--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ประชา. ต้องไประทึกใจต่อที่ ป.ป.ช. !!?

การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกส่งท้ายปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 27 พ.ย. ผ่านไป ท่ามกลางความสงสัยที่ยังคงอยู่ เพราะต่างฝ่าย ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ต่างก็งัดหลักฐาน เตรียมการบ้านมาหักล้าง ชี้แจงกันต่าง ๆ นานา

ฟังการอภิปรายไม่ไว้วางใจของพรรคประชาธิปัตย์ ต้องบอกว่า แม้ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะ ผอ.ศปภ. จะได้เสียงสนับสนุนไว้วางใจให้ผ่านไป

แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พล.ต.อ.ประชา จะพ้น ’พงหนาม“ ทางการเมืองในครั้งนี้

เพราะการอภิปรายไม่ไว้วางใจรอบนี้ พรรคประชาธิปัตย์ หมายมั่นปั้นมือที่จะ ’ถอดถอน“ 7 ส.ส. ที่ส่อว่าทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 265-266

ตามขั้นตอนกระบวนการจะเริ่มที่วุฒิสภา ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.สอบสวนเพื่อ ’ชี้มูลความผิด“

หากไม่ผิดก็รอดไป แต่หาก ’ผิด“ ก็จะกลับมาที่วุฒิสภา เพื่อดำเนินการถอดถอนด้วยเสียง 3 ใน 5

เมื่อถึงตรงนั้นเมื่อไหร่ ก็จะต้องมีการ ’เลือกตั้งซ่อม“ เกิดขึ้นทันที

ฉะนั้น เวทีที่ ป.ป.ช. ที่ ’ตั้งท่า“ ขึ้นมารอรับไม้ต่อจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงเป็นของจริง และมีความหมายที่แท้จริงทางการเมือง

ช่วงหนึ่งจึงไม่ต้องแปลกใจหากพล.ต.อ.ประชา จะระบุกึ่ง ๆ หาเสียงเอาไว้ล่วงหน้าว่า

“ส.ส. ที่มาช่วยงานด้วยจิตอาสา ที่ถูกถอดถอนนั้น ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะพวกท่านมาช่วยประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยาก น้ำท่วมถึงอก ถึงคอ ท่านเป็น ส.ส. จะทิ้งประชาชนได้หรือ พวกท่านมาช่วยเหลือไม่ได้มาแทรกแซง ประชาชนรู้ว่าท่านทำอะไร ดังนั้นไม่ต้องเสียใจถ้าถูกถอดถอน เพราะท่านมาช่วยประชาชน”

กรณี ส.ส. ทำหน้าที่ช่วยประชาชนในภาวะที่ฉุกเฉิน เช่นน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมายหากจะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ

แต่สาระที่พูดกันนั้น อยู่ตรงที่ว่า รัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า ส.ส. ต้องไม่เข้าไปยุ่งกับฝ่ายบริหาร เหตุที่กฎหมายห้ามไว้เพราะในอดีตมี ’นักการเมืองหัวหมอ“ อาศัยความเป็นรัฐบาล อ้างว่าช่วยเหลือประชาชน เอาเงินงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของคนทุกคน ไปใช้แล้ว หน้าไม่อายบอกกับประชาชนว่า เป็นผลงานตัวเอง

ถือเป็น ’ข้อกฎหมาย“ ที่ ป.ป.ช. ไม่น่าจะใช้เวลานาน.

ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=8&contentId=178385

ที่มา: เดลินิวส์
///////////////////////////////////////////////////////

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ลุ้นศึกซักฟอก ปชป.ถล่ม ประชา. สะเทือนถึง ยงยุทธ-ยิ่งลักษณ์ !!?



จับตาศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ "ประชา พรหมนอก" ปชป.จัด 11 ขุนพล ชำแหละ 3 ประเด็น พ่วง พ.ร.ฎ.อภัยโทษ

ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ที่สภาผู้แทนราษฎรจะพิจารณากันในวันนี้ (27 พ.ย.) นับเป็นการยื่นญัตติครั้งแรกของฝ่ายค้าน คือ พรรคประชาธิปัตย์ และเป็นการถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรกของรัฐบาลชุดนี้ ซึ่งนำโดยพรรคเพื่อไทย

แม้สวนดุสิตโพลเปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนหน้านี้ว่า ชาวบ้านร้านตลาดให้ความสนใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้แค่ 11.63% แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเดินหน้าไปตามแผนที่วางเอาไว้ ด้วยเหตุผล "ตีเหล็กตอนกำลังร้อน" เพื่อตอกย้ำความไร้ประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำท่วมของรัฐบาลทิ้งท้ายก่อนที่สถานการณ์จะเคลื่อนไปสู่โหมดของการ "ฟื้นฟู-เยียวยา"

พรรคประชาธิปัตย์วางตัวขุนพลที่จะลุกขึ้นเปิดข้อมูลถล่มรัฐบาลรวม 11 คน ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร นายกรณ์ จาติกวณิช นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ ส.ส.กรุงเทพมหานคร นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา น.ส.รังสิมา รอดรัศมี ส.ส.สมุทรสงคราม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา นายจุติ ไกรฤกษ์ ส.ส.พิษณุโลก และนายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.บัญชีรายชื่อ โดย นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) จะเป็นผู้กล่าวปิดอภิปราย

ส่วนประเด็นที่จะอภิปรายซักฟอกกันมีอยู่ 3 ประเด็น คือ

1.ประเด็นการทุจริต โดยไม้เด็ดอยู่ที่การตอกย้ำหลักฐานการทุจริตการจัดซื้อถุงยังชีพ งบข้าวกล่อง และการจัดซื้ออุปกรณ์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย เช่น เรือ สุขา เป็นต้น ซึ่งจะมีการเปิดหลักฐานมัดว่าใครคือผู้อนุมัติงบจัดซื้อตัวจริง ฉะนั้นตัวละครที่เกี่ยวข้องจะไม่ใช่แค่ พล.ต.อ.ประชา เท่านั้น แต่จะพาดพิงไปถึง นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี รวมทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีด้วย

2.การกระทำผิดกฎหมาย เป็นประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์มั่นใจว่าเอาผิดได้ค่อนข้างแน่ เพราะหลักฐานชัด ก็คือการที่ พล.ต.อ.ประชา มีคำสั่งแต่งตั้ง ส.ส.ให้มีอำนาจดูแลจัดการเรื่องถุงยังชีพ ซึ่งน่าจะขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 265 และ 266 ที่ว่าด้วยการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งประโยชน์ และห้าม ส.ส.เข้าไปยุ่งเกี่ยวแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ หรือราชการส่วนท้องถิ่น

ประเด็นนี้แม้แต่ พล.ต.อ.ประชา เอง ก็เคยยอมรับกลางวงประชุมคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ว่า เป็นเพราะความไม่รู้ และไม่ได้ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย แต่เมื่อได้รับคำปรึกษาจากฝ่ายกฎหมายแล้ว จึงได้มีคำสั่งยกเลิกการแต่งตั้งนักการเมืองเข้าไป พร้อมย้ำว่าไม่มีเจตนา

แต่ในทางกฎหมายและในทางการเมืองถือว่างานนี้ "กระทำผิดสำเร็จแล้ว"

3.การบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพ เป็นประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการเน้นย้ำ และแก้เกมนอกสภาที่พรรคเพื่อไทยพยายามโยนบาปการแก้ไขปัญหาพื้นที่น้ำท่วมขังของชุมชนเหนือแนวบิ๊กแบ็กซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในจังหวัดปริมณฑลทั้งนนทบุรีและปทุมธานี ว่าเป็นความผิดของ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์

จะเห็นได้ว่าในระยะหลังๆ รัฐบาลโดย ศปภ.แทบไม่ได้จัดการปัญหาการระบายน้ำในชุมชนเหนือแนวบิ๊กแบ็กเลย ทำให้สถานการณ์น้ำท่วมยืดเยื้อและประชาชนออกมาชุมนุมประท้วงปิดถนนเป็นรายวัน เพราะไม่ทราบว่าน้ำที่บ้านและชุมชนของตนจะแห้งเมื่อใด แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เร่งรัดแก้ไข กลับมุ่งใช้นักการเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายหัวคะแนนปล่อยข่าวโยนบาปผู้ว่าฯกทม.ว่าเป็นผู้รับผิดชอบและไม่ยอมระบายน้ำผ่านพื้นที่ กทม. เสมือนเป็นการเปลี่ยนคู่ชกของคนนนทบุรีและปทุมธานีกับ ศปภ. มาเป็นผู้ว่าฯกทม.แทน

พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องการย้ำหัวตะปูว่า นี่คือการบิดเบือนและโยนความรับผิดชอบ เพราะ ศปภ.ถือเป็นองค์กร "รวมศูนย์อำนาจ" ในการบริหารจัดการน้ำทั้งหมด โดยใช้อำนาจผ่านพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 มาตรา 31 ซึ่งนายกฯเป็นผู้ประกาศด้วยตัวเอง

นอกจาก 3 ประเด็นหลักๆ ดังกล่าวแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ยังเตรียมอภิปรายพาดพิงไปถึงการเสนอร่างพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ พ.ศ.... ซึ่งมีข่าวพยายามแก้ไขหรือตัดทอนหลักเกณฑ์บางประการเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วย โดยเฉพาะการแก้ถ้อยคำ "ผู้ต้องราชทัณฑ์" เป็น "ผู้ต้องคำพิพากษา" ซึ่งก็จะส่งผลให้คนที่ยังไม่เคยรับโทษหรือหนีโทษจำคุกก็มีสิทธิได้รับพระราชทานอภัยโทษในโอกาสนี้ด้วย

แม้ล่าสุดทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ และรัฐบาลจะส่งสัญญาณ "ไอ้เสือถอย" ไปเรียบร้อย ทว่าพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ปล่อยโอกาสทิ้งไป โดยจะฉวยจังหวะชุลมุนขย่มประเด็นนี้ แม้ดูเผินๆ จะไม่เกี่ยวกับญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา แต่ฝ่ายค้านก็จะอ้างเรื่องเส้นทางการพิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกาฯก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี ว่าเป็นเรื่องภายในกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นกระทรวงที่ พล.ต.อ.ประชา รับผิดชอบนั่นเอง

งานนี้แม้จะเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา เพียงคนเดียว แต่ดูแล้ว รมว.ยุติธรรม จะไม่โดดเดี่ยว เพราะฝ่ายค้านคงหวังให้เกิดแรงสั่นสะเทือนไปถึงทั้ง นายกฯ รมว.มหาดไทย และ "นายใหญ่แห่งดูไบ" ด้วยอย่างแน่นอน

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์

//////////////////////////////////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เชือดประชา. แต่หมูตาย เป้าพุ่งกลับ ชายหมูจอมอพยพ เจ้าของอุโมงยักษ์ FAKE แห่ง กทม. !!?



คนทำงานด้วยการลงมือทำจริงๆ ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องมีทั้งผลงานและข้อผิดพลาด ผิดกับคนที่ไม่ได้ทำงานอะไรเลย หรือคนที่ทำงานด้วยปาก

ยิ่งเป็นคนทำงานด้วยปากที่มีวัตถุประสงค์แฝงนัยยะทางการเมืองด้วยแล้ว อะไรก็สามารถเล่นงานได้ทั้งนั้น

โดยเฉพาะในยุคที่ความปรองดองที่แท้จริงยังมาไม่ถึง การแตกต่างทางความคิดด้วยการแบ่งแยกแตกสียังคงมีอยู่อย่างไม่เลิกรา การเล่นงานทางการเมืองก็ย่อมจะต้องเข้มข้นไปตลอด จนกว่าจะเกิดการพลิกขั้วทางการเมืองได้อย่างที่หวัง

แม้ว่าอาจจะเป็นความหวังที่ค่อนข้างจะยาก หากว่าทุกอย่างเป็นไปตามกลไกของระบบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์พระประมุขของไทย

เพราะนั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่จะต้องมาจากผลการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งของประชาชนเป็นหลัก
ซึ่งเป็นระบบที่สากลทั่วโลกให้การยอมรับ เพราะถือว่าเป็นเสียงสนับสนุนของประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง และสามารถที่จะตรวจสอบ ที่จะคานอำนาจรัฐได้ หากว่ารัฐบาลไม่มีผลงานให้ประชาชนเห็น ประชาชนก็จะไม่เลือกกลับมาอีก

ประเด็นนี้พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และแก๊งองครักษ์พิทักษ์มาร์คทั้งหลาย ก็ได้มีบทเรียนด้วยตัวเองมาแล้ว ว่าแม้จะเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจหนุนหลัง มีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร
แต่ก็ไม่สามารถที่จะช่วยให้ชนะการเลือกตั้งได้

นี่คือข้อดีของการมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งอย่างเสรีประชาธิปไตย และเป็นคำตอบว่าทำไมหลายๆประเทศในโลกปัจจุบันถึงได้ถวิลหารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งที่แท้จริง และทำให้ผู้นำประเทศหลายๆประเทศ อย่างเช่น อียิปต์ และลิเบีย เกิดการเปลี่ยนแปลง

