จนถึงวันนี้...พรรคเพื่อไทย...ยังไม่มีการตัดสินใจจะส่งใครลงมาสมัครเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร...
พรรคเพื่อไทย...ไม่อยากจะพลาดในการเลือกตั้งในกรุงเทพ...จำนวนที่นั่งของผู้แทนราษฎร์ที่น้อยกว่าประชาธิปัตย์ครึ่งต่อครึ่ง...สร้างความลำบากใจให้กับการตัดสินใจ...จะส่งใครมาเป็นผู้ว่า...
มีผู้คนมากมายอาสา...แต่ไม่มีใครสักคนที่ทำให้แน่ใจ
หากจะมองไปให้ครบถ้วนกระบวนการและตอบได้ทุกคำถามสำหรับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแล้ว
สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ น่าจะเป็นตัววางที่ดีที่สุด
ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า...หากผู้สมัครของพรรคไม่ได้รับการสนับสนุนจากสุดารัตน์ และทีมงาน...โอกาสชนะก็จะเท่ากับศูนย์
ในอดีตมีการแข่งขันกันระหว่าง สมัคร สุนทรเวช ปวีณา หงสกุล และ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
ครั้งนั้น สมัคร สุนทรเวช ชนะไปด้วยคะแนนเสียงล้านกว่า...ในขณะที่คะแนนเสียงของ สุดารัตน์ และ ปวีณา รวมกันก็เกือบ 1 ล้านเสียง
ปัจจุบันนี้...สมัคร สุนทรเวช ผู้ล่วงลับ...สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และ ปวีณา หงสกุล...อยู่ในฟากฝ่ายเดียวกันทางการเมือง
คะแนนของประชาชนผู้สนับสนุนของคนทั้ง 3 เกือบ 2 ล้านคะแนนเสียง...ย่อมไม่ใช่คะแนนของพรรคประชาธิปัตย์
เพียงครึ่งเดียวของคะแนนของคนทั้ง 3 รวมกัน...เก้าอี้ผู้ว่าฯ กรุงเทพ ก็จะกลับมาเป็นของผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย...และผู้ที่สมควรที่สุดในการชิงชัยกับประชาธิปัตย์ คือ...สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
เพราะ สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ต้องการเสียงเพิ่มเพียง 4 แสนเสียง...จากคะแนนที่กองอยู่ 1 ล้าน 3 แสนเสียง...เพื่อจะมีคะแนน 1 ล้านเสียง
ในขณะที่ผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์...จะต้องรักษาคะแนนเสียง 1 ล้านเสียงไว้ให้ได้...ซึ่งไม่ใช่ของง่ายสำหรับ หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร...และยิ่งไม่ง่ายไปใหญ่ สำหรับผู้สมัครหน้าใหม่ของพรรคประชาธิปัตย์
และประชาธิปัตย์จะแพ้เด็ดขาด...หากส่งผู้สมัครที่ไม่ใช่ หม่อมสุขุมพันธุ์...และหม่อมสุขุมพันธุ์ ลงสู้ในฐานะผู้สมัครอิสระ
ถ้าเพื่อไทยตัดสินใจ...ก็แสดงความยินดีล่วงหน้ากับผู้ว่ากรุงเทพคนใหม่...สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
โดย.พญาไม้ทูเดย์,บางกอกทูเดย์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันพุธที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
เพื่อไทย ตั้ง19โซน ดักทาง111คืนรัง !!?
เปิดชื่อ รมต.เพื่อไทยอาสารับผิดชอบ 19 โซน คาดสัปดาห์หน้าถกใหม่หลังหลายชื่อส.ส.สะท้อนยังผิดฝาผิดตัว
สำหรับการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยใหม่โดยแบ่งเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ 17 จังหวัด 3 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 6 จังหวัดคือ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพะเยา มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 6 จังหวัดคือ น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร มีนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 5 จังหวัดคือ นครสวรรค์ อุทัยธานี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคของมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ
2.ภาคอีสาน 20 จังหวัด 6 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 5 จังหวัดคือ หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร มีนายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัดคือ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มีนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 3 จังหวัดคือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 4 จำนวน 2 จังหวัดคือชัยภูมิ และขอนแก่นมีนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 5 จำนวน 3 จังหวัดคือ เลย หนองบัวลำภู และอุดรธานี มีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 6 จำนวน 3 จังหวัดคือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด มีนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ
3.ภาคใต้ 14 จังหวัด 3 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 4 จังหวัดคือ ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ มีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัดคือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง มีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 6 จังหวัดคือ ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
4.ภาคกลาง 25 จังหวัด 4 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 8 จังหวัดคือ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด มีพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 7 จังหวัดคือ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 7 จังหวัดคือ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี มีนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 4 จำนวน 3 จังหวัดคือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ
5.กทม. 33 เขต แบ่งเป็น 3 โซนคือ โซนที่ 1 กทม.ชั้นในมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ โซนที่ 2 กทม.ฝั่งตะวันออก มีน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้รับผิดชอบ และโซนที่ 3 กทม.ฝั่งธนบุรี มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้คุมโซนทั้ง 19 โซนนั้น ในการประชุมพรรคเพื่อไทยสัปดาห์หน้าจะมีการนำมาหารือกันอีกครั้ง เพราะขณะนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยหลายคนเริ่มสะท้อนความเห็นกลับมายังพรรคบ้างแล้วว่า รัฐมนตรีบางคนที่ได้รับมอบหมายให้ไปคุมโซนต่างๆ นั้น บางคนยังเหมือนผิดฝาผิดตัว โดยเฉพาะนายวรวัจน์ที่ส.ส.หลายคนสะท้อนความเห็นว่า นายวรวัจน์นั้นไม่ใช่คนพื้นที่ ดังนั้นอาจจะไม่รู้ถึงเบื้องลึกของปัญหาในพื้นที่ ไม่รู้วัฒนธรรมของคนใต้ในหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่ปัญหาในภาคใต้นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาทิ กรณีจ.ภูเก็ตที่มีการต่อต้านการตั้งหมูบ้านเสื้อแดงนั้น ควรจะเป็นคนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนใต้เข้าไปแก้ปัญหาจะได้ประโยชน์มากกว่า เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงและทำความเข้าใจกับส.ส.ในเบื้องต้นว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกคาดหมายว่าจะได้รับผิดชอบในโซนต่างๆ นั้นเป็นเพียงแค่การพูดคุยกันในเบื้องต้นเท่านั้นว่า รัฐมนตรีท่านไหนจะอาสารับผิดชอบในโซนไหนบ้าง แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ถือเป็นมติที่เป็นทางการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีส.ส.หลายคนที่เสนอให้นายยงยุทธเข้ามาดูแลรับผิดชอบแทนนายวรวัจน์อีกด้วย โดยให้เหตุผลว่า แม้นายยงยุทธอาจจะต้องควบถึง 2 โซน แต่ในแต่ละโซนนั้นก็จะมีคณะกรรมการโซนที่คอยช่วยแบ่งเบางานให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่มีการหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สำหรับการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยซึ่งแบ่งเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น เกิดจากกลุ่มคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หารือกันเพื่อเตรียมรองรับกรณีที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะกลับสู่สนามการเมือง เนื่องจากเกรงว่าอาจาจะมีการตั้งกลุ่มก๊วนหรือมุ้งของตัวเองขึ้นมาอีกเหมือนกับสมัยพรรคไทยรักไทย ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละคนเข้าไปดูแลในโซนย่อยเพื่อเป็นการป้องกันแกนนำหรือนายทุนใหญ่ที่จะเข้ามาครอบงำพรรคจนอาจจะสร้างอำนาจต่อรองกับพ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องโควตารัฐมนตรีได้
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การแบ่งโซนครั้งนี้มีหลายพื้นที่ที่รัฐมนตรีซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น แต่กลับต้องเข้าไปดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ ไม่ได้เข้าไปดูแลพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง อาทิ ภาคอีสาน โซน 1 จำนวน 5 จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหารนั้น มอบหมายให้นายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการและส.ส.ร้อยเอ็ดเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มีนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข และส.ส.ชัยภูมิเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 3 จังหวัด สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ และส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้รับผิดชอบ ภาคใต้โซน 1 จำนวน 4 จังหวัด ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ มีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 6 จังหวัดคือ ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับภาคกลางโซน 4 จำนวน 3 จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การไปขับเคลื่อนนโยบายภาคใต้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ส่วนที่มีการตั้งให้นายวรวัจน์เข้ามาดูแลโซนภาคใต้4จังหวัดอันดามันนั้น เรื่องนี้เคยมีคนค้านไปแล้วว่าไม่เหมาะ ส่วนตัวอยากให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคที่เป็นคนใต้เข้ามาดูแลในโซนนี้ด้วย เพราะภาคใต้ต่างกับภาคอื่น มีความละเอียดอ่อน ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่จ.ภูเก็ต ก็ถูกคนบางกลุ่มมาล้อมต่อต้าน ซึ่งคนที่จะไปคุมโซนดังกล่าวได้นั้นต้องเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจคนใต้ เพื่อจะได้ไปพูดคุยประสานไม่ให้เกิดปัญหา หากให้รัฐมนตรีบางคนที่ไม่ได้ชำนาญในพื้นที่มาพูดคุย หรือไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนก็อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ ทั้งนี้ รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกคาดหมายว่าจะได้รับผิดชอบในโซนต่างๆ นั้นเป็นเพียงแค่การพูดคุยกันในเบื้องต้นเท่านั้นว่าจะอาสารับผิดชอบในโซนไหนบ้าง แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ถือเป็นมติที่เป็นทางการ
นอกจากนี้ ยังมีส.ส.หลายคนที่เสนอให้นายยงยุทธเข้ามาดูแลรับผิดชอบแทนนายวรวัจน์อีกด้วย โดยให้เหตุผลว่า แม้นายยงยุทธอาจจะต้องควบถึง 2 โซน แต่ในแต่ละโซนนั้นก็จะมีคณะกรรมการโซนที่คอยช่วยแบ่งเบางานให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่มีการหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างพรรคเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น ก็เพื่อต้องการกระจายอำนาจให้คนท้องถิ่นดูแลกันเอง ไม่ใช่เพื่อต้องการสลายมุ้งหรือเปิดช่องให้บ้านเลขที่ 111 เข้ามาบริหารในโซนนั้นๆ แต่หากใครมีความสามารถหรือชำนาญในพื้นที่จะมาดูแลบ้างก็ไม่เป็นอะไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการใหม่ อำนาจศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สั่งการได้หมดเหมือนที่เคยถูกกล่าวหา
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สำหรับการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยใหม่โดยแบ่งเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น ประกอบด้วย 1.ภาคเหนือ 17 จังหวัด 3 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 6 จังหวัดคือ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพะเยา มีนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 6 จังหวัดคือ น่าน แพร่ ตาก สุโขทัย อุตรดิตถ์ และกำแพงเพชร มีนายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลังเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 5 จังหวัดคือ นครสวรรค์ อุทัยธานี พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และพิจิตร มีนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคของมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ
2.ภาคอีสาน 20 จังหวัด 6 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 5 จังหวัดคือ หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร มีนายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัดคือ ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มีนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุขเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 3 จังหวัดคือ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 4 จำนวน 2 จังหวัดคือชัยภูมิ และขอนแก่นมีนายภูมิ สาระผล รมช.พาณิชย์เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 5 จำนวน 3 จังหวัดคือ เลย หนองบัวลำภู และอุดรธานี มีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรมเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 6 จำนวน 3 จังหวัดคือ กาฬสินธุ์ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด มีนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้รับผิดชอบ
3.ภาคใต้ 14 จังหวัด 3 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 4 จังหวัดคือ ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ มีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัดคือ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และพัทลุง มีนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รมช.เกษตรและสหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 6 จังหวัดคือ ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ
4.ภาคกลาง 25 จังหวัด 4 โซน แบ่งเป็นโซนที่ 1 จำนวน 8 จังหวัดคือ นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด มีพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคมเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 7 จังหวัดคือ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ มีนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 7 จังหวัดคือ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา และลพบุรี มีนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข เป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 4 จำนวน 3 จังหวัดคือ นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ
5.กทม. 33 เขต แบ่งเป็น 3 โซนคือ โซนที่ 1 กทม.ชั้นในมีนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ โซนที่ 2 กทม.ฝั่งตะวันออก มีน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นผู้รับผิดชอบ และโซนที่ 3 กทม.ฝั่งธนบุรี มีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับผิดชอบ
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้คุมโซนทั้ง 19 โซนนั้น ในการประชุมพรรคเพื่อไทยสัปดาห์หน้าจะมีการนำมาหารือกันอีกครั้ง เพราะขณะนี้ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยหลายคนเริ่มสะท้อนความเห็นกลับมายังพรรคบ้างแล้วว่า รัฐมนตรีบางคนที่ได้รับมอบหมายให้ไปคุมโซนต่างๆ นั้น บางคนยังเหมือนผิดฝาผิดตัว โดยเฉพาะนายวรวัจน์ที่ส.ส.หลายคนสะท้อนความเห็นว่า นายวรวัจน์นั้นไม่ใช่คนพื้นที่ ดังนั้นอาจจะไม่รู้ถึงเบื้องลึกของปัญหาในพื้นที่ ไม่รู้วัฒนธรรมของคนใต้ในหลายเรื่อง ทั้งๆ ที่ปัญหาในภาคใต้นั้นเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อาทิ กรณีจ.ภูเก็ตที่มีการต่อต้านการตั้งหมูบ้านเสื้อแดงนั้น ควรจะเป็นคนในพื้นที่ซึ่งเป็นคนใต้เข้าไปแก้ปัญหาจะได้ประโยชน์มากกว่า เป็นต้น
ทั้งนี้ ได้มีการชี้แจงและทำความเข้าใจกับส.ส.ในเบื้องต้นว่า รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกคาดหมายว่าจะได้รับผิดชอบในโซนต่างๆ นั้นเป็นเพียงแค่การพูดคุยกันในเบื้องต้นเท่านั้นว่า รัฐมนตรีท่านไหนจะอาสารับผิดชอบในโซนไหนบ้าง แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ถือเป็นมติที่เป็นทางการแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังมีส.ส.หลายคนที่เสนอให้นายยงยุทธเข้ามาดูแลรับผิดชอบแทนนายวรวัจน์อีกด้วย โดยให้เหตุผลว่า แม้นายยงยุทธอาจจะต้องควบถึง 2 โซน แต่ในแต่ละโซนนั้นก็จะมีคณะกรรมการโซนที่คอยช่วยแบ่งเบางานให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่มีการหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า สำหรับการปรับโครงสร้างพรรคเพื่อไทยซึ่งแบ่งเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น เกิดจากกลุ่มคนใกล้ชิดพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หารือกันเพื่อเตรียมรองรับกรณีที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะกลับสู่สนามการเมือง เนื่องจากเกรงว่าอาจาจะมีการตั้งกลุ่มก๊วนหรือมุ้งของตัวเองขึ้นมาอีกเหมือนกับสมัยพรรคไทยรักไทย ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้รัฐมนตรีแต่ละคนเข้าไปดูแลในโซนย่อยเพื่อเป็นการป้องกันแกนนำหรือนายทุนใหญ่ที่จะเข้ามาครอบงำพรรคจนอาจจะสร้างอำนาจต่อรองกับพ.ต.ท.ทักษิณ ในเรื่องโควตารัฐมนตรีได้
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า การแบ่งโซนครั้งนี้มีหลายพื้นที่ที่รัฐมนตรีซึ่งไม่ได้อยู่ในพื้นที่นั้น แต่กลับต้องเข้าไปดูแลรับผิดชอบพื้นที่นั้นๆ ไม่ได้เข้าไปดูแลพื้นที่ฐานเสียงของตัวเอง อาทิ ภาคอีสาน โซน 1 จำนวน 5 จังหวัดหนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหารนั้น มอบหมายให้นายศักดา คงเพชร รมช.ศึกษาธิการและส.ส.ร้อยเอ็ดเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 2 จำนวน 4 จังหวัด ยโสธร อำนาจเจริญ อุบลราชธานี และศรีสะเกษ มีนพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมช.สาธารณสุข และส.ส.ชัยภูมิเป็นผู้รับผิดชอบ โซน 3 จำนวน 3 จังหวัด สุรินทร์ บุรีรัมย์ และนครราชสีมา มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.ศึกษาธิการ และส.ส.บัญชีรายชื่อ เป็นผู้รับผิดชอบ ภาคใต้โซน 1 จำนวน 4 จังหวัด ระนอง พังงา ภูเก็ต และกระบี่ มีนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้รับผิดชอบ และโซน 3 จำนวน 6 จังหวัดคือ ตรัง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รมว.มหาดไทยเป็นผู้รับผิดชอบ สำหรับภาคกลางโซน 4 จำนวน 3 จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมช.คมนาคม เป็นผู้รับผิดชอบ
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การไปขับเคลื่อนนโยบายภาคใต้ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ส่วนที่มีการตั้งให้นายวรวัจน์เข้ามาดูแลโซนภาคใต้4จังหวัดอันดามันนั้น เรื่องนี้เคยมีคนค้านไปแล้วว่าไม่เหมาะ ส่วนตัวอยากให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคที่เป็นคนใต้เข้ามาดูแลในโซนนี้ด้วย เพราะภาคใต้ต่างกับภาคอื่น มีความละเอียดอ่อน ตัวอย่างที่เพิ่งเกิดขึ้นคือ กลุ่มคนเสื้อแดงจะไปตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงที่จ.ภูเก็ต ก็ถูกคนบางกลุ่มมาล้อมต่อต้าน ซึ่งคนที่จะไปคุมโซนดังกล่าวได้นั้นต้องเข้าใจวัฒนธรรม เข้าใจคนใต้ เพื่อจะได้ไปพูดคุยประสานไม่ให้เกิดปัญหา หากให้รัฐมนตรีบางคนที่ไม่ได้ชำนาญในพื้นที่มาพูดคุย หรือไม่เข้าใจในความละเอียดอ่อนก็อาจจะเกิดการกระทบกระทั่งกันได้ ทั้งนี้ รายชื่อรัฐมนตรีที่ถูกคาดหมายว่าจะได้รับผิดชอบในโซนต่างๆ นั้นเป็นเพียงแค่การพูดคุยกันในเบื้องต้นเท่านั้นว่าจะอาสารับผิดชอบในโซนไหนบ้าง แต่ทั้งหมดนั้นยังไม่ถือเป็นมติที่เป็นทางการ
นอกจากนี้ ยังมีส.ส.หลายคนที่เสนอให้นายยงยุทธเข้ามาดูแลรับผิดชอบแทนนายวรวัจน์อีกด้วย โดยให้เหตุผลว่า แม้นายยงยุทธอาจจะต้องควบถึง 2 โซน แต่ในแต่ละโซนนั้นก็จะมีคณะกรรมการโซนที่คอยช่วยแบ่งเบางานให้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากที่มีการหารือกันอีกครั้งในสัปดาห์หน้า
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า การปรับโครงสร้างพรรคเป็น 5 ภาค 19 โซนนั้น ก็เพื่อต้องการกระจายอำนาจให้คนท้องถิ่นดูแลกันเอง ไม่ใช่เพื่อต้องการสลายมุ้งหรือเปิดช่องให้บ้านเลขที่ 111 เข้ามาบริหารในโซนนั้นๆ แต่หากใครมีความสามารถหรือชำนาญในพื้นที่จะมาดูแลบ้างก็ไม่เป็นอะไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการใหม่ อำนาจศูนย์กลางไม่ได้อยู่ที่พ.ต.ท.ทักษิณ ที่สั่งการได้หมดเหมือนที่เคยถูกกล่าวหา
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันอังคารที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ตอบทุกประเด็น : ศาลอาญาระหว่างประเทศ ทำไมไทยไม่เป็นภาคี !!?
