เสียดสีกันมานานเป็นสิบๆปี กับคำว่า “คุก มีไว้ขังคนจน... มีไว้ขังหมา” แต่เชื่อหรือไม่ว่า จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีอะไรที่ดีขึ้น บรรดานักวิชาการ โดยเฉพาะนักกฎหมาย หรือแม้แต่บรรดามูลนิธิช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทำได้เพียงแค่รำพึงรำพันเป็นครั้งคราว ว่าหลายๆกฎหมายในบ้านนี้เมืองนี้ “ชราภาพ”แล้ว น่าที่จะต้องมีการแก้ไข
แต่ก็ไม่เคยมีใครคิดที่จะแก้ไขอย่างจริงจังเสียที เกิดเรื่องขึ้นมาแต่ละครั้ง ก็ค่อยมานั่งสะเทือนใจสะเทือนอารมณ์ แล้วก็ช่วยเหลือเยียวยากันไปเท่าที่พอจะทำได้ แต่เมื่อเรื่องจางลงไปก็ปล่อยหายไปกับสายลม รอสะเทือนใจรอบใหม่เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น เวียนว่ายกันอยู่แบบนี้สำหรับระบบยุติธรรมของไทย
ล่าสุดกรณี นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา พนักงานประจำรถขยะกทม. ที่ตกเป็นจำเลยฐานขายแผ่นซีดี
โดยไม่ได้รับอนุญาตตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 38 วรรค 1 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท นายสุรัตน์ยื่นอุทธรณ์ ก็ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ต้องยึดตามตัวบทกฎหมายพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น คือปรับ 2 แสนบาท
เสียงสะท้อนในสังคมดังระงม เพราะการเอาซีดีมือ 2 มาวางขายกันนั้น เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 กันโน่นแล้ว วิกฤตครั้งนั้นทำให้คนจำนวนมากเอาของเหลือใช้ ของเก่าเก็บ หรือของมือสอง มาเปิดท้ายขายของกันตามแหล่งชุมชน ซึ่งซีดีมือ 2 นี่ขายกันเพียบ
แถมมีกระทั่งพิสดารสุดๆ คือแทนที่จะเปิดท้ายขายของ กลับเปิดท้ายเมียขายเสียงั้น... ก็ยังมี
เพราะวิถีของการเปิดท้ายขายของ ผสมกับการที่ได้เห็นแผงแผ่นผีซีดีเถื่อนเกลื่อนเมืองไปหมด ตามแหล่งชุมชนอย่าง หน้ารามฯ อนุสาวรีย์ชัย และโดยเฉพาะที่คลองถม สะพานเหล็ก มีให้เกลื่อนไปหมด
ทั้งแผ่นก็อป แผ่นละเมิดลิขสิทธิ์ หรือแม้แต่กระทั่งแผ่นโป๊ แผ่นลามก ขายกันเกลื่อน ขายกันโจ๋งครึ่ม
ถ้าตำรวจจะจับกันจริงๆ ชนิดที่ไม่กลัวว่ารายได้จากส่วยของใครบางคน หรือบางกลุ่มจะหดหาย รับรองได้ว่าคุกไม่พอขัง ศาลได้พิจารณาคดีกันเหนื่อยแย่ เผลอๆยอดค่าปรับอาจจะสูงกว่ารายได้กรมจัดเก็บภาษีบางกรมเสียอีก
กรณีนายสุรัตน์ใช่ว่าศาลจะไม่รู้สึกถึงความชราภาพของกฎหมาย เพราะผู้พิพากษาเองยังออกปากเลยว่า คดีนี้โทษปรับคือตั้งแต่ 200,000 ถึง 1,000,000 บาท นี่ก็ตัดสินโทษต่ำสุดแล้ว ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว
ในขณะที่กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรมเอง ก็ได้ยื่นมาช่วยประกันตัวให้เมื่อตอนศาลชั้นต้นแล้วรอบหนึ่ง
เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่า แม้แต่คนในระบบยุติธรรมเอง ก็อึดอัดกับกฎหมายบางอย่างที่มีอยู่ เพราะการที่ต้องตัดสินคนจนคนทุกข์ยาก ประเภทไม่มีนมให้ลูกกินต้องไปขโมยนมจากดิสเคาท์สโตร์มาเลี้ยงลูก ซึ่งผิดกฎหมาย แต่ศาลก็รันทดเป็น ที่เห็นแม่อยู่ในคุกส่วนลูกเล็กไม่มีใครเลี้ยงต้องเอามาวิ่งอยู่หน้าคุก
ซึ่งกรณีนายสุรัตน์ หากไม่มีใครยื่นมือมาช่วย ลำพังเงินเดือน 9,000 กว่าบาท ครอบครัว ภรรยาและลูกก็บอกแล้วว่าไม่มีปัญญาจ่ายค่าปรับแน่.. ซึ่งตามกฎหมายเมื่อไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ต้องติดคุก
อาการเศร้า อาการเจ็บลึกของลูกเมียที่รู้ว่าพ่อรู้ว่าผัวต้องติดคุกนั้นสะเทือนอารมณ์คนที่พบเห็นยิ่งนัก จนทำให้กระแสคำถามว่าคุกมีไว้ขังคนจนเท่านั้นหรือ ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกครั้งในสังคม
เพราะหากมองถึงกรณี “สาวซีวิค” ที่อายุยังไม่บรรลุนิติภาวะ แต่ไปขับรถจนเกิดอุบัติเหตุมีคนตายถึง 9 ศพ จนวันนี้คดีความก็ยังไม่ไปไหน ผู้สูญเสียยังคงรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม และคอมเมนท์ในโลกออนไลน์ ก็ตอกย้ำคำว่า “คุกมีไว้เฉพาะเพื่อขังคนจนเท่านั้น”เช่นกัน เนื่องจากสาวซีวิคนั้น สังคมเชื่อกันว่าที่คดีความไม่คืบ การชดใช้ชดเชยยังไม่ได้มีการสำนึกหรือกระตือรือล้นเจรจาชดใช้ ก็เพราะมีนามสกุลดัง
ประเด็นที่อ้างความเป็นเยาวชนยังไม่บรรลุนิติภาวะนี่ก็เช่นกัน กรณีคนร้าย 2 คนอายุ 15 กับ16 ปี ลวงแท๊กซี่อายุ 60 ปีไปปล้น แล้วฆ่าปาดคอ ครอบครัวลุงขับแท๊กซี่เดือดร้อนทุกข์ยากอย่างหนัก แต่เพราะกฎหมายบอกว่าเป็นเยาวชน ทำให้แม้แต่หน้าตาของคนร้าย สังคมก็ยังไม่ได้เห็น ว่าทำไมจึงเหี้ยมโหดนัก
และแม้แต่กรณีสาว ม.3 โชคร้ายสุดๆ โดนทั้งคนในครอบครัว ทั้งตำรวจ ทั้งแท็กซี่ข่มขืน เป็นคดีครึกโครมก็อายแย่อยู่แล้ว กฎหมายยังบอกว่าต้องขึ้นให้การในศาลว่าถูกข่มขืนอย่างไร รวมทั้งตำรวจก็ต้องให้ยืนเผชิญหน้าชี้ตัวคนที่กระทำการข่มขืน... อะไรกันนักหนา ทำไมไม่มีการสังคายนากฎหมายดูแลผู้เสียหายกันบ้าง
รับรู้เสียทีเถิดว่านี่คือความรู้สึกของสังคม ที่มีต่อความลักลั่นพิกลพิการของกฎหมายในวันนี้
ก็เพราะระบบยุติธรรมชราภาพอย่างนี้หรือไม่ ที่ทำให้แม้แต่เรื่องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ สังคมยังต้องมานั่งลุ้นระทึกว่าตุลาการจะวินิจฉัยอย่างไร แล้วบ้านเมืองจะวุ่นวายจริงมั้ย จะรุนแรงแค่ไหน
สังคายนาระบบยุติธรรมไทยเสียทีได้หรือยัง???
ที่มา.บางกอกทูเดย์ออนไลน์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
พายุสุริยะกระหน่ำโลก-เชื่อไม่ทำลายดาวเทียม !!?
คลื่นพายุสุริยะลูกใหม่ความรุนแรงระดับกลางเคลื่อนตัวถึงโลกเมื่อช่วงบ่ายวันเสาร์ (14 ก.ค.) เชื่อไม่ทำความเสียหายต่อดาวเทียม-ระบบสื่อสาร
ศูนย์พยากรณ์สภาพอวกาศสหรัฐ ในสังกัดสถาบันมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (โนอา) รายงานการเคลื่อนตัวของพายุสุริยะระดับ จี1 หรือ พายุแม่เหล็กภูมิศาสตร์ขนาดย่อม เคลื่อนตัวจากดวงอาทิตย์ปะทะโลกในช่วงบ่ายวันเสาร์ (14 ก.ค.) และจะมีพายุสุริยะระดับ จี 2 หรือพายุแม่เหล็กภูมิศาสตร์ระดับปานกลางเมื่อเข้าปะทะโลกตามมาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
พายุสุริยะครั้งล่าสุด เกิดจากการปะทุบนพื้นผิวดวงอาทิตย์เมื่อวันพฤหัส (12 ก.ค.) ซึ่งความรุนแรงของพายุสุริยะที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาจจะทำให้ระบบการส่งไฟฟ้า การสื่อสารผ่านเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และ การนำทางเครื่องบินเกิดขัดข้อง
แต่สำนักงานอวกาศยุโรป (อีเอสเอ) เปิดเผยว่า พายุสุริยะดังกล่าวไม่มีความรุนแรงมากพอที่จะทำให้ดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลกได้รับความเสียหาย นายมาร์คัส ลานกราฟ เจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมดาวเทียมของอีเอสเอในเยอรมนี กล่าวว่าปรากฏการณ์ล่าสุดจะเกิดขึ้นต่อเนื่องราว 2-3 วัน และ ก่อให้เกิดการปั่นป่วนของสนามแม่เหล็กในวงกว้าง
ผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตตอนเหนือของโลกอาจจะเห็นปรากฏการณ์แสงเหนือหรือ ออโรร่า ระหว่างการปะทะของพายุสุริยะกับสนามแม่เหล็กขั้วโลกเหนือ
ด้านเว็บไซต์ สเปซอดอทคอม รายงานว่าได้จับตาการเกิดพายุสุริยะภายหลังเกิดการปะทุบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ตั้งแต่วันพฤหัส (12 ก.ค.) ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของการแผ่คลื่นแม่เหล็กในครั้งนี้มายังโลก
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เปิดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญโดยละเอียด วิน-วิน หรือไม่ต้องอ่านช้าๆ ชัดๆ....
ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ?
มีประเด็นที่พรรคเพื่อไทยผู้ถูกร้องที่ 3 ยื่นคำร้องคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อกฎหมายในประเด็นที่ 3 ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องทั้ง 5 ไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม รธน. มาตรา 68 ได้หรือไม่
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรค 1 บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
และวรรค 2 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่บุคคหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรค 1 ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 2 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิ แก่ผู้ที่ทราบถึงการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรค 1 ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ โดยให้มีสิทธิ 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรค 2 เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด เพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ เมื่อผู้ร้องได้เสนอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้วชอบที่จะใช้สิทธิ
ประการที่ 2 ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลเห็นว่า การแปลความดังกล่าวนี้ จะสอดคล้องต่อเจตนารมณ์ ในมาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆที่ทำไปเพื่ออำนาจในการปกครองของประเทศ โดยวิธีที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำที่อาจเป็นไปตามการใช้สิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางซึ่งบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญได้นั้น การกระทำดังกล่าวจะต้องกำลังดำเนินการอยู่ และยังไม่บังเกิดผล
ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะยังมีคำวินิจฉัย สั่งให้เลิกการกระทำนั้นได้ หาไม่แล้ว คำวินิจฉัยรธน.ตามมาตรา 68 วรรค 2 ก็จะเป็นการพ้นวิสัย ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ทั้งสิทธิพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นี้ มีหลักการมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิให้ถูกล้มล้าง โดยสภาพจึงเป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นจะอันตรายต่อระบบการปกครองและเป็นล้มล้างรธน.ให้เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าหากปล่อยให้เกิดการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญ ระบบการปกครองตามรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมสุดวิสัยแก้ไขให้กลับคืนดีได้ เช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ทราบเหตุตามาตรา 68 วรรค 2 ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิของตนต่อต้านการกระทำนั้นโดยสันติวิธี มิได้มุ่งหมายการลงโทษทางอาญาหรือการลงโทษตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเพิกถอนการกระทำที่มิชอบ ตาม ม. 68 วรรค 1 เสียก่อน ที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล
การมีอยู่ของมาตรา 68 และมาตรา 69 นี้ จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเองตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้ ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองหรือชาติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และป้องกันการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีทางซึ่งเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ความมุ่งหมายในรัฐธรรมนูญประการนี้ต่างหากที่ถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรธน.ที่จะต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างรธน. ซึ่งแม้ถึงจะเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาเจตนารมณ์ของรธน.ได้ แต่ความเห็นของผู้ร่างรธน.คนใดคนหนึ่งก็มิใช่เจตนาปกครองตามรธน.
แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายงานของสภาร่างรธน. ทั้งการร่างรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ยังพิจารณาได้ว่า สาระสำคัญของการอภิปรายนั้น มีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถร่วมกันใช้สิทธิพิทักษ์ รธน.ผ่านกลไกของศาลรธน. ตามมาตรานี่เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคล ผู้ที่มีสิทธิเสนอคำร้องการตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงควรต้องตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิมิใช่จำกัดสิทธิ ที่อาจมีปัญหาตามาตรา 68 วรรค 1 เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้สมเจตนาของบทบัญญัติดังกล่าว โดยมีอัยการตรวจสอบข้อเท้จจริง ตามม.68 วรรค 2 แล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้กระบวนการลงมติในวาระ 3 รับไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้น เป็นไปโดยมิชอบตามมาตรา68 วรรค 1 ของการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับคำวินิจฉัยทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นจากการะทำดังกล่าวได้ ศาลรธน.จึงมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ตามรธน. มาตรา 68 วรรค 2
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
ประเด็นพิจารณาว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 291 จะนำไปสู่การไก้ไขบทบัญญัติของรธน. ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ ได้หรือไม่นั้นเห็นว่า
อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจในสถาปนารธน. เป็นอำนาจการก่อตั้งองค์กรทั้งหลาย และถือว่ามีอำนาจเหนือรธน.ที่ก่อตั้งระบบบทกฎหมาย และก่อตั้งองค์กรทั้งหลายในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง เป็นอำนาจสูงสุด อันเป็นที่มาในการให้กำเนิดรัฐรรมนูญ เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อำนาจที่ได้รับมอบจากรธน.เองกลับไปแก้ไขรธน.นั้นเหมือนการใช้อำนาจแก้ไขรธน.ธรรมดา
สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรธน.ที่จะต้องกำหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไข เปลี่ยนแปลงรธน.ไว้เป็นวิธีพิเศษ แตกต่างจากกระบวนการกฎหมายทั่วไป
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชานผู้มีอำนาจสถาปนารธน.ได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรธน.ฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภา จะใช้อำนาจในการแก้รธน.เป็นรายมาตราจะเป็นความเหมาะสมทางอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าสนี้ได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนาของ รธน. มาตรา 291
ประเด็นข้อที่ 3 การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรธน.นี้ หรือเพื่อให้ได้มาในอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติ รธน.นี้ ตามรธน.มาตรา 68 วรรค 1 หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขรธน.มาตรา 291 มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้มีวิธีแก้ไขรธน.เพิ่มขึ้นเป็นรายมาตรา เพื่อปฏิรูปการเมืองและปรับปรุงโครงสร้างการเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นอำนาจที่รธน.แห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 ให้ไว้เพื่อเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในตัวรัฐธรรมนูญเองหรือจากข้อเท็จจริงที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และมีความสอดคล้องต่อเนื่องในคราวเดียวกัน
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... จึงเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 29 1 อันถือได้ว่ามีที่มาจากรธน.ฉบับปัจจุบัน
หากพิจารณารธน.ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตราที่ 291 เพื่อให้มีสภาร่างรธน.มาจัดทำร่างแก้รธน.ฉบับใหม่ และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างแก้รธน.ฉบับใหม่ ดังนั้น ดังที่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ 2 และกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระที่ 3 จะเห็นได้ว่า กระบวนดังกล่าวยังไม่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่า เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตย ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างอีกทั้งขึ้นตอนการจัดตั้งสภาร่างรธน.ก็ยังไม่เป็นรูปร่าง
การกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่มีผลแต่ประการใด และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรธน.มาตรา 291 (1) วรรค 2 ซึ่งเป็นข้อแก้ไขเพิ่มเติม รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในการแก้ไขว่า ญัตติขอแก้ไขรธน.เพิ่มเติม ที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้ ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่างรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... ให้เหตุผลว่า จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไป และบทบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตามมาตรา 291/11 วรรค 5 ก็ยังบัญญัติคุ้มกันรับรองร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่กระทบที่สำคัญแห่งรัฐว่า ร่างรธน.ที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ และหากร่างรธน.มีลักษณะตามวรรค 5 ดังกล่าวให้ร่างรธน.ตกไป ตามมาตรา 291 (11) วรรค 6
อย่างไรก็ตาม หากสภาร่างรธน. ในร่างรธน.ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรนัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์แล้ว ทั้งประธานรัฐสภาและสภาฯ ก็มีอำนาจยับยั้งร่างรธน.นั้นเป็นอันตกไปได้
รวมทั้งหากบุคคลใดทราบว่ามีการกระทำเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตามรธน.นี้ ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวก็ยังมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวในทุกช่วงทุกเหตุการณ์ ที่บุคคลนั้นทราบ ตามที่ม.68 ยังมีผลบังคับใช้
ประการสำคัญเมื่อพิจารณาคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงไต่สวนข้อเท็จจริง จากฝ่ายผู้ถูกร้องอาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผู้แทนคณะรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผู้แทนพรรคชาติไทยพัฒนา และนายภราดร ปริศนานันทกุล ล้วนต่างเบิกความถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินการ เพื่อให้มีการจัดทำ จัดการร่างรธน.ฉบับใหม่ว่า มิได้มีเจตนารมณ์เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ และผู้ถูกร้องทั้งหมด ยังแสดงถึงการตั้งมั่นว่า จะดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่เช่นเดิม
พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า ข้ออ้างของผู้ร้อง ทั้ง 5 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะวินิฉัยได้ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 6 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้ออ้างทั้งหมดจึงยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ เป็นความห่วงใยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยังห่างไกลต่อเหตุที่จะเกิดขึ้นตามที่กล่าวอ้าง
ข้อเท็จจริงจึงไม่ฟังว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องจึงไม่ได้ว่า มีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 68 วรรค 1 ศาลจึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้
เมื่อวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้วจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ 4 อีก อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องทั้ง 5 คำร้อง
(ที่มา:มติชนออนไลน์)
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
มีประเด็นที่พรรคเพื่อไทยผู้ถูกร้องที่ 3 ยื่นคำร้องคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาข้อกฎหมายในประเด็นที่ 3 ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องทั้ง 5 ไว้พิจารณาวินิจฉัยตาม รธน. มาตรา 68 ได้หรือไม่
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรค 1 บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัติริย์เป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้
และวรรค 2 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่บุคคหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรค 1 ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรค 2 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิ แก่ผู้ที่ทราบถึงการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรค 1 ที่จะใช้สิทธิให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ โดยให้มีสิทธิ 2 ประการ คือ
ประการที่ 1 เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และประการที่ 2 สามารถยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการ ให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการในกรณีที่ผู้ร้องใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 วรรค 2 เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด เพียงแต่มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิของผู้ร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ เมื่อผู้ร้องได้เสนอให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้วชอบที่จะใช้สิทธิ
ประการที่ 2 ยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ศาลเห็นว่า การแปลความดังกล่าวนี้ จะสอดคล้องต่อเจตนารมณ์ ในมาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและเป็นไปตามการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธี ซึ่งการกระทำใดๆที่ทำไปเพื่ออำนาจในการปกครองของประเทศ โดยวิธีที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำที่อาจเป็นไปตามการใช้สิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางซึ่งบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญได้นั้น การกระทำดังกล่าวจะต้องกำลังดำเนินการอยู่ และยังไม่บังเกิดผล
ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะยังมีคำวินิจฉัย สั่งให้เลิกการกระทำนั้นได้ หาไม่แล้ว คำวินิจฉัยรธน.ตามมาตรา 68 วรรค 2 ก็จะเป็นการพ้นวิสัย ไม่สามารถบังคับใช้ได้ ทั้งสิทธิพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 นี้ มีหลักการมุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคนมีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์รักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิให้ถูกล้มล้าง โดยสภาพจึงเป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำที่จะเป็นจะอันตรายต่อระบบการปกครองและเป็นล้มล้างรธน.ให้เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าหากปล่อยให้เกิดการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญ ระบบการปกครองตามรัฐธรรมนูญได้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมสุดวิสัยแก้ไขให้กลับคืนดีได้ เช่นนี้แล้ว ประชาชนผู้ทราบเหตุตามาตรา 68 วรรค 2 ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิของตนต่อต้านการกระทำนั้นโดยสันติวิธี มิได้มุ่งหมายการลงโทษทางอาญาหรือการลงโทษตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการเพิกถอนการกระทำที่มิชอบ ตาม ม. 68 วรรค 1 เสียก่อน ที่การกระทำนั้นจะบังเกิดผล
การมีอยู่ของมาตรา 68 และมาตรา 69 นี้ จึงเป็นไปเพื่อรักษาหรือคุ้มครองตัวรัฐธรรมนูญเองตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือกำหนดกรอบไว้ ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองหรือชาติ คือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และป้องกันการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ โดยวิธีทางซึ่งเป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ
ความมุ่งหมายในรัฐธรรมนูญประการนี้ต่างหากที่ถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรธน.ที่จะต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างรธน. ซึ่งแม้ถึงจะเป็นเครื่องมือช่วยค้นหาเจตนารมณ์ของรธน.ได้ แต่ความเห็นของผู้ร่างรธน.คนใดคนหนึ่งก็มิใช่เจตนาปกครองตามรธน.
แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายงานของสภาร่างรธน. ทั้งการร่างรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ยังพิจารณาได้ว่า สาระสำคัญของการอภิปรายนั้น มีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การจะให้ประชาชนสามารถร่วมกันใช้สิทธิพิทักษ์ รธน.ผ่านกลไกของศาลรธน. ตามมาตรานี่เป็นสำคัญยิ่งกว่าเรื่องของตัวบุคคล ผู้ที่มีสิทธิเสนอคำร้องการตีความเกี่ยวกับผู้มีสิทธิเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงควรต้องตีความไปในแนวทางของการยอมรับสิทธิมิใช่จำกัดสิทธิ ที่อาจมีปัญหาตามาตรา 68 วรรค 1 เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้สมเจตนาของบทบัญญัติดังกล่าว โดยมีอัยการตรวจสอบข้อเท้จจริง ตามม.68 วรรค 2 แล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้กระบวนการลงมติในวาระ 3 รับไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้น เป็นไปโดยมิชอบตามมาตรา68 วรรค 1 ของการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับคำวินิจฉัยทางใดได้อีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขคำวินิจฉัยที่เกิดขึ้นจากการะทำดังกล่าวได้ ศาลรธน.จึงมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาและวินิจฉัยได้ตามรธน. มาตรา 68 วรรค 2
ประเด็นที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่
ประเด็นพิจารณาว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 291 จะนำไปสู่การไก้ไขบทบัญญัติของรธน. ราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ ได้หรือไม่นั้นเห็นว่า
อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมืองหรืออำนาจในสถาปนารธน. เป็นอำนาจการก่อตั้งองค์กรทั้งหลาย และถือว่ามีอำนาจเหนือรธน.ที่ก่อตั้งระบบบทกฎหมาย และก่อตั้งองค์กรทั้งหลายในการใช้อำนาจทางการเมืองการปกครอง เป็นอำนาจสูงสุด อันเป็นที่มาในการให้กำเนิดรัฐรรมนูญ เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้องค์กรนั้นใช้อำนาจที่ได้รับมอบจากรธน.เองกลับไปแก้ไขรธน.นั้นเหมือนการใช้อำนาจแก้ไขรธน.ธรรมดา
สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศที่ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมายยึดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรธน.ที่จะต้องกำหนดวิธีการหรือกระบวนการแก้ไข เปลี่ยนแปลงรธน.ไว้เป็นวิธีพิเศษ แตกต่างจากกระบวนการกฎหมายทั่วไป
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชานผู้มีอำนาจสถาปนารธน.ได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรจะมีรธน.ฉบับใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภา จะใช้อำนาจในการแก้รธน.เป็นรายมาตราจะเป็นความเหมาะสมทางอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าสนี้ได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนาของ รธน. มาตรา 291
ประเด็นข้อที่ 3 การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้าง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตามรธน.นี้ หรือเพื่อให้ได้มาในอำนาจการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่ได้เป็นไปตามบทบัญญัติ รธน.นี้ ตามรธน.มาตรา 68 วรรค 1 หรือไม่
พิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขรธน.มาตรา 291 มีเจตนารมณ์เพื่อต้องการให้มีวิธีแก้ไขรธน.เพิ่มขึ้นเป็นรายมาตรา เพื่อปฏิรูปการเมืองและปรับปรุงโครงสร้างการเมืองขึ้นมาใหม่ เพื่อให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นอำนาจที่รธน.แห่งราชอาณาจักรไทยพ.ศ.2550 ให้ไว้เพื่อเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในตัวรัฐธรรมนูญเองหรือจากข้อเท็จจริงที่ต้องมีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ และมีความสอดคล้องต่อเนื่องในคราวเดียวกัน
ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... จึงเป็นผลมาจากรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 29 1 อันถือได้ว่ามีที่มาจากรธน.ฉบับปัจจุบัน
หากพิจารณารธน.ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมมาตราที่ 291 เพื่อให้มีสภาร่างรธน.มาจัดทำร่างแก้รธน.ฉบับใหม่ และกำหนดกระบวนการจัดทำร่างแก้รธน.ฉบับใหม่ ดังนั้น ดังที่ได้ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในวาระที่ 2 และกำลังเข้าสู่การลงมติในวาระที่ 3 จะเห็นได้ว่า กระบวนดังกล่าวยังไม่มีข้อเท็จจริงที่เชื่อถือได้ว่า เป็นการล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตย ตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้างอีกทั้งขึ้นตอนการจัดตั้งสภาร่างรธน.ก็ยังไม่เป็นรูปร่าง
การกล่าวอ้างของผู้ร้องจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่มีผลแต่ประการใด และเมื่อพิจารณาบทบัญญัติของรธน.มาตรา 291 (1) วรรค 2 ซึ่งเป็นข้อแก้ไขเพิ่มเติม รธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ได้บัญญัติไว้อย่างชัดแจ้งในการแก้ไขว่า ญัตติขอแก้ไขรธน.เพิ่มเติม ที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ จะเสนอมิได้ ประกอบกับบันทึกหลักการและเหตุผล ประกอบร่างรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมที่ ... พ.ศ. ... ให้เหตุผลว่า จะยังคงรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขไว้ตลอดไป และบทบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว ตามมาตรา 291/11 วรรค 5 ก็ยังบัญญัติคุ้มกันรับรองร่างรัฐธรรมนูญที่จะไม่กระทบที่สำคัญแห่งรัฐว่า ร่างรธน.ที่มีผลในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขหรือเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติว่าด้วยพระมหากษัตริย์จะกระทำมิได้ และหากร่างรธน.มีลักษณะตามวรรค 5 ดังกล่าวให้ร่างรธน.ตกไป ตามมาตรา 291 (11) วรรค 6
อย่างไรก็ตาม หากสภาร่างรธน. ในร่างรธน.ที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรนัฐหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขบทบัญญัติในหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์แล้ว ทั้งประธานรัฐสภาและสภาฯ ก็มีอำนาจยับยั้งร่างรธน.นั้นเป็นอันตกไปได้
รวมทั้งหากบุคคลใดทราบว่ามีการกระทำเพื่อล้มล้างระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ตามรธน.นี้ ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวก็ยังมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องให้ศาลรธน.วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวในทุกช่วงทุกเหตุการณ์ ที่บุคคลนั้นทราบ ตามที่ม.68 ยังมีผลบังคับใช้
ประการสำคัญเมื่อพิจารณาคำชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาบันทึกยืนยันข้อเท็จจริงไต่สวนข้อเท็จจริง จากฝ่ายผู้ถูกร้องอาทิ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา นายอัชพร จารุจินดา ผู้แทนคณะรัฐมนตรี นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ผู้แทนพรรคเพื่อไทย นายชุมพล ศิลปอาชา ผู้แทนพรรคชาติไทยพัฒนา และนายภราดร ปริศนานันทกุล ล้วนต่างเบิกความถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินการ เพื่อให้มีการจัดทำ จัดการร่างรธน.ฉบับใหม่ว่า มิได้มีเจตนารมณ์เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ และผู้ถูกร้องทั้งหมด ยังแสดงถึงการตั้งมั่นว่า จะดำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขอยู่เช่นเดิม
พิจารณาแล้วจึงเห็นว่า ข้ออ้างของผู้ร้อง ทั้ง 5 ดังกล่าว ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอที่จะวินิฉัยได้ว่า การกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 6 เป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้ออ้างทั้งหมดจึงยังคงเป็นเพียงการคาดการณ์ เป็นความห่วงใยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยังห่างไกลต่อเหตุที่จะเกิดขึ้นตามที่กล่าวอ้าง
ข้อเท็จจริงจึงไม่ฟังว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้แต่อย่างใด
ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องจึงไม่ได้ว่า มีเจตนาล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจการปกครองประเทศ ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ ในรธน.แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 68 วรรค 1 ศาลจึงให้ยกคำร้องในส่วนนี้
เมื่อวินิจฉัยประเด็นดังกล่าวแล้วจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นที่ 4 อีก อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องทั้ง 5 คำร้อง
(ที่มา:มติชนออนไลน์)
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ทักษิณสมควรตาย จากสังคมไทยไปนานแล้ว และตำนานว่าด้วย ปีศาจทักษิณ !!?
พาดหัวแบบนี้ไม่ได้เป็นการแช่งชักอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร แต่กำลังหมายถึงความหมายของคำว่า “ทักษิณ” ที่ถูกชักโยงกับความขัดแย้งทางการเมืองตลอด 6 – 7ปี ที่ผ่านมา คำว่า”ทักษิณ” นั้นมีพลังมากกว่าตัวอดีตนายกรัฐมนตรีครั้งแรก ต้องย้อนไปในปี 2548 ที่ได้เริ่มมีการตั้งต้นการรวมตัวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) โดย 5 แกนนำ นำโดย นาย สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตมีเดียไทคูนของเอเชียและอดีตคนรักกันที่เคยมาชื่นชมว่าทักษิณเป็นนายกฯที่ดีที่สุดที่ประเทศไทยเคยมีมา

ยุทธศาสตร์ในครั้งนั้นคือการสร้างทักษิณให้มีภาพลักษณ์ที่ น่าเกลียดน่ากลัว ขายชาติ ต่ำช้าเลวทราม หรืออาจจะเรียกในภาษาที่สื่อใช้ว่า “ผีทักษิณ” หรือ “ปีศาจทักษิณ” หากจะวิเคราะห์ตามทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็คือการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเป็น “พวกเขาและพวกเรา” ที่ชัดเจน คือใครที่ไม่สนับสนุนแนวทางของ พธม.ก็ให้ถือว่าเป็นผู้นิยม “ระบอบทักษิณ” ในปี 2549 ไม่ใช่ปีที่ดีของ ทักษิณ ชินวัตร เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลง จากบทบาทหน้าที่และอำนาจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย แล้วทำไมทักษิณ ที่หมายถึงต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกสร้างและนิยามโดย พธม. ถึงไม่ตายไปจากสังคมไทย? ลองมาทบทวนกัน
เมื่อทักษิณใช้อำนาจประกาศยุบสภาและมีการกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ….พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน กลับเลือกที่จะบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย
เมื่อทักษิณไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศในเดือนกันยายนและพธม.ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 20 กันยายน 2549…… คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทักษิณ ตัดสินใจไม่ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และนำไปสู่เครือข่ายต้านรัฐประหารต่างๆที่มองว่าการรัฐประหารนั้นเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยก่อนที่จะพัฒนากลายเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)
เมื่อพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นต้นสังกัดของอดีตนายกฯทักษิณและอีก 4 พรรคการเมืองถูกฟ้องในคดียุบพรรคการเมือง ……..พรรคไทยรักไทย และพรรคเล็กที่ถูกจ้างให้ลงเลือกตั้งถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรคและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่รอดพ้นความผิด
เมื่อเกิดการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2550 พร้อมกับวาทกรรม “รับๆไปก่อนแล้วค่อยแก้” ………. รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะโหวตล้มรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว รวมไปถึงปฏิบัติการแทรกแซงทางการทหาร แต่กลับมีผู้ที่ไม่รับร่างดังกล่าวถึง 10.7 ล้านเสียง และรับเพียง 14.7 ล้านเสียง ทั้งที่รัฐบาลทหารสามารถคุมกลไกได้เบ็ดเสร็จ
เมื่อเกิดการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ได้พยายามมีกลไกเพื่อที่ผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยจับมือร่วมกับพรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน ประกาศตนตั้งรัฐบาลล่วงหน้า ทหารสนับสนุนพรรคเพื่อแผ่นดิน และพธม.สนับสนุนพรรคมัชฌิมาธิปไตย ….. สุดท้ายพรรคพลังประชาชน โดย นายสมัคร สุนทรเวช ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคมหาชนได้กระโดดเข้ามาร่วมรัฐบาล รวมไปถึงพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง อดีตคนสนิททักษิณที่เคยปราศรัยโจมตีทักษิณบนเวทีพธม.ก็เข้าร่วมรัฐบาล เป็นบทเรียนเมื่อพธม.และกองทัพประเมินนักเลือกตั้งอาชีพผิดพลาด
เมื่อเกิดรัฐบาลจากการเลือกตั้งของนาย สมัคร สุนทรเวช โดยมี นาย นพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ …… พธม. ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยชูประเด็นชาตินิยมสุดโต่ง ทั้งวาทกรรมขายชาติ และเสียแผ่นดิน และท้ายที่สุดนำไปสู่การหลุดจากตำแหน่งของ นาย สมัคร ด้วยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตีความด้วย “พจนานุกรม” คำว่า “ลูกจ้าง” และ “รับจ้าง”
เมื่อเกิดการตัดสินคดีที่ดินรัชดา 2 สิงหาคม 2551 ทักษิณ ได้เดินทางออกนอกประเทศและมีการตัดสินรับหลังด้วยการจำคุก 2 ปี นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายสมัคร ……… พธม.ประกาศยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ชุมนุม นายสมชายเป็นนายกฯที่ไม่เคยเข้าทำงานที่ทำเนียบ และวันที่รัฐบาลสมชายต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พธม.ได้ทำการขัดขวาง จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 7 ตุลาฯ 51 ซึ่งจากบันทึกของวิกิลีกส์ บันทึกว่าคนในระดับแกนนำพธม. ต้องการใช้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้าง “เงื่อนไข” เพื่อนำไปสู่ความรุนแรง
เมื่อเกิดการรวมตัวของนปก. ที่ยกระดับเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ในเดือน พฤศจิกายน 2551 ………… กองทัพนำโดยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ออกรายการช่อง 3 อ.ส.ม.ท. “ปฏิวัติเงียบ” เพื่อขอให้รัฐบาลสมชายลาออกจากตำแหน่ง พธม.เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในปลายเดือนพฤศจิกายน 2551
เมื่อเกิดคดียุบพรรค 2551 โดยมีพรรคพลังประชาชน ในกรณีเป็นนอมินีให้กับพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 …… ผลศาลรัฐธรรมนูญโดย นาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น มีคำสั่งให้ยุบทั้งสามพรรค ชนิดที่นาย บรรหาร ศิลปอาชา เรียกว่า “มีการให้ปากคำเช้า แล้วพิจารณาตัดสินตอนบ่าย เป็นไปได้อย่างไร?” นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายท่านวิเคราะห์ว่าการตัดสินนั้น “มีธง”
เมื่อหลังจากคดีการยุบพรรคพลังประชาชน ได้มีการพยายามฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาใหม่ ….. รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเสียงข้างนอกที่ถูกครหาว่า “จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” คนในตระกูลศิลปอาชาบอกว่า “เป็นคำขอร้องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้” และการเกิดงูเห่าภาคสองจาก นาย เนวิน ชิดชอบ ทำให้พรรคภูมิใจไทยอาศัยบุญคุณที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตาม โดยสละตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาลให้กับพรรคภูมิใจไทย เพื่อที่จะทำทุกวิถีทางรักษาตำแหน่งรัฐบาลไว้ให้ได้
เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ โดยประกาศนโยบาย 99 วันทำได้จริง และปราศจากคอร์รัปชั่น ……… หลายๆนโยบายไม่สามารถทำได้จริง จนนำไปสู่วาทกรรม “ดีแต่พูด” และการคอร์รัปชั่นมโหฬาร ทั้งในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องปลากระป๋องเน่าหลังจากรับตำแหน่งไม่ถึง 3 เดือน และพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย อย่างโครงการ ถนนปลอดฝุ่น การประกันราคา และการเช่ารถเมล์ NGV แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่กล้าที่จะปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเกรงกระทบเสถียรภาพรัฐบาลมากกว่าการรักษากฏเหล็กที่ตนเองได้ตั้งขึ้น

เมื่อเกิดการยึดทรัพย์ อดีตนายกฯทักษิณ 46,000 ล้านบาท เมื่อปี 2553 ทำให้คนเสื้อแดงรู้สึกว่าทักษิณถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งเกิดการถกเถียงทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เกิดการชุมนุมใหญ่ของ นปช. บริเวณผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบสภา ……. นำไปสู่การสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ระหว่าง เมษายน – พฤษภาคม 2553 การอัดสื่อประชาสัมพันธ์ข้างเดียวโดยปิดกั้นสื่อขั้วตรงข้ามและเว็บไซต์กว่าแสนเว็บ การสร้างวาทกรรม ชายชุดดำและการเผาบ้านเผาเมือง และรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ในขณะนั้นเมื่อมีการเจรจาปรองดองกับแกนนำสัญญาว่าะยุบสภา ตุลาคม 2553 แต่ก็อยู่ในอำนาจจนมายุบสภา พฤษภาคม 2554
เมื่อเกิดเหตุการณ์ตุลาการภิวัฒน์ด้านเดียว เมื่อกกต.ยื่นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ โดยกระบวนการยื่นคำร้องไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายเลยกำหนด 15 วัน!!? …….. ประชาธิปัตย์กลับไปทะเลาะกับพธม. จนเสียงแตกออกจากกันอย่างชัดเจน มีการขุดคุ้ยแฉกันไปมา
เมื่อยุบสภาและจะมีการจัดเลือกตั้ง 3 กรกฏาคม 2554 พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นได้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเอื้อต่อการเลือกตั้งในแบบปาร์ตี้ลิสต์ รัฐบาลใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ผลงานจำนวนมหาศาล ………. การเลือกตั้ง 3 กรกฏาคม 2554 จบด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างท่วมท้น
เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยก็ทำคะแนนเสียงตกหายทั้งกรณีแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเศรษฐกิจ และการบริหารความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดกับคนเสื้อแดง ….. พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านกับเล่นการเมืองในรูปแบบเก่า โจมตีในประเด็นยิบย่อย และล่าสุดแสดงพฤฒิกรรมใช้ความรุนแรงระหว่างการประชุมสภาเมื่อมีการแย่งชิงเก้าอี้ประธานสภา เข้าไปบีบคอส.ส.ฝั่งรัฐบาล และขว้างปาสิ่งของ
เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ประกาศขอมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ …….. ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องดังกล่าวเพราะตีความว่าอาจเข้าข่ายล้มล้างระบอบการปกครอง ทั้งๆที่เคยแก้ไขเมื่อปี 2554 โดยพรรคประชาธิปัตย์ โดยศาลใช้ดิกชันนารีและรัฐธรรมนูฐ 2550 ฉบับภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐานในการรับคำร้อง จนมีคำตัดสินในวันที่ 13 กรกฏาคม 2555 โดยหลังศาลอ่านคำวินิจฉัย โฆษกศาลแถลงว่า ข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย คือ มาตรา 68 สรุปว่าไม่ได้มีการล้มล้างการปกครองฯ แต่พอถูกนักข่าวถามว่า ศาลวินิจฉัยเรื่อง มาตรา 291 ว่าห้ามแก้ไขทั้งฉบับ หรือไม่ โฆษกกลับตอบว่า เป็นข้อเสนอแนะ เป็นความเห็น หากรัฐสภาดำเนินการต่อ ต้องรับผิดชอบเอง

หากวิเคราะห์อย่างแท้จริงแล้วทักษิณไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวของทักษิณเอง หากไม่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของคปค. ทักษิณในขณะนั้นอยู่ในช่วงขาลง ประชาชนเริ่มลดการสนับสนุน และเป็นการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนที่ต้องอาศัยการอดทนรอ แต่การรัฐประหารเป็นการตัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดเพราะขาดความอดทนตามระบอบประชาธิปไตย และคิดว่ารัฐประหารจะแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างได้ แต่กลับเป็นจุดเริ่มของปัญหาและระเบิดเวลาทางการเมืองของประเทศไทย เมื่อพวกเขาใฝ่หาประเทศไทยที่มีความสุขดั่งเดิม แต่กลับมีส่วนผลักดัน ให้สถานการณ์เข้าไปสู่จุดเปราะบางมากยิ่งขึ้นๆ
ในตำนานปรัมปรามีปีศาจตนหนึ่งนั้นจะแปลงกายไปเรื่อยๆตามความอ่อนแอของจิตใจของเหยื่อ เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งปีศาจนั้นก็มีอำนาจอ่อนแอลง แต่ถ้าหากเรายิ่งผิดพลาดและหวาดกลัวปีศาจที่เราสร้างในจินตนาการนั้นก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้น และเมื่อเราปล่อยจิตให้ว่าง ปราศจากอคติ เมื่อนั้นปีศาจตนนั้นก็จะปรากฏโฉมที่แท้จริงของมันว่าแท้จริงเป็นคนธรรมดาๆเหมือนเรา ที่มีทั้งข้อดีและข้อผิดพลาด แต่ดูเหมือนว่าองคาพยพทางสังคมมีส่วนสร้างให้ปีศาจทักษิณมีความเข้มแข็งขึ้นทุกวันๆ จากความผิดพลาดและอคติส่วนบุคคล และบางทีมันแข็งแกร่งเกินกว่าทักษิณเองจะคิดถึงเสียอีก ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาและก้าวให้พ้นเรื่องทักษิณ จงมองทักษิณให้เป็นคนไม่ใช่ปีศาจ!!

สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตคนรักกันผู้ปลุกวิญญาณ ปีศาจทักษิณ
ยุทธศาสตร์ในครั้งนั้นคือการสร้างทักษิณให้มีภาพลักษณ์ที่ น่าเกลียดน่ากลัว ขายชาติ ต่ำช้าเลวทราม หรืออาจจะเรียกในภาษาที่สื่อใช้ว่า “ผีทักษิณ” หรือ “ปีศาจทักษิณ” หากจะวิเคราะห์ตามทฤษฎีการเคลื่อนไหวทางสังคม ก็คือการกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อสร้างความเป็น “พวกเขาและพวกเรา” ที่ชัดเจน คือใครที่ไม่สนับสนุนแนวทางของ พธม.ก็ให้ถือว่าเป็นผู้นิยม “ระบอบทักษิณ” ในปี 2549 ไม่ใช่ปีที่ดีของ ทักษิณ ชินวัตร เรียกได้ว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลง จากบทบาทหน้าที่และอำนาจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลาย แล้วทำไมทักษิณ ที่หมายถึงต้นตอความขัดแย้งทางการเมืองที่ถูกสร้างและนิยามโดย พธม. ถึงไม่ตายไปจากสังคมไทย? ลองมาทบทวนกัน
เมื่อทักษิณใช้อำนาจประกาศยุบสภาและมีการกำหนดวันเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ….พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคมหาชน กลับเลือกที่จะบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการไม่ยอมรับระบอบประชาธิปไตย
เมื่อทักษิณไปปฏิบัติภารกิจยังต่างประเทศในเดือนกันยายนและพธม.ประกาศนัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 20 กันยายน 2549…… คืนวันที่ 19 กันยายน 2549 เกิดการรัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) ทักษิณ ตัดสินใจไม่ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่น และนำไปสู่เครือข่ายต้านรัฐประหารต่างๆที่มองว่าการรัฐประหารนั้นเป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยก่อนที่จะพัฒนากลายเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.)
เมื่อพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นต้นสังกัดของอดีตนายกฯทักษิณและอีก 4 พรรคการเมืองถูกฟ้องในคดียุบพรรคการเมือง ……..พรรคไทยรักไทย และพรรคเล็กที่ถูกจ้างให้ลงเลือกตั้งถูกวินิจฉัยให้ยุบพรรคและพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคเดียวที่รอดพ้นความผิด
เมื่อเกิดการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ.2550 พร้อมกับวาทกรรม “รับๆไปก่อนแล้วค่อยแก้” ………. รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้มีประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉินในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีแนวโน้มจะโหวตล้มรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว รวมไปถึงปฏิบัติการแทรกแซงทางการทหาร แต่กลับมีผู้ที่ไม่รับร่างดังกล่าวถึง 10.7 ล้านเสียง และรับเพียง 14.7 ล้านเสียง ทั้งที่รัฐบาลทหารสามารถคุมกลไกได้เบ็ดเสร็จ
เมื่อเกิดการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ได้พยายามมีกลไกเพื่อที่ผลักดันให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล โดยจับมือร่วมกับพรรคชาติไทย และ พรรคมหาชน ประกาศตนตั้งรัฐบาลล่วงหน้า ทหารสนับสนุนพรรคเพื่อแผ่นดิน และพธม.สนับสนุนพรรคมัชฌิมาธิปไตย ….. สุดท้ายพรรคพลังประชาชน โดย นายสมัคร สุนทรเวช ชนะการเลือกตั้งอย่างท่วมท้น และพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคมหาชนได้กระโดดเข้ามาร่วมรัฐบาล รวมไปถึงพรรคประชาราชของนายเสนาะ เทียนทอง อดีตคนสนิททักษิณที่เคยปราศรัยโจมตีทักษิณบนเวทีพธม.ก็เข้าร่วมรัฐบาล เป็นบทเรียนเมื่อพธม.และกองทัพประเมินนักเลือกตั้งอาชีพผิดพลาด
เมื่อเกิดรัฐบาลจากการเลือกตั้งของนาย สมัคร สุนทรเวช โดยมี นาย นพดล ปัทมะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ …… พธม. ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน โดยชูประเด็นชาตินิยมสุดโต่ง ทั้งวาทกรรมขายชาติ และเสียแผ่นดิน และท้ายที่สุดนำไปสู่การหลุดจากตำแหน่งของ นาย สมัคร ด้วยการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ตีความด้วย “พจนานุกรม” คำว่า “ลูกจ้าง” และ “รับจ้าง”
เมื่อเกิดการตัดสินคดีที่ดินรัชดา 2 สิงหาคม 2551 ทักษิณ ได้เดินทางออกนอกประเทศและมีการตัดสินรับหลังด้วยการจำคุก 2 ปี นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ น้องเขยของทักษิณ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีแทนนายสมัคร ……… พธม.ประกาศยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นที่ชุมนุม นายสมชายเป็นนายกฯที่ไม่เคยเข้าทำงานที่ทำเนียบ และวันที่รัฐบาลสมชายต้องการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา พธม.ได้ทำการขัดขวาง จนนำไปสู่เหตุการณ์นองเลือด 7 ตุลาฯ 51 ซึ่งจากบันทึกของวิกิลีกส์ บันทึกว่าคนในระดับแกนนำพธม. ต้องการใช้เหตุการณ์ดังกล่าวสร้าง “เงื่อนไข” เพื่อนำไปสู่ความรุนแรง
เมื่อเกิดการรวมตัวของนปก. ที่ยกระดับเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ในเดือน พฤศจิกายน 2551 ………… กองทัพนำโดยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ออกรายการช่อง 3 อ.ส.ม.ท. “ปฏิวัติเงียบ” เพื่อขอให้รัฐบาลสมชายลาออกจากตำแหน่ง พธม.เข้ายึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในปลายเดือนพฤศจิกายน 2551
เมื่อเกิดคดียุบพรรค 2551 โดยมีพรรคพลังประชาชน ในกรณีเป็นนอมินีให้กับพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย ในวันที่ 2 ธันวาคม 2551 …… ผลศาลรัฐธรรมนูญโดย นาย ชัช ชลวร ประธานศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้น มีคำสั่งให้ยุบทั้งสามพรรค ชนิดที่นาย บรรหาร ศิลปอาชา เรียกว่า “มีการให้ปากคำเช้า แล้วพิจารณาตัดสินตอนบ่าย เป็นไปได้อย่างไร?” นักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายท่านวิเคราะห์ว่าการตัดสินนั้น “มีธง”
เมื่อหลังจากคดีการยุบพรรคพลังประชาชน ได้มีการพยายามฟอร์มรัฐบาลขึ้นมาใหม่ ….. รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาลเสียงข้างนอกที่ถูกครหาว่า “จัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร” คนในตระกูลศิลปอาชาบอกว่า “เป็นคำขอร้องที่ไม่สามารถปฏิเสธได้” และการเกิดงูเห่าภาคสองจาก นาย เนวิน ชิดชอบ ทำให้พรรคภูมิใจไทยอาศัยบุญคุณที่ทำให้พรรคประชาธิปัตย์ต้องทำตาม โดยสละตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาลให้กับพรรคภูมิใจไทย เพื่อที่จะทำทุกวิถีทางรักษาตำแหน่งรัฐบาลไว้ให้ได้
เมื่อพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศ โดยประกาศนโยบาย 99 วันทำได้จริง และปราศจากคอร์รัปชั่น ……… หลายๆนโยบายไม่สามารถทำได้จริง จนนำไปสู่วาทกรรม “ดีแต่พูด” และการคอร์รัปชั่นมโหฬาร ทั้งในกรณีของพรรคประชาธิปัตย์ในเรื่องปลากระป๋องเน่าหลังจากรับตำแหน่งไม่ถึง 3 เดือน และพรรคร่วมรัฐบาล อย่างพรรคภูมิใจไทย อย่างโครงการ ถนนปลอดฝุ่น การประกันราคา และการเช่ารถเมล์ NGV แต่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ไม่กล้าที่จะปรับคณะรัฐมนตรี เพราะเกรงกระทบเสถียรภาพรัฐบาลมากกว่าการรักษากฏเหล็กที่ตนเองได้ตั้งขึ้น
ตุลาการภิวัฒน์ อีกหนึ่งในแรงเสริมของปีศาจทักษิณ – ภาพจาก ทีนิวส์
เมื่อเกิดการยึดทรัพย์ อดีตนายกฯทักษิณ 46,000 ล้านบาท เมื่อปี 2553 ทำให้คนเสื้อแดงรู้สึกว่าทักษิณถูกกลั่นแกล้ง ซึ่งเกิดการถกเถียงทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เกิดการชุมนุมใหญ่ของ นปช. บริเวณผ่านฟ้าและราชประสงค์เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลประชาธิปัตย์ยุบสภา ……. นำไปสู่การสลายการชุมนุมด้วยกระสุนจริงจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 100 คน ระหว่าง เมษายน – พฤษภาคม 2553 การอัดสื่อประชาสัมพันธ์ข้างเดียวโดยปิดกั้นสื่อขั้วตรงข้ามและเว็บไซต์กว่าแสนเว็บ การสร้างวาทกรรม ชายชุดดำและการเผาบ้านเผาเมือง และรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ในขณะนั้นเมื่อมีการเจรจาปรองดองกับแกนนำสัญญาว่าะยุบสภา ตุลาคม 2553 แต่ก็อยู่ในอำนาจจนมายุบสภา พฤษภาคม 2554
เมื่อเกิดเหตุการณ์ตุลาการภิวัฒน์ด้านเดียว เมื่อกกต.ยื่นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์ โดยกระบวนการยื่นคำร้องไม่เป็นไปตามข้อกฎหมายเลยกำหนด 15 วัน!!? …….. ประชาธิปัตย์กลับไปทะเลาะกับพธม. จนเสียงแตกออกจากกันอย่างชัดเจน มีการขุดคุ้ยแฉกันไปมา
เมื่อยุบสภาและจะมีการจัดเลือกตั้ง 3 กรกฏาคม 2554 พรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้นได้มีการแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อเอื้อต่อการเลือกตั้งในแบบปาร์ตี้ลิสต์ รัฐบาลใช้งบประมาณในการประชาสัมพันธ์ผลงานจำนวนมหาศาล ………. การเลือกตั้ง 3 กรกฏาคม 2554 จบด้วยชัยชนะของพรรคเพื่อไทย ของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อย่างท่วมท้น
เมื่อรัฐบาลเพื่อไทยก็ทำคะแนนเสียงตกหายทั้งกรณีแก้ปัญหาน้ำท่วม ปัญหาเศรษฐกิจ และการบริหารความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดกับคนเสื้อแดง ….. พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านกับเล่นการเมืองในรูปแบบเก่า โจมตีในประเด็นยิบย่อย และล่าสุดแสดงพฤฒิกรรมใช้ความรุนแรงระหว่างการประชุมสภาเมื่อมีการแย่งชิงเก้าอี้ประธานสภา เข้าไปบีบคอส.ส.ฝั่งรัฐบาล และขว้างปาสิ่งของ
เมื่อรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ประกาศขอมติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ …….. ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องดังกล่าวเพราะตีความว่าอาจเข้าข่ายล้มล้างระบอบการปกครอง ทั้งๆที่เคยแก้ไขเมื่อปี 2554 โดยพรรคประชาธิปัตย์ โดยศาลใช้ดิกชันนารีและรัฐธรรมนูฐ 2550 ฉบับภาษาอังกฤษเป็นมาตรฐานในการรับคำร้อง จนมีคำตัดสินในวันที่ 13 กรกฏาคม 2555 โดยหลังศาลอ่านคำวินิจฉัย โฆษกศาลแถลงว่า ข้อกฎหมายที่ศาลวินิจฉัย คือ มาตรา 68 สรุปว่าไม่ได้มีการล้มล้างการปกครองฯ แต่พอถูกนักข่าวถามว่า ศาลวินิจฉัยเรื่อง มาตรา 291 ว่าห้ามแก้ไขทั้งฉบับ หรือไม่ โฆษกกลับตอบว่า เป็นข้อเสนอแนะ เป็นความเห็น หากรัฐสภาดำเนินการต่อ ต้องรับผิดชอบเอง
แม้แต่อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ต้องมาเล่นวาทกรรม “ขี้ข้าทักษิณ” จนถูกอัดกลับ – ภาพจากเพจศาสดา
หากวิเคราะห์อย่างแท้จริงแล้วทักษิณไม่ได้แข็งแกร่งด้วยตัวของทักษิณเอง หากไม่เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ของคปค. ทักษิณในขณะนั้นอยู่ในช่วงขาลง ประชาชนเริ่มลดการสนับสนุน และเป็นการเรียนรู้กระบวนการประชาธิปไตยของประชาชนที่ต้องอาศัยการอดทนรอ แต่การรัฐประหารเป็นการตัดกระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดเพราะขาดความอดทนตามระบอบประชาธิปไตย และคิดว่ารัฐประหารจะแก้ไขสถานการณ์ทุกอย่างได้ แต่กลับเป็นจุดเริ่มของปัญหาและระเบิดเวลาทางการเมืองของประเทศไทย เมื่อพวกเขาใฝ่หาประเทศไทยที่มีความสุขดั่งเดิม แต่กลับมีส่วนผลักดัน ให้สถานการณ์เข้าไปสู่จุดเปราะบางมากยิ่งขึ้นๆ
ในตำนานปรัมปรามีปีศาจตนหนึ่งนั้นจะแปลงกายไปเรื่อยๆตามความอ่อนแอของจิตใจของเหยื่อ เมื่อจิตใจเราเข้มแข็งปีศาจนั้นก็มีอำนาจอ่อนแอลง แต่ถ้าหากเรายิ่งผิดพลาดและหวาดกลัวปีศาจที่เราสร้างในจินตนาการนั้นก็จะมีความเข้มแข็งมากขึ้น และเมื่อเราปล่อยจิตให้ว่าง ปราศจากอคติ เมื่อนั้นปีศาจตนนั้นก็จะปรากฏโฉมที่แท้จริงของมันว่าแท้จริงเป็นคนธรรมดาๆเหมือนเรา ที่มีทั้งข้อดีและข้อผิดพลาด แต่ดูเหมือนว่าองคาพยพทางสังคมมีส่วนสร้างให้ปีศาจทักษิณมีความเข้มแข็งขึ้นทุกวันๆ จากความผิดพลาดและอคติส่วนบุคคล และบางทีมันแข็งแกร่งเกินกว่าทักษิณเองจะคิดถึงเสียอีก ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาและก้าวให้พ้นเรื่องทักษิณ จงมองทักษิณให้เป็นคนไม่ใช่ปีศาจ!!