ผู้นำประเทศที่มีอำนาจทหารหนุนหลังอยู่ในมือ อย่าง พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี และ นายฮอสนี มูบารัก จึงต้องปิดฉากชีวิตการเป็นผู้นำประเทศอย่างไม่สวย เมื่อเจอกับพลังประชาชนที่เรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ

ดังนั้นนี่คือบทเรียนที่พรรคการเมืองของไทย ควรที่จะต้องตระหนัก และหันมาสร้างความปรองดอง เพื่อที่จะไปสู้กันในเวทีเลือกตั้ง ไม่ใช่ยังมีการเล่นการเมืองใต้ดินกันไม่เลิกราอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้
ไม่เลิกราแม้ว่าจะเป็นช่วงบอบช้ำของประเทศ จากการเกิดพิบัติภัยน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งวันนี้พิบัติภัยน้ำท่วมกำลังเกิดเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทยอีกพื้นที่หนึ่งแล้ว

ฉะนั้นวันนี้ทุกฝ่ายควรร่วมมือกัน เพื่อให้การแก้ปัญหาภัยน้ำท่วมในภาคกลาง ในปริมณฑลรอบกรุงเทพฯจบสิ้นลงให้ได้โดยเร็ว เพื่อที่รัฐบาลและทุกฝ่ายจะได้รีบไปช่วยแก้ปัญหาภัยน้ำท่วมทางภาคใต้ต่อไป
การเมืองสร้างสรรค์ควรจะเล่นกันตามระบบ

อย่างกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะพรรคฝ่ายค้านอันดับหนึ่ง เดินหน้าที่จะตรวจสอบการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของรัฐบาลด้วยกลไกรัฐสภา ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำได้ตามกติกา ในการที่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย หรือ ศปภ. เพราะฝ่ายค้านมองว่าบริหารงาน ศปภ.ผิดพลาด ทำงานไม่ได้ผล
ก็เป็นเรื่องที่สามารถทำได้เพราะเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 159
ปัญหาก็คือพรรคฝ่ายค้าน คือพรรคประชาธิปัตย์ ที่มองว่าเป็นโอกาสถล่มทางการเมือง จากการที่การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ได้ผลอย่างที่ประชาชนต้องการนั้น แน่ใจแล้วหรือว่า
จะสามารถทำให้ พล.ต.อ.ประชา ตายเดี่ยวได้ โดยที่พรรคประชาธิปัตย์จะลอยลำอย่างที่ดีดลูกคิดรางแก้วอยู่ในขณะนี้

แน่ใจหรือว่า ผู้ว่าฯกทม. ที่เป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ชื่อ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร เจ้าของนิกเนม”คุณชายหมู” จะไม่เปียกปอนไปด้วย…??

สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ คิดว่าสามารถป้องกันไม่ให้กรุงเทพฯชั้นในน้ำท่วมได้ จะต้องถือเป็นผลงานที่เยี่ยมยอดนั้น แน่ใจเช่นนั้นจริงๆหรือ???

การที่กรุงเทพฯชั้นในน้ำไม่ท่วม โดยปล่อยให้จังหวัดปริมณฑลรอบกรุงเทพฯทนทุกข์ระทมน้ำท่วมนานกว่าเดือน 2 เดือน คือผลงานที่ยอดเยี่ยมจริงๆหรือ
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้หรือไม่ว่าประชาชนในย่านปริมณฑลรอบกรุงเทพฯมองผู้ว่าฯกทม.และพรรคประชาธิปัตย์อย่างไร

แม้แต่คนกรุงเทพฯในแนวตะเข็บพื้นที่ดอนเมือง หลักสี่ สายไหม รามอินทรา เกษตร มองความแห้งผากของกรุงเทพฯชั้นในด้วยความรู้สึกเช่นไร

มวลชนรอบปริมณฑลเหนือคันบิ๊กแบ็ก มวลชนคนจังหวัดนนทบุรี ที่ลุกฮือกันขึ้นมากดดันการบริหารจัดการประตูระบายน้ำของ กทม. ไม่ได้ทำให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ รู้สึกอะไรขึ้นมาบ้างเลยหรือ??
ประชาชนที่ยังถูกน้ำท่วมสูงระดับ 1 เมตรในพื้นที่รอบกรุงเทพฯ จ้องมองการประกาศชัยชนะของกทม. ว่ากรุงเทพฯน้ำไม่ท่วม แล้วก็จัดงานวันคลีนนิ่ง เดย์ กันเอิกเกริกเฮฮา ว่านั่นคือการเอาน้ำตาของคนปริมณฑลมาล้าง กทม.
ผู้ว่าฯกทม.รู้หรือไม่???

ทำไมคนปริมณฑลมองเช่นนั้น ก็เป็นเพราะข้อมูลและความจริงของ กทม.เองนั่นแหละที่ทำให้คนเหล่านั้นเกิดความรู้สึก นั่นคือแม้จะเข้าใจว่า กทม.จำเป็นที่จะต้องปกป้องพื้นที่ กทม. เนื่องจากเป็นหน้าที่โดยตรง
แต่การที่บล็อก การที่กันน้ำไม่ให้เข้ามากรุงเทพฯ โดยไม่สนใจปัญหาและความรู้สึกของคนในพื้นที่จังหวัดรอบๆ กทม.นั้น เป็นผลงานที่เหี้ยมโหดเกินไปหรือไม่

ไม่ใช่แค่คนปริมณฑลเท่านั้นที่รู้สึก แม้แต่คนในกรุงเทพฯเองก็รู้สึก ว่ามันโหดร้ายเกินไป ที่บรรดาคลองต่างๆในกรุงเทพฯน้ำแห้ง น้ำต่ำกว่าระดับคลองเป็นเมตร ประตูระบายน้ำของ กทม.กว่าครึ่งไม่สามารถที่จะทำงานได้ เพราะน้ำในคลองต่ำเกินกว่าที่จะระบายได้

ในขณะที่ปล่อยให้คนในพื้นที่ปริมณฑลจมน้ำสูงกว่า 1 เมตร!!!
คนกรุงเทพฯเองแท้ๆยังมองว่า ทำไมไม่ปล่อยน้ำเข้ามาในคลองกรุงเทพฯทั้งหลายที่แห้งผากนั้นบ้าง อย่างน้อยก็ช่วยให้จังหวัดรอบๆกรุงเทพฯลดความทุกข์ ลดระดับน้ำลงมาได้บ้าง

นี่คือความคิดความรู้สึกของคนกรุงเทพฯที่เห็นคลองใน กทม.แห้งมากจนเกินไป แต่ผู้ว่าฯกทม.กลับไม่ได้รับรู้ความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ ที่ต้องการช่วยเฉลี่ยความทุกข์ให้คนที่เดือดร้อนอย่างหนัก
ดังนั้นไม่แปลกที่เมื่อคนในปริมณฑล ส่งทีมเข้าไปดูคูคลองในกรุงเทพฯ แล้วจะเกิดความเจ็บปวดกับผลงานของผู้ว่าฯกทม. ที่จนวันนี้ยังเล่นแง่เล่นเชิงในการระบายน้ำผ่าน กทม. ไปยังทะเลอยู่ตลอดเวลา เหมือนกับต้องการให้ประชาชนเดือดร้อนมากๆ จะได้โกรธเคืองรัฐบาลมากๆกระนั้น

แต่ ผู้ว่าฯกทม. ไม่ยอมรับรู้ถึงคำถามที่ว่า เกิดอะไรขึ้นกับคูคลองใน กทม. ถึงได้ดูแล้วระบบการระบายน้ำแยกส่วนเฉพาะจุดไปหมด ไม่ต้องอื่นไกล ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในขณะที่ชุมชนดอนเมือง หลักสี่ ชุมชนพหลโยธิน ยังมีน้ำท่วมขังในระดับสูง แต่คูระบายน้ำเลียบถนนวิภาวดี ตั้งแต่หน้าเขตจตุจักร ลากยาวไปตลอดยันหัวภนนวิภาวดีกลับแห้งผาก น้ำต่ำกว่าขอบเป็นเมตร

ทำไม กทม.ไม่สูบน้ำออกจากพื้นที่เหล่านั้นให้มาผ่านระบบคู ระบบท่อระบายน้ำของ กทม. เพื่อไปออกอุโมงค์ยักษ์พระราม 9 บ้าง ผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ ไม่คิดจะให้ระบบอุโมงค์ยักษ์ ที่ลงทุนไปเป็นหมื่นๆล้านบาทได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยน้ำท่วมใหญ่ในครั้งนี้บ้างเลยหรือ

ไม่คิดที่จะใช้โอกาสนี้ทดสอบการทำงานของอุโมงค์ยักษ์ให้คนกรุงเทพฯได้เห็นว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าบ้างหรือ คน กทม.จะได้อุ่นใจว่าลงทุนไปแล้วคุ้มค่า ไม่ได้สู้ได้แค่น้ำฝนท่วมขัง และไม่ได้เป็นแค่อุโมงค์ยักษ์ Fake เหมือนอย่างกล้องวงจรปิด Fake ที่อื้อฉาวมาก่อนหน้านี้

ผลงานที่ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ คิดว่ายอดเยี่ยมที่ปกป้องกรุงเทพฯชั้นใน ซึ่งบอกว่าเป็นหัวใจเศรษฐกิจของประเทศให้แห้งสนิทเอาไว้ได้นั้น เคยฉุกคิดบ้างหรือไม่ว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้มีเฉพาะส่วนหัวใจในกรุงเทพฯที่เป็นศูนย์รวมส่วนกลางเท่านั้น แต่แขนขา ร่างกายของเศรษฐกิจจริงๆแล้วอยู่ในต่างจังหวัด

นิคมอุตสาหกรรมที่ถูกน้ำท่วมอยู่ในภาคกลางนั้น เป็นเหมือนร่างกายแขนขาของเศรษฐกิจที่เวลานี้เป็นอัมพาตหมดแล้วเพราะน้ำท่วมขังนาน แล้วลำพังหัวใจเศรษฐกิจจะแข็งแรงได้อย่างไรหากกลไกส่วนอื่นมีปัญหา

ผู้ว่าฯกทม.ไม่ฉุกใจคิดเลยหรือว่า ทำไมผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่น จากต่างประเทศ จึงทุ่มเทให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาน้ำท่วมขังนอกกรุงเทพฯ ให้ความสนใจกับการกู้นิคมอุตสาหกรรมให้คืนชีพให้ได้โดยเร็ว
ก็เพราะระบบเศรษฐกิจรอบพื้นที่ กทม.เหล่านี้แหละ ที่เป็นตัวช่วยส่งเลือดเข้ามาให้หัวใจเศราฐกิจที่กรุงเทพฯ

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า แนวทางการป้องกัน กทม. ของผู้ว่าฯสุขุมพันธ์ กำลังสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างของสังคมไทยในอนาคต เพราะแทนที่จะสนับสนุนโครงสร้างประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียว ร่วมมือร่วมใจกันใช้ทุกพื้นที่ทุกจังหวัดของประเทศให้น้ำเหนือสามารถผ่านไปลงทะเลอ่าวไทยได้เร็วที่สุด
วันนี้ กทม.กลับสร้างตัวอย่างของการแยกส่วนให้สังคมให้เห็นอย่างเด่นชัด ด้วยการเลือกที่จะบล็อกเลือกที่จะกัน ไม่ยอมให้น้ำต่างจังหวัด น้ำปริมณฑลล่วงล้ำเข้ามาใช้ กทม.เป็นทางผ่านไปออกทะเลได้เลย ทั้งๆที่ กทม.ยังแห้งผากพอที่จะเฉลี่ยรับน้ำได้ ทั้งๆที่คนกรุงเทพฯที่ดูข่าวดูภาพความเดือดร้อนของคนในปริมณฑลยินดีที่จะให้น้ำผ่านมาในกรุงเทพฯได้บ้าง

อะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตหากผู้ว่าราชการจังหวัด หากเทศบาล อบต. อบจ. ในจังหวัดต่างๆ เลือกใช้โมเดลของ กทม. ในการแยกส่วน ก็คือ ป้องกันแต่พื้นที่ของตนเอง ป้องกันพื้นที่ชั้นในกันหมด โดยไม่สนใจว่าน้ำจะออกไปทางไหน จะลงไปสู่ทะเลได้อย่างไร

และใครที่จะรับทุกข์ระทมไปเต็มๆ คนส่วนใหญ่ที่อยู่นอกคันกั้นของแต่ละจังหวัดเช่นนั้นหรือ
นี่คือสิ่งที่คิดว่าเป็นผลงานของ กทม.จริงๆหรือ???

และผลงานเช่นนี้หรือไม่ ที่ทำให้คนปริมณฑลยังเดือดร้อน และพรรคประชาธิปัตย์ใช้เป็นเหตุผลในการที่จะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเตรียมถล่มยับผลงานของ ศปภ. โดยที่จับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก มาขึ้นเขียง

หาก พล.ต.อ.ประชา ไม่ยอมเจ็บตัวข้างเดียว แต่สวนกลับให้เห็นกันจะๆทั้งสังคมไทยว่า การที่ ศปภ. ไม่สามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เพราะมาเจอกลไกของ กทม.เป็นตัวปัญหา ในการที่จะผันน้ำลงไปสู่ทะเล
อะไรจะเกิดขึ้น!!!