โดย:วรางคณา อุ๊ยนอก
สุนัย จุลพงศธร สส.และประธานการกรรมาธิการฯ กล่าวถึงการสลายการชุมนุมในช่วงเม.ย.- พ.ค. 53 ว่ามีการฆ่าประชาชนในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการเมืองของไทยได้พัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นจึงต้องหากติกามาคุ้มครองชีวิตคนไทย แต่กติกาในประเทศมีความซับซ้อนมาก จึงต้องหันมองต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงเข้ามาศึกษาเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ ก็ได้ล่ารายชื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 55 เพื่อขอให้พิจารณาธรรมนูญแห่งกรุงโรม มาตรา12 (3) ที่ใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษเพื่อดำเนินการในคดีใดคดีหนึ่ง โดยไม่ได้มีเจตนาเอาผิดกับใคร แต่เพื่อลดทอนความรุนแรงลง เพราะแน่นอนว่าญาติผู้เสียชีวิตซึ่งมีจำนวนมาก ย่อมรู้สึกโกรธ ดังนั้นจึงต้องลดความรุนแรงทางจิตใจลง
1. ศาลICCคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
4. ผู้ที่เสียหายคือใคร และมีแนวทางดำเนินการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างไร การร้องทุกข์
กล่าวโทษ กระบวนการสืบสวน การพิจารณา การพิพากษา การอุทรหรือทบทวนคำพิพากษา
ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆระหว่างภาคีสมาชิกต้องทำอย่างไร
5. การให้สัตยาบรรณของไทยมีผลดีหรือผลเสียในภาพรวมด้านใดบ้าง
วารุณีกล่าวว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court: ICC) เป็นสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นจากการประชุม ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อจัดตั้งศาลที่มีลักษณะถาวรสำหรับพิจารณาความผิดของบุคคลธรรมดาที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงสูงสุด เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีในลักษณะนี้เป็นเพียงศาลเฉพาะ ธรรมนูญกรุงโรม ได้รับการรับรองเมื่อปี2541 โดยสมาชิกสมัชชาสหประชาชาติ160 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่1 ก.ค. 2545 ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุนธรรมนูญกรุงโรมและได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2543
การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุดถูกปล่อยไปโดยไม่ได้รับการลงโทษ เป็นการยับยั้งการก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่อาจจะเกิดในอนาคต ส่งเสริมความยุติธรรมในระดับสากลและเสริมความยุติธรรมของรัฐภาคี
ปิยบุตรขยายความ ความหมายของศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าไม่ใช่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก การดำเนินคดีมุ่งไปที่ตัวคน ไม่ใช่รัฐกับรัฐ มีลักษณะพิเศษคือเป็นศาลถาวร ไม่เฉพาะเจาะจงกับคดีใดคดีหนึ่ง เป็นศาลเสริมอำนาจศาลภายในคือ ต้องให้มีกระบวนการยุติธรรมในประเทศก่อน และศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพราะความสมัครใจของแต่ละรัฐเอง แม้ว่าจะลงนามแล้วแต่ก็ต้องให้สัตยาบรรณด้วยจึงจะมีผลใช้บังคับ ปัจจุบันมี 121 ประเทศ ที่ลงนามแล้ว และให้สัตยาบรรณแล้ว และมี 32 ประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ประเทศที่ลงแล้วถอนก็มีเช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่ลง เช่น จีน อินเดีย
2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
วารุณีให้ข้อมูลว่า ความผิดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป แต่มีเขตอำนาจเหนืออาชญากรรมร้ายแรงที่สุด4ประเภท คือการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน
สำหรับอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน มีการประชุมทบทวนเพื่อกำหนดคำนิยาม องค์ประกอบความผิดและเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจในภายหลัง คือเมื่อ 31พ.ค.- 11 มิ.ย. 2553 ที่ประเทศอูกันดา ซึ่งตามกำหนดต้องแก้ไขทบทวนธรรมนูญเมื่อครบ 7 ปีหลังจากที่ธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ผลการประชุม สามารถกำหนดคำนิยามและองค์ประกอบความผิดที่ค้างอยู่ได้ กำหนดเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจ เพิ่มฐานความผิดย่อยเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามจากเดิมที่ได้กำหนดไว้แล้ว และเลื่อนเวลาสำหรับเขตอำนาจศาล
พนัสกล่าวว่านอกจากกรณีการฆ่าสังหาร การเอาคนไปลงโทษจำคุกก็เข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรง เพราะการดำเนินคดีไม่ได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ทำให้คนติดคุกจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผิดต่อมนุษยชาติซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นระบบ ในส่วนของประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ก็เข้าข่ายด้วย ถ้ามีการรับดำเนินคดี การบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้มีความผิดแน่นอน
3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
วารุณีกล่าวถึงการใช้เขตอำนาจศาลว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจเฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ คือวันที่1 ก.ค. 2545 ดังนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว ส่วนรัฐที่เข้าเป็นภาคีภายหลังที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจใช้อำนาจได้เฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในประเทศที่เข้าเป็นภาคีนั้น
สำหรับเงื่อนไขการใช้เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ การที่รัฐใดรัฐหนึ่งเข้าเป็นภาคีธรรมนูญถือเป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศในอาชญากรรม 4 ประเภท ที่กล่าวมา ศาลฯ อาจใช้เขตอำนาจ ตามกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
(1)เมื่อรัฐภาคีเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่อาชญากรรมถูกกระทำขึ้น หรือเป็นรัฐที่จดทะเบียนเรือหรืออากาศยานในกรณีที่อาชญากรรมกระทำขึ้นบนเรือหรืออากาศยาน
(2)รัฐภาคีนั้นเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม
(3)สำหรับรัฐที่ไม่ใช่ภาคี รัฐนั้นๆ อาจตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะกรณีได้ เมื่ออาชญากรรมกระทำขึ้นในดินแดนของตน บนเรือ หรืออากาศยานของตนหรือโดยคนชาติของตน ด้วยการส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียน และรัฐดังกล่าวต้องให้ความร่วมมือแก่ศาลโดยไม่ชักช้าและโดยไม่มีข้อยกเว้นใด
อย่างไรก็ตามศาลอาญาระหว่างประเทศมีฐานะเสริมอำนาจศาลภายในของรัฐภาคีเท่านั้น ดังนั้นก่อนอื่นเป็นหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับอาชญากรรมมากที่สุดจะต้องใช้อำนาจศาลภายในก่อน แต่เมื่อศาลภายในไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจพิจารณาคดี ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาใช้เขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้
วารุณีขยายความของคำว่าไม่สามารถและไม่สมัครใจว่า ไม่สามารถ(unable) หมายถึงรัฐไม่สามารถดำเนินกระบวนการยุติธรรมภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถใช้อำนาจตุลาการได้ เช่นในประเทศที่มีการสู้รบอย่างรุนแรง หรือเกิดอาชญากรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่สมัครใจ(unwilling) หมายถึงรัฐมีความมุ่งประสงค์ที่จะปกป้องผู้กระทำความผิด ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า ไม่เป็นอิสระหรือไม่เป็นกลาง แต่ศาลฯจะไม่รับพิจารณาในกรณีที่ ศาลในประเทศรับพิจารณาคดีอยู่ หรือคดีไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ด้านปิยบุตร กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของธรรมนูญนี้ว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องสนธิสัญญามีว่า รัฐใดแม้ลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ก็ห้ามกระทำการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของธรรมนูญ เช่น หากประเทศไทยจะเขียนรัฐธรรมนูญว่า จะไม่ให้สัตยาบรรณกับธรรมนูญ ถือว่าทำไม่ได้ นั่นคือธรรมนูญยังไม่ผูกมัด แต่ก็ห้ามเขียนกฎหมายภายในต่อต้าน หรือไม่ดำเนินการเกี่ยวกับธรรมนูญนี้
เงื่อนไขของการรับคำร้อง แบ่งตามเขตอำนาจดังนี้
1. เขตอำนาจในทางเวลา
สำหรับรัฐที่ลงนามและให้สัตยาบรรณแล้ว ธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 45 ไม่มีการย้อนหลัง และสำหรับรัฐที่ให้สัตยาบรรณหลังจากนั้น ธรรมนูญก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังให้สัตยาบรรณ 60 วัน ดังนั้นสมติว่าประเทศไทยให้สัตยาบรรณวันนี้ ก็ไม่สามารถนำความผิดที่เกิดก่อนหน้านี้มาเข้าสู่ศาลฯได้
ในประเด็นนี้ปิยบุตรได้เสนอช่องทางการเอาผิดต่อผู้กระทำอาชญากรรมโดยที่ไม่ต้องให้สัตยาบรรณว่า รัฐที่ไม่ใช่รัฐภาคี สามารถทำคำประกาศฝ่ายเดียวเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีได้ ซึ่งมีประเทศที่ทำสำเร็จมาแล้ว คือ อูกันดา และไอวอรีโคสต์ ในกรณีไอวอรีโคสต์ไม่ได้ให้สัตยาบรรณ ก็ได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลในวันที่ 18 เม.ย. 46 แต่ขอยอมรับเขตอำนาจศาลตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 45 เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศจัดการกับความผิดที่เกิดก่อนหน้าการประกาศ หมายความว่าสามามารถถอยหลังกลับไปได้ แต่ถอยได้ไม่เกินวันที่ 1 ก.ค. 45 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะได้ลงนามกับธรรมนูญกรุงโรมไว้แล้ว
ทั้งนี้การประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาจัดการกับคดีได้ทันที แต่มีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 คือ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และไม่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แต่นายกรัฐมนตรีสามารถลงนามได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ พนัสเห็นว่า น่าจะเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ เพราะการกระทำต่างๆ ต้องเข้าสู่สภา จึงต้องมีการทบทวนกันให้ถ่องแท้ว่าทำกันได้มากน้อยเพียงใด ส่วนการให้สัตยาบรรณก็น่าจะผ่านสภาไปได้ยากมาก
2. เขตอำนาจในทางเนื้อหา คือความผิด 4 ประเภทที่กล่าวมา
3. เขตอำนาจในทางพื้นที่ คือความผิดเกิดในดินแดนของรัฐภาคี
4. เขตอำนาจในทางบุคคล คือ ผู้ที่ถูกกล่าวหามีสัญชาติของรัฐภาคี
แต่เงื่อนไขสุดท้ายคือต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศทำหน้าที่ก่อน เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักอำนาจอธิปไตย และที่สำคัญต้องเป็นกรณีที่ร้ายแรงเพียงพอ ซึ่งสามารถดูได้จากเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเสียหาย และดูผู้เสียหายว่าได้รับความทุกข์ทรมานมากเพียงใด และสุดท้ายผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องไม่ถูกศาลพิพากษาซ้ำในการกระทำเดียวกัน
ในกรณีของซูดาน ประชาชนไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม และจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งก็หมายความว่ารัฐไม่สมัครใจ(unwilling)ที่จะดำเนินคดี ฉะนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาได้
เช่นเดียวกับพ.ร.บ.ปรองดอง ของไทยซึ่งจะมีการนิรโทษกรรมก็มีความชัดเจนว่า จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ได้ ส่วนที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ก็อาจอาศัยช่องทางที่นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศภาคีให้จัดการได้ แต่เมื่อดูที่ตัวเลขของการร้องเรียน มีคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศมากกว่า 3000 คำร้อง แต่มีคดีอยู่ในศาลเพียงแค่ 15 คดี และมีเพียง 7 คดี ที่มีการสืบสวนสอบสวนอย่าง
เป็นทางการแล้ว และมีเพียง 1 คดีที่ตัดสินไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากและการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องใช้เวลานาน
พนัสได้เสนอ ว่า ในกรณีการประกาศรับรองเขตอำนาจศาล น่าจะศึกษากรณีฮอนดูรัส ซึ่งมีการรัฐประหารและมีการประกาศภาวะฉุกเฉินคล้ายกับไทย คนที่ฝ่าฝืนการประกาศถูกจับไปเป็นพันคน แต่ส่วนใหญ่ถูกขังในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 12ชั่วโมง มีการกระทำทารุณกรรมเกิดขึ้นไม่มาก การรัฐประหารมีความรุนแรงทำให้คนเสียชีวิตไป 20 คน ที่เจตนาฆ่าจริงๆ มีเพียง 8 คน นอกนั้นเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าการสลายการชุมนุมของไทยรุนแรงกว่า
นอกจากนี้ปิยบุตรยังเสนอช่องทางในการร้องเรียน การถูกกระทำจากรัฐอีกช่องทางหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( ICCPR) ที่ประเทศไทยลงนามไว้แล้ว มีการรับรองสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ถ้าเอกชนเห็นว่ารัฐละเมิดสิทธิตัวเองก็จะร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจำสหประชาชาติ แล้วจะมีการดำเนินการต่อไป หากเห็นว่ารัฐกระทำการขัดกับหลักสิทธิตามที่ระบุไว้ ก็จะมีการออกมาตรการ เช่น ให้แก้กฎหมายภายใน หรือชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการถูกดำเนินคดีตามาตรา112 ก็สามารถไปร้องเรียนได้ แต่ทุกกรณีจะร้องเรียนได้ต่อเมื่อรัฐได้ลงนามพิธีสารอีกฉบับหนึ่งที่เสริมขึ้นมา แต่ไทยยังไม่ได้ลง แต่ประชาชนสามารถกดดันให้รัฐบาลไปลงได้
เมื่ออัยการพิจารณาแล้วลงความเห็นว่ามีหลักฐานสมเหตุผลที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป หรือผู้เสียหายอาจยื่นคำให้การต่อองคณะพิจารณาคดีเบื้องต้นได้ เมื่อองค์คณะตุลาการพิจารณาคดีเบื้องต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลเหตุที่สมเหตุผลที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อและกรณีดังกล่าวดูเหมือนว่าจะอยู่ภายในเขตอำนาจศาล จึงจะอนุญาตให้อัยการเริ่มการสืบสวนสอบสวนได้ หากองค์คณะฯ ปฏิเสธคำร้องขอของอัยการที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ อัยการก็มีสิทธิ์ยื่นคำร้องในภายหลังได้ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่
เมื่ออัยการยื่นสืบสวนสอบสวนข้อมูลด้วยตัวเองและวิเคราะห์ความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับแล้วเห็นว่าข้อมูลนั้นไม่มีพื้นฐานที่สมเหตุผลสำหรับการสืบสวนสอบสวน อัยการจะต้องแจ้งแก่ผู้ให้ข้อมูลได้ทราบ แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิ์อัยการในการพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม
สุดสงวน กล่าวถึงบุคคลที่สามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลได้ ได้แก่ ผู้เสียหายหรือเหยื่อเอง องค์กรเอ็นจีโอ เช่น Human right watch และAmnesty หลังจากนั้นอัยการจะพิจารณาว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจหรือไม่ ต่อมาอัยการจะจะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงพอหรือไม่ เช่นในกรณีของประเทศไทย 90 กว่าศพมากพอหรือไม่ ซึ่งไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องมีการตายเยอะๆ การสั่งฆ่าประชาชนเพียงคนเดียวก็ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแล้ว ต่อมาอัยการจะสืบสวนสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจะยื่นหลักฐานทั้งหมดที่ควรจะดำเนินคดีไปที่หน่วยการพิจารณาคดีเบื้องต้น แล้วผู้พิพากษาจะพิจารณาสิ่งที่อัยการทำขึ้นมา ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะรับหรือปฏิเสธคดีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจ โดยส่วนตัว สุดสงวนเชื่อว่าผู้พิพากษามีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียกับประเทศไทย และหากผู้พิพากษารับแล้วก็จะมีหมายจับไปยังบุคคลที่ต้องถูกดำเนินคดี ในระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ และจะถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมประเทศเนเธอแลนด์ จนกระทั่งการพิจารณาคดีจนเสร็จ ในขั้นตอนก่อนการตัดสิน จะมีผู้พิพากษา 3 คนที่จะฟังกรณีและตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด หากผิดจะถูกจำคุกตามคำสั่ง
ผู้พิพากษาซึ่งอาจมากถึง 30 ปีหรือตลอดชีวิต แต่ไม่มีโทษประหารชีวิต
อย่างไรก็ตาม ICC ไม่มีคุกเป็นของตัวเอง ดังนั้นจะส่งนักโทษกลับไปยังประเทศสัญชาติ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของ ICC หากจำเลยถูกตัดสินว่าไม่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดจบลง แต่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้องได้อีก ซึ่งเมื่อถูกพิพากษาว่ามีความผิดและถูกออกหมายจับแล้ว จำเลยยังอยู่ที่ประเทศสัญชาติของตน ICC ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับกุมตัว เว้นแต่บุคคลนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศ แต่พนัสกล่าวว่าต้องไปดูในธรรมนูญภาค10 การบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในข้อ103 ศาลจะต้องตั้งรับ ว่ารัฐใดซึ่งเป็นภาคสมาชิกจะสมัครรับเอานักโทษไป ส่วนเรื่องการจับกุม รัฐภาคีที่มีตัวผู้กระทำผิดอยู่ในพื้นที่ก็ต้องให้ความร่วมมือ ถ้าพบตัวผู้กระทำความผิดในรัฐใด รัฐก็ต้องส่งตัวให้กับศาล ไม่ว่ารัฐนั้นจะให้สัตยาบรรณแล้วหรือไม่ก็ตาม
พนัสให้ข้อมูลว่าโครงสร้างของศาลประกอบด้วยอัยการ 1 คน ผู้ช่วย 1 คน และผู้พิพากษาหรือตุลาการ รวม 18 คน โดยแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาคดี ฝ่ายพิจารณาคดี และฝ่ายรับเรื่องอุทธรณ์ ซึ่งอัยการเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะกลั่นกรองว่าคดีมีมูลหรือไม่ ตรงนี้แตกต่างกับอัยการของไทย เพราะทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและฟ้องคดีอยู่ในตัว ขั้นตอนที่ว่าจึงเป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างอัยการกับศาล ต่อเมื่ออัยการเห็นว่าคดีมีมูลจึงขอให้ฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาสอบสวนคดีนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาเห็นว่าสิ่งที่อัยการส่งมามีหลักฐานเพียงพอที่จะสอบสวน ศาลก็จะอนุมัติให้อัยการทำการสอบสวนได้ เมื่ออัยการสอบสวนแล้ว ก็จะได้ข้อสรุปว่าต้องเอาผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีหรือไม่ ถ้าสมควรก็ขอให้ศาลออกหมายเรียก โดยที่ศาลก็มีดุลพินิจคานกันอยู่ จะไม่ถูกผูกพันโดยการตัดสินหรือวินิจฉัยของขั้นตอนก่อนหน้า นี่คือระบบที่แตกต่างกับศาลไทย ดังนั้นการพิจารณาคดีแต่ละขั้นจึงมีความยุ่งยาก โดยเฉพาะข้อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่
“ตอบคำถามที่ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงไม่เข้าเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อ27 ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดให้ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจากความรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญศาลนี้ ไม่ว่ากรณีใดและจะไม่เป็นมูลเหตุให้ลดหย่อนโทษ หมายความว่าถ้าไทยเข้าเป็นภาคีก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีข้อนี้ด้วย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 8 ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นี่เป็นข้อติดขัดประการหนึ่ง ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคี ก็จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรองรับพันธกรณีตามข้อ27 ซึ่งไทยจะต้องคำนึงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะพิเศษในบริบททางสังคม การเมืองและกฎหมายของไทย จะต้องมีการศึกษาพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา”
แต่ในกรณีนี้ปิยบุตรเสนอว่า ธรรมนูญกรุงโรม ในมาตรา27เขียนไว้ว่า เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่างๆ ที่ให้กับประมุขของรัฐทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ให้เอามาใช้กับธรรมนูญกรุงโรม ประเทศไทยน่าจะกังวลเรื่องนี้ และน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ไม่ยอมให้สัตยาบรรณ แต่ใน 121 ประเทศที่ให้สัตยาบรรณไปมีหลายประเทศที่มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ และมีตัวบทเหมือนมาตรา 8 ของไทย คือองค์พระมหากษัตริย์ละเมิดมิได้ แต่หมายถึงว่า องค์พระมหากษัตริย์จะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีไม่ว่าในทางใดๆ ทั้งวินัย แพ่งหรืออาญา ซึ่งไม่รวมถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ กระนั้นประเทศเหล่านี้ก็สามารถให้สัตยาบรรณได้ ไม่ว่าจะเป็น สเปน สวีเดน อังกฤษ เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น แต่ของไทยกลับยังเป็นปัญหา ทั้งที่ในความจริงแล้ว มาตรา 8 จะบังคับใช้ไม่ได้ในทันที แต่ต้องเข้าเงื่อนไขว่าพระมหากษัตริย์จะไม่กระทำการใดๆ ตามลำพัง คนที่กระทำและรับผิดชอบผลของการกระทำคือผู้รับสนองพระบรมราชองโองการ จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าพระมหากษัตริย์จะถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะคนที่รับผิดชอบคือผู้ลงนามรับสนองฯ
ก่อนเข้าสู่การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วารุณีกล่าวว่าในเร็วๆ นี้กระทรวงการต่างประเทศจะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาตัวธรรมนูญกรุงโรมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคำนิยามต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาการเข้าเป็นภาคี โดยที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย มิใช่ของกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายเดียว ต้องผ่านครม. รัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา190 โดยคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมนูญนี้และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อไป
ที่มา.ประชาไท
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา คณะอนุกรรมาธิการพิจารณาเรื่องบทบาทและอำนาจหน้าที่ของศาลอาญาระหว่างประเทศ(ICC) ในคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้จัดการสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ประเทศไทยกับกฎหมายอาญาระหว่างประเทศ” มีวิทยากรรวม 5 คน ได้แก่ วารุณี ปั้นกระจ่าง ผู้อำนายการกองกฎหมายจากกระทรวงการต่างประเทศ, พนัส ทัศนียานนท์ อดีต ส.ว.และนักกฎหมาย, ปิยบุตร แสงกนกนกุล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สุดสงวน สุธีสร อาจารย์ประจำคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
สุนัย จุลพงศธร สส.และประธานการกรรมาธิการฯ กล่าวถึงการสลายการชุมนุมในช่วงเม.ย.- พ.ค. 53 ว่ามีการฆ่าประชาชนในที่สาธารณะ ทั้งๆ ที่ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรมการเมืองของไทยได้พัฒนาไปมากแล้ว ดังนั้นจึงต้องหากติกามาคุ้มครองชีวิตคนไทย แต่กติกาในประเทศมีความซับซ้อนมาก จึงต้องหันมองต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงเข้ามาศึกษาเรื่องศาลอาญาระหว่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้นายแพทย์เหวง โตจิราการ ก็ได้ล่ารายชื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไปตั้งแต่วันที่ 20 มี.ค. 55 เพื่อขอให้พิจารณาธรรมนูญแห่งกรุงโรม มาตรา12 (3) ที่ใช้มติคณะรัฐมนตรีเป็นกรณีพิเศษเพื่อดำเนินการในคดีใดคดีหนึ่ง โดยไม่ได้มีเจตนาเอาผิดกับใคร แต่เพื่อลดทอนความรุนแรงลง เพราะแน่นอนว่าญาติผู้เสียชีวิตซึ่งมีจำนวนมาก ย่อมรู้สึกโกรธ ดังนั้นจึงต้องลดความรุนแรงทางจิตใจลง
