การเมืองห้วงนี้ ดูๆ
แล้วไม่น่าจะมีอุณหภูมิร้อนแรงเป็นพิเศษ สถานการณ์เป็นไปตามคลื่นลมปกติ
มีทั้งเชิงสร้างสรรค์ เชิงวิพากษ์และเชิงทำลายกันอยู่ในที บางครั้งก็ดูดี
แต่หลายครั้งค่อนข้าง “น้ำเน่า”
ไม่รู้จักสะเด็ด พลันที่ฝ่ายค้านลอกเลียนการใช้สื่อโทรทัศน์วิธีเดียวกันกับ “ม็อบเสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ดูเหมือนการเมืองแบบทำลายล้างซึ่งกันและกัน ก็โหมกระแส “ม็อบแข่งม็อบ” เพื่อหวัง “ดึงมวลชน” มาให้เป็นพวกของตัวเองมากที่สุด แรกๆ พรรคประชาธิปัตย์ไม่คิดจะทำ ด้วยมีสถานภาพเป็นพรรค การเมืองเก่าแก่ จึงไม่ควรลงไปเล่น “การเมืองข้างถนน” แบบเดียวกับม็อบสีอื่น แต่เพราะถูกม็อบเสื้อเหลืองและม็อบเสื้อแดง ไล่บี้มาตลอดหลังเลือกตั้งใหญ่แล้วแพ้หลุดลุ่ย เสียหน้า เสียฟอร์มการเมืองที่เคยเอาดีใส่ตัว โยนชั่วให้ฝ่ายอื่นมานาน พอโดนป้ายสีบ้างจึงรู้สึกตัวว่า ทนไม่ไหว และเพราะเป็น “จำเลยการเมือง” อาทิ ฉุดกระชากประธานสภาลงจากบัลลังก์ หัวหน้าพรรคหนีทหาร หัวหน้าพรรคมี 2 สัญชาติ และตราบาปตอนเป็นรัฐบาลพัวพันกับ “ความตายของประชาชน 91 ศพ” ยืดเยื้อมาจนชาวบ้านที่บาดเจ็บนับพันต้องตายเพิ่มเป็น 99 ศพ ย่อมไม่อาจ “ล้างบาป” ให้พ้นตัวได้ง่ายๆ โทรทัศน์ Blue sky จึงจุติเสมือน Nominee ที่เป็นช่องทางเผยแพร่ความคิดของคนประชาธิปัตย์อย่างโดดเด่นเห็นได้ชัด...ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ในอดีตเคยต่อว่าต่อขานพรรคการเมืองอื่นๆ มาก่อนว่า ไม่ ใช่กิจที่พรรคการเมืองควรกระทำ แต่วันนี้พรรคประชาธิปัตย์กำลังเป็นเสียเองหรือไม่ ก็ลองพิจารณาดู สื่อ Blue sky ดูคล้าย “กระบอกเสียงประชาธิปัตย์” เจือสมไปกับการรวมพลคนเสื้อสีฟ้าข้างถนนอีกส่วนหนึ่ง..แต่พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์ปลุกระดมทีไร ก็ดูจะได้แค่ “แฟนคลับทัพพระแม่ธรณี” ที่ไม่อาจดึงดูดคนเสื้อสีอื่น หรือคนกลางไม่เข้าข้างฝ่ายไหนไปเป็นแนวร่วมได้ เรียกว่า ม็อบใครก็ม็อบมันเท่านั้นเอง... ถ้าจะชี้วัดปริมาณมวลชน เปรียบเทียบกันแล้ว พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์แท้ๆ ยังสู้ความหนาแน่นของม็อบเสื้อแดงที่ไม่เป็นพรรคการเมืองไม่ได้ด้วยซ้ำ ขืนนัดชุมนุมบ่อยๆ แล้ว “เรียกแขก” ได้น้อยกว่ามวลชนเสื้อแดง อาจประจานความนิยมพรรคประชาธิปัตย์น้อยลงๆ ซึ่งสุ่มเสี่ยงต่อภาพลักษณ์ที่ท้าทายในระยะยาวได้ แล้วอะไรล่ะคือ “แผนยุปฏิวัติ” ในห้วงที่ “ไร้ฟืนสุมเชื้อไฟ” ณ คาบนี้ กลายเป็นภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นแห่งชาติ (ภตช.) ซึ่งมี พลเอกบุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 1 และประธานองค์กรพิทักษ์สยามจะระดมคนหลายเครือข่าย อันมี หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เป็นแกนประสานม็อบ 10 องค์กร (เดิมคุยว่า มี 50 องค์กร) นัดมาชุมนุมที่สนามม้านางเลิ้ง โดยเลขานุการราชตฤณ-มัยสมาคมคือ พลเอกบุญเลิศ เป็นผู้เอื้อเฟื้อสถานที่เอง...เสาร์ที่ 28 ตุลาฯนี้ สนามม้านางเลิ้งจะกลายเป็นสนามแข่งชุมนุมต่อต้านการคอร์รัปชั่น แทนการแข่งม้าไปฉิบ ประเด็นหลักคือ ข้อหาจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์อีกแล้ว แต่เนื้อหาจริงๆ กำลังเฟ้นคนไปพูดเรื่องการจำนำข้าว โดยเน้นข้อมูลการทุจริตในรัฐบาล...มันเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับที่พรรคประชาธิปัตย์นำไปขยายผลทั้งในสภา บนเวทีปราศรัยและในสื่อ Blue sky หรือไม่ แน่นอน พรรคประชาธิปัตย์พูดได้เต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่คนของประชาธิปัตย์จะ “สวมรอย” ไปชุมนุมด้วยหรือไม่ ก็ต้องย้อนกลับไปดูปูม “ม็อบเสื้อเหลือง” ยุให้เกิดการปฏิวัติปี 2549 ว่า มีแกนนำพรรคนี้กี่คนไปส่งข้าวส่งน้ำในตอนนั้น ตั้งใจจะให้สอดรับกับข่าวไซฟ่อนเงินจากงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน บาทไปฮ่องกง แต่ถูกจับได้ว่าเป็น ข่าวแหกตา...เลยพอมองเห็นว่าใครกลุ่มไหนกำลัง “นวดสถานการณ์” ให้สุกงอม การ “ปลุกม็อบ” ที่สนามม้านางเลิ้งจะสำเร็จหรือไม่ มีคนไปกี่กลุ่มหรือมีคนของประชาธิปัตย์จะสวมรอยใส่เสื้อหลายสีไปอีกหรือไม่ ย่อม “อ่านเกม” ได้ไม่ยาก แต่ม็อบเสื้อเหลืองประกาศชัดไม่ร่วมด้วย ย่อมมีนัยของ “ม็อบ แห้ว” อยู่รางๆ ที่สำคัญคือพลเอกบุญเลิศ (ที่ผมเคารพนับถือมานาน) หลังจากเคยติด “กลุ่มกบฏ” ร่วมกับ พลเอกฉลาด หิรัญศิริ มาก่อน จากนั้นมายังไม่เคยเห็นผลงานทางการเมืองและการทหารเลย จะสามารถ “จุดไฟ” เพื่อส่งสัญญาณไปสู่เหตุปฏิวัติรอบใหม่ได้อีกหรือไม่ อย่าลืมว่า คนที่จะพูดดึงดูดม็อบการเมืองให้ตรึงติดเป็นพลังมวลชนแบบข้ามวันข้ามคืนใน “ตลาดม็อบ” ชั่วโมงนี้ หายากพอๆ กับงมเข็มในบึงใหญ่ เดี๋ยวคอการเมืองจะเอาไปเมาธ์ได้ว่า “รับจ็อบอำมาตย์” มาเล่นให้เสียของอีกแล้ว ถ้าม็อบจุดไม่ติดอีกรอบ องค์กรพิทักษ์สยามและเครือข่าย ภตช. จะมิเป็น “ขอมดำดิน” ไปหรอกรึ! ที่มา.สยามธุรกิจ ++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++ |
วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555
แผนยุ ปฏิวัติ !!?
วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ปลิงยักษ์ !!?
ก็ต้องชมว่า..พวกท่านทั้งหลาย..หาเรื่องมาทะเลาะใส่ร้ายกันได้..ในแทบจะทุกเรื่อง..อย่างเรื่องคลื่นความถี่ จี 3
มันล้าสมัยไปไกลซะจนประเทศลาวคนลาวจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ..ว่า จี 3 คืออะไร..เพราะที่เวียงจันทน์เขาไปถึงจี 4 กันตั้งแต่ปีมะโว้..
ไอ้ที่คุยใหญ่คุยโต ไทยนี่แหละที่..ยังล้าหลัง..ไม่ใช่เพราะร้านค้าร้านขายเขาไม่กล้า..แต่เพราะว่านักวิชาการนักวิชาเกินของไทยเรานี่แหละ..ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวกันมากไป..
ให้บริษัททั้งหลายตักตวงผลประโยชน์จากคลื่นตกยุคกันอย่างเอร็ดอร่อย..
เหมือนกับการ..ดองรถไฮบริด..ไม่ให้เข้าตลาดเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทรถยนต์ขายรถเก่าจนหมดเสียก่อน..แล้วถึงปล่อยรถยนต์ไฮบริด..ให้เข้าประเทศไทย
คนเสียโอกาสก็คือประชาชนคนไทย..
รัฐไทยมีคน..ทรยศต่อคนไทยมากเกินไป..เราจึงยังไม่ไปไหน..กลายเป็นลูกไล่ให้ไม่กี่บริษัทสูบเลือดสูบเนื้อภายใต้การผูกขาดในรูปแบบต่างๆ..อาทิเช่น..
เกือบ 100 ปีที่พัฒนาประเทศกันมา..โรงงานผลิตปูนซิเมนต์ไทย..มีไม่ถึง 4 โรงงาน..และโรงงานแรกนั้น..กินจำนวนไปกว่าครึ่ง และกินมานานก่อนคนอื่นหลายสิบปี..
นั่นเป็นคอรัปชั่นรูปหนึ่ง..นั่นคือการผูกขาดตัดตอนกินเลือดกินเนื้อประชาชน..จนมั่งคั่งมั่งมี..
แผ่นดินที่..พ่อขุนรามคำแหง..ประกาศไว้ตั้งเกือบพันปีมาแล้วว่า..ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า..กลับมีผูกขาดโรงเหล้าโรงเบียร์ไว้..ไม่ให้ใครตั้งแข่ง..
รัฐไทย..กลายเป็นเวทีให้ปลิงตัวใหญ่..สูบกินเลือดเนื้อประชาชนคนไทยมาเป็นร้อยๆ ปี..ไม่มีใครตั้งธนาคารได้..หาก..นายใหญ่แห่งนายธนาคารทั้งหลาย..ไม่อนุมัติ..
รัฐไทย..คือเครื่องสูบเลือดดูดเนื้อประชาชนคนไทยในทุกองคาพยพ..เรื่องที่ประชาชนในประเทสอื่นๆ ทำได้..กลายเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทย..แม้กระทั่งการจะซื้อถั่วซื้อรำ..
ถึงเวลาหรือยัง..ต้องแปลงบ้านเปลี่ยนเมือง..กันเสียที
โดย.พญาไม้,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
มันล้าสมัยไปไกลซะจนประเทศลาวคนลาวจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ..ว่า จี 3 คืออะไร..เพราะที่เวียงจันทน์เขาไปถึงจี 4 กันตั้งแต่ปีมะโว้..
ไอ้ที่คุยใหญ่คุยโต ไทยนี่แหละที่..ยังล้าหลัง..ไม่ใช่เพราะร้านค้าร้านขายเขาไม่กล้า..แต่เพราะว่านักวิชาการนักวิชาเกินของไทยเรานี่แหละ..ใช้ความรู้ความสามารถเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวกันมากไป..
ให้บริษัททั้งหลายตักตวงผลประโยชน์จากคลื่นตกยุคกันอย่างเอร็ดอร่อย..
เหมือนกับการ..ดองรถไฮบริด..ไม่ให้เข้าตลาดเพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทรถยนต์ขายรถเก่าจนหมดเสียก่อน..แล้วถึงปล่อยรถยนต์ไฮบริด..ให้เข้าประเทศไทย
คนเสียโอกาสก็คือประชาชนคนไทย..
รัฐไทยมีคน..ทรยศต่อคนไทยมากเกินไป..เราจึงยังไม่ไปไหน..กลายเป็นลูกไล่ให้ไม่กี่บริษัทสูบเลือดสูบเนื้อภายใต้การผูกขาดในรูปแบบต่างๆ..อาทิเช่น..
เกือบ 100 ปีที่พัฒนาประเทศกันมา..โรงงานผลิตปูนซิเมนต์ไทย..มีไม่ถึง 4 โรงงาน..และโรงงานแรกนั้น..กินจำนวนไปกว่าครึ่ง และกินมานานก่อนคนอื่นหลายสิบปี..
