเนิดจากบทบาทหน้าที่การรับใช้บริการสังคมมากกว่า แท้จริงแล้วความคิดเรื่องการบริการสังคม(Public service) สมควรนำมาแทนที่ความคิดเรื่องอำนาจอธิปไตย13
บทสรุป
กล่าวโดยสรุปจะเห็นได้ว่า แนวโน้มของกฎหมายในโลกนี้ มิอาจจะผละไปได้จากการศึกษาข้อเท็จจริงอื่นๆทางสังคมควบคู่ไปด้วย แนวความคิดของสังคมวิทยากฎหมายจึงเป็นแนวคิดที่ไม่อาจจะมองข้ามไปได้ในปัจจุบัน ทั้งในการการพัฒนาสังคม การศึกษาสังคม และประสานผลประโยชน์ต่างๆอันทำให้สังคมสงบสุข กฎหมายในฐานะข้อเท็จจริงหรือปรากฏการณ์อันหนึ่งของสังคมย่อมมีหน้าที่เพื่อสิ่งเหล่านั้น
ปัญหาความยากจน ปัญหาชนชั้น และปัญหาการแตกแยกของสังคมไทย หากมองในแง่ของสังคมวิทยากฎหมายแล้ว การออกแบบกฎหมายมาเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้อาจเป็นแนวทางที่สำคัญแนวทางหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่า ผู้ที่กุมอำนาจรัฐในฐานะผู้ออกกฎหมาย ก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์หนึ่งที่สำคัญ การออกกฎหมายมาเพื่อให้ตนเองเสียประโยชน์นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากดังที่ คาร์ล มาร์กซ์ กล่าวว่า ชนชั้นใดย่อมออกกฎหมายมาเพื่อชนชั้นนั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนสุดคือร่างกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเราต้องยอมรับว่าผู้ที่เสียประโยชน์ก็คือเหล่าบรรดาผู้พิจารณาร่างกฎหมายนี้นั่นเอง ตามที่ได้กล่าวไว้แล้วว่า ยิ่งมีโอกาสเข้าสู่กระบวนการทางอำนาจซึ่งก็คือทางการเมืองมากเท่าไหร่ ความมั่งคั่งก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย การถือครองทรัพย์สินเหล่านี้ก็ย่อมที่จะมากตาม และท้ายสุดตนนั่นเองที่จะเป็นผู้เสียประโยชน์
ในท้ายที่สุด ปัญหาความแตกแยกในสังคมก็จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้มีอำนาจเองไม่ได้มีเป้าประสงค์ที่แท้จริงในการประสานกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มคนฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีหรือยากจน และกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่จะเข้ามามีอำนาจทางการเมืองหรือเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม มิหนำซ้ำการมองข้าม การพยายามกำจัดหรือทำลายกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น ย่อมไม่อาจจะให้เกิดเกิดความสมานฉันท์ขึ้นได้เลยตราบใดที่ยังคงเป็นเช่นนี้อยู่ และในท่ามกลางความบิดเบือนข้อเท็จจริงเหล่านี้ คงเป็นไปได้ยากยิ่งที่กฎหมายจะถูกออกแบบมาทำหน้าที่ประสานรอยร้าวของสังคม และนักกฎหมายก็คงมิอาจจะทำหน้าที่วิศวกรสังคมได้อย่างมุ่งหวังไว้ ข้อเท็จจริงทางสังคมที่บิดเบือนย่อมส่งผลให้กฎหมายที่ออกมาบิดเบือนตามไปด้วยนอกจากนี้ การมองข้ามกลุ่มคนด้อยฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยเลือกปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านี้อย่างไม่เป็นธรรม เสมือนพลเมืองชั้นรองของประเทศ ปิดกั้นการแสดงออกซึ่งข้อเรียกร้องของผู้คนเหล่านั้น คือการมองข้ามกลุ่มผลประโยชน์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจำนวนมากที่สุดของประเทศไป ดังนั้น ในสายตาของสังคมวิทยากฎหมาย ความปรองดองที่แม้จริงของสังคมในสภาพโดยใช้กฎเกณฑ์หรือกฎหมายเป็นเครื่องช่วยรังสรรค์ในสภาวการณ์เช่นนั้น ก็คงมิต่างอะไรกับการวิ่งวนในเขาวงกตที่กฎหมายมิอาจนำทางออกมาสู่สังคมได้อย่างแท้จริง.
----------------------------------
1. สมยศ เชื้อไทย,ทฤษฎีกฎหมายนิติปรัชญา, พิมพ์ครั้งที่ 12 แก้ไขเพิ่มเติม (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์วิญญูชน, 2552) น.145.
2. เพิ่งอ้าง, น. 138.
3.Georges Gurvitch, Sociology of Law, second impression (London : Lowe and Brydone(Printer) LTD.), P. 59.
4. Supra note 3, P. 77.
5. จรัญ โฆษณานันท์, นิติปรัชญา, พิมพ์ครั้งที่ 15 (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2550), น.255-256.
6. ปรดี เกษมทรัพย์, นิติปรัชญา, พิมพ์ครั้งที่ 6 (กรุงเทพมหานคร: โครงการตำราและวารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2546), น. 277.
7. Raymond Wacks, Understanding Jurisprudence An Introduction to Legal Theory, First Publish (New York: Oxford University Press Inc, 2005), P.201.
8. อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 1, น. 141.
9. เพิ่งอ้าง, น.142.
10. อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, น.244
11. อ้างแล้ว เชิงอรรถที่ 5, น.246.
12. วรเจตน์ ภาคีรัตน์,“จดหมายชี้แจง” โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์, www.pub-law.net
13. Léon Duguit, Law in the Modern State, (New York, Howard Fertig,1970), PP xliv,32-67 อ้างใน จรัญ โฆษณานันท์, อ้างแล้วเชิงอรรถที่ 5, น.246-247.
******************************************************************************
วันอังคารที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2553
ปรองดองแห่งชาติในสายตาสังคมวิทยากฎหมาย
สัมพันธ์ ไทย-ซาอุดิฯ
ดูๆเรื่องการสละตำแหน่งผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม จะกลายเป็นเรื่องวีรกรรมยิ่งใหญ่สำหรับวงการตำรวจไทยไปเสียแล้ว
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ชมไม่ขาดปาก
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ยกย่องเป็นตัวอย่างที่ดี
พี่น้องไทยมุสลิมที่ได้วีซ่าไปแสวงบุญก็รู้สึกซาบซึ้ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครางด้วยความโล่งใจว่าสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบียจะกลับคืนสู่สภาพปรกติได้
ผู้เขียนมองปรากฏการณ์ในเมืองไทยประเด็นนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ศรีธนญชัยชัดแจ้ง
เหตุอะไรจึงกล่าวเช่นนั้น
คำตอบคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 2 สัปดาห์แห่งการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นพยับแดด เป็นมายาภาพ ที่ฉายให้เห็นความล้มเหลว ความไร้การบริหารของงานตำรวจนั่นเอง
เทียบเคียงให้เห็นก็คือ เรื่องของจ่าเพียร แห่งจังหวัดยะลานั่นเอง
จ่าเพียรหรือ พ.ต.อ.สมเพียร หรือสุดท้ายคือ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้โด่งดังและได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของตำรวจมาก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนทำงานดี กล้าหาญ แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงเท่าที่ควร
ก็สุเทพกับอภิสิทธิ์นั่นแหละ จะเป็นใครไปเสียอีก
จนกระทั่งเขาตาย สายเสียแล้วจึงค่อยมายกย่องให้ความสำคัญกัน
พูดอย่างนี้พอจะเห็นภาพหรือยัง?
เรื่องของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม นั้นสาระอยู่ที่ว่าเขาเป็นจำเลยในคดีอาญา ต้องหาว่าร่วมกันฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และ ก.ตร. ทำบอดตาใสแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหลักคือ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
จุดมุ่งหมายก็คือ เพื่อกำราบปราบปรามคนเสื้อแดง
การแต่งตั้งแบบนี้ทางซาอุดีอาระเบียเขาไม่พอใจ เขามองว่ารัฐบาลไทยทำปากว่าตาขยิบ สัมพันธภาพระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียที่ลดลงมาเหลือขั้นอุปทูตจึงเย็นชาต่อไปอีก
ครั้นมาปีนี้ คุณสมคิดก็โชคดีได้รับการสนับสนุนให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราไม่ยี่หระหรือไม่อินังขังขอบกับความรู้สึกของซาอุฯเลย
เขาก็แสดงท่าทีให้รู้ด้วยการโยกการออกวีซ่า
พี่น้องมุสลิมของเราก็ออกมาโวยวาย เพราะกลัวจะไปแสวงบุญไม่ได้ อีกทั้งยังนึกไม่ออกว่าซาอุฯจะมีมาตรการใดออกมามากกว่านั้น ซึ่งจะเป็นผลให้ความสัมพันธ์เสื่อมลงไปอีก
ทั้งหมดนี้รัฐบาลไทยไม่เคยสำนึก
นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่เคยออกมารับความจริง (ตามวิสัยของคนทำอะไรไม่ผิด) ก.ตร. เองก็ไม่เคยสำเหนียก
ดีที่ พล.ต.ท.สมคิดเขาคิดเองเป็น
เขาก็เลยประกาศสละตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.
ทาง ก.ตร. ได้โอกาสก็มาปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้ใหม่จากผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปเป็นจเร ซึ่งจะแปลว่าเสมอตัว หรือสูงขึ้น หรือว่าจะตกต่ำลงก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็ทำให้อุปทูตซาอุฯพอใจระดับหนึ่ง
แล้วก็เลยเปิดให้มีการทำวีซาต่อตามปรกติ
ทำวีซ่าต่อตามปรกติ หมายความว่าเป็นเรื่องที่เขาให้โควตาแก่มุสลิมไทยและออกวีซ่าให้อยู่แล้ว หรือมีแผนงานจะออกให้อยู่แล้ว ก่อนที่จะมาผิดเส้นกันเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ถามว่าแล้วนี่จะเคลมเป็นผลงานของใครที่ไหน?
เป็นผลงานของนายอภิสิทธิ์ หรือ-ไม่ใช่
เป็นผลงานของนายสุเทพ หรือ-ไม่ใช่
เป็นผลงานของ ก.ตร. หรือ ก็ไม่ใช่อีก
ทั้ง 3 นามที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นผู้สร้างปัญหาขึ้นมาทั้งสิ้น และยังไม่เคยสำนึก สำเหนียก ในความที่ตนจะต้องรับผิดชอบกันเลย
พล.ต.ท.สมคิดต่างหากที่คลายปัญหานี้ ด้วยการประกาศสละตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเขาก็รับความดีส่วนนี้ไปอย่างไม่มีใครคัดง้างได้
แต่ความเป็นจำเลยและความเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาแท้จริงยังคงอยู่
แล้วสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯที่ใครบางคนโม้แบบศรีธนญชัยว่าจะดีขึ้นนั้น มันจะดีขึ้นตรงไหน
ดีขึ้นตรงมุสลิมไทยได้วีซ่าไปแสวงบุญน่ะหรือ อย่างนี้เขาเรียกว่าเท่าทุนครับท่านสารวัตร
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย. อัคนี คคนัมพร
*******************************************
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ชมไม่ขาดปาก
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ยกย่องเป็นตัวอย่างที่ดี
พี่น้องไทยมุสลิมที่ได้วีซ่าไปแสวงบุญก็รู้สึกซาบซึ้ง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครางด้วยความโล่งใจว่าสัมพันธ์ไทย-ซาอุดีอาระเบียจะกลับคืนสู่สภาพปรกติได้
ผู้เขียนมองปรากฏการณ์ในเมืองไทยประเด็นนี้ว่าเป็นปรากฏการณ์ศรีธนญชัยชัดแจ้ง
เหตุอะไรจึงกล่าวเช่นนั้น
คำตอบคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอด 2 สัปดาห์แห่งการแต่งตั้ง พล.ต.ท.สมคิด เป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นพยับแดด เป็นมายาภาพ ที่ฉายให้เห็นความล้มเหลว ความไร้การบริหารของงานตำรวจนั่นเอง
เทียบเคียงให้เห็นก็คือ เรื่องของจ่าเพียร แห่งจังหวัดยะลานั่นเอง
จ่าเพียรหรือ พ.ต.อ.สมเพียร หรือสุดท้ายคือ พล.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้โด่งดังและได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษของตำรวจมาก่อนหน้านี้ เขาเป็นคนทำงานดี กล้าหาญ แต่ไม่ได้รับการเหลียวแลจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงเท่าที่ควร
ก็สุเทพกับอภิสิทธิ์นั่นแหละ จะเป็นใครไปเสียอีก
จนกระทั่งเขาตาย สายเสียแล้วจึงค่อยมายกย่องให้ความสำคัญกัน
พูดอย่างนี้พอจะเห็นภาพหรือยัง?
เรื่องของ พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม นั้นสาระอยู่ที่ว่าเขาเป็นจำเลยในคดีอาญา ต้องหาว่าร่วมกันฆ่านักธุรกิจชาวซาอุดีอาระเบีย แต่ผู้บังคับบัญชาระดับสูง และ ก.ตร. ทำบอดตาใสแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งหลักคือ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 5
จุดมุ่งหมายก็คือ เพื่อกำราบปราบปรามคนเสื้อแดง
การแต่งตั้งแบบนี้ทางซาอุดีอาระเบียเขาไม่พอใจ เขามองว่ารัฐบาลไทยทำปากว่าตาขยิบ สัมพันธภาพระหว่างไทย-ซาอุดีอาระเบียที่ลดลงมาเหลือขั้นอุปทูตจึงเย็นชาต่อไปอีก
ครั้นมาปีนี้ คุณสมคิดก็โชคดีได้รับการสนับสนุนให้เติบโตขึ้นเป็นผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเราไม่ยี่หระหรือไม่อินังขังขอบกับความรู้สึกของซาอุฯเลย
เขาก็แสดงท่าทีให้รู้ด้วยการโยกการออกวีซ่า
พี่น้องมุสลิมของเราก็ออกมาโวยวาย เพราะกลัวจะไปแสวงบุญไม่ได้ อีกทั้งยังนึกไม่ออกว่าซาอุฯจะมีมาตรการใดออกมามากกว่านั้น ซึ่งจะเป็นผลให้ความสัมพันธ์เสื่อมลงไปอีก
ทั้งหมดนี้รัฐบาลไทยไม่เคยสำนึก
นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่เคยออกมารับความจริง (ตามวิสัยของคนทำอะไรไม่ผิด) ก.ตร. เองก็ไม่เคยสำเหนียก
ดีที่ พล.ต.ท.สมคิดเขาคิดเองเป็น
เขาก็เลยประกาศสละตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร.
ทาง ก.ตร. ได้โอกาสก็มาปรับเปลี่ยนตำแหน่งให้ใหม่จากผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปเป็นจเร ซึ่งจะแปลว่าเสมอตัว หรือสูงขึ้น หรือว่าจะตกต่ำลงก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ก็ทำให้อุปทูตซาอุฯพอใจระดับหนึ่ง
แล้วก็เลยเปิดให้มีการทำวีซาต่อตามปรกติ
ทำวีซ่าต่อตามปรกติ หมายความว่าเป็นเรื่องที่เขาให้โควตาแก่มุสลิมไทยและออกวีซ่าให้อยู่แล้ว หรือมีแผนงานจะออกให้อยู่แล้ว ก่อนที่จะมาผิดเส้นกันเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
ถามว่าแล้วนี่จะเคลมเป็นผลงานของใครที่ไหน?
เป็นผลงานของนายอภิสิทธิ์ หรือ-ไม่ใช่
เป็นผลงานของนายสุเทพ หรือ-ไม่ใช่
เป็นผลงานของ ก.ตร. หรือ ก็ไม่ใช่อีก
ทั้ง 3 นามที่กล่าวมานี้ ล้วนแต่เป็นผู้สร้างปัญหาขึ้นมาทั้งสิ้น และยังไม่เคยสำนึก สำเหนียก ในความที่ตนจะต้องรับผิดชอบกันเลย
พล.ต.ท.สมคิดต่างหากที่คลายปัญหานี้ ด้วยการประกาศสละตำแหน่ง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งเขาก็รับความดีส่วนนี้ไปอย่างไม่มีใครคัดง้างได้
แต่ความเป็นจำเลยและความเป็นต้นเหตุแห่งปัญหาแท้จริงยังคงอยู่
แล้วสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯที่ใครบางคนโม้แบบศรีธนญชัยว่าจะดีขึ้นนั้น มันจะดีขึ้นตรงไหน
ดีขึ้นตรงมุสลิมไทยได้วีซ่าไปแสวงบุญน่ะหรือ อย่างนี้เขาเรียกว่าเท่าทุนครับท่านสารวัตร
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย. อัคนี คคนัมพร
*******************************************
เตือนแบงก์ชาติ รอบคอบ..
เข็นมาตรการคุมเงินทุนตลาดบอนด์
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553 เป็น ต้นมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวด เร็วจากระดับ 32.214 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.53 มาอยู่ที่ระดับ 30.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.53 หรือแข็งค่าขึ้นราว 4.8% ภาย ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ หรือหากย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 53 พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 8.0%
ปัญหาค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งขึ้นต่อเนื่องทำให้ผลักดันมาตรการลดแรงกดดันค่าเงินบาทโดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการดูแลปัญหาการแข็งค่ามาใช้ ประกอบ ด้วย 1.อนุญาตให้นิติบุคคล ลงทุน หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทแม่ และกิจการในเครือในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมที่ให้ลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ไม่จำกัด แต่ให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และ ให้กู้ยืมแต่บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ 200 ล้านเหรียญต่อปี
2.การเปิดให้นำเงินไปซื้ออสังหาฯในต่างประเทศได้มากขึ้น จากเดิม 5 ล้าน เหรียญต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านเหรียญฯ ต่อปี 3.การเปิดให้นำเงินไปให้บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือกู้ยืมได้สะดวกขึ้น จากเดิมต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีเปลี่ยนเป็นให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้าน เหรียญต่อปี โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน และ 4.เปิดให้ฝากเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศเพิ่มเป็น 5 แสนเหรียญทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคล ธรรมดา
ขณะเดียวกัน ธปท.ยืนยันว่ามาตรการเดิมที่ธปท.ใช้ดำเนินการอยู่นั้นยังเพียงพอที่จะดูแลการไหลเข้ามายังตลาดตราสารหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการ อื่นเพิ่มเติม
“บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) กล่าวให้ความเห็นถึงกรณีที่ธปท.อาจจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ว่า มาตรการดังกล่าวอาจเป็นการควบคุมสภาพคล่องของเงินทุนที่เข้ามา ดังนั้น ธปท.จึงต้องประเมินให้ครอบคลุม เนื่อง จากอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ธปท.จะสามารถดูแลประเด็นต่างๆ ได้ ส่วนกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ย่อมส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มธุรกิจหลักในด้านการส่งออกของไทยโดยเฉพาะยานยนต์เชื่อว่าจะยังมีประสิทธิภาพที่สามารถแข่งขันได้
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเสนอแนวทางให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า (20 ต.ค.) เพื่อควบคุมการแข็งค่าของเงินบาทนั้น “บุญทักษ์” บอกว่า ถือเป็นโจทย์ที่ยากต่อการประเมินของ กนง. ซึ่งต้องควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องสามารถสร้างความสมดุลให้เงินทุนไหลเข้าเพื่อป้องกันการแข็งค่าของค่าเงินบาทมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยในเรื่องค่าเงินบาท ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าที่มาทำเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นเท่าตัว โดยในปีก่อนมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นปัจจุบันที่ 5 แสนล้านบาท โดยปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะนำมาซึ่งรายได้จากอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคาร
“บุญทักษ์” ยังมองถึงทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า อาจไม่สามารถขยายตัวได้เทียบเท่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมีปัจจัยจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาท แต่อย่างไรก็ดีภาพรวมการขยายตัวของจีดีพีทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 7% โดยในส่วนของภาคธนาคารในช่วงครึ่งปีหลังมีการฟื้นตัว ที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เพราะธนาคารมีความพร้อมในการดูแลลูกค้าที่ดีขึ้น
ขณะที่ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นมีผลใน 2 ด้าน ทั้งในส่วนของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก แต่ที่ผ่านมายังพบว่าผู้ส่งออกยังสามารถดำเนินการค้าได้อยู่ และนักท่องเที่ยวก็ยังเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
ส่วนมาตรการลดแรงกดดันค่าเงินบาทนั้น นักลงทุนก็อาจนำเงินไหลออกไปบ้าง แต่ควรที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกมากกว่า อีกทั้งการแข็งค่านั้นเกิดขึ้นสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ภาคการเงินและการคลังต้องร่วมมือกันหามาตรการที่พอจะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้
“อย่างไรก็ตาม แบงก์ไม่ลงไปเล่นค่าเงิน แค่รับมาแล้วส่งต่อไปตามลูกค้า อำนวยความสะดวกอยู่ส่วนกลาง นี่คือในส่วนของเคแบงก์ ซึ่งแต่ละแบงก์ก็มี นโยบายที่ต่างกัน ของเราไม่มีนโยบายเก็งกำไร ลูกค้าก็อยู่ที่ว่าเขายืนในฝั่งไหน คนที่ซื้อของในประเทศแล้วส่งออกรับเงินเป็นดอลลาร์ก็แย่หน่อย คนสั่งนำเข้าก็ได้เปรียบเป็นของธรรมดา” นายบัณฑูร กล่าว
ขณะที่ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวถึงแนวโน้มการออกมาตรการควบคุมเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะการออกมาตรการใดๆออกมาอาจมีผลข้างเคียงต่อการลงทุน ดังจะเห็นได้จากในอดีต ดังนั้นควรพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นเครื่องมือช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทตามที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง อาจไม่ได้ช่วยมากนัก แต่มองว่าควรใช้ประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น มานำเข้า เครื่องจักรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตดีกว่า
ส่วน 5 มาตรการของ ธปท.และกระทรวงการคลังที่ออกมา เพื่อลดแรงกดดันเงินบาทนั้น เป็นการดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากเดิม ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เป็นการขยายเพดานการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นแม้อาจไม่ได้ช่วยให้ค่าเงินบาทลดการแข็งค่าลงมากนัก
“ถือว่ายังดีกว่าที่ไม่มีมาตรการใดออกมาดูแลจากทางภาครัฐเลย เพราะมองว่าแนวโน้มค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ดี ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”
ด้านน.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการเงินการธนาคาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า โอกาสที่กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้า (20 ต.ค.) เริ่มมีน้อยลง จากที่ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยฯ เชื่อว่า การประชุม กนง.ครั้งหน้ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
กล่าวได้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบ กับคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก ก็อยู่ที่ภาครัฐจะเข้ามาดำเนินการอย่าไร โดยมีบทเรียนในอดีตถึงการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมาแล้ว
ที่มา.สยามธุรกิจ
******************************************************
นับตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2553 เป็น ต้นมา เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวด เร็วจากระดับ 32.214 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.53 มาอยู่ที่ระดับ 30.748 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 13 ก.ย.53 หรือแข็งค่าขึ้นราว 4.8% ภาย ในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษ หรือหากย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 53 พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 8.0%
ปัญหาค่าเงินบาทที่ยังคงแข็งขึ้นต่อเนื่องทำให้ผลักดันมาตรการลดแรงกดดันค่าเงินบาทโดยกระทรวงการคลัง และธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการดูแลปัญหาการแข็งค่ามาใช้ ประกอบ ด้วย 1.อนุญาตให้นิติบุคคล ลงทุน หรือให้กู้ยืมแก่บริษัทแม่ และกิจการในเครือในต่างประเทศได้ไม่จำกัดจำนวน จากเดิมที่ให้ลงทุนในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ไม่จำกัด แต่ให้กู้ยืมได้ไม่เกิน 200 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และ ให้กู้ยืมแต่บริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ 200 ล้านเหรียญต่อปี
2.การเปิดให้นำเงินไปซื้ออสังหาฯในต่างประเทศได้มากขึ้น จากเดิม 5 ล้าน เหรียญต่อปี เพิ่มเป็น 10 ล้านเหรียญฯ ต่อปี 3.การเปิดให้นำเงินไปให้บริษัทในต่างประเทศที่ไม่ใช่บริษัทในเครือกู้ยืมได้สะดวกขึ้น จากเดิมต้องขออนุญาตเป็นรายกรณีเปลี่ยนเป็นให้กู้ได้ไม่เกิน 50 ล้าน เหรียญต่อปี โดยไม่ต้องขออนุญาตก่อน และ 4.เปิดให้ฝากเงินตราต่างประเทศกับธนาคารพาณิชย์ในประเทศเพิ่มเป็น 5 แสนเหรียญทั้งที่เป็นนิติบุคคลและบุคคล ธรรมดา
ขณะเดียวกัน ธปท.ยืนยันว่ามาตรการเดิมที่ธปท.ใช้ดำเนินการอยู่นั้นยังเพียงพอที่จะดูแลการไหลเข้ามายังตลาดตราสารหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องมีมาตรการ อื่นเพิ่มเติม