ประเด็นการสัมมนามี 5 ข้อ ได้แก่
1. ศาลICCคืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
4. ผู้ที่เสียหายคือใคร และมีแนวทางดำเนินการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างไร การร้องทุกข์
กล่าวโทษ กระบวนการสืบสวน การพิจารณา การพิพากษา การอุทรหรือทบทวนคำพิพากษา
ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆระหว่างภาคีสมาชิกต้องทำอย่างไร
5. การให้สัตยาบรรณของไทยมีผลดีหรือผลเสียในภาพรวมด้านใดบ้าง
1. ศาลอาญาระหว่างประเทศ คืออะไร เกิดขึ้นได้อย่างไร
วารุณีกล่าวว่าธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ(International Criminal Court: ICC) เป็นสนธิสัญญาที่เกิดขึ้นจากการประชุม ณ กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อจัดตั้งศาลที่มีลักษณะถาวรสำหรับพิจารณาความผิดของบุคคลธรรมดาที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงสูงสุด เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีในลักษณะนี้เป็นเพียงศาลเฉพาะ ธรรมนูญกรุงโรม ได้รับการรับรองเมื่อปี2541 โดยสมาชิกสมัชชาสหประชาชาติ160 ประเทศ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่1 ก.ค. 2545 ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุนธรรมนูญกรุงโรมและได้ลงนามเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2543
การก่อตั้งศาลอาญาระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่สุดถูกปล่อยไปโดยไม่ได้รับการลงโทษ เป็นการยับยั้งการก่ออาชญากรรมร้ายแรงที่อาจจะเกิดในอนาคต ส่งเสริมความยุติธรรมในระดับสากลและเสริมความยุติธรรมของรัฐภาคี
ปิยบุตรขยายความ ความหมายของศาลอาญาระหว่างประเทศ ว่าไม่ใช่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือศาลโลก การดำเนินคดีมุ่งไปที่ตัวคน ไม่ใช่รัฐกับรัฐ มีลักษณะพิเศษคือเป็นศาลถาวร ไม่เฉพาะเจาะจงกับคดีใดคดีหนึ่ง เป็นศาลเสริมอำนาจศาลภายในคือ ต้องให้มีกระบวนการยุติธรรมในประเทศก่อน และศาลอาญาระหว่างประเทศเกิดขึ้นเพราะความสมัครใจของแต่ละรัฐเอง แม้ว่าจะลงนามแล้วแต่ก็ต้องให้สัตยาบรรณด้วยจึงจะมีผลใช้บังคับ ปัจจุบันมี 121 ประเทศ ที่ลงนามแล้ว และให้สัตยาบรรณแล้ว และมี 32 ประเทศที่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ประเทศที่ลงแล้วถอนก็มีเช่น สหรัฐอเมริกา ประเทศที่ไม่ลง เช่น จีน อินเดีย
2. บทบาทอำนาจหน้าที่ ฐานความผิดกว้างขวางเพียงใด
วารุณีให้ข้อมูลว่า ความผิดที่ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณาคดี ไม่ใช่อาชญากรรมทั่วไป แต่มีเขตอำนาจเหนืออาชญากรรมร้ายแรงที่สุด4ประเภท คือการทำลายล้างเผ่าพันธุ์ อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ อาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน
สำหรับอาชญากรรมอันเป็นการรุกราน มีการประชุมทบทวนเพื่อกำหนดคำนิยาม องค์ประกอบความผิดและเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจในภายหลัง คือเมื่อ 31พ.ค.- 11 มิ.ย. 2553 ที่ประเทศอูกันดา ซึ่งตามกำหนดต้องแก้ไขทบทวนธรรมนูญเมื่อครบ 7 ปีหลังจากที่ธรรมนูญมีผลใช้บังคับ ผลการประชุม สามารถกำหนดคำนิยามและองค์ประกอบความผิดที่ค้างอยู่ได้ กำหนดเงื่อนไขที่ให้ศาลใช้เขตอำนาจ เพิ่มฐานความผิดย่อยเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามจากเดิมที่ได้กำหนดไว้แล้ว และเลื่อนเวลาสำหรับเขตอำนาจศาล
พนัสกล่าวว่านอกจากกรณีการฆ่าสังหาร การเอาคนไปลงโทษจำคุกก็เข้าข่ายอาชญากรรมร้ายแรง เพราะการดำเนินคดีไม่ได้เป็นไปอย่างเที่ยงธรรม ทำให้คนติดคุกจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ผิดต่อมนุษยชาติซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นระบบ ในส่วนของประมวลกฎหมายอาญามาตรา112 ก็เข้าข่ายด้วย ถ้ามีการรับดำเนินคดี การบังคับใช้กฎหมายเช่นนี้มีความผิดแน่นอน
3. เงื่อนไขบังคับก่อนสำหรับการใช้เขตอำนาจศาลมีอะไรบ้าง
วารุณีกล่าวถึงการใช้เขตอำนาจศาลว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศมีเขตอำนาจเฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ คือวันที่1 ก.ค. 2545 ดังนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศไม่มีเขตอำนาจพิจารณาคดีที่เกิดขึ้นก่อนวันดังกล่าว ส่วนรัฐที่เข้าเป็นภาคีภายหลังที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ศาลอาญาระหว่างประเทศอาจใช้อำนาจได้เฉพาะกับอาชญากรรมที่กระทำขึ้นหลังจากที่ธรรมนูญมีผลบังคับใช้ในประเทศที่เข้าเป็นภาคีนั้น
สำหรับเงื่อนไขการใช้เขตอำนาจของศาลอาญาระหว่างประเทศ การที่รัฐใดรัฐหนึ่งเข้าเป็นภาคีธรรมนูญถือเป็นการยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศในอาชญากรรม 4 ประเภท ที่กล่าวมา ศาลฯ อาจใช้เขตอำนาจ ตามกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ คือ
(1)เมื่อรัฐภาคีเป็นรัฐเจ้าของดินแดนที่อาชญากรรมถูกกระทำขึ้น หรือเป็นรัฐที่จดทะเบียนเรือหรืออากาศยานในกรณีที่อาชญากรรมกระทำขึ้นบนเรือหรืออากาศยาน
(2)รัฐภาคีนั้นเป็นรัฐเจ้าของสัญชาติของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าก่ออาชญากรรม
(3)สำหรับรัฐที่ไม่ใช่ภาคี รัฐนั้นๆ อาจตกลงยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเป็นการเฉพาะกรณีได้ เมื่ออาชญากรรมกระทำขึ้นในดินแดนของตน บนเรือ หรืออากาศยานของตนหรือโดยคนชาติของตน ด้วยการส่งมอบคำประกาศให้แก่นายทะเบียน และรัฐดังกล่าวต้องให้ความร่วมมือแก่ศาลโดยไม่ชักช้าและโดยไม่มีข้อยกเว้นใด
อย่างไรก็ตามศาลอาญาระหว่างประเทศมีฐานะเสริมอำนาจศาลภายในของรัฐภาคีเท่านั้น ดังนั้นก่อนอื่นเป็นหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีจุดเกาะเกี่ยวกับอาชญากรรมมากที่สุดจะต้องใช้อำนาจศาลภายในก่อน แต่เมื่อศาลภายในไม่สามารถ หรือไม่สมัครใจพิจารณาคดี ศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาใช้เขตอำนาจเหนือคดีนั้นได้
วารุณีขยายความของคำว่าไม่สามารถและไม่สมัครใจว่า ไม่สามารถ(unable) หมายถึงรัฐไม่สามารถดำเนินกระบวนการยุติธรรมภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือไม่สามารถใช้อำนาจตุลาการได้ เช่นในประเทศที่มีการสู้รบอย่างรุนแรง หรือเกิดอาชญากรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง รัฐไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และไม่สมัครใจ(unwilling) หมายถึงรัฐมีความมุ่งประสงค์ที่จะปกป้องผู้กระทำความผิด ทำให้กระบวนการพิจารณาล่าช้า ไม่เป็นอิสระหรือไม่เป็นกลาง แต่ศาลฯจะไม่รับพิจารณาในกรณีที่ ศาลในประเทศรับพิจารณาคดีอยู่ หรือคดีไม่มีน้ำหนักเพียงพอ
ด้านปิยบุตร กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของธรรมนูญนี้ว่า หลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องสนธิสัญญามีว่า รัฐใดแม้ลงนามแล้วแต่ยังไม่ให้สัตยาบรรณ ก็ห้ามกระทำการที่ขัดแย้งกับวัตถุประสงค์ของธรรมนูญ เช่น หากประเทศไทยจะเขียนรัฐธรรมนูญว่า จะไม่ให้สัตยาบรรณกับธรรมนูญ ถือว่าทำไม่ได้ นั่นคือธรรมนูญยังไม่ผูกมัด แต่ก็ห้ามเขียนกฎหมายภายในต่อต้าน หรือไม่ดำเนินการเกี่ยวกับธรรมนูญนี้
เงื่อนไขของการรับคำร้อง แบ่งตามเขตอำนาจดังนี้
1. เขตอำนาจในทางเวลา
สำหรับรัฐที่ลงนามและให้สัตยาบรรณแล้ว ธรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. 45 ไม่มีการย้อนหลัง และสำหรับรัฐที่ให้สัตยาบรรณหลังจากนั้น ธรรมนูญก็จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่หลังให้สัตยาบรรณ 60 วัน ดังนั้นสมติว่าประเทศไทยให้สัตยาบรรณวันนี้ ก็ไม่สามารถนำความผิดที่เกิดก่อนหน้านี้มาเข้าสู่ศาลฯได้
ในประเด็นนี้ปิยบุตรได้เสนอช่องทางการเอาผิดต่อผู้กระทำอาชญากรรมโดยที่ไม่ต้องให้สัตยาบรรณว่า รัฐที่ไม่ใช่รัฐภาคี สามารถทำคำประกาศฝ่ายเดียวเพื่อยอมรับเขตอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศเฉพาะกรณีได้ ซึ่งมีประเทศที่ทำสำเร็จมาแล้ว คือ อูกันดา และไอวอรีโคสต์ ในกรณีไอวอรีโคสต์ไม่ได้ให้สัตยาบรรณ ก็ได้ทำคำประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลในวันที่ 18 เม.ย. 46 แต่ขอยอมรับเขตอำนาจศาลตั้งแต่วันที่ 19 ก.ย. 45 เพื่อให้ศาลอาญาระหว่างประเทศจัดการกับความผิดที่เกิดก่อนหน้าการประกาศ หมายความว่าสามามารถถอยหลังกลับไปได้ แต่ถอยได้ไม่เกินวันที่ 1 ก.ค. 45 ซึ่งไม่ถือว่าเป็นการใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะได้ลงนามกับธรรมนูญกรุงโรมไว้แล้ว
ทั้งนี้การประกาศยอมรับเขตอำนาจศาลก็ไม่ได้หมายความว่า ศาลอาญาระหว่างประเทศจะเข้ามาจัดการกับคดีได้ทันที แต่มีเงื่อนไขอื่นๆ อีกมาก กระนั้นก็ไม่จำเป็นต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 คือ คณะรัฐมนตรีไม่ต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้และไม่ต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนหรือไม่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา แต่นายกรัฐมนตรีสามารถลงนามได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นนี้ พนัสเห็นว่า น่าจะเป็นที่ถกเถียงกันอย่างหนักว่าต้องทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 หรือไม่ เพราะการกระทำต่างๆ ต้องเข้าสู่สภา จึงต้องมีการทบทวนกันให้ถ่องแท้ว่าทำกันได้มากน้อยเพียงใด ส่วนการให้สัตยาบรรณก็น่าจะผ่านสภาไปได้ยากมาก
2. เขตอำนาจในทางเนื้อหา คือความผิด 4 ประเภทที่กล่าวมา
3. เขตอำนาจในทางพื้นที่ คือความผิดเกิดในดินแดนของรัฐภาคี
4. เขตอำนาจในทางบุคคล คือ ผู้ที่ถูกกล่าวหามีสัญชาติของรัฐภาคี
แต่เงื่อนไขสุดท้ายคือต้องปล่อยให้กระบวนการยุติธรรมภายในประเทศทำหน้าที่ก่อน เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักอำนาจอธิปไตย และที่สำคัญต้องเป็นกรณีที่ร้ายแรงเพียงพอ ซึ่งสามารถดูได้จากเครื่องมือที่ทำให้เกิดความเสียหาย และดูผู้เสียหายว่าได้รับความทุกข์ทรมานมากเพียงใด และสุดท้ายผู้ที่ถูกกล่าวหาจะต้องไม่ถูกศาลพิพากษาซ้ำในการกระทำเดียวกัน
ในกรณีของซูดาน ประชาชนไม่เชื่อในกระบวนการยุติธรรม และจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมให้แก่ผู้ที่กระทำความผิด ซึ่งก็หมายความว่ารัฐไม่สมัครใจ(unwilling)ที่จะดำเนินคดี ฉะนั้นศาลอาญาระหว่างประเทศจึงเข้ามาได้
เช่นเดียวกับพ.ร.บ.ปรองดอง ของไทยซึ่งจะมีการนิรโทษกรรมก็มีความชัดเจนว่า จะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ศาลอาญาระหว่างประเทศเข้ามาดำเนินการกับนายอภิสิทธิ์ได้ ส่วนที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ได้ยื่นฟ้องไปก่อนหน้านี้ก็อาจอาศัยช่องทางที่นายอภิสิทธิ์มีสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเป็นประเทศภาคีให้จัดการได้ แต่เมื่อดูที่ตัวเลขของการร้องเรียน มีคำร้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศมากกว่า 3000 คำร้อง แต่มีคดีอยู่ในศาลเพียงแค่ 15 คดี และมีเพียง 7 คดี ที่มีการสืบสวนสอบสวนอย่าง
เป็นทางการแล้ว และมีเพียง 1 คดีที่ตัดสินไปแล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น้อยมากและการดำเนินการทุกขั้นตอนต้องใช้เวลานาน
พนัสได้เสนอ ว่า ในกรณีการประกาศรับรองเขตอำนาจศาล น่าจะศึกษากรณีฮอนดูรัส ซึ่งมีการรัฐประหารและมีการประกาศภาวะฉุกเฉินคล้ายกับไทย คนที่ฝ่าฝืนการประกาศถูกจับไปเป็นพันคน แต่ส่วนใหญ่ถูกขังในช่วงเวลาสั้นๆ แค่ 12ชั่วโมง มีการกระทำทารุณกรรมเกิดขึ้นไม่มาก การรัฐประหารมีความรุนแรงทำให้คนเสียชีวิตไป 20 คน ที่เจตนาฆ่าจริงๆ มีเพียง 8 คน นอกนั้นเป็นการทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งแน่นอนว่าการสลายการชุมนุมของไทยรุนแรงกว่า
นอกจากนี้ปิยบุตรยังเสนอช่องทางในการร้องเรียน การถูกกระทำจากรัฐอีกช่องทางหนึ่งซึ่งน่าจะเป็นไปได้มากกว่า คือ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( ICCPR) ที่ประเทศไทยลงนามไว้แล้ว มีการรับรองสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง ถ้าเอกชนเห็นว่ารัฐละเมิดสิทธิตัวเองก็จะร้องเรียนไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนประจำสหประชาชาติ แล้วจะมีการดำเนินการต่อไป หากเห็นว่ารัฐกระทำการขัดกับหลักสิทธิตามที่ระบุไว้ ก็จะมีการออกมาตรการ เช่น ให้แก้กฎหมายภายใน หรือชี้ว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมไปถึงการถูกดำเนินคดีตามาตรา112 ก็สามารถไปร้องเรียนได้ แต่ทุกกรณีจะร้องเรียนได้ต่อเมื่อรัฐได้ลงนามพิธีสารอีกฉบับหนึ่งที่เสริมขึ้นมา แต่ไทยยังไม่ได้ลง แต่ประชาชนสามารถกดดันให้รัฐบาลไปลงได้
4. ผู้ที่เสียหายคือใคร และมีแนวทางดำเนินการเพื่อให้ได้รับความยุติธรรมอย่างไร การร้องทุกข์กล่าวโทษ กระบวนการสืบสวน การพิจารณา การพิพากษา การอุทธรณ์หรือทบทวนคำพิพากษา ตลอดจนความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างภาคีสมาชิกต้องทำอย่างไร
ในส่วนของการริเริ่มคดี วารุณีกล่าวว่ากำหนดให้ รัฐภาคี คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เสนอต่ออัยการของศาลอาญาระหว่างประเทศหรืออัยการเป็นผู้ริเริ่มคดีเองก็ได้ หลังจากนั้นก็จะยื่นฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศต่อไป โดยที่
- รัฐภาคี ต้องเสนอข้อมูลต่ออัยการ ให้เอกสารสนับสนุน มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
- คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เช่นตัวอย่างการสังหารประชาชนโดยรัฐบาลในเขตดาฟู เพราะมองว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มติดอาวุธที่ต่อต้านรัฐบาลระหว่างปีค.ศ.2003-2008 กรณีนี้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ได้เสนอเรื่องต่ออัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ หลังจากตรวจสอบพยานหลักฐานสืบพยานผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 ปาก ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีค.ศ.2005
- อัยการเป็นผู้ริเริ่มคดีเอง โดยสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรัฐ องค์กรสหประชาชาติ องค์การระหว่างรัฐบาลหรือองค์การที่ไม่ใช่รัฐบาลหรือแหล่งข้อมูลอื่นๆที่น่าเชื่อถือ
เมื่ออัยการพิจารณาแล้วลงความเห็นว่ามีหลักฐานสมเหตุผลที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อไป หรือผู้เสียหายอาจยื่นคำให้การต่อองคณะพิจารณาคดีเบื้องต้นได้ เมื่อองค์คณะตุลาการพิจารณาคดีเบื้องต้นพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลเหตุที่สมเหตุผลที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อและกรณีดังกล่าวดูเหมือนว่าจะอยู่ภายในเขตอำนาจศาล จึงจะอนุญาตให้อัยการเริ่มการสืบสวนสอบสวนได้ หากองค์คณะฯ ปฏิเสธคำร้องขอของอัยการที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนต่อ อัยการก็มีสิทธิ์ยื่นคำร้องในภายหลังได้ บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่
เมื่ออัยการยื่นสืบสวนสอบสวนข้อมูลด้วยตัวเองและวิเคราะห์ความถูกต้องของข้อมูลที่ได้รับแล้วเห็นว่าข้อมูลนั้นไม่มีพื้นฐานที่สมเหตุผลสำหรับการสืบสวนสอบสวน อัยการจะต้องแจ้งแก่ผู้ให้ข้อมูลได้ทราบ แต่ก็ไม่เป็นการตัดสิทธิ์อัยการในการพิจารณาข้อมูลเพิ่มเติม
สุดสงวน กล่าวถึงบุคคลที่สามารถยื่นฟ้องร้องต่อศาลได้ ได้แก่ ผู้เสียหายหรือเหยื่อเอง องค์กรเอ็นจีโอ เช่น Human right watch และAmnesty หลังจากนั้นอัยการจะพิจารณาว่ามีเหตุการณ์เกิดขึ้นภายในเขตอำนาจหรือไม่ ต่อมาอัยการจะจะต้องพิจารณาว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรุนแรงพอหรือไม่ เช่นในกรณีของประเทศไทย 90 กว่าศพมากพอหรือไม่ ซึ่งไม่มีความจำเป็นว่าจะต้องมีการตายเยอะๆ การสั่งฆ่าประชาชนเพียงคนเดียวก็ถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติแล้ว ต่อมาอัยการจะสืบสวนสอบสวนว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วจะยื่นหลักฐานทั้งหมดที่ควรจะดำเนินคดีไปที่หน่วยการพิจารณาคดีเบื้องต้น แล้วผู้พิพากษาจะพิจารณาสิ่งที่อัยการทำขึ้นมา ซึ่งมีสิทธิ์ที่จะรับหรือปฏิเสธคดีก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจ โดยส่วนตัว สุดสงวนเชื่อว่าผู้พิพากษามีความเป็นกลางและไม่มีส่วนได้เสียกับประเทศไทย และหากผู้พิพากษารับแล้วก็จะมีหมายจับไปยังบุคคลที่ต้องถูกดำเนินคดี ในระหว่างการสอบสวน ไม่สามารถประกันตัวผู้ต้องหาได้ และจะถูกควบคุมตัวไว้ที่ศูนย์ควบคุมประเทศเนเธอแลนด์ จนกระทั่งการพิจารณาคดีจนเสร็จ ในขั้นตอนก่อนการตัดสิน จะมีผู้พิพากษา 3 คนที่จะฟังกรณีและตัดสินว่าผิดหรือไม่ผิด หากผิดจะถูกจำคุกตามคำสั่ง
ผู้พิพากษาซึ่งอาจมากถึง 30 ปีหรือตลอดชีวิต แต่ไม่มีโทษประหารชีวิต
อย่างไรก็ตาม ICC ไม่มีคุกเป็นของตัวเอง ดังนั้นจะส่งนักโทษกลับไปยังประเทศสัญชาติ ซึ่งตรงนี้เป็นจุดอ่อนของ ICC หากจำเลยถูกตัดสินว่าไม่ผิด ก็ไม่ได้หมายความว่าความผิดจบลง แต่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานยื่นฟ้องได้อีก ซึ่งเมื่อถูกพิพากษาว่ามีความผิดและถูกออกหมายจับแล้ว จำเลยยังอยู่ที่ประเทศสัญชาติของตน ICC ก็ไม่มีอำนาจเข้าไปจับกุมตัว เว้นแต่บุคคลนั้นจะเดินทางออกนอกประเทศ แต่พนัสกล่าวว่าต้องไปดูในธรรมนูญภาค10 การบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาในข้อ103 ศาลจะต้องตั้งรับ ว่ารัฐใดซึ่งเป็นภาคสมาชิกจะสมัครรับเอานักโทษไป ส่วนเรื่องการจับกุม รัฐภาคีที่มีตัวผู้กระทำผิดอยู่ในพื้นที่ก็ต้องให้ความร่วมมือ ถ้าพบตัวผู้กระทำความผิดในรัฐใด รัฐก็ต้องส่งตัวให้กับศาล ไม่ว่ารัฐนั้นจะให้สัตยาบรรณแล้วหรือไม่ก็ตาม
พนัสให้ข้อมูลว่าโครงสร้างของศาลประกอบด้วยอัยการ 1 คน ผู้ช่วย 1 คน และผู้พิพากษาหรือตุลาการ รวม 18 คน โดยแบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาคดี ฝ่ายพิจารณาคดี และฝ่ายรับเรื่องอุทธรณ์ ซึ่งอัยการเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะกลั่นกรองว่าคดีมีมูลหรือไม่ ตรงนี้แตกต่างกับอัยการของไทย เพราะทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนและฟ้องคดีอยู่ในตัว ขั้นตอนที่ว่าจึงเป็นการใช้อำนาจร่วมกันระหว่างอัยการกับศาล ต่อเมื่ออัยการเห็นว่าคดีมีมูลจึงขอให้ฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาสอบสวนคดีนี้อย่างเป็นทางการ เมื่อฝ่ายไต่สวนก่อนพิจารณาเห็นว่าสิ่งที่อัยการส่งมามีหลักฐานเพียงพอที่จะสอบสวน ศาลก็จะอนุมัติให้อัยการทำการสอบสวนได้ เมื่ออัยการสอบสวนแล้ว ก็จะได้ข้อสรุปว่าต้องเอาผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดีหรือไม่ ถ้าสมควรก็ขอให้ศาลออกหมายเรียก โดยที่ศาลก็มีดุลพินิจคานกันอยู่ จะไม่ถูกผูกพันโดยการตัดสินหรือวินิจฉัยของขั้นตอนก่อนหน้า นี่คือระบบที่แตกต่างกับศาลไทย ดังนั้นการพิจารณาคดีแต่ละขั้นจึงมีความยุ่งยาก โดยเฉพาะข้อพิจารณาว่าจะรับเป็นคดีหรือไม่
5. การให้สัตยาบรรณของไทยมีผลดีหรือผลเสียในภาพรวมด้านใดบ้าง
วารุณีชี้ว่าประเทศไทยลงนามธรรมนูญกรุงโรมเมื่อวันที่ 2 ต.ค.2543 แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบรรณ จึงยังไม่ได้เป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม คณะกรรมการพิจารณาคดีของศาลอาญาระหว่างประเทศ จัดการประชุมแล้ว สรุปว่าหากประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีจำเป็นต้องออกพระราชบัญญัติ รวมทั้งแก้ไขกฎหมายที่มีอยู่หลายฉบับเพื่อให้สอดคล้องกับธรรมนูญกรุงโรม ต้องแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา ให้กำหนดฐานความผิด ครอบคลุมความผิดที่เป็นอาชญากรรม 4 ประเภทที่ระบุในธรรมนูญกรุงโรม รวมทั้งกำหนดบทลงโทษ จะต้องแก้ไขพระราชบัญญัติส่งผู้ร่ายข้ามแดน พ.ศ.2542 ต้องแก้ไขพระราชบัญญัติการปฏิบัติเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศในการดำเนินการตามคำพิพากษาคดีอาญา พ.ศ.2527 ต้องแก้ไขพ.ร.บ.ความร่วมมือระหว่างประเทศในเรื่องทางอาญา พ.ศ.2535 เป็นต้น
“ตอบคำถามที่ว่า เหตุใดประเทศไทยจึงไม่เข้าเป็นภาคีของธรรมนูญกรุงโรม ประเด็นสำคัญที่สุดคือ ข้อ27 ของธรรมนูญกรุงโรม กำหนดให้ประมุขของรัฐไม่ได้รับการยกเว้นจากความรับผิดทางอาญาตามธรรมนูญศาลนี้ ไม่ว่ากรณีใดและจะไม่เป็นมูลเหตุให้ลดหย่อนโทษ หมายความว่าถ้าไทยเข้าเป็นภาคีก็จะต้องปฏิบัติตามพันธกรณีข้อนี้ด้วย แต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 8 ระบุว่า องค์พระมหากษัตริย์ทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ ผู้ใดจะกล่าวหาหรือฟ้องร้องพระมหากษัตริย์ในทางใดๆ มิได้ นี่เป็นข้อติดขัดประการหนึ่ง ซึ่งหากไทยจะเข้าเป็นภาคี ก็จำเป็นจะต้องมีการดำเนินการเพื่อรองรับพันธกรณีตามข้อ27 ซึ่งไทยจะต้องคำนึงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่มีสถานะพิเศษในบริบททางสังคม การเมืองและกฎหมายของไทย จะต้องมีการศึกษาพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบ โดยคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา”
แต่ในกรณีนี้ปิยบุตรเสนอว่า ธรรมนูญกรุงโรม ในมาตรา27เขียนไว้ว่า เอกสิทธิ์ความคุ้มกันต่างๆ ที่ให้กับประมุขของรัฐทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่ให้เอามาใช้กับธรรมนูญกรุงโรม ประเทศไทยน่าจะกังวลเรื่องนี้ และน่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ไม่ยอมให้สัตยาบรรณ แต่ใน 121 ประเทศที่ให้สัตยาบรรณไปมีหลายประเทศที่มีประมุขของรัฐเป็นกษัตริย์ และมีตัวบทเหมือนมาตรา 8 ของไทย คือองค์พระมหากษัตริย์ละเมิดมิได้ แต่หมายถึงว่า องค์พระมหากษัตริย์จะไม่ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีไม่ว่าในทางใดๆ ทั้งวินัย แพ่งหรืออาญา ซึ่งไม่รวมถึงการถูกวิพากษ์วิจารณ์ กระนั้นประเทศเหล่านี้ก็สามารถให้สัตยาบรรณได้ ไม่ว่าจะเป็น สเปน สวีเดน อังกฤษ เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น แต่ของไทยกลับยังเป็นปัญหา ทั้งที่ในความจริงแล้ว มาตรา 8 จะบังคับใช้ไม่ได้ในทันที แต่ต้องเข้าเงื่อนไขว่าพระมหากษัตริย์จะไม่กระทำการใดๆ ตามลำพัง คนที่กระทำและรับผิดชอบผลของการกระทำคือผู้รับสนองพระบรมราชองโองการ จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าพระมหากษัตริย์จะถูกนำตัวไปขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะคนที่รับผิดชอบคือผู้ลงนามรับสนองฯ
ก่อนเข้าสู่การซักถามและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น วารุณีกล่าวว่าในเร็วๆ นี้กระทรวงการต่างประเทศจะจัดให้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาธรรมนูญศาลอาญาระหว่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาตัวธรรมนูญกรุงโรมซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคำนิยามต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพิจารณาการเข้าเป็นภาคี โดยที่จะต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่าย มิใช่ของกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายเดียว ต้องผ่านครม. รัฐสภา ซึ่งต้องดำเนินการตามมาตรา190 โดยคณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับธรรมนูญนี้และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อไป
ที่มา.ประชาไท
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ย้ายบ้าน !!?