นั่นเป็นคอรัปชั่นรูปหนึ่ง..นั่นคือการผูกขาดตัดตอนกินเลือดกินเนื้อประชาชน..จนมั่งคั่งมั่งมี..
แผ่นดินที่..พ่อขุนรามคำแหง..ประกาศไว้ตั้งเกือบพันปีมาแล้วว่า..ใครใคร่ค้าม้าค้า ใครใคร่ค้าช้างค้า..กลับมีผูกขาดโรงเหล้าโรงเบียร์ไว้..ไม่ให้ใครตั้งแข่ง..
รัฐไทย..กลายเป็นเวทีให้ปลิงตัวใหญ่..สูบกินเลือดเนื้อประชาชนคนไทยมาเป็นร้อยๆ ปี..ไม่มีใครตั้งธนาคารได้..หาก..นายใหญ่แห่งนายธนาคารทั้งหลาย..ไม่อนุมัติ..
รัฐไทย..คือเครื่องสูบเลือดดูดเนื้อประชาชนคนไทยในทุกองคาพยพ..เรื่องที่ประชาชนในประเทสอื่นๆ ทำได้..กลายเป็นเรื่องต้องห้ามในประเทศไทย..แม้กระทั่งการจะซื้อถั่วซื้อรำ..
ถึงเวลาหรือยัง..ต้องแปลงบ้านเปลี่ยนเมือง..กันเสียที
โดย.พญาไม้,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ถอดรหัส : ครม.ปู 3 จตุพร.วืด!!?เก้าอี้ รมต.
การปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) แปลงโฉมรัฐบาลเป็น “ยิ่งลักษณ์ 3”
มาเร็วเคลมเร็วประดุจสายฟ้าฟาด
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยื้อยุดกันอยู่พักใหญ่ เพราะต้องการให้ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเอารัฐมนตรีที่นั่งทำงานร่วมกันเป็นกันชนให้นายกฯหญิงในสภาช่วงปลายเดือน พ.ย. ไปก่อน
แต่เมื่อมีสัญญาณพิเศษมาก็ต้องรีบปรับด่วน
20 ตำแหน่งที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งย้ายไปนั่งทำงานที่อื่น ถูกเปลี่ยนตัวออกให้คนอื่นเข้ามาทำงานแทน ถือว่าเยอะ เพราะมีแค่ 16 ตำแหน่งเท่านั้นที่ได้นั่งอยู่ที่เดิม
ใครเป็นใคร ได้นั่งตำแหน่งไหน อาจพอเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วตามสื่อต่างๆ
แต่อะไรที่ทำให้ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ คือสิ่งที่จะต้องพูดกัน
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ลุกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นรางวัลตอบแทนที่จะมานั่งเป็นหนังหน้าไฟในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่จะลงมติเลือกกันวันที่ 30 ต.ค. นี้อีกตำแหน่ง
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนนายธีระ วงศ์สมุทร ที่ตัดสินใจลาออก เพราะไม่อาจทนต่อรัฐมนตรีเงาที่เข้ามาก้าวก่ายสั่งงานแทนแทบทุกเรื่องได้
บุคลิกของนายยุคลน่าจะยอมรับสภาพได้มากกว่า เพราะเป็นลูกหม้อของผู้ยิ่งใหญ่จากสุพรรณบุรีมานาน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการ ถูกดันขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นั่นก็หมายความว่าถูกถอดชื่อออกจากแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะมีการเลือกตั้งกันต้นปีหน้าเรียบร้อย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ โยกไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เพื่อยกกระทรวงเกษตรฯให้พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลเองทั้งหมดตามคำขอของเจ้าของพรรคที่วิ่งขอเอง
ส่วนนายณัฐวุฒิที่เสียรังวัด สูญเครดิตจากการแก้ปัญหาราคายางพาราไปมาก ต้องลุกออกมาแต่งตัวใหม่ในตำแหน่งที่พอจะสร้างผลงานได้
สำหรับคนจากบ้านเลขที่ 111 ที่เข้ามา ทั้งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวราเทพ รัตนากร ที่จะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ทั้งหมดล้วนเป็นสายตรงของนายใหญ่และนายหญิง
ที่สำคัญการให้คนกลุ่มนี้เข้ามารับประกันซ่อมฟรีว่าไม่มีการแย่งซีนผู้นำจากนายกรัฐมนตรี ต่างจากคนที่หลุดโผไปอย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง เพราะบารมีทางการเมืองขี่กันอยู่
ที่เป็นไฮไลท์เลยคือ การไม่มีชื่อติดโผรัฐมนตรีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ไม่มีเก้าอี้เป็นรางวัลให้กับการทำงานแบบเสี่ยงตายถวายชีวิต
ไม่มีเก้าอี้ปลอบใจหลังต้องกระเด็นจากการเป็น ส.ส. ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบจะนอนมาในทุกโผ และมีคำมั่นสัญญาจากนายใหญ่ว่าเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี
ว่ากันว่าที่นายจตุพรไม่ได้ตำแหน่งใดใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 เป็นเพราะมีแรงเสียดทานจากภายนอกเข้ามาอย่างหนัก ที่ไม่ต้องการให้มีตำแหน่งเสนาบดี
ประกอบกับคนในพรรคบางส่วนก็เห็นดีเห็นงามไม่อยากให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า เพราะ “อำมาตย์ไม่ชอบ กองทัพก็ไม่ปลื้ม” ที่จะร่วมงานด้วย
นายจตุพรจึงต้องกลืนเลือดก้มหน้ายอมรับในความน้อยวาสนาของตัวเอง
แต่ก็ยังไม่วายมีคำปลอบใจปนให้ความหวังว่าจะได้ตั๋วนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแน่นอนในการปรับครั้งต่อไปที่ขีดวงไว้ว่าจะเกิดขึ้นราวกลางปีหน้า
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยื้อยุดกันอยู่พักใหญ่ เพราะต้องการให้ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพื่อเอารัฐมนตรีที่นั่งทำงานร่วมกันเป็นกันชนให้นายกฯหญิงในสภาช่วงปลายเดือน พ.ย. ไปก่อน
แต่เมื่อมีสัญญาณพิเศษมาก็ต้องรีบปรับด่วน
20 ตำแหน่งที่มีการปรับเปลี่ยนทั้งย้ายไปนั่งทำงานที่อื่น ถูกเปลี่ยนตัวออกให้คนอื่นเข้ามาทำงานแทน ถือว่าเยอะ เพราะมีแค่ 16 ตำแหน่งเท่านั้นที่ได้นั่งอยู่ที่เดิม
ใครเป็นใคร ได้นั่งตำแหน่งไหน อาจพอเห็นหน้าค่าตากันไปบ้างแล้วตามสื่อต่างๆ
แต่อะไรที่ทำให้ได้ขึ้นมาทำหน้าที่ คือสิ่งที่จะต้องพูดกัน
นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ ที่ลุกจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทนนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้ ก็ชัดเจนว่าเป็นรางวัลตอบแทนที่จะมานั่งเป็นหนังหน้าไฟในตำแหน่งหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่จะลงมติเลือกกันวันที่ 30 ต.ค. นี้อีกตำแหน่ง
นายยุคล ลิ้มแหลมทอง ก้าวขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แทนนายธีระ วงศ์สมุทร ที่ตัดสินใจลาออก เพราะไม่อาจทนต่อรัฐมนตรีเงาที่เข้ามาก้าวก่ายสั่งงานแทนแทบทุกเรื่องได้
บุคลิกของนายยุคลน่าจะยอมรับสภาพได้มากกว่า เพราะเป็นลูกหม้อของผู้ยิ่งใหญ่จากสุพรรณบุรีมานาน
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการ ถูกดันขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นั่นก็หมายความว่าถูกถอดชื่อออกจากแคนดิเดตชิงเก้าอี้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่จะมีการเลือกตั้งกันต้นปีหน้าเรียบร้อย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯ โยกไปเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็เพื่อยกกระทรวงเกษตรฯให้พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลเองทั้งหมดตามคำขอของเจ้าของพรรคที่วิ่งขอเอง
ส่วนนายณัฐวุฒิที่เสียรังวัด สูญเครดิตจากการแก้ปัญหาราคายางพาราไปมาก ต้องลุกออกมาแต่งตัวใหม่ในตำแหน่งที่พอจะสร้างผลงานได้
สำหรับคนจากบ้านเลขที่ 111 ที่เข้ามา ทั้งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่จะเป็นรองนายกรัฐมนตรีควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายวราเทพ รัตนากร ที่จะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล ที่จะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
ทั้งหมดล้วนเป็นสายตรงของนายใหญ่และนายหญิง
ที่สำคัญการให้คนกลุ่มนี้เข้ามารับประกันซ่อมฟรีว่าไม่มีการแย่งซีนผู้นำจากนายกรัฐมนตรี ต่างจากคนที่หลุดโผไปอย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง เพราะบารมีทางการเมืองขี่กันอยู่
ที่เป็นไฮไลท์เลยคือ การไม่มีชื่อติดโผรัฐมนตรีของนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง ที่ไม่มีเก้าอี้เป็นรางวัลให้กับการทำงานแบบเสี่ยงตายถวายชีวิต
ไม่มีเก้าอี้ปลอบใจหลังต้องกระเด็นจากการเป็น ส.ส. ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบจะนอนมาในทุกโผ และมีคำมั่นสัญญาจากนายใหญ่ว่าเหมาะสมเป็นรัฐมนตรี
ว่ากันว่าที่นายจตุพรไม่ได้ตำแหน่งใดใน ครม.ยิ่งลักษณ์ 3 เป็นเพราะมีแรงเสียดทานจากภายนอกเข้ามาอย่างหนัก ที่ไม่ต้องการให้มีตำแหน่งเสนาบดี
ประกอบกับคนในพรรคบางส่วนก็เห็นดีเห็นงามไม่อยากให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีสายล่อฟ้า เพราะ “อำมาตย์ไม่ชอบ กองทัพก็ไม่ปลื้ม” ที่จะร่วมงานด้วย
นายจตุพรจึงต้องกลืนเลือดก้มหน้ายอมรับในความน้อยวาสนาของตัวเอง
แต่ก็ยังไม่วายมีคำปลอบใจปนให้ความหวังว่าจะได้ตั๋วนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีแน่นอนในการปรับครั้งต่อไปที่ขีดวงไว้ว่าจะเกิดขึ้นราวกลางปีหน้า
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
win-win ในการประมูล 3จี ที่มาก ด้วยคลื่นรบกวน..!!?