“บุญทักษ์ หวังเจริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) (TMB) กล่าวให้ความเห็นถึงกรณีที่ธปท.อาจจะออกมาตรการควบคุมเงินทุนไหลเข้าในตลาดตราสารหนี้ว่า มาตรการดังกล่าวอาจเป็นการควบคุมสภาพคล่องของเงินทุนที่เข้ามา ดังนั้น ธปท.จึงต้องประเมินให้ครอบคลุม เนื่อง จากอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน
อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ธปท.จะสามารถดูแลประเด็นต่างๆ ได้ ส่วนกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ย่อมส่งผลกระทบ ต่อการส่งออกโดยเฉพาะในภาคธุรกิจ เอสเอ็มอี แต่อย่างไรก็ตามในกลุ่มธุรกิจหลักในด้านการส่งออกของไทยโดยเฉพาะยานยนต์เชื่อว่าจะยังมีประสิทธิภาพที่สามารถแข่งขันได้
ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเสนอแนวทางให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งหน้า (20 ต.ค.) เพื่อควบคุมการแข็งค่าของเงินบาทนั้น “บุญทักษ์” บอกว่า ถือเป็นโจทย์ที่ยากต่อการประเมินของ กนง. ซึ่งต้องควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันต้องสามารถสร้างความสมดุลให้เงินทุนไหลเข้าเพื่อป้องกันการแข็งค่าของค่าเงินบาทมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยในเรื่องค่าเงินบาท ส่งผลให้ปริมาณลูกค้าที่มาทำเทรดไฟแนนซ์ของธนาคารเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็นเท่าตัว โดยในปีก่อนมีปริมาณอยู่ที่ประมาณ 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นปัจจุบันที่ 5 แสนล้านบาท โดยปริมาณ ที่เพิ่มขึ้นนั้นจะนำมาซึ่งรายได้จากอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมให้แก่ธนาคาร
“บุญทักษ์” ยังมองถึงทิศทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลังว่า อาจไม่สามารถขยายตัวได้เทียบเท่าครึ่งปีแรก เนื่องจากมีปัจจัยจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและค่าเงินบาท แต่อย่างไรก็ดีภาพรวมการขยายตัวของจีดีพีทั้งปีนี้น่าจะอยู่ที่ประมาณ 7% โดยในส่วนของภาคธนาคารในช่วงครึ่งปีหลังมีการฟื้นตัว ที่ดีขึ้นกว่าช่วงครึ่งปีแรก เพราะธนาคารมีความพร้อมในการดูแลลูกค้าที่ดีขึ้น
ขณะที่ “บัณฑูร ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK ระบุว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นนั้นมีผลใน 2 ด้าน ทั้งในส่วนของผู้นำเข้าและผู้ส่งออก แต่ที่ผ่านมายังพบว่าผู้ส่งออกยังสามารถดำเนินการค้าได้อยู่ และนักท่องเที่ยวก็ยังเดินทางเข้ามาในประเทศไทย
ส่วนมาตรการลดแรงกดดันค่าเงินบาทนั้น นักลงทุนก็อาจนำเงินไหลออกไปบ้าง แต่ควรที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกลไกมากกว่า อีกทั้งการแข็งค่านั้นเกิดขึ้นสอดคล้องกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่ภาคการเงินและการคลังต้องร่วมมือกันหามาตรการที่พอจะทำให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกันได้
“อย่างไรก็ตาม แบงก์ไม่ลงไปเล่นค่าเงิน แค่รับมาแล้วส่งต่อไปตามลูกค้า อำนวยความสะดวกอยู่ส่วนกลาง นี่คือในส่วนของเคแบงก์ ซึ่งแต่ละแบงก์ก็มี นโยบายที่ต่างกัน ของเราไม่มีนโยบายเก็งกำไร ลูกค้าก็อยู่ที่ว่าเขายืนในฝั่งไหน คนที่ซื้อของในประเทศแล้วส่งออกรับเงินเป็นดอลลาร์ก็แย่หน่อย คนสั่งนำเข้าก็ได้เปรียบเป็นของธรรมดา” นายบัณฑูร กล่าว
ขณะที่ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ TDRI กล่าวถึงแนวโน้มการออกมาตรการควบคุมเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ว่า ขณะนี้ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม เพราะการออกมาตรการใดๆออกมาอาจมีผลข้างเคียงต่อการลงทุน ดังจะเห็นได้จากในอดีต ดังนั้นควรพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ในการใช้อัตราดอกเบี้ยมาเป็นเครื่องมือช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทตามที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้อง อาจไม่ได้ช่วยมากนัก แต่มองว่าควรใช้ประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น มานำเข้า เครื่องจักรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต รองรับการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอนาคตดีกว่า
ส่วน 5 มาตรการของ ธปท.และกระทรวงการคลังที่ออกมา เพื่อลดแรงกดดันเงินบาทนั้น เป็นการดำเนินมาตรการต่อเนื่องจากเดิม ซึ่งมาตรการส่วนใหญ่เป็นการขยายเพดานการนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้นแม้อาจไม่ได้ช่วยให้ค่าเงินบาทลดการแข็งค่าลงมากนัก
“ถือว่ายังดีกว่าที่ไม่มีมาตรการใดออกมาดูแลจากทางภาครัฐเลย เพราะมองว่าแนวโน้มค่าเงินบาทจะยังคงแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยมีพื้นฐานที่ดี ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”
ด้านน.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการเงินการธนาคาร บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ระบุว่า โอกาสที่กนง.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมครั้งหน้า (20 ต.ค.) เริ่มมีน้อยลง จากที่ก่อนหน้านี้ศูนย์วิจัยฯ เชื่อว่า การประชุม กนง.ครั้งหน้ามีโอกาสมากกว่า 50% ที่จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
กล่าวได้ว่า การแข็งค่าของเงินบาทนอกจากจะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาเมื่อเทียบ กับคู่แข่งแล้ว ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการของผู้ส่งออก ก็อยู่ที่ภาครัฐจะเข้ามาดำเนินการอย่าไร โดยมีบทเรียนในอดีตถึงการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศมาแล้ว
ที่มา.สยามธุรกิจ
******************************************************
บทบาทของนักกฎหมายไทยต่อการรัฐประหาร และการจัดการกับคณะรัฐประหารแบบตุรกี
โดย คุณนรินทร์ อิธิสาร
รัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นคือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนในฐานะนักเรียนกฎหมายที่พอจะได้ติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการรัฐประหารดังกล่าวอยู่บ้างเกิดความฉงนและจับต้นชนปลายไม่ถูกคือ พฤติกรรมของนักกฎหมายบางคนบางกลุ่มในประเทศไทยซึ่งหลายคนเคยเป็นครูบาอาจารย์ของผู้เขียนที่ได้มีพฤติกรรมไปในทางสนับสนุนการทำรัฐประหาร
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงตอนที่ผู้เขียนเริ่มเรียนวิชากฎหมายในปีแรกๆ ของการศึกษาในระดับปริญญาตรี อาจารย์คนหนึ่งได้พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายต้องนั่งลง” ซึ่งหากเปรียบกับการรัฐประหารเป็นเสียงปืนเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นนักกฎหมายก็ต้องนั่งลง
กรณีนี้ก็ไม่มีเหตุใดๆ ที่จะต้องไปตำหนิติเตียนหรือว่ากล่าวนักกฎหมายนั้นๆ หรือเรียกร้องให้พวกเขาเหล่านั้นออกมาดำเนินการต่อต้านการทำรัฐประหารแต่อย่างใดได้เพราะเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่จะรักชีวิตร่างกายของตน การที่จะไปเรียกร้องให้ทุกคนกระทำการต่อต้านรัฐประหาร เช่น ขับรถไปชนรถถังเพื่อต่อต้านการรัฐประหารเหมือนคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ก็ย่อมเป็นไปได้ยาก
สิ่งที่น่าผิดหวังคือนักกฎหมายของไทยบางกลุ่มเมื่อเสียงปืนดังขึ้นหรือหลังจากที่เสียงปืนได้สงบลงแล้ว นักกฎหมายบางคนบางกลุ่มไม่ได้แค่นั่งลงเฉยๆ แต่กลับเข้าไปนั่งให้ความร่วมมือช่วยเหลือเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร แล้วยังสามารถมากล่าวอ้างว่าเป็นคนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเต็มปาก
บางคนบางกลุ่มก็เป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยที่สอนหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งนักกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ต่างไปจากคนที่เอาดอกไม้ ข้าวปลาอาหาร หรือแต่งชุดยอดมนุษย์ หรือส่งสาวพริตตี้ไปเต้นให้กำลังใจผู้ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่ประการใด เพราะบุคคลเหล่านี้ก็คือกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐประหารนั่นเอง
กลุ่มนักวิชาการไทยบางกลุ่มโดยเฉพาะนักกฎหมายไทยที่เข้าไปร่วมกับคณะรัฐประหารภายหลังการล้มรัฐบาลสำเร็จแล้วไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการตรา หรือร่าง ประกาศคณะรัฐประหาร, ร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฯลฯ หรือเข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ(พิเศษ) ที่คณะรัฐประหารได้จัดตั้งขึ้นมา หรือยอมรับและรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าเป็นการกระทำของ “รัฐาธิปัตย์” โดยไม่มีปากเสียง ไม่ว่าจะเป็นด้วยข้ออ้างประการใดก็ตามการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นการสนับสนุนการทำรัฐประหารและเป็นการทำลายหลักประชาธิปไตย ซึ่งพฤติกรรมของนักกฎหมายไทยบางกลุ่มในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นประจำซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยถือเป็นเรื่องปกติ
หลายครั้งหลายคราที่เกิดการรัฐประหารและนักกฎหมายเข้าไปสนับสนุนให้การรัฐประหารนั้นดำเนินไปได้ด้วยดีโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา
เหตุผลประการหนึ่งคือ “ถ้าตนไม่เข้าไปดำเนินการต่างๆ ดังกล่าว ก็จะส่งผลให้เสียให้เกิดความเสียหายหรืออาจจะเกิดความวุ่นวายต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้” ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ยากอย่างยิ่ง เพราะกรณีที่น่าพิจารณาคือถ้าคณะรัฐประหารไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักกฎหมายในการเข้าไปเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร ผลเสียจากการทำรัฐประหารก็คงจะมีความชัดเจนมากขึ้น และประชาชนชาวไทย คงได้เห็นข้อเสียของการทำรัฐประหารชัดเจนมากขึ้น และไม่เกิดความเคยชินกับรัฐประหาร และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติเพราะตนไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ปัญหาที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาคือปัญหาเกี่ยวกับผลในทางกฎหมายของการทำรัฐประหารที่เกิดนั้นว่าจะมีผลในทางกฏหมายอย่างไร?
นักกฎหมายไทยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการทำรัฐประหาร หรือวิธีการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ทำรัฐประหารโดยวิธีการทางกฎหมายภายหลังการทำรัฐประหารอย่างไร? ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทยคือการที่ไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ เกิดขึ้นกับคณะรัฐประหารเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าคณะรัฐประหารได้ออกกฎหมายซึ่งมานิรโทษกรรมการกระทำของตนเองเพื่อไม่ให้ตนเองได้รับผลในทางกฎหมายที่จะตามมาจากการล้มล้างรัฐบาลนั่นเอง
เมื่อได้นิรโทษกรรมการกระทำของตนไปแล้วทุกอย่างก็จบสิ้นลงไม่มีใครหยิบยกกล่าวโทษหรือเอาผิดกับการทำรัฐประหารได้อีก นักกฎหมายที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างก็ยินยอมน้อมรับคำสั่ง ประกาศ ฯลฯ ของคณะรัฐประหารโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ความเคยชินในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยวิธีการแบบนักการเมืองหรือ กลุ่มรัฐประหาร ที่ “ชอบ” นิรโทษกรรม เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่มีการเสนอแนะให้มีการ “นิรโทษกรรม” การดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการเพิ่มความเคยชินและสร้างความเป็นธรรมดาของ
หรือกล่าวอีกประการหนึ่งคือการลดความร้ายแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติ ทำนองว่าหลับหูหลับตากวาดขยะไว้ใต้พรมแล้วหลอกตัวเองว่าไม่มีขยะอยู่แล้ว พร้อมกันนั้นก็ปิดกั้นการพิสูจน์ความจริงที่จะเป็นบทเรียนของคนไทยทุกคน
มุมมองในทางกฎหมายต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้น ชาวตุรกีได้มีวิธีการทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนชาวตุรกีได้แสดงให้เห็นถึงทางเลือกหนึ่งในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวตุรกีได้ลงประชามติเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งก็มีประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ประชาชนหรือพรรคการเมืองในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ประสบปัญหาการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแบบซ้ำซาก และเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยมาตลอดเวลา คือ ประชาชนเลือกตั้ง-รัฐบาลบริหารประเทศ-บุคคลบางกลุ่มเข้ามาทำรัฐประหารล้มรัฐบาล-ล้มรัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรมตัวเอง-ออกรัฐธรรมนูญใหม่(หรือชั่วคราว)-จัดการเลือกตั้งใหม่-ประชาชนเลือกตั้ง.....เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไปเป็นวัฏสงสาร วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางได้หลุดพ้นไปจากวงจรอุบาทว์ดังกล่าวได้
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติของชาวตุรกีที่ได้กล่าวถึงข้างต้นถือกันว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศตุรกีที่ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมยุโรป และแสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของประเทศตุรกี ในการลงประชามติเห็นด้วยในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของชาวตุรกีนั้นมีหลายประเด็นด้วยกัน ทั้งนี้โดยมีประเด็นที่สำคัญๆ คือ
1. การจำกัดอำนาจของอำนาจศาลทหาร ในส่วนของการพิจารณาคดีพลเรือนเช่นในกรณีข้อกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นผลกระทบต่อความมั่นคง และนอกจากนั้นยังให้อำนาจศาลพลเรือนในการพิจารณาคดีกองทัพในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากองทัพจะทำการล้มรัฐบาล
2. การปฏิรูปคณะกรรมการสูงสุดของผู้พิพากษาและอัยการ เดิมคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ โดยประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 5 คน โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยแต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยศาลสูง ผลจากการปฏิรูปคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 21 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และการเลือกตั้งโดยผู้พิพากษาและอัยการทั้งประเทศ
3. การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเพิ่มขึ้น จากเดิม 10 คน เป็น 19 คน ที่มาจากเดิมมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยบัญชีเสนอจากศาล และดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุ เปลี่ยนมาเป็นสภาแต่งตั้ง 3 คน และที่เหลือประธานาธิบดีแต่งตั้งโดยเลือกจากบัญชีที่เสนอจากสภาทนายความ จากสภาสูงการศึกษา และศาล โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 12 ปี
4. การปฏิรูปการปิดพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาปิดพรรคการเมืองได้ก็แต่โดยมีเหตุว่าพรรคการเมืองนั้นเรียกร้องให้มีการใช้กำลัง ไม่ใช่โดยเหตุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
5. การคุ้มครองข้อมูล มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น
6. สิทธิสตรี และสิทธิสำหรับกลุ่มพลเมืองที่มีความอ่อนแอให้มากขึ้น โดยเพิ่มสิทธิสตรี, คนพิการ, ลูกจ้าง และสหภาพแรงงาน
7. การปฏิรูปสภาทหารสูงสุด ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งในการปลด โดยให้สามารถร้องขอให้ทบทวนคำสั่งปลดดังกล่าวได้
8. ความรับผิดทางอาญาของสมาชิกของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเดิมสมาชิกของคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้รับความคุ้มครองโดยไม่ให้ได้รับการดำเนินการทางอาญา นั่นหมายถึงบรรดานายพลทั้งหลายที่ทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 (ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น) จะถูกแตะต้องและถูกดำเนินคดีไม่ได้ แต่ด้วยผลของการลงประชามติครั้งนี้ ความคุ้มครองดังกล่าวจะถูกลบล้างไป และบรรดานายพลทั้งหลายสามารถถูกดำเนินคดีในศาลได้
9. ให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อรับผิดชอบคำร้องทุกของประชาชน และดำเนินแก้ไขปัญหาโดยวิธีการที่ไม่ใช่การดำเนินคดีทางศาล
จากเนื้อหาสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศตุรกีดังกล่าวข้างต้น นานาประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประชาคมยุโรปต่างก็ออกมาแสดงความเห็นยอมรับและชมเชย ถึงการลงประชามติดังกล่าวของชาวตุรกีโดยเห็นว่าเป็นการก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง แม้ว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มนายทหารโดยข้อหาว่าเตรียมการล้มล้างรัฐบาล ก็ตามที
และนอกจากนั้นการที่รัฐบาลของนาย Erdogan ได้กำหนดเลือกเอาวันที่ 12 กันยายน 2553 เป็นวันลงประชามติในครั้งนี้นั้นเป็นการที่มีเจตนาประสงค์ที่จะให้การลงประชามติดังกล่าวเกิดขึ้นในวันครบรอบ 30 ปี ของการเกิดการรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 นั่นเอง
ผลของการลงมติของชาวตุรกีที่ได้ยกเลิกการนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารดังกล่าวข้างต้นนั้น ส่งผลให้ภายหลังจากรับทราบผลของการลงประชามติ ก็ปรากฏว่ามีประชาชนชาวตุรกีบางส่วนได้เริ่มเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาต่อคณะรัฐประหารเมื่อ 30 ปีก่อนโดยทันทีแล้วเช่นกัน
วิธีการในการจัดการกับคณะรัฐประหารของชาวตุรกีที่ได้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยและวิธีการในทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารดังกล่าว เป็นวิธีการที่น่ายกย่องชมเชยและถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะว่าได้แสดงให้เห็นว่าการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนั้นผู้กระทำย่อมจะได้รับผลร้ายตามกฎหมาย
แม้ว่าเหตุการณ์จะพ้นมาแล้ว 30 ปี และมีการออกรัฐธรรมนูญออกมานิรโทษกรรมการทำรัฐประหาร แต่ระยะเวลาที่ยาวนานและการนิรโทษกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของคณะรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 เป็นสิ่งที่มีความถูกต้องชอบธรรมขึ้นมาแต่ประการใด
ดังนั้นการให้มีการยกเลิกการให้ความคุ้มครองโทษทางอาญาต่อคณะรัฐประหารดังกล่าวย่อมเป็นหนทางหรือวิธีการหนึ่งในการดำเนินการต่อการรัฐประหารที่เกิดขึ้น
หากบางประเทศที่มีการทำรัฐประหารบ่อยๆ และจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำแนวความคิดนี้ไปดำเนินการบ้างก็ย่อมจะดีไม่น้อย เพราะจะได้แสดงให้เห็นถึงความคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตย การคงอยู่ของอำนาจอธิปไตยตามวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศนั้นๆ
เพราะเมื่ออำนาจอธิปไตยกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนผู้ทรงอำนาจดังกล่าวย่อมสามารถตัดสินและดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ ประเทศไหนที่อยากจะนำเอาแนวความคิดดังกล่าวของชาวตุรกีไปใช้บ้าง คิดว่าชาวตุรกีคงไม่สงวนวิธีการดังกล่าวแต่ประการใด
( บทความทางวิชาการจาก เว๊บไซต์ www.pub-law.net )
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
รัฐประหารครั้งล่าสุดของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั่นคือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนในฐานะนักเรียนกฎหมายที่พอจะได้ติดตามข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับการรัฐประหารดังกล่าวอยู่บ้างเกิดความฉงนและจับต้นชนปลายไม่ถูกคือ พฤติกรรมของนักกฎหมายบางคนบางกลุ่มในประเทศไทยซึ่งหลายคนเคยเป็นครูบาอาจารย์ของผู้เขียนที่ได้มีพฤติกรรมไปในทางสนับสนุนการทำรัฐประหาร
พฤติกรรมดังกล่าวทำให้ผู้เขียนนึกถึงตอนที่ผู้เขียนเริ่มเรียนวิชากฎหมายในปีแรกๆ ของการศึกษาในระดับปริญญาตรี อาจารย์คนหนึ่งได้พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายต้องนั่งลง” ซึ่งหากเปรียบกับการรัฐประหารเป็นเสียงปืนเมื่อเกิดรัฐประหารขึ้นนักกฎหมายก็ต้องนั่งลง
กรณีนี้ก็ไม่มีเหตุใดๆ ที่จะต้องไปตำหนิติเตียนหรือว่ากล่าวนักกฎหมายนั้นๆ หรือเรียกร้องให้พวกเขาเหล่านั้นออกมาดำเนินการต่อต้านการทำรัฐประหารแต่อย่างใดได้เพราะเป็นธรรมดาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่จะรักชีวิตร่างกายของตน การที่จะไปเรียกร้องให้ทุกคนกระทำการต่อต้านรัฐประหาร เช่น ขับรถไปชนรถถังเพื่อต่อต้านการรัฐประหารเหมือนคุณลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ก็ย่อมเป็นไปได้ยาก
สิ่งที่น่าผิดหวังคือนักกฎหมายของไทยบางกลุ่มเมื่อเสียงปืนดังขึ้นหรือหลังจากที่เสียงปืนได้สงบลงแล้ว นักกฎหมายบางคนบางกลุ่มไม่ได้แค่นั่งลงเฉยๆ แต่กลับเข้าไปนั่งให้ความร่วมมือช่วยเหลือเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร แล้วยังสามารถมากล่าวอ้างว่าเป็นคนที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยได้อย่างเต็มปาก
บางคนบางกลุ่มก็เป็นครูบาอาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัยที่สอนหลักประชาธิปไตย หลักนิติรัฐ หลักการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งนักกฎหมายดังกล่าวก็ไม่ต่างไปจากคนที่เอาดอกไม้ ข้าวปลาอาหาร หรือแต่งชุดยอดมนุษย์ หรือส่งสาวพริตตี้ไปเต้นให้กำลังใจผู้ทำรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแต่ประการใด เพราะบุคคลเหล่านี้ก็คือกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสนับสนุนรัฐประหารนั่นเอง
กลุ่มนักวิชาการไทยบางกลุ่มโดยเฉพาะนักกฎหมายไทยที่เข้าไปร่วมกับคณะรัฐประหารภายหลังการล้มรัฐบาลสำเร็จแล้วไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการตรา หรือร่าง ประกาศคณะรัฐประหาร, ร่างกฎหมาย หรือร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฯลฯ หรือเข้าไปทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการ(พิเศษ) ที่คณะรัฐประหารได้จัดตั้งขึ้นมา หรือยอมรับและรับรองการกระทำของคณะรัฐประหารว่าเป็นการกระทำของ “รัฐาธิปัตย์” โดยไม่มีปากเสียง ไม่ว่าจะเป็นด้วยข้ออ้างประการใดก็ตามการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นการสนับสนุนการทำรัฐประหารและเป็นการทำลายหลักประชาธิปไตย ซึ่งพฤติกรรมของนักกฎหมายไทยบางกลุ่มในลักษณะดังกล่าวนี้เกิดขึ้นประจำซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยถือเป็นเรื่องปกติ
หลายครั้งหลายคราที่เกิดการรัฐประหารและนักกฎหมายเข้าไปสนับสนุนให้การรัฐประหารนั้นดำเนินไปได้ด้วยดีโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานา
เหตุผลประการหนึ่งคือ “ถ้าตนไม่เข้าไปดำเนินการต่างๆ ดังกล่าว ก็จะส่งผลให้เสียให้เกิดความเสียหายหรืออาจจะเกิดความวุ่นวายต่อประเทศชาติบ้านเมืองได้” ซึ่งเป็นเหตุผลที่เข้าใจได้ยากอย่างยิ่ง เพราะกรณีที่น่าพิจารณาคือถ้าคณะรัฐประหารไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักกฎหมายในการเข้าไปเป็นเครื่องมือให้กับคณะรัฐประหาร ผลเสียจากการทำรัฐประหารก็คงจะมีความชัดเจนมากขึ้น และประชาชนชาวไทย คงได้เห็นข้อเสียของการทำรัฐประหารชัดเจนมากขึ้น และไม่เกิดความเคยชินกับรัฐประหาร และเห็นว่าเป็นเรื่องปกติเพราะตนไม่ได้มีความเดือดร้อนอะไรเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ปัญหาที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมาคือปัญหาเกี่ยวกับผลในทางกฎหมายของการทำรัฐประหารที่เกิดนั้นว่าจะมีผลในทางกฏหมายอย่างไร?
นักกฎหมายไทยเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาการทำรัฐประหาร หรือวิธีการดำเนินการตามกฎหมายต่อผู้ที่ทำรัฐประหารโดยวิธีการทางกฎหมายภายหลังการทำรัฐประหารอย่างไร? ปัญหาประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการทำรัฐประหารเกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทยคือการที่ไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ เกิดขึ้นกับคณะรัฐประหารเลย ด้วยเหตุผลที่ว่าคณะรัฐประหารได้ออกกฎหมายซึ่งมานิรโทษกรรมการกระทำของตนเองเพื่อไม่ให้ตนเองได้รับผลในทางกฎหมายที่จะตามมาจากการล้มล้างรัฐบาลนั่นเอง
เมื่อได้นิรโทษกรรมการกระทำของตนไปแล้วทุกอย่างก็จบสิ้นลงไม่มีใครหยิบยกกล่าวโทษหรือเอาผิดกับการทำรัฐประหารได้อีก นักกฎหมายที่มีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต่างก็ยินยอมน้อมรับคำสั่ง ประกาศ ฯลฯ ของคณะรัฐประหารโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ ความเคยชินในการจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นโดยวิธีการแบบนักการเมืองหรือ กลุ่มรัฐประหาร ที่ “ชอบ” นิรโทษกรรม เห็นได้ชัดเจนจากปรากฏการณ์ในปัจจุบันที่มีการเสนอแนะให้มีการ “นิรโทษกรรม” การดำเนินการดังกล่าวก็เป็นการเพิ่มความเคยชินและสร้างความเป็นธรรมดาของ
หรือกล่าวอีกประการหนึ่งคือการลดความร้ายแรงของเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นให้เป็นเรื่องปกติ ทำนองว่าหลับหูหลับตากวาดขยะไว้ใต้พรมแล้วหลอกตัวเองว่าไม่มีขยะอยู่แล้ว พร้อมกันนั้นก็ปิดกั้นการพิสูจน์ความจริงที่จะเป็นบทเรียนของคนไทยทุกคน
มุมมองในทางกฎหมายต่อปัญหาดังกล่าวข้างต้นนั้น ชาวตุรกีได้มีวิธีการทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งเมื่อประมาณหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมาประชาชนชาวตุรกีได้แสดงให้เห็นถึงทางเลือกหนึ่งในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารที่เกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน โดยเมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ประชาชนชาวตุรกีได้ลงประชามติเห็นด้วยกับแนวทางการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งก็มีประเด็นหนึ่งที่เป็นประเด็นที่น่าสนใจที่ประชาชนหรือพรรคการเมืองในประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ประสบปัญหาการรัฐประหารล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าแบบซ้ำซาก และเป็นวงจรอุบาทว์ของการเมืองไทยมาตลอดเวลา คือ ประชาชนเลือกตั้ง-รัฐบาลบริหารประเทศ-บุคคลบางกลุ่มเข้ามาทำรัฐประหารล้มรัฐบาล-ล้มรัฐธรรมนูญ-นิรโทษกรรมตัวเอง-ออกรัฐธรรมนูญใหม่(หรือชั่วคราว)-จัดการเลือกตั้งใหม่-ประชาชนเลือกตั้ง.....เป็นอย่างนี้อยู่เรื่อยไปเป็นวัฏสงสาร วนเวียนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่มีทางได้หลุดพ้นไปจากวงจรอุบาทว์ดังกล่าวได้
ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการลงประชามติของชาวตุรกีที่ได้กล่าวถึงข้างต้นถือกันว่าเป็นก้าวแรกที่สำคัญของประเทศตุรกีที่ในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่ประชาคมยุโรป และแสดงให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยของประเทศตุรกี ในการลงประชามติเห็นด้วยในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญของชาวตุรกีนั้นมีหลายประเด็นด้วยกัน ทั้งนี้โดยมีประเด็นที่สำคัญๆ คือ
1. การจำกัดอำนาจของอำนาจศาลทหาร ในส่วนของการพิจารณาคดีพลเรือนเช่นในกรณีข้อกล่าวหาว่ากระทำการอันเป็นผลกระทบต่อความมั่นคง และนอกจากนั้นยังให้อำนาจศาลพลเรือนในการพิจารณาคดีกองทัพในกรณีที่มีข้อสงสัยว่ากองทัพจะทำการล้มรัฐบาล
2. การปฏิรูปคณะกรรมการสูงสุดของผู้พิพากษาและอัยการ เดิมคณะกรรมการดังกล่าวซึ่งมีอำนาจหน้าที่ในการแต่งตั้งผู้พิพากษาและอัยการ โดยประกอบไปด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 5 คน โดยได้รับการแต่งตั้งจากประธานาธิบดีโดยแต่งตั้งจากบัญชีรายชื่อที่เสนอโดยศาลสูง ผลจากการปฏิรูปคณะกรรมการดังกล่าวจะต้องประกอบด้วยสมาชิกทั้งสิ้น 21 คน ที่มาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี และการเลือกตั้งโดยผู้พิพากษาและอัยการทั้งประเทศ
3. การปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญ จำนวนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะเพิ่มขึ้น จากเดิม 10 คน เป็น 19 คน ที่มาจากเดิมมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีโดยบัญชีเสนอจากศาล และดำรงตำแหน่งจนถึงเกษียณอายุ เปลี่ยนมาเป็นสภาแต่งตั้ง 3 คน และที่เหลือประธานาธิบดีแต่งตั้งโดยเลือกจากบัญชีที่เสนอจากสภาทนายความ จากสภาสูงการศึกษา และศาล โดยมีวาระดำรงตำแหน่ง 12 ปี
4. การปฏิรูปการปิดพรรคการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาปิดพรรคการเมืองได้ก็แต่โดยมีเหตุว่าพรรคการเมืองนั้นเรียกร้องให้มีการใช้กำลัง ไม่ใช่โดยเหตุว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
5. การคุ้มครองข้อมูล มีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้มีความเข้มข้นมากขึ้น และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมากขึ้น
6. สิทธิสตรี และสิทธิสำหรับกลุ่มพลเมืองที่มีความอ่อนแอให้มากขึ้น โดยเพิ่มสิทธิสตรี, คนพิการ, ลูกจ้าง และสหภาพแรงงาน
7. การปฏิรูปสภาทหารสูงสุด ในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งในการปลด โดยให้สามารถร้องขอให้ทบทวนคำสั่งปลดดังกล่าวได้
8. ความรับผิดทางอาญาของสมาชิกของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญเดิมสมาชิกของคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้รับความคุ้มครองโดยไม่ให้ได้รับการดำเนินการทางอาญา นั่นหมายถึงบรรดานายพลทั้งหลายที่ทำรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 (ซึ่งได้ตั้งคณะกรรมการดังกล่าวเพื่อให้ทำหน้าที่เป็นรัฐบาลในขณะนั้น) จะถูกแตะต้องและถูกดำเนินคดีไม่ได้ แต่ด้วยผลของการลงประชามติครั้งนี้ ความคุ้มครองดังกล่าวจะถูกลบล้างไป และบรรดานายพลทั้งหลายสามารถถูกดำเนินคดีในศาลได้
9. ให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา เพื่อรับผิดชอบคำร้องทุกของประชาชน และดำเนินแก้ไขปัญหาโดยวิธีการที่ไม่ใช่การดำเนินคดีทางศาล
จากเนื้อหาสาระสำคัญในการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญของประเทศตุรกีดังกล่าวข้างต้น นานาประเทศโดยเฉพาะในกลุ่มประชาคมยุโรปต่างก็ออกมาแสดงความเห็นยอมรับและชมเชย ถึงการลงประชามติดังกล่าวของชาวตุรกีโดยเห็นว่าเป็นการก้าวสู่สังคมประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง แม้ว่าเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการจับกุมกลุ่มนายทหารโดยข้อหาว่าเตรียมการล้มล้างรัฐบาล ก็ตามที
และนอกจากนั้นการที่รัฐบาลของนาย Erdogan ได้กำหนดเลือกเอาวันที่ 12 กันยายน 2553 เป็นวันลงประชามติในครั้งนี้นั้นเป็นการที่มีเจตนาประสงค์ที่จะให้การลงประชามติดังกล่าวเกิดขึ้นในวันครบรอบ 30 ปี ของการเกิดการรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 นั่นเอง
ผลของการลงมติของชาวตุรกีที่ได้ยกเลิกการนิรโทษกรรมของคณะรัฐประหารดังกล่าวข้างต้นนั้น ส่งผลให้ภายหลังจากรับทราบผลของการลงประชามติ ก็ปรากฏว่ามีประชาชนชาวตุรกีบางส่วนได้เริ่มเข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาต่อคณะรัฐประหารเมื่อ 30 ปีก่อนโดยทันทีแล้วเช่นกัน
วิธีการในการจัดการกับคณะรัฐประหารของชาวตุรกีที่ได้ใช้วิถีทางประชาธิปไตยและวิธีการในทางกฎหมายในการดำเนินการกับคณะรัฐประหารดังกล่าว เป็นวิธีการที่น่ายกย่องชมเชยและถือเป็นตัวอย่างที่ดี เพราะว่าได้แสดงให้เห็นว่าการทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลนั้นผู้กระทำย่อมจะได้รับผลร้ายตามกฎหมาย
แม้ว่าเหตุการณ์จะพ้นมาแล้ว 30 ปี และมีการออกรัฐธรรมนูญออกมานิรโทษกรรมการทำรัฐประหาร แต่ระยะเวลาที่ยาวนานและการนิรโทษกรรมดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้การกระทำของคณะรัฐประหารในปี ค.ศ. 1980 เป็นสิ่งที่มีความถูกต้องชอบธรรมขึ้นมาแต่ประการใด
ดังนั้นการให้มีการยกเลิกการให้ความคุ้มครองโทษทางอาญาต่อคณะรัฐประหารดังกล่าวย่อมเป็นหนทางหรือวิธีการหนึ่งในการดำเนินการต่อการรัฐประหารที่เกิดขึ้น
หากบางประเทศที่มีการทำรัฐประหารบ่อยๆ และจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะนำแนวความคิดนี้ไปดำเนินการบ้างก็ย่อมจะดีไม่น้อย เพราะจะได้แสดงให้เห็นถึงความคงอยู่ของระบอบประชาธิปไตย การคงอยู่ของอำนาจอธิปไตยตามวิถีประชาธิปไตยที่แท้จริงของประเทศนั้นๆ
เพราะเมื่ออำนาจอธิปไตยกลับมาอยู่ในมือของประชาชนอย่างแท้จริงแล้ว ประชาชนผู้ทรงอำนาจดังกล่าวย่อมสามารถตัดสินและดำเนินการในเรื่องดังกล่าวได้ ประเทศไหนที่อยากจะนำเอาแนวความคิดดังกล่าวของชาวตุรกีไปใช้บ้าง คิดว่าชาวตุรกีคงไม่สงวนวิธีการดังกล่าวแต่ประการใด
( บทความทางวิชาการจาก เว๊บไซต์ www.pub-law.net )
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ดาบที่ประหารเสรีภาพ
นักปรัชญาชายขอบ
สิ่งที่จริงกว่าคำขวัญที่ว่า “เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพประชาชน” นั่นคือ “เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของสื่อ” แต่เมื่อสื่อที่พยายามให้พื้นที่เสรีภาพต้องถูกละเมิดเสรีภาพ สื่อทั้งหลายทำอะไรกัน?
คำขวัญที่ว่า “เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพประชาชน” อาจไม่จริง เพราะที่จริงกว่าคือ “เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพของสื่อ” เนื่องจาก
ประการแรก สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อของรัฐหรือของเอกชนก็ล้วนแต่เป็นสื่อที่มี “เจ้าของ” สื่อของรัฐตามหลักการแล้วประชาชนคือเจ้าของ แต่โดยพฤตินัยรัฐบาลคือเจ้าของ ฉะนั้น สื่อของรัฐจึงถูกใช้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล และมันก็ไม่มียุคไหนที่สื่อของรัฐจะถูกใช้เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาล และกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างน่าเกลียดเท่ากับยุคนี้
ส่วนสื่อของเอกชน ถ้าเจ้าของสื่อพยายามรักษาอุดมการณ์และจรรยาบรรณวิชาชีพสื่อ ก็เป็นไปได้ว่าเสรีภาพของการเสนอและวิเคราะห์ข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นอื่นๆ จะดำเนินไปในทิศทางที่ปกป้องเสรีภาพของประชาชน แต่ถึงอย่างไรสื่อก็เป็นธุรกิจที่ทำธุรกิจโฆษณากับทั้งธุรกิจภาคเอกชน และงบโฆษณาของภาครัฐ เงื่อนไขทางธุรกิจก็อาจจำกัดเสรีภาพของสื่อได้ โดยเฉพาะในสงครามแห่ง “สี” สื่อที่ต้องคำนึงถึงลูกค้าจากทุกสีอาจไม่กล้าพอที่จะเปิดพื้นที่ให้กับ “ความจริง” หรือ “ความเห็น” ของสีใดสีหนึ่ง หรือเปิดพื้นที่ให้ทั้งสองสีโต้แย้งกัน
ข้อจำกัดอีกอย่างคือ สื่อเป็น “พื้นที่ความเห็น” ของคนเพียงไม่กี่คน คือคอลัมนิสต์ไม่กี่คน แม้พื้นที่เปิดนอกเหนือจากคอลัมนิสต์ก็เป็นพื้นที่ความเห็นของคนมีชื่อเสียง หรือผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาสามัญ โนเนม หรือคนชั้นล่างแทบไม่ได้มีโอกาสใช้พื้นที่สื่อเหล่านี้เสนอความเห็นของตัวเอง
ที่แย่กว่านั้นคือ สื่อบางสื่อถึงขนาดมีกฎว่า ห้ามเสนอข่าว ความคิดเห็น บทความของบุคคลชื่อนั้นชื่อนี้ หรือของคนสีนั้นสีนี้ และที่แย่หนักเข้าไปอีกคือเวลาสื่อบางสื่อลงข้อคิดเห็น หรือบทความวิพากษ์วิจารณ์บุคคลใดบุคคลหนึ่งไปแล้ว พอมีบทความหรือข้อคิดเห็นอีกด้านที่อธิบายข้อเท็จจริงและเหตุผลของผู้ถูกวิพากษ์วิจารณ์จนเกิดความเสียหายไปแล้วนั้น สื่อ (ที่อ้างว่าเป็น “สื่อคุณภาพ” ด้วยซ้ำ) ก็ไม่นำเสนออีกด้านเฉยเลย ซึ่งตัวอย่างพื้นๆ เหล่านี้มันแสดงให้เห็นว่า “เสรีภาพสื่อ” ไม่อาจแทน “เสรีภาพประชาชน” ได้
ประการที่สอง ที่ว่าการปฏิรูปสื่อต้องให้สื่อตรวจสอบกันเองนั้น ก็มีข้อจำกัดมาก เพราะวัฒนธรรม “แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน” เป็นวัฒนธรรมที่แข็งของวงการสื่อ ไม่ต่างจากวงการอื่นๆ คนในวงการสื่อวิจารณ์คนอื่นได้หมดนอกจากคนในวงการตนเอง ปัจจุบันนี้เห็นมีวิจารณ์กันบ้าง แต่วิจารณ์ด้วยเงื่อนไขแห่ง “สี” ไม่ใช่วิจารณ์ด้วยเงื่อนไขของการปกป้อง/ไม่ปกป้องเสรีภาพประชาชน
ที่น่าเศร้าคือ เวลาที่สื่อด้วยกันถูกคุกคามเสรีภาพ มีสื่อฉบับไหนบ้างที่ “ทำข่าว” เชิงเจาะลึกในเรื่องดังกล่าว ที่เห็นกันอยู่คือเสนอข่าวแบบผ่านๆ ไม่ขึ้นหน้าหนึ่งเหมือนข่าวดาราทำผู้หญิงท้องด้วยซ้ำ!
ผมแปลกใจมากว่า ทำไมเมื่อสื่อถูกคุกคามเสรีภาพ เช่น กรณี ผอ.ประชาไท ถูกจับด้วยข้อกล่าวหาทำผิดกฎหมายหมิ่นฯ ทำไมสื่อที่ต่างก็ชูคำขวัญว่า “เสรีภาพสื่อคือเสรีภาพประชาชน” ไม่ทำข่าวแบบเจาะลึก เช่น ไปสัมภาษณ์ผู้ถูกจับกุม องค์กรสิทธิมนุษย์ชน ผู้เชี่ยวชาญอื่นๆ ว่ามีความเห็นอย่างไรกับกฎหมายหมิ่นฯ เอาเนื้อหากฎหมายหมิ่นฯ มาวิพากษ์ว่ามันเป็นกฎหมายละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่จะพูดความจริงของประชาชนหรือไม่?
หรือไปถามนักนิติปรัชญาว่า กฎหมายเช่นนั้นเป็นกฎหมายที่ยุติธรรมหรือไม่? ถ้านึกไม่ออกว่าจะไปถามใคร ก็ไปถามคณะกรรมการปฏิรูประเทศ เช่น คุณอานันท์ ปันยารชุน คุณหมอประเวศ วะสี นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็ได้ว่า สมควรยกเลิกกฎหมายหมิ่นหรือไม่? เพราะคนเหล่านี้ต่างก็เคยเรียกร้อง “การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง” มาเป็นสิบๆ ปี แล้วการปฏิรูปประเทศถ้าไม่เปลี่ยน “โครงสร้างอำนาจ” หรือกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการพูดความจริงของประชาชน ภาษีประชาชนที่เป็นค่าปฏิรูปฯ 60 ล้านบาท จะเสียเปล่าไหม?
สื่ออย่างประชาไทพยามเป็นอิสระจาก “ทุน” หรือไม่สังกัดนายทุนใดๆ ที่จะมีอำนาจบงการทิศทางการทำหน้าที่สื่อ และพยายามเปิดพื้นที่เสรีภาพสำหรับทุกความเห็นจริงๆ นำเสนอข้อเท็จจริงบางเรื่องที่สื่อกระแสหลักไม่กล้าเสนอ ฯลฯ ซึ่งความพยายามเหล่านี้คือความพยายามขยายพื้นที่เสรีภาพของประชาชน
“การขยายพื้นที่เสรีภาพ” มันต่างจากการพยายาม “ให้ปัญญา” ตรงที่อย่างหลังคุณรวบเสรีภาพไว้ที่ตัวคุณ แล้วก็ใช้เสรีภาพในการนำเสนอความคิดของคุณอย่างเต็มที่ และเสนออย่างผู้อบรมสั่งสอนราวกับว่าเป็น “สื่อศาสดา” ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “กลุ่มศาสนิกสื่อ” ที่เลื่อมใสศรัทธาในสื่อนั้นๆ แต่การขยายพื้นที่เสรีภาพคือการขยายพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ใครก็ได้เข้ามาใช้พื้นที่ดังกล่าวได้
แต่ความเสี่ยงที่หนักหนาสาหัสของสื่อที่มุ่งขยายพื้นที่เสรีภาพคือ การถูกลงดาบด้วยกฎหมายหมิ่นฯ ซึ่งเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า ดาบดังกล่าวนี้มีไว้ใช้เพื่อฟาดฟันฝ่ายที่มีความเห็นต่างทางการเมือง และข้อเท็จจริงก็คือว่าประชาไทเป็นพื้นที่เปิดสำหรับทุกสี เพียงแต่ว่าสีแดงอาจเข้ามาใช้มากกว่า สีเหลืองที่เข้ามาก็ด่าสีแดงได้เต็มที่ นี่คือ “เสรีภาพ” แต่ในที่สุดแล้วคนที่มาใช้พื้นที่ตรงนี้ก็จะรู้เองว่าการใช้เหตุผลน่าสนใจกว่าการด่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ก็จะค่อยๆ พัฒนาไป ไม่ใช่เถียงด้วยเหตุผลไม่ได้ ด่าสู้ไม่ได้ แล้วจะเรียกหาดาบมาฟาดฟันอีกฝ่าย หรือผู้รับผิดชอบเว็บฯ
แต่ก็นั่นแหละครับ ตราบที่ยังมีดาบอยู่ มันก็ต้องมีผู้ใช้ดาบอยู่วันยังค่ำ คำถามคือ ถ้าสังคมสังคมหนึ่งอนุญาตให้มีดาบเล่มหนึ่งที่ใครจะใช้มันฟาดฟันคนอื่นๆ ได้เลย หากเขาเชื่อว่า ตีความว่า เห็นว่า บุคคลคนนั้น (ที่ทำมาหากิน มีภาระรับผิดชอบจิปาถะ) เหมือนเขานี่แหละไปพูดความจริงด้านที่ไม่บวกของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมนี้นับถือ และมันก็เป็นไปได้สูงมากว่าดาบอันนี้จะถูกใช้ฟาดฟันศัตรูทางความคิด ศัตรูทางการเมือง และ ฯลฯ สังคมเช่นนี้จะเป็นสังคมที่น่าอยู่ไหม? การที่รัฐยื่นดาบให้ประชาชนทุกคนใช้ประหัตประหารเสรีภาพกันได้ มันคือการยื่นหลักประกันความสงบสุขของสังคมหรือ?
หรือหากมองลึกลงไปถึง “แก่นสาร” (essence) ความเป็นคนคือ “การมีเสรีภาพ” กฎหมายหมิ่นฯ เป็นกฎหมายที่ขัดแย้งกับ “ความเป็นคน” ดังกล่าวนี้หรือไม่? สื่อหากจะยังยืนยันคำขวัญ “เสรีภาพของสื่อคือเสรีภาพประชาชน” ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นคนดังกล่าวนี้อย่างหนักแน่นเพียงใด?
โดยเฉพาะเมื่อสื่อด้วยกันเองที่พยายามยืนยันเสรีภาพของประชาชน ต้องถูกละเมิดเสรีภาพ สื่อทั้งหลายทำอะไรกันอยู่???!
10 ปี"a day"กับ"วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์" ความเชื่อ ความฝัน และ Question ถึงนายกรัฐมนตรีชื่อ มาร์ค !
ที่มา. ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
"วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์" บรรณาธิการอำนวยการ บริษัท เดย์ โพเอทส์ เป็นหนุ่มช่างคิด ช่างฝัน และชอบคิดสร้างสรรค์นอกกรอบอยู่เสมอ
10 ปีที่แล้ว "วงศ์ทนง" และผองเพื่อน สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการธุรกิจนิตยสารเมืองไทย ด้วยการก่อตั้งนิตยสารที่มีเนื้อหา แปลก แหวก และ แนว ... นามว่า a day
มาวันนี้ 10 ผ่านไป a day ไม่ใช่แค่นิตยสารเด็กแนว หรือถือแล้วเท่ อย่างเดียว แต่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในวงการธุรกิจนิตยสาร ได้อย่างไม่อายใคร
ขณะที่สื่อในเครือ เดย์ โพเอทส์ กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยเฉพาะ a day BULLETIN ที่ชั่วโมงนี้ กลายเป็นฟรีก็อปปี้ยอดนิยมของคนเมืองยุคนี้ไปแล้ว
ไม่นับรวม การผลิตคอนเทนต์สู่สื่อทีวี และ ดิจิทัล มีเดีย อย่างมีนัยยะสำคัญ
อะไร ทำให้ a day อยู่ในวงการธุรกิจนิตยสารมาได้ถึง 10 ปีเต็ม ?
ทิศทางและอนาคตข้างหน้าของ a day และ วงศ์ทนง จะไปทางไหน ?
ชวนคุณผู้อ่านหยุดเม้าท์เรื่อง "ฟิล์ม-แอนนี่" สักครู่ พักสมองเรื่องค่าบาทแข็งลงสักหน่อย หรือ ปลงๆ กับปัญหา 3G ซะบ้าง (ก็ดี)
แล้วนั่งลงจิบชาหรือกาแฟ หรือไม่ก็ซดนำขิงสักถ้วย อ่านแนวคิดนอกกรอบของ "วงศ์ทนง ในวาระฉลองครบรอบ 10 ปี นิตยสาร a day นิตยสารที่ “วงศ์ทนง “ ท้าทายว่า ...ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ ก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ !
@ อะไรทำให้ a day ยืนหยัดอยู่บนแผงหนังสือมาได้ถึง 10 ปี
สารภาพเลยว่าตอนที่ทำ a day เล่มแรก ผมคิดไม่ออก มองไม่เห็นเลยว่าหนังสือจะมีอายุมาถึง 10 ปี ได้ยังไง ตอนนั้น ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเงินทุน หรือเรื่องต่างๆ กระทั่งเรื่องตัวตนในวงการหนังสือ เรามันเล็กมาก เราไม่ใช่นายทุนร่ำรวยที่หอบเงินมาทำธุรกิจหนังสือ
ฉะนั้น ไม่นึกฝันหรอกว่าจะอยู่ 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี หรือนานแค่ไหน ฝันที่ไกลที่สุดในตอนนั้นของผมคือ ได้ออก a day สัก 3 เล่ม เฮ้ย ...สุดยอดแล้ว พอใจแล้ว คือ ได้ทำหนังสือแบบที่เราชอบ ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ให้คนได้เห็นเราแฮ๊ปปี้แล้วนะ แล้วถ้ามันจะเจ๊ง เราก็คงไม่เสียใจอะไรมากมาย
แต่ในที่สุดก็สามารถยืนหยัด สามารถประกาศตัวตน สามารถปักหลักฐานที่มั่นคงในวงการธุรกิจนิตยสารเมืองไทยได้ เป็นเรื่องที่ดีใจและภาคภูใจด้วย
ผมว่าที่ a day สามารถอยู่ได้ 10 ปี โดยได้รับความนิยมอยู่ องค์ประกอบมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อย่างแรกผมว่า ตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมา หนังสือ a day มันแปลกใหม่ ทั้งด้านการก่อกำเนิด ที่คนอ่านหนังสือและคนทำหนังสือมาร่วมลงขันกัน
แปลกใหม่ในแง่คาแรกเตอร์ เนื้อหา การออกแบบ พูดง่ายๆว่า โพสิชั่นของมัน ไม่เคยมีหนังสือแบบนี้มาก่อนในเมืองไทย ฉะนั้นมันสามารถเซ็ตโพสิชั่นใหม่ของตัวเองขึ้นมาได้ เป็นโพสิชั่นนิตยสารเด็กแนว(หัวเราะ) ซึ่งก่อนหน้านี้ คำว่าเด็กแนวไม่ค่อยมีนะ
คำว่าเด็กแนวมันเกิดมาพร้อมกับ a day เกิดมาพร้อมกับ independent มีเดีย ต่างๆ อ่านแล้วได้สนุก ได้แรงบันดาลใจ ไม่นับเหตุผลยิบย่อยๆ ที่มันมีความเท่อยู่ในตัว มีความเป็น fationnable ถือแล้วเท่ ดูแนว (หัวเราะ) ทั้งหมดประกอบกัน ก็เลยทำให้ a day สามารถยืนหยัดอยู่ได้
@ ในแง่เนื้อหาล่ะ มีกระบวนการคิดและลงมือทำยังไงให้น่าสนใจ
เชื่อมั๊ยว่า a day ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึง ปีที่ 10 คอนเทนต์ไม่เคยเปลี่ยนนะ คอนเทนต์ a day ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. เรื่องคน ว่าด้วยคนเก่ง คนดี คนมีของ คนหน้าใหม่ คนมีความสามารถ เรียกว่า somebody 2. คือ เรื่องราวความประทับใจในอดีต เรตโทร และ 3. เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ไอเดีย
นี่คือแกนของ a day ไม่เคยเปลี่ยน ที่เปลี่ยนอาจจะเป็นรายละเอียดยิบย่อย เรื่องคอลัมน์ นักเขียน คอลัมนิสต์ หรือเรื่องดีไซน์ แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า a day ก่อนที่มันจะออกมา ผมผ่านการตกตะกอนตัวเองอย่างข้นขลัก รู้เลยว่าชีวิตนี้อยากทำหนังสือแบบไหน แล้วก็มองเห็นมันทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายว่าหนังสือเล่มนี้ที่มีอยู่ 180 หน้า จะประกอบด้วยอะไรบ้าง ผมชัดเจนกับมันมาก ผมเทที่ผมชอบทั้งหมดลงในหนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยชัดเจนมาก จนเกิดความเป็น original ขึ้นมา เป็น original ที่ข้นเพียว ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