ปีศาจทักษิณ เข้มแข็งด้วยความอ่อนแอของฝ่ายตรงข้าม – ภาพจากกรุงเทพธุรกิจ
ที่มา:Siam Intelligence Unit
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
จาตุรนต์. งง-ตีความคำวินิจฉัยศาลรธน. แก้รายมาตราใช้เวลา 10 ปี !!?
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวหลังจากการวินิฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ว่า พรรคเพื่อไทยยังไม่ได้หารือกัน แต่เห็นว่าเป็นคำวินิจฉัยที่สร้างความสับสน เนื่องจากบอกว่ายกคำร้องเพราะไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง แต่ไม่สามารถแก้ทั้งฉบับได้ ให้ลงประชามติก่อน ไม่ทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจใดในการวินิจฉัย
ดังนั้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกึ่งความเห็นกึ่งคำวินิจฉัย แต่ปัญหาที่จะเกิดต่อไป คือ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงได้ และศาลรัฐธรรมนูญสร้างบรรทัดฐานว่ามีอำนาจตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภาได้ ซึ่งการวินิจฉัยว่าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ ไม่มีการระบุในรัฐธรรมนูญ คงเป็นเรื่องที่รัฐสภาและคนที่เกี่ยวข้องต้องไปพิจารณาต่อว่าจะลงมติวาระ 3 อย่างไร หรือจะต้องทำประชามติก่อน และต้องคิดว่าการลงประชามติต้องใช้กฎหมายใดรับรอง อย่างไรก็ตามการจะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรต้องมาตีความคำวินิจฉัยกันอีกครั้ง
นายจาตุรนต์ยังเห็นว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ใช้เวลา 10 ปี ก็ไม่เสร็จ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะอภิปรายทุกมาตรา ฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญแต่ละหมวดซึ่งมีหลายมาตรา จึงใช้เวลานานมาก
ที่มา:มติชนออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ดังนั้น การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นกึ่งความเห็นกึ่งคำวินิจฉัย แต่ปัญหาที่จะเกิดต่อไป คือ ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าผู้ร้องสามารถยื่นคำร้องต่อศาลโดยตรงได้ และศาลรัฐธรรมนูญสร้างบรรทัดฐานว่ามีอำนาจตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภาได้ ซึ่งการวินิจฉัยว่าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ ไม่มีการระบุในรัฐธรรมนูญ คงเป็นเรื่องที่รัฐสภาและคนที่เกี่ยวข้องต้องไปพิจารณาต่อว่าจะลงมติวาระ 3 อย่างไร หรือจะต้องทำประชามติก่อน และต้องคิดว่าการลงประชามติต้องใช้กฎหมายใดรับรอง อย่างไรก็ตามการจะปฏิบัติตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรต้องมาตีความคำวินิจฉัยกันอีกครั้ง
นายจาตุรนต์ยังเห็นว่า ถ้าแก้รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ใช้เวลา 10 ปี ก็ไม่เสร็จ เพราะพรรคประชาธิปัตย์จะอภิปรายทุกมาตรา ฉะนั้นการแก้รัฐธรรมนูญแต่ละหมวดซึ่งมีหลายมาตรา จึงใช้เวลานานมาก
ที่มา:มติชนออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วรเจตน์. ชี้ตรรกะในคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญขัดกันเอง !!?
วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ให้สัมภาษณ์วอยซ์ทีวี ชี้ตรรกะในคำวินิจฉัยขัดกันเอง ระบุเรื่องนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแต่ต้น เพราะเป็นการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา

13 ก.ค. 55 หลังจากการอ่านคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วอยซ์ทีวีได้ทำการสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ ต่อประเด็นการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
โดย อ.วรเจตน์ ชี้ว่าตรรกะในคำวินิจฉันขัดกันเอง โดยระบุว่ามีความเห็นแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแต่ต้น เพราะนี่เป็นการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
“ไม่ต้องพูดเรื่องต้องผ่านอัยการหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการใช้อำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำได้”
“เพราะไม่เช่นนั้น ต่อจากนี้ไป หากองค์กรของรัฐทำอะไรก็ตาม ก็จะมีคนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เองและไม่มีผลผูกพันองค์กรใดๆ ของรัฐ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐสภาไม่ได้ยืนยันอำนาจของตัวเองในการลงประชามติผ่านวาระสาม”
อ.วรเจตน์ ให้ความเห็นต่อไปว่า ในการวินิจฉัยว่าถ้าแก้ทั้งฉบับต้องลงประชามติก่อนนั้น ศาลพูดแต่เพียงว่า "ควรจะประชามติ" ก่อน เพราะศาลก็รู้ว่าไม่มีบทบัญญัติที่ไหนเลยที่บอกว่าถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทังฉบับนั้นต้องลงประชามติ และแม้จะมีการยกร่างฯ ใหม่ ก็ต้องลงประชามติอยู่ดี และประชาชนก็จะมีโอกาสเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญเก่า กับร่างฯ ใหม่แต่ถ้าประชามติไปถามเฉยๆ ว่าจะแก้หรือไม่นั้นไม่เกิดประโยชน์เสียงบประมาณเปล่าๆ นี่เป็นการยกขึ้นมาโดยศาลเองโดยไม่มีอำนาจ
ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องการไม่ล้มล้างการปกครองฯ นั้น อ.วรเจตน์ ระบุว่าเหมือนกับศาลรัฐธรรมนูญ จะบอกว่าถ้าแก้ทั้งฉบับทำไม่ได้ ถ้าทำต้องแก้รายมาตรา ถ้าบอกว่าแก้ทั้งฉบับทำไม่ได้ แต่ศาลก็ไม่ได้บอกว่า แก้ทั้งฉบับเป็นการล้มล้างการปกครองหรือเปล่า ตรรกะของศาลเป็นปัญหาในตัวเอง
ที่มา.ประชาไท
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
(แฟ้มภาพ: ประชาไท)
13 ก.ค. 55 หลังจากการอ่านคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วอยซ์ทีวีได้ทำการสัมภาษณ์อาจารย์วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หนึ่งในคณะนิติราษฎร์ ต่อประเด็นการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
โดย อ.วรเจตน์ ชี้ว่าตรรกะในคำวินิจฉันขัดกันเอง โดยระบุว่ามีความเห็นแต่แรกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลแต่ต้น เพราะนี่เป็นการใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
“ไม่ต้องพูดเรื่องต้องผ่านอัยการหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการใช้สิทธิเสรีภาพ แต่เป็นการใช้อำนาจการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะทำได้”
“เพราะไม่เช่นนั้น ต่อจากนี้ไป หากองค์กรของรัฐทำอะไรก็ตาม ก็จะมีคนไปยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา เป็นเรื่องที่น่าจะขัดรัฐธรรมนูญ เองและไม่มีผลผูกพันองค์กรใดๆ ของรัฐ แต่ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐสภาไม่ได้ยืนยันอำนาจของตัวเองในการลงประชามติผ่านวาระสาม”
อ.วรเจตน์ ให้ความเห็นต่อไปว่า ในการวินิจฉัยว่าถ้าแก้ทั้งฉบับต้องลงประชามติก่อนนั้น ศาลพูดแต่เพียงว่า "ควรจะประชามติ" ก่อน เพราะศาลก็รู้ว่าไม่มีบทบัญญัติที่ไหนเลยที่บอกว่าถ้าจะร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทังฉบับนั้นต้องลงประชามติ และแม้จะมีการยกร่างฯ ใหม่ ก็ต้องลงประชามติอยู่ดี และประชาชนก็จะมีโอกาสเปรียบเทียบรัฐธรรมนูญเก่า กับร่างฯ ใหม่แต่ถ้าประชามติไปถามเฉยๆ ว่าจะแก้หรือไม่นั้นไม่เกิดประโยชน์เสียงบประมาณเปล่าๆ นี่เป็นการยกขึ้นมาโดยศาลเองโดยไม่มีอำนาจ
ส่วนประเด็นสุดท้าย เรื่องการไม่ล้มล้างการปกครองฯ นั้น อ.วรเจตน์ ระบุว่าเหมือนกับศาลรัฐธรรมนูญ จะบอกว่าถ้าแก้ทั้งฉบับทำไม่ได้ ถ้าทำต้องแก้รายมาตรา ถ้าบอกว่าแก้ทั้งฉบับทำไม่ได้ แต่ศาลก็ไม่ได้บอกว่า แก้ทั้งฉบับเป็นการล้มล้างการปกครองหรือเปล่า ตรรกะของศาลเป็นปัญหาในตัวเอง
ที่มา.ประชาไท
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
รัฐอ่วม. แบกสต็อกจำนำข้าว 10ล้านตัน ล้น500โกดัง !!?
รัฐแบกสต็อกข้าวสูงสุดเป็นประวัติการณ์10ล้านตัน เม็ดเงินจำนำ 2.56 แสนล้าน ล้นโกดังเก็บ 500 แห่ง ผู้ส่งออกประเมินระบายออกยาก ส่อขายขาดทุนยับ
โครงการรับจำนำข้าวเป็นหนึ่งในโครงการประชานิยม ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือสร้างรายได้ให้กับชาวนาสูงขึ้น แต่ภาระที่เกิดจากการจำนำตามมาอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการกำหนดราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดมาก เป็นเหตุให้ข้าวทั้งหมดไปอยู่กับรัฐบาล ทำให้แบกสต็อกสูงสุดเป็นประวัติการณ์นอกจากภาระงบประมาณสูงแล้ว ยังเกิดกรณีโกดังสำหรับเก็บสต็อกข้าวไม่เพียงพอ
นายสุรชัย สุขถาวรพันธุ์ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวจ.สุพรรณบุรี ยอมรับว่า เริ่มหนักใจกับโกดังเก็บข้าวที่อาจไม่เพียงพอต่อผลผลิตของเกษตรกรที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวตันละ15,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เริ่มประสบปัญหาโกดังล้นและมีการแบ่งผลผลิตจากพื้นที่อื่นมาเก็บสต๊อกในจังหวัดสุพรรณบุรีมากขึ้น เช่น จากจ.นครปฐม จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากในพื้นที่จ.สุพรรณ ถือว่ามีคลังเก็บข้าวมากที่สุดในประเทศ
สำหรับผลผลิตนาปีที่ปิดโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณข้าวที่รัฐบาลรับจำนำมีทั้งสิ้น 3.8 ล้านตัน ขณะที่ข้าวนาปรังปี 2555 มีประมาณ 8 ล้านตันข้าวสารและจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. คาดว่าจะมีผลผลิตมาเข้าโครงการเดือนละ 1 แสนตัน คาดว่าจำนวนข้าวที่รัฐบาลรับไว้ในโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านตัน
"การเก็บสต๊อกข้าวสารหากเก็บไว้นานประมาณหนึ่งปี ก็จะส่งผลต่อคุณภาพของข้าวที่สภาพเริ่มเปลี่ยน ขณะที่ปัญหาสต๊อกไม่สามารถระบายได้ ก็ต้องหาโกดังเพิ่ม ซึ่งหากเก็บนานคุณภาพของข้าว ก็จะด้อยคุณภาพ เพียงไม่กี่เดือนคุณภาพสีก็จะเปลี่ยนเป็นสีขุ่น "
ทั้งนี้ ปัญหาที่ทำให้เกษตรกรนำข้าวโครงการปริมาณมาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ส่งผลทำให้เกษตรกรหันมาเร่งปลูกข้าวมากขึ้นโดยเฉพาะข้าวมีช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของข้าว
โรงสีรับข้าวสต็อกรัฐล้นโกดัง
นายวินิจ เลาห์ทวีรุ่งเรือง ผู้จัดการโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล กล่าวว่า ภายหลังการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลสัดส่วนของชาวนาผู้ปลูกข้าว ที่นำข้าวมาจำนำที่โรงสี มีประมาณ 70-80%ซึ่งทำให้ข้าวที่ต้องเก็บไว้มีปริมาณเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลตั้งข้อกำหนดห้ามนำข้าวไปเก็บสต๊อกในโกดังริมน้ำ เนื่องจากเกรงปัญหาน้ำท่วมและส่งผลทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งทำให้มีการขนข้าวเพื่อเก็บไว้ในคลังภาคกลาง เช่น ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรีมากขึ้น ดังนั้น เมื่อจำนวนโกดังถูกจำกัดและผลผลิตมีจำนวนมาก จะเกิดปัญหาไม่มีโกดังเก็บข้าว
"ตอนนี้เราก็อยากให้รัฐสั่งสีแปรให้เร็วขึ้น ต้องยอมรับว่าโกดังที่มีอยู่เก็บไม่ไหว เพราะข้าวเข้าสู่สต็อกรัฐทั้งหมด โกดังส่วนใหญ่ก็อยู่ริมน้ำเพื่อสะดวกในการขนส่ง รัฐบอกเก็บไม่ได้ ก็ต้องไปเก็บโกดังริมภูเขาน้ำท่วมไม่ถึง ตอนนี้โกดังที่มีอยู่ขนาดจ.สุพรรณบุรีมากสุดก็แทบเต็มแล้ว ยังมีข้าวนาปรังที่เหลืออีก จะปิดโครงการก็กลางเดือนก.ย. ไม่ใช่เรื่องง่ายจะสร้างโกดังใหม่ ก็ต้องใช้เวลา 7-8 เดือน และเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละแห่ง"นายวินิจ ระบุ
การรับจำนำราคาข้าวส่งผลทำให้ข้าวขาวไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากทำให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกและโรงสี เพราะ ไม่สามารถส่งออกข้าวขาวได้เลย เพราะตั้งราคาไว้สูงที่ 15,000 บาทต่อตัน จึงต้องรับไว้ทั้งหมด
อ.ต.ก.ยันข้าวเต็มโกดังทุบสถิติจำนำ
นายโอวาท อภิบาลภูวนาท รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก. ) ว่า โครงการรับจำนำข้าวนาปี2554/55 และนาปรัง ที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย.นี้ อ.ต.ก.รับจำนำข้าวมาแล้ว 3.8 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวนาปี 1.8 ล้านตันข้าวเปลือกและข้าวนาปรัง 2 ล้านตันข้าวเปลือก หลังจากนี้ไปในส่วนของข้าวนาปรังคาดว่าปริมาณจะเริ่มลดลง เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวเหลือเพียงในส่วนของภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก
อย่างไรก็ตามปริมาณข้าวในโครงการรับจำนำ ตามที่อ.ต.ก. รับไว้ดังกล่าว ถือว่าเป็นปริมาณมากที่สุด เมื่อเทียบกับการรับจำนำครั้งก่อนๆหน้านี้ ที่มีข้าวในโกดังของอ.ต.ก. สูงสุดเพียง 1.7 ล้านตันเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการรับจำนำที่ไม่จำกัดปริมาณ โดยข้าวทั้งหมดถูกแปรสภาพเก็บไว้ในโกดังในพื้นที่ เช่น พิษณุโลก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี เป็นต้น
เอกชนแห่สร้างโกดังรับข้าวรัฐ
ในส่วนของโกดังเก็บข้าว เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาน้ำท่วมในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ทำให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีเงื่อนไขห้ามใช้โกดังที่มีประวัติการถูกน้ำท่วม ส่งผลให้การเลือกโกดังจัดเก็บข้าว ต้องพิถีพิถันมากขึ้น ส่วนใหญ่จึงไม่อยู่ติดกับแม่น้ำ ซึ่งจากที่รัฐบาลมีนโยบายจะรับจำนำข้าวในปี 2555/56 ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มก่อสร้างโกดังใหม่ๆกันบ้างแล้ว เพื่อปล่อยให้รัฐบาลเช่าเก็บสต็อก ดังนั้นแม้ว่ารัฐบาลยังไม่มีนโยบายระบายข้าวในสต๊อก แต่อ.ต.ก.ก็พร้อมจะดำเนินโครงการต่อไป
“ปีนี้อ.ต.ก เต็มที่แล้วในการรับข้าว ถือว่าเป็นมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเรารับปากกับรัฐบาลไปแล้ว ที่จะร่วมดำเนินโครงการ ดังนั้นเมื่อข้าวมาเท่าไร ก็ต้องหาโกดังเพื่อจัดเก็บให้ได้ทั้งหมด และตั้งแต่รับจำนำมาถึงปัจจุบันรัฐยังไม่เคยสั่งให้ระบายออกเลย“ นายโอวาท กล่าว
เผยสต็อกตกค้างปีก่อน 2 ล้านตัน
แหล่งข่าวจากกขช.เปิดเผยว่า นอกจากเงินที่ใช้สำหรับรับจำนำข้าวแล้ว รัฐบาลยังใช้งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดำเนินโครงการในลักษณะงบจ่ายขาดอีกจำนวน 25,547.6 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจ่ายขาดค่าดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายการบริหารสินเชื่อ จำนวน 14,882.4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายสำหรับอคส. อตก. สำหรับค่ารับฝาก โอเวอร์เฮดตันละ 50 บาท และค่าเก็บรักษาข้าวสารอีกจำนวน 9,958.3 ล้านบาท
ส่วนข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลที่อยู่ในคลังกลาง ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2548/2549 และนาปรัง 2549-2552 มีปริมาณรวม 2.189 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวสารในสต๊อกของอคส. จำนวน 1,446,805.63 ตัน อ.ต.ก. 742,210 ตัน จำแนกเป็นข้าวหอมมะลิ จำนวน 28,986.85 ตัน ข้าวหอมจังหวัด จำนวน 71,799 ตัน ข้าวปทุทธานี จำนวน 269,195.37 ตัน ข้าวขาว5% จำนวน 1,736,712.22 ตัน ข้าวขาว 10% จำนวน 10,007.45 ตัน ข้าวขาว 15% จำนวน 5,467.21 ตัน ข้าวขาว 25% จำนวน 24,671.44 ตัน และข้าวเหนียว 10% จำนวน 42,176.04 ตัน
สต็อกใหม่ 8ล้านตัน 2.56แสนล้าน
ส่วนผลการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาล 2554/55 มีปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 6.97 ล้านตัน เกษตรกรเข้าโครงการ 1,141,512 ราย ใช้เงินไปทั้งสิ้น 118,405 ล้านบาท ขณะที่รับจำนำนาปรังปี 2555 มีปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 9.50 ล้านตัน เกษตรกรร่วมโครงการ 876,830 ราย ใช้จ่ายเงินไปทั้งสิ้น 138,147 ล้านบาท