ผ่านไปแล้วอย่างระทึกใจ แต่ความระทึกใจยังไม่สิ้นสุดลงเพราะถึงการประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการโทรศัพท์มือถือในคลื่น 3จี จะผ่านการรับรองของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แล้ว
แต่แรงต้านแรงเสียดทานจากทั้งจากภายนอกและภายในไม่ได้ลดลงจากกลุ่มนักวิชาการและนักเคลื่อนไหว สอดประสานไปกับกรรมการ กสทช. บางรายและล่าสุดก็คือการรับลูกของสมาชิกจากกลุ่ม 40 ส.ว.บริการ 3จี จึงยังมากด้วยคลื่นรบกวน เพราะประเด็นหลักของการโจมตี ทักท้วง ทัดทาน อยู่ที่ว่าการประมูลครั้งที่ผ่านมาเปิดช่องให้"ฮั้ว"กันหรือไม่เปิดช่องให้บริษัทเอกชนผู้เข้าประมูลได้ "ลาภลอย" อันไม่สมควรหรือไม่
แนวทางการชี้แจง ทำความเข้าใจของ กสทช. จึงอยู่ที่สองประเด็นเป็นหลักประการหนึ่ง เมื่อวิธีการประมูลออกมาเป็นเช่นนี้ ประชาชนจะได้ประโยชน์อย่างไร ประการหนึ่ง เปิดกว้างให้ตรวจสอบว่ามีการฮั้วกันตามข้อกล่าวหาหรือไม่
ด้านแรก นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า กสทช.จะกำหนดกรอบกำกับดูแลอัตราค่าบริการ 3จี บนย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ทั้งประเภทเสียงและข้อมูลให้ลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15-20
โดยอ้างอิงจากอัตราค่าบริการ 3จีในปัจจุบันของผู้ประกอบกา 3 ราย ทั้งเอไอเอส ดีแทค และทรู ที่คิดอัตราค่าบริการแบบเหมาจ่าย 899 บาทต่อเดือนคำนวณกับเงินจากการประมูลครั้งนี้ และต้นทุนการลงทุนขยายโครงข่ายของแต่ละรายตามที่ให้ข้อมูลคำนวณแล้วหากลดราคาลงร้อยละ 15 จากค่าบริการปัจจุบัน ประชาชนทั้งประเทศจะได้ใช้บริการ 3จี ในอัตราที่ประหยัดลงรวม 4,571.25 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 54,855 ล้านบาทต่อปี หรือ 822,825 ล้านบาท ในระยะ 15 ปี
แต่หากลดราคาลงอย่างน้อยร้อยละ 20 จะทำให้ประหยัดค่าบริการได้ 6,095 ล้านบาทต่อเดือน หรือ 73,143 ล้านบาทต่อปี หรือ 1.097 ล้านล้านบาท ใน 15 ปี
ด้านที่สอง นายสุทธิพล ทวีชัยการ กรรมการ กสทช. ระบุว่า เตรียมเอกสารชี้แจงทุกประเด็นให้ทุกๆ หน่วยงานที่ 1 บุคคล และ 1 กลุ่มไปยื่นร้องเรียน เพื่อให้ทุกข้อกระจ่าง
ยืนยันว่าสิ่งที่แถลงไปเป็นเรื่องจริง จนถึงปัจจุบันยังเชื่อมั่นในการทำงานของ กสทช.จะเห็นได้จากการที่ศาลปกครองยกฟ้องทั้ง 6 คดีที่ฟ้อง
การประมูลจบไปแล้ว การรับรองผลการประมูลก็ผ่านมติคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) แล้ว ผู้ที่อำนาจยกเลิกการประมูลได้มีเพียงศาลปกครอง
ขณะที่ ป.ป.ช.จะพิจารณาในส่วนที่ผิด พ.ร.บ.ฮั้ว ดำเนินคดีอาญาที่นำไปสู่การถอดถอนกรรมการ กสทช.ทั้ง 11 คน
24 ตุลาคม นายฐากร จะนำเอกสารชี้แจงรายละเอียดในการประมูลไปยื่นเอกสารกับ ป.ป.ช. ดีเอสไอ สตง. และผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยไม่ต้องรอให้เรียกเพื่อแสดงความโปร่งใสของตนเอง
ก่อนหน้านี้ นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการ กสทช. "ทวีตข้อความ"ลงในทวิตเตอร์ที่มีแฟนๆ จำนวนไม่น้อยรอติดตามอยู่ว่าได้เสนอให้นัดประชุมบอร์ด กสทช.ด่วนเพื่อหาทางแก้ปัญหา ว่า
1.ถ้า กสทช.ไมรีบจัดประมูลใหม่ ก็ทำข้อ 2. เร่งออกประกาศกำหนดราคาค่าบริการใน 3 เดือนนี้ ข้อ 3.จับ 3 รายมาทำสัญญาประชาคมเพราะทุกฝ่ายอยากเห็น 3จี การระงับประมูลไม่มีใครได้ประโยชน์ เมื่อประมูลไปแล้วทุกฝ่ายต้องวางหลักเกณฑ์ให้ประชาชนได้ประโยชน์สุด
"ดิฉันอยู่ตรงกลาง ลำบากใจ แต่คิดว่าเรื่องนี้ยังพอมีทางออกแต่ต้องใช้เจตจำนงของบอร์ดในการแก้ปัญหาชาติที่ win-win ให้ได้"
คำถามก็คือ ค่าบริการที่ลดลงร้อยละ 15-20 เป็นอย่างน้อยนั้นเป็นสถานการณ์ win-win หรือไม่
ในความรู้สึกของนางสาวสุภิญญา
ในความรู้สึกของ นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.
ในความรู้สึกของนายสุริยะใส กตะศิลา ที่วันนี้มาในนามตัวแทนของกลุ่มกรีน
ในความรู้สึกของนายไพบูลย์ นิติตะวัน หนึ่งในหัวหอกของกลุ่ม 40 ส.ว.หรือไม่
และถ้าจะให้ดีน่าจะมีผู้สอบถามประชาชนทั่วไปด้วยว่านี่เป็นสถานการณ์ win-win หรือไม่
ที่มา นสพ.มติชนรายวัน
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ธนาคารโลกชี้เงินไหลเข้าเอเชีย-ไทยสูงสุดในรอบ 5 ปี.
นางสาวกิริฎา เภาพิจิตร เศรษฐกรอาวุโสธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า การเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลกรวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มีผลกระทบต่อไทย โดยวิกฤติยูโรโซนและสหรัฐ ทำให้นักลงทุนย้ายเงินจากฝั่งตะวันตกมาเอเชียตะวันออก รวมถึงไทย ทั้งนี้ หากให้ดูตัวเลข เทียบครึ่งแรกปีนี้กับครึ่งแรกปีที่แล้ว ซึ่งสูงอยู่แล้ว ปรากฏว่าครึ่งแรกปีนี้สูงกว่าครึ่งแรกปีก่อน ทำให้ทั้งปีนี้น่าจะสูงกว่าปีที่แล้วทั้งปีเช่นกัน
นางสาวกิริฎา กล่าวต่อว่า ในระยะนี้อาจเห็นเงินไหลจากฝั่งตะวันตก เข้ามาในเอเชียตะวันออกค่อนข้างมาก ตรงนี้ไทยคงได้รับอานิสงส์ไปด้วย ถ้าดูตัวเลขเอฟดีไอปีที่แล้วกับปีนี้ พบว่าจะสูงกว่าช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้นจะได้เห็นตัวเลขเอฟดีไอไหลเข้ามาในไทยมากขึ้นนั้นถือเป็นข่าวดี แต่อีกด้านหนึ่งถ้าเงินไหลเข้ามาในประเทศ ค่าเงินคงแข็งขึ้น จึงต้องบริหารทั้งสองด้าน แม้ว่าค่าเงินแข็งขึ้น แต่หาก เอฟดีไอ ทำให้ศักยภาพในการผลิตกับคุณภาพดีขึ้น แข่งขันกับคนอื่นได้ แม้มีราคาแพงกว่าก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
ที่มา.เนชั่น
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
นางสาวกิริฎา กล่าวต่อว่า ในระยะนี้อาจเห็นเงินไหลจากฝั่งตะวันตก เข้ามาในเอเชียตะวันออกค่อนข้างมาก ตรงนี้ไทยคงได้รับอานิสงส์ไปด้วย ถ้าดูตัวเลขเอฟดีไอปีที่แล้วกับปีนี้ พบว่าจะสูงกว่าช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ฉะนั้นจะได้เห็นตัวเลขเอฟดีไอไหลเข้ามาในไทยมากขึ้นนั้นถือเป็นข่าวดี แต่อีกด้านหนึ่งถ้าเงินไหลเข้ามาในประเทศ ค่าเงินคงแข็งขึ้น จึงต้องบริหารทั้งสองด้าน แม้ว่าค่าเงินแข็งขึ้น แต่หาก เอฟดีไอ ทำให้ศักยภาพในการผลิตกับคุณภาพดีขึ้น แข่งขันกับคนอื่นได้ แม้มีราคาแพงกว่าก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
ที่มา.เนชั่น
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555
ศัตรูประชาชน !!?
- พอเห็น “ชาวนา” ลืมตาอ้าปากได้ รีบแจ้นออกมาโค่น
สร้างรอยด่าง แปดเปื้อน แก่ “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร..รับจำนำข้าว โกงกันอื้อ
หวังดิสเครดิต ป้ายผิด ให้ “นายกฯปู” ให้เสียชื่อ
มองทะลุ “รับจำนำข้าว” มีแต่เกิดผล..เสียงสวรรค์ที่ “เพื่อไทย” ได้ ๑๕ ล้าน ๗ แสนเสียง..ยิ่งกอบโกยขึ้นเป็น ๒๐ ล้านเสียงไม่ยาก
บางพรรคจึงใส่ไคล้..สร้างเรื่องเหลวไหล..ทั้งที่รับจำนำข้าวถูกใจ ชาวนาเป็นอันมากส์
- *************************
เงินเต็มกระเป๋า
น่าที่ “หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม” ส.ส.ประชาธิปัตย์ พิษณุโลก ควรดีใจกับเขา
“ชาวนา” สิ้นไร้ไม้ตอก ..เมื่อรับจำนำข้าวได้ “หมื่นห้า” ความเป็นอยู่ดีขึ้น
หลายรัฐบาล “ชาวนา” เหมือนตาย ล้มทั้งยืน
การตรวจสอบ หาก “กระดูกสันหลัง” ขายข้าวไม่ได้ “หมื่นห้า” ถึงจะบอกว่าถูกโกง
นี่เค้าขายข้าวได้ตามจำนวน...ไฉนถึงมาตีร่วน...ป่วนกระแสทำไม “นายหมอวรงค์”
************************
“ไม้แก่” ดัดยาก
“ชวน หลีกภัย” ประธานสภาที่ปรึกษาประชาธิปัตย์ มีแต่เสียศูนย์ เสียหลัก
ต่อม “ตาแดง” คงระเบิด
“นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ปล่อยเลย ตามเลยเสียเถิด
แต่ก่อน “จังหวัดตรัง” เป็นศูนย์กลาง “ภาคใต้” ใครจะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต้องมาที่กันตัง..เมืองกระบี่ เมืองพังงา ต้องมาเรียนที่ตรัง..ขนาดเมืองนครฯยังต้องมาดูหนังที่ตรังเลย
หลายจังหวัดพัฒนาจนฮิต..แต่ตรังตายสนิท..เศรษฐกิจม้วนเสื่อเงียบเฉย
*************************
“ย่ำเกือก” อยู่กับที่
เห็นใครได้ดิบได้ดีไม่ได้ เป็นต้อง “แทงข้างหลัง”กันทุกที
สภาพ “พรรคประชาธิปัตย์” ยุค “ชวน หลีกภัย” กับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” มาตะเภาเดียวกัน
ขี้อิจฉาตาร้อน จน “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ต้องไสม้าออกจากพรรคพัลวัน
“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สร้างประชาธิปัตย์จนปีกกล้าขาแข็ง ใหญ่ขึ้นหน้าขึ้นตา
อาจถูกอัปเปหิ..ถูกออกจากพรรคอีกคนสิ...บทเรียนนี้ ทำท่า จะหวนกลับมา
************************
หลักฐาน “มัดแน่น”
เมื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร.. “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังกล้าเสนอตัวเป็น “นายกรัฐมนตรี” แทน
“ชายไทย” ไม่มีใครดอก..ที่จะถูกหยาม
“ท่านอภิสิทธิ์” โดนต่อว่า..ว่า.. “หนีทหาร” ยังตอบคำถามไม่ได้สักคำ
ไปซักฟอก “นายกฯปู” ขวัญใจผู้รักประชาธิปไตย.. โดนที่ท่านมีชนักติดหลังอ้าซ่า
ที่จะอภิปรายให้ “นายกฯปูเจ๊ง..อุ้ย,จะเข้าตัวเอง..หงายเก๋งพังไม่เป็นท่า
ที่มา.คอลัมน์ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
กองทุนหมู่บ้าน เฟส 3 เพิ่มทุนเป็น 2.1หมื่นล้าน !!?
กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.)
กทบ. อนุมัติจัดสรรโอนเงินเพิ่มทุนให้กองทุนหมู่บ้านฯจำนวน 21,614 กองทุน เป็นเงิน 21,614,ล้านบาท
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ครั้งที่ 5 ซึ่งผลการประชุม สรุปว่า .1. อนุมัติจัดสรรและโอนเงินเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่เป็นไปตามหลักการเพิ่ม ทุนฯ ระยะที่ 3 และเป็นไปตามความเห็นให้สนับสนุน (เดือนสิงหาคม - ตุลาคม 2555) จำนวน 21,614 กองทุน เป็นเงิน 21,614,000,000 บาท 2. เห็นชอบในหลักการให้สำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) และดำเนินงานด้านงบประมาณ และดำเนินการจัดสรรโอนเงินเพิ่มทุนฯ ระยะที่ 3 แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ทั้งนี้ หากจังหวัดมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลใดให้ดำเนินการประสานและยืนยันข้อมูลกับ สทบ. ก่อนการโอนเงิน โดยให้ สทบ. ประสานธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเพื่อจัดให้มีการโอนเงินต่อไป
3. เห็นชอบในหลักการให้ สทบ. ดำเนินการแจ้งประสานให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นคำขอรับการสนับสนุนเพิ่มทุนฯ และยังไม่เป็นไปตามหลักการเพิ่มทุนฯ ระยะที่ 3 ดำเนินการแก้ไข ปรับปรุง เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านหรือชุมชนเมืองนั้น ๆ สามารถเสนอขอรับการเพิ่มทุนตามกระบวนการ ขั้นตอนการขอรับการสนับสนุนการเพิ่มทุนตามโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 3 ต่อไป
พร้อมกันนี้ที่ประชุมพิจารณา เรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณตามโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 แล้วมีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาในการเบิกจ่ายงบประมาณโครงการลงทุนภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 2 จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2556 และอนุมัติให้นำงบประมาณเหลือจ่ายโครงการเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ระยะที่ 2 ไปดำเนินการสนับสนุนเพื่อเป็นทุนในการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง ที่จัดตั้งใหม่ เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองได้รับโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนอย่างทั่วถึง
นอกจากนี้ที่ประชุมรับทราบการจัดงาน “ทศวรรษใหม่กองทุนหมู่บ้านฯ : เปิดปฏิบัติการเพิ่มทุนระยะที่ 3” ในวันที่ 25 ตุลาคม 2555 ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1 และ 2 ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อ. ปากเกร็ด จ.นนทบุรี โดยนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีฯ ซึ่ง สทบ. กำหนดการจัดงาน“ทศวรรษใหม่กองทุนหมู่บ้านฯ : เปิดปฏิบัติการเพิ่มทุนระยะที่ 3” ขึ้นเพื่อเปิดปฏิบัติการเพิ่มทุนให้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง และเพื่อเป็นการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกองทุนหมู่บ้าน/ชุมชนเมือง ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555
กทม.ยังไร้หัว เพื่อไทย-ปชป.วังเวง !!?