ผมท้าเลย a day เป็นหนังสือที่ต่อให้คุณมีเงินเท่าไหร่ คุณก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะมันทำออกมาด้วยจิตวิญญาณ แบบอาจารย์เฉลิมชัย (โฆสิพิพัฒน์) ทำมาจากด้านลึกของความมุ่งมั่นปรารถนาภายใน แล้วก็ประสบการณ์
@ ในแง่ธุรกิจ a day ถือว่าไปได้ดีโดยตลอดหรือเปล่า
อย่างที่บอก เราเริ่มต้นจากที่ไม่เคยทำธุรกิจหนังสือมาก่อน ความรู้เรื่องธุรกิจจึงมีน้อยมาก แต่โชคดีที่เราและเพื่อนชื่อคุณ นิติพัฒน์ สุขสวย เรามีเซ้นต์ในเรื่องค้าๆ ขายๆ อยู่บ้าง สิ่งที่เหลือนับจากนั้นก็คือ การเรียนรู้ด้วยตัวเอง เราเหมือนคนที่ไม่เคยเป็นพ่อค้าเลย แต่ตัดสินใจเปิดร้านของตัวเองขึ้นมา ด้วยความรู้นิดๆ หน่อยๆ ที่เคยรู้มา จากการทำงานในบริษัทต่างๆ
แต่สิ่งสำคัญที่มันสอนเราทุกๆ วันก็คือ มันสอนให้เราจำเป็นต้องเข้าใจและรู้เรื่องธุรกิจไปในตัว เพราะว่าหนังสือมันอยู่รอดไม่รอดอยู่ที่ธุรกิจจริงๆ คือ โมเดลของธุรกิจนิตยสาร มันไม่ได้ผูกไว้กับยอดจำหน่ายหนังสือเป็นหลัก เหมือนธุรกิจหนังสือของอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งรายได้จากการจำหน่าย isssue มันเยอะมากพอที่จะซัพพอร์ตได้
แต่ธุรกิจหนังสือในประเทศไทย ในช่วง 30 ปีให้หลัง ไม่ได้พึ่งรายได้หลักจากตัวหนังสือแล้ว รายได้สำคัญมาจากค่าโฆษณา ฉะนั้น เราต้อง concern ตรงนั้น มากๆ แต่ว่าที่สุดแล้ว เราก็ตอบโจทย์โฆษณา ตอบโจทย์เอเจนซี่ได้ง่ายๆ เลย เขาจะลงโฆษณาในหนังสือที่เขาเชื่อว่าป็อบปูล่า ขายดี ได้รับความนิยม แล้ว a day ก็ทำ จนกระทั่งมีคุณสมบัติตามนั้นได้
ปีแรกที่เราทำอะเดย์ ถ้าจำไม่ผิดบิลลิ่งเราประมาณ 2 ล้าน (หัวเราะ) 4-5 เล่มแรกไม่มีโฆษณาเลย ผมออกไปขายโฆษณาเอง ไปนั่งรอเขา ไม่มีใครซื้อเลย แต่ล่าสุด บริษัทเรามีบิลลิ่ง 100 กว่าล้าน ถ้าเทียบเป็น (บัญญัติตระยาง ) ก็ถือเป็นการเติบโตที่น่าพอใจ
@ เคยสำรวจมั๊ยว่า แฟนๆ ของ a day มีมากขนาดไหน
ปริมาณผมไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ถ้าพูดชื่อ a day ไป คนสักล้านคนน่าจะรู้จัก (หัวเราะ) แล้วในจำนวนนั้นสัก 2 แสนคน อาจจะบอกว่าเคยอ่าน a day โว้ย แล้วก็มีสัก 3 หมื่นคนที่ซื้อประจำ เชื่อว่าอย่างนั้นนะ แต่ดูจากฟีดแบ็กต่างๆ ดูที่ผมใช้โซเชียลมีเดีย อยู่ด้วย ก็พอจะบอกว่า มีแฟนๆ a day มากทีเดียว
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผมยอมรับเลยว่า ผมไม่ได้ทำ a day ให้เด็กๆ อ่านนะ เพราะตอนนั้นผมอายุ 30 แล้ว ความสนใจของผม คือ อยากทำหนังสือให้คนทำงานอ่านด้วยซ้ำ คนทำงานต้นๆ เพิ่งจบมหาวิทยาลัย ซึ่งพอออกมา มันก็ใช่จริงๆ คนกลุ่มนี้ก็อ่าน a day แต่ไปๆมาๆ ที่แปลกก็คือ กลุ่มผู้อ่านอายุลดลงเรื่อยๆ
ตอนนี้ผมเจอเด็กมัธยมต้นอ่าน a day ไปจัดงานบุ๊คแฟร์ที่เอสพลานาด เด็กม.3 เขาก็มาขอลายเซ็นต์ผม แต่ถามไปถามมา บอกว่า อ่านตั้งแต่ม.1 แล้ว ผมเข้าใจว่า a day มันกลายเป็นส่วนของ pop culture ไปแล้ว คือ วัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม ฉะนั้น อะไรที่มันป็อบ คนก็อยากรู้จัก อยากจะลองใช้ ลองฟัง ลองอ่าน แต่ที่สุดแล้ว ผมว่า เป็นเรื่องดีนะ เวลาเด็กๆ อ่านหนังสือ ดีกว่าไปติดเกม
@ แล้วคิดยังไงกับผลสำรวจเรื่องคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก
จริงๆ ผมเชื่อว่าผลสำรวจนี้ คงไม่ได้ทำแบบชุ่ยๆ หรอก แต่อาจจะไม่ครอบคลุม และคำถามอาจจะไม่ละเอียดสักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวที่คลุกคลีอยู่กับผู้อ่าน ผมเชื่อว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่น้อยหรอก โดยเฉพาะคนเมือง อ่านหนังสือเยอะ วัยรุ่นก็อ่านหนังสือไม่น้อย
แต่สิ่งที่น่า concern มากกว่าก็คือ ในจำนวนการอ่านที่ไม่น้อย เขาอ่านอะไรกันอยู่ ผมเชื่อว่า ถ้าประเทศเรามีตัวเลขคนอ่านหนังสือเยอะมาก แต่ประเภทหนังสือที่อ่านเป็นหนังสือที่น้อยสาระ หรือไม่ได้ให้ภูมิปัญญา ความคิดความอ่านสักเท่าไหร่ ออกไปทางหนังสือบันเทิงเริงรมย์ซะมาก ซึ่งผมเกือบจะอยากจัดว่า นั่นไม่ใช่การอ่านด้วยซ้ำ เพราะการอ่านที่ดีในความหมายของผมคือการที่เราสามารถได้ความรู้ ความคิด สติปัญญา รวมถึงจิตใจจากการอ่านนั้นด้วย
@ ขึ้นปีที่ 11 a day จะมีความเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆ ให้คนอ่านหนังสืออย่างไรบ้าง
ความจริง a day เป็นหนังสือที่มีนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลานะ คือ เป็นหนังสือที่มีไดนามิก ไม่ใช่รอให้ 3 ปีปรับปรุง 5 ปี มาเปลี่ยนคอนเทนท์ที ไม่ใช่ a day แต่ละเล่ม ผมอยู่กับมันผมรู้นะว่า ทีมงานกว่าจะทำออกมาแต่ละเล่ม คิดกันหัวแทบแตก ทำเข้มข้นมาก เรียกว่ากว่าจะออกมาได้แต่ละเล่ม เต็มที่ไม่มีผ่อน
ฉะนั้น ใน a day แต่ละเล่ม ด้วยความที่ตัวหนังสือค่อนข้างยืดหยุ่น คือ ไม่ใช่หนังสือผู้หญิง ผู้ชาย หนังสือเด็ก หนังสือรถ หนังสือบ้าน แต่ถ้าดูจริงๆ a day เป็นนิตยสารสารคดีรูปแบบหนึ่งนะ ผมมักจะบอกบก.ผมว่า a day คืออะไรก็ได้ คือง่ายต่อการทำ เปิดกว้างในการใส่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ลงไปได้
a day สามารถทำเรื่องสนุกๆ อย่างเรื่องท่องเที่ยวก็ได้ ทำเรื่องซีเรียสหน่อยอย่างมุสลิมก็ได้ หรือ สวิงไปทำเรื่องกราฟฟิกดีไซน์ก็ได้ หรือทำเรื่องศาสนาพุทธได้ ฉะนั้น ตัวหนังสือ a day ไม่ต้องปรับอะไร เพราะเราปรับอยู่ทุกเดือน
ผมว่า สิ่งที่เป็นโพสิชั่นของบริษัทต่อไปนับจากปีที่ 10 เนี่ย คือ เราอาจจะวางตัวเองว่า เราไม่ได้ทำนิตยสารอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากว่า มีเดียในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันแตกสาย มันผุดขึ้นใหม่ๆ มากมาย มีเดียไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือหรือในโทรทัศน์หรือวิทยุแล้ว แต่มันเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โน๊ตบุ๊ค หรือแม้กระทั่งในนิวมีเดียต่างๆ
ฉะนั้น ผมวางไว้ว่าต่อไป a day อาจไม่ใช่ magazine maker แล้วล่ะ แต่มันคือ content provider คือ ผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งสามารถจะไปออกในมีเดียอะไรก็ได้ คือ เราเชื่อว่าเราแข็งแรงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรามีคาแร็กเตอร์ มีจุดขายในเรื่องการเป็นบริษัทที่ให้แรงบันดาลใจ ฉะนั้น เราก็ไม่จำกัดตัวเองแค่ในกระดาษอย่างเดียว
เราไปออกอากาศแล้ว คือ รายการ "ดิ ไอดอล คนบันดานใจ" ทางช่อง 9 และเร็วๆ นี้เรากำลังจะเอาคอนเทนต์ของ a day ไปลงในไอแพ็ดซึ่งเราร่วมกับทรูดิจิทัล กำลังพัฒนาอยู่ อีกไม่นานอาจจะได้เห็น ซึ่ง a day น่าจะเป็นหนังสือ เล่มแรกๆ ในเมืองไทยที่คุณอ่านได้จากไอแพ็ด
@ a day จะบุกตะลุยในโซเชียล มีเดีย
ใช่ ผมติดตามวงการสื่อมาตลอด ผมก็สนใจว่าทิศทางหรือรูปแบบสื่อในโลกมันจะเคลื่อนไปทางไหน แล้วเราก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า นิวมีเดีย และโซเชียลเน็ตเวิร์ก มันมาจริงๆ แล้วนับวันก็ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เราไม่ใช่แค่ตั้งรับกับมัน แต่ต้องกระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย ฉะนั้น สิ่งที่ผมและบริษัทกำลังทำอยู่ก็คือ ให้ความสำคัญกับการ ผลิตคอนเทนท์เพื่อที่จะไปออกในโซเชียลมีเดีย นิวมีเดีย ตอนนี้ เรามีโครงการพัฒนาอยู่หลายๆ อัน ซึ่งน่าจะเป็นก้าวที่สำคัญของ a day
@ แสดงว่าคุณเองก็เสพสื่อเยอะมาก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์ครึ่งหนึ่ง (มั้ง) ที่มีอยู่ในเมืองไทย แต่บางทีก็อ่านในเน็ต ผมเล่นทวิตเตอร์ เพราะมีอะไรให้อ่านเยอะ แต่ไม่เล่นเฟซบุ๊ก เพราะผมว่า เฟซบุ๊กมันเหมือนบ้านที่เปิดประตูกว้างไปหน่อย ผมไม่ค่อยชอบรับแขกสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) ทวิตเตอร์มันยังเลือกคนได้ แต่ผมดูหนังเยอะมาก เฉลี่ย 2 วันต่อเรื่อง เดือนหนึ่ง ก็ดูสักประมาณ 15 เรื่อง ความคิด ความอ่านดีๆ มันมีอยู่ในหนังเยอะมาก แล้วก็ซื้อนิตยสาร หนังสือเยอะมาก
@ นอกจากโปรเจ็กเรื่องโซเชียลมีเดียแล้ว a day กำละงจะมีโปรเจ็กต์อะไรใหม่ๆ อีกบ้าง
ครบรอบ 10 ปี a day ผมจะทำ a day เล่มพิเศษออกมาชื่อ a day LEGEND เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนไทยที่เป็นตำนาน 25 คน จากทุกวงการ โดยผมเชิญมือดีมาเขียนเรื่องราวคนเหล่านี้หลายคน เช่น คุณวินทร์ เลียววาริณ บินหลา สันกาลาคีรี เวียง วชิระ โตมร ศุภปรีชา จะวางแผงออกเดือนตุลาคมนี้
แล้ววันที่ 10 เดือน 10 จะมีคอนเสิรต์ เป็นตีม LEGEND เหมือนกันที่สกาลา ก็ถือเป็นการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 10 ปี แต่ว่า ไมล์สโตน ต่อไปสำหรับผมเอง คือ ผมวางตัวเองไว้ 3 ช่วงว่า 20 ปีแรกของผม จะทำเพื่อครอบครัว ทำหน้าที่ลูก ช่วงที่ 2 คือ ทำหน้าที่เป็นคนทำงาน เป็นผู้นำบริษัท ผู้นำองค์กร เป็นคนทำสื่อ ปกครองคนในองค์กรให้อยู่ได้ สบายดี
ส่วน 20 ปีสุดท้าย ผมอยากจะทำอะไรเพื่อสังคม ผมกำลังจะตั้งมูลนิธิชื่อ a day Foundation ขึ้นมาภายในปีนี้ จะเรียกมันว่า CSR ก็ไม่เชิง คือ ที่ผ่านมาผมสนใจเรื่องนี้มานาน ทั้งในแง่ส่วนตัว ผมก็ทำอยู่เพียงแต่ไม่ได้บอกใคร
ในแง่คน ๆหนึ่ง ผมก็บริจาคให้องค์กรต่างๆ มา 20 กว่าปีแล้ว ผมเชื่อว่าสังคมมันจะดี มันไม่ใช่แค่ใครคนใดคนเดียวทำ มันต้องช่วยกัน เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาในสังคมเรามันมีเยอะ
ฉะนั้น ก่อนหน้านี้ เท่าที่ทำได้ ถ้าไม่มีเวลาทำ ผมก็บริจาคให้คนที่เขาทำอยู่แล้วให้เขาทำต่อไป แต่หลังจาก a day มันผ่าน 10 ปี ตอนนี้บริษัทผม เรียกได้ว่าค่อนข้างมั่นคง พูดง่ายๆ ว่า ไม่มีอะไรจะต้องห่วงมาก มีคนดูแลงานในบริษัทอยู่ทุกจุด ในด้านธุรกิจ เราก็เลี้ยงตัวเองได้ ผมเลยอยากเอาเวลา ไปทำอะไรที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเราดูบ้าง
a day Foundation ผมวางรูปแบบไว้เป็น agency ของ volunteer ง่ายๆ เลย คือ ผมคิดว่า คนที่คิดอยากทำอะไรเพื่อคนอื่นมีเยอะนะ แต่เขาไม่รู้จะไปเริ่มต้นที่ไหน กับใคร ฉะนั้น a day Foundation จะเหมือนเป็นเอเจนซีที่ว่า เฮ้ย …คุณสนใจอะไร เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมคน แล้วก็ไปคิดโปรเจ็กมา เราเป็นพวกช่างคิดนี่ แล้วคิดคอนเซ็ปที่จะช่วยกลุ่มคนในสังคมได้
อีกอย่างคือ ผมสนใจหลายด้าน ผมไม่ได้เป็นคนที่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หรือสนใจเรื่องเด็ก หรือคนพิการอย่างเดียว ผมว่าปัญหาทุกอย่างต้องได้รับความสนใจ
ฉะนั้น a day Foundation คงจะไปแตะทุกด้าน สนุกดีเหมือนกันนะ ผมฝันว่าผมอยากทำให้การช่วยเหลือคนอื่น หรือการเป็นอาสาสมัคร เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเท่ในอนาคตเว้ย ต่อไปอาจจะมีคนบอกว่า ฉันเป็น volunteer คิดถึงคนอื่นก่อนที่คิดถึงตัวเองบ้าง รอดูล่ะกัน (หัวเราะ)
@ คุณมักพูดเรื่องความเชื่อ ความฝัน และการใช้ชีวิตบ่อยครั้ง คุณมีวิธีเติมความคิด ความฝัน หรือสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับตัวเองยังไงบ้าง
มันอาจจะเริ่มต้นมาจาก ผมเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมั้ง คือ ชอบรู้ไปหมด อยากรู้อยากเห็น ฉะนั้น ผมก็เหมือนกับฝึกฝนตัวเอง ให้มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องราวรอบด้าน เคยมีคนถามผมว่า ในชีวิตสนใจอะไรบ้างมั๊ย
ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันนะ เพราะผมสนใจทุกเรื่อง ผมสนใจเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สนใจการเมือง หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ผมก็ชอบ เรื่องการออกแบบ แฟชั่น ผมก็สนใจ ผมชอบดูหนัง ชอบฟังเพลง ชอบอ่านหนังสือ เล่นโซเชียลมีเดีย แล้วก็ดูซีรีส์ด้วย (หัวเราะ)
ก็เลยไม่รู้ว่า อะไรคือลำดับในความสนใจของผม ซึ่งผมมาพบภายหลังว่า ลักษณะเช่นนี้มันดีต่อการทำสื่อมวลชน ทำให้เวลาเราจะวิเคราะห์หรือเขียนอะไร หรือวิพากษ์อะไรสักเรื่อง ไม่เขียนแบบติสต์ เขินๆ ผิวๆ แต่เราสามารถเชื่อมโยงความรู้ในสาขาต่างๆ เข้าด้วยกันได้ มันทำให้ความคิดเห็นหรือข้อเขียนของเรามีมิติลึกซึ้ง
ฉะนั้น ผมเติมตัวเองเยอะ เงินเดือนกว่าครึ่งของผมหมดไปกับการซื้อหนังสือ ซื้อหนัง ซื้อเพลง เดินทาง ซึ่งมันเป็นการ educate ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ผมเสพสื่อเยอะมาก ผมพบปะพูดคุยกับผู้คนพอสมควร
ทุกวันนี้ ผมมักจะนัดพูดคุยกับคนอยู่เสมอ บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ขอคุยด้วยได้มั๊ย กินข้าวก็ได้ (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าการ ได้คุยแลกเปลี่ยนกับคนเก่งๆ ในสาขาต่างๆ มันทำให้เราได้ไอเดีย ความรู้ใหม่ๆ ก้าวข้ามไปในพื้นที่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
จริงๆ ผมไม่ค่อยเป็นคนออกสังคม(นะ) แต่ผมเจอคนเยอะ คือ ผมไม่ได้ออกสังคมแบบไร้สาระ ไปปาร์ตี้ ถ่ายรูป กลับบ้าน แต่ผมจะนัดคุยกับคน อย่างที่บอก ทั้งนักธุรกิจ นักออกแบบ นักการเมือง ผู้กำกับ นี่จึงเป็นชีวิตในช่วงหลังของผม ผมจึงได้ไอเดีย ความคิด ได้ชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา
@ แล้วเคยมีอารมณ์หมดไอเดีย คิดสร้างสรรค์อะไรไม่ค่อยบ้างมั๊ย ในช่วง 10 ปีมานี้
ไม่เคยเลยนะ ผมเชื่อว่าความคิดใหม่ๆ มันผลิตได้ตลอด แต่แน่นอนว่า มันจะดีมากถ้าช่วยกันผลิต ไม่ใช่ผลิตแค่คนเดียว a day เป็นทีมเวิร์ก คือคนที่ทำงาน a day ระดับหนึ่งได้ผ่านการคัดสรรค์มาแล้วว่าเป็นพวกช่างคิด ก็เลยช่วยกันคิด เสริมส่ง แตกหน่อ ต่อยอดความคิดได้ ฉะนั้น เรื่องไอเดีย เรื่องความคิดไม่เคยตันเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แล้วก็เชื่อว่ายังคิดได้อีกเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ด้วยซ้ำ เพราะเราเป็นพวกสนุกคิดและทำ
ผมว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือความเหนื่อยหนักของผม น่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะมันเกี่ยวโยงกับหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจของประเทศ หรือแม้กระทั่งเรื่องการตลาดที่เปลี่ยนไป เรื่องโฆษณา เรื่องจีดีพี กระทั่งเรื่องภัยธรรมชาติ ทุกอย่างเกี่ยวข้องหมด
ฉะนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมต้องบาลานซ์มากๆ คือ การรักษาสมดุลและความแข็งแรงทางธุรกิจของเราให้อยู่ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สูญเสียตัวตนของคนอยากทำหนังสือดีๆ ไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็มันส์ดี
@ ความผูกพันระหว่างคุณกับ a day ดูลึกซึ้งจัง
เคยมีคนถามว่า มีอะไรที่สำคัญในชีวิตผมบ้าง ผมก็ตอบว่า a day ตอบพร้อมๆ กับคำว่าครอบครัวด้วยซ้ำ a day และครอบครัว เพราะว่ามันเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของผมไงครับ คือ ผมอยากทำหนังสือที่ผมสามารถชอบตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ทำหนังสือจากความคิด ความสนใจ ความเชื่อของผมเอง แบบไม่ประนีประนอมกับใครด้วยนะ แล้วผมก็ทำมันออกมาได้ แบบชอบมัน 100 %
ผมก็เลยรู้สึก อิ่มเอม ปลื้มเปรมใจมาก แล้วก็อาจจะเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ผมเคยทำสำเร็จก็ได้ ฉะนั้น a day คือ ส่วนหนึ่งในชีวิตผม ซึ่งมันแนบแน่นกับชีวิตปกติและชีวิตจริงผมมาก
ผมมักบอกหลายคนว่า ทุกวันนี้ ผมไม่ได้มาทำงาน แต่ผมมาทำชีวิต เนื่องจากว่างานที่ผมทำอยู่เนี่ย ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เป็นสิ่งที่ผมชอบ เพราะชีวิตผมชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ ชอบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ชอบเจอ ชอบคุยกับคนเก่งๆ ชอบรู้จักคนเจ๋งๆ คนดีๆ แล้วก็ชอบมีความสุขกับเรื่องที่มันรื่นรมย์ ทั้งหมดคือ ผมชอบ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงาน a day กับผม กลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียว แยกกันไม่ได้
@ ทุกวันนี้ชีวิตคุณมีความสุขมั๊ย
ผมแฮ๊ปปี้จะตาย ดูก็รู้ (หัวเราะ) ที่ผมแฮ๊ปปี้ เพราะผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากไง วันแรกที่ผมทำ a day ผมได้กลับมาเป็นตัวเองอย่างแท้จริงทุกกระเบียดนิ้ว คนที่มันเป็นตัวเอง มันจะสบายใจ มันจะมีความสุข ชีวิตมันจะสมู๊ทมาก ไม่ต้องฝืนเลย ผมถึงบอกไงว่า ผมไม่ใช่แค่ทำหนังสือ หรือ a day แต่ผมทำชีวิตผมด้วย
@ มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง
ผมอยากไปล่องเรือดูปลาวาฬโผล่มากจากน้ำ ดูในดิสคัฟเวอรี่บ่อย ๆ อยากเดินทาง หรือช่วงนี้ขอขับรถไปต่างจังหวัดสัก 2 อาทิตย์ ผมก็จะบอกบัดดี้ผมว่า (กู)ไปก่อนนะ ฝากดูบริษัทด้วย ผมก็ไปขับรถเที่ยว แต่ผมถือว่าเป็นงานนะ เพราะมันทำให้ผมกลับมามีพลังในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีความมุ่งมั่นในการทำงานและใช้ชีวิตต่อไป
@ เหตุการณ์ฝันร้ายเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ในเมืองไทย คุณเป็นยังไงบ้าง
ผมเครียดนะ ก็เหมือนคนไทยจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผลกระทบด้านจิตใจ เราไม่เคยเห็นความขัดแย้งที่รุนแรงขนาดนี้ ผมเกิดไม่ทันตุลา 2516 หรือ 2519 ยังเด็กอยู่ แต่ พฤษภา 2535 อาจจะใกล้เคียงหน่อย เพราะผมไปเดินประท้วงที่ราชดำเนินด้วย
แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุด ก็รู้สึกเป็นทุกข์ แต่ก็อยากให้มันคลี่คลาย แต่เหตุการณ์นี้สำหรับผมดีนะ ไม่รู้เพราะผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ผมว่าอย่างน้อยที่สุด มันเปิดเผยบางด้านและบางเรื่องราว ในสังคมที่ถูกซุกซ่อนปกปิดเอาไว้ให้คนในวงกว้างได้รับรู้ ไม่มากก็น้อย
เรื่องราวเหล่านี้ จะเกิดเป็นความเห็นอกเห็นใจกันระหว่างชนชั้นก็ได้ ผมยอมรับว่า ผมได้อานิสงฆ์จากเรื่องนี้พอสมควร เราอาจจะมองคนไทย เพื่อนร่วมชาติในกลุ่มที่เราไม่เคยเหลียวแลเขาเลย ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปก็ได้ ผมว่าดี
@ จำได้ว่า คุณเคยทำหนังสือสัมภาษณ์นายกฯ อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) เมื่อหลายปีก่อน วันวานกับวันนี้ คุณมองเขาอย่างไรบ้าง
ตอนที่ผมตัดสินใจทำหนังสือสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์ บอกตรงๆ ว่าตอนนั้น ผมอยากจะเชียร์เขานั่นแหละ แต่ที่มาก็คือ ผมติดตามบทบาทและผลงานเขาในฐานะนักการเมือง ผมว่า เขาเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจดี ผมก็เลยอยากทำหนังสือให้เขาสักเล่มหนึ่ง ก็ออกมาเป็น Question Mark
แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่วันนี้ที่เป็นนายก ฯ นี่ให้วิพากษ์นายกฯเลยเหรอ (หัวเราะ) โอเค ในฐานะประชาชนที่ไม่เหลืองไม่แดง ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อทั้งเหลืองทั้งแดงว่า ผมเห็นด้วย กับความคิดความอ่านบางอย่างของเสื้อเหลือง
ผมเห็นด้วยกับอุดมการณ์บางอย่างของเสื้อแดง ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างของเสื้อเหลือง ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างของเสื้อแดง ผมมีเหตุผลของผม
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงนายกฯในฐานะพลเมืองไทคนหนึ่ง ผมเห็นใจท่าน(นะ) เพราะในสถานการณ์ที่ผ่านมา มันหนักหนามากหลายรูปแบบและรอบด้าน คนที่ประคองตัวเองและรัฐบาล และอาจจะรวมถึงประเทศให้ผ่านวิกฤตมาได้ ผมว่าไม่มากก็น้อยต้องให้ค่าเขาล่ะ
แต่แน่นอนว่า สิ่งที่ท่านทำ ไม่สามารถถูกใจหรือตอบโจทย์คนได้ทั้งหมด เพราะโจทย์ที่เรามีอยู่มันต่างกัน ฉะนั้น คำตอบคำตอบเดียว ไม่สามารถถูกทุกโจทย์หรอก ผมเชื่อว่าท่านกำลังจะตอบโจทย์ให้ครบทุกโจทย์ เพียงแต่ช่วงนี้ จะตอบเรื่องนี้ก่อน อีกช่วงอาจจะตอบโจทย์บางโจทย์ที่มันค้างอยู่ ซึ่งผมจะรอดูว่าโจทย์บางโจทย์ที่มีคนซุกๆ เอาไว้ แล้วยังไม่ได้ตอบ แล้วเมื่อไหร่จะตอบ
แต่ผมอยากเห็นนายกฯเอ่ยปาก ขอโทษได้ จริงๆ ... ขอโทษประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบางเรื่อง ก็น่าจะขอโทษ ถึงแม้ในแง่กฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมจะทำอะไรได้ไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำ สามารถทำได้คือ การแสดงความเสียใจและขอโทษ
"วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์" บรรณาธิการอำนวยการ บริษัท เดย์ โพเอทส์ เป็นหนุ่มช่างคิด ช่างฝัน และชอบคิดสร้างสรรค์นอกกรอบอยู่เสมอ
10 ปีที่แล้ว "วงศ์ทนง" และผองเพื่อน สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการธุรกิจนิตยสารเมืองไทย ด้วยการก่อตั้งนิตยสารที่มีเนื้อหา แปลก แหวก และ แนว ... นามว่า a day
มาวันนี้ 10 ผ่านไป a day ไม่ใช่แค่นิตยสารเด็กแนว หรือถือแล้วเท่ อย่างเดียว แต่สามารถยืนหยัดอย่างมั่นคงในวงการธุรกิจนิตยสาร ได้อย่างไม่อายใคร
ขณะที่สื่อในเครือ เดย์ โพเอทส์ กำลังเติบโตอย่างน่าจับตามอง โดยเฉพาะ a day BULLETIN ที่ชั่วโมงนี้ กลายเป็นฟรีก็อปปี้ยอดนิยมของคนเมืองยุคนี้ไปแล้ว
ไม่นับรวม การผลิตคอนเทนต์สู่สื่อทีวี และ ดิจิทัล มีเดีย อย่างมีนัยยะสำคัญ
อะไร ทำให้ a day อยู่ในวงการธุรกิจนิตยสารมาได้ถึง 10 ปีเต็ม ?
ทิศทางและอนาคตข้างหน้าของ a day และ วงศ์ทนง จะไปทางไหน ?
ชวนคุณผู้อ่านหยุดเม้าท์เรื่อง "ฟิล์ม-แอนนี่" สักครู่ พักสมองเรื่องค่าบาทแข็งลงสักหน่อย หรือ ปลงๆ กับปัญหา 3G ซะบ้าง (ก็ดี)
แล้วนั่งลงจิบชาหรือกาแฟ หรือไม่ก็ซดนำขิงสักถ้วย อ่านแนวคิดนอกกรอบของ "วงศ์ทนง ในวาระฉลองครบรอบ 10 ปี นิตยสาร a day นิตยสารที่ “วงศ์ทนง “ ท้าทายว่า ...ต่อให้มีเงินเท่าไหร่ ก็ลอกเลียนแบบไม่ได้ !