งานนี้ฝ่ายค้าน ตั้งใจเชือด พล.ต.อ.ประชา ให้ตายคาเขียงในสภา แต่ระวัง ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ ที่บล็อกน้ำไม่ให้ลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว จะโดนลากขึ้นเขียงไปด้วยก็แล้วกัน

ที่มา.บางกอกทูเดย์
/////////////////////////////////////////////////////

ยงยุทธ. ลั่นไร้กังวลซักฟอก ประชา. ยันไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว !!?

"ยงยุทธ"โวเกมการเมืองไม่แพ้ปชป.แน่ ไร้กังวลศึกซักฟอก ยันไม่ตั้งองค์รักษ์พิทักษ์"ประชา" แต่ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว

ที่ททบ.5 นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทย เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เป็นการหารือภายในเพื่อเตรียมความพร้อมในการจัดงาน “5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพร พร้อมใจไทยทั้งชาติ ลงแรงทั้งแผ่นดิน ถวายในหลวงของเรา”โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-5 ธันวาคมนี้ ซึ่งจะเป็นการรวบรวมคนทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน มาร่วมกันทำงานถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยการซ่อมสร้างสาธารณะสถาน และสิ่งอันเป็นสาธารณะประโยชน์ เพื่อฟื้นฟูประเทศไทย ถวายพ่อทั้งแผ่นดิน โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า สภาพในกรุงเทพฯตอนนี้ประสบกับปัญหาน้ำเสียขยะมาก เต็มไปด้วยยุง ดังนั้นจะมีการระดม 25 จังหวัด และจังหวัดปริมณฑลมาในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการในวาระสำคัญ ส่วนอีก 58 จังหวัดที่น้ำท่วมก็จะทำในพื้นที่ของตัวเอง โดยรัฐมนตรีทุกคนจะต้องลงพื้นที่ในทุกจังหวัดที่ได้รับผลกระทบน้ำท่วม ซึ่งงานดังกล่าวจะทำในนามของรัฐบาล โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีได้อนุมัติงบประมาณให้ไปแล้ว จังหวัดละ 50 ล้านบาท และให้กระทรวงต่างๆ อีกกระทรวงละ 100 ล้านบาท เพื่อมาดำเนินการเรื่องนี้โดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามการประชุมในวันนี้เป็นการประชุมภายในส่วนของรัฐมนตรีเพื่อไทย ซึ่งจะนำผลการประชุมไปแจ้งให้พรรคร่วมรัฐบาลทราบต่อไป

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีการเตรียมความพร้อมในการรับมือการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไรบ้าง นายยงยุทธ กล่าวว่า ถือเป็นการรับผิดชอบร่วมกันของครม.ซึ่งจะต้องช่วยให้ข้อมูล ทางนายกรัฐมนตรีไม่ได้ห่วงอะไรเป็นพิเศษ เพราะการอภิปรายถือเป็นสิทธิของฝ่ายค้านที่จะอภิปราย รัฐมนตรีก็มีหน้าที่ที่จะชี้แจง สื่อมวลชนและประชาชนจะเป็นผู้รับฟัง และไม่ได้คิดว่า เกมการเมืองของพรรคเพื่อไทยจะสู้พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ เราไม่ได้คิดเรื่องการเมือง คิดแต่เรื่องการบ้าน

ผู้สื่อข่าวถามถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำถึงเวลาที่จะต้องปรับคณะรัฐมนตรีได้แล้วหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า แล้วแต่สังคม แต่ความคิดของพรรคเพื่อไทย และนายกรัฐมนตรีในเรื่องดังกล่าว ยังไม่ได้คิดกัน ซึ่งเรื่องดังกล่าวจะต้องเป็นความเห็นที่ประชุมพรรค และนายกรัฐมนตรี โดยส่วนตัวในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ยังไม่ได้ข่าวที่สมาชิกต้องการให้ปรับครม. แม้พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผอ.ศปภ.จะถูกอภิปราย เราก็เข้าใจตรงกันว่า การทำงานทำไปด้วยความสุจริต เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่า ข้าราชการไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการสภาฯ ว่า เป็นการตรวจสอบราคาในการสั่งซื้อผ่านทางโทรศัพท์ เรื่องนี้ถือว่าผิดปกติหรือไม่ นายยงยุทธ กล่าวว่า ต้องเข้าใจว่า การซื้อของที่ประชาชนเดือดร้อน หรือมีภัยพิบัติเกิดขึ้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องบรรเทาทุกข์ของประชาชน เชื่อว่า ข้าราชการต้องเข้าใจและระมัดระวังในเรื่องของระเบียบการใช้จ่ายงบบริจาคที่ได้มา หากเป็นงบกองทุนก็ต้องใช้ระเบียบกองทุนของสำนักนายกฯ แต่ถ้ากรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยจัดซื้อ ก็ต้องใช้ระเบียบของกระทรวงการคลัง

ยืนยันว่า ไม่ทราบใช้โทรศัพท์ในการตรวจสอบราคา ได้ยินจากสื่ออ่านจากข่าวเท่านั้น ไม่ทราบข้อเท็จจริง แต่ถ้าจะให้ตนตรวจสอบแล้ว ตนมาชี้แจงผลการตรวจสอบ ถามว่าสื่อมวลชนจะเชื่อไหม ดังนั้นตนจึงได้ส่งเรื่องทั้งหมดให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ขณะเดียวกันคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ป.ป.ช.ก็รับที่จะมาสอบ รวมถึงสภาผู้แทนราษฎรก็กำลังจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้นขอให้ใจเย็นๆ รอผลการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ผลเป็นอย่างไรก็รอติดตาม ดูว่าหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการอย่างไร

สำหรับการชี้แจงในสภาฯนั้น นายยงยุทธ กล่าวว่า ผู้ที่มีหน้าที่ชี้แจงก็ต้องชี้แจงให้ดีที่สุด จะกระจายหรือไม่อยู่ที่ผู้ฟัง แต่ถ้าผู้ฟังบอกว่าไม่กระจ่างก็ไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร แต่การอภิปรายในครั้งนี้รัฐมนตรีทุกคนจะไม่ร่วมโหวตเพราะอาจเป็นเงื่อนไขในภายหลังได้ ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้ให้คำแนะนำไว้ว่า รัฐมนตรีไม่ควรจะโหวต แต่การอภิปรายครั้งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐมนตรี คงไม่ปล่อยให้รมต.ท่านหนึ่งท่านใดต้องโดดเดี่ยว การทำงานเราทำงานในนามของครม. แต่คงไม่ถึงมีองค์รักษ์พิทักษ์พล.ต.อ.ประชาขึ้นมาแน่นอน

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////

วันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ยอมหักไม่ยอมงอ !!?

หาก “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ยอมถอยร่นให้ตลอด ประเดี๋ยวรัฐบาลตัวเองก็ฝ่อ
เช่นเดียวกันกับ “นายกฯสมัคร สุนทรเวช” และ “นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ที่ “เดินสายกลาง” เพื่อระงับความรุนแรง
สุดท้ายก็พ่ายอำนาจเถื่อน ที่รุกเร้า กลั่นแกล้ง
ผิดกับ “ประชาธิปัตย์” ที่ใช้ “ทหาร” เป็น “กันชน” ไม่หวั่นเสียงนานาชาติ ไล่ต้อนกระชับพื้นที่ประชาชน..กลับอยู่ได้ ๒ ปีกว่า
ฉะนั้นอย่าใจอ่อน..ให้โจรปล้นประชาธิปไตยไล่ต้อน?..เลิกเป็นละอ่อน ได้แล้วนะจ้า

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

“ฆ่าประชาชน”
ชิชะ, มันยกกฎหมายมาอ้าง เอามาพ่น
ตะแคงสีข้างแดงเป็นพรืด ช่วยไอ้หัวโจร ปล้นประชาธิปไตยไม่ได้คนฆ่ากลางเมือง ๙๑ ศพ
หน้าด้าน หน้าหนา อ้างข้าง ๆ คู ๆ อย่างบัดซบ
อยากให้ “บิ๊กออฟ” พล.ต.อ.เพรียงพันธ์ุ ดามาพงศ์” ผบ.ตร. และ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” อธิบดีดีเอสไอ สรุปสำนวนส่งฟ้องด่วนจี๋
ลากคอโจรสั่งฆ่าประชาชน....สังเวยคุกสักหน?...ประเทศไทยจะได้หลุดพ้น จากพวกกาลี

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสพสุขทาง “ตูด”
อัปลักษณ์ทางเพศแล้ว...ยังไม่รู้จักพูด
ชู๊ตก้นชู๊ตก้น “กระเทยควาย” ที่ไม่รู้จักเสรี ด้านความคิด ในความเป็นประชาธิปไตย
๑ เหนือรากหญ้า ชาวไร่ชาวนา เขาสร้าง “รัฐบาล” ของเขาได้
๑๕ ล้านเสียง..เป็นเสียงสวรรค์ของคนไทยผู้บริสุทธิ์ ตั้ง “รัฐบาลปู” ขึ้นมาบริหารประเทศ...ไอ้ผู้ลากมากดี “แพลตนินั่ม” ๓ แสนเสียง ที่ “อีกระเทยไร้หัวคิด” เอามาไล่ “รัฐบาลปู” จนสร้างความเหลื่อมล้ำ แตกแยกในสังคม
ยกฐานะตัวเองเป็นอาจารย์...แท้จริงอีตุ๊ดนี้คือ “มาร”....ที่สังวาลแต่สิ่งที่เป็นอาจม

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

ต้องรับโทษก่อน
เมื่อ “สุริยะใส กตะศิลา” ออกมาสำแดง ถึงขั้นตอน
ก้อ,ฝากไปถึง “อัยการที่รัก” รีบส่งฟ้องคดี ปิดสนามบินดอนเมือง สนามบินสุวรรณภูมิ และทำเนียบรัฐบาล ฟ้องศาลให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
คดีแช่เย็นมาเนิ่นนาน เกรงว่าบางคนจะไม่ได้ชดใช้รับกรรม
เห็นจี้คดี “ทักษิณ ชินวัตร” กันนัก...ฉะนั้น,บางคดี อย่าได้หมักเป็นปลาร้าค้างปี ต่อไป
หมักกันมานาน...จนคนลืมกัน?....ชาวบ้านจึงถามว่า คดีนี้ไปถึงไหน

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

“งบ” ล่อใจ
ใครก็อยากจะบริหาร งบฟื้นฟูน้ำท่วม หลังน้ำลดแล้ว..เพราะมีงบตั้ง ๓ แสนล้านบาท มากมายเข้าไส้
ทั้งเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ อีกบานเบอะ
ยิ่งเพิ่มแรง ที่จะโค่นล้ม “รัฐบาลปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้ได้ ว่ากันอย่างนั้นเหอะ
ใครได้บริหารเงินก้อนนี้, ที่มีแก๊งค์ปล้นไปปล้นเอามาจาก บ้านปลัด?...น่าจะมี “หัวคิว”ให้กลุ่มเสือหิวกันเสร็จสรรพ
นี่โค่นรัฐบาลปู...แล้วให้ปลัดกินอู้ฟู?...ดูเขาจะทำวิธีเดิมอีกแล้วสิครับ


คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
***********************************************************

เปิดมุม..เฉลิม.ทีมปล้นได้เงินเพียบ ขนใส่กระเป๋า-กล่องกระดาษ !!?