จนถึงขณะนี้แม้จะอยู่ในห้วงเวลานับถอยหลังเข้าสู่การเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ซึ่งจะมีในช่วงต้นปีหน้า 2556 แต่จนแล้วจนเล่าทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ต่างยังไม่มีทีท่าชัดเจนว่าจะส่งใครลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทยนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีความพยายาม ที่จะอุปโลกน์ชื่อบุคคลมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น นางปวีณา หงสกุล, นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รมว.คลัง, นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม, พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ อดีตผบ.ตร.หมาดๆ, “คุณหญิงหน่อย” สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตประธานภาคกทม.สมัยพรรคไทยรักไทย เรืองอำนาจ กระทั่งรายล่าสุดชื่อที่ถูกเสนอ ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รองผบ.ตร. ที่กำลังหอมกรุ่นในฐานะมือปราบยาเสพติด ในฐานะ เลขาฯ ป.ป.ส.
จนแล้วจนรอดดูเหมือนว่าแต่ละรายที่มีชื่อปรากฏต่างมีเหตุในบางประการทำให้ไม่สามารถเเป็นตัวแทนของพรรคในการกรำศึกลงเลือกตั้งได้ ถึงกระนั้นดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยเองก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสรรหาตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง ล่าสุดมีบางกระแสระบุว่ายังมีแนวโน้มสูงที่อาจจะยังเป็น พล.ต.อ.พงศพัศ เนื่องเพราะด้วยสเปกและความสดยังเป็นต่อ ประการสำคัญถือเป็นมืออาชีพในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ผนวกกับเงื่อนไขในบางประการโดยเฉพาะอายุราชการที่ยังเหลือพอที่จะกลับมาผงาดเป็นใหญ่ในเส้นทางสีกากีได้ หากประสบอุบัติเหตุจากการสอบตกในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่บางกระแสก็ยังคงเชื่อว่าไม่แน่อาจจะพลิกกลับมาเป็น “คุณหญิงหน่อย” หากสามารถตกลงเงื่อนไขบางประการสำเร็จ เพราะจนถึงนาทีนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอกับ “คุณหญิง”
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้งครั้งหน้าแม้ว่า “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะแสดงเจตจำนงอยากจะลงเลือกตั้งในคำรบ สอง แต่มีบางกระแสบอกว่าจนถึงขณะนี้ “หนุ่มหล่อร่างโย่ง” อย่าง กรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีความรู้สึกสนใจเพราะมีบางกลุ่มโดยเฉพาะสมาชิกสภากทม.อยากจะผลักดันให้ลงทำหน้าที่ แต่ถึงขณะนี้ภาพก็ยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจนแต่ประการใด จน ถึงนาทีนี้จึงกลายเป็นว่าทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ยังไร้หัวสำหรับคนลงสมัครรับเลือกตั้ง
กลับมาดูกันต่อที่พรรคเพื่อไทย อีกสักนิด แม้ว่าพรรคยังจะหาตัวบุคคลลงสมัครในนามพรรคไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางพรรคมีความพยายามจะเคลื่อนไหวในกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขายนโยบายให้คนเมืองกรุงได้เห็น พร้อมๆ กับการเปิดปฏิบัติการดิสเครดิตผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคเพื่อไทย ภาย ใต้ร่มเงาของ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีความเชื่อมั่นว่าการเมือง ในสนามท้องถิ่นไม่ต่างจากสนามระดับชาติเช่นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยเฉพาะถ้านโยบายโดน ใจเขาเชื่อมั่นว่าต้องได้กระแสตอบรับ ถึง นาทีนั้นพรรคจะส่งใครไม่สำคัญ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นนโยบายบางอย่างถูกขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาการจราจร ที่พรรคได้มอบนโยบายให้ “รมช.ชัชชาติ” ไปศึกษาในรายละเอียด จนนำไปสู่การประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รอง นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กระทั่งนำไปสู่แผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อวดสู่สายตาคนกรุง เทพฯ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะใช้หน่วยงานในกำกับของรัฐ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเข้ามาช่วยดูแลปัญหาในกรุงเทพฯ
และที่เหนือสิ่งอื่นใดเห็นจะเป็นการเข้ามากำกับดูแลเรื่องของกรุงเทพฯด้วยตนเองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำ ให้หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะมาถึงในช่วงต้นปี หน้า นอกจากพรรคเพื่อไทยจะขายนโยบายนำผู้สมัครแล้ว เราอาจจะได้เห็นความเป็น “ชินวัตร” เข้ากุมอำนาจเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
จนแล้วจนรอดดูเหมือนว่าแต่ละรายที่มีชื่อปรากฏต่างมีเหตุในบางประการทำให้ไม่สามารถเเป็นตัวแทนของพรรคในการกรำศึกลงเลือกตั้งได้ ถึงกระนั้นดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยเองก็ยังไม่ละความพยายามที่จะสรรหาตัวบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้ง ล่าสุดมีบางกระแสระบุว่ายังมีแนวโน้มสูงที่อาจจะยังเป็น พล.ต.อ.พงศพัศ เนื่องเพราะด้วยสเปกและความสดยังเป็นต่อ ประการสำคัญถือเป็นมืออาชีพในการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์ ผนวกกับเงื่อนไขในบางประการโดยเฉพาะอายุราชการที่ยังเหลือพอที่จะกลับมาผงาดเป็นใหญ่ในเส้นทางสีกากีได้ หากประสบอุบัติเหตุจากการสอบตกในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. แต่บางกระแสก็ยังคงเชื่อว่าไม่แน่อาจจะพลิกกลับมาเป็น “คุณหญิงหน่อย” หากสามารถตกลงเงื่อนไขบางประการสำเร็จ เพราะจนถึงนาทีนี้ยังคงมีความเคลื่อนไหวอยู่สม่ำเสมอกับ “คุณหญิง”
เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ เลือกตั้งครั้งหน้าแม้ว่า “คุณชายหมู” ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จะแสดงเจตจำนงอยากจะลงเลือกตั้งในคำรบ สอง แต่มีบางกระแสบอกว่าจนถึงขณะนี้ “หนุ่มหล่อร่างโย่ง” อย่าง กรณ์ จาติกวณิช อดีตขุนคลัง ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็มีความรู้สึกสนใจเพราะมีบางกลุ่มโดยเฉพาะสมาชิกสภากทม.อยากจะผลักดันให้ลงทำหน้าที่ แต่ถึงขณะนี้ภาพก็ยังไม่เป็นที่ปรากฏชัดเจนแต่ประการใด จน ถึงนาทีนี้จึงกลายเป็นว่าทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์ยังไร้หัวสำหรับคนลงสมัครรับเลือกตั้ง
กลับมาดูกันต่อที่พรรคเพื่อไทย อีกสักนิด แม้ว่าพรรคยังจะหาตัวบุคคลลงสมัครในนามพรรคไม่ได้ แต่ดูเหมือนว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางพรรคมีความพยายามจะเคลื่อนไหวในกิจกรรมมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการขายนโยบายให้คนเมืองกรุงได้เห็น พร้อมๆ กับการเปิดปฏิบัติการดิสเครดิตผู้ว่าฯสุขุมพันธุ์ มาอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคเพื่อไทย ภาย ใต้ร่มเงาของ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร มีความเชื่อมั่นว่าการเมือง ในสนามท้องถิ่นไม่ต่างจากสนามระดับชาติเช่นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โดยเฉพาะถ้านโยบายโดน ใจเขาเชื่อมั่นว่าต้องได้กระแสตอบรับ ถึง นาทีนั้นพรรคจะส่งใครไม่สำคัญ
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราจึงได้เห็นนโยบายบางอย่างถูกขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาการจราจร ที่พรรคได้มอบนโยบายให้ “รมช.ชัชชาติ” ไปศึกษาในรายละเอียด จนนำไปสู่การประชุมคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก (คจร.) ที่มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รอง นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน กระทั่งนำไปสู่แผนทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว อวดสู่สายตาคนกรุง เทพฯ นอกจากนี้ ยังมีความพยายามที่จะใช้หน่วยงานในกำกับของรัฐ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการเข้ามาช่วยดูแลปัญหาในกรุงเทพฯ
และที่เหนือสิ่งอื่นใดเห็นจะเป็นการเข้ามากำกับดูแลเรื่องของกรุงเทพฯด้วยตนเองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ทำ ให้หลายฝ่ายมองว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ที่จะมาถึงในช่วงต้นปี หน้า นอกจากพรรคเพื่อไทยจะขายนโยบายนำผู้สมัครแล้ว เราอาจจะได้เห็นความเป็น “ชินวัตร” เข้ากุมอำนาจเมืองหลวงแห่งนี้ด้วย
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถอดรหัส:การเมืองร้อน ผ่าแผน.ล้มอำนาจรัฐ ปิดบัญชี รบ.ปู !!?
มีกระบวนการจ้องล้มรัฐบาล.!!?
นี่คือเหตุแห่ง “วิวาทะ” ที่ดูชัดถ้อยชัดคำของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้วิเคราะห์ “รหัสการ เมืองไทย” ในวงประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งกระบวนการล้มอำนาจรัฐที่ “สารวัตรเหลิม” พูดถึงนี้...เป็นสัญญาณที่กระจายผ่าน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การ ไซฟ่อนงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน 2.กรณีรับจำนำข้าว และ 3.เงื่อนปมชายชุดดำ
ประเด็นแรก ว่ากันถึงการปล่อยข่าว “ไซฟ่อนเงินงบน้ำท่วม” หลังจาก “มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แห่งชาติ (ภตช.) ออกมาแฉข้อมูลว่า ที่ฮ่องกงมีการอายัดเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ไซฟ่อนไปจากประเทศไทย และ ส่งต่อไปยังธนาคารในฝรั่งเศส พร้อมดักคอรัฐบาลกรณีการเล่นกลทางการเงินผ่านนักการเมืองในเครือข่าย “เจ๊ ด.” ซึ่งเป็นผู้มากบารมีในพรรคการเมืองขั้วรัฐบาล
แม้ในภายหลังคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาช่วย “แก้ลำ” โดยชี้ว่า...ตรวจสอบแล้วไม่พบมูลความจริง ต่อมา “สารวัตรเหลิม” ได้ออกมาสุมไฟพรรคประชาธิปัตย์ว่า... เต้าข่าว เพื่อหวังผลทางการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
ช็อตต่อมาคือ กรณีทุจริตรับจำนำข้าว! ที่ประชาธิปัตย์เอามาปูด ซึ่งก็สร้างความหวั่นไหวให้แก่รัฐบาลอย่างรุนแรง ผสานเข้าจังหวะไปกับ “แรงกดดัน” จากแนวร่วม “ชนชั้นกลาง” ที่ออกมาร่วมกันถล่มรัฐบาลแบบรายวัน ภายใต้ “รหัสการเมือง” ที่คาบลูกคาบดอก เคล้าไปด้วยเงื่อนปมทุจริต ทอดยอดต่อมาจากนโยบาย ประชานิยมยั่งยืน ซึ่งแม้แต่คนใกล้ชิด “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังมองว่า นี่คือ “จุดเริ่มต้น” แห่งหายนะของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำคัญของเรื่อง ยังคงอยู่ที่ประเด็น “ชายชุดดำ” !!!