เมื่อประมาณ 20 กว่าปีก่อน ผู้ว่าการไฟฟ้าฯคนหนึ่งซึ่งกำลังจะเกษียณอายุราชการ ได้ทำเรื่องเสนอต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าแห่งนั้น แจ้งให้ทราบว่า...จะย้ายบ้าน จากบ้านที่เคยเป็นของตระกูลเก่าแก่ของตนไปอยู่ที่บ้านใหม่
ด้วยความสงสัย นายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้มีการสืบสวนอย่างลับๆ ว่า...ทำไมท่านผู้ว่าจึงจะย้ายบ้าน เพราะฟังเรื่องที่เสนอมาแล้วมันรู้สึกพิกล
ผลการสืบสวนได้ความว่า...เรื่องย้ายบ้าน มันเกี่ยวพันกับการที่ท่านผู้ว่ามีเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทั้งหลายที่ “ได้ใช้ไฟฟ้าฟรี”
และบังเอิญท่านผู้ว่าได้สร้างคอนโดมีเนียมขนาดมหึมาขึ้นหลังหนึ่งเพื่อให้ฝรั่งเช่า ท่านจึงคิดจะประหยัดค่าไฟฟ้าคอนโดมีเนียมดังกล่าวจึงทำเรื่องแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการย้ายบ้าน
เพราะเมื่อมีชื่อของท่านผู้ว่าอยู่ในคอนโดมีเนียมดังกล่าว มันก็ทำให้คอนโดมีเนียมหลังนั้นสามารถใช้ไฟฟ้าฟรี ไม่ต้องเสียสตางค์
สรุปแล้วก็เป็นเรื่องของคนที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น และมีความโลภอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด
ผิดกับคนไทยอีก 60 กว่าล้านคนที่ต้องมีชีวิตอยู่กับค่าไฟฟ้าด้วยความทรหดอดทนและหวานอมขมกลืน
โดยในขณะที่พนักงานการไฟฟ้ามีสิทธิ์ใช้ไฟฟรี แต่พวกเราจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า คือยิ่งใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงมากขึ้นเป็นขั้นบันใด
เดือนพฤษภาคมนี้พวกเราจะต้องเสียค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอีกหน่วยละ 30 สตางค์ และอีกสามเดือนข้างหน้าก็จะต้องจ่ายแพงขึ้นอีกหน่วยละ 30 สตางค์ด้วย
พร้อมๆ กับที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่เรียกว่า “ก้าวหน้า”และค่าไฟฟ้าก็แพงขึ้นๆอย่างเดียว ไม่เคยมีการลดราคาลง
กำไรของการไฟฟ้า...ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโรงฟฟ้าเอกชนที่ขายไฟให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็มีกำไรมากมายถึงขั้นสะดือบวม
โดยการไฟฟ้าทั้งระบบมีกำไรรวมกันประมาณ 100,000 ล้านบาท
เงินโบนัสและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจึงสูงลิบลิ่ว ชวนให้พนักงานลูกจ้างในอุตสาหกรรมอื่นอิจฉาจนน้ำลายหก
ถ้าค่าไฟฟ้าของเราราคาไม่แพงเหมือนกับต่างประเทศที่เจริญแล้ว มันก็น่าจะทำให้ชาติบ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
การผลิตทุกอย่างไม่ว่าการเกษตรหรืออุตสาหกรรมต่างๆจะสามารถพัฒนาไปได้อีกมากมาย
เป็นเรื่องที่ควรจะได้มีการทบทวนแก้ไข แต่อย่างว่านั่นแหละมันแทบจะมองไม่เห็นหนทางเลยว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรสำหรับประเทศที่ได้ชื่อว่า “ไทยแลนด์แดนอภิสิทธิ์” แห่งนี้
เขียนถึงเรื่องนี้แล้วก็มีเรื่องที่นับเป็นข่าวดีของคนไทยมาบอกกล่าว นั่นคือเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นซึ่งเคยมีโรงไฟฟ้าปรมาณู 50 โรงก็ได้ปิดโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ใช้มาแล้ว 42 ปีทั้งหมด
นับเป็นประเทศที่สองในโลกที่เลิกใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าปรมาณู
โดยประเทศแรกที่เลิกใช้ คือ เยอรมัน ปรากฎการณ์นี้น่าจะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งกระเหี้ยนกระหือรือจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูจำต้องคิดหนัก
อย่าลืมว่า...ญี่ปุ่นกับเยอรมันเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยเข้มแข็งที่สุดในโลกแล้วระเบียบวินัยของเราเป็นอย่างไร
กลัวจะยิ่งกว่าเชอร์โนบิล
โดย.คนชายขอบ,บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ด้วยความสงสัย นายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้มีการสืบสวนอย่างลับๆ ว่า...ทำไมท่านผู้ว่าจึงจะย้ายบ้าน เพราะฟังเรื่องที่เสนอมาแล้วมันรู้สึกพิกล
ผลการสืบสวนได้ความว่า...เรื่องย้ายบ้าน มันเกี่ยวพันกับการที่ท่านผู้ว่ามีเอกสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าทั้งหลายที่ “ได้ใช้ไฟฟ้าฟรี”
และบังเอิญท่านผู้ว่าได้สร้างคอนโดมีเนียมขนาดมหึมาขึ้นหลังหนึ่งเพื่อให้ฝรั่งเช่า ท่านจึงคิดจะประหยัดค่าไฟฟ้าคอนโดมีเนียมดังกล่าวจึงทำเรื่องแจ้งให้ทราบเกี่ยวกับการย้ายบ้าน
เพราะเมื่อมีชื่อของท่านผู้ว่าอยู่ในคอนโดมีเนียมดังกล่าว มันก็ทำให้คอนโดมีเนียมหลังนั้นสามารถใช้ไฟฟ้าฟรี ไม่ต้องเสียสตางค์
สรุปแล้วก็เป็นเรื่องของคนที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่าคนอื่น และมีความโลภอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด
ผิดกับคนไทยอีก 60 กว่าล้านคนที่ต้องมีชีวิตอยู่กับค่าไฟฟ้าด้วยความทรหดอดทนและหวานอมขมกลืน
โดยในขณะที่พนักงานการไฟฟ้ามีสิทธิ์ใช้ไฟฟรี แต่พวกเราจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราก้าวหน้า คือยิ่งใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงมากขึ้นเป็นขั้นบันใด
เดือนพฤษภาคมนี้พวกเราจะต้องเสียค่าไฟฟ้าแพงขึ้นอีกหน่วยละ 30 สตางค์ และอีกสามเดือนข้างหน้าก็จะต้องจ่ายแพงขึ้นอีกหน่วยละ 30 สตางค์ด้วย
พร้อมๆ กับที่คนไทยทั้งประเทศจะต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่เรียกว่า “ก้าวหน้า”และค่าไฟฟ้าก็แพงขึ้นๆอย่างเดียว ไม่เคยมีการลดราคาลง
กำไรของการไฟฟ้า...ไม่ว่าจะเป็นการไฟฟ้าฝ่ายผลิต การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและโรงฟฟ้าเอกชนที่ขายไฟให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็มีกำไรมากมายถึงขั้นสะดือบวม
โดยการไฟฟ้าทั้งระบบมีกำไรรวมกันประมาณ 100,000 ล้านบาท
เงินโบนัสและผลประโยชน์ตอบแทนอื่นๆของเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าจึงสูงลิบลิ่ว ชวนให้พนักงานลูกจ้างในอุตสาหกรรมอื่นอิจฉาจนน้ำลายหก
ถ้าค่าไฟฟ้าของเราราคาไม่แพงเหมือนกับต่างประเทศที่เจริญแล้ว มันก็น่าจะทำให้ชาติบ้านเมืองของเราเจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว
การผลิตทุกอย่างไม่ว่าการเกษตรหรืออุตสาหกรรมต่างๆจะสามารถพัฒนาไปได้อีกมากมาย
เป็นเรื่องที่ควรจะได้มีการทบทวนแก้ไข แต่อย่างว่านั่นแหละมันแทบจะมองไม่เห็นหนทางเลยว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรสำหรับประเทศที่ได้ชื่อว่า “ไทยแลนด์แดนอภิสิทธิ์” แห่งนี้
เขียนถึงเรื่องนี้แล้วก็มีเรื่องที่นับเป็นข่าวดีของคนไทยมาบอกกล่าว นั่นคือเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ญี่ปุ่นซึ่งเคยมีโรงไฟฟ้าปรมาณู 50 โรงก็ได้ปิดโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ใช้มาแล้ว 42 ปีทั้งหมด
นับเป็นประเทศที่สองในโลกที่เลิกใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าปรมาณู
โดยประเทศแรกที่เลิกใช้ คือ เยอรมัน ปรากฎการณ์นี้น่าจะทำให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยซึ่งกระเหี้ยนกระหือรือจะสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูจำต้องคิดหนัก
อย่าลืมว่า...ญี่ปุ่นกับเยอรมันเป็นประเทศที่มีระเบียบวินัยเข้มแข็งที่สุดในโลกแล้วระเบียบวินัยของเราเป็นอย่างไร
กลัวจะยิ่งกว่าเชอร์โนบิล
โดย.คนชายขอบ,บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
จี้ทบทวน ม.112 เร่งด่วนสอบหมอ-พยาบาลละเลยช่วยชีวิต อากง !!?
กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลแถลงการณ์จี้รัฐบาลตั้งกรรมการสอบแพทย์ พยาบาลที่อาจละเลยช่วยชีวิต “อากง” ก่อนสิ้นลมหายใจ ให้รัฐสภาทบทวนการดำรงอยู่ของมาตรา 112 โดยด่วน และให้ฝ่ายตุลาการตรวจสอบผู้พิพากษาที่ใช้ดุลยพินิจเหนือหลักนิติธรรม “ลูกเสธ.แดง” จัดทำบุญครบรอบ 2 ปีพ่อถูกลอบสังหารโหด ระบุอย่าทำร้ายน้ำใจญาติผู้เสียชีวิตด้วยคำว่าปรองดอง ต้องไม่ละเลยค้นหาความจริงเพื่อเอาคนฆ่ามาลงโทษตามกฎหมาย ปชป. ชี้ยิ่งขยายหมู่บ้านเสื้อแดงยิ่งแตกแยก
ที่หน้าสำนักงานศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล (Declaration of Justice) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและแนวร่วมคนเสื้อแดง ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องการเสียชีวิตของนักโทษการเมือง นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง”
แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล อันเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันเคลื่อนไหวให้ปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง ต้องการให้สถาบันหลักทั้งสามในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแสดงความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
จี้สภาทบทวนมาตรา 112
สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นต้นธารของการออกกฎหมาย มาตรา 112 อันเป็นเหตุให้ประชาชนเช่นนายอำพลถูกคุมขังโดยมิชอบ ต้องทบทวนถึงการคงอยู่ของกฎหมายมาตรานี้อย่างเร่งด่วนและซื่อตรงต่อประชาชน
สถาบันตุลาการ ซึ่งเป็นเครื่องมือของการใช้ตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องตรวจสอบตุลาการที่ใช้ดุลยพินิจเฉพาะกิจอยู่เหนือหลักการนิติธรรมจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน เพราะนอกจากไม่สามารถดำรงความยุติธรรมให้เกิดในสังคมไทยได้แล้ว ยังนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศในขั้นรุนแรงอีกด้วย
ต้องสอบหมอ-พยาบาล
สถาบันบริหาร ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการองค์กรของรัฐทุกองค์กรที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล ต้องตรวจสอบส่วนงานราชการที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการดูแลรักษาโรคของผู้ถูกคุมขัง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนแพทย์ พยาบาลผู้ละเลยการให้การรักษาพยาบาลอย่างไร้จรรยาแพทย์โดยทันที
กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลจะติดตามการแก้ไขปัญหาของทุกสถาบันอย่างใกล้ชิด และจะเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกว่านักโทษการเมืองจะได้รับการปล่อยตัว และศักดิ์ศรีความเป็นคนของนักโทษการเมืองทั้งที่ได้วายชนม์แล้วและยังถูกคุมขังได้รับกลับคืนมา
เสื้อแดงพัทยาไล่ “ตั๊ก-บงกช”
ด้านกระแสความไม่พอใจดาราสาว “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” ของคนเสื้อแดงสืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเชิงลบต่อการเสียชีวิตของนายอำพล กลางดึกวันที่ 12 พ.ค. ผ่านมาขณะที่ดาราสาวไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ได้มีกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากรวมตัวกันเพื่อขับไล่
ทั้งนี้ ฉากที่ดาราสาวกำลังถ่ายทำเป็นการนั่งรถมากับดาราฝรั่ง เมื่อคนเสื้อแดงเห็นจึงขี่จักรยานยนต์เข้าประกบและตะโกนขับไล่ ทำให้รถดาราสาวต้องขับหนีด้วยความเร็ว และกองถ่ายต้องยกเลิกกะทันหัน โดยตั๊กได้เปลี่ยนไปขึ้นรถตู้ที่ปั๊มก๊าซช่วงสุดเขตเมืองพัทยา จากนั้นทีมงานก็ขับออกไปทางอำเภอสัตหีบอย่างรวดเร็ว
ดาราสาวไม่ติดใจเอาผิด
ล่าสุดตั๊กให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับได้เพราะถือเป็นสิทธิในการแสดงออกของคนที่ไม่เห็นด้วย คงไม่แจ้งความดำเนินคดีกับใคร และจะกลับไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่พัทยาอีกครั้ง ซึ่งได้ประสานกับตำรวจให้เข้ามาดูแลความเรียบร้อยแล้ว
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนเสื้อแดงมักไม่ยอมรับคนที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งที่สิทธิการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน คนเสื้อแดงไม่มีสิทธิไปคุกคามใคร ขอเรียกร้องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาปรามคนเหล่านี้และจับกุมดำเนินคดี และขอเตือนให้หยุดการขยายหมู่บ้านเสื้อแดง เพราะเป็นการขยายความแตกแยกให้กว้างขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่
ทำบุญครบรอบ 2 ปี “เสธ.แดง”
ที่บริเวณสวนลุมพินี (แยกศาลาแดง) น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.พรรคเพื่อไทย บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งร่วมกันจัดงานรำลึกครบ 2 ปีการเสียชีวิตของ เสธ.แดงซึ่งถูกลอบยิงที่ศีรษะขณะมีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 โดยมีการทำบุญเลี้ยงเพลพระ 37 รูป และช่วงค่ำมีการจุดเทียนรำลึกพร้อมการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดงบางส่วน
น.ส.ขัตติยาให้สัมภาษณ์ว่า แม้เวลาผ่านไป 2 ปีแล้วแต่ยังคิดถึงพ่อทุกวัน อยากให้กระบวนการยุติธรรมเอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้
ย้ำต้องเอาคนฆ่ามาลงโทษ
“2 ปีผ่านไปดูเหมือนว่าสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น แต่กระบวนการค้นหาความจริงและการเอาคนผิดมาลงโทษไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่มีข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่อนำหลักฐานเหล่านั้นมารวมกันเพื่อให้มีความแน่นหนามากขึ้น จะได้เอาคนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อมาลงโทษ”
น.ส.ขัตติยากล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไรกับการสร้างความปรองดอง เพราะการปรองดองเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลนี้ แต่อยากให้การสร้างความปรองดองเดินควบคู่ไปกับการค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เราต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต ซึ่งญาติๆของเขาทุกคนต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กระทำ การสร้างความปรองดองจึงต้องเดินคู่ไปกับการค้นหาความจริง เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึก จะได้มีความรู้สึกที่ดีๆด้วยกันทุกฝ่าย เมื่อความจริงปรากฏแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการ”
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
**********************************************************************
ที่หน้าสำนักงานศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล (Declaration of Justice) ซึ่งประกอบด้วยนักวิชาการและแนวร่วมคนเสื้อแดง ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เรื่องการเสียชีวิตของนักโทษการเมือง นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง”
แถลงการณ์ระบุว่า กลุ่มปฏิญญาหน้าศาล อันเป็นกลุ่มที่รวมตัวกันเคลื่อนไหวให้ปลดปล่อยนักโทษทางการเมือง ต้องการให้สถาบันหลักทั้งสามในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยแสดงความรับผิดชอบดังต่อไปนี้
จี้สภาทบทวนมาตรา 112
สถาบันนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นต้นธารของการออกกฎหมาย มาตรา 112 อันเป็นเหตุให้ประชาชนเช่นนายอำพลถูกคุมขังโดยมิชอบ ต้องทบทวนถึงการคงอยู่ของกฎหมายมาตรานี้อย่างเร่งด่วนและซื่อตรงต่อประชาชน
สถาบันตุลาการ ซึ่งเป็นเครื่องมือของการใช้ตัวบทกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ต้องตรวจสอบตุลาการที่ใช้ดุลยพินิจเฉพาะกิจอยู่เหนือหลักการนิติธรรมจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน เพราะนอกจากไม่สามารถดำรงความยุติธรรมให้เกิดในสังคมไทยได้แล้ว ยังนำมาซึ่งความเสื่อมศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศในขั้นรุนแรงอีกด้วย
ต้องสอบหมอ-พยาบาล
สถาบันบริหาร ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการองค์กรของรัฐทุกองค์กรที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของรัฐบาล ต้องตรวจสอบส่วนงานราชการที่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อการดูแลรักษาโรคของผู้ถูกคุมขัง และตั้งคณะกรรมการสอบสวนแพทย์ พยาบาลผู้ละเลยการให้การรักษาพยาบาลอย่างไร้จรรยาแพทย์โดยทันที
กลุ่มปฏิญญาหน้าศาลจะติดตามการแก้ไขปัญหาของทุกสถาบันอย่างใกล้ชิด และจะเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจนกว่านักโทษการเมืองจะได้รับการปล่อยตัว และศักดิ์ศรีความเป็นคนของนักโทษการเมืองทั้งที่ได้วายชนม์แล้วและยังถูกคุมขังได้รับกลับคืนมา
เสื้อแดงพัทยาไล่ “ตั๊ก-บงกช”
ด้านกระแสความไม่พอใจดาราสาว “ตั๊ก-บงกช คงมาลัย” ของคนเสื้อแดงสืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นในเชิงลบต่อการเสียชีวิตของนายอำพล กลางดึกวันที่ 12 พ.ค. ผ่านมาขณะที่ดาราสาวไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่พัทยา จังหวัดชลบุรี ได้มีกลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากรวมตัวกันเพื่อขับไล่
ทั้งนี้ ฉากที่ดาราสาวกำลังถ่ายทำเป็นการนั่งรถมากับดาราฝรั่ง เมื่อคนเสื้อแดงเห็นจึงขี่จักรยานยนต์เข้าประกบและตะโกนขับไล่ ทำให้รถดาราสาวต้องขับหนีด้วยความเร็ว และกองถ่ายต้องยกเลิกกะทันหัน โดยตั๊กได้เปลี่ยนไปขึ้นรถตู้ที่ปั๊มก๊าซช่วงสุดเขตเมืองพัทยา จากนั้นทีมงานก็ขับออกไปทางอำเภอสัตหีบอย่างรวดเร็ว
ดาราสาวไม่ติดใจเอาผิด
ล่าสุดตั๊กให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นว่า ตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับได้เพราะถือเป็นสิทธิในการแสดงออกของคนที่ไม่เห็นด้วย คงไม่แจ้งความดำเนินคดีกับใคร และจะกลับไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่พัทยาอีกครั้ง ซึ่งได้ประสานกับตำรวจให้เข้ามาดูแลความเรียบร้อยแล้ว
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คนเสื้อแดงมักไม่ยอมรับคนที่มีความเห็นแตกต่าง ทั้งที่สิทธิการแสดงออกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของทุกคน คนเสื้อแดงไม่มีสิทธิไปคุกคามใคร ขอเรียกร้องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาปรามคนเหล่านี้และจับกุมดำเนินคดี และขอเตือนให้หยุดการขยายหมู่บ้านเสื้อแดง เพราะเป็นการขยายความแตกแยกให้กว้างขึ้น และอาจเป็นจุดเริ่มให้เกิดความรุนแรงรอบใหม่
ทำบุญครบรอบ 2 ปี “เสธ.แดง”
ที่บริเวณสวนลุมพินี (แยกศาลาแดง) น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.พรรคเพื่อไทย บุตรสาว พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง อดีตผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก พร้อมคนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งร่วมกันจัดงานรำลึกครบ 2 ปีการเสียชีวิตของ เสธ.แดงซึ่งถูกลอบยิงที่ศีรษะขณะมีการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2553 โดยมีการทำบุญเลี้ยงเพลพระ 37 รูป และช่วงค่ำมีการจุดเทียนรำลึกพร้อมการปราศรัยของแกนนำคนเสื้อแดงบางส่วน
น.ส.ขัตติยาให้สัมภาษณ์ว่า แม้เวลาผ่านไป 2 ปีแล้วแต่ยังคิดถึงพ่อทุกวัน อยากให้กระบวนการยุติธรรมเอาตัวคนผิดมาลงโทษให้ได้
ย้ำต้องเอาคนฆ่ามาลงโทษ
“2 ปีผ่านไปดูเหมือนว่าสถานการณ์ต่างๆจะดีขึ้น แต่กระบวนการค้นหาความจริงและการเอาคนผิดมาลงโทษไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร จึงอยากวิงวอนให้ผู้ที่มีข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพ่อนำหลักฐานเหล่านั้นมารวมกันเพื่อให้มีความแน่นหนามากขึ้น จะได้เอาคนที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของพ่อมาลงโทษ”
น.ส.ขัตติยากล่าวอีกว่า ส่วนตัวไม่มีปัญหาอะไรกับการสร้างความปรองดอง เพราะการปรองดองเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลนี้ แต่อยากให้การสร้างความปรองดองเดินควบคู่ไปกับการค้นหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
“เราต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้เสียชีวิต ซึ่งญาติๆของเขาทุกคนต่างอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นผู้กระทำ การสร้างความปรองดองจึงต้องเดินคู่ไปกับการค้นหาความจริง เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึก จะได้มีความรู้สึกที่ดีๆด้วยกันทุกฝ่าย เมื่อความจริงปรากฏแล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินการ”
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
**********************************************************************
เฟอร์กี้ยินดีแมนซิตี้ ข่มขวัญฤดูกาลหน้าแมนยูเอาคืน !!?
|
หลังเกม เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โค้ชใหญ่แมนยู กล่าวว่า "ในนามของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขอแสดงความยินดีกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ชนะแชมป์พรีเมียร์ลีก ลีกที่ไม่ง่ายเลยที่จะชนะ และใครที่ชนะได้ ก็สมควรแล้วกับตำแหน่ง เพราะเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน"
อย่างไรก็ตาม เซอร์อเล็กซ์ไม่วายกล่าวข่มขวัญคู่ต่อสู้ร่วมเมืองด้วย ว่าฤดูกาลหน้าแมนยูจะกลับมาแกร่งกว่าเดิมเพื่อเอาคืนแมนซิตี้ให้ได้
"พวกเขา (ซิตี้) จะตั้งเป้าหมายไปต่ออย่างไรก็ได้ อย่างที่คุณคาดไว้ แต่ประวัติศาสตร์ของเรายังคงอยู่กับเราเสมอ เราไม่จำเป็นต้องวิตกเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรามีประวัติศาสตร์ชัยชนะที่เปี่ยมล้น ดีกว่าใครๆ ทั้งนั้น พวกเขาคงต้องอาศัยเวลาเป็นศตวรรษหากจะสร้างประวัติศาสตร์มาถึงระดับของเราได้"
"สำหรับเรา ยังมีความท้าทายรออยู่ และเราก็เก่งในการเผชิญความท้าทายต่างๆ นักเตะผิดหวังมากก็จริง และคงไม่มีทางจะเป็นอย่างอื่นไปได้ พวกเขาเล่นกับซันเดอร์แลนด์ได้ดีมาก เล่นฟุตบอลได้สวยงาม ถ้าไม่มีผู้รักษาประตูคนนี้ คงได้ซัก 6-7 ประตู ฟอร์มที่เล่นได้ดีขนาดนี้ทั้งที่อยู่ในภาวะกดดัน ทำได้สุดยอดอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ผมพอใจกับการเล่นของนักเตะในฤดูกาลนี้ และแต้ม 89 คะแนนก็ถือว่าดีมาก ดีพอจะคว้าแชมป์ได้ในหลายๆ ลีก"
เซอร์อเล็กซ์ กล่าวด้วยว่า จะใช้ความผิดหวังนี้มาเป็นพลังและประสบการณ์สำหรับฤดูกาลหน้า
"ประสบการณ์คือสิ่งที่ดีที่จะกระตุ้นให้คนเราฮึดสู้ แม้แต่ประสบการณ์ที่แย่ๆ ก็อาจนำความเด็ดเดี่ยวมาเสริมให้คุณได้ นักเตะของเราที่มีอยู่ นักเตะรุ่นใหม่ๆ คงจะนำไปใช้ได้ดี เพราะมีคุณสมบัติที่เหมาะสมอยู่แล้ว การเสียแชมป์คงจะไม่ทำพวกเขาท้อแท้ ถึงพวกเขาจะไม่ชอบ แต่สุดท้ายแล้ว คุณต้องเดินหน้าต่อไป ต่อสู้กับอุปสรรค เพราะเราเก่งในเรื่องนี้"
ที่มา.ข่าวสดออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
ถอดรหัส : โมเดล 111 กระชับอำนาจรัฐ !!?