เฉลิม"เปิดเส้นสายโยงใย ขบวนการปล้นบ้านปลัดคมนาคม ยัดเงินใส่กระเป๋าพลาสติก-กระเป้าเดินทาง-กล่องกระดาษ-ถุงปุ๋ย

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวานนี้ นายพิเชษฐ เชื้อเมืองพาน ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ได้ตั้งกระทู้ถามสด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เรื่อง การปล้นบ้าน นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม และการดำเนินการของรัฐบาลต่อคดีดังกล่าว

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ได้ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า  ตนได้อ่านคอลัมน์ ของคุณเฉลา กาญจนา ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ พบว่ามีชื่อ "เจ้ตุ๋ย"-"เจ้ติ๋ม" เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ตนพบว่าประเด็นนี้มี "น้องแนต" เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

"ผมมีข้อมูลที่ต่างจากการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบว่าเงินที่มีคนสั่งให้นายโก้ (วีระศักดิ์ เชื่อลี) มาปล้นและได้หอบหนีไปประเทศลาวนั้น น่าจะเป็นเงินเกี่ยวโยงโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสีต่างๆ อาทิ สีแดง สีน้ำเงิน ซึ่งผมเคยอภิปรายในสภาฯ ไปแล้วว่ามีการทุจริตมากถึง 7-8 %แต่ก็มีคนประท้วงว่าผมนำข้อมูลอะไรมาพูด"

ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจงต่อว่า เรื่องดังกล่าวรัฐบาลจะสืบสวนพร้อมจับกุม เพราะที่ผ่านมาพบว่ามีการเกี่ยวโยงกับคน แต่การขอศาลให้อนุมัติออกหมายจับต้องระวัง เพราะอาจถูกกล่าวหาว่าเป็นการกลั่นแกล้ง ว่าเอาคืน ซึ่งเมื่อช่วงเช้า มีผู้สื่อข่าวสอบถามตนว่า กรณีที่ไจก้า (องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศของประเทศญี่ปุ่น) ยกเลิกสัญญากับ บริษัท ชิโน-ไทย เป็นเพราะรัฐบาลชุดปัจจุบันใช่หรือไม่ ตนขอชี้แจงว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ใหญ่พอที่จะไปสั่งไจก้าได้

โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจหนักใจ เพราะเจ้าทรัพย์ระบุว่าเงินหายไปจำนวน 5 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยึดเงินได้ 17.8 ล้านบาท

ส่วนที่ระบุว่าสูญหาย 5 ล้าน จะทำอย่างไร รัฐบาลขอยืนยันจะรับผิดชอบการสืบสวนไม่มีลูบหน้าปะจมูก จะใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด หากพาดพิงนักการเมืองคนไหน หรือนักการเมืองมีส่วนร่วม จะดำเนินการ กรณีปล้นทรัพย์เพื่อนำเงินไปให้คนอื่น ตนที่รับไว้ไม่ต้องปล้น ถือว่ามีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 357 ข้อหารับของโจร แม้ไม่มีเจตนาทุจริต แต่ถือว่าจิตเป็นโจร การโกง ปล้นบ้าน ปล้นเมือง ต้องดำเนินการให้เด็ดขาด

จากนั้นนายพิเชษฐ ตั้งกระทู้สอบถามอีกว่า กรณีที่รัฐบาลย้ายนายสุพจน์มาช่วยราชการที่สำนักนายกฯ ถือเป็นเรื่องที่ถูกต้อง หากตรวจสอบพบว่ามีผลประโยชน์กว้างขวางออกไปจะดำเนินการทางวินัยอย่างไร แต่ประเด็นดังกล่าวตนทราบว่า เป็นเรื่องของกิ๊กที่ทะเลาะกัน ได้เงินมาแล้วไม่แบ่งให้ ซึ่งเรื่องดังกล่าวทำให้ชื่อเสียงของวงการราชการเสียหาย ซึ่งเรื่องที่เกิดขึ้น หากเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ก็จะให้ออกจากราชการ

ทั้งนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ตอบกระทู้ว่า ความเห็นส่วนตัว ต่อประเด็นที่สอบถาม สำหรับบุคคลที่มีพฤติกรรมเงินเยอะ แต่ไม่สามารถชี้แจงได้นั้น การย้ายมาประจำสำนักนายกฯ ยังน้อยไป แต่ตนไม่มีอำนาจและหน้าที่กำกับดูแล ต้องให้นายกฯ หรือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้พิจารณาตัดสินใจ

"เรื่องของทรัพย์สิน ต้องสืบจากเงิน ซึ่ง ผมบอก ผบ.ตร.ให้ไปดูพลาสติกคาดเงิน กระดาษที่ติด จะรู้ว่าเบิกมาจากไหน ธนาคาร หรือ บัญชีของใคร รวมถึงสาเหตุการเบิก อีกไม่กี่วันทราบ บางปึกเบิกมาจากธนาคารในจังหวัดอุดรธานี บริษัทก่อสร้างแถวนั้น มันฮั้ว มันประมูล มันอิทธิพล ประมูลทีไรได้ทุกที เพราะมีการจ่ายใต้โต๊ะ จึงเป็นที่มาของความลำบากของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะผู้เสียหายบอกว่า 5 ล้าน แต่ยึดมาได้ 17.8 ล้านบาท แปลว่าต้องคืนเงินคนร้ายหรือ มันประหลาดจริงๆ มีเงินนะมีได้ แต่ที่มาของเงินนั้น วันนี้ ป.ป.ช. ตั้งแท่นแล้ว ปปง. เตรียมดำเนินการ" ร.ต.อ.เฉลิม ชี้แจง

นายพิเชษฐ ได้ถามถึงความรับผิดชอบของ ร.ต.อ.เฉลิม และหากพบว่ามีนักการเมืองอยู่เบื้องหลังการทุจริต จะกล้าดำเนินการโดยไม่หวั่นกลุ่มอิทธิพลหรือไม่

ร.ต.อ.เฉลิม จึงกล่าวตอบทันทีว่า "ผมขอใช้เวทีสภาฯ เรียกร้อง "นายโก้" ซึ่งเป็นคนอุดรธานี และมีภรรยาเป็นคนเวียดนาม ที่ขณะนี้หนีไปอยู่ประเทศลาว ให้มามอบตัว เพราะคนที่สั่งให้ไปปล้น จะส่งคนตามไปฆ่า ซึ่งหากนายโก้ไม่มั่นใจ ตนพร้อมเดินทางไปรับด้วยตนเอง เพราะเขาเอาแน่ อย่างไรก็ตามคดีดังกล่าวรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ โดยบอกให้ตำรวจ ส่งข้อมูลไปให้ ปปง. และ ป.ป.ช. นายสุพจน์ โดนแน่ข้อหาแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ เกรงใจใครไม่ได้"

นอกจากนี้รองนายกฯ ยังกล่าวกับสภาฯ ด้วยว่า ขณะนี้มีนักการเมืองไทยซื้อหมู่บ้านในประเทศอังกฤษจำนวนมาก หากตนจะไปลงลึกจะถูกมองว่าหาเรื่อง ทั้งที่เอาเงินคดโกง ทุจริตไปซื้อทั้งนั้น ตนมีข้อมูลเปรียบเทียบกระเป๋าที่ได้สืบสวน สอบสวนมาด้วยตนเอง ถ้าตำรวจต้องการข้อมูลจากตนมาเอาได้

"ข้อมูลของผมพบว่านายสมบูรณ์ (ริยะเทน) ยกกระเป๋าพลาสติกมีซิปตรงกลาง 2 ใบใส่กระบะท้ายรถยนต์ กระเป๋าขนาดนี้ 30-40 ล้านต่อใบ หากเป็น 2 ใบ ก็ 80 ผมไปได้มาจากกล้องวงจรปิดเล็กๆ แล้วผมจะส่งตำรวจ เพราะไม่มีในสำนวน ต่อมานายวีรศักดิ์ ยกกระเป๋าเดินทางใบใหญ่แบบมีล้อเลื่อน 1 ใบ ใส่ท้ายกระบะ 1 ใบ ยี่ห้อหลุยส์วิตตองนะครับ แล้วคนยากคนจนรู้จักเหรอครับหลุยส์วิตตอง หลุยส์วิตตองมันต้องพวกไฮโซ มีความนิยมและเป็นคนรวย"

"เอาเงินใส่กันมา ไอ้พวกรับเหมาต่างๆ ยังไม่ยอมถ่ายเท จากนั้นผมจึงเรียงลำดับว่า เล็ก กลาง ใหญ่ และ ใหญ่มาก 1 ใบ ต้องหลายสิบล้าน ต่อมานายวีรศักดิ์ ยกถุงปุ๋ย ใส่เงินสด 3 ใบจากที่เตรียมไว้ 17 ใบ ใส่ท้ายกระบะรถยนต์ และสุดท้าย นายเสาร์แก้ว ยกกล่องกระดาษมีเลข 20 ข้างกล่องใส่รถอีกหลายกล่อง

"จากพฤติกรรมคนเรียนโรงเรียนสืบสวนอย่างผม ผมไม่ได้บอกว่าเก่งกว่าใคร แต่คนที่เป็นนักสืบมาก่อน จะบอกว่าไอ้ของที่ใส่แบบนี้ เพราะเงินสดมันเกะกะ ก็เลยหากล่องมาใส่เพื่อเคลื่อนย้ายง่าย แต่ลักษณะแบบนี้เขาให้มาอย่างไร ก็เก็บอย่างนั้น ผมยืนยันว่างานนี้รัฐบาลไม่ปล่อย"

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เปิดเผือกร้อนบิ๊กโปรเจ็กต์ เจาะขุมทรัพย์แสนล้าน.. คมนาคม !!?

กลายเป็นประเด็นร้อนฝ่ากระแสน้ำท่วม เมื่อปลัดกระทรวงคมนาคม "สุพจน์ ทรัพย์ล้อม" ถูกคนร้ายปล้นบ้านในคืนวันแต่งงานลูกสาวเมื่อ 12 พ.ย. 2554 แล้วหอบเอาทรัพย์สินและเงินสดขึ้นรถกระบะที่ลือกันว่ามีมูลค่าถึง 200 ล้านบาท ล่าสุดตำรวจไล่จับและติดตามเงินของกลางมาได้บางส่วนแล้วประมาณ 16 ล้านบาท

ประเด็นปริศนาที่เรียกเสียงฮือฮาคือ กลุ่มโจรตั้งใจให้ข่าวว่า ภายในบ้านยังมีเงินสดอยู่นับพันล้าน ซึ่งผู้เสียหายขอความเป็นธรรม พร้อมให้ความเห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นมีผู้ต้องการดิสเครดิต และไม่มีใครมีเป็นพันล้านอย่างที่เป็นข่าว

ทันใดนั้น ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีได้เซ็นคำสั่งย้ายปลัดคมนาคมมาช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบ

ทั้งนี้ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่า กรณีนี้จะไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนอีก โดยจะถือผลสอบของ ป.ป.ช. เป็นที่สิ้นสุด

แหล่งข่าวในกระทรวงคมนาคมเปิดเผย ว่า เรื่องนี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลังแน่นอน เบื้องหน้าคือสิ่งที่ผู้เสียหายได้รับและตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมได้ถูกเปลี่ยนตัวไปโดยปริยาย

"ส่วนเบื้องหลังจะเป็นนักการเมืองระดับไหน พรรคไหนที่ได้ประโยชน์ เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ตอนนี้บอกได้แค่ว่า ขั้วอำนาจกำลังหันทิศแล้ว"



"งานนี้ถือว่าเล่นกันแรงมาก และเป็นเคสประวัติศาสตร์ของกระทรวงเลยทีเดียว"

ซึ่ง "ผู้อยู่เบื้องหลัง" สั่งการให้ทั้ง "จัดเต็ม" และ "จัดหนัก"

เพราะตำแหน่งที่ต้อง "ชง" เรื่องให้ระดับ "นักการเมือง" ได้นั้น ต้องเป็นมือประสานสิบทิศ ไว้ใจได้และต้องไม่มีอะไรตกหล่น

อีกนัยหนึ่งก็เปรียบเสมือนการรับขวัญงานประมูลเมกะ โปรเจ็กต์นิวไทยแลนด์ที่จะเกิดขึ้นในปี 2555 เหมือนเป็นการ "ปลาม" ไปในตัว

"ปีหน้าเป็นปีที่มีการแข่งขันดุเดือด เป็นปีแห่งการแย่งชิงงบประมาณ ฉะนั้นงานประมูลในกระทรวงคมนาคมจึงเป็นขุมทรัพย์ที่น่าจับตาและจะถูกกล่าวขานถึงมากที่สุด" แหล่งข่าวกล่าว

เพราะกระทรวงดังกล่าวมีงบประมาณก่อสร้างสูงมาก เฉพาะในปี 2555 ทั้งงบประมาณประจำปีรวมแล้วตก 1 แสนล้าน และเงินลงทุนเมกะโปรเจ็กต์รถไฟฟ้าสายที่เหลืออีกหลายหมื่นล้านบาท เช่น สีเขียว (หมอชิต-สะพานใหม่) และสายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) ฯลฯ

ซึ่งยังไม่รวมงบประมาณฟื้นฟูหลังน้ำลดอีกหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน !

โดยเฉพาะ 2 หน่วยงานหลัก "กรมทางหลวง-กรมทางหลวงชนบท" ที่กุมเม็ดเงินไว้สูงสุดแทบทุกรัฐบาล โดยกรมทางหลวงเฉลี่ยอยู่ที่ 40,000-50,000 ล้านบาท โดยงานใหญ่จะเป็นงานก่อสร้างถนนสายใหม่ ขยายทาง 4 เลน สร้างและขยายสะพาน รวมถึงงานบำรุงทางทั่วประเทศ



กลุ่มผู้รับเหมาที่ได้งานไปนั้นส่วนใหญ่จะเป็นทั้ง "ขาใหญ่" และ "ขาประจำ" ของทั้ง 2 กรม ราคางานประมูลมีตั้งแต่ระดับร้อยล้านถึงพันล้านบาท ทั้งชื่อและหน้าตาก็คุ้น ๆ ทั้งนั้น หลายรายแปลงกายเป็นนักการเมืองใหญ่ สร้างบารมี อิทธิพล จนก้าวถึงตำแหน่งรัฐมนตรีที่คุมกระทรวงต้นน้ำก็มี

ขณะที่ "กรมทางหลวงชนบท" ก็เป็นกรมที่มีงานประมูลไม่น้อยหน้า เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 26,000 ล้านบาท งบฯแต่ละปีจะทุ่มไปที่งานซ่อมบำรุงทาง สร้างทางสายใหม่ และล่าสุดสร้างชื่อคือ โครงการถนนปลอดฝุ่นที่ปีที่แล้วมีงานประมูลงานร่วม ๆ 1 หมื่นล้านบาท แม้มูลค่าแต่ละสัญญาจะระดับร้อยล้าน แต่ก็มีรับเหมาหน้าเดิม ๆ หมุนเวียนเปลี่ยนรับงานอยู่ไม่กี่ราย

นี่ยังไม่รวมมูลค่าการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ในรัฐบาลชุดที่ผ่าน ๆ มาอีก รวมแล้วงานประมูลของกระทรวงเกรดเอ (คมนาคม) ไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท

ยิ่งใครที่นั่งในตำแหน่งท็อป อาทิ ประธานบอร์ด รัฐวิสาหกิจเมกะโปรเจ็กต์ก็ถูกจัดว่า "กำลังถือเผือกร้อนไว้ในมือ"

เช่นเดียวกับกรณี นายสุพจน์ อดีตปลัดกระทรวงคมนาคมหมาด ๆ ที่เป็นประธานบอร์ดทั้งการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

ซึ่งกำลังทยอยเปิดประมูลงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งรถไฟฟ้าหลากสี "เขียว-แดง-ม่วง-น้ำเงิน" เม็ดเงินร่วม 2 แสนล้านบาท และงานปรับปรุงระบบทางรถไฟของ ร.ฟ.ท.อีก 1.46 หมื่น

ล้านบาท

โดยมีรายชื่อบิ๊กบริษัทรับเหมาหน้าเก่า ๆ ที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นได้งานตุนไว้ในมือไปแล้วเพียบหลายสัญญา

แม้เวลานี้หลายฝ่ายจะพยายามต่อ "จิ๊กซอว์" สิ่งที่เกิดขึ้นของกลุ่มโจรปริศนาในคดีปล้นพิสดารและเส้นทางเงินของ "นาย" ซึ่งเป็นเจ้าของเงินตัวจริงนั้น

กระแสข่าวระบุว่า ขณะนี้คนในกระทรวงคมนาคม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในวงการภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต่างหวั่นไหว หวาดหวั่นและวิ่งวุ่น เพราะกระทรวงนี้มี "Many Story" และมี "The Man Behind" อยู่เต็มไปหมด

ขณะที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากภาคเอกชน โดยเฉพาะวงการรับเหมานั้น ต่างก็จดจ้อง "บิ๊กโปรเจ็กต์" ของปีหน้าอย่างใจจดใจจ่อ พร้อมสานต่อ "ขั้วอำนาจใหม่" ทันที

เพราะโครงการรับเหมาที่มีมูลค่างานสูงสุดของปี 2554 มีมากนับไม่ถ้วน อาทิ โครงการจ้างเหมาทางหลวงหมายเลข 3215 สาย อ.บางบัวทอง-อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี มูลค่าประมาณ 898 ล้านบาท โครงการจ้างเหมาก่อสร้างทางหลวง 108 สาย อ.จอมทอง-อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ มูลค่าเฉียด ๆ 600 ล้านบาท โครงการจ้างเหมาก่อสร้างทางหลวงหมายเลข 4 สายชุมพร-ระนอง ตอน 1 มูลค่างาน 599 ล้านบาท เป็นต้น

และมีอีกหลายโครงการที่ประมูลเสร็จไปแล้วก็จริง แต่ยังไม่เบ็ดเสร็จซะทีเดียว

นี่จึงเป็นที่มาของทอล์กออฟเดอะทาวน์ !
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คนแบบไหนที่ควรให้อภัย คนแบบไหนที่อภัยให้ไม่ได้ !!?

โดย พระพยอม กัลยาโณ

การให้อภัยถือเป็นหัวใจหลักของพุทธศาสนา ท่านคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “คิดพยาบาทบรรลัย คิดให้อภัยใจเยือกเย็น” หมายถึงชีวิตเราจะอยู่แบบมีความสุขได้ ใจเราต้องไม่พยาบาทต่อใคร

ในสังคมวันนี้ใครที่โกรธแค้นอะไรใครล้วนมีแต่ความพยาบาท ไม่คิดให้อภัยกัน คิดแต่จะออกมาฟาดฟันห้ำหั่นให้อีกฝ่ายต้องมีอันเป็นไป ไม่อย่างนั้นจะไม่มีความสบายใจ

ในทางการเมืองก็มีเรื่องแบบนี้มาก ถึงขนาดฆ่ากันก็มี แต่ที่เห็นบ่อยคงเป็นเรื่องของการฟ้องร้องกัน วันนี้เป็นที่รับรู้กันว่ารัฐบาลออก พ.ร.ฎ.พระราชทานอภัยโทษ แต่ก็เห็นได้ชัดว่ายังมีคนออกมาต่อต้านกันเยอะ เพราะไม่พอใจกับนโยบายของรัฐบาลที่หวังให้คนที่ตนรักได้รับพระราชทานอภัยโทษ

แต่ถ้าพูดถึงหลักการแล้ว หากไม่ได้เป็นโทษที่สร้างความรุนแรง ก่อให้เกิดความเสียหายกับประเทศ หรือทำให้ประเทศชาติต้องเสียความมั่นคง เป็นคนกบฏทรยศ สร้างความร้าวฉานให้กับชาติ ให้กับสถาบัน เชื่อว่าคงให้อภัยกันได้

ฉะนั้นหากใครไม่ได้ทำร้ายบ้านเมืองแบบนั้นก็ควรให้โอกาสเขาบ้าง เพราะหากไม่ให้โอกาสกันอาจทำให้เราต้องอยู่อย่างไม่มีความสุข ประเทศชาติก็ไม่มีความดีงาม

หากคนในประเทศเราเอาแต่คิดอาฆาตแบบนี้แล้วจะอยู่กันอย่างสบายใจได้อย่างไร อันที่จริงแล้วชาวพุทธอย่างพวกเราส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อาฆาตอะไรกันมากมาย ที่เห็นนักการเมืองไม่ค่อยยอมกันก็เพราะเป็นเรื่องผลประโยชน์ ถ้าผลประโยชน์ลงตัวเมื่อไรก็พร้อมจะจับมือกันทันที ดังคำอมตะที่ว่า “นักการเมืองไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” ตราบใดที่ผลประโยชน์ไม่ลงตัวก็ยังคงเป็นศัตรูกันต่อไป และตราบใดที่บรรลุในผลประโยชน์ร่วมกันก็เคลียร์กันได้ เรื่องมันก็เป็นเสียอย่างนี้

ถ้าเรายอมกัน ให้อภัยกัน และร่วมกันปรึกษาหารือไปในทางสร้างสรรค์ โดยเฉพาะกับใครก็ตามที่ไม่ได้เป็นภัยกับบ้านเมือง ก็ควรให้อภัยเขา แต่ถ้าให้อภัยไปแล้วยังทำตัวเป็นพิษเป็นภัย ทำให้ชาติบ้านเมืองเสียหาย อย่างนี้ก็ไม่ควร แม้ว่าหลักเกณฑ์หลักการจะเปลี่ยนเพี้ยนไปมากมายก็ไม่ควรให้อภัย

แต่ปัญหาของการให้อภัยไม่ว่าใครก็ตามมักกลัวว่าเขาจะกลับมาทำผิดซ้ำอีก ธรรมดาแล้วเราควรให้อภัยคนที่สามารถช่วยเหลือชาติบ้านเมือง ในสมัยก่อนพวกเราต่างเคยกลัวคอมมิวนิสต์ ซึ่งจริงๆแล้วก็คือคนไทยที่หนีอาญาแผ่นดินเข้าป่า แต่พอทางราชการไม่เอาความผิด เขาก็ออกมาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เข้ามาเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ตั้งแต่กำนัน ผู้ใหญ่ บางรายก็เป็นครูบาอาจารย์ บางรายเป็นถึงรัฐมนตรี ซึ่งเป็นบุคคลที่ล้วนทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ

ดังนั้น อาตมาก็หวังใจว่าพวกเราคงได้เห็นประเทศไทยทำความเข้าใจกันง่ายๆ อย่าเป็นคนที่ให้อภัยกันยากและมีความพยาบาทกันง่าย เพราะจะไม่มีใครได้รับโอกาสให้ได้กลับตัวเป็นคนดี จะมีแต่ผู้ร้ายเต็มไปหมด และโอกาสดีๆของบ้านเมืองก็จะเสียไปด้วย

ถามว่าคนแบบไหนควรให้อภัย ก็คือคนที่ไม่ทำผิดซ้ำซาก ไม่ใช่ติดคุกแล้ว 3-4 หนก็ยังไม่หลาบจำ คนอย่างนี้ต้องบอกว่าไม่น่าให้อภัย เพราะไม่รู้จักหลาบจำ แต่สำหรับคนที่เคยผิดแค่ครั้งเดียวก็ควรได้รับโอกาสในการอภัยบ้าง

เจริญพร

**********************************************************************

ไม่เก่งอังกฤษ !!?

โดย วรศักดิ์ ประยูรศุข


ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ แต่น้ำก็ลดลงแล้ว จุดเลวร้ายสุดได้ผ่านไป

ปัญหาพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในวาระมหามงคล 5 ธันวาคม ก็ยุติไป หลังจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงท่าทีชัดเจน

นายกรัฐมนตรี ยังคงเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ว่ากันว่า พูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง เมื่อวันเปิดทำเนียบรับ ฮิลลารี คลินตัน รมต.ต่างประเทศ สหรัฐ ฝรั่งถอดเทปฟังไม่เข้าใจ หรือ inaudible ถึง 12 จุด

แก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ นายกฯนอกจากต้องผ่านการเลือกตั้ง อาจต้องสอบภาษาอังกฤษด้วย

หรือจะให้เลือกสอบภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี สเปน เยอรมัน ละติน หรือ บาลี ก็ว่ากันไป

นายกฯยิ่งลักษณ์ จะเก่งภาษาหรือไม่ ถือเป็น "น้ำจิ้ม" ปล่อยให้ดอกเตอร์ทั้งหลายวัดผลไป แต่ในทางการเมือง น้ำท่วมไทยครั้งนี้ มิตรต่างประเทศโอบอุ้มอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง

โดยเฉพาะการมาเยือนไทยของฮิลลารี คลินตัน กระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ออกข่าวล่วงหน้าว่า "สาร" หรือ message ที่ฮิลลารีตั้งใจนำเสนอถึงคนไทยและรัฐบาลไทยคือ ความมั่นคงและประโยชน์ทางการเมืองของสหรัฐ คือการให้รัฐบาลนี้ประสบความสำเร็จ

สหรัฐจะทำทุกอย่างที่ทำได้ เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้า ถึงจะมีความตึงเครียดมากมายในประเทศไทย ซึ่งความตึงเครียดเหล่านั้นไม่สามารถแก้ไขได้หลังจากการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียวหรือสองสามครั้ง

ส่วนการแถลงข่าวร่วมกัน ฮิลลารีได้ขยายความชัดขึ้น ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการที่ให้สัมภาษณ์มติชนออนไลน์ สรุปไว้ 5 ประเด็น 5 เรื่อง

เรื่องแรกคือ รัฐบาลสหรัฐยืนอย่างเข้มแข็งอยู่เบื้องหลัง "รัฐบาลพลเรือนของไทย" สอง สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไทยในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสถาบันประชาธิปไตย

สาม สนับสนุนให้ไทยเคารพในหลักของกฎหมายและหลักการปกครองที่ดี หรือ Good Governance

สี่ สนับสนุนเรื่องสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน

ห้า เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสมานฉันท์ด้านการเมือง

อาจารย์ปวินชี้ว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยที่ผ่านมา ทำให้สหรัฐต้องเปลี่ยนจุดยืน แม้จะปรับตัวช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เช่น จีน

จุดเปลี่ยนสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนตัวของเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำกรุงเทพฯ เป็นทูตหญิง คริสตี้ เคนนีย์ ซึ่งแสดงบทบาทค่อนข้างมาก มีการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสถานทูตกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์

ยังมีตัวแปรหลายอย่างเช่น ความเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ทั้งในอินโดนีเซีย พม่า ทำให้สหรัฐต้องกลับมาเน้นบทบาทนี้เหมือนเดิม คือ สนับสนุนประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน..!

เพื่อนนักข่าวสายต่างประเทศ ที่ติดตามข่าวนี้ บอกว่า "คีย์เวิร์ด" ของฮิลลารี อยู่ที่คำว่า "รัฐบาลพลเรือน"

เป็นอันว่า นอกเหนือจากกลิ่นน้ำเน่าอันเป็นผลต่อเนื่องจากน้ำท่วม

ก็ยังพอมีอากาศดีๆ ให้คนไทยได้หายใจหายคอบ้างเหมือนกัน

(ที่มา นสพ.มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 23 พฤศจิกายน 2554)
/////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ทำลาย ..นิติรัฐ !!?