รวมปริมาณข้าวที่รัฐบาลจำนำ 16.47 ล้านตันหรือประมาณกว่า 8 ล้านตันข้าวสาร ใช้จ่ายเงินไปในการรับจำนำเฉพาะค่าใบประทวน 256,552 ล้านบาท โดยมีจำนวนโรงสีเข้าร่วมโครงการประมาณ 1 พันแห่ง และมีโกดังเข้าร่วมประมาณ 500 โกดัง
ขณะที่โกดังทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน มีขีดความสามารถในการเก็บสต็อกข้าวสารประมาณ 30-40 ล้านตัน แต่โกดังเอกชนบางส่วนถูกใช้สำหรับเก็บสินค้าอื่นด้วย กรณีที่รัฐตั้งเงื่อนไขห้ามเก็บในโกดังริมน้ำ จะเกิดปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บสต็อกข้าวได้ หากไม่มีการระบายข้าวออกจากสต็อกของรัฐบาลเลย
ชี้อินเดีย-เวียดนามกดราคาขาย
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปริมาณข้าวสต๊อกของรัฐขณะนี้ถือว่าทำสถิติสูงสุด โดยประเมินว่ารัฐเก็บข้าวไว้ในสต๊อกประมาณ 10 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากโครงการรับจำนำทั้ง 2 โครงการและข้าวจากสต๊อกเก่ามีอยู่ 2 ล้านตัน
สำหรับการระบายข้าวในช่วงนี้ ถือว่ามีความยากลำบากมาก เพราะตลาดมีการแข่งขันราคาระหว่างเวียดนามและอินเดีย แม้จะเป็นระบบขายแบบรัฐต่อรัฐแต่ในความเป็นจริงราคาข้าวขาวคู่แข่งเฉลี่ยตันละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ข้าวไทยคำนวนจากราคารับจำนำจะเฉลี่ยที่ตันละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทางออกเดียวคือต้องขายขาดทุนตามกลไกตลาด
ผลผลิตอินเดียมีสต๊อกข้าวถึง 30 ล้านตันเพียงพอที่อินเดียจะเดินหน้าส่งออกข้าวในปีนี้ เช่นเดียวกับเวียดนามที่กำลังลดราคาข้าวให้ต่ำลง เพื่อตัดราคาข้าวกับอินเดีย เนื่องจากในเดือนหน้าจะมีผลผลิตข้าวปริมาณ 4 ล้านตันออกสู่ตลาด ซึ่งเวียดนามไม่มีพื้นที่เก็บข้าว จึงต้องเร่งระบายออกทันที
“เวียดนามก็อยากจะรีบขายโดยเร็วแต่ก็ไม่สะดวกนักเพราะมีอินเดียขวางอยู่ โดยราคาข้าวขาว 5%เปรียบเทียบอินเดียอยู่ที่ตันละ 410-415 ดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามจึงตัดราคาลงมาอยู่ที่ตันละ 405 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยยืนอยู่ที่ตันละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ส่งออกไม่สามารถขายได้เพราะราคาต่างกันถึงตันละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ”นายชูเกียรติกล่าว
เชื่อรัฐขาดทุนมหาศาลขายข้าว
ทิศทางราคาขณะนี้มีแนวโน้มลดลง ชี้ให้เห็นข้าวยังไม่หมดไปจากตลาด ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเป็นจังหวะเหมาะที่ไทยจะเริ่มขายข้าว และมีปัจจัยภายในจากปริมาณสต๊อกของรัฐบาล เพราะผู้ค้าต่างประเทศจะไม่ยอมซื้อข้าวในราคาแพงทั้งที่ไทยถือสต๊อกมหาศาลไว้ เนื่องจากมั่นใจว่าไม่นานรัฐบาลไทยจะต้องระบายสต๊อกอย่างแน่นอน
“จากนโยบายรับจำนำนี้ทำให้ผู้ส่งออกขายข้าวไม่ได้ เป็นผลพวงจากนโยบายที่มีส่วนทำให้ปริมาณส่งออกข้าวลดลงมากกว่าครึ่ง และทุกคนก็รู้รัฐมีสต็อกมากก็ไม่ซื้อ แต่ในที่สุดก็ต้องระบายซึ่งจะต้องขาดทุนจำนวนมหาศาล เพราะจะขายราคารับจำนำก็แข่งไม่ได้ จะขายราคาตลาดก็ขาดทุน จะเก็บสต็อกต่อก็ไม่มีที่เก็บ "นายชูเกียรติ กล่าว
"บุญทรง"มั่นใจ"เอาอยู่"สต็อกข้าว
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สต๊อกข้าวขณะนี้มีไม่น้อยกว่า 8 ล้านตัน ตามที่ได้รับจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 และข้าวเปลือกนาปรัง 2555 รวมข้าวเปลือก 15 ล้านตันหรือประมาณ 8 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งความสามารถจัดเก็บของรัฐบาลยังมีอีกมากไม่จำเป็นต้องเร่งระบาย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การขายข้าวผ่านรัฐต่อรัฐ กำลังมีการเจรจาอยู่และบางส่วนได้ข้อสรุปแล้วรอส่งมอบ รวมประมาณ 2 ล้านตัน และกันไว้เป็นเซฟตี้สต๊อกอีก 1 ล้านตัน ซึ่งแนวทางบริหารจัดการสต๊อกของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและไม่มีแรงกดดัน อันเกิดจากปริมาณจัดเก็บที่จะทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายข้าว แต่รัฐบาลจะพิจารณาระบายในสัดส่วนที่เหมาะสมและยืนยันว่าจะได้ราคาไม่ขาดทุนจากที่รับซื้อเข้ามา
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
โครงการรับจำนำข้าวเป็นหนึ่งในโครงการประชานิยม ที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือสร้างรายได้ให้กับชาวนาสูงขึ้น แต่ภาระที่เกิดจากการจำนำตามมาอย่างมากเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะการกำหนดราคาจำนำสูงกว่าราคาตลาดมาก เป็นเหตุให้ข้าวทั้งหมดไปอยู่กับรัฐบาล ทำให้แบกสต็อกสูงสุดเป็นประวัติการณ์นอกจากภาระงบประมาณสูงแล้ว ยังเกิดกรณีโกดังสำหรับเก็บสต็อกข้าวไม่เพียงพอ
นายสุรชัย สุขถาวรพันธุ์ เลขาธิการสมาคมโรงสีข้าวจ.สุพรรณบุรี ยอมรับว่า เริ่มหนักใจกับโกดังเก็บข้าวที่อาจไม่เพียงพอต่อผลผลิตของเกษตรกรที่นำข้าวมาเข้าโครงการรับจำนำข้าวตันละ15,000 บาทของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้เริ่มประสบปัญหาโกดังล้นและมีการแบ่งผลผลิตจากพื้นที่อื่นมาเก็บสต๊อกในจังหวัดสุพรรณบุรีมากขึ้น เช่น จากจ.นครปฐม จ.พระนครศรีอยุธยา เนื่องจากในพื้นที่จ.สุพรรณ ถือว่ามีคลังเก็บข้าวมากที่สุดในประเทศ
สำหรับผลผลิตนาปีที่ปิดโครงการจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555เมื่อเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณข้าวที่รัฐบาลรับจำนำมีทั้งสิ้น 3.8 ล้านตัน ขณะที่ข้าวนาปรังปี 2555 มีประมาณ 8 ล้านตันข้าวสารและจะสิ้นสุดโครงการในวันที่ 15 ก.ย. คาดว่าจะมีผลผลิตมาเข้าโครงการเดือนละ 1 แสนตัน คาดว่าจำนวนข้าวที่รัฐบาลรับไว้ในโครงการจะอยู่ที่ประมาณ 10 ล้านตัน
"การเก็บสต๊อกข้าวสารหากเก็บไว้นานประมาณหนึ่งปี ก็จะส่งผลต่อคุณภาพของข้าวที่สภาพเริ่มเปลี่ยน ขณะที่ปัญหาสต๊อกไม่สามารถระบายได้ ก็ต้องหาโกดังเพิ่ม ซึ่งหากเก็บนานคุณภาพของข้าว ก็จะด้อยคุณภาพ เพียงไม่กี่เดือนคุณภาพสีก็จะเปลี่ยนเป็นสีขุ่น "
ทั้งนี้ ปัญหาที่ทำให้เกษตรกรนำข้าวโครงการปริมาณมาก ส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐรับจำนำข้าวทุกเมล็ด ส่งผลทำให้เกษตรกรหันมาเร่งปลูกข้าวมากขึ้นโดยเฉพาะข้าวมีช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวสั้นประมาณ 3 เดือน ซึ่งจะส่งผลต่อคุณภาพของข้าว
โรงสีรับข้าวสต็อกรัฐล้นโกดัง
นายวินิจ เลาห์ทวีรุ่งเรือง ผู้จัดการโรงสีข้าวที่เข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล กล่าวว่า ภายหลังการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวของรัฐบาลสัดส่วนของชาวนาผู้ปลูกข้าว ที่นำข้าวมาจำนำที่โรงสี มีประมาณ 70-80%ซึ่งทำให้ข้าวที่ต้องเก็บไว้มีปริมาณเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลตั้งข้อกำหนดห้ามนำข้าวไปเก็บสต๊อกในโกดังริมน้ำ เนื่องจากเกรงปัญหาน้ำท่วมและส่งผลทำให้ผลผลิตเสียหาย ซึ่งทำให้มีการขนข้าวเพื่อเก็บไว้ในคลังภาคกลาง เช่น ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ลพบุรีมากขึ้น ดังนั้น เมื่อจำนวนโกดังถูกจำกัดและผลผลิตมีจำนวนมาก จะเกิดปัญหาไม่มีโกดังเก็บข้าว
"ตอนนี้เราก็อยากให้รัฐสั่งสีแปรให้เร็วขึ้น ต้องยอมรับว่าโกดังที่มีอยู่เก็บไม่ไหว เพราะข้าวเข้าสู่สต็อกรัฐทั้งหมด โกดังส่วนใหญ่ก็อยู่ริมน้ำเพื่อสะดวกในการขนส่ง รัฐบอกเก็บไม่ได้ ก็ต้องไปเก็บโกดังริมภูเขาน้ำท่วมไม่ถึง ตอนนี้โกดังที่มีอยู่ขนาดจ.สุพรรณบุรีมากสุดก็แทบเต็มแล้ว ยังมีข้าวนาปรังที่เหลืออีก จะปิดโครงการก็กลางเดือนก.ย. ไม่ใช่เรื่องง่ายจะสร้างโกดังใหม่ ก็ต้องใช้เวลา 7-8 เดือน และเงินลงทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาทในแต่ละแห่ง"นายวินิจ ระบุ
การรับจำนำราคาข้าวส่งผลทำให้ข้าวขาวไม่สามารถส่งออกได้ เนื่องจากทำให้ราคาข้าวในตลาดสูงขึ้น ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้ส่งออกและโรงสี เพราะ ไม่สามารถส่งออกข้าวขาวได้เลย เพราะตั้งราคาไว้สูงที่ 15,000 บาทต่อตัน จึงต้องรับไว้ทั้งหมด
อ.ต.ก.ยันข้าวเต็มโกดังทุบสถิติจำนำ
นายโอวาท อภิบาลภูวนาท รองผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก. ) ว่า โครงการรับจำนำข้าวนาปี2554/55 และนาปรัง ที่กำลังจะสิ้นสุดในวันที่ 15 ก.ย.นี้ อ.ต.ก.รับจำนำข้าวมาแล้ว 3.8 ล้านตันข้าวเปลือก แยกเป็นข้าวนาปี 1.8 ล้านตันข้าวเปลือกและข้าวนาปรัง 2 ล้านตันข้าวเปลือก หลังจากนี้ไปในส่วนของข้าวนาปรังคาดว่าปริมาณจะเริ่มลดลง เนื่องจากพื้นที่ปลูกข้าวเหลือเพียงในส่วนของภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณน้อยมาก
อย่างไรก็ตามปริมาณข้าวในโครงการรับจำนำ ตามที่อ.ต.ก. รับไว้ดังกล่าว ถือว่าเป็นปริมาณมากที่สุด เมื่อเทียบกับการรับจำนำครั้งก่อนๆหน้านี้ ที่มีข้าวในโกดังของอ.ต.ก. สูงสุดเพียง 1.7 ล้านตันเท่านั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการรับจำนำที่ไม่จำกัดปริมาณ โดยข้าวทั้งหมดถูกแปรสภาพเก็บไว้ในโกดังในพื้นที่ เช่น พิษณุโลก นครสวรรค์ สุพรรณบุรี เป็นต้น
เอกชนแห่สร้างโกดังรับข้าวรัฐ
ในส่วนของโกดังเก็บข้าว เนื่องจากในปีที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาน้ำท่วมในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง ทำให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีเงื่อนไขห้ามใช้โกดังที่มีประวัติการถูกน้ำท่วม ส่งผลให้การเลือกโกดังจัดเก็บข้าว ต้องพิถีพิถันมากขึ้น ส่วนใหญ่จึงไม่อยู่ติดกับแม่น้ำ ซึ่งจากที่รัฐบาลมีนโยบายจะรับจำนำข้าวในปี 2555/56 ที่จะออกสู่ตลาดในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มก่อสร้างโกดังใหม่ๆกันบ้างแล้ว เพื่อปล่อยให้รัฐบาลเช่าเก็บสต็อก ดังนั้นแม้ว่ารัฐบาลยังไม่มีนโยบายระบายข้าวในสต๊อก แต่อ.ต.ก.ก็พร้อมจะดำเนินโครงการต่อไป
“ปีนี้อ.ต.ก เต็มที่แล้วในการรับข้าว ถือว่าเป็นมากเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเราไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะเรารับปากกับรัฐบาลไปแล้ว ที่จะร่วมดำเนินโครงการ ดังนั้นเมื่อข้าวมาเท่าไร ก็ต้องหาโกดังเพื่อจัดเก็บให้ได้ทั้งหมด และตั้งแต่รับจำนำมาถึงปัจจุบันรัฐยังไม่เคยสั่งให้ระบายออกเลย“ นายโอวาท กล่าว
เผยสต็อกตกค้างปีก่อน 2 ล้านตัน
แหล่งข่าวจากกขช.เปิดเผยว่า นอกจากเงินที่ใช้สำหรับรับจำนำข้าวแล้ว รัฐบาลยังใช้งบประมาณสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆในการดำเนินโครงการในลักษณะงบจ่ายขาดอีกจำนวน 25,547.6 ล้านบาท แบ่งเป็นงบจ่ายขาดค่าดอกเบี้ย ค่าใช้จ่ายการบริหารสินเชื่อ จำนวน 14,882.4 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายสำหรับอคส. อตก. สำหรับค่ารับฝาก โอเวอร์เฮดตันละ 50 บาท และค่าเก็บรักษาข้าวสารอีกจำนวน 9,958.3 ล้านบาท
ส่วนข้าวสารในสต๊อกของรัฐบาลที่อยู่ในคลังกลาง ตามโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2548/2549 และนาปรัง 2549-2552 มีปริมาณรวม 2.189 ล้านตัน แบ่งเป็นข้าวสารในสต๊อกของอคส. จำนวน 1,446,805.63 ตัน อ.ต.ก. 742,210 ตัน จำแนกเป็นข้าวหอมมะลิ จำนวน 28,986.85 ตัน ข้าวหอมจังหวัด จำนวน 71,799 ตัน ข้าวปทุทธานี จำนวน 269,195.37 ตัน ข้าวขาว5% จำนวน 1,736,712.22 ตัน ข้าวขาว 10% จำนวน 10,007.45 ตัน ข้าวขาว 15% จำนวน 5,467.21 ตัน ข้าวขาว 25% จำนวน 24,671.44 ตัน และข้าวเหนียว 10% จำนวน 42,176.04 ตัน
สต็อกใหม่ 8ล้านตัน 2.56แสนล้าน
ส่วนผลการรับจำนำข้าวนาปีฤดูกาล 2554/55 มีปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 6.97 ล้านตัน เกษตรกรเข้าโครงการ 1,141,512 ราย ใช้เงินไปทั้งสิ้น 118,405 ล้านบาท ขณะที่รับจำนำนาปรังปี 2555 มีปริมาณข้าวเปลือกทั้งสิ้น 9.50 ล้านตัน เกษตรกรร่วมโครงการ 876,830 ราย ใช้จ่ายเงินไปทั้งสิ้น 138,147 ล้านบาท
รวมปริมาณข้าวที่รัฐบาลจำนำ 16.47 ล้านตันหรือประมาณกว่า 8 ล้านตันข้าวสาร ใช้จ่ายเงินไปในการรับจำนำเฉพาะค่าใบประทวน 256,552 ล้านบาท โดยมีจำนวนโรงสีเข้าร่วมโครงการประมาณ 1 พันแห่ง และมีโกดังเข้าร่วมประมาณ 500 โกดัง
ขณะที่โกดังทั่วประเทศทั้งของรัฐและเอกชน มีขีดความสามารถในการเก็บสต็อกข้าวสารประมาณ 30-40 ล้านตัน แต่โกดังเอกชนบางส่วนถูกใช้สำหรับเก็บสินค้าอื่นด้วย กรณีที่รัฐตั้งเงื่อนไขห้ามเก็บในโกดังริมน้ำ จะเกิดปัญหาไม่มีพื้นที่เก็บสต็อกข้าวได้ หากไม่มีการระบายข้าวออกจากสต็อกของรัฐบาลเลย
ชี้อินเดีย-เวียดนามกดราคาขาย
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ปริมาณข้าวสต๊อกของรัฐขณะนี้ถือว่าทำสถิติสูงสุด โดยประเมินว่ารัฐเก็บข้าวไว้ในสต๊อกประมาณ 10 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งเป็นข้าวที่มาจากโครงการรับจำนำทั้ง 2 โครงการและข้าวจากสต๊อกเก่ามีอยู่ 2 ล้านตัน
สำหรับการระบายข้าวในช่วงนี้ ถือว่ามีความยากลำบากมาก เพราะตลาดมีการแข่งขันราคาระหว่างเวียดนามและอินเดีย แม้จะเป็นระบบขายแบบรัฐต่อรัฐแต่ในความเป็นจริงราคาข้าวขาวคู่แข่งเฉลี่ยตันละ 450 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ข้าวไทยคำนวนจากราคารับจำนำจะเฉลี่ยที่ตันละ 800 ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ทางออกเดียวคือต้องขายขาดทุนตามกลไกตลาด
ผลผลิตอินเดียมีสต๊อกข้าวถึง 30 ล้านตันเพียงพอที่อินเดียจะเดินหน้าส่งออกข้าวในปีนี้ เช่นเดียวกับเวียดนามที่กำลังลดราคาข้าวให้ต่ำลง เพื่อตัดราคาข้าวกับอินเดีย เนื่องจากในเดือนหน้าจะมีผลผลิตข้าวปริมาณ 4 ล้านตันออกสู่ตลาด ซึ่งเวียดนามไม่มีพื้นที่เก็บข้าว จึงต้องเร่งระบายออกทันที
“เวียดนามก็อยากจะรีบขายโดยเร็วแต่ก็ไม่สะดวกนักเพราะมีอินเดียขวางอยู่ โดยราคาข้าวขาว 5%เปรียบเทียบอินเดียอยู่ที่ตันละ 410-415 ดอลลาร์สหรัฐ เวียดนามจึงตัดราคาลงมาอยู่ที่ตันละ 405 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ไทยยืนอยู่ที่ตันละ 600 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ส่งออกไม่สามารถขายได้เพราะราคาต่างกันถึงตันละ 200 ดอลลาร์สหรัฐ”นายชูเกียรติกล่าว
เชื่อรัฐขาดทุนมหาศาลขายข้าว
ทิศทางราคาขณะนี้มีแนวโน้มลดลง ชี้ให้เห็นข้าวยังไม่หมดไปจากตลาด ตามที่รัฐบาลกล่าวอ้างว่าเป็นจังหวะเหมาะที่ไทยจะเริ่มขายข้าว และมีปัจจัยภายในจากปริมาณสต๊อกของรัฐบาล เพราะผู้ค้าต่างประเทศจะไม่ยอมซื้อข้าวในราคาแพงทั้งที่ไทยถือสต๊อกมหาศาลไว้ เนื่องจากมั่นใจว่าไม่นานรัฐบาลไทยจะต้องระบายสต๊อกอย่างแน่นอน
“จากนโยบายรับจำนำนี้ทำให้ผู้ส่งออกขายข้าวไม่ได้ เป็นผลพวงจากนโยบายที่มีส่วนทำให้ปริมาณส่งออกข้าวลดลงมากกว่าครึ่ง และทุกคนก็รู้รัฐมีสต็อกมากก็ไม่ซื้อ แต่ในที่สุดก็ต้องระบายซึ่งจะต้องขาดทุนจำนวนมหาศาล เพราะจะขายราคารับจำนำก็แข่งไม่ได้ จะขายราคาตลาดก็ขาดทุน จะเก็บสต็อกต่อก็ไม่มีที่เก็บ "นายชูเกียรติ กล่าว
"บุญทรง"มั่นใจ"เอาอยู่"สต็อกข้าว
นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สต๊อกข้าวขณะนี้มีไม่น้อยกว่า 8 ล้านตัน ตามที่ได้รับจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/55 และข้าวเปลือกนาปรัง 2555 รวมข้าวเปลือก 15 ล้านตันหรือประมาณ 8 ล้านตันข้าวสาร ซึ่งความสามารถจัดเก็บของรัฐบาลยังมีอีกมากไม่จำเป็นต้องเร่งระบาย
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การขายข้าวผ่านรัฐต่อรัฐ กำลังมีการเจรจาอยู่และบางส่วนได้ข้อสรุปแล้วรอส่งมอบ รวมประมาณ 2 ล้านตัน และกันไว้เป็นเซฟตี้สต๊อกอีก 1 ล้านตัน ซึ่งแนวทางบริหารจัดการสต๊อกของรัฐบาลมีประสิทธิภาพและไม่มีแรงกดดัน อันเกิดจากปริมาณจัดเก็บที่จะทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายข้าว แต่รัฐบาลจะพิจารณาระบายในสัดส่วนที่เหมาะสมและยืนยันว่าจะได้ราคาไม่ขาดทุนจากที่รับซื้อเข้ามา
ที่มา:กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
3กลุ่ม ลงขัน 6พันล้าน วางหมาก2ชั้นล้ม รบ.ยิ่งลักษณ์.