ถ้าว่ากันด้วย “เงื่อนไขเวลา” และ “ลำดับความสำคัญ” นั่นย่อมสะท้อนให้เห็น “นัยยะทางการเมือง” ที่แตกต่างกัน ไปตามน้ำหนักแห่งรหัสที่ “สารวัตรเหลิม” ชี้ชัดว่า...นี่คือขบวนการล้มรัฐ! นอกจากนี้ “ป๋าเหลิมแห่งบ้านริมคลอง” ยังประเมินไว้ด้วยว่า ราวๆ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จะมี “ม็อบการเมือง” ที่แฝงตัวโดยยกเอาปัญหาความเดือดร้อน ของชาวบ้าน มากดดันและทำลายความเชื่อถือของรัฐบาล เหล่านี้ มิใช่แค่พูดกันลอยๆ แต่คนของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งจัดการ แก้ปัญหาให้จบในพื้นที่ อย่าปล่อยให้ “สารพัดม็อบ” หลุดเข้ามาในเมืองหลวง
กระนั้นยังคงมี “จุดเชื่อมโยง” อันหลากหลาย หลังการเคลื่อนไหวของมวลชน กลุ่มใหม่อย่าง “กลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามฯ” ใต้ปีกการนำของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ สหายร่วมรุ่น “ตท.1” ของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี
มาหนนี้ “เสธ. อ้าย” ได้เข้าคู่กับ “น.พ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” แกนนำ กลุ่มเสื้อหลากสี และ “พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ” อดีตรอง ผบ.สส. เปิดฉากรุกไล่ทางการเมือง อย่างข้นคลั่ก! พร้อมขยาย ความคิด “ขวาตกขอบ” ที่ว่า...ให้ทหารนำสังคม! และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ...28 ตุลาคมนี้ จึงกลายเป็น “วัน ดีเดย์” ที่มวลชนกลุ่มนี้ประกาศชักธงรบ...ทำสงครามข้างถนนกับ “รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นการรุกไล่แบบ “ม้วนเดียวจบ... ไม่มียืดเยื้อ” ราวกับเป็นรหัสปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดซึ่งก็มิใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ เพราะ แกนนำรัฐบาลเริ่มได้กลิ่นผิดปกติ และเฝ้า แกะรอยการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ “นปช.” ในฐานะองครักษ์พิทักษ์ “รัฐนาวาปูแดง” ยังตั้งข้อสังเกตในความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้ว่า จะมีความเชื่อมโยงกับการเดินหมากทางการเมืองของขั้วฝ่ายค้าน...หรือไม่?!!
ยิ่งกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมหยุดไล่ล่า...ความเหลวแหลกของรัฐบาล! มุ่งทำทุกทางเพื่อ “สุมไฟการเมือง” ให้คุโชนขึ้นมาอีกครั้ง หลังมีการปล่อยคิว “ทีมงานสายล่อฟ้า” ให้เบนเป้าไปรุกหนัก...ชิงจังหวะเกมการเมืองข้างถนน ด้วย การตั้งเวที “เดินหน้าผ่าความจริงนัดพิเศษ” โฟกัสจะโค่น...แค่เฉพาะเรื่อง “มัจจุราชชุดดำ...รับจ้างฆ่าประเทศไทย” ที่เข้ามามีเอี่ยวในเหตุนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ “ขั้วฝ่ายค้าน” พยายามเร้าอารมณ์ไปด้วยคิวของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแม่ทัพ ศอฉ. ที่หันมาเล่นบทดราม่า ขึ้นปราศรัยเคล้าน้ำตาในช่วงจังหวะพีค สุดๆ ที่กล่าวถึง “พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” อดีตนายทหารบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งถูก “กระสุนปริศนา” ยิงดับระหว่างเหตุควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ตำบลกระสุนตกสี่แยกคอกวัวในช่วงเมษาฮาวายปี 2553
ปลุกกระชากอารมณ์เร้าๆ ของ “สาวกธงฟ้า” ให้ถึงขีดสุด...
ตอกย้ำกันด้วยวาทกรรม “ชายชุดดำ” ที่ทีมงานสายล่อฟ้าได้ยกเอา “ทฤษฎีมือที่ 3” มาแถสีข้างว่า “แฝงตัว” อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่าที่เห็นและเป็นไป “ขั้ว ปชป.” คงตั้งใจปั่นกระแสแรงๆ ที่ว่ากันว่า...มีรายการจัดหนัก!!! หวังลากยาวกระแส “ชายชุดดำ”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในประเด็น “ชายชุดดำ” อันเกี่ยวเนื่องกับ “มิคสัญญี 98 ศพ” ที่วันนี้คดีความเริ่มทยอยขึ้นสู่ “กลไกศาลยุติธรรม” และมีบางคดีที่ศาลชี้ออกมาว่า “เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ” แน่นอนเมื่อชี้คดีออกมาเป็นเช่นนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ย่อมกลายเป็น “จำเลยสังคม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ใน ศอฉ.มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและขุนทหารในกองทัพ เมื่อศาลชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นฝ่ายลั่นไกสังหารประชาชน ก็พออนุมานได้ว่า ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ออกคำสั่ง ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อเรื่องราวเป็นไปทำนองนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีในวันเกิดเหตุ และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น รวมไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า...จะมีส่วนพัวพันกับ “ข้อหาหนัก” เมื่อหลายคดีทยอยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณา ในชั้นศาล
ทว่ายังมีคำถามติดตามมาว่า ...อะไร คือตัวนำไปสู่การตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่ 98 คน บาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน และ...อะไรคือตัวแปรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ รัฐจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
ขณะที่ตัวละครปริศนาอย่าง “ชายชุดดำ” ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่กระนั้นภาพจากโทรทัศน์ และที่เผยแพร่ไว้ตามสื่อ ต่างๆ ก็ทำให้เกิด “หลักฐานชิ้นสำคัญ” ที่ผู้เกี่ยวข้องใน ศอฉ.จะสามารถนำมาเป็น “เหตุผล”....หักล้างข้อหา “ฆ่าประชาชน”
ด้านความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกองทัพ แม้จะดูไม่ชัดเจน แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า ที่สุดแล้วกองทัพก็สามารถปฏิเสธความผิดเหล่านี้ได้ว่า..ปฏิบัติไปตามคำสั่งของ ศอฉ. แต่ในส่วนของฝ่ายการเมืองนั้น ค่อนข้างชัดเจน เนื่องด้วยทั้ง “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” และ “เทพเทือก” รวมไปถึงคน ในพรรคฝ่ายค้าน ยังได้เปิดปฏิบัติการแฉ... ขบวนการชายชุดดำ ในทุกเวทีและทุกสื่อ ประหนึ่งหวังปลดล็อกข้อหา “สั่งฆ่าประชาชน” เพื่อให้คู่หู ปชป.พ้นมลทินได้ในที่สุด
การหยิบยกกรณี “ชายชุดดำ” ขึ้นมานั้น นอกจากจะเป็นการสร้างป้อมปราการ กำบังให้ตัวเองให้ฝ่ายสั่งการแล้ว ยังเป็นการ ทอดยอดไปสู่ฝ่ายปฏิบัติ นั่นก็คือ.. กองทัพ!!! ฉายภาพให้ชัดขึ้น ด้วยสถานการณ์ ทางการเมือง คงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่อง ยากยิ่งนักที่ฝ่ายค้านจะสามารถสั่นคลอน “รัฐบาล” ให้ล้มลงได้ กระนั้นยิ่ง “รัฐบาล” เอาจริงเอาจัง เร่งคดี 98 ศพเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม ให้เข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าย ค้านและกองทัพ ขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมาก ขึ้นเท่านั้น ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่ เหนืออื่นใด นั่นจะยิ่งทำให้เกิดแรง กระเพื่อมในทางการเมือง ตลอดจนการ เคลื่อนไหวของสารพัดม็อบข้างถนน ที่ดูแล้ว...มีแนวโน้มจะบานปลายยิ่งขึ้นไปอีก พลันให้ต้องลุ้นด้วยใจระทึกไปกับ เหตุแห่งความวุ่นวายรอบใหม่ ที่กำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้?!!
ที่มา.สยามธุรกิจออนำลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
นี่คือเหตุแห่ง “วิวาทะ” ที่ดูชัดถ้อยชัดคำของ “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้วิเคราะห์ “รหัสการ เมืองไทย” ในวงประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งกระบวนการล้มอำนาจรัฐที่ “สารวัตรเหลิม” พูดถึงนี้...เป็นสัญญาณที่กระจายผ่าน 3 เรื่องหลัก คือ 1.การ ไซฟ่อนงบน้ำท่วม 1.6 หมื่นล้าน 2.กรณีรับจำนำข้าว และ 3.เงื่อนปมชายชุดดำ
ประเด็นแรก ว่ากันถึงการปล่อยข่าว “ไซฟ่อนเงินงบน้ำท่วม” หลังจาก “มงคลกิตต์ สุขสินธารานนท์” เลขาธิการกลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น แห่งชาติ (ภตช.) ออกมาแฉข้อมูลว่า ที่ฮ่องกงมีการอายัดเงินจำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ที่ไซฟ่อนไปจากประเทศไทย และ ส่งต่อไปยังธนาคารในฝรั่งเศส พร้อมดักคอรัฐบาลกรณีการเล่นกลทางการเงินผ่านนักการเมืองในเครือข่าย “เจ๊ ด.” ซึ่งเป็นผู้มากบารมีในพรรคการเมืองขั้วรัฐบาล
แม้ในภายหลังคณะกรรมการปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาช่วย “แก้ลำ” โดยชี้ว่า...ตรวจสอบแล้วไม่พบมูลความจริง ต่อมา “สารวัตรเหลิม” ได้ออกมาสุมไฟพรรคประชาธิปัตย์ว่า... เต้าข่าว เพื่อหวังผลทางการเมืองและทำลายความน่าเชื่อถือของรัฐบาล
ช็อตต่อมาคือ กรณีทุจริตรับจำนำข้าว! ที่ประชาธิปัตย์เอามาปูด ซึ่งก็สร้างความหวั่นไหวให้แก่รัฐบาลอย่างรุนแรง ผสานเข้าจังหวะไปกับ “แรงกดดัน” จากแนวร่วม “ชนชั้นกลาง” ที่ออกมาร่วมกันถล่มรัฐบาลแบบรายวัน ภายใต้ “รหัสการเมือง” ที่คาบลูกคาบดอก เคล้าไปด้วยเงื่อนปมทุจริต ทอดยอดต่อมาจากนโยบาย ประชานิยมยั่งยืน ซึ่งแม้แต่คนใกล้ชิด “ศูนย์กลางอำนาจรัฐ” อย่าง “ดร.โกร่ง” วีรพงษ์ รามางกูร ก็ยังมองว่า นี่คือ “จุดเริ่มต้น” แห่งหายนะของรัฐบาลชุดนี้
ส่วนที่เป็นไฮไลต์สำคัญของเรื่อง ยังคงอยู่ที่ประเด็น “ชายชุดดำ” !!!
ถ้าว่ากันด้วย “เงื่อนไขเวลา” และ “ลำดับความสำคัญ” นั่นย่อมสะท้อนให้เห็น “นัยยะทางการเมือง” ที่แตกต่างกัน ไปตามน้ำหนักแห่งรหัสที่ “สารวัตรเหลิม” ชี้ชัดว่า...นี่คือขบวนการล้มรัฐ! นอกจากนี้ “ป๋าเหลิมแห่งบ้านริมคลอง” ยังประเมินไว้ด้วยว่า ราวๆ เดือนตุลาคม-พฤศจิกายนนี้ จะมี “ม็อบการเมือง” ที่แฝงตัวโดยยกเอาปัญหาความเดือดร้อน ของชาวบ้าน มากดดันและทำลายความเชื่อถือของรัฐบาล เหล่านี้ มิใช่แค่พูดกันลอยๆ แต่คนของรัฐบาลได้กำชับให้ทุกจังหวัดเร่งจัดการ แก้ปัญหาให้จบในพื้นที่ อย่าปล่อยให้ “สารพัดม็อบ” หลุดเข้ามาในเมืองหลวง
กระนั้นยังคงมี “จุดเชื่อมโยง” อันหลากหลาย หลังการเคลื่อนไหวของมวลชน กลุ่มใหม่อย่าง “กลุ่มองค์กรพิทักษ์สยามฯ” ใต้ปีกการนำของ “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ สหายร่วมรุ่น “ตท.1” ของ “บิ๊กแอ้ด” พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี และอดีตนายกรัฐมนตรี
มาหนนี้ “เสธ. อ้าย” ได้เข้าคู่กับ “น.พ. ตุลย์ สิทธิสมวงศ์” แกนนำ กลุ่มเสื้อหลากสี และ “พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ” อดีตรอง ผบ.สส. เปิดฉากรุกไล่ทางการเมือง อย่างข้นคลั่ก! พร้อมขยาย ความคิด “ขวาตกขอบ” ที่ว่า...ให้ทหารนำสังคม! และเรียกร้องให้ทหารทำรัฐประหารเพื่อปกป้องสถาบันกษัตริย์ ...28 ตุลาคมนี้ จึงกลายเป็น “วัน ดีเดย์” ที่มวลชนกลุ่มนี้ประกาศชักธงรบ...ทำสงครามข้างถนนกับ “รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เป็นการรุกไล่แบบ “ม้วนเดียวจบ... ไม่มียืดเยื้อ” ราวกับเป็นรหัสปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดซึ่งก็มิใช่เรื่องธรรมดาเป็นแน่ เพราะ แกนนำรัฐบาลเริ่มได้กลิ่นผิดปกติ และเฝ้า แกะรอยการเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
ขณะที่แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ “นปช.” ในฐานะองครักษ์พิทักษ์ “รัฐนาวาปูแดง” ยังตั้งข้อสังเกตในความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านรัฐบาลเหล่านี้ว่า จะมีความเชื่อมโยงกับการเดินหมากทางการเมืองของขั้วฝ่ายค้าน...หรือไม่?!!