ลีลา “พูดขาวเป็นดำ” ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ในแนวถนัด??
แล้วที่ “ฆ่าประชาชน” ร่วงผล็อยเป็นใบไม้ร่วง “๙๑ศพ” เห็น “นาซีหน้าเลือด” ลอยนวลอยู่ในแวดวงการเมืองสบาย
หนำซ้ำ, ลอยหน้าลอยตา เหมือนไม่มีอะไร
ประเคนน้ำลาย ถ่มถุยใส่, ให้ร้าย แค่อดีตนายกรัฐมนตรี, เซ็นหนังสือรับทราบ ต่อการทำธุรกรรมของสตรีหมายเลข..เป็นเรื่องซิล..ซิล พื้นฐานธรรมดา แต่กับต่อความยืดสาวความยาว ว่าทำลาย “นิติรัฐ” ..เบี่ยงเบนประเด็น ทำว่าตัวข้าดี
ฆ่า ๙๑ ศพเห็นกันชัด ๆ..เป็นการทำลายนิติรัฐ?..เลิกยัดเหยียดความผิด ให้คนอื่นเสียที

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ขบวนการ “ทรราช”
ยกโขยง ขัดขวาง ไม่ให้ “อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร” นักประชาธิปไตยเต็มใบ ได้กลับคืนอ้อมแขนแผ่นดินแม่ อันเป็นประเทศชาติ
ใช้ความแค้นฝังหุ่น สร้างเรื่องวุ่นให้เกิดแก่บ้านเมือง
จ้องป่วน กวนน้ำให้ขุ่น เพื่อสร้างวิกฤตให้เกิดเรื่อง
ขยายผล ควักมือเรียกทหารออกมาปฏิวัติ ล้มกระดาน “รัฐบาล” ที่มาจากประชาธิปไตย
ที่บอกว่าทำเพื่อประเทศชาติ...อุ้ย,มันช่างบังอาจ?...ที่แท้ไอ้-อีพวกนั้น มันแค่ข้าทาสรับใช้

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เหมือน “กระท้อน” ยิ่งทุบยิ่งหวาน
ไม่เห็นอาการ เหนื่อยร้า โรยแรง ออกมาจาก “นายกฯปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้นำรัฐบาล
ไอ้นักวิชาการหน้าตัวเมีย..ทำตัวเคลียร์ “กลุ่มมือที่มองไม่เห็น” กล่าวหา “นายกฯปู”สารพัด
พร่องน้ำลายเหม็น..กระเซ็นมาได้ ว่า “นายกฯปู” ฝีมืออ่อนหัด
แต่ “ฮิลลารี่ คลินตัน” รมว.ต่างประเทศสหรัฐ พิ่เบิ้มใหญ่แห่งโลกเสรี และ “ท่านบัน คี มูน” เลขาธิการสหประชาชาติ ..ต่างชูหัวแม่โป้ง ว่า “นายกฯปู” เป็นผู้นำที่ดี และ มีคุณธรรม
สหรัฐออกตัวหนุน...ใครคิดคว่ำรัฐบาลปู ให้ล่องจุ้น?...คงลุ้นไม่ขึ้น เมื่อมีสหรัฐออกมาค้ำ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เป็นที่ “ชุมนุมเสือ-พยัคฆ์-มังกรทอง”
ต้องบอกว่า “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม ยังเป็นขวัญใจของน้อง..น้อง
ว่ากันว่า ที่บ้านพัก กรมทหารราบที่ ๑ ริมถนนวิภาวดี ยังแน่นถนัด
มีพี่ๆ น้อง ๆ มาร่วมประชุมอยู่เสมอ โดยไม่ต้องนัด
ถือเป็น “ขุนศึก-นายพล” ที่ยังมีบารมี ในกองทัพ อย่างล้นเหลือ เสร็จสรรพ
สังสรรค์กันตามประสา....ไม่มีเรื่องให้ฮือฮา?...ต้องให้ใครมาเฝ้าจับตา หรอกขอรับ

++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เสือทลายห้าง ช้างเหยียบโลง
ความผิด “รัฐมนตรีปู” พิศดูกันแล้ว...ไม่เข้าข่าย “นักการเมืองขี้โกง”
เทียบกับ โครงการไทยเข้มแข็ง...ที่อีแล้งลงซากศพแล้ว เทียบกันไม่ติด
มาถอดถอน ๗ สส.เพื่อไทย และ “ซักฟอก” ไม่ไว้วางใจ “อินทรีอีสาน” พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม เป็นการเตะตัดขา หาคะแนน
อยากเห็นการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน....ทำดีได้อย่างมีมาตรฐาน....มิใช่ท่าน มาทำหน้าที่ฝ่ายแค้น

คอลัมน์:ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
///////////////////////////////////////////////////////////////////

คนนนท์.ฮือทวงสัญญาไล่บี้ กทม.เปิดประตูน้ำมหาสวัสดิ์จี้ ยก 1ม.-สุขุมพันธ์ขอดูก่อนแฉเหตุ ระบายน้ำลงทะเลช้า !!?

กรุงเทพพฯ-นนท์ ร้าว จี้เปิดประตูระบายน้ำท่วมเมืองนนท์ "สุขุมพันธ์" ลั่นทำไม่ได้เหตุกระทบฝั่งธนฯ ตต.น้ำทะลักเข้า 7-8 ล้าน บ.ม.ต่อวัน ขอประเมินสถานการณ์ 24 ชม. ย้ำทุกฝ่ายต้องยึด ก.ม.ฟังเหตุและผล แฉน้ำเหนือระบายลงทะเลช้า “ลมสลาตัน” ทำน้ำทะเลหนุน เกิด “เซอจ” สูงถึง 40 ซม. คาดน้ำแห้งปลายปี 54 “รอยล”ไม่อยากเผยแพร่หวั่น ปชช. ตื่นตระหนก ชลประทานแจงกระทบต่อภาคลงทุน-อุตสาหกรรมนายกฯ ครม.ไฟเขียวอนุมัติกว่า 2 พันล้านช่วยผู้ประสบภัย กทม. เลื่อนเปิด รร. 2 กลุ่ม น้ำป่า-ดินถล่มเมืองลุง “แม้ว” ดอดดูงานน้ำแดนโสม อัดรัฐประหารทำโครงการป้องกันน้ำเป็นหมัน
สถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่เริ่มคลี่คลาย อย่างเช่นบนถนนวิภาวดีรังสิต หน้าสำนักพิมพ์เดลินิวส์ แต่ในหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขัง อย่างเช่น จ.ปทุมธานี ที่ผู้ประสบภัยได้รวมตัวกันปิดถนนพหลโยธิน เรียกร้องให้ภาครัฐเร่งช่วยเหลือเยียวยา รวมถึงยื่นข้อเสนอให้รื้อบิ๊กแบ็ก ที่ทำให้การระบายน้ำยากลำบาก ตามที่นำเสนอไปนั้น
เมืองนนท์ขู่รื้อประตูระบายน้ำ

ที่หน้าศาลากลางจังหวัดนนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนจากหลายอำเภอที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมกว่า 500 คน มาฟังคำตอบจากนายวิเชียร พุฒิวิญญู ผู้ว่าฯ หลังจากยื่นข้อเสนอเรียกร้องให้ทางจังหวัดเร่งแก้ปัญหาน้ำท่วมขังในหลายอำเภอ บางส่วนได้ชูป้ายประท้วงระบุข้อความว่า นนทบุรีไม่ใช่เขื่อนเก็บน้ำ ไม่อยากมีชายแดนติด กทม. หรือคนนนท์เป็นพลเมืองชั้น 2 ใช่ไหม ส่วนใหญ่โจมตีการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมของกรุงเทพมหานคร พร้อมยื่นคำขาดว่า หากเวลา 13.00 น.ยังไม่ได้รับคำตอบ จะรวมตัวขึ้นไปที่ประชุมชั้น 5 และจะเดินทางไปรื้อแนวเขื่อนที่ประตูระบายน้ำทุกจุด แต่จะไม่มีการปิดถนนเหมือนที่ผ่านมา เพราะไม่อยากให้คนในพื้นที่เดือดร้อนเพิ่มขึ้น แต่จะแก้ปัญหาจากต้นเหตุแทน

ต่อมา ผู้ว่าฯ ได้เปิดห้องประชุมชั้น 5 เพื่อให้ตัวแทนชาวบ้านอำเภอละ 10 คน รวมถึงชาวบ้านจาก กทม. ขึ้นไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบ ทั้งผู้แทนจากกระทรวงคมนาคม กรมชลประทาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้เวลากว่า 1 ชม. ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ ต่างฝ่ายต่างเรียกร้องเพิ่มเติมและโต้เถียงกันอย่างรุนแรง กระทั่งนายวิเชียรต้องจัดรถยีเอ็มซี 2 คัน บรรทุกผู้ชุมนุมกว่า 200 คน ไปตรวจแนวประตูระบายน้ำคลองมหาสวัสดิ์ทั้ง 9 บาน ว่าทาง กทม.ได้เปิดประตูสูง 1 เมตร ตามที่ได้ตกลงไว้หรือไม่

“สุขุมพันธุ์”ลั่นทำไม่ได้

ด้าน ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีประชาชนใน จ.นนทบุรี จะมารวมตัวที่ศาลาว่าการ กทม. เพื่อให้เปิดประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนาให้สูง 1 เมตรว่า ตนรับทราบเรื่องนี้แล้ว และยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการตามข้อเรียกร้องได้ ขณะนี้ประตูระบายน้ำเปิดอยู่ที่ 75 ซม. หากเปิดกว้างกว่านี้จะทำให้น้ำเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ อีก 7-8 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และขอประเมินสถานการณ์น้ำภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อดูผลกระทบที่จะมีต่อพื้นที่ชั้นใน ก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ตนเข้าใจปัญหาของประชาชนในพื้นที่นนทบุรีที่ถูกน้ำท่วมขังมานาน สิ่งใดตอบสนองได้ก็จะทำ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะทำตามความรู้สึกไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมายและเหตุผล อยากให้ทุกฝ่ายเคารพเหตุผลกัน ตนไม่สัญญาว่าจะเปิดประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนาสูงขึ้น 1 เมตรได้เมื่อไหร่ เพราะตนไม่สามารถกำหนดระดับน้ำได้

24ชม.ประเมินสถานการณ์

ต่อมาในช่วงเย็น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เปิดเผยถึงผลการหารือการแก้ไขปัญหากรณีข้อเรียกร้องของประชาชน จังหวัดนนทบุรี โดยขอให้ กทม. เปิดประตูระบายน้ำคลองทวีวัฒนา คลองมหาสวัสดิ์ คลองภาษีเจริญ เพื่อระบายน้ำลงสู่แม่น้ำท่าจีน และให้รื้อแนวกระสอบทรายริมคลองมหาสวัสดิ์ฝั่ง กทม. เพื่อให้การระบายน้ำจากคลองมหาสวัสดิ์ด้านจังหวัดนนทบุรีสะดวกยิ่งขึ้น ลดความเดือดร้อนของประชาชน โดยผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า เพื่อลดผลกระทบของประชาชนจังหวัดนนทบุรี กทม.ได้พิจารณาลดช่วงเวลาการประเมินสถานการณ์ภายหลังจากเปิดประตูระบายน้ำคลอง 3 สาย ได้แก่ คลองขุนศรีบุรีรักษ์ คลองควาย และคลองซอย จาก 48 ชั่วโมง เป็น 24 ชั่วโมงหรือประมาณเช้าวันที่ 23 พ.ย. เพื่อเร่งประเมินสถานการณ์โดยคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนชาวนนทบุรีเป็นที่ตั้ง

ทั้งนี้สำหรับผลการเจรจาร่วมกันระหว่างตัวแทน กทม. ศปภ. และจังหวัดนนทบุรี มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่า 1. ขอให้กทม.เปิดประตูระบายน้ำคลองขุนศรีบุรีรักษ์ คลองควาย และคลองซอย โดยพิจารณาเปิดในลักษณะขั้นบันไดจาก 50 ซม. เป็น 75 ซม. โดยหากประเมินผลแล้วไม่กระทบต่อทุกฝ่าย กทม.จะพิจารณาเปิดเพิ่มอีกครั้ง ในส่วนของคลองทวีวัฒนา จะเปิดที่ 50 ซม.เหมือนเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง 2. เปิดเพิ่มประตูระบายน้ำคลองบางพลัด คลองบางอ้อ และคลองบางบำหรุ โดยคลองบางพลัด และคลองบางอ้อ จะเปิดเพิ่มเป็น 70 ซม. และคลองบางบำหรุ จะให้เปิดเพิ่มภายหลังจากซ่อมแซมและนำเครื่องสูบน้ำมาติดตั้ง ซึ่งอาจให้เวลา 2 วัน ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นตรงกันว่า การเพิ่มประตูในพื้นที่เหล่านี้จะขึ้นอยู่กับขีดความสามารถและประสิทธิภาพเครื่องสูบน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา และคลองต่าง ๆ ซึ่งในเช้าวันนี้ ได้ลงนามในหนังสือถึง ผวจ.นนทบุรี เพื่อยืนยันข้อตกลงข้างต้น นอกจากนี้ จะประสานกับกรมชลประทาน เพื่อช่วยเร่งระบายน้ำคลองมหาสวัสดิ์ และคลองภาษีเจริญลงสู่ทะเลให้เร็วขึ้น