@ อะไรทำให้ a day ยืนหยัดอยู่บนแผงหนังสือมาได้ถึง 10 ปี
สารภาพเลยว่าตอนที่ทำ a day เล่มแรก ผมคิดไม่ออก มองไม่เห็นเลยว่าหนังสือจะมีอายุมาถึง 10 ปี ได้ยังไง ตอนนั้น ด้วยข้อจำกัดต่างๆ ที่เรามีอยู่ ไม่ว่าจะเรื่องเงินทุน หรือเรื่องต่างๆ กระทั่งเรื่องตัวตนในวงการหนังสือ เรามันเล็กมาก เราไม่ใช่นายทุนร่ำรวยที่หอบเงินมาทำธุรกิจหนังสือ
ฉะนั้น ไม่นึกฝันหรอกว่าจะอยู่ 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี หรือนานแค่ไหน ฝันที่ไกลที่สุดในตอนนั้นของผมคือ ได้ออก a day สัก 3 เล่ม เฮ้ย ...สุดยอดแล้ว พอใจแล้ว คือ ได้ทำหนังสือแบบที่เราชอบ ตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ให้คนได้เห็นเราแฮ๊ปปี้แล้วนะ แล้วถ้ามันจะเจ๊ง เราก็คงไม่เสียใจอะไรมากมาย
แต่ในที่สุดก็สามารถยืนหยัด สามารถประกาศตัวตน สามารถปักหลักฐานที่มั่นคงในวงการธุรกิจนิตยสารเมืองไทยได้ เป็นเรื่องที่ดีใจและภาคภูใจด้วย
ผมว่าที่ a day สามารถอยู่ได้ 10 ปี โดยได้รับความนิยมอยู่ องค์ประกอบมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อย่างแรกผมว่า ตั้งแต่ฉบับแรกเป็นต้นมา หนังสือ a day มันแปลกใหม่ ทั้งด้านการก่อกำเนิด ที่คนอ่านหนังสือและคนทำหนังสือมาร่วมลงขันกัน
แปลกใหม่ในแง่คาแรกเตอร์ เนื้อหา การออกแบบ พูดง่ายๆว่า โพสิชั่นของมัน ไม่เคยมีหนังสือแบบนี้มาก่อนในเมืองไทย ฉะนั้นมันสามารถเซ็ตโพสิชั่นใหม่ของตัวเองขึ้นมาได้ เป็นโพสิชั่นนิตยสารเด็กแนว(หัวเราะ) ซึ่งก่อนหน้านี้ คำว่าเด็กแนวไม่ค่อยมีนะ
คำว่าเด็กแนวมันเกิดมาพร้อมกับ a day เกิดมาพร้อมกับ independent มีเดีย ต่างๆ อ่านแล้วได้สนุก ได้แรงบันดาลใจ ไม่นับเหตุผลยิบย่อยๆ ที่มันมีความเท่อยู่ในตัว มีความเป็น fationnable ถือแล้วเท่ ดูแนว (หัวเราะ) ทั้งหมดประกอบกัน ก็เลยทำให้ a day สามารถยืนหยัดอยู่ได้
@ ในแง่เนื้อหาล่ะ มีกระบวนการคิดและลงมือทำยังไงให้น่าสนใจ
เชื่อมั๊ยว่า a day ตั้งแต่ปีที่ 1 ถึง ปีที่ 10 คอนเทนต์ไม่เคยเปลี่ยนนะ คอนเทนต์ a day ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ 1. เรื่องคน ว่าด้วยคนเก่ง คนดี คนมีของ คนหน้าใหม่ คนมีความสามารถ เรียกว่า somebody 2. คือ เรื่องราวความประทับใจในอดีต เรตโทร และ 3. เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ไอเดีย
นี่คือแกนของ a day ไม่เคยเปลี่ยน ที่เปลี่ยนอาจจะเป็นรายละเอียดยิบย่อย เรื่องคอลัมน์ นักเขียน คอลัมนิสต์ หรือเรื่องดีไซน์ แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า a day ก่อนที่มันจะออกมา ผมผ่านการตกตะกอนตัวเองอย่างข้นขลัก รู้เลยว่าชีวิตนี้อยากทำหนังสือแบบไหน แล้วก็มองเห็นมันทะลุปรุโปร่ง ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายว่าหนังสือเล่มนี้ที่มีอยู่ 180 หน้า จะประกอบด้วยอะไรบ้าง ผมชัดเจนกับมันมาก ผมเทที่ผมชอบทั้งหมดลงในหนังสือเล่มนี้ เพราะฉะนั้นมันก็เลยชัดเจนมาก จนเกิดความเป็น original ขึ้นมา เป็น original ที่ข้นเพียว ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้
ผมท้าเลย a day เป็นหนังสือที่ต่อให้คุณมีเงินเท่าไหร่ คุณก็เลียนแบบไม่ได้ เพราะมันทำออกมาด้วยจิตวิญญาณ แบบอาจารย์เฉลิมชัย (โฆสิพิพัฒน์) ทำมาจากด้านลึกของความมุ่งมั่นปรารถนาภายใน แล้วก็ประสบการณ์
@ ในแง่ธุรกิจ a day ถือว่าไปได้ดีโดยตลอดหรือเปล่า
อย่างที่บอก เราเริ่มต้นจากที่ไม่เคยทำธุรกิจหนังสือมาก่อน ความรู้เรื่องธุรกิจจึงมีน้อยมาก แต่โชคดีที่เราและเพื่อนชื่อคุณ นิติพัฒน์ สุขสวย เรามีเซ้นต์ในเรื่องค้าๆ ขายๆ อยู่บ้าง สิ่งที่เหลือนับจากนั้นก็คือ การเรียนรู้ด้วยตัวเอง เราเหมือนคนที่ไม่เคยเป็นพ่อค้าเลย แต่ตัดสินใจเปิดร้านของตัวเองขึ้นมา ด้วยความรู้นิดๆ หน่อยๆ ที่เคยรู้มา จากการทำงานในบริษัทต่างๆ
แต่สิ่งสำคัญที่มันสอนเราทุกๆ วันก็คือ มันสอนให้เราจำเป็นต้องเข้าใจและรู้เรื่องธุรกิจไปในตัว เพราะว่าหนังสือมันอยู่รอดไม่รอดอยู่ที่ธุรกิจจริงๆ คือ โมเดลของธุรกิจนิตยสาร มันไม่ได้ผูกไว้กับยอดจำหน่ายหนังสือเป็นหลัก เหมือนธุรกิจหนังสือของอเมริกาหรือยุโรป ซึ่งรายได้จากการจำหน่าย isssue มันเยอะมากพอที่จะซัพพอร์ตได้
แต่ธุรกิจหนังสือในประเทศไทย ในช่วง 30 ปีให้หลัง ไม่ได้พึ่งรายได้หลักจากตัวหนังสือแล้ว รายได้สำคัญมาจากค่าโฆษณา ฉะนั้น เราต้อง concern ตรงนั้น มากๆ แต่ว่าที่สุดแล้ว เราก็ตอบโจทย์โฆษณา ตอบโจทย์เอเจนซี่ได้ง่ายๆ เลย เขาจะลงโฆษณาในหนังสือที่เขาเชื่อว่าป็อบปูล่า ขายดี ได้รับความนิยม แล้ว a day ก็ทำ จนกระทั่งมีคุณสมบัติตามนั้นได้
ปีแรกที่เราทำอะเดย์ ถ้าจำไม่ผิดบิลลิ่งเราประมาณ 2 ล้าน (หัวเราะ) 4-5 เล่มแรกไม่มีโฆษณาเลย ผมออกไปขายโฆษณาเอง ไปนั่งรอเขา ไม่มีใครซื้อเลย แต่ล่าสุด บริษัทเรามีบิลลิ่ง 100 กว่าล้าน ถ้าเทียบเป็น (บัญญัติตระยาง ) ก็ถือเป็นการเติบโตที่น่าพอใจ
@ เคยสำรวจมั๊ยว่า แฟนๆ ของ a day มีมากขนาดไหน
ปริมาณผมไม่รู้เหมือนกันนะ แต่ถ้าพูดชื่อ a day ไป คนสักล้านคนน่าจะรู้จัก (หัวเราะ) แล้วในจำนวนนั้นสัก 2 แสนคน อาจจะบอกว่าเคยอ่าน a day โว้ย แล้วก็มีสัก 3 หมื่นคนที่ซื้อประจำ เชื่อว่าอย่างนั้นนะ แต่ดูจากฟีดแบ็กต่างๆ ดูที่ผมใช้โซเชียลมีเดีย อยู่ด้วย ก็พอจะบอกว่า มีแฟนๆ a day มากทีเดียว
แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือ ผมยอมรับเลยว่า ผมไม่ได้ทำ a day ให้เด็กๆ อ่านนะ เพราะตอนนั้นผมอายุ 30 แล้ว ความสนใจของผม คือ อยากทำหนังสือให้คนทำงานอ่านด้วยซ้ำ คนทำงานต้นๆ เพิ่งจบมหาวิทยาลัย ซึ่งพอออกมา มันก็ใช่จริงๆ คนกลุ่มนี้ก็อ่าน a day แต่ไปๆมาๆ ที่แปลกก็คือ กลุ่มผู้อ่านอายุลดลงเรื่อยๆ
ตอนนี้ผมเจอเด็กมัธยมต้นอ่าน a day ไปจัดงานบุ๊คแฟร์ที่เอสพลานาด เด็กม.3 เขาก็มาขอลายเซ็นต์ผม แต่ถามไปถามมา บอกว่า อ่านตั้งแต่ม.1 แล้ว ผมเข้าใจว่า a day มันกลายเป็นส่วนของ pop culture ไปแล้ว คือ วัฒนธรรมที่ได้รับความนิยม ฉะนั้น อะไรที่มันป็อบ คนก็อยากรู้จัก อยากจะลองใช้ ลองฟัง ลองอ่าน แต่ที่สุดแล้ว ผมว่า เป็นเรื่องดีนะ เวลาเด็กๆ อ่านหนังสือ ดีกว่าไปติดเกม
@ แล้วคิดยังไงกับผลสำรวจเรื่องคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก
จริงๆ ผมเชื่อว่าผลสำรวจนี้ คงไม่ได้ทำแบบชุ่ยๆ หรอก แต่อาจจะไม่ครอบคลุม และคำถามอาจจะไม่ละเอียดสักเท่าไหร่ โดยส่วนตัวที่คลุกคลีอยู่กับผู้อ่าน ผมเชื่อว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่น้อยหรอก โดยเฉพาะคนเมือง อ่านหนังสือเยอะ วัยรุ่นก็อ่านหนังสือไม่น้อย
แต่สิ่งที่น่า concern มากกว่าก็คือ ในจำนวนการอ่านที่ไม่น้อย เขาอ่านอะไรกันอยู่ ผมเชื่อว่า ถ้าประเทศเรามีตัวเลขคนอ่านหนังสือเยอะมาก แต่ประเภทหนังสือที่อ่านเป็นหนังสือที่น้อยสาระ หรือไม่ได้ให้ภูมิปัญญา ความคิดความอ่านสักเท่าไหร่ ออกไปทางหนังสือบันเทิงเริงรมย์ซะมาก ซึ่งผมเกือบจะอยากจัดว่า นั่นไม่ใช่การอ่านด้วยซ้ำ เพราะการอ่านที่ดีในความหมายของผมคือการที่เราสามารถได้ความรู้ ความคิด สติปัญญา รวมถึงจิตใจจากการอ่านนั้นด้วย
@ ขึ้นปีที่ 11 a day จะมีความเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆ ให้คนอ่านหนังสืออย่างไรบ้าง
ความจริง a day เป็นหนังสือที่มีนวัตกรรมอยู่ตลอดเวลานะ คือ เป็นหนังสือที่มีไดนามิก ไม่ใช่รอให้ 3 ปีปรับปรุง 5 ปี มาเปลี่ยนคอนเทนท์ที ไม่ใช่ a day แต่ละเล่ม ผมอยู่กับมันผมรู้นะว่า ทีมงานกว่าจะทำออกมาแต่ละเล่ม คิดกันหัวแทบแตก ทำเข้มข้นมาก เรียกว่ากว่าจะออกมาได้แต่ละเล่ม เต็มที่ไม่มีผ่อน
ฉะนั้น ใน a day แต่ละเล่ม ด้วยความที่ตัวหนังสือค่อนข้างยืดหยุ่น คือ ไม่ใช่หนังสือผู้หญิง ผู้ชาย หนังสือเด็ก หนังสือรถ หนังสือบ้าน แต่ถ้าดูจริงๆ a day เป็นนิตยสารสารคดีรูปแบบหนึ่งนะ ผมมักจะบอกบก.ผมว่า a day คืออะไรก็ได้ คือง่ายต่อการทำ เปิดกว้างในการใส่จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ลงไปได้
a day สามารถทำเรื่องสนุกๆ อย่างเรื่องท่องเที่ยวก็ได้ ทำเรื่องซีเรียสหน่อยอย่างมุสลิมก็ได้ หรือ สวิงไปทำเรื่องกราฟฟิกดีไซน์ก็ได้ หรือทำเรื่องศาสนาพุทธได้ ฉะนั้น ตัวหนังสือ a day ไม่ต้องปรับอะไร เพราะเราปรับอยู่ทุกเดือน
ผมว่า สิ่งที่เป็นโพสิชั่นของบริษัทต่อไปนับจากปีที่ 10 เนี่ย คือ เราอาจจะวางตัวเองว่า เราไม่ได้ทำนิตยสารอย่างเดียวแล้ว เนื่องจากว่า มีเดียในช่วงหลายปีที่ผ่านมามันแตกสาย มันผุดขึ้นใหม่ๆ มากมาย มีเดียไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือหรือในโทรทัศน์หรือวิทยุแล้ว แต่มันเข้ามาอยู่ในโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต โน๊ตบุ๊ค หรือแม้กระทั่งในนิวมีเดียต่างๆ
ฉะนั้น ผมวางไว้ว่าต่อไป a day อาจไม่ใช่ magazine maker แล้วล่ะ แต่มันคือ content provider คือ ผู้ผลิตคอนเทนต์ ซึ่งสามารถจะไปออกในมีเดียอะไรก็ได้ คือ เราเชื่อว่าเราแข็งแรงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เรามีคาแร็กเตอร์ มีจุดขายในเรื่องการเป็นบริษัทที่ให้แรงบันดาลใจ ฉะนั้น เราก็ไม่จำกัดตัวเองแค่ในกระดาษอย่างเดียว
เราไปออกอากาศแล้ว คือ รายการ "ดิ ไอดอล คนบันดานใจ" ทางช่อง 9 และเร็วๆ นี้เรากำลังจะเอาคอนเทนต์ของ a day ไปลงในไอแพ็ดซึ่งเราร่วมกับทรูดิจิทัล กำลังพัฒนาอยู่ อีกไม่นานอาจจะได้เห็น ซึ่ง a day น่าจะเป็นหนังสือ เล่มแรกๆ ในเมืองไทยที่คุณอ่านได้จากไอแพ็ด
@ a day จะบุกตะลุยในโซเชียล มีเดีย
ใช่ ผมติดตามวงการสื่อมาตลอด ผมก็สนใจว่าทิศทางหรือรูปแบบสื่อในโลกมันจะเคลื่อนไปทางไหน แล้วเราก็ต้องยอมรับจริงๆ ว่า นิวมีเดีย และโซเชียลเน็ตเวิร์ก มันมาจริงๆ แล้วนับวันก็ทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ฉะนั้น เราไม่ใช่แค่ตั้งรับกับมัน แต่ต้องกระโจนเข้าไปร่วมวงด้วย ฉะนั้น สิ่งที่ผมและบริษัทกำลังทำอยู่ก็คือ ให้ความสำคัญกับการ ผลิตคอนเทนท์เพื่อที่จะไปออกในโซเชียลมีเดีย นิวมีเดีย ตอนนี้ เรามีโครงการพัฒนาอยู่หลายๆ อัน ซึ่งน่าจะเป็นก้าวที่สำคัญของ a day
@ แสดงว่าคุณเองก็เสพสื่อเยอะมาก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์ครึ่งหนึ่ง (มั้ง) ที่มีอยู่ในเมืองไทย แต่บางทีก็อ่านในเน็ต ผมเล่นทวิตเตอร์ เพราะมีอะไรให้อ่านเยอะ แต่ไม่เล่นเฟซบุ๊ก เพราะผมว่า เฟซบุ๊กมันเหมือนบ้านที่เปิดประตูกว้างไปหน่อย ผมไม่ค่อยชอบรับแขกสักเท่าไหร่ (หัวเราะ) ทวิตเตอร์มันยังเลือกคนได้ แต่ผมดูหนังเยอะมาก เฉลี่ย 2 วันต่อเรื่อง เดือนหนึ่ง ก็ดูสักประมาณ 15 เรื่อง ความคิด ความอ่านดีๆ มันมีอยู่ในหนังเยอะมาก แล้วก็ซื้อนิตยสาร หนังสือเยอะมาก
@ นอกจากโปรเจ็กเรื่องโซเชียลมีเดียแล้ว a day กำละงจะมีโปรเจ็กต์อะไรใหม่ๆ อีกบ้าง
ครบรอบ 10 ปี a day ผมจะทำ a day เล่มพิเศษออกมาชื่อ a day LEGEND เป็นเรื่องเกี่ยวกับคนไทยที่เป็นตำนาน 25 คน จากทุกวงการ โดยผมเชิญมือดีมาเขียนเรื่องราวคนเหล่านี้หลายคน เช่น คุณวินทร์ เลียววาริณ บินหลา สันกาลาคีรี เวียง วชิระ โตมร ศุภปรีชา จะวางแผงออกเดือนตุลาคมนี้
แล้ววันที่ 10 เดือน 10 จะมีคอนเสิรต์ เป็นตีม LEGEND เหมือนกันที่สกาลา ก็ถือเป็นการเฉลิมฉลอง ครบรอบ 10 ปี แต่ว่า ไมล์สโตน ต่อไปสำหรับผมเอง คือ ผมวางตัวเองไว้ 3 ช่วงว่า 20 ปีแรกของผม จะทำเพื่อครอบครัว ทำหน้าที่ลูก ช่วงที่ 2 คือ ทำหน้าที่เป็นคนทำงาน เป็นผู้นำบริษัท ผู้นำองค์กร เป็นคนทำสื่อ ปกครองคนในองค์กรให้อยู่ได้ สบายดี
ส่วน 20 ปีสุดท้าย ผมอยากจะทำอะไรเพื่อสังคม ผมกำลังจะตั้งมูลนิธิชื่อ a day Foundation ขึ้นมาภายในปีนี้ จะเรียกมันว่า CSR ก็ไม่เชิง คือ ที่ผ่านมาผมสนใจเรื่องนี้มานาน ทั้งในแง่ส่วนตัว ผมก็ทำอยู่เพียงแต่ไม่ได้บอกใคร
ในแง่คน ๆหนึ่ง ผมก็บริจาคให้องค์กรต่างๆ มา 20 กว่าปีแล้ว ผมเชื่อว่าสังคมมันจะดี มันไม่ใช่แค่ใครคนใดคนเดียวทำ มันต้องช่วยกัน เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาในสังคมเรามันมีเยอะ
ฉะนั้น ก่อนหน้านี้ เท่าที่ทำได้ ถ้าไม่มีเวลาทำ ผมก็บริจาคให้คนที่เขาทำอยู่แล้วให้เขาทำต่อไป แต่หลังจาก a day มันผ่าน 10 ปี ตอนนี้บริษัทผม เรียกได้ว่าค่อนข้างมั่นคง พูดง่ายๆ ว่า ไม่มีอะไรจะต้องห่วงมาก มีคนดูแลงานในบริษัทอยู่ทุกจุด ในด้านธุรกิจ เราก็เลี้ยงตัวเองได้ ผมเลยอยากเอาเวลา ไปทำอะไรที่ไม่เกี่ยวอะไรกับเราดูบ้าง
a day Foundation ผมวางรูปแบบไว้เป็น agency ของ volunteer ง่ายๆ เลย คือ ผมคิดว่า คนที่คิดอยากทำอะไรเพื่อคนอื่นมีเยอะนะ แต่เขาไม่รู้จะไปเริ่มต้นที่ไหน กับใคร ฉะนั้น a day Foundation จะเหมือนเป็นเอเจนซีที่ว่า เฮ้ย …คุณสนใจอะไร เป็นคอมมูนิตี้ที่รวบรวมคน แล้วก็ไปคิดโปรเจ็กมา เราเป็นพวกช่างคิดนี่ แล้วคิดคอนเซ็ปที่จะช่วยกลุ่มคนในสังคมได้
อีกอย่างคือ ผมสนใจหลายด้าน ผมไม่ได้เป็นคนที่สนใจสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว หรือสนใจเรื่องเด็ก หรือคนพิการอย่างเดียว ผมว่าปัญหาทุกอย่างต้องได้รับความสนใจ
ฉะนั้น a day Foundation คงจะไปแตะทุกด้าน สนุกดีเหมือนกันนะ ผมฝันว่าผมอยากทำให้การช่วยเหลือคนอื่น หรือการเป็นอาสาสมัคร เป็นสิ่งที่มีประโยชน์และเท่ในอนาคตเว้ย ต่อไปอาจจะมีคนบอกว่า ฉันเป็น volunteer คิดถึงคนอื่นก่อนที่คิดถึงตัวเองบ้าง รอดูล่ะกัน (หัวเราะ)
@ คุณมักพูดเรื่องความเชื่อ ความฝัน และการใช้ชีวิตบ่อยครั้ง คุณมีวิธีเติมความคิด ความฝัน หรือสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับตัวเองยังไงบ้าง
มันอาจจะเริ่มต้นมาจาก ผมเป็นคนอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วมั้ง คือ ชอบรู้ไปหมด อยากรู้อยากเห็น ฉะนั้น ผมก็เหมือนกับฝึกฝนตัวเอง ให้มีความสนใจใคร่รู้ในเรื่องราวรอบด้าน เคยมีคนถามผมว่า ในชีวิตสนใจอะไรบ้างมั๊ย
ผมก็ตอบไม่ถูกเหมือนกันนะ เพราะผมสนใจทุกเรื่อง ผมสนใจเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม สนใจการเมือง หรือ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ผมก็ชอบ เรื่องการออกแบบ แฟชั่น ผมก็สนใจ ผมชอบดูหนัง ชอบฟังเพลง ชอบอ่านหนังสือ เล่นโซเชียลมีเดีย แล้วก็ดูซีรีส์ด้วย (หัวเราะ)
ก็เลยไม่รู้ว่า อะไรคือลำดับในความสนใจของผม ซึ่งผมมาพบภายหลังว่า ลักษณะเช่นนี้มันดีต่อการทำสื่อมวลชน ทำให้เวลาเราจะวิเคราะห์หรือเขียนอะไร หรือวิพากษ์อะไรสักเรื่อง ไม่เขียนแบบติสต์ เขินๆ ผิวๆ แต่เราสามารถเชื่อมโยงความรู้ในสาขาต่างๆ เข้าด้วยกันได้ มันทำให้ความคิดเห็นหรือข้อเขียนของเรามีมิติลึกซึ้ง
ฉะนั้น ผมเติมตัวเองเยอะ เงินเดือนกว่าครึ่งของผมหมดไปกับการซื้อหนังสือ ซื้อหนัง ซื้อเพลง เดินทาง ซึ่งมันเป็นการ educate ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ผมเสพสื่อเยอะมาก ผมพบปะพูดคุยกับผู้คนพอสมควร
ทุกวันนี้ ผมมักจะนัดพูดคุยกับคนอยู่เสมอ บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ก็ขอคุยด้วยได้มั๊ย กินข้าวก็ได้ (หัวเราะ) ผมเชื่อว่าการ ได้คุยแลกเปลี่ยนกับคนเก่งๆ ในสาขาต่างๆ มันทำให้เราได้ไอเดีย ความรู้ใหม่ๆ ก้าวข้ามไปในพื้นที่ที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน
จริงๆ ผมไม่ค่อยเป็นคนออกสังคม(นะ) แต่ผมเจอคนเยอะ คือ ผมไม่ได้ออกสังคมแบบไร้สาระ ไปปาร์ตี้ ถ่ายรูป กลับบ้าน แต่ผมจะนัดคุยกับคน อย่างที่บอก ทั้งนักธุรกิจ นักออกแบบ นักการเมือง ผู้กำกับ นี่จึงเป็นชีวิตในช่วงหลังของผม ผมจึงได้ไอเดีย ความคิด ได้ชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา
@ แล้วเคยมีอารมณ์หมดไอเดีย คิดสร้างสรรค์อะไรไม่ค่อยบ้างมั๊ย ในช่วง 10 ปีมานี้
ไม่เคยเลยนะ ผมเชื่อว่าความคิดใหม่ๆ มันผลิตได้ตลอด แต่แน่นอนว่า มันจะดีมากถ้าช่วยกันผลิต ไม่ใช่ผลิตแค่คนเดียว a day เป็นทีมเวิร์ก คือคนที่ทำงาน a day ระดับหนึ่งได้ผ่านการคัดสรรค์มาแล้วว่าเป็นพวกช่างคิด ก็เลยช่วยกันคิด เสริมส่ง แตกหน่อ ต่อยอดความคิดได้ ฉะนั้น เรื่องไอเดีย เรื่องความคิดไม่เคยตันเลยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แล้วก็เชื่อว่ายังคิดได้อีกเรื่อยๆ อย่างสบายๆ ด้วยซ้ำ เพราะเราเป็นพวกสนุกคิดและทำ
ผมว่าสิ่งที่เป็นอุปสรรคหรือความเหนื่อยหนักของผม น่าจะเป็นเรื่องธุรกิจ เพราะมันเกี่ยวโยงกับหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจของประเทศ หรือแม้กระทั่งเรื่องการตลาดที่เปลี่ยนไป เรื่องโฆษณา เรื่องจีดีพี กระทั่งเรื่องภัยธรรมชาติ ทุกอย่างเกี่ยวข้องหมด
ฉะนั้น ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ผมต้องบาลานซ์มากๆ คือ การรักษาสมดุลและความแข็งแรงทางธุรกิจของเราให้อยู่ได้ ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สูญเสียตัวตนของคนอยากทำหนังสือดีๆ ไป ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เหนื่อยเหมือนกัน แต่ก็มันส์ดี
@ ความผูกพันระหว่างคุณกับ a day ดูลึกซึ้งจัง
เคยมีคนถามว่า มีอะไรที่สำคัญในชีวิตผมบ้าง ผมก็ตอบว่า a day ตอบพร้อมๆ กับคำว่าครอบครัวด้วยซ้ำ a day และครอบครัว เพราะว่ามันเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของผมไงครับ คือ ผมอยากทำหนังสือที่ผมสามารถชอบตั้งแต่หน้าแรกถึงหน้าสุดท้าย ทำหนังสือจากความคิด ความสนใจ ความเชื่อของผมเอง แบบไม่ประนีประนอมกับใครด้วยนะ แล้วผมก็ทำมันออกมาได้ แบบชอบมัน 100 %
ผมก็เลยรู้สึก อิ่มเอม ปลื้มเปรมใจมาก แล้วก็อาจจะเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตที่ผมเคยทำสำเร็จก็ได้ ฉะนั้น a day คือ ส่วนหนึ่งในชีวิตผม ซึ่งมันแนบแน่นกับชีวิตปกติและชีวิตจริงผมมาก
ผมมักบอกหลายคนว่า ทุกวันนี้ ผมไม่ได้มาทำงาน แต่ผมมาทำชีวิต เนื่องจากว่างานที่ผมทำอยู่เนี่ย ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ เขียนหนังสือ เป็นสิ่งที่ผมชอบ เพราะชีวิตผมชอบอ่านหนังสือ ชอบเขียนหนังสือ ชอบเรื่องความคิดสร้างสรรค์ ชอบเจอ ชอบคุยกับคนเก่งๆ ชอบรู้จักคนเจ๋งๆ คนดีๆ แล้วก็ชอบมีความสุขกับเรื่องที่มันรื่นรมย์ ทั้งหมดคือ ผมชอบ ไม่ได้รู้สึกว่ากำลังทำงาน a day กับผม กลมกลืนกันเป็นเนื้อเดียว แยกกันไม่ได้
@ ทุกวันนี้ชีวิตคุณมีความสุขมั๊ย
ผมแฮ๊ปปี้จะตาย ดูก็รู้ (หัวเราะ) ที่ผมแฮ๊ปปี้ เพราะผมไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากไง วันแรกที่ผมทำ a day ผมได้กลับมาเป็นตัวเองอย่างแท้จริงทุกกระเบียดนิ้ว คนที่มันเป็นตัวเอง มันจะสบายใจ มันจะมีความสุข ชีวิตมันจะสมู๊ทมาก ไม่ต้องฝืนเลย ผมถึงบอกไงว่า ผมไม่ใช่แค่ทำหนังสือ หรือ a day แต่ผมทำชีวิตผมด้วย
@ มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำอีกบ้าง
ผมอยากไปล่องเรือดูปลาวาฬโผล่มากจากน้ำ ดูในดิสคัฟเวอรี่บ่อย ๆ อยากเดินทาง หรือช่วงนี้ขอขับรถไปต่างจังหวัดสัก 2 อาทิตย์ ผมก็จะบอกบัดดี้ผมว่า (กู)ไปก่อนนะ ฝากดูบริษัทด้วย ผมก็ไปขับรถเที่ยว แต่ผมถือว่าเป็นงานนะ เพราะมันทำให้ผมกลับมามีพลังในการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีความมุ่งมั่นในการทำงานและใช้ชีวิตต่อไป
@ เหตุการณ์ฝันร้ายเมื่อเดือนเมษา-พฤษภา ในเมืองไทย คุณเป็นยังไงบ้าง
ผมเครียดนะ ก็เหมือนคนไทยจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะผลกระทบด้านจิตใจ เราไม่เคยเห็นความขัดแย้งที่รุนแรงขนาดนี้ ผมเกิดไม่ทันตุลา 2516 หรือ 2519 ยังเด็กอยู่ แต่ พฤษภา 2535 อาจจะใกล้เคียงหน่อย เพราะผมไปเดินประท้วงที่ราชดำเนินด้วย
แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุด ก็รู้สึกเป็นทุกข์ แต่ก็อยากให้มันคลี่คลาย แต่เหตุการณ์นี้สำหรับผมดีนะ ไม่รู้เพราะผมเป็นคนมองโลกในแง่ดีหรือเปล่า ผมว่าอย่างน้อยที่สุด มันเปิดเผยบางด้านและบางเรื่องราว ในสังคมที่ถูกซุกซ่อนปกปิดเอาไว้ให้คนในวงกว้างได้รับรู้ ไม่มากก็น้อย
เรื่องราวเหล่านี้ จะเกิดเป็นความเห็นอกเห็นใจกันระหว่างชนชั้นก็ได้ ผมยอมรับว่า ผมได้อานิสงฆ์จากเรื่องนี้พอสมควร เราอาจจะมองคนไทย เพื่อนร่วมชาติในกลุ่มที่เราไม่เคยเหลียวแลเขาเลย ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปก็ได้ ผมว่าดี
@ จำได้ว่า คุณเคยทำหนังสือสัมภาษณ์นายกฯ อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) เมื่อหลายปีก่อน วันวานกับวันนี้ คุณมองเขาอย่างไรบ้าง
ตอนที่ผมตัดสินใจทำหนังสือสัมภาษณ์คุณอภิสิทธิ์ บอกตรงๆ ว่าตอนนั้น ผมอยากจะเชียร์เขานั่นแหละ แต่ที่มาก็คือ ผมติดตามบทบาทและผลงานเขาในฐานะนักการเมือง ผมว่า เขาเป็นนักการเมืองหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจดี ผมก็เลยอยากทำหนังสือให้เขาสักเล่มหนึ่ง ก็ออกมาเป็น Question Mark
แต่ตอนนั้นเขาก็ไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่วันนี้ที่เป็นนายก ฯ นี่ให้วิพากษ์นายกฯเลยเหรอ (หัวเราะ) โอเค ในฐานะประชาชนที่ไม่เหลืองไม่แดง ผมเคยให้สัมภาษณ์กับสื่อทั้งเหลืองทั้งแดงว่า ผมเห็นด้วย กับความคิดความอ่านบางอย่างของเสื้อเหลือง
ผมเห็นด้วยกับอุดมการณ์บางอย่างของเสื้อแดง ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างของเสื้อเหลือง ผมไม่เห็นด้วยกับวิธีการบางอย่างของเสื้อแดง ผมมีเหตุผลของผม
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงนายกฯในฐานะพลเมืองไทคนหนึ่ง ผมเห็นใจท่าน(นะ) เพราะในสถานการณ์ที่ผ่านมา มันหนักหนามากหลายรูปแบบและรอบด้าน คนที่ประคองตัวเองและรัฐบาล และอาจจะรวมถึงประเทศให้ผ่านวิกฤตมาได้ ผมว่าไม่มากก็น้อยต้องให้ค่าเขาล่ะ
แต่แน่นอนว่า สิ่งที่ท่านทำ ไม่สามารถถูกใจหรือตอบโจทย์คนได้ทั้งหมด เพราะโจทย์ที่เรามีอยู่มันต่างกัน ฉะนั้น คำตอบคำตอบเดียว ไม่สามารถถูกทุกโจทย์หรอก ผมเชื่อว่าท่านกำลังจะตอบโจทย์ให้ครบทุกโจทย์ เพียงแต่ช่วงนี้ จะตอบเรื่องนี้ก่อน อีกช่วงอาจจะตอบโจทย์บางโจทย์ที่มันค้างอยู่ ซึ่งผมจะรอดูว่าโจทย์บางโจทย์ที่มีคนซุกๆ เอาไว้ แล้วยังไม่ได้ตอบ แล้วเมื่อไหร่จะตอบ
แต่ผมอยากเห็นนายกฯเอ่ยปาก ขอโทษได้ จริงๆ ... ขอโทษประชาชนได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบางเรื่อง ก็น่าจะขอโทษ ถึงแม้ในแง่กฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมจะทำอะไรได้ไม่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้นำ สามารถทำได้คือ การแสดงความเสียใจและขอโทษ
ผู้บริสุทธิ์
ข่าวสดรายวัน
เหล็กใน
กระบวนการนิรโทษกรรมขับเคลื่อนโดยเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย
กับกระบวนการปรองดอง ผลักดันโดยเสธ.หนั่น กุนซือใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา
ซึ่งกำลังคึกคัก โครมคราม ต่างก็เน้นจุดขายประเด็นเดียวกัน
ช่วยเหลือ 'ผู้บริสุทธิ์' ให้พ้นมลทิน ความผิด
ผู้บริสุทธิ์?