เข็มทิศการเมืองกำลังหวนคืนสู่จุดเดิม! เพราะในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า กำหนดโทษ.. เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ของสมาชิกบ้าน “ตองหนึ่ง” จะถึงกาล-สิ้นสุด
เมื่อคุกการเมืองอยู่ในสภาพกรุแตก! หลังการปลดพันธนาการอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ที่นับถอยหลังรอเวลากลับสู่ยุทธจักรการเมืองอีกครั้ง...นั่นย่อมกลาย เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ
คงยากจะปฏิเสธได้ว่า “สงครามการเมือง” ที่กินเวลายาวนานมาตลอดหลายขวบปี ได้กีดกันและขัดขวาง “ตัวจริง” ที่เคยอยู่แถวหน้าให้ถอยห่างออกไปจากวงการเมือง ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศไร้หัวไร้หาง! ในห้วงเวลาหนึ่ง จนขาดซึ่ง “มืออาชีพ” ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ ตลอดจนการทำหน้าที่ของฝ่าย นิติบัญญัติ
ยิ่งอยู่ท่ามกลางปัญหารุมเร้าสารพัด! ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่ก็เริ่มออกมาหนาหู โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะ มีการยกเครื่องทีมรัฐมนตรีในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ แม้ว่า “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังไร้ซึ่งท่าที หรือแบ่งรับแบ่งสู้กับการปรับขบวน “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” ให้เป็น..ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก! ของรัฐบาล หรือแม้การที่ “ทนายหน้าหอ-นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะบุคคลใกล้ชิด..ผู้มีอำนาจตัวจริงในรัฐนาวา จะยืนกรานว่า..ยังไม่ถึงเวลา!
แต่บนความเคลื่อนไหว “วงใน” กลับเป็นตรงกันข้าม เป็นเพราะชาวคณะตองหนึ่ง ล้วนมีโควตา หรือ “นอมินี” ของตัวเองอยู่ในรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็อยากได้พวกมือเก๋า-เพดานบินสูง เข้ามาเสียบแทนพวกมือใหม่หัดขับ! ที่ทำให้ “ครม.ทักษิณส่วนหน้า” ตกอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำ เท่ากับเป็น “จังหวะ” และ “โอกาสสำคัญ” ในการปฏิรูปภายใน เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากทางการเมือง
กระนั้นแม้หลายฝ่ายจะมองว่า การปรับ ครม.รอบหน้า “ไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง” ก็ตามที แต่เมื่อรัฐบาลกำลังกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ฉะนั้นการเอาคนบ้าน 111 เข้ามาแทน ก็อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะเกือบหนึ่งขวบปีภายใต้ธงบริหารของ พรรคเพื่อไทย ยังไร้ซึ่ง “ผลงาน” ที่จะมาการันตีคุณภาพคับแก้วของรัฐบาลชุดนี้
เวลานี้รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายไปมากมาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้อง การขึ้นค่าแรง 300 บาท ...เงินเดือนคนจบ ป.ตรี 15,000 บาท ตลอดจนการรับจำนำข้าว ล่าสุดคือการ กดปุ่มลงทะเบียนพักหนี้เกษตรกรไม่เกิน 5 แสนบาท เช่นเดียวกับการเปิดศึกน้ำลายกับซีกฝ่ายค้านในสภา ทั้งเรื่องการเปิดหมาก “ปรองดอง” หรือการปลดล็อก มาตรา 291 เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
ทว่า.. การขับเคลื่อนนโยบายก็ดำเนินไปแบบถูลู่ถูกัง! ไม่เป็น ไปตามเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชน..! ของรัฐบาล โดยเฉพาะกระบวนการจัดการ และการหวังผล ได้ ซึ่งเป็น “จุดเด่น” ของระบอบทักษิณเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การอธิบายความและการกำหนดนโยบายก็ยัง คงเป็นจุดอ่อน! หลายต่อหลายครั้ง แทนที่รัฐบาลจะเป็น “ฝ่ายรุก” กลับโดนฝ่ายค้านลูบหน้าปะจมูกกรีดใส่รัฐบาลจนตกอยู่ในความเพลี่ยงพล้ำ ที่สุดเลยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับไปเสียอย่างนั้น ยิ่ง การอธิบายถึงผลงานของรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน แทนที่จะเป็นเรื่อง “ง่าย” กลับยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะความดียังไม่ปรากฏ ผลงานรัฐบาลยังไร้ซึ่งความชัดเจน ที่สำคัญ ยังปรากฏว่า “แนวรับทางการเมือง” ก็เริ่มประสบปัญหา
แม้องค์ประกอบหลักของรัฐนาวา “ยิ่งลักษณ์” จะยังเป็นโมเดลเก่าเหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย คือมีนโยบายที่ดี ..ประชานิยมบานสะพรั่ง แถมยังมีกลไกที่ใช้การได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนที่เข้ามาจัดการ” หรือก็คือคณะรัฐมนตรี ที่เวลานี้ยังเป็นเพียง “อะไหล่” หรือ “ตัวสำรอง!” ที่ถูกย้ำหัวตะปูว่า เป็นนักการเมืองแถวสอง-แถวสาม หรือพวกด้อยประสบการณ์ทางการเมืองนั่นเอง
ขณะเดียวกัน การปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ /3 ยังคงมีเงื่อนไข สำคัญคือ การรอดูท่าทีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่าย ค้าน ที่ประกาศจองกฐินทันทีในช่วงเปิดสมัยประชุมทั่วไป 1 ส.ค.นี้
เกมสับขาหลอก...เวียนเก้าอี้ดนตรีหนนี้! ดูเหมือนว่ายังต้อง รอทิศทางลมไปก่อน เพราะมีศึกซักฟอกคั่นไว้ตรงกลาง ซึ่งกลวิธีนี้ เคยใช้ได้ผลมาแล้วในรัฐบาลทักษิณ เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม และทำให้พรรคฝ่ายค้านหัวหมุนในการเตรียมข้อมูลซักฟอก รัฐบาล เหนืออื่นใดเมื่อสถานการณ์ยังไม่สุกงอม! ขาใหญ่หลายคน ในกลุ่ม 111 ที่รอเวลาปลดแอกมา 5 ปีเต็ม คงต้องอดใจอีกสักระยะ เพื่อรอรับสัญญาณจากแดนไกล และให้สถานการณ์เข้าที่-เข้าทางมากกว่านี้
อย่างไรก็ดี “ขุนพลตัวหลัก” ในโควตาบ้าน “ตองหนึ่ง” ที่ยังมีโอกาสก้าวเดินบนถนนสายการเมืองในการปรับ ครม.รอบหน้า มีชื่อแคนดิเดตอย่างอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย “จาตุรนต์ ฉายแสง” บุคคลที่มีภาพของนักประชาธิปไตย และมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ผู้มากบารมีแห่งรัฐนาวา” ซึ่งได้มีกระแสข่าวหนาหูว่า จะเข้าไปเสียบเก้าอี้ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ หรือจะ เป็น “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” มือกฎหมายชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ก็รอเวลาที่สุกงอมเข้ามานั่งเก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลเช่นกัน
ส่วนบุคคลเบื้องหลังอย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” และ “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” ก็น่าจะมาแชร์เก้าอี้เสนาบดีตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า “คีย์แมน” อย่าง “เฮียเพ้ง” ไม่แคล้วจองคิว “ว่าการคมนาคม” ไว้แล้ว! ด้าน “หมอมิ้ง-น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” หากไม่อยากเป็นบุคคลเบื้องหลังฉาก ก็น่าจะเปิดหน้าทวงเก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลเช่นเดียวกัน
เช่นเดียวกับหัวหมู่เสื้อแดงอย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” ยังมีคิวต้องลุ้นชะตากรรมทางการเมืองของตัวเอง หากมีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ชี้ให้เขาต้องหมดจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.แล้ว ย่อมหมายความว่า “นายใหญ่” คงเป็นธุระในการจัดหาที่ยืนให้..เพื่อเป็นการตอบแทนและสยบกระแสฮือต้านจากคนเสื้อแดง โดยมีให้เลือก 2 เก้าอี้ คือ มท.2 หรือ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เสียบแทน “นลินี ทวีสิน” ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่ “วราเทพ รัตนากร” อดีตขาประจำยุคทักษิณ ก็ถูกวางตัวโดย “เจ้าแม่วังบัวบาน” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งอาจเข้ามาคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง มีให้เลือก 2 ขา ... “คลัง” หรือ “พาณิชย์” โดยทั้งหมดล้วนเป็นขุนพลชั้น 26 แห่งศูนย์บัญชาการตึกชินวัตร ที่รอเวลาเปิดตัวครั้งใหม่ เพื่อใช้เป็น “ไพ่ใบสำคัญ” สยบการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “ขั้วตรงข้าม”
ด้านพรรคร่วมรัฐบาล ก็ชัดเจนแล้วว่า “สนธยา คุณปลื้ม” แกนนำพรรคพลังชน จะเข้ามายึดเก้าอี้นอมินีคืน หลังส่งภรรยาสุดเลิฟ “สุกุมล คุณปลื้ม” นั่ง รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เช่นเดียวกับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ที่น่าจะมาแทนที่ “ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์” รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม
แน่นอนว่า หลังป่าช้าแตก! เกมการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ /3 น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในโมเดล “กระชับอำนาจ” นำไปสู่ การผลักดันนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งหนทางที่ “สั้น” และ “ง่าย”.. ที่สุด! คือการปลดปล่อยสมาชิก 111 เข้าไปสู่หมากกระดาน สำคัญ เพราะคนเหล่านี้ถือเป็น “มือเก๋า” ที่เจนจัดในสังเวียน การเมือง และมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ชัดในการบริหาร อำนาจรัฐมาแต่ครั้งอดีต!?!
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เมื่อคุกการเมืองอยู่ในสภาพกรุแตก! หลังการปลดพันธนาการอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ที่นับถอยหลังรอเวลากลับสู่ยุทธจักรการเมืองอีกครั้ง...นั่นย่อมกลาย เป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญ
คงยากจะปฏิเสธได้ว่า “สงครามการเมือง” ที่กินเวลายาวนานมาตลอดหลายขวบปี ได้กีดกันและขัดขวาง “ตัวจริง” ที่เคยอยู่แถวหน้าให้ถอยห่างออกไปจากวงการเมือง ทำให้เกิดภาวะสุญญากาศไร้หัวไร้หาง! ในห้วงเวลาหนึ่ง จนขาดซึ่ง “มืออาชีพ” ที่จะเข้าไปบริหารประเทศ ตลอดจนการทำหน้าที่ของฝ่าย นิติบัญญัติ
ยิ่งอยู่ท่ามกลางปัญหารุมเร้าสารพัด! ข่าวการปรับคณะรัฐมนตรีล็อตใหญ่ก็เริ่มออกมาหนาหู โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่าจะ มีการยกเครื่องทีมรัฐมนตรีในช่วงเดือน มิ.ย.-ก.ค.นี้ แม้ว่า “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยังไร้ซึ่งท่าที หรือแบ่งรับแบ่งสู้กับการปรับขบวน “ครม.ยิ่งลักษณ์ 3” ให้เป็น..ผนังทองแดงกำแพงเหล็ก! ของรัฐบาล หรือแม้การที่ “ทนายหน้าหอ-นพดล ปัทมะ” อดีต รมว.กระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะบุคคลใกล้ชิด..ผู้มีอำนาจตัวจริงในรัฐนาวา จะยืนกรานว่า..ยังไม่ถึงเวลา!
แต่บนความเคลื่อนไหว “วงใน” กลับเป็นตรงกันข้าม เป็นเพราะชาวคณะตองหนึ่ง ล้วนมีโควตา หรือ “นอมินี” ของตัวเองอยู่ในรัฐบาล ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็อยากได้พวกมือเก๋า-เพดานบินสูง เข้ามาเสียบแทนพวกมือใหม่หัดขับ! ที่ทำให้ “ครม.ทักษิณส่วนหน้า” ตกอยู่ในสภาวะเพลี่ยงพล้ำ เท่ากับเป็น “จังหวะ” และ “โอกาสสำคัญ” ในการปฏิรูปภายใน เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บครั้งใหญ่ ท่ามกลางกระแสอันเชี่ยวกรากทางการเมือง
กระนั้นแม้หลายฝ่ายจะมองว่า การปรับ ครม.รอบหน้า “ไม่ตอบโจทย์ทางการเมือง” ก็ตามที แต่เมื่อรัฐบาลกำลังกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ฉะนั้นการเอาคนบ้าน 111 เข้ามาแทน ก็อาจเป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะเกือบหนึ่งขวบปีภายใต้ธงบริหารของ พรรคเพื่อไทย ยังไร้ซึ่ง “ผลงาน” ที่จะมาการันตีคุณภาพคับแก้วของรัฐบาลชุดนี้
เวลานี้รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายไปมากมาย ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาปากท้อง การขึ้นค่าแรง 300 บาท ...เงินเดือนคนจบ ป.ตรี 15,000 บาท ตลอดจนการรับจำนำข้าว ล่าสุดคือการ กดปุ่มลงทะเบียนพักหนี้เกษตรกรไม่เกิน 5 แสนบาท เช่นเดียวกับการเปิดศึกน้ำลายกับซีกฝ่ายค้านในสภา ทั้งเรื่องการเปิดหมาก “ปรองดอง” หรือการปลดล็อก มาตรา 291 เพื่อเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550
ทว่า.. การขับเคลื่อนนโยบายก็ดำเนินไปแบบถูลู่ถูกัง! ไม่เป็น ไปตามเป้าหมายที่มีไว้พุ่งชน..! ของรัฐบาล โดยเฉพาะกระบวนการจัดการ และการหวังผล ได้ ซึ่งเป็น “จุดเด่น” ของระบอบทักษิณเดิม
ยิ่งไปกว่านั้น การอธิบายความและการกำหนดนโยบายก็ยัง คงเป็นจุดอ่อน! หลายต่อหลายครั้ง แทนที่รัฐบาลจะเป็น “ฝ่ายรุก” กลับโดนฝ่ายค้านลูบหน้าปะจมูกกรีดใส่รัฐบาลจนตกอยู่ในความเพลี่ยงพล้ำ ที่สุดเลยต้องเป็นฝ่ายตั้งรับไปเสียอย่างนั้น ยิ่ง การอธิบายถึงผลงานของรัฐบาล เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชน แทนที่จะเป็นเรื่อง “ง่าย” กลับยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะความดียังไม่ปรากฏ ผลงานรัฐบาลยังไร้ซึ่งความชัดเจน ที่สำคัญ ยังปรากฏว่า “แนวรับทางการเมือง” ก็เริ่มประสบปัญหา
แม้องค์ประกอบหลักของรัฐนาวา “ยิ่งลักษณ์” จะยังเป็นโมเดลเก่าเหมือนสมัยรัฐบาลไทยรักไทย คือมีนโยบายที่ดี ..ประชานิยมบานสะพรั่ง แถมยังมีกลไกที่ใช้การได้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนที่เข้ามาจัดการ” หรือก็คือคณะรัฐมนตรี ที่เวลานี้ยังเป็นเพียง “อะไหล่” หรือ “ตัวสำรอง!” ที่ถูกย้ำหัวตะปูว่า เป็นนักการเมืองแถวสอง-แถวสาม หรือพวกด้อยประสบการณ์ทางการเมืองนั่นเอง
ขณะเดียวกัน การปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ /3 ยังคงมีเงื่อนไข สำคัญคือ การรอดูท่าทีการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่าย ค้าน ที่ประกาศจองกฐินทันทีในช่วงเปิดสมัยประชุมทั่วไป 1 ส.ค.นี้
เกมสับขาหลอก...เวียนเก้าอี้ดนตรีหนนี้! ดูเหมือนว่ายังต้อง รอทิศทางลมไปก่อน เพราะมีศึกซักฟอกคั่นไว้ตรงกลาง ซึ่งกลวิธีนี้ เคยใช้ได้ผลมาแล้วในรัฐบาลทักษิณ เพื่อลดแรงเสียดทานทางสังคม และทำให้พรรคฝ่ายค้านหัวหมุนในการเตรียมข้อมูลซักฟอก รัฐบาล เหนืออื่นใดเมื่อสถานการณ์ยังไม่สุกงอม! ขาใหญ่หลายคน ในกลุ่ม 111 ที่รอเวลาปลดแอกมา 5 ปีเต็ม คงต้องอดใจอีกสักระยะ เพื่อรอรับสัญญาณจากแดนไกล และให้สถานการณ์เข้าที่-เข้าทางมากกว่านี้
อย่างไรก็ดี “ขุนพลตัวหลัก” ในโควตาบ้าน “ตองหนึ่ง” ที่ยังมีโอกาสก้าวเดินบนถนนสายการเมืองในการปรับ ครม.รอบหน้า มีชื่อแคนดิเดตอย่างอดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย “จาตุรนต์ ฉายแสง” บุคคลที่มีภาพของนักประชาธิปไตย และมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ “ผู้มากบารมีแห่งรัฐนาวา” ซึ่งได้มีกระแสข่าวหนาหูว่า จะเข้าไปเสียบเก้าอี้ รมว.กระทรวงศึกษาธิการ หรือจะ เป็น “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” มือกฎหมายชั้นแนวหน้าของเมืองไทย ก็รอเวลาที่สุกงอมเข้ามานั่งเก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลเช่นกัน
ส่วนบุคคลเบื้องหลังอย่าง “ภูมิธรรม เวชยชัย” และ “พงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล” ก็น่าจะมาแชร์เก้าอี้เสนาบดีตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งก็มีแนวโน้มว่า “คีย์แมน” อย่าง “เฮียเพ้ง” ไม่แคล้วจองคิว “ว่าการคมนาคม” ไว้แล้ว! ด้าน “หมอมิ้ง-น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” หากไม่อยากเป็นบุคคลเบื้องหลังฉาก ก็น่าจะเปิดหน้าทวงเก้าอี้ใหญ่ในรัฐบาลเช่นเดียวกัน
เช่นเดียวกับหัวหมู่เสื้อแดงอย่าง “จตุพร พรหมพันธุ์” ยังมีคิวต้องลุ้นชะตากรรมทางการเมืองของตัวเอง หากมีคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 18 พ.ค.นี้ ชี้ให้เขาต้องหมดจากสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.แล้ว ย่อมหมายความว่า “นายใหญ่” คงเป็นธุระในการจัดหาที่ยืนให้..เพื่อเป็นการตอบแทนและสยบกระแสฮือต้านจากคนเสื้อแดง โดยมีให้เลือก 2 เก้าอี้ คือ มท.2 หรือ รมต.ประจำสำนักนายกฯ เสียบแทน “นลินี ทวีสิน” ที่เป็นจุดอ่อนของรัฐบาลชุดนี้ ขณะที่ “วราเทพ รัตนากร” อดีตขาประจำยุคทักษิณ ก็ถูกวางตัวโดย “เจ้าแม่วังบัวบาน” เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งอาจเข้ามาคั่วเก้าอี้รัฐมนตรีเศรษฐกิจกระทรวงใด กระทรวงหนึ่ง มีให้เลือก 2 ขา ... “คลัง” หรือ “พาณิชย์” โดยทั้งหมดล้วนเป็นขุนพลชั้น 26 แห่งศูนย์บัญชาการตึกชินวัตร ที่รอเวลาเปิดตัวครั้งใหม่ เพื่อใช้เป็น “ไพ่ใบสำคัญ” สยบการเคลื่อนไหวทางการเมืองของ “ขั้วตรงข้าม”
ด้านพรรคร่วมรัฐบาล ก็ชัดเจนแล้วว่า “สนธยา คุณปลื้ม” แกนนำพรรคพลังชน จะเข้ามายึดเก้าอี้นอมินีคืน หลังส่งภรรยาสุดเลิฟ “สุกุมล คุณปลื้ม” นั่ง รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เช่นเดียวกับ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ที่น่าจะมาแทนที่ “ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์” รมว.กระทรวงอุตสาหกรรม
แน่นอนว่า หลังป่าช้าแตก! เกมการปรับ ครม.ยิ่งลักษณ์ /3 น่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในโมเดล “กระชับอำนาจ” นำไปสู่ การผลักดันนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งหนทางที่ “สั้น” และ “ง่าย”.. ที่สุด! คือการปลดปล่อยสมาชิก 111 เข้าไปสู่หมากกระดาน สำคัญ เพราะคนเหล่านี้ถือเป็น “มือเก๋า” ที่เจนจัดในสังเวียน การเมือง และมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ชัดในการบริหาร อำนาจรัฐมาแต่ครั้งอดีต!?!
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไว้อาลัยอากง ลื้อกลับบ้านได้แล้ว..!!?
กลับบ้านเรานะ ตอนนี้เค้าปล่อย ตัวลื้อแล้ว..”
เป็นเสียงสะอื้น..ร่ำไห้จากภรรยาหลังการเสียชีวิตของ “อำพล ตั้งนพคุณ” หรือ “อากง-เอสเอ็มเอส” ...เหยื่อมาตรา ร้อน 112 จากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 20 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 112
การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “อากง” ได้ทำให้เรื่องของมาตรา 112 “ร้อน” ขึ้นมาอีก! โดยมีประชาชนใส่ชุดดำ ไปรวมตัวกันหน้าเรือนจำทันที ส่วนอีกกลุ่ม หนึ่งก็แต่งดำไปร่วมกิจกรรม.. จุดเทียนไว้อาลัยที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในวันที่ “อากง” เสียชีวิต... โดยมีกลุ่มนักวิชาการ และคนที่ให้การสนับสนุนแนวทาง “คณะนิติราษฎร์” พร้อมใจกันมาอย่างคับคั่ง!