“ปู”ให้กทม.เร่งระบายน้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงมาตรการเยียวยาเพิ่มเติมให้ผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำ ว่า เราเห็นใจผู้ที่เดือดร้อน และพยายามจะดูแลให้ทั่วถึง ทั้งเรื่องอาหาร ความเป็นอยู่หรือการฟื้นฟู โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง โดยในที่ประชุม ครม. ได้สั่งการให้รัฐมนตรีทุกคนลงไปประจำในพื้นที่เพื่อคอยดูแลช่วยเหลือประชาชนอย่างทั่วถึง สำหรับเรื่องเงินช่วยเหลือขอไปดูให้รอบคอบเสียก่อน เพราะทุกพื้นที่มีความลำบากเหมือนกัน นอกจากนี้ ยังได้ประสานกับ กทม. เร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ จ.นนทบุรี และปทุมธานี

เมื่อถามย้ำว่า ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วมจะได้รับเงินเยียวยา 5 พันบาทเท่ากันทั้งหมดใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อยากขอความกรุณาว่าให้เป็นในรูปแบบการดูแลให้เต็มที่ดีกว่า เพราะทุก ๆ จังหวัดก็ลำบากเหมือนกัน และวันนี้ค่าดูแลเยียวยาก็ไม่ใช่แค่ 5 พันบาท แต่ยังมีการดูแลกรณีของบ้านเรือนที่เสียหายทั้งหลัง จะได้รับ 3 หมื่นบาท เครื่องมือประกอบอาชีพเสียหายได้ 1 หมื่นบาท ส่วนบ้านที่ถูกน้ำท่วมเกิน 7 วันจะได้ 5 พันบาท ซึ่งจะมีการแจกแผ่นพับการช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยปี 2554 รวม 1 ล้านฉบับ ทั้งภาษาไทยและอังกฤษให้ทุกจังหวัด โดยมอบหมายให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไปหารือในรายละเอียดการช่วยเหลือ พื้นที่ต่างจังหวัดเชื่อว่าคงไม่มีปัญหา แต่ใน กทม.อาจจะมีปัญหาบ้าง เพราะมีการปกครองเป็นคนละแบบ

นายกฯ ยังกล่าวถึงข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้เยียวยาผู้ประสบภัยแบบขั้นบันไดว่า ขอให้ทีมงานรับไปศึกษาก่อน

กยน.ย้ำพยากรณ์น้ำต้องแม่น

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) ครั้งที่ 1 โดยใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง จากนั้นนายสมิทธ ธรรมสโรช หนึ่งใน กยน. เปิดเผยว่า ตนได้เสนอต่อที่ประชุมว่าจากนี้ไปข้อมูลการพยากรณ์น้ำจะต้องมีความแม่นยำ เพื่อที่จะวางแผนได้อย่างถูกต้อง ไม่เช่นนั้นการบริหารจัดการน้ำก็จะไม่ได้ผล เพราะเราไม่รู้ว่าจะเก็บน้ำไว้เท่าไหร่ และปล่อยน้ำเท่าไหร่ นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ข้อสรุปให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการวางแผนป้องกันน้ำท่วมในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีกรอบการทำงาน 6 เดือน และ 1 ปี เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมอีกในอนาคต และเป็นหลักประกันให้ต่างประเทศมั่นใจในการลงทุนในประเทศไทย โดยคณะกรรมการทั้ง 2 ชุดจะต้องมีข้อเสนอออกมาให้ชัดเจนเป็นรูปธรรมในการประชุมครั้งหน้าวันที่ 7 ธ.ค.นี้ ส่วนที่ปรึกษาจากต่างประเทศเราคงไม่เอาเข้ามาร่วม เพราะอาจมีข้อผูกพันเยอะ และเราไม่อยากให้ข้อมูลรั่วไหลออกไปสู่ต่างประเทศ

“มท.”หนุนงบช่วยกรุงเทพฯ

ที่กระทรวงมหาดไทย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เข้าพบนายยงยุทธ รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย เพื่อหารือการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ภายหลังนายยงยุทธ กล่าวว่า ได้พูดคุยถึงการเปิดบิ๊กแบ็กและประตูระบายน้ำในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูง เพื่อแบ่งเบาปัญหาน้ำท่วมขัง รัฐบาลห่วงใยและจะไม่ปล่อยให้ กทม.รับผิดชอบคนเดียว โดยขณะนี้ ครม.ได้อนุมัติงบประมาณฉุกเฉิน 50 ล้านบาทให้กับ 22 จังหวัด รวมถึง จ.ปทุมธานี นนทบุรี และนครปฐม ทั้งนี้ ใน 22 จังหวัดเป็นพื้นที่น้ำไม่ท่วม แต่จะนำงบประมาณเหล่านี้มาช่วยเหลือคน กทม.ในด้านต่าง ๆ เราจะต้องทำงานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น ทาง กทม.จะต้องเสนอโครงการแก้ไขปัญหา เพราะการระบายน้ำใน กทม.นั้น เป็นเพียงการระบายน้ำฝน ไม่ได้รองรับที่จะระบายน้ำเหนือให้ไหลลงสู่ทะเล

“รัฐบาลได้อนุมัติเงิน 1,250 ล้านบาทให้กับ 25 จังหวัด จังหวัดละ 50 ล้านบาท ส่วนกรุงเทพฯ มี 22 จังหวัดที่จะมาช่วยเหลือ ส่วนอีก 3 จังหวัดจะช่วยเหลือ จ.นนทบุรี ปทุมธานีและนครปฐม ส่วนการให้เงินช่วยเหลือ 5,000 บาท รอบแรก ครม.ได้อนุมัติเงินให้ กทม.แล้วกว่า 3 พันล้านบาท กว่า 6 แสนครัวเรือน นอกจากนี้ ยังจัดสรรให้ส่วนราชการที่รับมอบหมายให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย รวมเป็นวงเงินอีก 1,400 ล้านบาท”

ลมสลาตันซ้ำน้ำทะเลหนุน

ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบการทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล ร่วมกับคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ได้จัดการเสวนาธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการน้ำ โดยมีตัวแทนภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายรอยล จิตรดอน กรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัญหาน้ำในคลองมหาสวัสดิ์ที่วกกลับเข้าท่วมพื้นที่แม้จะมีการระบายน้ำออกก็ น่าจะใช้วิธีแก้ปัญหาเหมือนที่คลองบางเขน ด้วยการทำหูช้าง โดยใช้เรือขนาดใหญ่ปิดปากคลองบางกอกน้อย เมื่อน้ำทะเลลงก็จะเปิดทางให้น้ำไหล แต่เมื่อน้ำทะเลหนุนสูงก็จะนำเรือมาปิดกั้นทางน้ำ เพื่อไม่ให้น้ำทะเลไหลเข้าสู่พื้นที่ ซึ่งเบื้องต้นนั้นนายสมัย ใจอินทร์ อยู่ระหว่างการหารือร่วมกับทหารเรือ หากทำได้จะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เช่น อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี

“บางส่วนไม่กล้าพูดออกมา เพราะจะทำให้เกิดความตระหนก โดยสาเหตุที่ทำให้หนักหนาสาหัส นอกจากน้ำเหนือเยอะ สิ่งที่ไม่เคยคิดจะเกิดก็คือ อยู่ดี ๆ ลมทางอ่าวไทยได้ตีโต้ หรือที่เรียกว่าเซอจและหนุนน้ำทะเลขึ้นมาอีก 40 ซม. บริเวณป้อมพระจุล แล้วเซอจยาวกว่าที่เราคิด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลม ที่สมัยก่อนเรียกว่า ลมสลาตัน ต่อจากนี้ไปเราต้องร่วมกันหาทางออก ภายใต้เงื่อนไขที่แย่กว่าเดิม” นายรอยล กล่าวและว่า ลมสลาตันที่พบ ถือว่าเกิดขึ้นเป็นปีแรก และจะสร้างผลกระทบหนักในพื้นที่ที่ไม่มีป่าชายเลน เช่น เขตบางขุนเทียน เพราะป่าชายเลนนั้นสามารถเป็นตัวหน่วงน้ำทะเล ช่วงน้ำขึ้นได้

น้ำแห้งช้าเจิ่งถึงปลาย ธ.ค.

เมื่อถึงช่วงดังกล่าว ทำให้ ส.ว. ที่เข้าร่วมได้ท้วงติงและขอคำชี้แจงถึงเหตุที่ไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลตรงนี้ออกไป ทำให้นายพิสิษฐ์ พิบูลย์ศิริ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานสมุทรสาคร ชี้แจงว่า เรื่องดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนภาคอุตสาหกรรมได้ เพราะขณะนี้นักลงทุนมาดูพื้นที่ของประเทศไทยเสมอ

ต่อมา นายรอยล ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ระดับคลื่นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 40 ซม.นั้นไม่ได้สูงคงที่ แต่เฉลี่ย 20-30 ซม.ในบางพื้นที่ ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือ รับทราบข้อมูล แต่คงไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาใดได้ เพราะเป็นน้ำทะเล ดังนั้นผลดังกล่าวจะทำให้การระบายน้ำเหนือในพื้นที่ลงสู่ทะเลเป็นไปได้ช้า จากเดิมที่คาดว่าประมาณต้นเดือนพ.ย. จะระบายน้ำออกไปได้ทั้งหมด เบื้องต้นคาดว่าเมื่อมีเซอจเข้ามา จะทำให้ระบายน้ำเหนือที่ค้างอยู่ได้ทั้งหมด อย่างช้าที่สุดภายในสัปดาห์ที่ 3 ของเดือน ธ.ค.

อีกด้าน ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา เลขานุการคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง กล่าวว่า คาดการณ์ว่าน้ำท่วมขังในหลายพื้นที่น่าจะลดลงและกลับคืนสู่สภาวะปกติในช่วงกลางเดือน ธ.ค.

ขณะที่ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัยและดินโคลนถล่ม (ศอส.) รายงานว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีพื้นที่ประสบอุทกภัย 17 จังหวัด 124 อำเภอ 867 ตำบล 5,752 หมู่บ้าน ราษฎรได้รับความเดือดร้อน 1,886,062 ครัวเรือน 5,051,235 คน

‘ประชา’หนุนรื้อบิ๊กแบ็ก

ด้าน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัย (ศปภ.) กล่าวถึงกรณีผู้ประสบภัยหลายพื้นที่ ต้องการให้รื้อบิ๊กแบ็กออกว่า ตนเห็นว่าบางจุดสามารถรื้อออกได้บ้างแล้ว ต้องดูว่าตรงไหนที่รื้อออกแล้วไม่เกิดปัญหา อย่างเช่นบนถนนแจ้งวัฒนะ ดอนเมืองบางจุด เพราะบิ๊กแบ็กทำให้น้ำท่วมขังและน้ำเน่าเสีย เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เราต้องหารือกันเพื่อหาทางช่วยเหลือชาวบ้านให้ดีที่สุด

ขณะที่นายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข ได้สั่งการให้กรมอนามัยและกรมควบคุมโรค ประสานการทำงานร่วมกับ กทม.และพื้นที่ดูแลความสะอาด ปรับปรุงคุณภาพน้ำ พ่นหมอกควันทำลายยุงตามศูนย์พักพิงทุกแห่ง

ส่วนที่ทำการ ศปภ. กระทรวงพลังงาน ถนนวิภาวดีซอย 11 เจ้าหน้าที่ได้รื้อกระสอบทรายและบันไดเหล็กข้ามประตูทางเข้าด้านหน้ากระทรวงฯ พร้อมเก็บเครื่องสูบน้ำด้านหน้าออกทั้งหมด หลัง ศปภ.ประเมินว่าจะไม่มีน้ำทะลักท่วมบริเวณนี้อีก และเตรียมประสานกรมทางหลวงเพื่อรื้อถนนที่ถมขึ้นมาใหม่ ทางเข้าด้านหน้ากระทรวงพลังงาน ส่วนถนนลาดยางที่เชื่อมโทลล์เวย์เข้า ศปภ.นั้น เจ้าหน้าที่ได้นำหินกรวดมาเทเพื่อให้สามารถสัญจรได้ง่าย แต่กลับส่งผลให้เกิดฝุ่นละอองกระจายฟุ้งไปในอากาศ ทำให้ผู้คนที่สัญจรไปมาต้องหาผ้ามาปิดจมูกป้องกันฝุ่นละออง

เช่นเดียวกับที่ทำเนียบรัฐบาล หลังการประชุม ครม.เสร็จสิ้น อาสาสมัครจากกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทยอยเข้ารื้อกระสอบทรายที่เรียงปิดรอบทำเนียบรัฐบาล แต่ยังคงเหลือแนวกั้นอิฐบล็อกเอาไว้

ด้านนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวเตือนการขับขี่ยานพาหนะผ่านเส้นทางหลังน้ำลด โดยให้เพิ่มความระมัดระวังหลุมบ่อ และให้สังเกตป้ายเตือน ป้ายบอกทางอย่างเคร่งครัด

กทม.เฝ้าระวังน้ำทะเลหนุน

ด้านนายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำและการแก้ไขปัญหากรุงเทพฯ ว่า วันนี้ปริมาณน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา 1,826 ลบ.ม./วินาที ลดลงจากเมื่อวาน 101 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำอ.บางไทร 3.47 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ลดลงจากเมื่อวาน 5 ซม. ระดับน้ำสูงสุดวันนี้ที่บริเวณปากคลองตลาด คาดการณ์โดยกรมอุทกศาสตร์ เวลา 14.25 น. จะอยู่ที่ระดับ 2.14 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง สำหรับระดับน้ำบริเวณประตูระบายน้ำคลองมหาสวัสดิ์ ระดับน้ำลดลง ประตูระบายน้ำจุฬาลงกรณ์ ลดลง 4 ซม.บริเวณคลองหก น้ำลดลง 7 ซม. คลองแสนแสบและคลองประเวศบุรีรมย์ ลดลง 1-2 ซม.คลองลาดพร้าว ลดลง 2-4 ซม. คลองเปรมประชากร ช่วงดอนเมืองลดลง 2 ซม. ในเมืองลด 4 ซม. คลองบางเขน ลดลง 2 ซม. บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงคลองลาดยาว รถเล็กผ่านได้ชิดเกาะกลาง ซึ่งกทม.จะเร่งเคลียร์น้ำบริเวณคลองบางบัว เพื่อลดระดับน้ำในพื้นที่ดังกล่าว โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำและเครื่องผลักดันน้ำเพิ่ม ส่วนถนนแจ้งวัฒนะ จากถนนวิภาวดีรังสิต ถึงคลองถนนน้ำแห้ง ทั้งสองฝั่ง คลองมอญ 78 ซม. ลดลงเหลือ 70 ซม. คลองบางกอกใหญ่ 52 ซม. ลดลงเหลือ 50 ซม. ลาดพร้าว 56 อยู่ในเกณฑ์ปกติ จะถอนเครื่องสูบน้ำบริเวณนี้เพื่อไปกู้พื้นที่อื่น ๆ บริเวณหน้า นสพ.เดลินิวส์ลดลงไปอีก 20 ซม.