ยิ่งกับการที่พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ยอมหยุดไล่ล่า...ความเหลวแหลกของรัฐบาล! มุ่งทำทุกทางเพื่อ “สุมไฟการเมือง” ให้คุโชนขึ้นมาอีกครั้ง หลังมีการปล่อยคิว “ทีมงานสายล่อฟ้า” ให้เบนเป้าไปรุกหนัก...ชิงจังหวะเกมการเมืองข้างถนน ด้วย การตั้งเวที “เดินหน้าผ่าความจริงนัดพิเศษ” โฟกัสจะโค่น...แค่เฉพาะเรื่อง “มัจจุราชชุดดำ...รับจ้างฆ่าประเทศไทย” ที่เข้ามามีเอี่ยวในเหตุนองเลือดครั้งประวัติศาสตร์ “ขั้วฝ่ายค้าน” พยายามเร้าอารมณ์ไปด้วยคิวของ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” อดีตแม่ทัพ ศอฉ. ที่หันมาเล่นบทดราม่า ขึ้นปราศรัยเคล้าน้ำตาในช่วงจังหวะพีค สุดๆ ที่กล่าวถึง “พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม” อดีตนายทหารบูรพาพยัคฆ์ ซึ่งถูก “กระสุนปริศนา” ยิงดับระหว่างเหตุควบคุมสถานการณ์ฉุกเฉิน ณ ตำบลกระสุนตกสี่แยกคอกวัวในช่วงเมษาฮาวายปี 2553
ปลุกกระชากอารมณ์เร้าๆ ของ “สาวกธงฟ้า” ให้ถึงขีดสุด...
ตอกย้ำกันด้วยวาทกรรม “ชายชุดดำ” ที่ทีมงานสายล่อฟ้าได้ยกเอา “ทฤษฎีมือที่ 3” มาแถสีข้างว่า “แฝงตัว” อยู่ในกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเท่าที่เห็นและเป็นไป “ขั้ว ปชป.” คงตั้งใจปั่นกระแสแรงๆ ที่ว่ากันว่า...มีรายการจัดหนัก!!! หวังลากยาวกระแส “ชายชุดดำ”
ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งในประเด็น “ชายชุดดำ” อันเกี่ยวเนื่องกับ “มิคสัญญี 98 ศพ” ที่วันนี้คดีความเริ่มทยอยขึ้นสู่ “กลไกศาลยุติธรรม” และมีบางคดีที่ศาลชี้ออกมาว่า “เป็นฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ” แน่นอนเมื่อชี้คดีออกมาเป็นเช่นนี้ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ย่อมกลายเป็น “จำเลยสังคม” อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ซึ่งโดยหลักๆ แล้ว ใน ศอฉ.มีส่วนผสมส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและขุนทหารในกองทัพ เมื่อศาลชี้ว่า เจ้าหน้าที่รัฐ เป็นฝ่ายลั่นไกสังหารประชาชน ก็พออนุมานได้ว่า ฝ่ายการเมืองเป็นผู้ออกคำสั่ง ทหารซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐเป็นฝ่ายปฏิบัติตามคำสั่ง เมื่อเรื่องราวเป็นไปทำนองนี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรีในวันเกิดเหตุ และ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงในขณะนั้น รวมไปถึง “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ก็ยังสุ่มเสี่ยงว่า...จะมีส่วนพัวพันกับ “ข้อหาหนัก” เมื่อหลายคดีทยอยขึ้นสู่กระบวนการพิจารณา ในชั้นศาล
ทว่ายังมีคำถามติดตามมาว่า ...อะไร คือตัวนำไปสู่การตายของประชาชนและเจ้าหน้าที่ 98 คน บาดเจ็บพิการเกือบ 2,000 คน และ...อะไรคือตัวแปรที่ทำให้เจ้าหน้าที่ รัฐจำเป็นต้องใช้ความรุนแรง
ขณะที่ตัวละครปริศนาอย่าง “ชายชุดดำ” ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้ แต่กระนั้นภาพจากโทรทัศน์ และที่เผยแพร่ไว้ตามสื่อ ต่างๆ ก็ทำให้เกิด “หลักฐานชิ้นสำคัญ” ที่ผู้เกี่ยวข้องใน ศอฉ.จะสามารถนำมาเป็น “เหตุผล”....หักล้างข้อหา “ฆ่าประชาชน”
ด้านความเคลื่อนไหวจากฝ่ายกองทัพ แม้จะดูไม่ชัดเจน แต่ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า ที่สุดแล้วกองทัพก็สามารถปฏิเสธความผิดเหล่านี้ได้ว่า..ปฏิบัติไปตามคำสั่งของ ศอฉ. แต่ในส่วนของฝ่ายการเมืองนั้น ค่อนข้างชัดเจน เนื่องด้วยทั้ง “อดีตนายกฯ อภิสิทธิ์” และ “เทพเทือก” รวมไปถึงคน ในพรรคฝ่ายค้าน ยังได้เปิดปฏิบัติการแฉ... ขบวนการชายชุดดำ ในทุกเวทีและทุกสื่อ ประหนึ่งหวังปลดล็อกข้อหา “สั่งฆ่าประชาชน” เพื่อให้คู่หู ปชป.พ้นมลทินได้ในที่สุด
การหยิบยกกรณี “ชายชุดดำ” ขึ้นมานั้น นอกจากจะเป็นการสร้างป้อมปราการ กำบังให้ตัวเองให้ฝ่ายสั่งการแล้ว ยังเป็นการ ทอดยอดไปสู่ฝ่ายปฏิบัติ นั่นก็คือ.. กองทัพ!!! ฉายภาพให้ชัดขึ้น ด้วยสถานการณ์ ทางการเมือง คงต้องยอมรับว่า เป็นเรื่อง ยากยิ่งนักที่ฝ่ายค้านจะสามารถสั่นคลอน “รัฐบาล” ให้ล้มลงได้ กระนั้นยิ่ง “รัฐบาล” เอาจริงเอาจัง เร่งคดี 98 ศพเข้าสู่กระบวนการศาลยุติธรรม ให้เข้มข้นมากขึ้นเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างฝ่าย ค้านและกองทัพ ขยับเข้ามาใกล้ชิดกันมาก ขึ้นเท่านั้น ซึ่งคงไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลชุดนี้สักเท่าไหร่ เหนืออื่นใด นั่นจะยิ่งทำให้เกิดแรง กระเพื่อมในทางการเมือง ตลอดจนการ เคลื่อนไหวของสารพัดม็อบข้างถนน ที่ดูแล้ว...มีแนวโน้มจะบานปลายยิ่งขึ้นไปอีก พลันให้ต้องลุ้นด้วยใจระทึกไปกับ เหตุแห่งความวุ่นวายรอบใหม่ ที่กำลังปรากฏขึ้นอีกครั้งในเร็ววันนี้?!!
ที่มา.สยามธุรกิจออนำลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
“พรรคการเมืองทางเลือก” มีจริงหรือ? แค่กระแส หรือ ของจริง?
โดย จิตติพร ฉายแสงมงคล
ชื่อบทความเดิม “โอกาสและความจำเป็นของพรรคทางเลือก- ทางที่ควรเลือก?”
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเท่าใดคำถามเรื่องพรรคทางเลือกก็ยิ่งดังขึ้นมากเท่านั้นพรรคที่สามหรือแม้แต่ผู้สมัครอิสระเป็นหัวข้อที่ถกเถียงในสหรัฐอเมริกากันมาอย่างยาวนานแต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปได้ยากว่าจะมีพรรคใดสามารถเบียดพรรคใหญ่ทั้งสองได้
เนื่องจากประวัติศาสตร์การเมืองรวมทั้งระบบการเลือกตั้งของสหรัฐอเมริกาแบบfirst-past-the-post (ผู้สมัครซึ่งได้คะแนนเลือกตั้งมากที่สุดได้รับเลือก) เป็นปัจจัยทำให้เกิดระบบสองพรรคขึ้น (1)
เลือกพรรคทางเลือก ภาพจาก http://whataboutpeace.blogspot.com/
หันกลับมาดูในประเทศไทยซึ่งก็ใช้ระบบผู้สมัครซึ่งได้คะแนนเลือกตั้งมากที่สุดได้รับเลือกเช่นกัน(การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเพิ่งเพิ่มมาหลังปีพ.ศ.2540) แต่ที่นั่งในสภาก็ไม่ได้เป็นแค่ของสองพรรคแต่อย่างใดบ้านเรามีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานของการจับมือกันของพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลผสมจะมีก็ช่วงหลังที่ระบบพรรคการเมืองไทยเริ่มมีแนวโน้มจากแบบหลายพรรคเป็นระบบสองพรรคมากขึ้น
คำถามเรื่องพรรคทางเลือกจึงมีมากขึ้นในช่วงนี้สำหรับสหรัฐอเมริกาพรรคทางเลือกคือพรรคอื่นนอกเหนือจากพรรคเดโมแครตกับพรรครีพับลิกันสำหรับประเทศที่มีรัฐบาลผสมอย่างเยอรมนีพรรคทางเลือกเป็นพรรคที่มีคนเลือกน้อยซึ่งอาจจะนับพรรคที่ไม่มีผู้แทนเข้าไปนั่งในสภาเพราะได้รับคะแนนเสียงไม่เกินห้าเปอร์เซ็นของคะแนนเสียงทั้งหมดทั้งนี้การจะเรียกพรรคใดว่าพรรคทางเลือกในประเทศที่มีรัฐบาลผสมนั้นไม่มีข้อกำหนดที่แน่นอน[2]
ถ้ามาดูผลการเลือกตั้งของประเทศไทยเมื่อปี2554จะเห็นได้ว่าพรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์คือพรรคใหญ่สองพรรคที่กวาดที่นั่งรวมกันไปเกือบ85% ของที่นั่งทั้งหมดโดยมีพรรคภูมิใจไทยและชาติไทยพัฒนาที่ตามมาห่างๆที่6.8% และ3.8% ตามลำดับซึ่งผู้เขียนคิดว่าพรรคทั้งสองนี้น่าจะจัดอยู่ในหมวดพรรคทางเลือกเช่นเดียวกับพรรคเล็กอื่นๆ
ในการเลือกตั้งครั้งนี้อาจมีหลายคนตั้งคำถามกับตัวเองว่าแล้วครั้งต่อไปจะเลือกพรรคเหล่าดีไหมหรือควรจะสนับสนุนมีพรรคทางเลือกมากขึ้นหรือเปล่าเพราะดูๆไปแล้วพรรคเหล่านี้ไม่น่าจะมีบทบาททางการเมืองมากนักสู้ไปเลือกพรรคใหญ่ที่มีโอกาสเป็นรัฐบาลได้จะดีเสียกว่า
พรรคใหญ่สองพรรคของประเทศไทย ภาพจากarticle.wn.com
อย่างที่เกริ่นไว้ในตอนแรกว่าแม้แต่ประเทศที่เป็นระบบสองพรรคเต็มตัวอย่างสหรัฐอเมริกาก็มีการถกเถียงเรื่องพรรคที่สามเป็นวงกว้างแน่นอนว่าระบบสองพรรคมีผลดีต่อเสถียรภาพในการปกครองและประสิทธิภาพในการทำงานของรัฐ
แต่ข้อเสียคือประชาขนมีทางเลือกที่จำกัดบล็อคเกอร์ทางการเมืองหลายท่านเคยเปรียบเทียบไว้ว่าพรรคใหญ่ทั้งสองของสหรัฐฯเน้นเรื่องเสรีทางการค้าแต่พอเป็นเรื่องการเลือกตั้งประชาชนกลับมีตัวเลือกเพียงสองพรรคจริงๆแล้วสหรัฐฯก็มีพรรคทางเลือกเช่นกันส่วนใหญ่จะได้รับเลือกให้เข้าไปบริหารระดับท้องถิ่นเช่นพรรคกรีน, Libertarian Party, Reform Party เป็นต้น[3]
ถ้าหันมามองประเทศในแถบยุโรปจะเห็นได้ว่าพรรคทางเลือกมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลไม่น้อยเช่นสหราชอาณาจักรก็มีพรรคLiberal Democrat เป็นพรรคที่สามที่มีสัดส่วนที่นั่งในสภาสามัญชนเกือบ10% จากการเลือกตั้งในปีค.ศ. 2010 และทำให้พรรคอนุรักษ์นิยมได้เข้าไปเป็นรัฐบาลแทนพรรคแรงงานที่มีคะแนนเสียงมากกว่า
พรรคทางเลือกมักจะมีนโยบายที่แตกต่างจากพรรคใหญ่อย่างเห็นได้ชัด(ถ้าเห็นด้วยทั้งหมดคงไม่ขวนขวายที่จะตั้งพรรคใหม่) ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีอุดมการณ์ทางการเมืองที่ต่างออกไป(สังคมนิยมหรือเสรีนิยม) หรือเรียกร้องในเรื่องที่พรรคใหญ่เมินเฉยหรือเป็นเรื่องที่กระทบคนกลุ่มน้อยในสังคมด้วยเหตุนี้พรรคทางเลือกส่วนหนึ่งจึงได้ชื่อว่าเป็น Single-Issue Party ชูนโยบายหลักอย่างเดียวพรรคทางเลือกเหล่านี้แม้จะไม่เคยจะมีโอกาสเข้าไปนั่งปริหารประเทศจริงๆจังๆแต่ได้ทิ้งร่องรอยทางการเมืองไว้มากมาย
ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นเพราะพรรคทางเลือกมักเป็นพวก”หัวก้าวหน้า” มีวิสัยทัศน์ที่ไกลกว่าพรรคใหญ่เรื่องที่พวกเขาผลักดันก็อาจเป็นเรื่องที่ประชาชนส่วนใหญ่และพรรคใหญ่ยังไม่ตระหนักในตอนนั้นแต่ในเวลาต่อมาเรื่องนั้นอาจเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับชาติก็ได้