ส.ส.เพื่อไทยอ้างมีข่าว 2 กลุ่มการเมืองกับ 1 กลุ่มธุรกิจน้ำเมา จับมือลงขัน 6,000 ล้านบาท เพื่อล้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์” โดยวางหมากไว้ 2 ชั้นคือ ใช้อำนาจศาลยุบพรรค กับสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายเพื่อให้ทหารเข้ามารักษาความสงบ ให้จับตาวันที่ 13 ก.ค. ผู้สนับสนุนให้เอาผิดแก้ไขรัฐธรรมนูญจะมารวมตัวกันมากเป็นพิเศษ ด้านผู้ร้องและถูกร้องตามมาตรา 68 ยื่นคำแถลงปิดคดีแล้ว กลุ่ม 416 ส.ส.-ส.ว. ที่ถูกยื่นถอดถอนนอกรอบขอขยายเวลาชี้แจงอีก 30 วัน “จำลอง” ยื่นศาลเลื่อนอ่านคำตัดสินคดีล้มล้างการปกครองออกไปก่อน เพราะคำร้องไม่ได้ระบุคนทำผิด ให้รอตัดสินพร้อมคดีถอดถอน ส.ส.-ส.ว. ด้านหน่วยข่าวยังไม่พบการเคลื่อนไหวก่อเหตุรุนแรง
การเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความคึกคัก เมื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้องกรณีให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ต่างไปยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลอย่างพร้อมเพรียง
พรรคเพื่อไทยยื่นแถลงปิดคดีมีเนื้อหาสาระยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับเรื่องพิจารณาโดยตรง หากชี้ว่าไม่สามารถมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญได้ เป็นการตัดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชน กฎหมายไม่ได้ห้ามตั้ง ส.ส.ร.
พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำแถลงสรุปคดีได้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาล การแก้มาตรา 291 เป็นการเปิดทางให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การแก้ไขเป็นการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และความผิดนี้นำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้
“จำลอง” จี้เลื่อนตัดสินคดี
ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ไปยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการตัดสินคดีล้มล้างการปกครองออกไปก่อน เพราะอยากให้รอการไต่สวนถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะ 5 คำร้องเรื่องล้มล้างการปกครองไม่ได้ระบุความผิดรายบุคคล ต่างจากคำร้องของพันธมิตรฯ
“อยากให้ศาลชะลอการตัดสินคดีล้มล้างการปกครองออกไปก่อน ไต่สวนเรื่องถอดถอนให้จบแล้วตัดสินพร้อมกัน แต่หากศาลไม่ชะลอก็จะไม่เคลื่อนไหวกดดัน”
“เหวง” คิดเอาคืน “จำลอง”
นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่ถูกยื่นถอดถอนเนื่องจากสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ยื่นเรื่องคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 หรือไม่
ด้านการประชุมนอกรอบของกลุ่ม ส.ส. และ ส.ว. ที่ถูกยื่นถอดถอนที่รัฐสภา ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าให้ขอขยายเวลาส่งคำชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากมี ส.ส. และ ส.ว. หลายคนติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ทำคำชี้แจงไม่ทัน ส่วนประเด็นเอาผิดกับ พล.ต.จำลอง ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป
“มาร์ค” ให้ “ปู” ปรามเสื้อแดง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตำหนิแกนนำคนเสื้อแดงหลายคนที่ออกมาข่มขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงหากศาลตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความผิด แต่เชื่อว่าตุลาการจะไม่หวั่นไหว หากคุกคามศาลได้แสดงว่าไม่เหลือกติกาแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องดูแลให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และควรปรามผู้สนับสนุนให้หยุดปลุกระดมด้วย เพราะจะกลายเป็นว่ารัฐบาลสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาเอง
การข่าวไม่พบความรุนแรง
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมหน่วยงานด้านการข่าวว่า ที่ประชุมประเมินสถานการณ์ว่าหากผลการตัดสินของศาลออกมาเป็นลบจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ ขณะนี้มีการเตรียมกำลังไว้แล้วแต่ไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ เพราะยังไม่มีรายงานสร้างความรุนแรง แต่จะไม่ประมาท
สภาทนายขู่เอาผิดกดดันศาล
นายเจษฎา อนุจารี อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงาน สภาทนายความ แถลงว่า ผู้ที่ออกมาข่มขู่กดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัดสินไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด อาจเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และอาจเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 และมาตรา 198 จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำดังกล่าว
“อุกฤษ” ชี้ต้องตัดสินให้สงบ
นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ระบุว่า คำตัดสินออกไปเป็น 3 แนวทางคือ 1.ศาลพิจารณาโดยปราศจากทิฐิและรอบคอบแล้ว อาจเห็นว่าคำร้องไม่เข้าข่ายมาตรา 68 หรือแม้จะเข้าข่ายก็ให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน 2.ให้ดำเนินการได้แต่ต้องแก้ไขเป็นรายมาตรา ไม่แก้ทั้งฉบับ ถ้าวินิจฉัยแนวทางนี้ถือเป็นทางสายกลางที่ดีที่สุด จะทำให้บ้านเมืองสงบไปได้ระยะหนึ่ง และ 3.เป็นแนวทางสุดโต่ง คือเป็นการกระทำมิชอบที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
“คนมีหน้าที่ตัดสินต้องยุติธรรม ถ้าไม่ยุติธรรมความสงบไม่เกิด การใช้กฎหมายต้องมุ่งให้เกิดความสงบเรียบร้อย วันที่ 13 ก.ค. จะเป็นประวัติศาสตร์ว่าท่านเรียนกฎหมายมาจากสำนักไหน เคยทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังมีคำตัดสินจะไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดอย่างที่กังวลกัน”
ปูด 3 ลงขันล้มรัฐบาล “ปู”
นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ออกมาระบุว่า ขณะนี้มีขบวนการล้มล้างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดขึ้น โดยมีการลงขันกันหลายกลุ่มหาทุนได้มากถึง 6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการในส่วนต่างๆ
“ที่ตรวจสอบตอนนี้มี 3 กลุ่มที่ร่วมลงขันกันคือ กลุ่มนักการเมืองปักษ์ใต้ชื่อขึ้นหน้าด้วย ส. นักการเมืองใหญ่ภาคอีสานชื่อขึ้นต้น น. และกลุ่มนักธุรกิจน้ำเมา เท่าที่ทราบตอนนี้มีการเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญคดีล้มล้างการปกครองที่จะออกมาในวันที่ 13 ก.ค. นี้ ที่จะมีการระดมคนมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะปะทะด้วยความรุนแรงกับผู้ที่มาคัดค้านศาล โดยจ้างมาหัวละ 1,000 บาท เมื่อเปิดความวุ่นวายก็เข้าล็อกให้ทหารออกมายึดอำนาจ”
นายวรชัยกล่าวอีกว่า แผนการล้มรัฐบาลมี 2 เด้งคือ 1.ใช้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และ 2.ถ้าทำไม่สำเร็จก็จะใช้กำลังทหารเข้ามาปฏิวัติโดยการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง จึงอยากฝากถึงแนวร่วมเสื้อแดงทั้งหลายว่าอย่าไปหลงกลเดินเข้าแผนเขา ขอให้เตรียมความพร้อมในที่ตั้ง รอฟังสัญญาณจากแกนนำที่จะประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งหลังทราบคำตัดสินแล้ว
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
การเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความคึกคัก เมื่อผู้ร้องและผู้ถูกร้องกรณีให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ต่างไปยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลอย่างพร้อมเพรียง
พรรคเพื่อไทยยื่นแถลงปิดคดีมีเนื้อหาสาระยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับเรื่องพิจารณาโดยตรง หากชี้ว่าไม่สามารถมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญได้ เป็นการตัดโอกาสการมีส่วนร่วมของประชาชน กฎหมายไม่ได้ห้ามตั้ง ส.ส.ร.
พรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำแถลงสรุปคดีได้ว่า ผู้ร้องมีสิทธิยื่นเรื่องโดยตรงต่อศาล การแก้มาตรา 291 เป็นการเปิดทางให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ การแก้ไขเป็นการใช้สิทธิเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และความผิดนี้นำไปสู่การยุบพรรคการเมืองได้
“จำลอง” จี้เลื่อนตัดสินคดี
ด้าน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกพันธมิตรฯ ไปยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญเลื่อนการตัดสินคดีล้มล้างการปกครองออกไปก่อน เพราะอยากให้รอการไต่สวนถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่ร่วมกันแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นก่อน เพราะ 5 คำร้องเรื่องล้มล้างการปกครองไม่ได้ระบุความผิดรายบุคคล ต่างจากคำร้องของพันธมิตรฯ
“อยากให้ศาลชะลอการตัดสินคดีล้มล้างการปกครองออกไปก่อน ไต่สวนเรื่องถอดถอนให้จบแล้วตัดสินพร้อมกัน แต่หากศาลไม่ชะลอก็จะไม่เคลื่อนไหวกดดัน”
“เหวง” คิดเอาคืน “จำลอง”
นพ.เหวง โตจิราการ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง กล่าวว่า ส.ส. และ ส.ว. 416 คน ที่ถูกยื่นถอดถอนเนื่องจากสนับสนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ยื่นเรื่องคือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 หรือไม่
ด้านการประชุมนอกรอบของกลุ่ม ส.ส. และ ส.ว. ที่ถูกยื่นถอดถอนที่รัฐสภา ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าให้ขอขยายเวลาส่งคำชี้แจงกับศาลรัฐธรรมนูญออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากมี ส.ส. และ ส.ว. หลายคนติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ ทำคำชี้แจงไม่ทัน ส่วนประเด็นเอาผิดกับ พล.ต.จำลอง ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อสรุป
“มาร์ค” ให้ “ปู” ปรามเสื้อแดง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตำหนิแกนนำคนเสื้อแดงหลายคนที่ออกมาข่มขู่ว่าจะเกิดความรุนแรงหากศาลตัดสินว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความผิด แต่เชื่อว่าตุลาการจะไม่หวั่นไหว หากคุกคามศาลได้แสดงว่าไม่เหลือกติกาแล้ว นายกรัฐมนตรีต้องดูแลให้ทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และควรปรามผู้สนับสนุนให้หยุดปลุกระดมด้วย เพราะจะกลายเป็นว่ารัฐบาลสร้างเงื่อนไขให้เกิดความรุนแรงขึ้นมาเอง
การข่าวไม่พบความรุนแรง
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมหน่วยงานด้านการข่าวว่า ที่ประชุมประเมินสถานการณ์ว่าหากผลการตัดสินของศาลออกมาเป็นลบจะเกิดอะไรขึ้นเพื่อเตรียมมาตรการรองรับ ขณะนี้มีการเตรียมกำลังไว้แล้วแต่ไม่ต้องใช้กฎหมายพิเศษ เพราะยังไม่มีรายงานสร้างความรุนแรง แต่จะไม่ประมาท
สภาทนายขู่เอาผิดกดดันศาล
นายเจษฎา อนุจารี อุปนายกฝ่ายนโยบายและแผนงาน สภาทนายความ แถลงว่า ผู้ที่ออกมาข่มขู่กดดันการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตัดสินไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด อาจเป็นการกระทำความผิดฐานข่มขืนใจเจ้าพนักงานให้ปฏิบัติการอันมิชอบด้วยอำนาจหน้าที่ โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย และอาจเป็นการดูหมิ่นศาลหรือผู้พิพากษา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 139 และมาตรา 198 จึงขอเตือนให้ยุติการกระทำดังกล่าว
“อุกฤษ” ชี้ต้องตัดสินให้สงบ
นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ระบุว่า คำตัดสินออกไปเป็น 3 แนวทางคือ 1.ศาลพิจารณาโดยปราศจากทิฐิและรอบคอบแล้ว อาจเห็นว่าคำร้องไม่เข้าข่ายมาตรา 68 หรือแม้จะเข้าข่ายก็ให้ยื่นผ่านอัยการสูงสุดก่อน 2.ให้ดำเนินการได้แต่ต้องแก้ไขเป็นรายมาตรา ไม่แก้ทั้งฉบับ ถ้าวินิจฉัยแนวทางนี้ถือเป็นทางสายกลางที่ดีที่สุด จะทำให้บ้านเมืองสงบไปได้ระยะหนึ่ง และ 3.เป็นแนวทางสุดโต่ง คือเป็นการกระทำมิชอบที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ
“คนมีหน้าที่ตัดสินต้องยุติธรรม ถ้าไม่ยุติธรรมความสงบไม่เกิด การใช้กฎหมายต้องมุ่งให้เกิดความสงบเรียบร้อย วันที่ 13 ก.ค. จะเป็นประวัติศาสตร์ว่าท่านเรียนกฎหมายมาจากสำนักไหน เคยทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหลังมีคำตัดสินจะไม่เกิดเหตุการณ์นองเลือดอย่างที่กังวลกัน”
ปูด 3 ลงขันล้มรัฐบาล “ปู”
นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ออกมาระบุว่า ขณะนี้มีขบวนการล้มล้างรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดขึ้น โดยมีการลงขันกันหลายกลุ่มหาทุนได้มากถึง 6,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินการในส่วนต่างๆ
“ที่ตรวจสอบตอนนี้มี 3 กลุ่มที่ร่วมลงขันกันคือ กลุ่มนักการเมืองปักษ์ใต้ชื่อขึ้นหน้าด้วย ส. นักการเมืองใหญ่ภาคอีสานชื่อขึ้นต้น น. และกลุ่มนักธุรกิจน้ำเมา เท่าที่ทราบตอนนี้มีการเคลื่อนไหวที่เชื่อมโยงกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญคดีล้มล้างการปกครองที่จะออกมาในวันที่ 13 ก.ค. นี้ ที่จะมีการระดมคนมาที่ศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมที่จะปะทะด้วยความรุนแรงกับผู้ที่มาคัดค้านศาล โดยจ้างมาหัวละ 1,000 บาท เมื่อเปิดความวุ่นวายก็เข้าล็อกให้ทหารออกมายึดอำนาจ”
นายวรชัยกล่าวอีกว่า แผนการล้มรัฐบาลมี 2 เด้งคือ 1.ใช้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค และ 2.ถ้าทำไม่สำเร็จก็จะใช้กำลังทหารเข้ามาปฏิวัติโดยการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง จึงอยากฝากถึงแนวร่วมเสื้อแดงทั้งหลายว่าอย่าไปหลงกลเดินเข้าแผนเขา ขอให้เตรียมความพร้อมในที่ตั้ง รอฟังสัญญาณจากแกนนำที่จะประเมินสถานการณ์กันอีกครั้งหลังทราบคำตัดสินแล้ว
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
สองนคราประชาธิปไตย !!?