นักการเมืองใหญ่ระดับชี้เป็น ชี้ตายรัฐบาล ออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัวขนาดนี้
ย่อมยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า มีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุม คุมขัง จากการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา
ในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ถูกละเมิด ได้อย่างไร?
และในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ก็ต้องไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น
แล้วจะนิรโทษกรรมให้ใคร ทำไม อย่างไร ไม่ทราบ?
เพราะนิรโทษกรรม ความหมายมันชัดเจน
คือได้กระทำความผิดสำเร็จ เสร็จสิ้นแล้ว แต่ได้รับยกเว้นโทษ ไม่ถูกลงโทษ
ถ้ายอมรับนิรโทษกรรม ก็เท่ากับยอมรับความผิด!
นำมาสู่คำถามข้อต่อไป ในเมื่อไม่ได้กระทำผิดแต่ถูกละเมิด จับกุม คุมขัง แล้วอยู่ๆบอกปรองดองกันดีกว่า
มันเอาเปรียบ เหยียบย่ำ ซ้ำเติมกันเกินไป!!
ทั้งๆที่สิ่งที่ 'ผู้บริสุทธิ์' ควรจะได้รับโดยเร็วที่สุด
ก็คือ การช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย
ควบคู่กับดูแลขบวนการต่อสู้กับความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ
ภายใต้ข้อเท็จจริง ไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น
บุคคลใด หน่วยงานไหน กระทำกับ 'ผู้บริสุทธิ์' ต้องเอาผิด และลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา
ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ กระทำผิดเสียเอง ยิ่งต้องเอาผิด และลงโทษสถานหนัก
บุคคลพิเศษระดับ เนวิน เสธ.หนั่น
หรือพรรคการเมืองระดับ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา
หากจริงจัง จริงใจ อยากช่วยเหลือจริงๆ
ด้วยปัญญา ความสามารถ ศักยภาพ ช่วยได้อยู่แล้ว
เพียงแต่ไม่ใช่ นิรโทษกรรม ให้ 'ผู้บริสุทธิ์'
หรือเรียกร้อง 'ผู้บริสุทธิ์' ปรองดอง กับผู้กระทำละเมิดพวกเขา
สิ่งควรทำก็คือ ช่วย 'ผู้บริสุทธิ์' ต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม อยุติธรรม
ต่อสู้กับบุคคล หน่วยงาน ที่จับกุม คุมขัง 'ผู้บริสุทธิ์'
นำตัวมาลงโทษ!?
*****************************************************************
เหล็กใน
กระบวนการนิรโทษกรรมขับเคลื่อนโดยเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย
กับกระบวนการปรองดอง ผลักดันโดยเสธ.หนั่น กุนซือใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา
ซึ่งกำลังคึกคัก โครมคราม ต่างก็เน้นจุดขายประเด็นเดียวกัน
ช่วยเหลือ 'ผู้บริสุทธิ์' ให้พ้นมลทิน ความผิด
ผู้บริสุทธิ์?
นักการเมืองใหญ่ระดับชี้เป็น ชี้ตายรัฐบาล ออกมาเคลื่อนไหวเต็มตัวขนาดนี้
ย่อมยืนยันข้อเท็จจริงที่ว่า มีผู้บริสุทธิ์ถูกจับกุม คุมขัง จากการชุมนุมทางการเมืองช่วงที่ผ่านมา
ในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ถูกละเมิด ได้อย่างไร?
และในเมื่อเป็น 'ผู้บริสุทธิ์' ก็ต้องไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น
แล้วจะนิรโทษกรรมให้ใคร ทำไม อย่างไร ไม่ทราบ?
เพราะนิรโทษกรรม ความหมายมันชัดเจน
คือได้กระทำความผิดสำเร็จ เสร็จสิ้นแล้ว แต่ได้รับยกเว้นโทษ ไม่ถูกลงโทษ
ถ้ายอมรับนิรโทษกรรม ก็เท่ากับยอมรับความผิด!
นำมาสู่คำถามข้อต่อไป ในเมื่อไม่ได้กระทำผิดแต่ถูกละเมิด จับกุม คุมขัง แล้วอยู่ๆบอกปรองดองกันดีกว่า
มันเอาเปรียบ เหยียบย่ำ ซ้ำเติมกันเกินไป!!
ทั้งๆที่สิ่งที่ 'ผู้บริสุทธิ์' ควรจะได้รับโดยเร็วที่สุด
ก็คือ การช่วยเหลือ เยียวยา ชดเชย
ควบคู่กับดูแลขบวนการต่อสู้กับความอยุติธรรม ความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ
ภายใต้ข้อเท็จจริง ไม่มีมลทิน ความผิด มาตั้งแต่ต้น
บุคคลใด หน่วยงานไหน กระทำกับ 'ผู้บริสุทธิ์' ต้องเอาผิด และลงโทษ อย่างตรงไปตรงมา
ยิ่งถ้าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยงานรัฐ กระทำผิดเสียเอง ยิ่งต้องเอาผิด และลงโทษสถานหนัก
บุคคลพิเศษระดับ เนวิน เสธ.หนั่น
หรือพรรคการเมืองระดับ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนา
หากจริงจัง จริงใจ อยากช่วยเหลือจริงๆ
ด้วยปัญญา ความสามารถ ศักยภาพ ช่วยได้อยู่แล้ว
เพียงแต่ไม่ใช่ นิรโทษกรรม ให้ 'ผู้บริสุทธิ์'
หรือเรียกร้อง 'ผู้บริสุทธิ์' ปรองดอง กับผู้กระทำละเมิดพวกเขา
สิ่งควรทำก็คือ ช่วย 'ผู้บริสุทธิ์' ต่อสู้กับความไม่ยุติธรรม อยุติธรรม
ต่อสู้กับบุคคล หน่วยงาน ที่จับกุม คุมขัง 'ผู้บริสุทธิ์'
นำตัวมาลงโทษ!?
*****************************************************************
วันจันทร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2553
มลทิน 91 ศพ !!??
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ตัดพ้อน้อยใจกรณีคนไทยเสียชีวิต 91 ศพในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่ผ่านมากว่า 4 เดือน เหมือนรัฐบาลไทยจะไม่ให้คุณค่าความ สำคัญกับชีวิตคนไทยเลย เปรียบเทียบกับช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตแค่ 1 คน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทวงถามความเป็นธรรมถึงประเทศไทย
ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีผลการชันสูตรพลิกศพและการสอบสวนของคณะกรรมการใดๆออกมาเลย แต่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และผู้นำกองทัพ รวมถึงรัฐบาล กลับออกมายืนยันว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชน และกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายและโยงถึงคนเสื้อดำไม่กี่คน ที่วันนี้ก็ยังไม่สามารถจับได้แม้แต่คนเดียว
การออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทวงถามความยุติธรรมของภาคประชาชน ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บว่าใครคือฆาตกร คนเสื้อดำยิงคนเสื้อแดงจริงหรือไม่ ศอฉ. สลายการชุมนุมตามหลักปฏิบัติสากลหรือ ไม่ ทหารใช้กระสุนจริงหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะ “พื้นที่การใช้กระสุนจริง” และกรณีสังหารโหดที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ฯลฯ จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนและสื่อที่ต้องออกมาทวงถามถึงความคืบหน้า อย่างวันเสาร์ที่ 25 กันยายน ที่ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.) จัดเวที “ไต่สวนสาธารณะ” มีการไต่สวนปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ “การขอคืนพื้นที่” และ “การกระชับวงล้อม” การอภิปรายทางวิชาการหัวข้อ “การแสวงหาข้อเท็จจริงกับกระบวนการรับผิด” กรณีสลายการชุมนุม
หรือกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนรัฐบาลไทยให้ตระหนักถึงพันธกรณีที่มีต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่จะต้องสอบ สวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการชุมนุม และต้องให้ทีมทนายของผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงพยานหลักฐาน
แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ตอบสนองถึงข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง รวมถึงบท บัญญัติกรุงโรม ซึ่งเป็นรากฐานของศาลอาญาระหว่างประเทศที่บัญญัติให้ทหารหรือพลเรือนผู้มีอำนาจเหนือประชาชนที่ล้มเหลวในการดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติต้องรับผิดชอบหากปรากฏชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวจงใจเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ระบุชัดแจ้งว่าผู้ใต้บังคับ บัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว ตามบทบัญญัติกรุงโรม มาตรา 28 (b) (III)
ดังนั้น ไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะยืนยันความบริสุทธิ์หรือเดินสายสร้างภาพต้องการสร้างความปรองดองก็ไม่อาจหนีมลทิน 91 ศพได้ จนกว่าจะมีผลการสอบสวนจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและประชาชนยอมรับ
**********************************************************************
นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรสิทธิมนุษยชน ตัดพ้อน้อยใจกรณีคนไทยเสียชีวิต 91 ศพในเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ที่ผ่านมากว่า 4 เดือน เหมือนรัฐบาลไทยจะไม่ให้คุณค่าความ สำคัญกับชีวิตคนไทยเลย เปรียบเทียบกับช่างภาพชาวญี่ปุ่นที่เสียชีวิตแค่ 1 คน แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของญี่ปุ่นเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาทวงถามความเป็นธรรมถึงประเทศไทย
ขณะที่รัฐบาลก็ไม่มีผลการชันสูตรพลิกศพและการสอบสวนของคณะกรรมการใดๆออกมาเลย แต่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และผู้นำกองทัพ รวมถึงรัฐบาล กลับออกมายืนยันว่าทหารไม่ได้ฆ่าประชาชน และกล่าวหาว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้ายและโยงถึงคนเสื้อดำไม่กี่คน ที่วันนี้ก็ยังไม่สามารถจับได้แม้แต่คนเดียว
การออกมาเคลื่อนไหวเพื่อทวงถามความยุติธรรมของภาคประชาชน ญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บว่าใครคือฆาตกร คนเสื้อดำยิงคนเสื้อแดงจริงหรือไม่ ศอฉ. สลายการชุมนุมตามหลักปฏิบัติสากลหรือ ไม่ ทหารใช้กระสุนจริงหรือไม่ อย่างไร โดยเฉพาะ “พื้นที่การใช้กระสุนจริง” และกรณีสังหารโหดที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ฯลฯ จึงเป็นหน้าที่ของประชาชนและสื่อที่ต้องออกมาทวงถามถึงความคืบหน้า อย่างวันเสาร์ที่ 25 กันยายน ที่ศูนย์ข้อมูลผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลายชุมนุมเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.) จัดเวที “ไต่สวนสาธารณะ” มีการไต่สวนปากคำผู้อยู่ในเหตุการณ์ “การขอคืนพื้นที่” และ “การกระชับวงล้อม” การอภิปรายทางวิชาการหัวข้อ “การแสวงหาข้อเท็จจริงกับกระบวนการรับผิด” กรณีสลายการชุมนุม
หรือกรณีที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ย้ำเตือนรัฐบาลไทยให้ตระหนักถึงพันธกรณีที่มีต่อสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ที่จะต้องสอบ สวนถึงสาเหตุการเสียชีวิตของประชาชนระหว่างการชุมนุม และต้องให้ทีมทนายของผู้ถูกกล่าวหาเข้าถึงพยานหลักฐาน
แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลไทยก็ไม่ได้ตอบสนองถึงข้อเรียกร้องดังกล่าว ซึ่งอาจเป็นการละเมิดต่อสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเรือนและสิทธิทางการเมือง รวมถึงบท บัญญัติกรุงโรม ซึ่งเป็นรากฐานของศาลอาญาระหว่างประเทศที่บัญญัติให้ทหารหรือพลเรือนผู้มีอำนาจเหนือประชาชนที่ล้มเหลวในการดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีอาชญากรรมต่อมนุษยชาติต้องรับผิดชอบหากปรากฏชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวจงใจเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ระบุชัดแจ้งว่าผู้ใต้บังคับ บัญชามีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมดังกล่าว ตามบทบัญญัติกรุงโรม มาตรา 28 (b) (III)
ดังนั้น ไม่ว่านายอภิสิทธิ์จะยืนยันความบริสุทธิ์หรือเดินสายสร้างภาพต้องการสร้างความปรองดองก็ไม่อาจหนีมลทิน 91 ศพได้ จนกว่าจะมีผลการสอบสวนจากคณะกรรมการที่เป็นอิสระและประชาชนยอมรับ
**********************************************************************
‘ป๊อก’ภาคอวตาร?
นักเลือกตั้งเล่นบทอึมครึม เซียนเขี้ยวการเมืองสับขาหลอก เดินสายปรองดอง ด้วยลีลา “ตีปลาหน้าไซ” ถางขาหยั่ง “เหยียบเรือสองแคม” ประหนึ่ง หวังรักษาพื้นที่ผลประโยชน์ ลดความเสี่ยง สกัดไม่ให้ดุลอำนาจทะลักออกจากมือ
สถานการณ์ทางการเมืองรูปแบบแปร่ง บังเกิดขึ้นแบบรายวัน สารพัดความร้าวฉานผ่านข้อพิพาทต่างๆ นานา หลุดออกมาให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน จู่ๆ อาวุธยุทโธปกรณ์ล็อตใหญ่หายไปจากค่ายทหารเมืองลพบุรีอย่างไม่มีเงื่อนงำ วันต่อมาระเบิดดังโครมครามสนั่นย่านราชวัตร ประติดประต่อเหตุการณ์ ไปๆ มาๆ สุดท้ายไม่มีอะไรในก่อไผ่
“ท่าน ผบ.ทบ.ป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เทก แอ็กชั่นขีดเส้น 8 วัน ไล่ล่าแมวขโมย ท่ามกลางอาการคิดดังๆ ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผ่านวาทกรรม “เกลือเป็นหนอน”
ก่อนฉากการเมืองจะตัดสลับมาที่ศึกสายเลือด “น้ำเงิน-ฟ้า” ท่านผู้นำเตะตัดขาว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจอมค้ำถ่อ “มงคล สุระสัจจะ” ด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบกรณีคอมพ์ฉาวกระทรวงมหาดไทย ยื้อเวลาขึ้นแท่น “ท่านปลัดฯ” ออกไปอีกเดือน
เปิดช่องให้ “ทีมงานไวกว่าแสง” เหน็บแนมประชาธิปัตย์ กระทบชิ่งวาระเข็น “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” ขึ้นแท่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้งๆ ที่ยังมีชนักปักหลัง สองมาตรฐานแม้กระทั่งในซีกรัฐบาล กลายเป็นข้อพิพาทที่ พูดกันอย่างกว้างขวางและสนุกปากในแวดวงสภากาแฟ
ละครสั้นตัดฉากว่องไวปานกามนิตหนุ่ม คล้อยหลัง พูดไม่ทันน้ำลายบูด “นายตำรวจใหญ่” ผู้ที่ “ซาอุดีอาระเบีย” ไม่ปลื้ม ยอมยกธงขาวประกาศไม่รับตำแหน่ง ที่เผอิญเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการประกาศเลื่อนวันลงมติเชือด “ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในกรณีเมียและลูกถือหุ้นบริษัทที่มีเอี่ยวกับงานประมูลสัมปทานรัฐ
อีกหนึ่งความบังเอิญ คือ บังเอิญที่ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” เดินหน้าล่าชื่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยไม่แยแสเสียงค้านจากพรรคอันดับหนึ่งอย่างประชาธิปัตย์ แต่บังเอิญไปกว่านั้น คือการปล่อย “คาราวานปรองดองฉบับปลาไหล” ผ่าน “โรดแมปชาละวัน” ของ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ที่ดำเนินคู่ขนานไปกับการชูธงหนุน “ภารกิจนิรโทษกรรม” ของพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยยิ่ง???
ประติดประต่อเหตุการณ์ภายในซีกรัฐบาล เปิดหน้าซัดกันนัวเนีย โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกจาก พรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมต้มยำทำแกง แว่วเสียงเอ็ดตะโรที่ดังขึ้น ฟังไปแล้วคล้ายเป็นลางบอกเหตุว่างานเลี้ยง “เทพประทาน” ใกล้ถึงกาลเวลาเลิกรา แต่หากมองไปที่เค้กงบประมาณปี 54 ที่ซีกพรรคร่วมยังไม่ได้ร่วมหม่ำสักสตางค์แดงเดียว มันยิ่งทำให้เกิดอาการสับสนทางความคิดถึงหงุดหงิดทางจิตใจ
ว่าเหตุแห่งความบาดหมางของคนกันเอง มันเกิดจากวาระ “สะตอจอมเขี้ยว” หรือ “สตอเบอร์แหล???”ปริศนาจะไปจบลงตรงไหน จับชีพจรได้ไม่ยาก อ่านทางกันง่ายๆ เช็กได้จากโหงวเฮ้ง “ท่านผบ.ทบ.ป๊อก” ในห้วงลักคนาตุลาฯ อาถรรพ์ ทำนายทาย กันว่า หากวันสิ้นสุดชีวิตราชการทหาร เป็นวันอวตารเกิดใหม่ของ “บิ๊กป๊อก” ในร่าง รมช.กลาโหม หรือ รมว.มหาดไทย
สุดท้ายมันย่อมมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองว่า ฝ่ายกุมอำนาจประเทศ แม้จะทั้งรักทั้งเกลียดกันปานใด แต่ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะผลประโยชน์ที่เคลือบฉาบมันยิ่งใหญ่เกินกว่ามิจฉาทิฐิของฝ่ายกุมอำนาจประเทศ จะยอมตัดใจจากได้!!!
ส่งผลให้ในท้ายที่สุด กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จึงต้องจำยอมกล้ำกลืนรวมเป็นเนื้อเดียว กัน ด้วยอาการปากมัน แล้วค่อยว่ากันใหม่ก่อน ถึงโค้งอันตรายยุบพรรค
ที่มา.สยามธุรกิจ
************************************************************************
สถานการณ์ทางการเมืองรูปแบบแปร่ง บังเกิดขึ้นแบบรายวัน สารพัดความร้าวฉานผ่านข้อพิพาทต่างๆ นานา หลุดออกมาให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน จู่ๆ อาวุธยุทโธปกรณ์ล็อตใหญ่หายไปจากค่ายทหารเมืองลพบุรีอย่างไม่มีเงื่อนงำ วันต่อมาระเบิดดังโครมครามสนั่นย่านราชวัตร ประติดประต่อเหตุการณ์ ไปๆ มาๆ สุดท้ายไม่มีอะไรในก่อไผ่
“ท่าน ผบ.ทบ.ป๊อก อนุพงษ์ เผ่าจินดา” เทก แอ็กชั่นขีดเส้น 8 วัน ไล่ล่าแมวขโมย ท่ามกลางอาการคิดดังๆ ของ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ผ่านวาทกรรม “เกลือเป็นหนอน”
ก่อนฉากการเมืองจะตัดสลับมาที่ศึกสายเลือด “น้ำเงิน-ฟ้า” ท่านผู้นำเตะตัดขาว่าที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยจอมค้ำถ่อ “มงคล สุระสัจจะ” ด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบกรณีคอมพ์ฉาวกระทรวงมหาดไทย ยื้อเวลาขึ้นแท่น “ท่านปลัดฯ” ออกไปอีกเดือน
เปิดช่องให้ “ทีมงานไวกว่าแสง” เหน็บแนมประชาธิปัตย์ กระทบชิ่งวาระเข็น “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” ขึ้นแท่น ผู้ช่วย ผบ.ตร. ทั้งๆ ที่ยังมีชนักปักหลัง สองมาตรฐานแม้กระทั่งในซีกรัฐบาล กลายเป็นข้อพิพาทที่ พูดกันอย่างกว้างขวางและสนุกปากในแวดวงสภากาแฟ
ละครสั้นตัดฉากว่องไวปานกามนิตหนุ่ม คล้อยหลัง พูดไม่ทันน้ำลายบูด “นายตำรวจใหญ่” ผู้ที่ “ซาอุดีอาระเบีย” ไม่ปลื้ม ยอมยกธงขาวประกาศไม่รับตำแหน่ง ที่เผอิญเกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการประกาศเลื่อนวันลงมติเชือด “ปู่จิ้น-ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในกรณีเมียและลูกถือหุ้นบริษัทที่มีเอี่ยวกับงานประมูลสัมปทานรัฐ
อีกหนึ่งความบังเอิญ คือ บังเอิญที่ “ครูใหญ่เนวิน ชิดชอบ” เดินหน้าล่าชื่อการออกกฎหมายนิรโทษกรรม โดยไม่แยแสเสียงค้านจากพรรคอันดับหนึ่งอย่างประชาธิปัตย์ แต่บังเอิญไปกว่านั้น คือการปล่อย “คาราวานปรองดองฉบับปลาไหล” ผ่าน “โรดแมปชาละวัน” ของ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ที่ดำเนินคู่ขนานไปกับการชูธงหนุน “ภารกิจนิรโทษกรรม” ของพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยยิ่ง???
ประติดประต่อเหตุการณ์ภายในซีกรัฐบาล เปิดหน้าซัดกันนัวเนีย โดยไม่ต้องอาศัยปัจจัยภายนอกจาก พรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมต้มยำทำแกง แว่วเสียงเอ็ดตะโรที่ดังขึ้น ฟังไปแล้วคล้ายเป็นลางบอกเหตุว่างานเลี้ยง “เทพประทาน” ใกล้ถึงกาลเวลาเลิกรา แต่หากมองไปที่เค้กงบประมาณปี 54 ที่ซีกพรรคร่วมยังไม่ได้ร่วมหม่ำสักสตางค์แดงเดียว มันยิ่งทำให้เกิดอาการสับสนทางความคิดถึงหงุดหงิดทางจิตใจ
ว่าเหตุแห่งความบาดหมางของคนกันเอง มันเกิดจากวาระ “สะตอจอมเขี้ยว” หรือ “สตอเบอร์แหล???”ปริศนาจะไปจบลงตรงไหน จับชีพจรได้ไม่ยาก อ่านทางกันง่ายๆ เช็กได้จากโหงวเฮ้ง “ท่านผบ.ทบ.ป๊อก” ในห้วงลักคนาตุลาฯ อาถรรพ์ ทำนายทาย กันว่า หากวันสิ้นสุดชีวิตราชการทหาร เป็นวันอวตารเกิดใหม่ของ “บิ๊กป๊อก” ในร่าง รมช.กลาโหม หรือ รมว.มหาดไทย
สุดท้ายมันย่อมมีคำตอบอยู่ในตัวของมันเองว่า ฝ่ายกุมอำนาจประเทศ แม้จะทั้งรักทั้งเกลียดกันปานใด แต่ก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ เพราะผลประโยชน์ที่เคลือบฉาบมันยิ่งใหญ่เกินกว่ามิจฉาทิฐิของฝ่ายกุมอำนาจประเทศ จะยอมตัดใจจากได้!!!