ในวันเดียวกัน ได้มีการปราศรัยโดยนักกิจกรรม มีการอ่านจดหมายฉบับสุดท้าย ของ “อากง” ต่อมา...ไม้หนึ่ง ก.กุนที ได้อ่านบทกวีถึง “อากง” และร่วมกันยืนสงบนิ่งไว้อาลัย จากนั้น “สุดา รังกุพันธุ์” นักวิชาการเสื้อแดง เป็นตัวแทนอ่านจดหมาย ที่เพิ่งเขียนโดยนางรสมาลินภรรยา “อากง” พร้อมกับมีการจุดเทียนไว้อาลัย
“จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตแกนนำ นปก.รุ่นสอง กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า เหตุการณ์การเสียชีวิตของ “อากง” เป็นเรื่องที่ศาลยุติธรรมจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดศาลยุติธรรมได้อนุญาต ให้ “อากง” ประกันตัว “อากง” ก็จะสามารถ เข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเหมาะสม และคงจะไม่ต้องมาเสียชีวิต นอกจากนั้น “จรัล” ยังได้เสนอข้อเรียกร้องต่อกรมราชทัณฑ์ว่า จะต้องสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของ “อากง” และแถลงการณ์การสอบสวนอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้อง ให้รัฐบาลหันมาสนใจในกรณีการเสียชีวิตของอากง และช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวด้วย
ด้าน “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวแสดงความเสียใจว่า “..รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของอากง ถือว่าเป็นความบกพร่อง ของกระบวนการยุติธรรมไทย ผู้ต้องหาไม่ ได้รับการดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัยเท่าที่ควร และผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ตัดสินคดีความยังไม่ได้รับการประกันตัว การเสียชีวิตของอากงจะไม่เสียเปล่า โดย นปช. จะเพิ่มข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อ เพิ่มน้ำหนักให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทางการเมือง ที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ”
ขณะเดียวกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีกิจกรรมคู่ขนานไปกับการชุมนุมที่กรุงเทพฯ และมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมจากกรุงเทพฯ ไปที่เชียงใหม่ด้วย โดยมีการอ่านบท กวี กล่าวไว้อาลัย ยืนสงบนิ่งที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับในเวลาใกล้เคียงกัน
เวลานี้กระแสสังคม..! กำลังไหวเอน กับกรณีการเสียชีวิตของ “อากง” ที่นับเป็นบทเรียนหนึ่งสำหรับสังคมไทยและสำหรับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม นักกฎหมาย ตลอดจนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเกี่ยวกับ “การเลือกปฏิบัติ...อย่างไม่เป็นธรรม” ต่อบุคคลที่มีความคิดต่างทางการเมือง การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรง และ การจำกัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคล ตลอดจนสิทธิที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ในช่วงก่อนที่ “อากง” จะเสียชีวิต ก็ได้ปฏิเสธเรื่องการส่งข้อความหมิ่นฯ และบอกด้วยว่า..ยังไม่รู้วิธีการส่ง “เอสเอ็มเอส” ทางโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำไป เขาร่ำไห้ขณะอยู่ในกระบวนการของศาล และ กล่าวว่า “ผมรักในหลวง..!”
หนังเรื่องยาวได้รูดม่านไปพร้อมกับ ลมหายใจสุดท้าย...ขอร่วมไว้อาลัย “เหยื่อ 112” วันนี้สิ้นสุดการต่อสู้แล้ว...อากง!
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เป็นเสียงสะอื้น..ร่ำไห้จากภรรยาหลังการเสียชีวิตของ “อำพล ตั้งนพคุณ” หรือ “อากง-เอสเอ็มเอส” ...เหยื่อมาตรา ร้อน 112 จากคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งถูกศาลอาญาพิพากษาจำคุก 20 ปี ในความผิดตามประมวลกฎหมาย อาญามาตรา 112
การจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ “อากง” ได้ทำให้เรื่องของมาตรา 112 “ร้อน” ขึ้นมาอีก! โดยมีประชาชนใส่ชุดดำ ไปรวมตัวกันหน้าเรือนจำทันที ส่วนอีกกลุ่ม หนึ่งก็แต่งดำไปร่วมกิจกรรม.. จุดเทียนไว้อาลัยที่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ในวันที่ “อากง” เสียชีวิต... โดยมีกลุ่มนักวิชาการ และคนที่ให้การสนับสนุนแนวทาง “คณะนิติราษฎร์” พร้อมใจกันมาอย่างคับคั่ง!
ในวันเดียวกัน ได้มีการปราศรัยโดยนักกิจกรรม มีการอ่านจดหมายฉบับสุดท้าย ของ “อากง” ต่อมา...ไม้หนึ่ง ก.กุนที ได้อ่านบทกวีถึง “อากง” และร่วมกันยืนสงบนิ่งไว้อาลัย จากนั้น “สุดา รังกุพันธุ์” นักวิชาการเสื้อแดง เป็นตัวแทนอ่านจดหมาย ที่เพิ่งเขียนโดยนางรสมาลินภรรยา “อากง” พร้อมกับมีการจุดเทียนไว้อาลัย
“จรัล ดิษฐาอภิชัย” อดีตแกนนำ นปก.รุ่นสอง กล่าวปราศรัยบนเวทีว่า เหตุการณ์การเสียชีวิตของ “อากง” เป็นเรื่องที่ศาลยุติธรรมจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะว่าถ้าเกิดศาลยุติธรรมได้อนุญาต ให้ “อากง” ประกันตัว “อากง” ก็จะสามารถ เข้ารับการรักษาอาการป่วยอย่างเหมาะสม และคงจะไม่ต้องมาเสียชีวิต นอกจากนั้น “จรัล” ยังได้เสนอข้อเรียกร้องต่อกรมราชทัณฑ์ว่า จะต้องสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของ “อากง” และแถลงการณ์การสอบสวนอย่างรวดเร็ว พร้อมเรียกร้อง ให้รัฐบาลหันมาสนใจในกรณีการเสียชีวิตของอากง และช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวด้วย
ด้าน “ธิดา ถาวรเศรษฐ” ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวแสดงความเสียใจว่า “..รู้สึกเสียใจอย่างยิ่งต่อการเสียชีวิตของอากง ถือว่าเป็นความบกพร่อง ของกระบวนการยุติธรรมไทย ผู้ต้องหาไม่ ได้รับการดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัยเท่าที่ควร และผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ตัดสินคดีความยังไม่ได้รับการประกันตัว การเสียชีวิตของอากงจะไม่เสียเปล่า โดย นปช. จะเพิ่มข้อเรียกร้องขอความเป็นธรรมเพื่อ เพิ่มน้ำหนักให้ผู้ที่ถูกกล่าวหาทางการเมือง ที่ถูกคุมขังโดยมิชอบ”
ขณะเดียวกันที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีกิจกรรมคู่ขนานไปกับการชุมนุมที่กรุงเทพฯ และมีการถ่ายทอดสดกิจกรรมจากกรุงเทพฯ ไปที่เชียงใหม่ด้วย โดยมีการอ่านบท กวี กล่าวไว้อาลัย ยืนสงบนิ่งที่อนุสาวรีย์สามกษัตริย์ ก่อนจะแยกย้ายกันกลับในเวลาใกล้เคียงกัน
เวลานี้กระแสสังคม..! กำลังไหวเอน กับกรณีการเสียชีวิตของ “อากง” ที่นับเป็นบทเรียนหนึ่งสำหรับสังคมไทยและสำหรับบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม นักกฎหมาย ตลอดจนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ต้องแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังเกี่ยวกับ “การเลือกปฏิบัติ...อย่างไม่เป็นธรรม” ต่อบุคคลที่มีความคิดต่างทางการเมือง การตั้งข้อกล่าวหาที่รุนแรง และ การจำกัดสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของบุคคล ตลอดจนสิทธิที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ในช่วงก่อนที่ “อากง” จะเสียชีวิต ก็ได้ปฏิเสธเรื่องการส่งข้อความหมิ่นฯ และบอกด้วยว่า..ยังไม่รู้วิธีการส่ง “เอสเอ็มเอส” ทางโทรศัพท์เลยด้วยซ้ำไป เขาร่ำไห้ขณะอยู่ในกระบวนการของศาล และ กล่าวว่า “ผมรักในหลวง..!”
หนังเรื่องยาวได้รูดม่านไปพร้อมกับ ลมหายใจสุดท้าย...ขอร่วมไว้อาลัย “เหยื่อ 112” วันนี้สิ้นสุดการต่อสู้แล้ว...อากง!
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
นักวิชาการ : เตือนแกนนำแดงอย่าแปลกแยกมวลชน จ่อยื่นแก้กฎหมาย ม.112 วันที่ 27 พ.ค.นี้ !!?
ผศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิชาการในคณะรณรงค์แก้ไข ม.112 หรือ ครก.112 ได้เปิดเผย ว่า เมื่อ 3 สัปดาห์ที่แล้ว ครก. 112 ได้ประชุม เพื่อจัดงานสรุปการรณรงค์รวบรวมรายชื่อประชาชนที่ร่วมเสนอรายชื่อแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ตามร่าง กลุ่มนิติราษฎร์ โดยกำหนด จัดงานที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ วันที่ 27 พฤษภาคม ตลอดช่วงบ่าย
เนื่องจากขณะนี้รวบรวมรายชื่อเกิน 1 หมื่นชื่อ เป็นขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดแล้ว อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ยังมีประชาชน ส่งรายชื่อเข้ามา แล้วมีรายชื่ออีกจำนวนมาก เป็นหมื่นรายชื่อ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเอกสาร จะรายงานรายชื่ออีกครั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม
ในงานจะอ่านบทกวี รำลึกถึงการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ “อากง” เสียชีวิตในเรือนจำ และเสวนาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “112 ริกเตอร์” หรือแรงเขย่าของแผ่นดินไหวจากมาตรา 112 ทั้งนี้ การทำงานของ นิติราษฎร์ และ ครก. 112 เป็นการต่อสู้วัฒนธรรมการเมืองกระแสหลัก ที่ครอบงำสังคมไทยมาตลอดด้วยการปิดกั้นจากข้อมูลด้านเดียว ฉะนั้น ต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมให้ข้อมูลกับประชาชนมากที่สุด
ดร.พวงทอง กล่าวด้วยว่า หลายฝ่ายพยายามใช้กรณีการตายของนายอำพล หรือ “อากง” มาโจมตีซึ่งกันและกัน แต่อยากเตือนความจำว่า คนที่กล่าวโทษและแจ้งความ “อากง” คือ เลขาส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่สมัยที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายอภิสิทธิ์ บอกให้รัฐบาลชุดปัจจุบันสอบสวน การตายของ “อากง” อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นการเสียชีวิต ขณะอยู่ในการดูแลหน่วยงานของรัฐ ซึ่งฟังดู เหมือนนายอภิสิทธิ์ ห่วงใยแทนอากงและครอบครัวที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ไม่เคย พยายามแก้ไขมาตรา 112 และนายอภิสิทธิ์เอง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ที่เห็นว่าต้องคงมาตรา 112 ไว้ รวมถึงบทลงโทษที่รุนแรง
ดร.พวงทอง กล่าวถึงท่าทีของฝ่ายรัฐบาลและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ว่า การเคลื่อนไหว แก้ไข มาตรา 112 ที่ผ่านมามีความชัดเจนว่า ทั้งรัฐบาล และ แกนนำ นปช. พยายามกีดกันตัวเอง ออกไปจากประเด็นนี้ พูดชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112 แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้พวกเขาจะกล้าหาญ เฉพาะในเวลาที่พวกเขาได้ประโยชน์ หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้ประโยชน์ จากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ไม่แคร์ว่ารัฐบาลและแกนนำ นปช. จะไม่เอาด้วย เพราะชัดเจนว่าจุดยืนทางการเมืองของเขาในมาตรา 112 เป็นอย่างไร เพียงแต่ เขาต้องคิดหนัก ถ้าจะทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มคนที่พยายามจะแก้ไขมาตรา 112 เพราะในที่สุดแล้ว เขากำลังแปลกแยกออกจากมวลชนที่สนับสนุนเขา อย่างไรก็ตาม คิดว่า แกนนำ นปช.และพรรคเพื่อไทย รวมถึงแกนนำรัฐบาล ควรรับฟังเสียง ประชาชนในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ให้มากขึ้น และคิดแก้ไขปัญหา ถ้าไม่อยากถูกมวลชนทอดทิ้ง
นักวิชาการผู้นี้ เล่าว่า ในฐานะเป็น 1 ใน 7 นักวิชาการ ที่ยื่นประกันตัวอากง ในครั้งที่ 7และ 8 ของการยื่นขอประกันตัวโดยทนายความทั้งหมด 8 ครั้ง แต่อากง ไม่ได้รับการประกันตัว ด้วยเหตุผลว่า เป็นคดีร้ายแรง ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนกรณีทนายและญาติ บอกว่า อากงเจ็บป่วยสุขภาพไม่แข็งแรง ได้รับคำตอบว่าในทัณฑสถานมีแพทย์ มีหน่วยงานของรัฐ ที่จะดูแลรักษาได้ สำหรับ เหตุผลที่นักวิชาการรวมตัวไปประกันอากงนั้น เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องช่วยเหลืออากง เพราะทราบกันดีว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีปัญหา ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้รับการเคารพ สิทธิขั้นพื้นฐาน
ในวันที่ไปยื่นประกันในชั้นศาลอุทธรณ์ ทั้งป้าอุ๊ และลูกสาวหวังว่าจะได้ แต่ก็ผิดหวัง จึงถามครอบครัวอากงว่า ถ้า อากงไม่ได้รับการประกันตัวอีก จะขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ เขาก็ลังเล เพราะรู้ว่าร่างกายอากง ไม่สามารถจะทนทุกข์ทรมานในคุกได้ เพราะมีโรค ประกอบกับสภาพในเรือนจำย่ำแย่ เขาก็สงสารอากง อยากให้อากงออกมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ทำใจไม่ได้ ที่จะยอมรับผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ครอบครัวอากงยังยืนยันว่าอากง ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา อากงยืนยันมีความจงรักภักดี ต่อในหลวง เคยพาหลานไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เมื่อเจอข้อหาละเมิด ม. 112 ก็มีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองทันที และมีแนวโน้มถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน มากกว่านักโทษคดีอาญาอื่นๆ ที่มีโอกาสได้รับการประกันตัวแทบทั้งนั้น
ดร.พวงทอง กล่าวถึงข้อสงสัยว่าการตายของ “อากง”ถูกนำมาใช้ประโยชน์โดยฝ่ายที่เคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ว่า เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้อากงเสียชีวิต เพียงหวังให้ มาตรา 112 เป็นประเด็นที่สังคมกลับมาถกเถียงกันอีก คนปกติทั่วไปที่มีสามัญสำนึกดีจะไม่มีความคิดแบบนี้ นี่เป็นการโยงใยที่ไร้เหตุผลที่สุด แล้วน่ารังเกียจที่สุด มีแต่คนที่ชิงชังรังเกียจและตามืดบอดต่อปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เท่านั้น ที่จะตั้งข้อสงสัยแบบนี้ได้
ทีมา.มติชนออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เนื่องจากขณะนี้รวบรวมรายชื่อเกิน 1 หมื่นชื่อ เป็นขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดแล้ว อย่างไรก็ตาม ระหว่างนี้ยังมีประชาชน ส่งรายชื่อเข้ามา แล้วมีรายชื่ออีกจำนวนมาก เป็นหมื่นรายชื่อ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบเอกสาร จะรายงานรายชื่ออีกครั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม
ในงานจะอ่านบทกวี รำลึกถึงการเสียชีวิตของนายอำพล หรือ “อากง” เสียชีวิตในเรือนจำ และเสวนาวิเคราะห์ปรากฎการณ์ “112 ริกเตอร์” หรือแรงเขย่าของแผ่นดินไหวจากมาตรา 112 ทั้งนี้ การทำงานของ นิติราษฎร์ และ ครก. 112 เป็นการต่อสู้วัฒนธรรมการเมืองกระแสหลัก ที่ครอบงำสังคมไทยมาตลอดด้วยการปิดกั้นจากข้อมูลด้านเดียว ฉะนั้น ต้องสร้างความเข้าใจกับสังคมให้ข้อมูลกับประชาชนมากที่สุด
ดร.พวงทอง กล่าวด้วยว่า หลายฝ่ายพยายามใช้กรณีการตายของนายอำพล หรือ “อากง” มาโจมตีซึ่งกันและกัน แต่อยากเตือนความจำว่า คนที่กล่าวโทษและแจ้งความ “อากง” คือ เลขาส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่สมัยที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายอภิสิทธิ์ บอกให้รัฐบาลชุดปัจจุบันสอบสวน การตายของ “อากง” อย่างละเอียดรอบคอบ เพราะเป็นการเสียชีวิต ขณะอยู่ในการดูแลหน่วยงานของรัฐ ซึ่งฟังดู เหมือนนายอภิสิทธิ์ ห่วงใยแทนอากงและครอบครัวที่ไม่ได้รับความยุติธรรม ขณะที่นายอภิสิทธิ์ ไม่เคย พยายามแก้ไขมาตรา 112 และนายอภิสิทธิ์เอง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมนี้ที่เห็นว่าต้องคงมาตรา 112 ไว้ รวมถึงบทลงโทษที่รุนแรง
ดร.พวงทอง กล่าวถึงท่าทีของฝ่ายรัฐบาลและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ว่า การเคลื่อนไหว แก้ไข มาตรา 112 ที่ผ่านมามีความชัดเจนว่า ทั้งรัฐบาล และ แกนนำ นปช. พยายามกีดกันตัวเอง ออกไปจากประเด็นนี้ พูดชัดเจนว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112 แสดงให้เห็นว่า ไม่มีความกล้าหาญพอที่จะผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้พวกเขาจะกล้าหาญ เฉพาะในเวลาที่พวกเขาได้ประโยชน์ หรือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯได้ประโยชน์ จากการต่อสู้ของคนเสื้อแดง ไม่แคร์ว่ารัฐบาลและแกนนำ นปช. จะไม่เอาด้วย เพราะชัดเจนว่าจุดยืนทางการเมืองของเขาในมาตรา 112 เป็นอย่างไร เพียงแต่ เขาต้องคิดหนัก ถ้าจะทำตัวเป็นปฏิปักษ์ต่อกลุ่มคนที่พยายามจะแก้ไขมาตรา 112 เพราะในที่สุดแล้ว เขากำลังแปลกแยกออกจากมวลชนที่สนับสนุนเขา อย่างไรก็ตาม คิดว่า แกนนำ นปช.และพรรคเพื่อไทย รวมถึงแกนนำรัฐบาล ควรรับฟังเสียง ประชาชนในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 ให้มากขึ้น และคิดแก้ไขปัญหา ถ้าไม่อยากถูกมวลชนทอดทิ้ง
นักวิชาการผู้นี้ เล่าว่า ในฐานะเป็น 1 ใน 7 นักวิชาการ ที่ยื่นประกันตัวอากง ในครั้งที่ 7และ 8 ของการยื่นขอประกันตัวโดยทนายความทั้งหมด 8 ครั้ง แต่อากง ไม่ได้รับการประกันตัว ด้วยเหตุผลว่า เป็นคดีร้ายแรง ถูกลงโทษจำคุก 20 ปี เกรงจำเลยจะหลบหนี ส่วนกรณีทนายและญาติ บอกว่า อากงเจ็บป่วยสุขภาพไม่แข็งแรง ได้รับคำตอบว่าในทัณฑสถานมีแพทย์ มีหน่วยงานของรัฐ ที่จะดูแลรักษาได้ สำหรับ เหตุผลที่นักวิชาการรวมตัวไปประกันอากงนั้น เป็นหน้าที่ทางศีลธรรมที่ต้องช่วยเหลืออากง เพราะทราบกันดีว่ามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีปัญหา ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ได้รับการเคารพ สิทธิขั้นพื้นฐาน
ในวันที่ไปยื่นประกันในชั้นศาลอุทธรณ์ ทั้งป้าอุ๊ และลูกสาวหวังว่าจะได้ แต่ก็ผิดหวัง จึงถามครอบครัวอากงว่า ถ้า อากงไม่ได้รับการประกันตัวอีก จะขอพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ เขาก็ลังเล เพราะรู้ว่าร่างกายอากง ไม่สามารถจะทนทุกข์ทรมานในคุกได้ เพราะมีโรค ประกอบกับสภาพในเรือนจำย่ำแย่ เขาก็สงสารอากง อยากให้อากงออกมา แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาก็ทำใจไม่ได้ ที่จะยอมรับผิดในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำ ครอบครัวอากงยังยืนยันว่าอากง ไม่ได้ทำผิดตามที่ถูกกล่าวหา อากงยืนยันมีความจงรักภักดี ต่อในหลวง เคยพาหลานไปโรงพยาบาลศิริราช เพื่อร่วมลงนามถวายพระพร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่เมื่อเจอข้อหาละเมิด ม. 112 ก็มีสถานะเป็นนักโทษทางการเมืองทันที และมีแนวโน้มถูกละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน มากกว่านักโทษคดีอาญาอื่นๆ ที่มีโอกาสได้รับการประกันตัวแทบทั้งนั้น
ดร.พวงทอง กล่าวถึงข้อสงสัยว่าการตายของ “อากง”ถูกนำมาใช้ประโยชน์โดยฝ่ายที่เคลื่อนไหวแก้ไขมาตรา 112 ว่า เชื่อว่าไม่มีใครอยากให้อากงเสียชีวิต เพียงหวังให้ มาตรา 112 เป็นประเด็นที่สังคมกลับมาถกเถียงกันอีก คนปกติทั่วไปที่มีสามัญสำนึกดีจะไม่มีความคิดแบบนี้ นี่เป็นการโยงใยที่ไร้เหตุผลที่สุด แล้วน่ารังเกียจที่สุด มีแต่คนที่ชิงชังรังเกียจและตามืดบอดต่อปัญหา ที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 เท่านั้น ที่จะตั้งข้อสงสัยแบบนี้ได้
ทีมา.มติชนออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
เกษียร เตชะพีระ อ.ธรรมศาสตร์ โพสต์เฟซบุ๊กฝากถึง ตั๊ก บงกช-ยะใส กรณี อากง เสียชีวิต !!?
จากกรณีเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงในเครือข่ายสังคมออนไลน์ หลังจาก ตั๊ก บงกช คงมาลัย ดาราสาวชื่อดัง โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเสียชีวิตของนายอำพล ตั้งนพคุณ หรือ "อากง เอสเอ็มเอส" จำเลยในคดี ม.112 ด้วยข้อความระบุว่า "เวรกรรมของอากง / แต่อากงไม่อยู่ก็ดีนะคะ แผ่นดินจะได้ดีขึ้น / ถึงฉันจะเปิดนม เปิดอะไร หรือมีชื่อเสียงไม่ดี หรืออะไรก็ตามที่คุณจะสรรหามาด่า แต่ฉันก็ไม่โง่ แล้วทำไมคุณกล้าสู้เพื่ออากง แล้วเมื่อไรคุณจะตายคะ จะได้ไปช่วยอากงต่อในนรก เพราะอากงคุณตกนรกแน่ / คุณรักอากง ฉันก็รักครอบครัวพ่อของฉัน ทำไมเหรอ" และต่อมา นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีนและอดีตผู้ประสานงานพันธมิตรฯ ได้ทวีตลิงก์ข่าวจากเว็บไซต์แห่งหนึ่งที่นำเสนอประเด็นเรื่องการโพสต์ข้อความดังกล่าวของตั๊ก บงกช โดยพาดหัวว่า "ตั๊กรับโพสต์ไม่เห็นด้วยกับพวกเชียร์ อากง ถามทำเพื่อคนที่ตนเคารพรักผิดหรือ?"