ประเทศไทยกับพม่าเป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดเคยรักกัน...รบกันมานานหลายร้อยปีและยังจะต้องอยู่เป็นเพื่อนบ้านกันอีกชั่วกัปชั่วกัลป์
ว่าไปแล้วเรากับพม่ามีส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่าง ในอดีตโบราณกาลสมัยดูไม่ออกว่าเราเจริญรุ่งเรืองกว่าพม่า หรือพม่าเจริญรุ่งเรืองกว่าเรา
แต่ที่แน่ๆ นั้น ส่วนใหญ่เราจะรบแพ้พม่า แต่ะม่ารบแพ้พวกล่าอาณานิคม จึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
ผิดกับของเราที่แม้จะไม่มีใครเข้ามายึดครอง แต่เราก็ต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางศาลและเสียดินแดนไปครึ่งประเทศ
ปัญหาของพม่าเป็นเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ คือ ปัญหาการเมืองการปกครองเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องสูญเสียเอกราช เป็นอาณานิคมของชาติอื่น
และปัญหาการเมืองการปกครองอีกนั่นแหละที่ทำให้พม่าล้าหลังประเทศเราไปหลายสิบปี
เพราะภายหลังจากที่ได้รับเอกราชแล้ว พม่าก็มีการปกครองแบบเผด็จการทหารมาเกือบ 50 ปี ผิดกับของเรา ที่แม้จะลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ยังมีเวลาอ้าปากให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงบ้างเป็นบางเวลา
มาถึงวันนี้ เรากับพม่ากำลังมีปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีก นั่นคือ คนไทยกับคนพม่าต่างรู้สึกรำคาญกฎหมายสูงสุดที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ด้วยอารมย์อันเดียวกัน
โดยฝ่ายพม่านั้น เผด็จการทหารพม่าได้เขียนรัฐธรรมนูญให้อำนาจตัวเองไว้ก่อนที่จะถอนตัวออกไปอยู่หลังฉาก
เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้เลย...น่าจะเรียกว่า “ทหารธิปไตย” จึงจะถูกต้อง
พอๆ กับของเราก็เขียนยอกย้อนซ่อนเงื่อนจนรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศเกือบจะไม่ได้เลย
พอคิดจะแก้ไขให้มันเป็นประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน...เป็นเจ้าของอำนาจประเทศอย่างแท้จริง ทั้งคนไทยและคนพะม่าต่างก็เผชิญปัญหายิ่งกว่า “จงอางหวงไข่” เสียอีก
โดยของไทยเรา คนที่คิดแก้อาจจะต้องรับโทษประหารชีวิต เพราะอาจมีความผิดฐานล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ทั้งๆ ที่มีเจตนาจะแก้กฎหมายเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย
ส่วนของพม่าเห็นทีจะแก้ได้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ โดยรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า...การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีคะแนนเสียงของสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
ในขณะที่รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ด้วยว่า...สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดนั้น จะต้องเป็นผู้ที่กองทัพแต่งตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
แสบยิ่งกว่าเอาซีม่าทาแผลขี้กลากเสียอีก
โดย:ศรี อินทปันตี,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
ว่าไปแล้วเรากับพม่ามีส่วนที่เหมือนและส่วนที่ต่าง ในอดีตโบราณกาลสมัยดูไม่ออกว่าเราเจริญรุ่งเรืองกว่าพม่า หรือพม่าเจริญรุ่งเรืองกว่าเรา
แต่ที่แน่ๆ นั้น ส่วนใหญ่เราจะรบแพ้พม่า แต่ะม่ารบแพ้พวกล่าอาณานิคม จึงตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
ผิดกับของเราที่แม้จะไม่มีใครเข้ามายึดครอง แต่เราก็ต้องสูญเสียอำนาจอธิปไตยทางศาลและเสียดินแดนไปครึ่งประเทศ
ปัญหาของพม่าเป็นเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ คือ ปัญหาการเมืองการปกครองเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ต้องสูญเสียเอกราช เป็นอาณานิคมของชาติอื่น
และปัญหาการเมืองการปกครองอีกนั่นแหละที่ทำให้พม่าล้าหลังประเทศเราไปหลายสิบปี
เพราะภายหลังจากที่ได้รับเอกราชแล้ว พม่าก็มีการปกครองแบบเผด็จการทหารมาเกือบ 50 ปี ผิดกับของเรา ที่แม้จะลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ยังมีเวลาอ้าปากให้ประชาชนมีสิทธิ์มีเสียงบ้างเป็นบางเวลา
มาถึงวันนี้ เรากับพม่ากำลังมีปัญหาที่คล้ายคลึงกันอีก นั่นคือ คนไทยกับคนพม่าต่างรู้สึกรำคาญกฎหมายสูงสุดที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญ” ด้วยอารมย์อันเดียวกัน
โดยฝ่ายพม่านั้น เผด็จการทหารพม่าได้เขียนรัฐธรรมนูญให้อำนาจตัวเองไว้ก่อนที่จะถอนตัวออกไปอยู่หลังฉาก
เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่อาจจะเรียกว่าเป็นประชาธิปไตยได้เลย...น่าจะเรียกว่า “ทหารธิปไตย” จึงจะถูกต้อง
พอๆ กับของเราก็เขียนยอกย้อนซ่อนเงื่อนจนรัฐบาลที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาบริหารประเทศเกือบจะไม่ได้เลย
พอคิดจะแก้ไขให้มันเป็นประชาธิปไตย คือ อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน...เป็นเจ้าของอำนาจประเทศอย่างแท้จริง ทั้งคนไทยและคนพะม่าต่างก็เผชิญปัญหายิ่งกว่า “จงอางหวงไข่” เสียอีก
โดยของไทยเรา คนที่คิดแก้อาจจะต้องรับโทษประหารชีวิต เพราะอาจมีความผิดฐานล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ทั้งๆ ที่มีเจตนาจะแก้กฎหมายเผด็จการให้เป็นประชาธิปไตย
ส่วนของพม่าเห็นทีจะแก้ได้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ โดยรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่า...การจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องมีคะแนนเสียงของสภาไม่น้อยกว่าร้อยละ 75
ในขณะที่รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้ด้วยว่า...สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดนั้น จะต้องเป็นผู้ที่กองทัพแต่งตั้งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25
แสบยิ่งกว่าเอาซีม่าทาแผลขี้กลากเสียอีก
โดย:ศรี อินทปันตี,บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
อำนาจแฝงอำนาจ !!?
อำนาจแฝงอำนาจ
“รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ากันตามบริบทอัตลักษณ์แล้ว ยังไม่ใช่ผู้นำของชาติ
ภาพเชิงซ้อน จะเห็นว่า มี “องค์กรอิสระ” ที่ยังมีอำนาจอยู่เหนือระบบ ทั้ง ตุลาการรัฐธรรมนูญ ,ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ศาลปกครอง, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการเลือกตั้ง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ยิ่งเมื่อรวมกับ “พลัง ๓ เหล่าทัพ” อำนาจกลุ่มนี้ จึงยิ่งใหญ่ดับเบิ้ล
ที่ร่วมเดินไปกับอำนาจรัฐ ก้อ, “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ของ “บิ๊กอ๊อฟ” พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์...แม้จะมีผลงานโดดเด่น “ปราบปรามยาเสพติด” ผลงานอู้ฟู่ ติดอันดับ
ฉะนั้น, ต้องสร้างอำนาจให้เห็นผล..สร้างอำนาจประชาชน..ให้มากล้นเป็น กันชนขอรับ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถอยร่น..จนตกกระดาน
ต้องยืนบนลำแข้งตัวเอง...จึงจะเสริมใยเหล็ก ให้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดความเชื่อมั่น
มีกลุ่มปรมาจารย์กูรู อยากเห็น “นายกฯยิ่งลักษณ์” อัพเกรด “รัฐบาลปู ๓”ให้แข็งแกร่งถึงเหล็กใน
หนุนให้ตั้ง “นายพลแม็คอาเธอร์” พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง, และตั้ง “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ. ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เพื่อรับมือกับฝ่าย เจาะยางเสียบตัดขา..ที่เรียงหน้ารุมกินโต๊ะ ลงแขกรัฐบาล ไม่ยั้ง
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องฮึดสู้...ประกาศิตตั้ง “ฝ่ายบู๊”...ขึ้นมาจู่โจมกับเขามั่ง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
เจาะเวลาหาอดีต
คนที่อยู่เบื้องหลัง หนุนให้ “มหาห้าขัน” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขึ้นมาใหญ่สุดฤทธิ์
เขาครือ, “พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” เพื่อนรัก จปร.๗..ที่ยามนั้นเป็นกล่องดวงใจของ “ท่านคุณป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ที่ใช้ให้ไปบัญชาการงาน ที่ “เขาศูนย์” นครศรีธรรมราช และการสร้างเขื่อน “เชี่ยวหลาน”..หากสร้างไม่สำเร็จ เขาจะขอเงินคืน..ซึ่ง “บิ๊กพัลลภ” ก็ทำงานเข้าตา อย่างเห็นผล
ครั้น “ป๋า” เรียกตัวกลับกรุงเทพฯ นั่ง ฮ.มาเจอเจอะกับพายุ จนนึกว่าเครื่องตก...เมื่อผ่านวิกฤติมาได้ ถูกคำขอจากเพื่อนรุ่น ๗ ให้ดัน “แม่ทัพหาญ”พล.อ.หาญ ลีลานนท์ เป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของ “ป๋าเปรม” เสร็จสรรพ
มีแต่ “บิ๊กพัลลภ”คนนี้...ที่ใช้กำลังภายในเต็มที่..ดัน “พล.ต.จำลอง”เพื่อนซี้ ได้ก้าวเป็น “เลขาฯนายกรัฐมนตรี” สำเร็จครับ
++++++++++++++++++++++++++++++++
ลูกผู้ชายชาติทหาร
เลือดยังเข็มข้นเต็มลูกสูบ ยกให้กับ “พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” ไปเถอะท่าน
ว่ากันว่า หลังจากการซักค้าน ของ “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม”นั้น...สร้างความเฮิร์ตฟิลลิ่งฮาร์ต ให้กับ “บิ๊กพัลลภ ปิ่นมณี” ไม่น้อย
สายในสายลึก ว่ามีการต่อสาย ไปฉะอย่างไม่เอนจอย
ถึงกับอีกฝ่าย กล่าวว่า “ผมไม่มีอะไร ผมพร้อมไปกินข้าวกับพี่เสมอ”
เหตุที่ “บิ๊กพัลลภ”ต้องออกมาชน...เพราะท่านตั้งพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้น..หากจะด่าตัวบุคคล ก็อย่าให้กระทบพรรค สิเธอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ของจริงที่ทุกคนต้องรับรู้
“ปฏิวัติ ๑๙ กันยาฯ” กล่าวขานกัน “คนบ้านเสาน้อย” เป็นตัวตั้งตัวตี..ไม่ใช่ข้อเท็จจริงดอกคุณหนู..หนู
เท่าที่รู้และทราบว่า ท่านคัดค้านเป็นชั่วโมง เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติ
คนหนุนเดินหน้าเต็มเกียร์ ก็ทายาทหัวหน้าขบวนการปลดแอก ที่หนุนสุดชีวิต
ฉะนั้น,อย่าไปเข้าใจสถานการณ์ที่ผ่านมาผิด ๆ...โอกาสการปรองดอง ของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” กับ “คนบ้านเสาน้อย” มีทางเป็นจริง.. ที่ประเทศชาติบ้านเมือง จะปลอดภัย
คนค้านการทำปฏิวัติ...ต่างร่วมกันยืนหยัด...ร่วมขจัดสิ่งร้าย ๆ ทุกอย่างย่อมจะสดใส
โดย:คอลัมน์ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
“รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่ากันตามบริบทอัตลักษณ์แล้ว ยังไม่ใช่ผู้นำของชาติ
ภาพเชิงซ้อน จะเห็นว่า มี “องค์กรอิสระ” ที่ยังมีอำนาจอยู่เหนือระบบ ทั้ง ตุลาการรัฐธรรมนูญ ,ผู้ตรวจการแผ่นดิน, ศาลปกครอง, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการเลือกตั้ง, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
ยิ่งเมื่อรวมกับ “พลัง ๓ เหล่าทัพ” อำนาจกลุ่มนี้ จึงยิ่งใหญ่ดับเบิ้ล
ที่ร่วมเดินไปกับอำนาจรัฐ ก้อ, “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ของ “บิ๊กอ๊อฟ” พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์...แม้จะมีผลงานโดดเด่น “ปราบปรามยาเสพติด” ผลงานอู้ฟู่ ติดอันดับ
ฉะนั้น, ต้องสร้างอำนาจให้เห็นผล..สร้างอำนาจประชาชน..ให้มากล้นเป็น กันชนขอรับ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถอยร่น..จนตกกระดาน
ต้องยืนบนลำแข้งตัวเอง...จึงจะเสริมใยเหล็ก ให้ คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เกิดความเชื่อมั่น
มีกลุ่มปรมาจารย์กูรู อยากเห็น “นายกฯยิ่งลักษณ์” อัพเกรด “รัฐบาลปู ๓”ให้แข็งแกร่งถึงเหล็กใน
หนุนให้ตั้ง “นายพลแม็คอาเธอร์” พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เป็นรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง, และตั้ง “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ. ดร.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
เพื่อรับมือกับฝ่าย เจาะยางเสียบตัดขา..ที่เรียงหน้ารุมกินโต๊ะ ลงแขกรัฐบาล ไม่ยั้ง
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องฮึดสู้...ประกาศิตตั้ง “ฝ่ายบู๊”...ขึ้นมาจู่โจมกับเขามั่ง
+++++++++++++++++++++++++++++++++++
เจาะเวลาหาอดีต
คนที่อยู่เบื้องหลัง หนุนให้ “มหาห้าขัน” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขึ้นมาใหญ่สุดฤทธิ์
เขาครือ, “พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” เพื่อนรัก จปร.๗..ที่ยามนั้นเป็นกล่องดวงใจของ “ท่านคุณป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
ที่ใช้ให้ไปบัญชาการงาน ที่ “เขาศูนย์” นครศรีธรรมราช และการสร้างเขื่อน “เชี่ยวหลาน”..หากสร้างไม่สำเร็จ เขาจะขอเงินคืน..ซึ่ง “บิ๊กพัลลภ” ก็ทำงานเข้าตา อย่างเห็นผล
ครั้น “ป๋า” เรียกตัวกลับกรุงเทพฯ นั่ง ฮ.มาเจอเจอะกับพายุ จนนึกว่าเครื่องตก...เมื่อผ่านวิกฤติมาได้ ถูกคำขอจากเพื่อนรุ่น ๗ ให้ดัน “แม่ทัพหาญ”พล.อ.หาญ ลีลานนท์ เป็น เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ของ “ป๋าเปรม” เสร็จสรรพ
มีแต่ “บิ๊กพัลลภ”คนนี้...ที่ใช้กำลังภายในเต็มที่..ดัน “พล.ต.จำลอง”เพื่อนซี้ ได้ก้าวเป็น “เลขาฯนายกรัฐมนตรี” สำเร็จครับ
++++++++++++++++++++++++++++++++
ลูกผู้ชายชาติทหาร
เลือดยังเข็มข้นเต็มลูกสูบ ยกให้กับ “พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี” ไปเถอะท่าน
ว่ากันว่า หลังจากการซักค้าน ของ “พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม”นั้น...สร้างความเฮิร์ตฟิลลิ่งฮาร์ต ให้กับ “บิ๊กพัลลภ ปิ่นมณี” ไม่น้อย
สายในสายลึก ว่ามีการต่อสาย ไปฉะอย่างไม่เอนจอย
ถึงกับอีกฝ่าย กล่าวว่า “ผมไม่มีอะไร ผมพร้อมไปกินข้าวกับพี่เสมอ”
เหตุที่ “บิ๊กพัลลภ”ต้องออกมาชน...เพราะท่านตั้งพรรคเพื่อไทยตั้งแต่ต้น..หากจะด่าตัวบุคคล ก็อย่าให้กระทบพรรค สิเธอ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ของจริงที่ทุกคนต้องรับรู้
“ปฏิวัติ ๑๙ กันยาฯ” กล่าวขานกัน “คนบ้านเสาน้อย” เป็นตัวตั้งตัวตี..ไม่ใช่ข้อเท็จจริงดอกคุณหนู..หนู
เท่าที่รู้และทราบว่า ท่านคัดค้านเป็นชั่วโมง เพื่อไม่ให้บ้านเมืองเกิดวิกฤติ
คนหนุนเดินหน้าเต็มเกียร์ ก็ทายาทหัวหน้าขบวนการปลดแอก ที่หนุนสุดชีวิต
ฉะนั้น,อย่าไปเข้าใจสถานการณ์ที่ผ่านมาผิด ๆ...โอกาสการปรองดอง ของ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” กับ “คนบ้านเสาน้อย” มีทางเป็นจริง.. ที่ประเทศชาติบ้านเมือง จะปลอดภัย
คนค้านการทำปฏิวัติ...ต่างร่วมกันยืนหยัด...ร่วมขจัดสิ่งร้าย ๆ ทุกอย่างย่อมจะสดใส
โดย:คอลัมน์ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
เวียดนาม: ยุคหลังการปฏิรูปเศรษฐกิจ ดอย เหม่ย (Doi Moi) !!?