ส่งผลให้ในท้ายที่สุด กลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้จึงต้องจำยอมกล้ำกลืนรวมเป็นเนื้อเดียว กัน ด้วยอาการปากมัน แล้วค่อยว่ากันใหม่ก่อน ถึงโค้งอันตรายยุบพรรค
ที่มา.สยามธุรกิจ
************************************************************************
ทำไมนักกฎหมายรับใช้เผด็จการ!?
บทความนี้เรียบเรียงจากบทความที่เขียนขึ้นเพื่อประกอบการอภิปรายของนายปิยบุตร แสงกนกกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “4 ปีรัฐประหาร 4 เดือนพฤษภาอำมหิต อนาคตสังคมไทย” เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2553 ซึ่งกลุ่ม 5 อาจารย์นิติศาสตร์และเพื่อนอาจารย์เปิดเว็บไซต์ www.enlightened-jurists.com ซึ่งมีมุมมองในการรัฐประหาร 3 ประเด็นคือ 1.ความสำเร็จของรัฐประหาร รัฐประหารดำรงและสำเร็จได้อย่างไร 2.ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยายน และ 3.รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับพฤษภาอำมหิต 2553
1.ความสำเร็จของรัฐประหาร
รัฐประหารโดยตัวของมันเองอาจไม่มีน้ำยาอะไร แต่รัฐประหารจะสำเร็จและดำรงอยู่ต่อไปได้จำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุน การลงมือกระทำรัฐประหารมีกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่
หนึ่ง แรงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก อาจเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองของประเทศนั้นๆที่ประชาชนอาจเชื่อว่ารัฐประหารเป็นวิธีสุดท้ายในการแก้ปัญหาทางการเมือง หรือเป็น The last word of politic แรงสนับสนุนอาจเกิดจากการโหมกระพือของปัญญาชนและสื่อสารมวลชนมาก่อนหน้านั้น เพื่อเร่งเร้าให้สถานการณ์สุกงอมพอจนทำให้คณะรัฐประหารมั่นใจว่ารัฐประหารแล้วจะไม่มีประชาชนต่อต้านมาก
สอง การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐบาลเผด็จการทหารเพื่อปราบปรามการต่อต้านรัฐประหาร เช่น จับกุมคุมขัง นำทหารออกมาควบคุมสถานการณ์จำนวนมาก ปราบปราม ลอบฆ่า อุ้มหาย ปิดกั้นสื่อ ห้ามชุมนุม
สาม การใช้กระบวนการทางกฎหมาย เช่น ตรารัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร คำพิพากษาของศาลรับรองรัฐประหาร
สี่ ประเทศมหาอำนาจให้การสนับสนุนรัฐประหาร เช่น รัฐประหารในอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลายประเทศที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างลับๆ
ห้า บุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์รับรองรัฐประหาร เป็นต้น
แปลความในทางกลับกัน ถ้าปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐประหารย่อมไม่สำเร็จเด็ดขาด หากรัฐประหารปราศจากคนไปมอบดอกไม้ ปราศจากสื่อสารมวลชนร่วมเชียร์ ปราศจากมาตรการรุนแรงของเผด็จการในการปราบปราม หรือหากมีผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งตัดสินว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลบล้างรัฐประหาร และผลพวงลูกหลานของรัฐประหาร หากบุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์แสดงต่อสาธารณะว่าตนไม่สนับสนุนรัฐประหาร รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ และกลายเป็นความพยายามรัฐประหารหรือกบฏเท่านั้น
2.ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยายน
เอกลักษณ์ร่วมกันของรัฐประหารคือกระทำการโดยคณะบุคคล มีคนร่วมมือกันไม่กี่คน และยึดอำนาจโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ณ เวลานั้น ซึ่งรัฐประหารของแต่ละประเทศจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจสรุปได้ 3 ข้อ
1.รัฐประหารที่พรากความเป็นพลเมือง (ซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว) ให้หายไป
ตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองประการหนึ่งคือ ความเสมอภาคทางการเมือง
ความเสมอภาคทางการเมืองแสดงออกให้เห็นได้จาก “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” พลเมืองทุกคน ไม่ว่าชาติกำเนิดใด ศาสนาใด ความเชื่อใด ฐานะเศรษฐกิจอย่างใด เมื่อเดินไปหน้าคูหาก็มี 1 เสียงเท่ากัน
พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้แทนฯและรัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้โดยอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แน่นอนนิติรัฐ-ประชาธิปไตยจำเป็นต้องเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เคารพเสียงข้างน้อย มีองค์กรตุลาการคอยตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของประชาธิปไตย
เมื่อฝังรากลึกแล้วกลไกประชาธิปไตยแบบผู้แทนฯก็มีปัญหาในตัวมันเอง เมื่อนั้นก็ค่อยๆพัฒนากลไกตรวจสอบต่างๆตามมา แต่อย่างไรเสียสิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม และองค์กรผู้ใช้อำนาจสาธารณะทั้งหลายล้วนต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชน ก็เป็นหลักการพื้นฐานอันดับ 1 ตรงกันข้ามกับบ้านเราได้มาง่าย ง่ายเกินไปจริงๆ ปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ก็เขียนใส่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการดี แต่เมื่อได้มาง่ายก็ดูเหมือนไม่มีค่า ประกอบกับโดนขบวนการสถาปนาอุดมการณ์ “ราชา-ชาตินิยม” บดขยี้ด้วยการสร้างวาทกรรม “นักการเมืองเป็นคนชั่วร้าย” “ชาวบ้านโง่เขลาโดนซื้อ” สิทธิการเลือกตั้งแบบทั่วไป-เท่าเทียมจึงเป็นเหมือนของไร้ราคา มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ใครมาพรากเอาไปรู้สึกเฉยๆ
ผมเห็นว่าความเสมอภาคทางการเมืองมาก่อนความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ผมเชื่อของผมเองว่า “ความเสมอภาคทางการเมือง” เป็นบ่อเกิดของสังคมเสรีประชาธิปไตย
หากปราศจากสิ่งนี้ เราไม่อาจอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ระบบการเมือง ไม่ใช่รูปแบบของรัฐบาล แต่เป็นรูปแบบของการรักษา “สนาม” ที่เปิดให้ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกรสนิยมได้ถกเถียงกัน และ “ความเสมอภาคทางการเมือง” ก็เป็นเครื่องมือในการรักษา “สนาม” นี้ให้เกิดการถกเถียงอย่าง “ฟรี” และ “แฟร์” เมื่อนั้นใครจะผลักดันรสนิยมทางการเมืองของตนย่อมได้ทั้งนั้น จะขวาหรือซ้าย จะอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้า จะเสรีนิยมทางเศรษฐกิจหรือสังคมนิยม จะเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ย่อมสามารถถกเถียง-รณรงค์ได้อย่างเสรี
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการเหยียบย่ำสิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม ขบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการประกาศซ้ำว่าที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้มี “ความเสมอภาคทางการเมือง”
รัฐประหาร 19 กันยายนได้พรากเอาความเป็นพลเมืองไป ลดสถานะพลเมืองให้กลายเป็นไพร่ กระบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหารยังคงดำเนินการต่อไปเพื่อตอกย้ำความเป็นไพร่ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
2.รัฐประหารเพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ให้มั่นคงสถาพรตลอดกาล
ชื่อของคณะรัฐประหารบอกไว้ชัดเจนว่า “คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” บุคคลที่ครองอำนาจหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์แบบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แนวทางของรัฐบาลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายนก็เป็นไปในทางฟื้นฟู “พระราชอำนาจ” เทิดพระเกียรติและใช้กฎหมาย 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จัดการคน ดังจะเห็นได้จากจำนวนคดีมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการปิดกั้นสื่อจำนวนมาก ทั้งใช้อำนาจรัฐและการเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อ
3.รัฐประหารของนักกฎหมาย
“กฎหมาย” มีความสำคัญกับรัฐประหารในสามแง่มุม หนึ่ง-เป็นกลไกรับรองความชอบธรรมและสนับสนุนรัฐประหาร สอง-เป็นกลไกปราบปรามศัตรูของคณะรัฐประหารและพวก และปราบปรามอุดมการณ์ตรงข้ามกับรัฐประหาร สาม-เป็นกลไกรักษาและเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐประหาร ซึ่งอุดมการณ์ของรัฐประหาร 19 กันยายน คือประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
คณะรัฐประหารประกอบด้วยทหารไม่กี่นาย ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีความสามารถเสกสรรปั้นแต่งกฎหมายเพื่อรับรองและรับใช้รัฐประหารได้ เช่นนี้แล้วนักกฎหมายจึงจำเป็นต่อรัฐประหาร 19 กันยายน
นักกฎหมายเข้าไปมีบทบาทกับรัฐประหาร 19 กันยายน ตั้งแต่การแนะนำเทคนิคทางกฎหมายให้แก่คณะรัฐประหารถึงการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง เก็บฉบับใดไว้บ้าง การยกเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดบ้าง เก็บองค์กรใดไว้บ้าง และควรสร้างองค์กรทางกฎหมายใหม่ใดขึ้นมาบ้างเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู
จากนั้นนักกฎหมายต้องเข้าไปรับใช้คณะรัฐบาลชุดใหม่ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น และเพื่อให้รัฐประหาร 19 กันยายนสำเร็จเด็ดขาดจำเป็นต้องสร้างกลไกขึ้นมาจัดการกับการตอบโต้รัฐประหารและศัตรูของคณะรัฐประหารและพวก กลไกที่ว่าต้องเป็นกลไกทางกฎหมาย เพราะสามารถเอาไปอ้างความชอบธรรมได้ว่ากระทำการตามกฎหมาย ตามหลักนิติรัฐ เราจึงเห็นนักกฎหมายไปช่วยออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญ 2550 เราจึงเห็นนักกฎหมายเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรต่างๆเต็มไปหมด
พวกนักกฎหมายมีความสามารถเอกอุ สามารถเขียนกฎหมายรองรับรัฐประหาร ปิดรูโหว่ อุดรูนั้น ปิดรูนี้ ไหนจะวางกลไกทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู เช่น เขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรคให้มีโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และให้มีผลย้อนหลังไปถึงคดีก่อนหน้า หรือเขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ลากเอาความผิดของกรรมการบริหารมาเป็นเหตุให้ยุบพรรค หรือเขียนรัฐธรรมนูญรับรองรัฐประหารและลูกหลานไปทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้ไม่เป็นคุณต่อพรรคการเมืองขั้วศัตรู
บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร หรือถูกกลไกของรัฐประหารเล่นงานอาจร้องขอความเป็นธรรมเอากับศาล ให้ศาลช่วยตรวจสอบรัฐประหาร ดังนั้น ศาล (คือผู้ปฏิบัติทางกฎหมาย แต่การกระทำของศาลมีอานุภาพมหาศาลกว่าการกระทำของผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายอื่นๆ) จึงต้องเข้ามารับรองรัฐประหารผ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้รัฐประหาร “สมบูรณ์” ในนามของนิติรัฐ ดังปรากฏให้เห็นจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2551
รัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่องยังอาศัยนักกฎหมายตามไล่บี้ ไล่ทุบ ปราบปรามศัตรู ดังปรากฏให้เห็นในปรากฏการณ์ที่เขาเรียกกันว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งได้อภิปรายและเขียนไว้ในหลายที่
3.รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับพฤษภาอำมหิต 2553
รัฐประหาร 19 กันยายน บอกเราว่าชนชั้นนำจารีตประเพณีไม่อนุญาตให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ รัฐบาลไหนขึ้นมาทำตัวหน่อมแน้ม สุภาพเรียบร้อย บริหารไปวันๆเหมือนงานรูทีนก็ได้รับการอนุญาตให้อยู่ในตำแหน่งได้ รัฐบาลไหนที่ขึ้นมาดำเนินนโยบายมากมาย สร้างฐานมวลชน แย่งชิงฐานลูกค้าจากชนชั้นนำประเพณี ได้รับความนิยมเท่ากันหรือสูงกว่าชนชั้นนำประเพณี รัฐบาลนั้นต้องมีอันไป
กล่าวให้ถึงที่สุดต้นตอความขัดแย้งของสังคมไทยคือชนชั้นนำจารีตประเพณีนอกระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากวัตรปฏิบัติ ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของรัฐไทยปะทะกับนักการเมืองในระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียง และทำให้พลเมืองเกิดความรู้สึกว่าคะแนนเสียงมีค่า
ปะทะกันจนชนชั้นนำจารีตประเพณีรู้สึกว่าตนถูกคุกคามอย่างหนัก หากปล่อยไว้ต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของตน เพื่อรักษาสถานะเดิมของตนจึงต้องจัดการ วิธีการจัดการคือรัฐประหาร 19 กันยายน
เราไม่อาจแยกรัฐประหาร 19 กันยายนกับเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตออกจากกันได้ ผมได้ยินความเห็นหลายคน รวมทั้งอาจารย์ในคณะบางคนพูดทำนองว่า “พูดกันแต่เรื่อง 19 กันยายน ไม่เบื่อกันหรือไร ผ่านมาตั้งนานแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่าว่าจะจัดการสังคมอย่างไร” หรือผู้นำความคิดรุ่นใหม่บางคนแอ๊บเนียนว่า “ตนเองไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ไม่ควรหมกมุ่นกับรัฐประหาร รัฐประหารเป็นเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นแล้วในอดีต ถ้าอ้างว่าทุกอย่างสืบมาไม่ถูกต้อง เลยไม่สนใจจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น แบบนี้ก็ไม่ถูก”
ผมเห็นว่าวันนี้เราไม่พูดถึง 19 กันยายนไม่ได้เลย เพราะ 19 กันยายนเป็นจุดกำเนิดของเหตุการณ์ปัจจุบัน ณ เวลานี้เรายังคงอยู่ในรัฐประหาร 19 กันยายน เป้าประสงค์ของรัฐประหารยังคงอยู่ครบถ้วน และจำเป็นต้องพูดต่อไป พูดทุกโอกาส เพราะถ้าไม่พูดเดี๋ยวก็ลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่สนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานคณะรัฐประหารและพวกทั้งทางตรงและทางลับ แต่จนวันนี้มาทำเนียนว่าไม่เห็นด้วย ต้องช่วยกัน และไม่อยากพูดถึงแล้ว ผ่านไปแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่า
หากถามผมว่าเบื่อไหม ขอตอบว่าเบื่อมากที่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่ต้องถามกลับไปยังพวกเขาเหล่านั้นว่า แล้วพวกคุณไม่เบื่อบ้างหรือที่ไปรับรองรัฐประหาร ไปสนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานรัฐประหาร หรือขลุกอยู่กับกระบวนการรัฐประหารและพวกแล้วมันอิ่มอำนาจ อิ่มท้อง อิ่มใจที่ศัตรูได้พ้นจากอำนาจ
เมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน ไม่ต้องการให้ “คะแนนเสียง” ของพลเมืองมีความหมาย พวกเขาจึงจัดการไล่รัฐบาลที่พลเมืองเลือกมาออกไป และเมื่อรัฐบาลขั้วเดียวกันกลับมาได้อีก เพราะพลเมืองยังเลือกกลับเข้ามาอีก ลูกหลานของรัฐประหารก็ต้องหาหนทางกำจัดรัฐบาลนั้นออกไปอีก
สีแดงก็ไม่ได้เป็นสีแดงเหมือนกันทั้งหมด มันยังมีเฉดสี มีระดับ มีความแตกต่างหลากหลายภายในสีแดงนั้นเอง แต่อย่างน้อยจุดยืนร่วมกันที่เราพอสังเคราะห์ออกมาได้คือ “ความเสมอภาคทางการเมือง” เมื่อการมาของ “สีแดง” เป็นไปเพื่อสิ่งนี้ เมื่อจำนวนของ “สีแดง” มากขึ้นเรื่อยๆย่อมสะเทือนไปถึงบรรดาผู้ไม่ปรารถนาให้สังคมไทยมี “ความเสมอภาคทางการเมือง” เพราะหากทุกคนเสมอกันหมด หากไพร่เกิดจิตสำนึกทางการเมืองมาร้องขอเป็นพลเมืองกันทั้งแผ่นดินละก็ สถานะของบรรดาชนชั้นนำจารีตประเพณีย่อมสะเทือนเช่นนี้ ใบอนุญาตให้ฆ่าจึงเกิดขึ้น 10 เมษาก็แล้วยังเอาไม่อยู่ จึงต้องเกิด 19 พฤษภาอีกสักหน
เพื่อประกาศให้รู้ว่าพวกเอ็งคนเสื้อแดงมิได้เป็นพลเมือง ให้เป็นไพร่ดีๆก็ไม่เอา คิดกำเริบเสิบสาน เมื่อหือกับข้ามากนัก ไพร่ข้าก็ไม่ให้เป็น เอ็งเป็นแค่ Homo sacer ใครก็ฆ่าเอ็งได้ ฆ่าแล้วไม่มีความผิด
การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปเป็นเรื่องไร้สาระ บุคคลที่เข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปแม้จะอ้างเหตุผลใดๆก็ตามล้วนแล้วแต่ไม่มี ethics ทางการเมือง หากเชื่อว่าโลกนี้มี “ดี” มี “เลว” จริง มีมาตรฐานที่พอจะวัดได้ว่าใคร “ดี” ใคร “เลว” ผมเห็นว่าบุคคลที่เข้าไปร่วมกับสารพัดกรรมการที่อภิสิทธิ์ตั้งขึ้นนั้น “เลว” คนตายต่อหน้าต่อหน้า ตายกันเกือบร้อย ตายกันกลางเมืองหลวง ตายด้วยการซุ่มส่องสไนเปอร์ กลับมองไม่เห็น หรือแกล้งมองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ไม่คิดคำนึง
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนห่าเหวอะไรอีก ทำไมต้องมี fact finding ตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเมื่อเห็นกันคาตา รูปก็มี คลิปวิดีโอก็มี รายงานข่าวก็มี พยานบุคคลก็มี เห็นกันเต็มสองตาว่ามีคนตาย มีคนตายจากการถูกทหารยิง
สิ่งที่ต้องทำ ต้องตรวจสอบ จึงเหลือเพียงประการเดียว ใครสั่ง ใครกดปุ่ม ใครออกใบอนุญาตให้ฆ่า
ผมขอปิดอภิปรายด้วยเรื่องสั้น Die Bäume หรือ “ต้นไม้” ของ Franz Kafka สำนวนแปลโดยอาจารย์ถนอมนวล โอเจริญ ว่า
“พวกเราเปรียบเสมือนขอนไม้บนหิมะ ดูเหมือนขอนไม้เหล่านี้วางเรียงกันเป็นธรรมดา ถ้าใช้แรงผลักเพียงนิดเดียวก็คงขยับเขยื้อนมันได้ แต่มิใช่เช่นนั้นดอก ไม่มีใครขยับเขยื้อนมันได้ เพราะขอนไม้เหล่านั้นติดแน่นอยู่กับพื้น แต่ดูสิ นี่เป็นเพียงดูเหมือนว่าเท่านั้น”
ใครเป็น “พวกเรา”
ใครเป็น “ขอนไม้”
และตกลงแล้วขอนไม้เขยื้อนได้หรือไม่
ทุกท่านมีเสรีภาพในการพินิจพิเคราะห์ด้วยปัญญาแห่งตน
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
1.ความสำเร็จของรัฐประหาร
รัฐประหารโดยตัวของมันเองอาจไม่มีน้ำยาอะไร แต่รัฐประหารจะสำเร็จและดำรงอยู่ต่อไปได้จำเป็นต้องมีปัจจัยสนับสนุน การลงมือกระทำรัฐประหารมีกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐประหาร ปัจจัยเหล่านั้น ได้แก่
หนึ่ง แรงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก อาจเกิดจากวัฒนธรรมการเมืองของประเทศนั้นๆที่ประชาชนอาจเชื่อว่ารัฐประหารเป็นวิธีสุดท้ายในการแก้ปัญหาทางการเมือง หรือเป็น The last word of politic แรงสนับสนุนอาจเกิดจากการโหมกระพือของปัญญาชนและสื่อสารมวลชนมาก่อนหน้านั้น เพื่อเร่งเร้าให้สถานการณ์สุกงอมพอจนทำให้คณะรัฐประหารมั่นใจว่ารัฐประหารแล้วจะไม่มีประชาชนต่อต้านมาก
สอง การใช้มาตรการรุนแรงของรัฐบาลเผด็จการทหารเพื่อปราบปรามการต่อต้านรัฐประหาร เช่น จับกุมคุมขัง นำทหารออกมาควบคุมสถานการณ์จำนวนมาก ปราบปราม ลอบฆ่า อุ้มหาย ปิดกั้นสื่อ ห้ามชุมนุม
สาม การใช้กระบวนการทางกฎหมาย เช่น ตรารัฐธรรมนูญรับรองความชอบธรรมของรัฐประหาร คำพิพากษาของศาลรับรองรัฐประหาร
สี่ ประเทศมหาอำนาจให้การสนับสนุนรัฐประหาร เช่น รัฐประหารในอเมริกากลางและอเมริกาใต้หลายประเทศที่สหรัฐอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างลับๆ
ห้า บุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์รับรองรัฐประหาร เป็นต้น
แปลความในทางกลับกัน ถ้าปราศจากซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐประหารย่อมไม่สำเร็จเด็ดขาด หากรัฐประหารปราศจากคนไปมอบดอกไม้ ปราศจากสื่อสารมวลชนร่วมเชียร์ ปราศจากมาตรการรุนแรงของเผด็จการในการปราบปราม หรือหากมีผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งตัดสินว่ารัฐประหารไม่ชอบด้วยกฎหมาย ลบล้างรัฐประหาร และผลพวงลูกหลานของรัฐประหาร หากบุคคลผู้มากบารมีและมีวาจาสิทธิ์แสดงต่อสาธารณะว่าตนไม่สนับสนุนรัฐประหาร รัฐประหารก็ไม่สำเร็จ และกลายเป็นความพยายามรัฐประหารหรือกบฏเท่านั้น
2.ลักษณะเฉพาะของรัฐประหาร 19 กันยายน
เอกลักษณ์ร่วมกันของรัฐประหารคือกระทำการโดยคณะบุคคล มีคนร่วมมือกันไม่กี่คน และยึดอำนาจโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ ณ เวลานั้น ซึ่งรัฐประหารของแต่ละประเทศจะมีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไป แต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อาจสรุปได้ 3 ข้อ
1.รัฐประหารที่พรากความเป็นพลเมือง (ซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้ว) ให้หายไป
ตัวชี้วัดความเป็นพลเมืองประการหนึ่งคือ ความเสมอภาคทางการเมือง
ความเสมอภาคทางการเมืองแสดงออกให้เห็นได้จาก “หนึ่งคน หนึ่งเสียง” พลเมืองทุกคน ไม่ว่าชาติกำเนิดใด ศาสนาใด ความเชื่อใด ฐานะเศรษฐกิจอย่างใด เมื่อเดินไปหน้าคูหาก็มี 1 เสียงเท่ากัน
พูดเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผู้แทนฯและรัฐบาลสามารถทำอะไรก็ได้โดยอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง แน่นอนนิติรัฐ-ประชาธิปไตยจำเป็นต้องเคารพกฎหมาย เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชน เคารพเสียงข้างน้อย มีองค์กรตุลาการคอยตรวจสอบการใช้อำนาจ แต่ต้องไม่ลืมว่าการเลือกตั้งเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของประชาธิปไตย
เมื่อฝังรากลึกแล้วกลไกประชาธิปไตยแบบผู้แทนฯก็มีปัญหาในตัวมันเอง เมื่อนั้นก็ค่อยๆพัฒนากลไกตรวจสอบต่างๆตามมา แต่อย่างไรเสียสิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม และองค์กรผู้ใช้อำนาจสาธารณะทั้งหลายล้วนต้องมีจุดเกาะเกี่ยวกับประชาชน ก็เป็นหลักการพื้นฐานอันดับ 1 ตรงกันข้ามกับบ้านเราได้มาง่าย ง่ายเกินไปจริงๆ ปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ท่านผู้ประศาสน์การปรีดี พนมยงค์ ก็เขียนใส่ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการดี แต่เมื่อได้มาง่ายก็ดูเหมือนไม่มีค่า ประกอบกับโดนขบวนการสถาปนาอุดมการณ์ “ราชา-ชาตินิยม” บดขยี้ด้วยการสร้างวาทกรรม “นักการเมืองเป็นคนชั่วร้าย” “ชาวบ้านโง่เขลาโดนซื้อ” สิทธิการเลือกตั้งแบบทั่วไป-เท่าเทียมจึงเป็นเหมือนของไร้ราคา มีก็ดี ไม่มีก็ได้ ใครมาพรากเอาไปรู้สึกเฉยๆ
ผมเห็นว่าความเสมอภาคทางการเมืองมาก่อนความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ผมเชื่อของผมเองว่า “ความเสมอภาคทางการเมือง” เป็นบ่อเกิดของสังคมเสรีประชาธิปไตย
หากปราศจากสิ่งนี้ เราไม่อาจอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ระบบการเมือง ไม่ใช่รูปแบบของรัฐบาล แต่เป็นรูปแบบของการรักษา “สนาม” ที่เปิดให้ทุกคน ทุกฝ่าย ทุกรสนิยมได้ถกเถียงกัน และ “ความเสมอภาคทางการเมือง” ก็เป็นเครื่องมือในการรักษา “สนาม” นี้ให้เกิดการถกเถียงอย่าง “ฟรี” และ “แฟร์” เมื่อนั้นใครจะผลักดันรสนิยมทางการเมืองของตนย่อมได้ทั้งนั้น จะขวาหรือซ้าย จะอนุรักษ์นิยมหรือก้าวหน้า จะเสรีนิยมทางเศรษฐกิจหรือสังคมนิยม จะเอาเจ้าหรือไม่เอาเจ้า ย่อมสามารถถกเถียง-รณรงค์ได้อย่างเสรี
รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการเหยียบย่ำสิทธิการเลือกตั้งทั่วไป-เท่าเทียม ขบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการประกาศซ้ำว่าที่แห่งนี้ไม่อนุญาตให้มี “ความเสมอภาคทางการเมือง”
รัฐประหาร 19 กันยายนได้พรากเอาความเป็นพลเมืองไป ลดสถานะพลเมืองให้กลายเป็นไพร่ กระบวนการต่อเนื่องจากรัฐประหารยังคงดำเนินการต่อไปเพื่อตอกย้ำความเป็นไพร่ให้กับคนส่วนใหญ่ของประเทศ
2.รัฐประหารเพื่อฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ให้มั่นคงสถาพรตลอดกาล
ชื่อของคณะรัฐประหารบอกไว้ชัดเจนว่า “คณะกรรมการปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” บุคคลที่ครองอำนาจหรือดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆล้วนแล้วแต่มีอุดมการณ์แบบประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” แนวทางของรัฐบาลต่อเนื่องจากรัฐประหาร 19 กันยายนก็เป็นไปในทางฟื้นฟู “พระราชอำนาจ” เทิดพระเกียรติและใช้กฎหมาย 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จัดการคน ดังจะเห็นได้จากจำนวนคดีมีมากขึ้นเรื่อยๆ มีการปิดกั้นสื่อจำนวนมาก ทั้งใช้อำนาจรัฐและการเซ็นเซอร์ตนเองของสื่อ