ล่าสุด นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงใน เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีนี้ ระบุว่า
"ฝากถึงยะใสกับคุณบงกช คงมาลัย: การแสดงความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาและความเข้าใจ อาจทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดอยู่แล้วได้ ด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ การทำด้วยความรัก โดยตัวมันเองไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำนั้น หากขาดความรู้ความเข้าใจที่รอบคอบรัดกุมรองรับ ก็อาจกลายเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดสูญเสียอยู่แล้วให้เขาเสียใจยิ่งขึ้นได้
"ลองคิดถึงกรณีทำนองเดียวกันแล้วมีคนมาโพสต์ด้วยน้ำเสียงเลือดเย็นคล้ายๆ กันกับการจากไปของน้องโบว์ดู แล้วญาติมิตรของเธอจะรู้สึกอย่างไร? มันถูกต้องหรือไม่? เป็นสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ควรทำต่อกันหรือไม่?
"ความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาหากถือเอาอารมณ์สะใจตนเองเป็นที่ตั้งจึงอาจทำร้ายพสกนิกรของในหลวงด้วยกันด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ
"น่าเสียดายที่คุณยะใสที่น่าจะมีความเข้าใจและรับผิดชอบทางการเมืองจากประสบการณ์ที่มีมากกว่าก็ดูจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน"
(ที่มา ข่าวสดออนไลน์)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ล่าสุด นายเกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความลงใน เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีนี้ ระบุว่า
"ฝากถึงยะใสกับคุณบงกช คงมาลัย: การแสดงความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาและความเข้าใจ อาจทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดอยู่แล้วได้ ด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ การทำด้วยความรัก โดยตัวมันเองไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำนั้น หากขาดความรู้ความเข้าใจที่รอบคอบรัดกุมรองรับ ก็อาจกลายเป็นการกระหน่ำซ้ำเติมทำร้ายผู้อื่นที่เจ็บปวดสูญเสียอยู่แล้วให้เขาเสียใจยิ่งขึ้นได้
"ลองคิดถึงกรณีทำนองเดียวกันแล้วมีคนมาโพสต์ด้วยน้ำเสียงเลือดเย็นคล้ายๆ กันกับการจากไปของน้องโบว์ดู แล้วญาติมิตรของเธอจะรู้สึกอย่างไร? มันถูกต้องหรือไม่? เป็นสิ่งที่เพื่อนมนุษย์ควรทำต่อกันหรือไม่?
"ความรักที่ไม่กอปรด้วยปัญญาหากถือเอาอารมณ์สะใจตนเองเป็นที่ตั้งจึงอาจทำร้ายพสกนิกรของในหลวงด้วยกันด้วยความเขลาและขาดความรับผิดชอบ
"น่าเสียดายที่คุณยะใสที่น่าจะมีความเข้าใจและรับผิดชอบทางการเมืองจากประสบการณ์ที่มีมากกว่าก็ดูจะเป็นแบบนี้ด้วยเหมือนกัน"
(ที่มา ข่าวสดออนไลน์)
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันพฤหัสบดีที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2555
จากผู้หญิงเสื้อแดงแถวหน้า..สู่เส้นทางนักการเมือง !!?
นักการเมืองรุ่นใหม่ที่มากความสามารถอย่าง “จารุพรรณ กุลดิลก” กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จากพรรคเพื่อไทย ทายาทคนเก่งของ “พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก” รมช.คมนาคม ผ่านแง่มุมอันมีนัยยะสำคัญหลากหลาย ที่เธอถ่ายทอดไว้ได้น่าสนใจยิ่ง
- บทบาทก่อนเข้าสู่เวทีการเมือง
“ก่อนเข้ามาเป็นนักการเมือง ก็เป็นอาจารย์สายบริหาร ทำงานเกี่ยวกับด้านโครงสร้างและงานบริหารบุคคล เพื่อรองรับ การออกนอกระบบ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าบ้านเราแม้จะออกนอกระบบ ไปแล้ว แต่การบริหารยังเป็นไปในระบบ TOP DOWN คือคนนั่งหัวโต๊ะจะเป็นคนมีอำนาจสั่งการ มีอิทธิพลเหนือผู้ที่อยู่ในระดับ ที่ต่ำกว่า ตรงนี้มันไม่เอื้อต่อการพัฒนา ในทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้าการบริหารประเทศเป็นไปในแบบ TOP DOWN ประชาชนในประเทศก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต”
- การร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง
“เนื่องจากทำงานด้านสันติวิธี และมีโอกาสไปสังเกตการณ์ ชุมนุมใหญ่ของประเทศอยู่ตลอด และได้เข้าไปเสนอรูปแบบการชุมนุมอย่างสร้างสรรค์ ให้กับทุกๆ การชุมนุมในนามศูนย์สันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็มักจะได้รับการปฏิเสธ จนมาวันหนึ่งได้มีการไดอะล็อกสุนทรียสนทนาขึ้นมา และได้มีการให้แต่ละคนออกมาพูดถึงความเห็นส่วนตัว โดยหลายๆ คนก็ได้สะท้อนความ เห็นเหมือนๆ กับคนเสื้อแดง คือผู้ที่รักประชาธิปไตย และเอื้อให้เกิดการพัฒนา ก็เลยเห็นว่า เสื้อแดงจะออกมาประท้วงอย่างสร้างสรรค์ก็สามารถทำได้ เลยลุกขึ้นมาใส่เสื้อแดง และก็ลองไปนั่งดื่ม กาแฟที่โรงแรมในหัวหินช่วงที่มีการประชุมอาเซียน ซัมมิท จนก็กลายเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนต่างประเทศและรัฐบาลในยุคนั้นด้วย ก็เลยกลายเป็นที่รู้จักว่ามาประท้วงแบบสร้างสรรค์ คือมานั่งดื่มกาแฟเฉยๆ และก็ใส่เสื้อแดง”
- การเคลื่อนไหวในระดับสากล
“ที่ผ่านมาเราเห็นว่าการชุมนุมมักจะเกิดความรุนแรง ก็เลย ได้มีการป้องกันไว้ในเบื้องต้นว่า หากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีการทำร้ายประชาชน ซึ่งเกี่ยวกับที่เราไปทำกฎบัตรสิทธิสัญญาสิทธิทางพลเมืองในระดับสากล ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกัน เพื่อหาความเป็นธรรมให้ได้ในระดับโลกระดับสากล จึงเป็นตัวแทน ที่รวบรวมข้อมูลที่มีการกระทำอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คือการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่มีการชุมนุมทุกครั้งตลอด 4 ปี ก็เป็นการชุมนุมที่สร้างสรรค์ แล้วก็หุ้นขึ้นทุกครั้งตลอดระยะเวลา 4 ปี จนกระทั่งมีการปิดสถานีโทรทัศน์และก็ปิดวิทยุชุมชนถึงพันแห่ง”
“มีการขอกระชับพื้นที่ สื่อหลักถูกบังคับไม่ให้มีการเสนอข่าว ของคนเรือนล้านที่มาชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งตรงนี้เป็นบ่อเกิดของ ความรุนแรง และมีการนำทหารจำนวนกว่า 8 หมื่นนาย ซึ่งมาก กว่าการไปรบกับกัมพูชาเสียอีก โดยมีอาวุธครบมือมาต่อสู้กับประชาชนมือเปล่า ตรงนี้คือการผิดหลักมนุษยธรรม ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ไม่ให้มีการส่งข้าวส่งน้ำ ไม่ให้กาชาดสากล เข้ามาสังเกตการณ์ ตรงนี้คือการทรมาน และมีการล้อมด้วยอาวุธ สงคราม และมีการเขียนว่านี่คือพื้นที่ใช้กระสุนจริง การกระทำทั้งหมดเขาเรียกว่าการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม”
- บทบาทนักมนุษยชนบนหมวกนักการเมือง
“เราจะต้องเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป เพราะคิดว่า การ ขัดต่อหลักมนุษยธรรมโดยรัฐธรรมนูญปี 2550 มีเหตุการณ์หลาย เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมาจากการรัฐประหารและก็การร่างรัฐธรรมนูญมาจากปลายกระบอกปืน เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ไขโครงสร้างหลักตรงนี้เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก ในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 เรามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก เรามีการละเมิดองค์กรอิสระเรามีการปิดกั้นสื่อ และเราก็มีเหตุให้เกิดความรุนแรงต่างๆ มากมาย เพราะ ฉะนั้น บทเรียนเหล่านี้เราต้องมาแก้ไขอย่างไรเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประเทศให้ได้ และก็ประชาชนจะเป็นผู้ช่วยร่างกติกา”
- ฝ่ายค้านมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
“ประชาชนจะเป็นคนเลือกผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ คือประชาชนไปเลือกโดยตรงเลย แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดเลือกผ่าน รัฐสภา ส.ส.ในรัฐสภาก็เป็นตัวแทนประชาชน และเราก็ให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยด้านทางเทคนิคเท่านั้น ส่วนผู้ที่เป็นตัวแทนจากจังหวัด ก็จะเข้ามาร่างกติกาเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป”
- กระบวนการร่างที่ถูกมองว่าเร่งรีบรวบรัด
“ต้องอธิบายว่า ถ้าเร่งรีบรวบรัด ครม.ก็สามารถออกมติ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญออกมายกร่างรัฐธรรมนูญ และส่ง ให้สภาพิจารณาได้เลย ถ้าเร่งรีบรวบรัดจริงๆ นี่ก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้ทั้งหมดทั้งกระบวนการและอะไรต่างๆ ก็ใช้เวลาเป็นปี”
- แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มีการทำประชามติ
“การทำประชามติครั้งนั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศการรัฐประหาร มีทหารถือปืนอยู่ตามหมู่บ้าน และมีการทำประชามติแบบรับๆ ไป ก่อน ซึ่งพวกเราก็จะรับทราบประโยคเหล่านี้ดี คือ รับๆ ไปก่อน มีการทำประชามติแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง แต่คราวนี้ประชาชนจะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ต้องถูกบังคับ มีการถกเถียง ซึ่งเราจะมีการพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน”
- ข้อสงสัยที่ว่าจะมีการเข้าไปแตะองค์กรอิสระและศาล
“เรื่องนี้เป็นความกลัว เพราะว่าที่ผ่านมาเราได้ยินว่าองค์กร อิสระถูกแทรกแซง แต่คิดว่าอย่าให้ประชาชนประเมินจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ว่าองค์กรอิสระทำงานได้ถูกใจประชาชนหรือไม่ อย่างไร แล้วก็มาคุยกัน และจะทำให้อำนาจเหล่านี้มายึดโยงกับประชาชนได้อย่างไร และสร้างความเป็นธรรมโดยรวมให้ได้อย่างไร บ้าง ในแง่มุมของศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ก็จะต้องให้ยึดโยง กับประชาชนเช่นกัน และทำให้อำนาจเกิดความสมดุล เราทราบดีว่า ถ้าอำนาจไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะไม่เกิดความเป็นธรรม”
- หลายฝ่ายมองว่ามีการล็อกสเปกรัฐธรรมนูญ
“จริงๆ ต้องเรียนอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่เรื่องใหม่ของ โลกนี้ เราได้เห็นรัฐธรรมนูญของทั้งโลกตอนนี้มีพัฒนาการอย่างไร รัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกพูดถึงมากในบ้านเรา ก็จะต้องเอามาเป็น แบบอย่าง ให้ประชาชนได้เอามาพิจารณาอย่างละเอียดว่า เนื้อหา ที่ต้องการให้ตรงกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นกติกาคร่าวๆ ที่เรียกว่าสาระ บัญญัติ และถ้าเราเรียนรู้ร่วมกันได้ ทั้งถูกและทั้งผิดเราก็จะสามารถปรับปรุงแก้ไขต่อไปให้มันไปด้วยกันได้”
- เป็นสุภาพสตรีที่มีส่วนเข้ามาผลักดันกฎหมายสูงสุดของประเทศ
“ในส่วนนี้คิดว่า ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ใครก็ได้ที่เคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วก็ผลักดันความเป็นมนุษย์ที่สามารถ คิด พูด อ่าน เขียน ได้อย่างเป็นอิสระ มีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ทั้งถูกทั้งผิด เรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น และออกจากปัญหาด้วยตนเอง นี่คือหลักง่ายๆ ในการเคารพความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าหากยึดโยงอยู่กับหลักนี้ และพร้อม ที่จะพัฒนาให้คนในประเทศได้รับการพัฒนา ให้มีสิทธิ์ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ชีวิตเขามีความสุขก็ถือว่ามีความเท่าเทียมกันในฐานะการเป็นกรรมาธิการ”
- การออกกฎหมายนิรโทษกรรม
“ต้องเรียนว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีกฎหมายนิรโทษกรรม ที่เข้มข้นมาก คือไม่ให้ผู้กระทำรัฐประหารเอาอำนาจออกจากประชาชนไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น เราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เป็นแบบอย่างที่ดีงาม เพราะว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกให้มีนิรโทษกรรมผู้กระทำรัฐประหาร อย่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงเชื่อว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆ เช่นนั้น อีกแล้ว”
- แง่มุมปรองดอง
“ส่วนตัวเชื่อว่า นี่คือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งก็จะ เป็นขั้นตอน คือเพิกเฉยก่อน จะไม่สนใจ จนกระทั่งถึงระดับหนึ่ง จะกลับมาถกเถียงกันและเกิดความขัดแย้งสูง ตอนนี้อยู่ในขั้นขัดแย้งถกเถียงกัน และหันหน้าเข้าหากันและถกเถียงกันอย่างเข้มข้น พอถึงการถกเถียงกันในระดับหนึ่ง จะเกิดการรับฟังผ่าน ถ้อยคำเสียดสีต่างๆ พอรับฟังแล้วจะเรียนรู้ พอเรียนรู้ร่วมกันเมือไหร่ ก็จะเกิดการยอมรับและปรองดองในที่สุด”
- แต่ที่ผ่านมาเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
“ตรงนี้เราต้องหาความเป็นธรรมให้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศ ไทยจะอยู่ในสภาพที่หาความจริงไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะอยู่ในสภาพที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แล้วก็เราจะต้องหาความจริง และความเป็นธรรมให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ในประเทศไทย เราต้องหาในระดับสากล”
- งานด้านผู้หญิง
“ได้ไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงแถวหน้าที่เป็นผู้หญิงได้เรียนรู้ร่วมกันว่า ผู้หญิงเมื่อลุกขึ้นมาสู้แล้วจะไม่มีทางถอยง่ายๆ ตรงนี้ก็ได้มีโอกาสได้ไปเป็นล่ามแปลเผยแพร่แง่มุมในการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เป็นผู้หญิงให้กับสื่อต่างประเทศได้นำไปถ่ายทอด ให้ชาวต่างชาติ จนกระทั่ง ทีมงานของฮิลลารี่ คลินตัน ได้รู้จัก แล้วก็เชิญไปร่วมเวิร์กช็อปสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานของผู้หญิงในภาคสังคม ซึ่งฮิลลารี่ก็มีโครงการที่อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2050 ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชากรอีกครึ่งหนึ่งของโลกในส่วนที่เป็นผู้หญิง เกี่ยวกับความรุนแรง และปัญหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงต่างๆ นานา จะสามารถขึ้นสู่เวทีใหญ่ และก็พูดและนำไปสู่การแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น มันก็จะสามารถสร้างความสมดุลได้มากขึ้นเมื่อมีผู้หญิง เข้ามาทำงานการเมือง”
- ในท่ามกลางความขัดแย้ง ภาพของ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ช่วยลดความตึงเครียด ลงได้หรือไม่
“ท่านเป็นสุภาพสตรีที่มีความประนีประนอมและก็เป็นคน รุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในระดับสากล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีงานใดๆ ที่ท่านนั่งเป็นประธาน เรารู้สึกมั่นใจว่างานนั้นจะประสบความสำเร็จ และท่านก็มาเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี ส่งผลให้ความขัดแย้งทุเลาเบาบางลงไปได้มาก”
- คุณพ่อชี้แนะอะไรบ้าง
“ก่อนหน้านั้นก็เดินคนละเส้นทาง แต่ท่านก็ช่วยชี้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่ท่านก็จะให้อิสระในการทำงานมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเดินร่วมทางเดียวกัน ซึ่งเราก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน”
- “อดีตนายกฯ ทักษิณ” จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่
“เมื่อประชาชนเรียกร้องให้ท่านกลับบ้าน ท่านก็จะได้กลับบ้าน ก็คิดว่าจะต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่จริงๆ ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ถ้าสะท้อนออกมาว่าต้องการให้ท่านกลับบ้าน ท่านก็จะได้กลับบ้าน”
- สุดท้ายอะไรคือประตูสู่ความปรองดอง
“ขณะนี้ขอให้ประชาชนตื่นตัว เราเชื่อว่าเรื่องการเมือง คนรักกันไม่ควรคุยกัน แต่เชื่อส่วนตัวว่าเราต้องคุย เพราะการเมือง เป็นเรื่องของทุกคน และมีโอกาสได้เห็นประเทศต่างๆ เจริญก้าวหน้าได้ เพราะประชาชนตื่นตัวในเรื่องการเมืองมาก เสียงสะท้อนจากประชาชนจะทำให้เกิดความสมดุล และเราจะได้รู้ว่าผิดถูก ไม่ถูก อะไรควร ไม่ควร อะไรเป็นเรื่องจริงไม่จริง และเรา ก็ช่วยกันพัฒนาประเทศกันไป ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศใหญ่ มีประชากร 60 กว่าล้าน ประเทศอื่นเขาใหญ่กว่าเรามาก เขายังอยู่ ร่วมกันได้อย่างสามัคคีได้ เราก็น่าจะทำให้บ้านเล็กๆ หลังนี้ เป็นที่เรียนรู้ร่วมกันและก็เป็นที่ที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
แหลมคมและครบถ้วนกระบวนความสำหรับมิติมุมมองทาง การเมืองของ “จารุพรรณ กุลดิลก” ผู้หญิงเสื้อแดงแถวหน้า ที่ผันตัวเข้ามาสู่สนามการเมืองในนามพรรคเพื่อไทย
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
- บทบาทก่อนเข้าสู่เวทีการเมือง
“ก่อนเข้ามาเป็นนักการเมือง ก็เป็นอาจารย์สายบริหาร ทำงานเกี่ยวกับด้านโครงสร้างและงานบริหารบุคคล เพื่อรองรับ การออกนอกระบบ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าบ้านเราแม้จะออกนอกระบบ ไปแล้ว แต่การบริหารยังเป็นไปในระบบ TOP DOWN คือคนนั่งหัวโต๊ะจะเป็นคนมีอำนาจสั่งการ มีอิทธิพลเหนือผู้ที่อยู่ในระดับ ที่ต่ำกว่า ตรงนี้มันไม่เอื้อต่อการพัฒนา ในทางการเมืองก็เช่นกัน ถ้าการบริหารประเทศเป็นไปในแบบ TOP DOWN ประชาชนในประเทศก็จะไม่ได้รับการพัฒนา ซึ่งประชาชนเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต”
- การร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดง
“เนื่องจากทำงานด้านสันติวิธี และมีโอกาสไปสังเกตการณ์ ชุมนุมใหญ่ของประเทศอยู่ตลอด และได้เข้าไปเสนอรูปแบบการชุมนุมอย่างสร้างสรรค์ ให้กับทุกๆ การชุมนุมในนามศูนย์สันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็มักจะได้รับการปฏิเสธ จนมาวันหนึ่งได้มีการไดอะล็อกสุนทรียสนทนาขึ้นมา และได้มีการให้แต่ละคนออกมาพูดถึงความเห็นส่วนตัว โดยหลายๆ คนก็ได้สะท้อนความ เห็นเหมือนๆ กับคนเสื้อแดง คือผู้ที่รักประชาธิปไตย และเอื้อให้เกิดการพัฒนา ก็เลยเห็นว่า เสื้อแดงจะออกมาประท้วงอย่างสร้างสรรค์ก็สามารถทำได้ เลยลุกขึ้นมาใส่เสื้อแดง และก็ลองไปนั่งดื่ม กาแฟที่โรงแรมในหัวหินช่วงที่มีการประชุมอาเซียน ซัมมิท จนก็กลายเป็นที่สนใจของสื่อมวลชนต่างประเทศและรัฐบาลในยุคนั้นด้วย ก็เลยกลายเป็นที่รู้จักว่ามาประท้วงแบบสร้างสรรค์ คือมานั่งดื่มกาแฟเฉยๆ และก็ใส่เสื้อแดง”
- การเคลื่อนไหวในระดับสากล
“ที่ผ่านมาเราเห็นว่าการชุมนุมมักจะเกิดความรุนแรง ก็เลย ได้มีการป้องกันไว้ในเบื้องต้นว่า หากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือมีการทำร้ายประชาชน ซึ่งเกี่ยวกับที่เราไปทำกฎบัตรสิทธิสัญญาสิทธิทางพลเมืองในระดับสากล ก็จะต้องมีการฟ้องร้องกัน เพื่อหาความเป็นธรรมให้ได้ในระดับโลกระดับสากล จึงเป็นตัวแทน ที่รวบรวมข้อมูลที่มีการกระทำอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ คือการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่มีการชุมนุมทุกครั้งตลอด 4 ปี ก็เป็นการชุมนุมที่สร้างสรรค์ แล้วก็หุ้นขึ้นทุกครั้งตลอดระยะเวลา 4 ปี จนกระทั่งมีการปิดสถานีโทรทัศน์และก็ปิดวิทยุชุมชนถึงพันแห่ง”
“มีการขอกระชับพื้นที่ สื่อหลักถูกบังคับไม่ให้มีการเสนอข่าว ของคนเรือนล้านที่มาชุมนุมบนท้องถนน ซึ่งตรงนี้เป็นบ่อเกิดของ ความรุนแรง และมีการนำทหารจำนวนกว่า 8 หมื่นนาย ซึ่งมาก กว่าการไปรบกับกัมพูชาเสียอีก โดยมีอาวุธครบมือมาต่อสู้กับประชาชนมือเปล่า ตรงนี้คือการผิดหลักมนุษยธรรม ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์ ไม่ให้มีการส่งข้าวส่งน้ำ ไม่ให้กาชาดสากล เข้ามาสังเกตการณ์ ตรงนี้คือการทรมาน และมีการล้อมด้วยอาวุธ สงคราม และมีการเขียนว่านี่คือพื้นที่ใช้กระสุนจริง การกระทำทั้งหมดเขาเรียกว่าการกระทำที่ขัดต่อหลักมนุษยธรรม”