โดย.วันวลิต ธารไทรทอง
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ของเวียดนามเกิดขึ้นเมื่อปี 2529 โดยใช้ชื่อเรียกว่า ดอย เหม่ย (Doi Moi) การปฏิรูปนี้ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างงดงามในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามได้เดินมาสู่หนทางแห่งความท้าทายใหม่ของการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามในอนาคต
การปฏิรูปเศรษฐกิจ ดอย เหม่ย ถือเป็น “หลักไมล์” สำคัญในการเปลี่ยนเวียดนามจากระบบเศรษฐกิจที่วางแผนโดยส่วนกลาง ไปสู่การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดมากขึ้น ลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มบทบาทภาคเอกชน และมุ่งสู่แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization)
แม้ตลอดระยะเวลาแห่งการปฏิรูปนี้ได้ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามดีขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิเช่น เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 7% ต่อปี เปลี่ยนจากเป็นประเทศยากจนมาก กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง และมีการเปิดกว้างทางการค้าการและการลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยังเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2538 และสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2550 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การปฏิรูปชักจะไม่สดใส ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านมหภาค (Macroeconomic Indicators) หลายตัวเริ่มสะท้อนความป่วยไข้ของเศรษฐกิจเวียดนาม อาทิเช่น เวียดนามขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องเกือบตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อ 4 ปีที่ผ่าน (2551-2554) มาเวียดนามประสบสภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในเอเชีย คือสูงถึง 16 เปอร์เซ็นต์
ขณะเดียวกัน ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเวียดนามต้องปรับลดค่าเงินหลายครั้งเพื่อหนุนการส่งออก เงินทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเวียดนามและโยกเงินออกไปลงทุนที่อื่น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจากประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2550 เหลือเพียงประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับแนวโน้มของประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชีย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การจัดอันดับความสะดวกในการเข้าไปดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศโดยธนาคารโลก ซึ่งวัดจากตัวชี้วัดด้านการประกอบธุรกิจ 10 ตัว เช่น การหาสินเชื่อในการลงทุน ระบบการชำระภาษี การคุ้มครองนักลงทุน พบว่า เวียดนามอยู่อันดับที่ต่ำมาก คืออันดับที่ 98 จากจำนวน 183 ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 17 และสิงคโปร์ เป็นอันดับที่ 1
มากไปกว่านั้น เวียดนามกำลังประสบกับปัญหาพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งยังมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูง อันเนื่องมาจากการขาดระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น ฮานอย และ โฮจิมินห์ ปรับตัวขึ้นมาก เกินกว่าอำนาจซื้อของคนส่วนใหญ่จะไล่ตามทัน เกิดการขยายตัวของความไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท รวมถึงปัญหาสังคมต่างๆ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
แม้แต่รายงานของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของเวียดนามเอง เช่น รายงานความสามารถทางการแข่งขันปี 2553 รายงานการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามปี 2553 และ ปี 2554 ก็ยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เป็นการเติบโตแบบไม่มีคุณภาพและไม่ยั่งยืน มีการก่อมลภาวะสูงจากกระบวนการผลิต ขณะเดียวกัน ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ให้กับสินค้าที่ส่งออก อีกทั้งผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่อง
สรุปคือ เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดัก” ของการพัฒนา คือ ยิ่งพยายามพัฒนา ยิ่งสร้างปัญหาในการพัฒนา ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนของเวียดนามตอนนี้คือ ต้องทำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่
ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลและคนเวียดนามก็ทราบดี สังเกตได้จากการประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2554-2564 โดยตั้งเป้าหมายสำคัญไว้คือ ต้องสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานระดับโลก (World Class Infrastructure) ผลิตแรงงานที่มีฝีมือ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันและองค์กรต่างๆของ “ตลาด” (Strengthen Market-based Institutions)
เป้าหมายเหล่านี้ถือว่าเป็นการ “ปลดล็อค” ให้เวียดนามสามารถพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ทำโดยวิธีใด และใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าเวียดนามจะหลุดออกจากปัญหาโครงสร้างนี้ ยังเป็นความท้าทายของเวียดนาม
ผมเชื่อว่า ถ้าเวียดนามสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างดี จะสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้เวียดนามสามารถปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม และยกระดับสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern Economy) ซึ่งแน่นอนว่า ศักยภาพของเวียดนามจะเพิ่มมหาศาล โอกาสที่เศรษฐกิจเวียดนามซึ่งปัจจุบันมีขนาดประมาณ 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เล็กกว่าขนาดเศรษฐกิจไทยประมาณ 3 เท่า จะสามารถไล่ทันเศรษฐกิจไทยในเวลาไม่ถึง 10 ปี
ในทางกลับกัน ถ้าเวียดนามไม่สามารถออกจากวังวนของปัญหานี้ได้ โอกาสที่เวียดนามจะเดินไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง และวิกฤตสังคม ก็มีความเป็นไปได้สูง
แต่ไม่ว่าเวียดนามจะปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้ได้สำเร็จงดงาม หรือล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ย่อมมีนัยต่ออาเซียนและประเทศไทยโดยไม่ต้องสงสัย การติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจเวียดนามหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้
ที่มา:Siam Intelligence Unit
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)
เป็นที่รับรู้โดยทั่วไปว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งประวัติศาสตร์ของเวียดนามเกิดขึ้นเมื่อปี 2529 โดยใช้ชื่อเรียกว่า ดอย เหม่ย (Doi Moi) การปฏิรูปนี้ทำให้เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตอย่างงดงามในช่วง 26 ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเศรษฐกิจเวียดนามได้เดินมาสู่หนทางแห่งความท้าทายใหม่ของการปฏิรูป ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามในอนาคต
การปฏิรูปเศรษฐกิจ ดอย เหม่ย ถือเป็น “หลักไมล์” สำคัญในการเปลี่ยนเวียดนามจากระบบเศรษฐกิจที่วางแผนโดยส่วนกลาง ไปสู่การใช้ระบบเศรษฐกิจแบบกลไกตลาดมากขึ้น ลดบทบาทภาครัฐ เพิ่มบทบาทภาคเอกชน และมุ่งสู่แนวทางเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ (Economic Liberalization)
แม้ตลอดระยะเวลาแห่งการปฏิรูปนี้ได้ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจเวียดนามดีขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน อาทิเช่น เศรษฐกิจเวียดนามเติบโตเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 7% ต่อปี เปลี่ยนจากเป็นประเทศยากจนมาก กลายเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับกลาง และมีการเปิดกว้างทางการค้าการและการลงทุนกับต่างประเทศมากขึ้น ทั้งยังเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนในปี 2538 และสมาชิกองค์กรการค้าโลก (WTO) ในปี 2550 ตามลำดับ
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่ง การปฏิรูปชักจะไม่สดใส ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจด้านมหภาค (Macroeconomic Indicators) หลายตัวเริ่มสะท้อนความป่วยไข้ของเศรษฐกิจเวียดนาม อาทิเช่น เวียดนามขาดดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่องเกือบตลอดสามทศวรรษที่ผ่านมา และเมื่อ 4 ปีที่ผ่าน (2551-2554) มาเวียดนามประสบสภาวะเงินเฟ้อสูงที่สุดในเอเชีย คือสูงถึง 16 เปอร์เซ็นต์
ขณะเดียวกัน ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเวียดนามต้องปรับลดค่าเงินหลายครั้งเพื่อหนุนการส่งออก เงินทุนเริ่มขาดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจเวียดนามและโยกเงินออกไปลงทุนที่อื่น เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลงจากประมาณ 23,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2550 เหลือเพียงประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ เป็นสถานการณ์ที่ตรงข้ามกับแนวโน้มของประเทศเกิดใหม่ทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในเอเชีย
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การจัดอันดับความสะดวกในการเข้าไปดำเนินธุรกิจของแต่ละประเทศโดยธนาคารโลก ซึ่งวัดจากตัวชี้วัดด้านการประกอบธุรกิจ 10 ตัว เช่น การหาสินเชื่อในการลงทุน ระบบการชำระภาษี การคุ้มครองนักลงทุน พบว่า เวียดนามอยู่อันดับที่ต่ำมาก คืออันดับที่ 98 จากจำนวน 183 ประเทศ ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับที่ 17 และสิงคโปร์ เป็นอันดับที่ 1
มากไปกว่านั้น เวียดนามกำลังประสบกับปัญหาพลังงานไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทั้งยังมีต้นทุนค่าขนส่งที่สูง อันเนื่องมาจากการขาดระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ราคาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองใหญ่ อย่างเช่น ฮานอย และ โฮจิมินห์ ปรับตัวขึ้นมาก เกินกว่าอำนาจซื้อของคนส่วนใหญ่จะไล่ตามทัน เกิดการขยายตัวของความไม่เท่าเทียมระหว่างเมืองกับชนบท รวมถึงปัญหาสังคมต่างๆ ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น
แม้แต่รายงานของหน่วยงานด้านเศรษฐกิจของเวียดนามเอง เช่น รายงานความสามารถทางการแข่งขันปี 2553 รายงานการพัฒนาเศรษฐกิจเวียดนามปี 2553 และ ปี 2554 ก็ยอมรับว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของเวียดนาม เป็นการเติบโตแบบไม่มีคุณภาพและไม่ยั่งยืน มีการก่อมลภาวะสูงจากกระบวนการผลิต ขณะเดียวกัน ไม่สามารถเพิ่มมูลค่าเพิ่ม (Value Addition) ให้กับสินค้าที่ส่งออก อีกทั้งผลิตภาพการผลิต (Productivity) ของภาคอุตสาหกรรมมีแนวโน้มที่ลดลงต่อเนื่อง
สรุปคือ เวียดนามกำลังตกอยู่ใน “กับดัก” ของการพัฒนา คือ ยิ่งพยายามพัฒนา ยิ่งสร้างปัญหาในการพัฒนา ดังนั้น ความจำเป็นเร่งด่วนของเวียดนามตอนนี้คือ ต้องทำการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจขนานใหญ่
ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลและคนเวียดนามก็ทราบดี สังเกตได้จากการประกาศแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม 2554-2564 โดยตั้งเป้าหมายสำคัญไว้คือ ต้องสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานระดับโลก (World Class Infrastructure) ผลิตแรงงานที่มีฝีมือ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันและองค์กรต่างๆของ “ตลาด” (Strengthen Market-based Institutions)
เป้าหมายเหล่านี้ถือว่าเป็นการ “ปลดล็อค” ให้เวียดนามสามารถพัฒนาเศรษฐกิจต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม จะทำได้มากน้อยแค่ไหน ทำโดยวิธีใด และใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าเวียดนามจะหลุดออกจากปัญหาโครงสร้างนี้ ยังเป็นความท้าทายของเวียดนาม
ผมเชื่อว่า ถ้าเวียดนามสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ไปได้อย่างดี จะสร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้าไปมากขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงหนุนให้เวียดนามสามารถปฏิรูปภาคอุตสาหกรรม และยกระดับสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ (Modern Economy) ซึ่งแน่นอนว่า ศักยภาพของเวียดนามจะเพิ่มมหาศาล โอกาสที่เศรษฐกิจเวียดนามซึ่งปัจจุบันมีขนาดประมาณ 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เล็กกว่าขนาดเศรษฐกิจไทยประมาณ 3 เท่า จะสามารถไล่ทันเศรษฐกิจไทยในเวลาไม่ถึง 10 ปี
ในทางกลับกัน ถ้าเวียดนามไม่สามารถออกจากวังวนของปัญหานี้ได้ โอกาสที่เวียดนามจะเดินไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตการเมือง และวิกฤตสังคม ก็มีความเป็นไปได้สูง
แต่ไม่ว่าเวียดนามจะปฏิรูปเศรษฐกิจครั้งนี้ได้สำเร็จงดงาม หรือล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า ย่อมมีนัยต่ออาเซียนและประเทศไทยโดยไม่ต้องสงสัย การติดตามพัฒนาการเศรษฐกิจเวียดนามหลังจากนี้อย่างใกล้ชิด จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจละเลยได้
ที่มา:Siam Intelligence Unit
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
กฎหมายการลงทุนพม่า !!?
โดย:ณกฤช เศวตนันทน์
คอลัมน์ พร้อมรับAECหรือยัง?
พม่าเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลากชนิด ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เป็นต้น
ทรัพยากร ธรรมชาติเหล่านี้ต่างเป็นวัตถุดิบที่สำคัญทางอุตสาหกรรม และเป็นที่ต้องการสูงในตลาด นอกจากนี้พม่ายังมีทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางของสองประเทศที่มีประชากรมาก ที่สุด และกำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างจีนและอินเดีย ดังนั้นเมื่อพม่าเปิดประเทศ โดยมีการปฏิรูปทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง พม่าจึงเป็นเป้าหมายที่น่าเข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่าง ชาติ
อย่างไรก็ดี แม้ทรัพยากรและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนในพม่าจะดูหอมหวานเพียง ใด แต่เท่าที่ผ่านมาการลงทุนในพม่าก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่หลายประการ หนึ่งในอุปสรรคที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ ระบบกฎหมายที่ล้าสมัยไม่มีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือไม่คุ้มครองนักลงทุน
เดิมทีก่อนพม่าจะปฏิรูปประเทศ รัฐบาลพม่าเคยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment : FDI) โดยมีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติ หรือ Myanmar Foreign Investment Law (FIL) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 เพื่อจูงใจให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในพม่า
กฎหมายฉบับนี้ได้ผลพอสมควร
ผู้ ประกอบการต่างชาติที่เข้าไปลงทุนนั้นส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับเดิมจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพม่ามีศักยภาพด้านการลงทุนที่สูงกว่านี้ ขณะที่กฎหมายการลงทุนฉบับเดิมมีขีดจำกัดด้านการลงทุนโดยชาวต่างชาติหลาย ประการ เช่น ไม่สามารถถือหุ้นในกิจการได้ 100% นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเช่าที่ดินจากเอกชนได้ ต้องเช่าจากรัฐ เป็นต้น
ทั้ง นี้ การที่รัฐบาลพม่ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม โดยใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษดึงดูดนักลงทุน จึงเล็งเห็นว่าควรมีการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุนให้ทันสมัย มีสิทธิพิเศษ
ต่าง ๆ ดึงดูดใจนักลงทุนมากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น และที่สำคัญคือต้องคุ้มครองนักลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่ากิจการของตนจะไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐ
ดัง นั้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งพม่า ได้แถลงแผนปฏิรูปขั้นที่สองผ่านทางสถานีโทรทัศน์ โดยแผนปฏิรูปขั้นที่สองนี้จะมุ่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจและประชาชน ซึ่งต่างจากแผนปฏิรูปขั้นที่หนึ่ง ที่รัฐบาลเน้นปฏิรูปด้านการเมืองและการปรองดองภายในชาติเป็นสำคัญ
แผน ปฏิรูปขั้นที่สอง รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็น 7.7% ต่อปีภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนจากต่างชาติ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายการลงทุนรองรับแผนปฏิรูปดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีเต็ง เส่งแถลงว่า รัฐสภาจะผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ในการ ประชุมสภาสมัยหน้าที่จะเริ่มวันที่ 4 กรกฎาคมนี้
สำหรับกฎหมายว่า ด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ของพม่านี้ มีรายละเอียดที่แตกต่างจากฉบับเดิมคือ กฎหมายฉบับใหม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าถือหุ้นได้ 35%-100% ในบริษัทท้องถิ่น โดยผู้ที่ต้องการถือหุ้น 100% จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ในเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติ 5 ปี จากเดิมที่ให้แค่เพียง 2 ปีเท่านั้น
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุน ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินจากเอกชนได้ จากเดิมเช่าได้เฉพาะที่ดินของรัฐ อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับใหม่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่เป็นการคุ้มครองคนในชาติ เช่น แรงงานไร้ฝีมือทั้งหมดในบริษัทต่างชาติต้องเป็นคนพม่า ห้าปีต่อไปแรงงานฝีมือในบริษัทต้องเป็นคนพม่า 25% เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในห้าปีต่อไป และ 75% ภายใน 15 ปีตั้งแต่เริ่มกิจการ เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะพม่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการเพิ่มการจ้างงานของคนในชาตินั่นเอง
การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลง ทุนของพม่าในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทย ซึ่งเดิมทีก็มีการเข้าไปลงทุนในพม่าในกิจการหลาย ๆ ประเภทอยู่แล้ว
อย่าง ไรก็ดี พม่ายังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนหลายประการ เช่น ปัญหาด้านการคอร์รัปชั่น ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยที่ปะทุอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีแบบนี้จน ถึงเมื่อใด นักลงทุนจึงควรระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังคำกล่าวเตือนของออง ซาน ซู จี ในงาน World Economic Forum 2012 ที่ไทยว่า "Optimism is good but it should be cautious optimism. I have come across reckless optimism. A little bit of healthy scepticism is in order."
ซึ่งแปลได้ว่า "การมองอะไรในแง่ดีนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเป็นการมองในแง่ดีที่ใช้ความระมัดระวัง ดิฉันเคยมองโลกในแง่ดีแบบไม่ระวังมาแล้ว ตอนนี้การมองโลกในเชิงสงสัยตามสมควรน่าจะดีกว่า"
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
คอลัมน์ พร้อมรับAECหรือยัง?
พม่าเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติหลากชนิด ทั้งป่าไม้ แร่ธาตุ ก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เป็นต้น
ทรัพยากร ธรรมชาติเหล่านี้ต่างเป็นวัตถุดิบที่สำคัญทางอุตสาหกรรม และเป็นที่ต้องการสูงในตลาด นอกจากนี้พม่ายังมีทำเลที่ตั้งอยู่ระหว่างกลางของสองประเทศที่มีประชากรมาก ที่สุด และกำลังเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงอย่างจีนและอินเดีย ดังนั้นเมื่อพม่าเปิดประเทศ โดยมีการปฏิรูปทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง พม่าจึงเป็นเป้าหมายที่น่าเข้าไปแสวงหาโอกาสทางธุรกิจสำหรับนักลงทุนต่าง ชาติ
อย่างไรก็ดี แม้ทรัพยากรและผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้จากการลงทุนในพม่าจะดูหอมหวานเพียง ใด แต่เท่าที่ผ่านมาการลงทุนในพม่าก็ยังคงมีอุปสรรคอยู่หลายประการ หนึ่งในอุปสรรคที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ได้แก่ ระบบกฎหมายที่ล้าสมัยไม่มีความน่าเชื่อถือ และที่สำคัญคือไม่คุ้มครองนักลงทุน
เดิมทีก่อนพม่าจะปฏิรูปประเทศ รัฐบาลพม่าเคยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (Foreign Direct Investment : FDI) โดยมีการประกาศใช้กฎหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติ หรือ Myanmar Foreign Investment Law (FIL) เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2531 เพื่อจูงใจให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในพม่า
กฎหมายฉบับนี้ได้ผลพอสมควร
ผู้ ประกอบการต่างชาติที่เข้าไปลงทุนนั้นส่วนใหญ่ลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามกฎหมายฉบับเดิมจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างชาติได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วพม่ามีศักยภาพด้านการลงทุนที่สูงกว่านี้ ขณะที่กฎหมายการลงทุนฉบับเดิมมีขีดจำกัดด้านการลงทุนโดยชาวต่างชาติหลาย ประการ เช่น ไม่สามารถถือหุ้นในกิจการได้ 100% นักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเช่าที่ดินจากเอกชนได้ ต้องเช่าจากรัฐ เป็นต้น
ทั้ง นี้ การที่รัฐบาลพม่ามีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนประเทศให้เป็นประเทศอุตสาหกรรม โดยใช้เขตเศรษฐกิจพิเศษดึงดูดนักลงทุน จึงเล็งเห็นว่าควรมีการปรับปรุงกฎระเบียบด้านการลงทุนให้ทันสมัย มีสิทธิพิเศษ
ต่าง ๆ ดึงดูดใจนักลงทุนมากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น และที่สำคัญคือต้องคุ้มครองนักลงทุน ทำให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่ากิจการของตนจะไม่ถูกแทรกแซงโดยรัฐ
ดัง นั้น เมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมา ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แห่งพม่า ได้แถลงแผนปฏิรูปขั้นที่สองผ่านทางสถานีโทรทัศน์ โดยแผนปฏิรูปขั้นที่สองนี้จะมุ่งพัฒนาด้านเศรษฐกิจและประชาชน ซึ่งต่างจากแผนปฏิรูปขั้นที่หนึ่ง ที่รัฐบาลเน้นปฏิรูปด้านการเมืองและการปรองดองภายในชาติเป็นสำคัญ
แผน ปฏิรูปขั้นที่สอง รัฐบาลมีแผนที่จะเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็น 7.7% ต่อปีภายในระยะ 5 ปีข้างหน้า รวมไปถึงการเพิ่มการลงทุนจากต่างชาติ จึงจำเป็นที่จะต้องปรับปรุงกฎหมายการลงทุนรองรับแผนปฏิรูปดังกล่าว ซึ่งประธานาธิบดีเต็ง เส่งแถลงว่า รัฐสภาจะผ่านความเห็นชอบร่างกฎหมายว่าด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ในการ ประชุมสภาสมัยหน้าที่จะเริ่มวันที่ 4 กรกฎาคมนี้
สำหรับกฎหมายว่า ด้วยการลงทุนของต่างชาติฉบับใหม่ของพม่านี้ มีรายละเอียดที่แตกต่างจากฉบับเดิมคือ กฎหมายฉบับใหม่อนุญาตให้บริษัทต่างชาติเข้าถือหุ้นได้ 35%-100% ในบริษัทท้องถิ่น โดยผู้ที่ต้องการถือหุ้น 100% จะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียด ในเรื่องสิทธิพิเศษทางภาษี กฎหมายฉบับใหม่กำหนดให้มีการลดหย่อนภาษีแก่นักลงทุนต่างชาติ 5 ปี จากเดิมที่ให้แค่เพียง 2 ปีเท่านั้น
นอกจากนี้ยังอนุญาตให้นักลงทุน ต่างชาติสามารถเช่าที่ดินจากเอกชนได้ จากเดิมเช่าได้เฉพาะที่ดินของรัฐ อย่างไรก็ดี กฎหมายฉบับใหม่ก็ยังมีข้อจำกัดบางประการที่เป็นการคุ้มครองคนในชาติ เช่น แรงงานไร้ฝีมือทั้งหมดในบริษัทต่างชาติต้องเป็นคนพม่า ห้าปีต่อไปแรงงานฝีมือในบริษัทต้องเป็นคนพม่า 25% เพิ่มขึ้นเป็น 50% ในห้าปีต่อไป และ 75% ภายใน 15 ปีตั้งแต่เริ่มกิจการ เป็นต้น ทั้งนี้เป็นเพราะพม่ามีจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยการเพิ่มการจ้างงานของคนในชาตินั่นเอง
การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายลง ทุนของพม่าในครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนไทย ซึ่งเดิมทีก็มีการเข้าไปลงทุนในพม่าในกิจการหลาย ๆ ประเภทอยู่แล้ว
อย่าง ไรก็ดี พม่ายังมีปัจจัยเสี่ยงต่อการลงทุนหลายประการ เช่น ปัญหาด้านการคอร์รัปชั่น ปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยที่ปะทุอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปในทางที่ดีแบบนี้จน ถึงเมื่อใด นักลงทุนจึงควรระมัดระวังต่อความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังคำกล่าวเตือนของออง ซาน ซู จี ในงาน World Economic Forum 2012 ที่ไทยว่า "Optimism is good but it should be cautious optimism. I have come across reckless optimism. A little bit of healthy scepticism is in order."
ซึ่งแปลได้ว่า "การมองอะไรในแง่ดีนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่ควรเป็นการมองในแง่ดีที่ใช้ความระมัดระวัง ดิฉันเคยมองโลกในแง่ดีแบบไม่ระวังมาแล้ว ตอนนี้การมองโลกในเชิงสงสัยตามสมควรน่าจะดีกว่า"
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)