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือนโยบายและข้อกฎหมายหลายอย่างที่คนอเมริกันทุกวันนี้คิดว่าเป็นเรื่องปกติไม่ว่าจะเป็นเรื่องการให้ผู้หญิงมีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งห้ามไม่ให้เด็กต้องทำงานลดชั่วโมงทำงานลงเหลือ40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์หรือระบบประกันสังคมล้วนมาจากข้อเสนอต่างๆของพรรคทางเลือกในสหรัฐฯในช่วงคาบเกี่ยวระหว่างศตวรรษที่19-20 ทั้งสิ้น พรรคเหล่านี้เป็นพรรคที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองต่างจากพรรคใหญ่ตัวอย่างเช่นพรรคSocialist [4]
อีกบทบาทหนึ่งของพรรคทางเลือกคือการเริ่มจากนโยบายใหม่เรื่องเดียวก่อนเช่นพรรคกรีนของเยอรมนีที่ก่อตั้งเมื่อปีค.ศ.1980 โดยเน้นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลักในปีค.ศ.1983 พรรคกรีนได้รับเสียงมากที่จะเข้าไปนั่งในสภาได้โดยไม่มีใครคาดคิดซึ่งเป็นปรากฎการณ์ที่คล้ายกับพรรคไพเรตเยอรมนีที่สามารถเข้าไปนั่งในสภารัฐท้องถิ่นของเยอรมันได้ในปีค.ศ. 2011
ปรากฏการณ์แบบนี้เป็นการปลุกพรรคใหญ่ให้ตื่นขึ้นมามองนอกกรอบความคิดของตนเองเมื่อพรรคเล็กที่เน้นนโยบายแค่เรื่องเดียวได้รับความสนใจจากประชาชนมากขนาดนั้นมันก็เหมือนเป็นสัญญาณเตือนให้พรรคใหญ่ได้รู้ว่านโยบายของตนนั้นบกพร่องในจุดใดบ้างสำหรับนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมของพรรคกรีนนั้นถือว่าประสบความสำเร็จในเยอรมนีมากตอนนี้พรรคการเมืองทุกพรรคจะต้องมีนโยบายเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่ในกระเป๋า
แม้แต่การที่ประเทศอุตสาหกรรมอย่างเยอรมนีประกาศจะเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์แล้วหันมาใช้พลังงานทดแทนก็น่าจะถือได้ว่าเป็นอานิสงค์จากการรณรงค์และสร้างจิตสำนึกด้วยนโนบายของพรรคกรีนส่วนความสำเร็จพรรคไพเรตที่ทุกคนเคยมองด้วยความขบขันก็สามารถเปิดตาพรรคใหญ่ให้หันมาสนใจเรื่องเสรีภาพในโลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้น
ผู้นำพรรคเขียวเดินประท้วงต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในปี 2008 ภาพโดย Paula Schramm
นับเป็นเวลากว่า30 ปีแล้วแถมยังมีพรรคกรีนเพิ่มขึ้นในประเทศอื่นๆทั่วโลกรวมถึงในสหรัฐฯด้วยน่าจะเป็นว่าเพราะทางพรรคไมใช่แค่พรรคที่ชูนโยบายเดียวอีกต่อไปแต่มีนโยบายครอบคลุมมากขึ้นนอกจากนี้นโยบายในหลายๆด้านก็ยังมีความเป็นหัวก้าวหน้ามากกว่าพรรคอื่นๆในเยอรมนีอยู่ดีอาจจะเรียกได้ว่าพรรคกรีนได้สร้างอุดมการณ์ทางการเมืองที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเองขึ้นมาก็ว่าได้
สำหรับพรรคทางเลือกที่ถูกพรรคใหญ่ดูดกลืนนโยบายแล้วหายจากวงการเมืองไปเลยก็มีเช่นกันกรณีนี้ถือว่าพวกเขาล้มเหลวหรือไม่? ถ้าพรรคเหล่านี้ทำให้ประชาชนรวมทั้งพรรคการเมืองใหญ่หันมาสนใจในประเด็นที่เขายกขึ้นมาเสนอได้รวมทั้งนำประเด็นนั้นเข้าไปใส่ในนโยบายของพรรคหลักๆได้ก็ถือว่าพรรคทางเลือกนั้นได้บรรลุเป้าหมายแล้วแม้ว่าพรรคทางเลือกนั้นจะเสียฐานคะแนนไปในที่สุดก็ตาม
“Third parties usually lose the battle but, through cooptation, they win the war”
“พรรคทางเลือกมักจะแพ้ในสนามรบแต่เมื่อนโยบายถูกดูดกลืนก็ต้องถือว่าพวกเขาชนะสงคราม” [5]
เราจะสามารถสร้างกระแสจากพลังประชาชนเพื่อผลักดันพรรคการเมืองหลักแทนการก่อตั้งพรรคทางเลือกได้ไหม? แน่นอนว่าแรงขับเคลื่อนจากภาคประชาชนควรจะต้องเป็นแรงมีพลังมากที่สุดในการขับดันกำหนดและควบคุมการทำงานสภาถ้าภาคประชาชนมีความเข็มแข็งพอแลกกฏหมายเอื้ออำนวยพรรคทางเลือกก็คงไม่ต้องมาทำหน้าที่ผลักดันนโยบายใหม่ๆเข้าสู่สภา
แต่ถ้าเรากลับมุมคิดว่าพรรคทางเลือกอาจนำมาใช้เป็นกระบวนการสร้างความคิดทางการเมืองและการเคลื่อนไหวทางนโยบายนอกสภาให้กับภาคประชาชนได้เช่นกันเช่นการจัดประชุมร่างกฎหมายและนโยบายต่างๆกับฐานเสียงและบุคคลทั่วไปหรือแม้แต่การประท้วงต่อต้านนโยบายที่ไม่เห็นด้วยกิจกรรมเหล่านี้เป็นการพัฒนาการเมืองภาคประชาชนไปในตัว
การตั้งพรรคทางเลือกและการผลักดันการเคลื่อนไหวภาคประชาชนจึงเป็นสิ่งที่สามารถทำไปได้พร้อมๆกันโดยให้ทั้งสองกระบวนการสนับสนุนกันเอง[6]
ดังนั้นคำถามสุดท้ายอาจไม่ใช่คำถามที่ว่าเราจะผลักดันประเด็นทางเลือกด้วยการตั้งพรรคทางเลือกหรือสร้างความตระหนักในสังคมในประเด็นทางเลือกนั้นๆดีแต่อาจจะเป็นคำถามที่ว่าเราจะลงมือทำทั้งสองอย่างเมื่อไหร่และทำอย่างไร
อ้างอิง
[1] Sachs JD., The Price of Civilization, 2011.
ที่มา.
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555
เปิดกล้องวงจรปิด ราบ11 พิสูจน์รถตู้ขนชายชุดดำ !!?

นายฐานุทัศน์ไม่ใช่คนเสื้อแดง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการชุมนุม แต่โดนยิงเข้าเต็มๆขณะยืนรอรถอยู่แถวบ่อนไก่เพื่อออกไปทำกิจธุระประจำวัน
นอนทรมานรักษาตัวอยู่นานกว่า 2 ปี ก็ต้องจบชีวิตลง
สะท้อนภาพการปฏิบัติการกระชับพื้นที่ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ว่า “ยิงไม่เลือก”
แม้วันนี้จะมีคนเสียชีวิตถึง 99 คนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆออกมาจากผู้เกี่ยวข้อง ไม่มีแม้คำขอโทษต่อเหยื่อความรุนแรงทั้งผู้บาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
ซ้ำร้ายไปกว่านั้นยังมีความพยายามปั้นวาทกรรม “ชายชุดดำ” ขึ้นมาเป็นแพะ เพื่อให้รับผิดชอบต่อความรุนแรงทั้งหมดที่เกิดขึ้น
เมื่อฝ่ายหนึ่งยืนยันว่ามีชายชุดดำออกมาสร้างความรุนแรงต่อเจ้าหน้าที่และประชาชนมือเปล่า
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จึงตั้งค่าหัวนำจับรายละ 1 ล้านบาท แม้จะเลี่ยงว่าไม่ใช่รางวัลนำจับชายชุดดำ แต่เป็นรางวัลนำจับคนร้ายที่เกี่ยวข้องกับการสังหาร 7 คดี รวม 12 ศพ ที่ยังหาคนลงมือทำไม่ได้
แต่ในความเข้าใจของสังคมจากคำอธิบายของผู้มีอำนาจในขณะนั้น คนที่ก่อเหตุสังหาร 12 ศพ ก็เป็นชายชุดดำที่พยายามผูกโยงให้เกี่ยวพันถึงแกนนำเสื้อแดงนั่นเอง
เพื่อไขปริศนาเรื่องชายชุดดำให้มีความชัดเจน นายสมหวัง อัสราษี รองประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน จึงประกาศเบิ้ลรางวัลนำจับชายชุดดำให้อีก 1 ล้านบาท
เพิ่มอัดฉีดคนที่ชี้เบาะแสจนสามารถจับชายชุดดำที่สังหาร 12 ศพ เป็นรายละ 2 ล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีกระแสข่าวมาว่า จะมีแกนนำเสื้อแดง คนเสื้อแดง สมทบทุนเพิ่มรางวัลนำจับให้มากขึ้นอีกทั้งในรูปของเงินและที่ดิน
เบิ้ลกลับพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังโหมกระแสเรื่องชายชุดดำ นับเป็นครั้งแรกของดีเอสไอที่มีบุคคลภายนอกมาร่วมสมทบทุนจ่ายรางวัลนำจับ
และที่คืบหน้าได้ลุ้นเสียวคือ คดีการเสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมที่อยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอก็ขยับเข้าใกล้คนที่สั่งสลายการชุมนุมเข้าไปทุกที
ล่าสุดนายจตุพร พรหมพันธุ์ เปลี่ยนสถานะจากจำเลยที่เคยถูกไล่ต้อนในคดีก่อการร้าย เข้าให้ปากคำกับดีเอสไอในฐานะพยาน
น่าสนใจตรงที่นายจตุพรเสนอให้ดีเอสไอขอภาพจากกล้องวงจรปิดที่บันทึกภาพรถที่เข้า-ออกกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มาดู
เพื่อหาว่ามีชายชุดดำนั่งรถออกมาจากราบ 11 หรือไม่ เพราะมีคนเคยบอกว่ามีรถตู้ขนชายแต่งชุดดำออกมา แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ออกไปไหน ไปทำอะไร
นอกจากนี้ยังขอให้เชิญทหาร 2 นายมาให้ปากคำ ประกอบด้วยทหารคนที่เขียนแผนประทุษกรรม แผนผังล้มเจ้า และทหารที่ทำหน้าที่รวบรวมคำสั่งของ ศอฉ. ทุกฉบับ
ทหาร 2 คนนี้เป็นกุญแจดอกสำคัญของคดีที่จะมาช่วยไขปริศนาต่างๆให้กระจ่างขึ้นได้
ยังมีข้อสังเกตที่น่าสนใจของนายจตุพรที่ว่า เรื่องชายชุดดำอาจเป็นเพียงการสร้างสถานการณ์ หรือจัดฉากเพื่อเอื้อประโยชน์ในการปฏิบัติการ
เพราะผิดสังเกตตรงที่มีการเผยแพร่ภาพชายชุดดำหลังจากวันที่เกิดเหตุรุนแรงแล้ว 3 วัน ซึ่งเป็นเรื่องผิดปรกติในการนำเสนอข่าวสารของสื่อมวลชนที่หากพบเห็นข้อมูลก็ต้องนำเสนอต่อสาธารณะทันที
คดีความเริ่มกระชับพื้นที่ กระชับวงล้อมเข้าหาคนสั่งการเข้าไปทุกที
ประเด็นเรื่องชายชุดดำ การเสียชีวิต บาดเจ็บของเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุม เป็นเงื่อนปมหนึ่งที่ทำให้บ้านเมืองอยู่ในภาวะอึมครึม ไม่ปลอดโปร่ง
หากคดีนี้ถูกส่งขึ้นศาลได้เร็วเหมือนคดีก่อการร้ายน่าจะช่วยทำให้บรรยากาศอึมครึมคลี่คลายลงไปได้บ้าง
ถึงตอนนั้นใครมีพยานหลักฐานอะไรก็เอาไปสู้กันในชั้นศาล ไม่ต้องออกมาปราศรัย ออกมาตั้งเวทีให้ประชาชนสับสนในข้อมูล
แต่เตือนไว้อย่าง “ความเชื่อ” ไม่อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้
ถึงตอนนั้นคงได้รู้กันว่าเรื่องชายชุดดำเป็นเพียง “ความเชื่อ” ที่เล่าต่อๆกันมา หรือว่ามีที่มาที่ไปเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการหรือไม่ อย่างไร
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันจันทร์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2555
แนวโน้มการเมืองขยับใกล้สงครามครั้งสุดท้าย !!??