- บทบาทนักมนุษยชนบนหมวกนักการเมือง
“เราจะต้องเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป เพราะคิดว่า การ ขัดต่อหลักมนุษยธรรมโดยรัฐธรรมนูญปี 2550 มีเหตุการณ์หลาย เหตุการณ์เกิดขึ้นเพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งมาจากการรัฐประหารและก็การร่างรัฐธรรมนูญมาจากปลายกระบอกปืน เพราะฉะนั้น เราจะต้องแก้ไขโครงสร้างหลักตรงนี้เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมเช่นนี้อีก ในช่วงที่มีรัฐธรรมนูญ 2550 เรามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก เรามีการละเมิดองค์กรอิสระเรามีการปิดกั้นสื่อ และเราก็มีเหตุให้เกิดความรุนแรงต่างๆ มากมาย เพราะ ฉะนั้น บทเรียนเหล่านี้เราต้องมาแก้ไขอย่างไรเพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประเทศให้ได้ และก็ประชาชนจะเป็นผู้ช่วยร่างกติกา”
- ฝ่ายค้านมองว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน
“ประชาชนจะเป็นคนเลือกผู้ที่จะมาร่างรัฐธรรมนูญนี้ คือประชาชนไปเลือกโดยตรงเลย แล้วก็มีผู้เชี่ยวชาญมาคัดเลือกผ่าน รัฐสภา ส.ส.ในรัฐสภาก็เป็นตัวแทนประชาชน และเราก็ให้ผู้เชี่ยวชาญมาช่วยด้านทางเทคนิคเท่านั้น ส่วนผู้ที่เป็นตัวแทนจากจังหวัด ก็จะเข้ามาร่างกติกาเป็นรัฐธรรมนูญต่อไป”
- กระบวนการร่างที่ถูกมองว่าเร่งรีบรวบรัด
“ต้องอธิบายว่า ถ้าเร่งรีบรวบรัด ครม.ก็สามารถออกมติ ตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญออกมายกร่างรัฐธรรมนูญ และส่ง ให้สภาพิจารณาได้เลย ถ้าเร่งรีบรวบรัดจริงๆ นี่ก็สามารถทำได้ แต่สิ่งที่เรากำลังทำตอนนี้ทั้งหมดทั้งกระบวนการและอะไรต่างๆ ก็ใช้เวลาเป็นปี”
- แต่รัฐธรรมนูญ 2550 มีการทำประชามติ
“การทำประชามติครั้งนั้นอยู่ภายใต้บรรยากาศการรัฐประหาร มีทหารถือปืนอยู่ตามหมู่บ้าน และมีการทำประชามติแบบรับๆ ไป ก่อน ซึ่งพวกเราก็จะรับทราบประโยคเหล่านี้ดี คือ รับๆ ไปก่อน มีการทำประชามติแล้วค่อยมาแก้ทีหลัง แต่คราวนี้ประชาชนจะไม่ตกอยู่ในสภาพที่ต้องถูกบังคับ มีการถกเถียง ซึ่งเราจะมีการพิจารณากันอย่างละเอียดถี่ถ้วน”
- ข้อสงสัยที่ว่าจะมีการเข้าไปแตะองค์กรอิสระและศาล
“เรื่องนี้เป็นความกลัว เพราะว่าที่ผ่านมาเราได้ยินว่าองค์กร อิสระถูกแทรกแซง แต่คิดว่าอย่าให้ประชาชนประเมินจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ว่าองค์กรอิสระทำงานได้ถูกใจประชาชนหรือไม่ อย่างไร แล้วก็มาคุยกัน และจะทำให้อำนาจเหล่านี้มายึดโยงกับประชาชนได้อย่างไร และสร้างความเป็นธรรมโดยรวมให้ได้อย่างไร บ้าง ในแง่มุมของศาลหรือกระบวนการยุติธรรม ก็จะต้องให้ยึดโยง กับประชาชนเช่นกัน และทำให้อำนาจเกิดความสมดุล เราทราบดีว่า ถ้าอำนาจไม่ได้ยึดโยงกับประชาชน จะไม่เกิดความเป็นธรรม”
- หลายฝ่ายมองว่ามีการล็อกสเปกรัฐธรรมนูญ
“จริงๆ ต้องเรียนอย่างนี้ว่ารัฐธรรมนูญที่ดีไม่ใช่เรื่องใหม่ของ โลกนี้ เราได้เห็นรัฐธรรมนูญของทั้งโลกตอนนี้มีพัฒนาการอย่างไร รัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกพูดถึงมากในบ้านเรา ก็จะต้องเอามาเป็น แบบอย่าง ให้ประชาชนได้เอามาพิจารณาอย่างละเอียดว่า เนื้อหา ที่ต้องการให้ตรงกันอย่างไร ซึ่งก็เป็นกติกาคร่าวๆ ที่เรียกว่าสาระ บัญญัติ และถ้าเราเรียนรู้ร่วมกันได้ ทั้งถูกและทั้งผิดเราก็จะสามารถปรับปรุงแก้ไขต่อไปให้มันไปด้วยกันได้”
- เป็นสุภาพสตรีที่มีส่วนเข้ามาผลักดันกฎหมายสูงสุดของประเทศ
“ในส่วนนี้คิดว่า ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ใครก็ได้ที่เคารพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วก็ผลักดันความเป็นมนุษย์ที่สามารถ คิด พูด อ่าน เขียน ได้อย่างเป็นอิสระ มีสิทธิ์ที่จะเรียนรู้ทั้งถูกทั้งผิด เรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้น และออกจากปัญหาด้วยตนเอง นี่คือหลักง่ายๆ ในการเคารพความเป็นมนุษย์ และสิทธิเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชาย ถ้าหากยึดโยงอยู่กับหลักนี้ และพร้อม ที่จะพัฒนาให้คนในประเทศได้รับการพัฒนา ให้มีสิทธิ์ได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อให้ชีวิตเขามีความสุขก็ถือว่ามีความเท่าเทียมกันในฐานะการเป็นกรรมาธิการ”
- การออกกฎหมายนิรโทษกรรม
“ต้องเรียนว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีกฎหมายนิรโทษกรรม ที่เข้มข้นมาก คือไม่ให้ผู้กระทำรัฐประหารเอาอำนาจออกจากประชาชนไม่มีความผิดใดๆ ทั้งสิ้นเลย เพราะฉะนั้น เราไม่อยากให้เรื่องแบบนี้เป็นแบบอย่างที่ดีงาม เพราะว่าไม่มีรัฐธรรมนูญฉบับไหนในโลกให้มีนิรโทษกรรมผู้กระทำรัฐประหาร อย่างรัฐธรรมนูญปี 2550 จึงเชื่อว่า จะไม่มีการนิรโทษกรรมใดๆ เช่นนั้น อีกแล้ว”
- แง่มุมปรองดอง
“ส่วนตัวเชื่อว่า นี่คือกระบวนการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งก็จะ เป็นขั้นตอน คือเพิกเฉยก่อน จะไม่สนใจ จนกระทั่งถึงระดับหนึ่ง จะกลับมาถกเถียงกันและเกิดความขัดแย้งสูง ตอนนี้อยู่ในขั้นขัดแย้งถกเถียงกัน และหันหน้าเข้าหากันและถกเถียงกันอย่างเข้มข้น พอถึงการถกเถียงกันในระดับหนึ่ง จะเกิดการรับฟังผ่าน ถ้อยคำเสียดสีต่างๆ พอรับฟังแล้วจะเรียนรู้ พอเรียนรู้ร่วมกันเมือไหร่ ก็จะเกิดการยอมรับและปรองดองในที่สุด”
- แต่ที่ผ่านมาเกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน
“ตรงนี้เราต้องหาความเป็นธรรมให้ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศ ไทยจะอยู่ในสภาพที่หาความจริงไม่ได้ เป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะอยู่ในสภาพที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ แล้วก็เราจะต้องหาความจริง และความเป็นธรรมให้ได้ ถ้าหาไม่ได้ในประเทศไทย เราต้องหาในระดับสากล”
- งานด้านผู้หญิง
“ได้ไปร่วมชุมนุมกับคนเสื้อแดงแถวหน้าที่เป็นผู้หญิงได้เรียนรู้ร่วมกันว่า ผู้หญิงเมื่อลุกขึ้นมาสู้แล้วจะไม่มีทางถอยง่ายๆ ตรงนี้ก็ได้มีโอกาสได้ไปเป็นล่ามแปลเผยแพร่แง่มุมในการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่เป็นผู้หญิงให้กับสื่อต่างประเทศได้นำไปถ่ายทอด ให้ชาวต่างชาติ จนกระทั่ง ทีมงานของฮิลลารี่ คลินตัน ได้รู้จัก แล้วก็เชิญไปร่วมเวิร์กช็อปสัมมนาในเรื่องที่เกี่ยวกับการทำงานของผู้หญิงในภาคสังคม ซึ่งฮิลลารี่ก็มีโครงการที่อยากให้ผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง มากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ในปี 2050 ซึ่งเชื่อว่าปัญหาของประชากรอีกครึ่งหนึ่งของโลกในส่วนที่เป็นผู้หญิง เกี่ยวกับความรุนแรง และปัญหาที่เกี่ยวกับผู้หญิงต่างๆ นานา จะสามารถขึ้นสู่เวทีใหญ่ และก็พูดและนำไปสู่การแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น มันก็จะสามารถสร้างความสมดุลได้มากขึ้นเมื่อมีผู้หญิง เข้ามาทำงานการเมือง”
- ในท่ามกลางความขัดแย้ง ภาพของ “นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ช่วยลดความตึงเครียด ลงได้หรือไม่
“ท่านเป็นสุภาพสตรีที่มีความประนีประนอมและก็เป็นคน รุ่นใหม่ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในระดับสากล เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะมีงานใดๆ ที่ท่านนั่งเป็นประธาน เรารู้สึกมั่นใจว่างานนั้นจะประสบความสำเร็จ และท่านก็มาเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี ส่งผลให้ความขัดแย้งทุเลาเบาบางลงไปได้มาก”
- คุณพ่อชี้แนะอะไรบ้าง
“ก่อนหน้านั้นก็เดินคนละเส้นทาง แต่ท่านก็ช่วยชี้ว่าอะไรควรไม่ควร แต่ท่านก็จะให้อิสระในการทำงานมาโดยตลอด จนกระทั่งมาเดินร่วมทางเดียวกัน ซึ่งเราก็เป็นกำลังใจให้กันและกัน”
- “อดีตนายกฯ ทักษิณ” จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่
“เมื่อประชาชนเรียกร้องให้ท่านกลับบ้าน ท่านก็จะได้กลับบ้าน ก็คิดว่าจะต้องเป็นเสียงส่วนใหญ่จริงๆ ซึ่งเสียงสะท้อนเหล่านี้ถ้าสะท้อนออกมาว่าต้องการให้ท่านกลับบ้าน ท่านก็จะได้กลับบ้าน”
- สุดท้ายอะไรคือประตูสู่ความปรองดอง
“ขณะนี้ขอให้ประชาชนตื่นตัว เราเชื่อว่าเรื่องการเมือง คนรักกันไม่ควรคุยกัน แต่เชื่อส่วนตัวว่าเราต้องคุย เพราะการเมือง เป็นเรื่องของทุกคน และมีโอกาสได้เห็นประเทศต่างๆ เจริญก้าวหน้าได้ เพราะประชาชนตื่นตัวในเรื่องการเมืองมาก เสียงสะท้อนจากประชาชนจะทำให้เกิดความสมดุล และเราจะได้รู้ว่าผิดถูก ไม่ถูก อะไรควร ไม่ควร อะไรเป็นเรื่องจริงไม่จริง และเรา ก็ช่วยกันพัฒนาประเทศกันไป ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศใหญ่ มีประชากร 60 กว่าล้าน ประเทศอื่นเขาใหญ่กว่าเรามาก เขายังอยู่ ร่วมกันได้อย่างสามัคคีได้ เราก็น่าจะทำให้บ้านเล็กๆ หลังนี้ เป็นที่เรียนรู้ร่วมกันและก็เป็นที่ที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข”
แหลมคมและครบถ้วนกระบวนความสำหรับมิติมุมมองทาง การเมืองของ “จารุพรรณ กุลดิลก” ผู้หญิงเสื้อแดงแถวหน้า ที่ผันตัวเข้ามาสู่สนามการเมืองในนามพรรคเพื่อไทย
ที่มา.สยามธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
แบงก์อาเซียน แข่งสยายปีกผงาดภูมิภาค !!?
อาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2558 อุตสาหกรรมธนาคารในภูมิภาคต่างเร่งชิงบทนำ เตรียมรับตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากร 600 ล้านคน
ธนาคารหลายแห่ง กำลังมุ่งสู่การเป็นผู้เล่นระดับท็อป ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้จาก "ดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของสิงคโปร์ และ "ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของมาเลเซีย และธนาคารท้องถิ่นอื่นๆ ที่เร่งทำข้อตกลงทางธุรกิจ เพื่อโหนกระแสการเติบโตในภูมิภาคนี้
"วอลล์สตรีท เจอร์นัล" รายงานว่า แบงก์ในภูมิภาคนี้ ไม่ได้มีภาระจากวิกฤตการเงิน เหมือนที่บรรดาผู้เล่นระดับโลกเผชิญอยู่ ยักษ์เล็กในภูมิภาค จึงเร่งทำข้อตกลงเสริมแกร่ง เฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ดีลต่างๆ มีมูลค่าร่วม 8 พันล้านดอลลาร์
ไม่ว่าจะเป็น "ดีบีเอส" ที่ประกาศควักเงิน 9.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (7.3 พันล้านดอลลาร์) ซื้อกิจการ "พีที แบงก์ ดานามอน" แบงก์ใหญ่อันดับ 5 ของอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นข้อตกลงขนาดใหญ่สุดในแดนอิเหนา รวมถึง "ซีไอเอ็มบี" ที่เพิ่งทุ่ม 881 ล้านริงกิต (288.6 ล้านดอลลาร์) ซื้อหุ้น 60% ในแบงก์ออฟคอมเมิร์ซ ของฟิลิปปินส์
ข้อตกลงเหล่านี้ สะท้อนซีรีส์ซื้อกิจการในอุตสาหกรรมการเงินเอเชีย ที่พุ่งเป้าในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภค และธุรกิจที่น่าสนใจ ในฐานะตลาดขนาดใหญ่ ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านดอลลาร์ และมีจีดีพีรวมกัน 2 ล้านล้านดอลลาร์
นี่ทำให้แบงก์ในอาเซียน พยายามเร่งสยายปีกภายในภูมิภาค เพราะหวังว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จะช่วยลดอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า
"ดาโต๊ะ ศรี นาเซียร์ ราซัค" ประธานบริหารกลุ่มซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ยังไม่มีภาคธุรกิจ เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวกันมากนัก เพราะธุรกิจอื่นๆ ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร แต่เรามีความเชื่อมั่นมาก
การต่อสู้ที่เริ่มก่อตัวในตลาดนี้สะท้อนว่า ผู้เล่นระดับท้องถิ่นกำลังเป็นทัพหน้า ในบรรดาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เริ่มจะมองเห็นการรวมตัวในอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตมหาศาลจากนี้ไป และอาจกระตุกให้เกิดการผนวกรวมกิจการในตลาดร่วมกับแบงก์ขนาดเล็กจำนวนมาก ทั้งในอินโดนีเซียและไทย
"อนันต์ ปัทมากานธาน" นักวิเคราะห์จากโนมูระ อีควิตี้ รีเสิร์ช สิงคโปร์ มองว่า การค้าในอาเซียน เป็นเรื่องสำคัญในทุกวันนี้ สำหรับตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน การปล่อยกู้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กเป็นเหมือนชิ้นเค้กที่น่ากิน
แต่ความแตกต่างในหมู่สมาชิกอาเซียน ก็ยังเป็นขวากหนามในการรวมตลาดเดียว ทั้งด้านการค้าและการลงทุน เพราะชาติสมาชิกอาเซียน มีความแตกต่างด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก ในขณะที่จีดีพีต่อหัวต่อปีของสิงคโปร์มากกว่า 40,000 ดอลลาร์ ในอินโดนีเซียกลับอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์
อุตสาหกรรมธนาคาร เป็นหนึ่งในธุรกิจแรกๆ ร่วมกับอุตสาหกรรมขนส่งทางทางอากาศและค้าปลีก ที่มองเห็นศักยภาพของการเป็นตลาดเดียว ธนาคารหลายแห่งเริ่มช้อปข้ามแดนมานานแล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2547 ทั้ง "ดีบีเอส" "ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์" (ยูโอบี) และ "โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ป" (โอซีบีซี) ต่างก็เริ่มซื้อหุ้นในแบงก์ และบริษัทการเงินของเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับ "ซีไอเอ็มบี" และ "มาลายัน แบงกิ้ง" ของมาเลเซีย ที่ร่วมกระแสช้อปในปี 2551
ขณะที่ชาติในเอเชีย และอาเซียนจับมือกันแน่นแฟ้นมากขึ้น การค้าและการลงทุนในภูมิภาคก็เพิ่มขึ้น แต่ผู้เล่นจากตะวันตก ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ธนาคารระดับโลกอย่าง "ซิตี้กรุ๊ป" และ "เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์" พากันผ่อนคันเร่งจากภูมิภาคนี้ เพราะต้องดิ้นรนในตลาดยุโรปและสหรัฐ
"อีวาน อาซิส" หัวหน้าฝ่ายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกแล้ว และอาเซียน เป็นตลาดสำคัญ การรวมตัวในเอเชีย เกิดขึ้นโดยไม่ได้เน้นเรื่องนโยบายหรือกฎหมาย แต่มาจากการขับเคลื่อนของตลาด
แม้ความต้องการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคจะเหมือนกัน แต่ธนาคารแต่ละแห่ง ก็มีแผนเดินเกมที่ต่างกัน อย่างซีไอเอ็มบี เน้นตลาดอาเซียนที่ตัวเองมีศักยภาพ ส่วนดีบีเอสและยูโอบี โฟกัสที่ตลาดระดับท็อปของอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่แบงก์ใหญ่ของแดนอิเหนา พุ่งเป้าไปที่การเติบโตในบ้าน และสาขาใหญ่ที่มีชาวอิเหนาทำงานอยู่มาก
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ธนาคารหลายแห่ง กำลังมุ่งสู่การเป็นผู้เล่นระดับท็อป ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เห็นได้จาก "ดีบีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของสิงคโปร์ และ "ซีไอเอ็มบี กรุ๊ป โฮลดิ้งส์" ของมาเลเซีย และธนาคารท้องถิ่นอื่นๆ ที่เร่งทำข้อตกลงทางธุรกิจ เพื่อโหนกระแสการเติบโตในภูมิภาคนี้
"วอลล์สตรีท เจอร์นัล" รายงานว่า แบงก์ในภูมิภาคนี้ ไม่ได้มีภาระจากวิกฤตการเงิน เหมือนที่บรรดาผู้เล่นระดับโลกเผชิญอยู่ ยักษ์เล็กในภูมิภาค จึงเร่งทำข้อตกลงเสริมแกร่ง เฉพาะในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ดีลต่างๆ มีมูลค่าร่วม 8 พันล้านดอลลาร์
ไม่ว่าจะเป็น "ดีบีเอส" ที่ประกาศควักเงิน 9.1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (7.3 พันล้านดอลลาร์) ซื้อกิจการ "พีที แบงก์ ดานามอน" แบงก์ใหญ่อันดับ 5 ของอินโดนีเซีย ซึ่งนับเป็นข้อตกลงขนาดใหญ่สุดในแดนอิเหนา รวมถึง "ซีไอเอ็มบี" ที่เพิ่งทุ่ม 881 ล้านริงกิต (288.6 ล้านดอลลาร์) ซื้อหุ้น 60% ในแบงก์ออฟคอมเมิร์ซ ของฟิลิปปินส์
ข้อตกลงเหล่านี้ สะท้อนซีรีส์ซื้อกิจการในอุตสาหกรรมการเงินเอเชีย ที่พุ่งเป้าในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งมีกลุ่มผู้บริโภค และธุรกิจที่น่าสนใจ ในฐานะตลาดขนาดใหญ่ ที่มีประชากรกว่า 600 ล้านดอลลาร์ และมีจีดีพีรวมกัน 2 ล้านล้านดอลลาร์
นี่ทำให้แบงก์ในอาเซียน พยายามเร่งสยายปีกภายในภูมิภาค เพราะหวังว่า การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จะช่วยลดอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน และการเคลื่อนย้ายแรงงาน เพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจในอีก 3 ปีข้างหน้า
"ดาโต๊ะ ศรี นาเซียร์ ราซัค" ประธานบริหารกลุ่มซีไอเอ็มบี กล่าวว่า ยังไม่มีภาคธุรกิจ เตรียมพร้อมสำหรับการเป็นเขตเศรษฐกิจเดียวกันมากนัก เพราะธุรกิจอื่นๆ ยังมองไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร แต่เรามีความเชื่อมั่นมาก
การต่อสู้ที่เริ่มก่อตัวในตลาดนี้สะท้อนว่า ผู้เล่นระดับท้องถิ่นกำลังเป็นทัพหน้า ในบรรดาอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เริ่มจะมองเห็นการรวมตัวในอาเซียนเป็นโอกาสสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตมหาศาลจากนี้ไป และอาจกระตุกให้เกิดการผนวกรวมกิจการในตลาดร่วมกับแบงก์ขนาดเล็กจำนวนมาก ทั้งในอินโดนีเซียและไทย
"อนันต์ ปัทมากานธาน" นักวิเคราะห์จากโนมูระ อีควิตี้ รีเสิร์ช สิงคโปร์ มองว่า การค้าในอาเซียน เป็นเรื่องสำคัญในทุกวันนี้ สำหรับตลาดเกิดใหม่ในอาเซียน การปล่อยกู้แก่วิสาหกิจขนาดกลางและเล็กเป็นเหมือนชิ้นเค้กที่น่ากิน
แต่ความแตกต่างในหมู่สมาชิกอาเซียน ก็ยังเป็นขวากหนามในการรวมตลาดเดียว ทั้งด้านการค้าและการลงทุน เพราะชาติสมาชิกอาเซียน มีความแตกต่างด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างมาก ในขณะที่จีดีพีต่อหัวต่อปีของสิงคโปร์มากกว่า 40,000 ดอลลาร์ ในอินโดนีเซียกลับอยู่ที่ 3,000 ดอลลาร์
อุตสาหกรรมธนาคาร เป็นหนึ่งในธุรกิจแรกๆ ร่วมกับอุตสาหกรรมขนส่งทางทางอากาศและค้าปลีก ที่มองเห็นศักยภาพของการเป็นตลาดเดียว ธนาคารหลายแห่งเริ่มช้อปข้ามแดนมานานแล้ว ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2547 ทั้ง "ดีบีเอส" "ยูไนเต็ด โอเวอร์ซีส์ แบงก์" (ยูโอบี) และ "โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ป" (โอซีบีซี) ต่างก็เริ่มซื้อหุ้นในแบงก์ และบริษัทการเงินของเพื่อนบ้าน เช่นเดียวกับ "ซีไอเอ็มบี" และ "มาลายัน แบงกิ้ง" ของมาเลเซีย ที่ร่วมกระแสช้อปในปี 2551
ขณะที่ชาติในเอเชีย และอาเซียนจับมือกันแน่นแฟ้นมากขึ้น การค้าและการลงทุนในภูมิภาคก็เพิ่มขึ้น แต่ผู้เล่นจากตะวันตก ต้องดิ้นรนอย่างหนัก ธนาคารระดับโลกอย่าง "ซิตี้กรุ๊ป" และ "เอชเอสบีซี โฮลดิ้งส์" พากันผ่อนคันเร่งจากภูมิภาคนี้ เพราะต้องดิ้นรนในตลาดยุโรปและสหรัฐ
"อีวาน อาซิส" หัวหน้าฝ่ายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ของธนาคารเพื่อพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจที่สำคัญ เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกแล้ว และอาเซียน เป็นตลาดสำคัญ การรวมตัวในเอเชีย เกิดขึ้นโดยไม่ได้เน้นเรื่องนโยบายหรือกฎหมาย แต่มาจากการขับเคลื่อนของตลาด
แม้ความต้องการเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในภูมิภาคจะเหมือนกัน แต่ธนาคารแต่ละแห่ง ก็มีแผนเดินเกมที่ต่างกัน อย่างซีไอเอ็มบี เน้นตลาดอาเซียนที่ตัวเองมีศักยภาพ ส่วนดีบีเอสและยูโอบี โฟกัสที่ตลาดระดับท็อปของอาเซียน อาทิ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่แบงก์ใหญ่ของแดนอิเหนา พุ่งเป้าไปที่การเติบโตในบ้าน และสาขาใหญ่ที่มีชาวอิเหนาทำงานอยู่มาก
ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)