3.รัฐประหารของนักกฎหมาย
“กฎหมาย” มีความสำคัญกับรัฐประหารในสามแง่มุม หนึ่ง-เป็นกลไกรับรองความชอบธรรมและสนับสนุนรัฐประหาร สอง-เป็นกลไกปราบปรามศัตรูของคณะรัฐประหารและพวก และปราบปรามอุดมการณ์ตรงข้ามกับรัฐประหาร สาม-เป็นกลไกรักษาและเผยแพร่อุดมการณ์ของรัฐประหาร ซึ่งอุดมการณ์ของรัฐประหาร 19 กันยายน คือประชาธิปไตย “อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
คณะรัฐประหารประกอบด้วยทหารไม่กี่นาย ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย ไม่มีความสามารถเสกสรรปั้นแต่งกฎหมายเพื่อรับรองและรับใช้รัฐประหารได้ เช่นนี้แล้วนักกฎหมายจึงจำเป็นต่อรัฐประหาร 19 กันยายน
นักกฎหมายเข้าไปมีบทบาทกับรัฐประหาร 19 กันยายน ตั้งแต่การแนะนำเทคนิคทางกฎหมายให้แก่คณะรัฐประหารถึงการรับรองความชอบด้วยกฎหมายของรัฐประหาร การยกเลิกรัฐธรรมนูญ การยกเลิก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใดบ้าง เก็บฉบับใดไว้บ้าง การยกเลิกองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดบ้าง เก็บองค์กรใดไว้บ้าง และควรสร้างองค์กรทางกฎหมายใหม่ใดขึ้นมาบ้างเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู
จากนั้นนักกฎหมายต้องเข้าไปรับใช้คณะรัฐบาลชุดใหม่ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้น และเพื่อให้รัฐประหาร 19 กันยายนสำเร็จเด็ดขาดจำเป็นต้องสร้างกลไกขึ้นมาจัดการกับการตอบโต้รัฐประหารและศัตรูของคณะรัฐประหารและพวก กลไกที่ว่าต้องเป็นกลไกทางกฎหมาย เพราะสามารถเอาไปอ้างความชอบธรรมได้ว่ากระทำการตามกฎหมาย ตามหลักนิติรัฐ เราจึงเห็นนักกฎหมายไปช่วยออกแบบรัฐธรรมนูญชั่วคราว และรัฐธรรมนูญ 2550 เราจึงเห็นนักกฎหมายเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรต่างๆเต็มไปหมด
พวกนักกฎหมายมีความสามารถเอกอุ สามารถเขียนกฎหมายรองรับรัฐประหาร ปิดรูโหว่ อุดรูนั้น ปิดรูนี้ ไหนจะวางกลไกทางกฎหมายไว้ล่วงหน้าเพื่อป้องกันและปราบปรามศัตรู เช่น เขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรคให้มีโทษตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และให้มีผลย้อนหลังไปถึงคดีก่อนหน้า หรือเขียนรัฐธรรมนูญเรื่องยุบพรรค ลากเอาความผิดของกรรมการบริหารมาเป็นเหตุให้ยุบพรรค หรือเขียนรัฐธรรมนูญรับรองรัฐประหารและลูกหลานไปทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ออกแบบรัฐธรรมนูญใหม่ให้ไม่เป็นคุณต่อพรรคการเมืองขั้วศัตรู
บุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร หรือถูกกลไกของรัฐประหารเล่นงานอาจร้องขอความเป็นธรรมเอากับศาล ให้ศาลช่วยตรวจสอบรัฐประหาร ดังนั้น ศาล (คือผู้ปฏิบัติทางกฎหมาย แต่การกระทำของศาลมีอานุภาพมหาศาลกว่าการกระทำของผู้ปฏิบัติการทางกฎหมายอื่นๆ) จึงต้องเข้ามารับรองรัฐประหารผ่านคำพิพากษาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้รัฐประหาร “สมบูรณ์” ในนามของนิติรัฐ ดังปรากฏให้เห็นจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2551
รัฐประหารและกระบวนการต่อเนื่องยังอาศัยนักกฎหมายตามไล่บี้ ไล่ทุบ ปราบปรามศัตรู ดังปรากฏให้เห็นในปรากฏการณ์ที่เขาเรียกกันว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ซึ่งได้อภิปรายและเขียนไว้ในหลายที่
3.รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 กับพฤษภาอำมหิต 2553
รัฐประหาร 19 กันยายน บอกเราว่าชนชั้นนำจารีตประเพณีไม่อนุญาตให้ประเทศนี้มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ รัฐบาลไหนขึ้นมาทำตัวหน่อมแน้ม สุภาพเรียบร้อย บริหารไปวันๆเหมือนงานรูทีนก็ได้รับการอนุญาตให้อยู่ในตำแหน่งได้ รัฐบาลไหนที่ขึ้นมาดำเนินนโยบายมากมาย สร้างฐานมวลชน แย่งชิงฐานลูกค้าจากชนชั้นนำประเพณี ได้รับความนิยมเท่ากันหรือสูงกว่าชนชั้นนำประเพณี รัฐบาลนั้นต้องมีอันไป
กล่าวให้ถึงที่สุดต้นตอความขัดแย้งของสังคมไทยคือชนชั้นนำจารีตประเพณีนอกระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงเนื่องจากวัตรปฏิบัติ ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อและการเผยแพร่อุดมการณ์หลักของรัฐไทยปะทะกับนักการเมืองในระบบการเลือกตั้งที่ได้รับความนิยมอย่างสูงแสดงออกผ่านการลงคะแนนเสียง และทำให้พลเมืองเกิดความรู้สึกว่าคะแนนเสียงมีค่า
ปะทะกันจนชนชั้นนำจารีตประเพณีรู้สึกว่าตนถูกคุกคามอย่างหนัก หากปล่อยไว้ต่อไปอาจเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของตน เพื่อรักษาสถานะเดิมของตนจึงต้องจัดการ วิธีการจัดการคือรัฐประหาร 19 กันยายน
เราไม่อาจแยกรัฐประหาร 19 กันยายนกับเหตุการณ์พฤษภาอำมหิตออกจากกันได้ ผมได้ยินความเห็นหลายคน รวมทั้งอาจารย์ในคณะบางคนพูดทำนองว่า “พูดกันแต่เรื่อง 19 กันยายน ไม่เบื่อกันหรือไร ผ่านมาตั้งนานแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่าว่าจะจัดการสังคมอย่างไร” หรือผู้นำความคิดรุ่นใหม่บางคนแอ๊บเนียนว่า “ตนเองไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร แต่ไม่ควรหมกมุ่นกับรัฐประหาร รัฐประหารเป็นเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่ง เกิดขึ้นแล้วในอดีต ถ้าอ้างว่าทุกอย่างสืบมาไม่ถูกต้อง เลยไม่สนใจจะดูว่าเกิดอะไรขึ้น แบบนี้ก็ไม่ถูก”
ผมเห็นว่าวันนี้เราไม่พูดถึง 19 กันยายนไม่ได้เลย เพราะ 19 กันยายนเป็นจุดกำเนิดของเหตุการณ์ปัจจุบัน ณ เวลานี้เรายังคงอยู่ในรัฐประหาร 19 กันยายน เป้าประสงค์ของรัฐประหารยังคงอยู่ครบถ้วน และจำเป็นต้องพูดต่อไป พูดทุกโอกาส เพราะถ้าไม่พูดเดี๋ยวก็ลืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่สนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานคณะรัฐประหารและพวกทั้งทางตรงและทางลับ แต่จนวันนี้มาทำเนียนว่าไม่เห็นด้วย ต้องช่วยกัน และไม่อยากพูดถึงแล้ว ผ่านไปแล้ว มองไปข้างหน้าดีกว่า
หากถามผมว่าเบื่อไหม ขอตอบว่าเบื่อมากที่ต้องพูดเรื่องนี้ แต่ต้องถามกลับไปยังพวกเขาเหล่านั้นว่า แล้วพวกคุณไม่เบื่อบ้างหรือที่ไปรับรองรัฐประหาร ไปสนับสนุนรัฐประหาร ไปช่วยงานรัฐประหาร หรือขลุกอยู่กับกระบวนการรัฐประหารและพวกแล้วมันอิ่มอำนาจ อิ่มท้อง อิ่มใจที่ศัตรูได้พ้นจากอำนาจ
เมื่อรัฐประหาร 19 กันยายน ไม่ต้องการให้ “คะแนนเสียง” ของพลเมืองมีความหมาย พวกเขาจึงจัดการไล่รัฐบาลที่พลเมืองเลือกมาออกไป และเมื่อรัฐบาลขั้วเดียวกันกลับมาได้อีก เพราะพลเมืองยังเลือกกลับเข้ามาอีก ลูกหลานของรัฐประหารก็ต้องหาหนทางกำจัดรัฐบาลนั้นออกไปอีก
สีแดงก็ไม่ได้เป็นสีแดงเหมือนกันทั้งหมด มันยังมีเฉดสี มีระดับ มีความแตกต่างหลากหลายภายในสีแดงนั้นเอง แต่อย่างน้อยจุดยืนร่วมกันที่เราพอสังเคราะห์ออกมาได้คือ “ความเสมอภาคทางการเมือง” เมื่อการมาของ “สีแดง” เป็นไปเพื่อสิ่งนี้ เมื่อจำนวนของ “สีแดง” มากขึ้นเรื่อยๆย่อมสะเทือนไปถึงบรรดาผู้ไม่ปรารถนาให้สังคมไทยมี “ความเสมอภาคทางการเมือง” เพราะหากทุกคนเสมอกันหมด หากไพร่เกิดจิตสำนึกทางการเมืองมาร้องขอเป็นพลเมืองกันทั้งแผ่นดินละก็ สถานะของบรรดาชนชั้นนำจารีตประเพณีย่อมสะเทือนเช่นนี้ ใบอนุญาตให้ฆ่าจึงเกิดขึ้น 10 เมษาก็แล้วยังเอาไม่อยู่ จึงต้องเกิด 19 พฤษภาอีกสักหน
เพื่อประกาศให้รู้ว่าพวกเอ็งคนเสื้อแดงมิได้เป็นพลเมือง ให้เป็นไพร่ดีๆก็ไม่เอา คิดกำเริบเสิบสาน เมื่อหือกับข้ามากนัก ไพร่ข้าก็ไม่ให้เป็น เอ็งเป็นแค่ Homo sacer ใครก็ฆ่าเอ็งได้ ฆ่าแล้วไม่มีความผิด
การตั้งคณะกรรมการปฏิรูปเป็นเรื่องไร้สาระ บุคคลที่เข้าร่วมเป็นกรรมการปฏิรูปแม้จะอ้างเหตุผลใดๆก็ตามล้วนแล้วแต่ไม่มี ethics ทางการเมือง หากเชื่อว่าโลกนี้มี “ดี” มี “เลว” จริง มีมาตรฐานที่พอจะวัดได้ว่าใคร “ดี” ใคร “เลว” ผมเห็นว่าบุคคลที่เข้าไปร่วมกับสารพัดกรรมการที่อภิสิทธิ์ตั้งขึ้นนั้น “เลว” คนตายต่อหน้าต่อหน้า ตายกันเกือบร้อย ตายกันกลางเมืองหลวง ตายด้วยการซุ่มส่องสไนเปอร์ กลับมองไม่เห็น หรือแกล้งมองไม่เห็น หรือมองเห็นแต่ไม่คิดคำนึง
ผมไม่เข้าใจว่าทำไมต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนห่าเหวอะไรอีก ทำไมต้องมี fact finding ตั้งกรรมการมาตรวจสอบข้อเท็จจริง ในเมื่อเห็นกันคาตา รูปก็มี คลิปวิดีโอก็มี รายงานข่าวก็มี พยานบุคคลก็มี เห็นกันเต็มสองตาว่ามีคนตาย มีคนตายจากการถูกทหารยิง
สิ่งที่ต้องทำ ต้องตรวจสอบ จึงเหลือเพียงประการเดียว ใครสั่ง ใครกดปุ่ม ใครออกใบอนุญาตให้ฆ่า
ผมขอปิดอภิปรายด้วยเรื่องสั้น Die Bäume หรือ “ต้นไม้” ของ Franz Kafka สำนวนแปลโดยอาจารย์ถนอมนวล โอเจริญ ว่า
“พวกเราเปรียบเสมือนขอนไม้บนหิมะ ดูเหมือนขอนไม้เหล่านี้วางเรียงกันเป็นธรรมดา ถ้าใช้แรงผลักเพียงนิดเดียวก็คงขยับเขยื้อนมันได้ แต่มิใช่เช่นนั้นดอก ไม่มีใครขยับเขยื้อนมันได้ เพราะขอนไม้เหล่านั้นติดแน่นอยู่กับพื้น แต่ดูสิ นี่เป็นเพียงดูเหมือนว่าเท่านั้น”
ใครเป็น “พวกเรา”
ใครเป็น “ขอนไม้”
และตกลงแล้วขอนไม้เขยื้อนได้หรือไม่
ทุกท่านมีเสรีภาพในการพินิจพิเคราะห์ด้วยปัญญาแห่งตน
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เอแบคโพลชี้ ถ้าเลือกตั้งวันนี้ ปชป.ชนะเพื่อไทยแบบไม่ขาดได้แค่50% ขรก.-พนง.รัฐวิสาหกิจลังเลหนุน
มติชนออนไลน์
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ( เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 กันยายนถึงผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เปิดใจสาธารณชน วิเคราะห์เชิงลึกกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ใครจะได้เป็นรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตัดสินใจแล้วใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 4,312 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 – 25 กันยายน 2553 ผลการสำรวจพบว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ประชาชนที่ตัดสินใจแล้วประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.7 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่ประมาณเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 16.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ
เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกข้อมูลทางสถิติจำแนกลักษณะของผู้ตัดสินใจจะเลือกตั้ง พบความแตกต่างระหว่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาย และหญิง โดยผู้หญิงมีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่ากลุ่มผู้ชาย คือร้อยละ 54.8 ต่อร้อยละ 46.7
ขณะที่กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนของผู้ชาย มากกว่า ผู้หญิงคือร้อยละ 37.2 ต่อร้อยละ 28.8 อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่จะเลือกพรรคอื่นๆ ไม่พบความแตกต่างกัน
ที่น่าสนใจคือ เมื่อวิเคราะห์กลุ่มคนตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยในทุกช่วงอายุ และ กลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด คือ ร้อยละ 56.3
ขณะที่ กลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีอยู่ร้อยละ 42.4
แต่เมื่อจำแนกตามอาชีพประจำของคนที่จะเลือกตั้ง พบว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ใจมากที่สุดอยู่ที่กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน คือร้อยละ 57.7
แต่ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มอาชีพถูกแบ่งออกในสัดส่วนพอๆ กันที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย กลับกลายเป็นกลุ่มอาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ คือร้อยละ 47.8 ระบุจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 40.5 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 11.7 จะเลือกพรรคอื่นๆ
จากข้อมูลที่ค้นพบนี้จะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนไม่ถึงครึ่งคือ ร้อยละ 47.8 กับร้อยละ 47.5 คือในกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสหกิจ และกลุ่มเกษตรกร กับผู้รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป
เมื่อจำแนกตามระดับรายได้ พบว่า ถ้าคนที่มีรายได้สูงคือมากกว่า 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปจะมีสัดส่วนผู้จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุดคือร้อยละ 59.3
ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยคือต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพียงร้อยละ 45.5 เท่านั้น
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ที่มีการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.1 และร้อยละ 56.6 ที่สูงกว่าปริญญาตรีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์
แต่ถ้าต่ำกว่าปริญญาตรีมีเกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.3
เมื่อจำแนกตามเขตที่พักอาศัย พบว่า คนที่พักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าคนที่พักอยู่นอกเขตเทศบาล คือร้อยละ 52.9 ต่อร้อยละ 49.6
ในขณะที่สัดส่วนของคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขตเทศบาล คือร้อยละ 35.7 ต่อร้อยละ 29.3
ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย มากกว่า คนในภาคอื่นๆ โดยพบว่า เกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย
ในขณะที่ร้อยละ 32.1 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และเกือบ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 18.9 จะเลือกพรรคอื่นๆ
แต่เมื่อพิจารณาอีกด้านหนึ่งจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนเกินครึ่งในสองภูมิภาค คือ ภาคกลาง ร้อยละ 50.7 และภาคใต้ ร้อยละ 92.0
หากพิจารณาภูมิภาคที่จะต่อสู้กันสูสีมากที่สุดคือ ภาคเหนือ ที่พบว่า ร้อยละ 43.9 จะเลือกประชาธิปัตย์ และร้อยละ 41.7 จะเลือกพรรคเพื่อไทย
ขณะที่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร คนกรุงเทพมหานครร้อยละ 45.9 จะเลือกประชาธิปัตย์ แต่ร้อยละ 36.7 ซึ่งถือว่า มีจำนวนมากพอสมควรจะเลือกพรรคเพื่อไทย และที่เหลือคือร้อยละ 17.4 จะเลือกพรรคอื่นๆ ตามลำดับ
ผู้อำนวยการเอแบคโพลล์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้ากลไกและ “กติกา” การชนะการเลือกตั้งอาศัยคะแนนเสียงของสาธารณชนเป็นหลัก และฝ่ายการเมืองยึดถือธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันมา พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นรัฐบาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ ถ้าฝ่ายการเมืองยึดเอาจำนวนตัวเลขหรือ “โควต้า” ของ ส.ส. เป็นหลัก พรรคขนาดกลางน่าจะยังเป็นตัวแปรสำคัญว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลในวัฏจักรเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมา โดยอาจนำมาซึ่ง การต่อรองผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ ให้ระวังเทคนิคที่แยบยลปฏิบัติการ “ถอนทุนคืน” ของฝ่ายการเมืองเพื่อใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งครั้งใหม่
“เพราะถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ พรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคยังไม่สามารถครอบครองใจสาธารณชนให้ตัดสินใจเลือกตั้งจนมีเสียงมากพอจะชนะขาดและจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ในฐานข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีจุดอ่อนอยู่ในกลุ่มเกษตรกร รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป และกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย แต่ถ้ามองการเมืองในเชิงสังคม มีความน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มอาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจกลับมีความแตกแยกออกเป็นสองกลุ่มที่มีฐานมากพอๆ กัน อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ “ประชาชน” ในภาคเหนือ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันดุเดือดสูสี จึงต้องให้ฝ่ายการเมืองช่วยกันพิจารณา อย่าให้การแข่งขันทางการเมืองทำลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันของพี่น้องประชาชน และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามในการช่วยเหลือเกื้อกูลมีน้ำใจต่อกันของคนในภาคเหนือ และภาคอื่นๆ ตามเอกลักษณ์ของคนไทย” ดร.นพดล กล่าว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และนักศึกษาด้านการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ( เปิดเผยเมื่อวันที่ 26 กันยายนถึงผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง เปิดใจสาธารณชน วิเคราะห์เชิงลึกกลุ่มผู้ที่ตั้งใจจะไปเลือกตั้ง ถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ พรรคการเมืองใหญ่สองพรรค ใครจะได้เป็นรัฐบาล กรณีศึกษาตัวอย่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งและตัดสินใจแล้วใน 28 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 4,312 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1 – 25 กันยายน 2553 ผลการสำรวจพบว่า ถ้าวันนี้เป็นวันเลือกตั้ง ประชาชนที่ตัดสินใจแล้วประมาณครึ่งหนึ่งหรือร้อยละ 50.7 ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์
ขณะที่ประมาณเกือบ 1 ใน 3 หรือร้อยละ 33.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 16.3 จะเลือกพรรคอื่นๆ
เมื่อวิเคราะห์เชิงลึกข้อมูลทางสถิติจำแนกลักษณะของผู้ตัดสินใจจะเลือกตั้ง พบความแตกต่างระหว่างผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาย และหญิง โดยผู้หญิงมีสัดส่วนของคนที่ตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่ากลุ่มผู้ชาย คือร้อยละ 54.8 ต่อร้อยละ 46.7
ขณะที่กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยมีสัดส่วนของผู้ชาย มากกว่า ผู้หญิงคือร้อยละ 37.2 ต่อร้อยละ 28.8 อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มคนที่จะเลือกพรรคอื่นๆ ไม่พบความแตกต่างกัน
ที่น่าสนใจคือ เมื่อวิเคราะห์กลุ่มคนตามช่วงอายุ พบว่า กลุ่มคนที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยในทุกช่วงอายุ และ กลุ่มคนที่อายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุด คือ ร้อยละ 56.3
ขณะที่ กลุ่มคนที่อายุต่ำกว่า 20 ปีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ มีอยู่ร้อยละ 42.4
แต่เมื่อจำแนกตามอาชีพประจำของคนที่จะเลือกตั้ง พบว่า พรรคประชาธิปัตย์จะได้ใจมากที่สุดอยู่ที่กลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน คือร้อยละ 57.7
แต่ที่น่าพิจารณาคือ กลุ่มอาชีพถูกแบ่งออกในสัดส่วนพอๆ กันที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์กับพรรคเพื่อไทย กลับกลายเป็นกลุ่มอาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ คือร้อยละ 47.8 ระบุจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ ร้อยละ 40.5 จะเลือกพรรคเพื่อไทย และร้อยละ 11.7 จะเลือกพรรคอื่นๆ
จากข้อมูลที่ค้นพบนี้จะเห็นได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนไม่ถึงครึ่งคือ ร้อยละ 47.8 กับร้อยละ 47.5 คือในกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสหกิจ และกลุ่มเกษตรกร กับผู้รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป
เมื่อจำแนกตามระดับรายได้ พบว่า ถ้าคนที่มีรายได้สูงคือมากกว่า 15,000 บาทต่อเดือนขึ้นไปจะมีสัดส่วนผู้จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากที่สุดคือร้อยละ 59.3
ในขณะที่ผู้มีรายได้น้อยคือต่ำกว่า 5,000 บาทต่อเดือน จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์เพียงร้อยละ 45.5 เท่านั้น
เมื่อจำแนกตามระดับการศึกษา พบว่า ผู้ที่มีการศึกษาตั้งแต่ปริญญาตรีขึ้นไปส่วนใหญ่หรือร้อยละ 58.1 และร้อยละ 56.6 ที่สูงกว่าปริญญาตรีจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์
แต่ถ้าต่ำกว่าปริญญาตรีมีเกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.3
เมื่อจำแนกตามเขตที่พักอาศัย พบว่า คนที่พักอาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตั้งใจจะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มากกว่าคนที่พักอยู่นอกเขตเทศบาล คือร้อยละ 52.9 ต่อร้อยละ 49.6
ในขณะที่สัดส่วนของคนที่จะเลือกพรรคเพื่อไทยอยู่นอกเขตเทศบาลมากกว่าในเขตเทศบาล คือร้อยละ 35.7 ต่อร้อยละ 29.3
ที่น่าพิจารณาคือ ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงตั้งใจจะเลือกพรรคเพื่อไทย มากกว่า คนในภาคอื่นๆ โดยพบว่า เกือบครึ่งหรือร้อยละ 49.0 จะเลือกพรรคเพื่อไทย
ในขณะที่ร้อยละ 32.1 จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์ และเกือบ 1 ใน 5 หรือร้อยละ 18.9 จะเลือกพรรคอื่นๆ
แต่เมื่อพิจารณาอีกด้านหนึ่งจะพบว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับการสนับสนุนเกินครึ่งในสองภูมิภาค คือ ภาคกลาง ร้อยละ 50.7 และภาคใต้ ร้อยละ 92.0
หากพิจารณาภูมิภาคที่จะต่อสู้กันสูสีมากที่สุดคือ ภาคเหนือ ที่พบว่า ร้อยละ 43.9 จะเลือกประชาธิปัตย์ และร้อยละ 41.7 จะเลือกพรรคเพื่อไทย
ขณะที่ พื้นที่กรุงเทพมหานคร คนกรุงเทพมหานครร้อยละ 45.9 จะเลือกประชาธิปัตย์ แต่ร้อยละ 36.7 ซึ่งถือว่า มีจำนวนมากพอสมควรจะเลือกพรรคเพื่อไทย และที่เหลือคือร้อยละ 17.4 จะเลือกพรรคอื่นๆ ตามลำดับ
ผู้อำนวยการเอแบคโพลล์ กล่าวว่า ข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า ถ้ากลไกและ “กติกา” การชนะการเลือกตั้งอาศัยคะแนนเสียงของสาธารณชนเป็นหลัก และฝ่ายการเมืองยึดถือธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติกันมา พรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสสูงที่จะได้เป็นรัฐบาลใหม่อีกครั้งหนึ่ง แต่ ถ้าฝ่ายการเมืองยึดเอาจำนวนตัวเลขหรือ “โควต้า” ของ ส.ส. เป็นหลัก พรรคขนาดกลางน่าจะยังเป็นตัวแปรสำคัญว่าใครจะได้เป็นรัฐบาลในวัฏจักรเดิมๆ ที่เคยเห็นกันมา โดยอาจนำมาซึ่ง การต่อรองผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง ดังนั้น ในช่วงเวลานี้ ให้ระวังเทคนิคที่แยบยลปฏิบัติการ “ถอนทุนคืน” ของฝ่ายการเมืองเพื่อใช้เป็นทุนในการเลือกตั้งครั้งใหม่
“เพราะถ้าเลือกตั้งใหม่วันนี้ พรรคการเมืองใหญ่ทั้งสองพรรคยังไม่สามารถครอบครองใจสาธารณชนให้ตัดสินใจเลือกตั้งจนมีเสียงมากพอจะชนะขาดและจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ในฐานข้อมูลที่ค้นพบครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะมีจุดอ่อนอยู่ในกลุ่มเกษตรกร รับจ้างใช้แรงงานทั่วไป และกลุ่มข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจที่ยังไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือพรรคเพื่อไทย แต่ถ้ามองการเมืองในเชิงสังคม มีความน่าเป็นห่วงคือ กลุ่มอาชีพข้าราชการและพนักงานรัฐวิสาหกิจกลับมีความแตกแยกออกเป็นสองกลุ่มที่มีฐานมากพอๆ กัน อย่างไรก็ตาม น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ “ประชาชน” ในภาคเหนือ ที่จะกลายเป็นพื้นที่ที่มีการแข่งขันกันดุเดือดสูสี จึงต้องให้ฝ่ายการเมืองช่วยกันพิจารณา อย่าให้การแข่งขันทางการเมืองทำลายความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันของพี่น้องประชาชน และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามในการช่วยเหลือเกื้อกูลมีน้ำใจต่อกันของคนในภาคเหนือ และภาคอื่นๆ ตามเอกลักษณ์ของคนไทย” ดร.นพดล กล่าว
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)