ถ้าใครเชื่อเรื่องดวงดาว คำทำนาย คงจะขนหัวลุกไปตามๆกัน
หลายวันมานี้โหรใหญ่น้อย ทั้งที่ดังแล้ว กำลังดัง และกำลังสร้างชื่อ เรียงคิวกันทำนายดวงเมืองปี 2556 ออกจอทีวี. ทั้งจานดำ จานแดง จานเหลือง จานเขียว ไปในทิศทางเดียวกัน
ปี 2556 ดาวเสาร์ ประธานดาวบาปพระเคราะห์ ย้ายเข้าสู่ราศีตุล ได้มาตรฐานมหาอุจ แข็งแกร่ง ดาวเสาร์นั้นหมายถึงหรือมีอิทธิพลเกี่ยวกับผู้บริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี
ส่วนราศีตุลก็มีความเข้มแข็ง จึงจะเกิดปัญหา ซึ่งดาวเสาร์โคจรอยู่ในภพที่ 7 เล็งลัคนาดวงเมือง และเล็งพระอาทิตย์ในลัคนาดวงเมือง เป็น “พินทุบาทว์” เรียกว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิด “ดวงแตก”
จับยามสามตาแล้วชี้ว่าตั้งแต่ปลายปี 2555 จะเริ่มมีเค้าลางให้เห็น
ประมาณว่าเริ่มมีการสุมไฟ ใส่เชื้อ
จะลุกโชนอีกทีก็ช่วง เม.ย. 2556 ถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงกันเลยทีเดียว
ที่น่าตกใจก็ตรงที่โหรหลายสำนักชี้เป้าตรงกันว่า เม.ย. 2553 ว่าแรงถึงขั้นกลียุคแล้ว
เม.ย. 2556 จะแรงกว่านั้นอีกหลายเท่า
ใครขวัญอ่อนฟังแล้วขนหัวลุกเลยก็แล้วกัน เพราะ เม.ย.-พ.ค. 2553 มีคนตาย 99 คน จากการปะทะกันของเจ้าหน้าที่กับประชาชนมือเปล่า และมีคนบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
หากแรงกว่านั้นคงจะนับศพกันไม่หวาดไหว
หมอดูไม่ใช่คู่กับหมอเดาเสียทีเดียว เรื่องแบบนี้ฟังหูไว้หู ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่
เพราะเมื่อจับยามสามตามองดูทิศทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้จนถึงปีหน้าก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ดังคำทำนายมากกว่า 60-70%
ปลายเดือน พ.ย. จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จัดหนักใส่พรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แน่นอน
ดีกรีความเขี้ยวระดับพรรคประชาธิปัตย์ แค่เขียนญัตติยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
หากคนหัวอ่อนไม่ใฝ่หาข้อมูลใส่ตัวได้อ่านก็เชื่อเกิน 100% แล้วว่ารัฐบาลเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไร้ฝีมือ ไม่สมควรอยู่บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปแม้สักวินาที
ยิ่งได้ฟังการอภิปราย หากหูเบา ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ ก็จะเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลมากขึ้นเป็นพันเท่าทวีคูณ
ยิ่งหลังปิดสมัยประชุมสภาปลายเดือน พ.ย. มีข่าวว่าจะมีการตั้งข้อกล่าวหาคนสั่งการให้ทหารถือปืนออกมาสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
การเมืองจะยิ่งร้อนฉ่าเข้าไปใหญ่
ขนาดยังไม่ตั้งข้อกล่าวหา ประเด็นชายชุดดำก็ร้อนจนแทบจะไหม้ หากมีหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาก็คาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร
นี่ยังไม่รวมเรื่องการตีความนโยบายรับจำนำข้าวที่ยังหยิบมาเล่นกันต่อเนื่อง มีช่อง มีทางตรงไหนยื่นฟ้องหมด
ผสมโรงกับการประมูลใบอนุญาต 3จี แม้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลโดยตรง แต่จะมีการลากโยงเข้ามาหารัฐบาลจนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญด้วยการลงมติวาระสามเพื่อตั้ง ส.ส.ร. ก่อนปิดสมัยประชุมสภาอย่างที่ฮึ่มๆกัน ก็จะเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้นไปอีก
ครั้นพอข้ามไปปี 2556 จากเชื้อไฟที่สุมเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี 2555 เชื่อว่าจะเริ่มมีมวลชน มีม็อบต่างๆ ออกมาชุมนุมกันมากขึ้น
ทั้งมาในรูปแบบความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ มาเรียกร้องต่อรัฐบาล และอื่นๆอีกจิปาถะ
มองจากแนวโน้มความน่าจะเป็นก็มีโอกาสที่จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างที่บรรดาหมอดูทั้งหลายทำนายเอาไว้
เมื่อมองจากฐานมวลชนของทั้ง 2 ฝ่าย เหตุการณ์อย่างที่หน้ากองปราบปรามที่มีการปะทะกันย่อยๆของคน 2 สี มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแค่เพียงมีคนมือบอนจุดไฟ
เอาเป็นว่าฝนจะตก แดดจะออก ไม่มีใครห้ามได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
ที่สงบๆกันมาพักใหญ่ก็แค่ชักฟืนออกจากกองไฟ โหมโยนฟืนเข้ามาอีกเมื่อไรไฟก็พร้อมลุกโชนทันที
จะมีความหวังหน่อยก็ตรงที่บรรดาโหรน้อยใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าวิบัติใหญ่ที่กำลังจะเกิดอาจเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”
หลังปี 2557 ประเทศไทยจะโชติช่วงชัชวาล
แต่ไม่ยักบอกว่าฝ่ายไหนจะชนะ
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
หลายวันมานี้โหรใหญ่น้อย ทั้งที่ดังแล้ว กำลังดัง และกำลังสร้างชื่อ เรียงคิวกันทำนายดวงเมืองปี 2556 ออกจอทีวี. ทั้งจานดำ จานแดง จานเหลือง จานเขียว ไปในทิศทางเดียวกัน
ปี 2556 ดาวเสาร์ ประธานดาวบาปพระเคราะห์ ย้ายเข้าสู่ราศีตุล ได้มาตรฐานมหาอุจ แข็งแกร่ง ดาวเสาร์นั้นหมายถึงหรือมีอิทธิพลเกี่ยวกับผู้บริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี
ส่วนราศีตุลก็มีความเข้มแข็ง จึงจะเกิดปัญหา ซึ่งดาวเสาร์โคจรอยู่ในภพที่ 7 เล็งลัคนาดวงเมือง และเล็งพระอาทิตย์ในลัคนาดวงเมือง เป็น “พินทุบาทว์” เรียกว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิด “ดวงแตก”
จับยามสามตาแล้วชี้ว่าตั้งแต่ปลายปี 2555 จะเริ่มมีเค้าลางให้เห็น
ประมาณว่าเริ่มมีการสุมไฟ ใส่เชื้อ
จะลุกโชนอีกทีก็ช่วง เม.ย. 2556 ถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลงกันเลยทีเดียว
ที่น่าตกใจก็ตรงที่โหรหลายสำนักชี้เป้าตรงกันว่า เม.ย. 2553 ว่าแรงถึงขั้นกลียุคแล้ว
เม.ย. 2556 จะแรงกว่านั้นอีกหลายเท่า
ใครขวัญอ่อนฟังแล้วขนหัวลุกเลยก็แล้วกัน เพราะ เม.ย.-พ.ค. 2553 มีคนตาย 99 คน จากการปะทะกันของเจ้าหน้าที่กับประชาชนมือเปล่า และมีคนบาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
หากแรงกว่านั้นคงจะนับศพกันไม่หวาดไหว
หมอดูไม่ใช่คู่กับหมอเดาเสียทีเดียว เรื่องแบบนี้ฟังหูไว้หู ไม่เชื่ออย่าหลบหลู่
เพราะเมื่อจับยามสามตามองดูทิศทางการเมืองตั้งแต่ช่วงปลายปีนี้จนถึงปีหน้าก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ดังคำทำนายมากกว่า 60-70%
ปลายเดือน พ.ย. จะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์จัดหนักใส่พรรคเพื่อไทยและ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แน่นอน
ดีกรีความเขี้ยวระดับพรรคประชาธิปัตย์ แค่เขียนญัตติยื่นต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร
หากคนหัวอ่อนไม่ใฝ่หาข้อมูลใส่ตัวได้อ่านก็เชื่อเกิน 100% แล้วว่ารัฐบาลเต็มไปด้วยความชั่วร้าย ไร้ฝีมือ ไม่สมควรอยู่บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไปแม้สักวินาที
ยิ่งได้ฟังการอภิปราย หากหูเบา ไม่รู้จักคิดวิเคราะห์ ก็จะเพิ่มความเกลียดชังต่อรัฐบาลมากขึ้นเป็นพันเท่าทวีคูณ
ยิ่งหลังปิดสมัยประชุมสภาปลายเดือน พ.ย. มีข่าวว่าจะมีการตั้งข้อกล่าวหาคนสั่งการให้ทหารถือปืนออกมาสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง
การเมืองจะยิ่งร้อนฉ่าเข้าไปใหญ่
ขนาดยังไม่ตั้งข้อกล่าวหา ประเด็นชายชุดดำก็ร้อนจนแทบจะไหม้ หากมีหมายเรียกให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาก็คาดเดาได้ว่าจะเป็นอย่างไร
นี่ยังไม่รวมเรื่องการตีความนโยบายรับจำนำข้าวที่ยังหยิบมาเล่นกันต่อเนื่อง มีช่อง มีทางตรงไหนยื่นฟ้องหมด
ผสมโรงกับการประมูลใบอนุญาต 3จี แม้ไม่เกี่ยวกับรัฐบาลโดยตรง แต่จะมีการลากโยงเข้ามาหารัฐบาลจนได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญด้วยการลงมติวาระสามเพื่อตั้ง ส.ส.ร. ก่อนปิดสมัยประชุมสภาอย่างที่ฮึ่มๆกัน ก็จะเพิ่มเงื่อนไขมากขึ้นไปอีก
ครั้นพอข้ามไปปี 2556 จากเชื้อไฟที่สุมเอาไว้ตั้งแต่ปลายปี 2555 เชื่อว่าจะเริ่มมีมวลชน มีม็อบต่างๆ ออกมาชุมนุมกันมากขึ้น
ทั้งมาในรูปแบบความเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ มาเรียกร้องต่อรัฐบาล และอื่นๆอีกจิปาถะ
มองจากแนวโน้มความน่าจะเป็นก็มีโอกาสที่จะเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายอย่างที่บรรดาหมอดูทั้งหลายทำนายเอาไว้
เมื่อมองจากฐานมวลชนของทั้ง 2 ฝ่าย เหตุการณ์อย่างที่หน้ากองปราบปรามที่มีการปะทะกันย่อยๆของคน 2 สี มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อแค่เพียงมีคนมือบอนจุดไฟ
เอาเป็นว่าฝนจะตก แดดจะออก ไม่มีใครห้ามได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
ที่สงบๆกันมาพักใหญ่ก็แค่ชักฟืนออกจากกองไฟ โหมโยนฟืนเข้ามาอีกเมื่อไรไฟก็พร้อมลุกโชนทันที
จะมีความหวังหน่อยก็ตรงที่บรรดาโหรน้อยใหญ่ต่างเห็นตรงกันว่าวิบัติใหญ่ที่กำลังจะเกิดอาจเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย”
หลังปี 2557 ประเทศไทยจะโชติช่วงชัชวาล
แต่ไม่ยักบอกว่าฝ่ายไหนจะชนะ
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)