ทั้งนี้ กทม. ยังคงเฝ้าระวังการเปิดกระสอบทรายและเปิดประตูระบายน้ำเพิ่มเติม ซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาน้ำท่วมในกทม.ยาวนานขึ้น รวมถึงเฝ้าระวังแนวริมน้ำเจ้าพระยาทุกจุดเนื่องจากระดับน้ำทะเลจะหนุนสูง ช่วงปลายเดือนนี้ หรือประมาณวันที่ 27 พ.ย. บวกกับฐานน้ำเดิมมีระดับสูงอยู่แล้ว อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนริมแม่น้ำดังกล่าวที่ผ่านมา

เลื่อนเปิดเทอม 2 กลุ่ม

อย่างไรก็ตามผู้ประสบภัยพักพิงของ กทม. 15,204 คน ทั้งนี้กทม.จะเคลื่อนย้ายผู้ประสบภัยซึ่งพักพิงภายในโรงเรียนสังกัดกทม.ไปยังศูนย์พักพิงที่ปลอดภัย ศูนย์เยาวชนในสังกัดของกทม. และที่ค่ายลูกเสือกรุงธนฯ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ศปภ. เพื่อทำความสะอาดโรงเรียนและให้พร้อมเปิดเทอมกลุ่มแรก 6 ธ.ค. ในส่วนของพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขังสูง 7 เขต คือ ดอนเมือง สายไหม หลักสี่ ทวีวัฒนา หนองแขม บางแค และบางบอน จะรอให้ระดับน้ำลดลงก่อนจากนั้นจึงจะทำความสะอาดและเปิดเรียนเป็นกลุ่มที่สองในวันที่ 13 ธ.ค. 54

สำหรับภาพรวมการจัดเก็บขยะในพื้นที่กทม. 50 เขต เมื่อวันที่ 20 พ.ย. จัดเก็บได้ 7,473 ตัน คิดเป็น 87.92% ของปริมาณขยะในสภาวะปกติ 8,500 ตัน ทั้งนี้ภายหลังน้ำลดในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเริ่มทยอยเข้าบ้าน พร้อมทั้งทำความสะอาดบ้านเรือนและนำสิ่งของซึ่งถูกน้ำท่วมภายในบ้านมาทิ้งเพิ่มเติม ส่งผลให้ปริมาณขยะในการจัดเก็บเพิ่มสูงขึ้น แต่ กทม.จะเร่งดำเนินการจัดเก็บให้มากที่สุดและเร็วที่สุด
น้ำป่า-ดินถล่มเมืองลุง

ที่ จ.พัทลุง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เกิดน้ำป่าจากเทือกเขาไหลท่วมพื้นที่ราบในเขต อ.กงหรา ศรีนครินทร์ ศรีบรรพต ควนขนุน เขาชัยสน และ ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง ระดับน้ำสูงประมาณ 70 ซม. ประชาชนต้องตื่นขึ้นมาขนย้ายสิ่งของไปไว้ในที่ปลอดภัยอย่างโกลาหล โดยสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดพัทลุงแจ้งว่า ตามที่ได้เกิดฝนตกหนักในพื้นที่จังหวัดพัทลุง ทำให้เกิดน้ำท่วมในพื้นที่ อ.กงหรา ศรีบรรพต เขาชัยสน ศรีนครินทร์ ควนขนุนและอำเภอเมืองพัทลุง 16 ตำบล 53 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับความเดือดร้อน 3,445 ครอบครัว ประมาณ 13,000 คน และมีฝนตกหนักในพื้นที่ อ.ปากพะยูน ป่าบอน กงหรา ตะโหมด บางแก้ว วัดปริมาณน้ำฝนได้ 170 มม.

ส่วนที่ จ.สุราษฎร์ธานี ได้มีฝนตกหนัก ลมกระโชกแรงตลอดทั้งวัน ทำให้บ้านเลขที่ 120/3 หมู่ 7 ต.ปากหมาก อ.ไชยา และบ้านเลขที่ 188/6 ต.ปากหมาก ถูกลมหมุนพัดจนเสียหาย นอกจากนี้ยังมีน้ำป่าไหลหลากกัดเซาะคอสะพานบ้านห้วยตาหมิง หมู่ 6 ต.ปากหมาก จนรถเล็กไม่สามารถสัญจรไปมาได้ อย่างไรก็ตามยังมีฝนตกหนักในอีกหลายพื้นที่ภาคใต้ ทั้ง ปัตตานี ตรัง นครศรีธรรมราช ทางจังหวัดได้เตรียมพร้อมรับมือภาวะน้ำท่วมฉับพลันที่อาจเกิดขึ้น

ที่นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค) อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา พบว่ามีพนักงานจำนวนหลายร้อยคนเข้าไปในโรงงานเพื่อเข้าไปทำความสะอาดพื้นที่ เช่นเดียวกับที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ อ.อุทัย เพราะว่าระดับน้ำในนิคมลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบนิคมฯต่างวิตกกังวลว่าน้ำที่สูบออกมาจะมีสารพิษเจือปน

ที่วัดช่องแสมสาร ต.แสมสาร อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี พระครูวิสารทสุตาการ เจ้าอาวาสได้จัดพิธีอัญเชิญท้าวสหัมบดีพรหม ขนาดหน้าตักกว่า 7 เมตร สูง 8.9 เมตร ใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกประดิษฐานบนแท่นศิลา โดยนิมนต์พระสงฆ์ระดับเจ้าอาวาสและเกจิรวม 109 วัด 109 รูป มาเจริญพระชัยมงคลคาถา และสวดมนต์บทอภัยปริตรและคาถาบทยังกิญจิ ซึ่งเป็นบทสวดไล่น้ำที่มีมาแต่พุทธกาล มีพุทธศาสนิกชนนับพันคนที่ทราบข่าวมาร่วมงานอย่างเนืองแน่น

“แม้ว”ลุยโสมดูงานแม่น้ำ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยกำลังอยู่ระหว่างการเยือนประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเยี่ยมชมโครงการยกระดับแม่น้ำมูลค่า 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 570,000 ล้านบาท โดยเชื่อว่าจะสามารถนำมาปรับใช้เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมในประเทศไทย ทั้งนี้จากการเปิดเผยของนายโก ยอง-ซุค เจ้าหน้าที่กระทรวงที่ดินของเกาหลีใต้ ซึ่งร่วมคณะติดตามพ.ต.ท.ทักษิณมาด้วย กล่าวว่า การเดินทางมาครั้งนี้ของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นการมาเยือนแบบส่วนตัว ตั้งแต่วันที่ 21-24 พ.ย.นี้ และมีกำหนดไปเยี่ยมชมโครงการเกี่ยวกับการขุดลอกคลอง เขื่อนกั้นน้ำ และทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำสายสำคัญ 4 สายของเกาหลีใต้ พร้อมกับตั้งคำถามมากมายกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนั้นพ.ต.ท.ทักษิณยังได้ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์โชซุน อิลโบ ว่า ตนจะนำผลการมาเยือนเกาหลีใต้ครั้งนี้กลับไปแจ้งให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ น้องสาวและรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของไทย รับทราบ ทั้งนี้ ตนเคยร่างแผนป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้งไว้แล้วสมัยที่ยังอยู่ในตำแหน่งนายกฯ แต่ก็ต้องล้มเลิกไปเพราะถูกรัฐประหารเมื่อปี 2549 ความเสียหายของน้ำท่วมครั้งล่าสุดนี้ ถือเป็นเพียง 1 ใน 5 ของระดับน้ำที่อยู่ในแผนป้องกันที่ตนเคยร่างเอาไว้.

ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=354&contentId=177569

ที่มา: เดลินิวส์
/////////////////////////////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

แกะรอยสายรัดเงิน ปลัด16ล. ของกลางปปช.จ่อลงดาบ !!?

ศิลปชัย.ผงาด รมว.คมนาคม ลงนามคำสั้งตั้ง "ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ" นั่งรักษาการปลัดฯ ด้านป.ป.ช.รุดประสานตำรวจ ตรวจเงินของกลาง หวังแกะรอยล่าจากสายรัดเงิน หาต้นตอที่มาทรัพย์ก้อนโต เป็นหลักฐานเด็ดชี้มูลความผิด พร้อมนำข้อมูลถกคณะกรรมการชุดใหญ่ 22 พ.ย. ตั้งธง 2 ประเด็น ฟัน “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” ปกปิดทรัพย์สิน-ร่ำรวยผิดปกติ ผบช.น. ชี้มหากาพย์ปล้นสะท้านกรุง ยึดเงินของกลางได้เพียง 16 ล้านบาท ที่เหลือยังเป็นปริศนาเร่งค้นหาด่วน ระบุ “เจ้าเอก” ลูกอดีตเลขาฯคนสนิทปลัดพันล้าน รับรู้เห็นข้อมูลที่ซ่อนเงิน แต่โต้เสียงแข็งเปล่าร่วมปล้น ชุดคลี่คลายคดี เชื่อ “ไอ้โก้” หัวหน้าแก๊ง หนีกบดานลาว สั่งไล่ล่าด่วน เชื่อเป็นกุญแจดอกสำคัญ ไขสู่จอมบงการ ฟาก ตร.วังทองหลาง คุมตัว 4 ผู้ต้องหาฝากขังศาล พร้อมค้านประกันตัว

กรณีกลุ่มคนร้ายบุกปล้นบ้านของนาย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม เลขที่ 77 ซอยลาดพร้าว 64 แยก 2 แขวง-เขตวังทองหลาง ขณะเจ้าตัวไปร่วมงานแต่งงานลูกสาว กวาดทรัพย์สินไปหลายร้อยล้านบาท ช่วงค่ำของวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจ สามารถติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 6 คน ยึดเงินของกลางได้กว่า 16 ล้านบาท และได้ออกหมายจับผู้ต้องหาที่หลบหนีอีก 4 คน ทั้งนี้จากการสอบสวนผู้ต้องหาอ้างว่า นายชยธัช หรือเอก จันนะชัย อายุ 33 ปี ลูกชายนางชุติมา จันทร์ผ่อง อดีตเลขาฯส่วนตัวนายสุพจน์ เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง จนทั้งสองคนได้ติดต่อขอเข้ามอบตัวในเวลาต่อมา และให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อีกทั้งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ประสานกับตำรวจ เพื่อขอตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว ทำให้นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาการนายกรัฐมนตรี ต้องลงนามในคำสั่ง ให้นายสุพจน์ ไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่เสนอข่าวไปแล้ว

ความคืบที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท. วินัย ทองสอง ผบช.น. กล่าวว่า ขณะนี้สามารถจับกุมผู้ต้องหาแล้ว 8 คน แบ่งเป็นผู้ที่ลงมือปล้น 3 คน ที่เหลือเป็นผู้ที่มีส่วนรู้เห็นรับฝากเงินไว้ และเข้ามามีส่วนในการช่วยกันคิดวางแผนปล้น โดยจำนวนเงินที่ปล้นมานั้น ขณะนี้ยังไม่ทราบถึงจำนวนที่แน่นอน แต่ตรวจยึดมาได้ประมาณ 16 ล้านบาทเศษ รวมทั้งเงินที่สูญหายไปก็ยังไม่ทราบจำนวนที่ชัดเจน โดยคนร้ายอ้างว่ามีการขนเงินใส่กระเป๋าใบใหญ่มีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม จึงไม่สามารถขนเงินไปได้ทั้งหมด แต่เจ้าหน้าที่ยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การของผู้ต้องหาทั้งหมด จึงอยู่ระหว่างการเร่งติดตามเงินส่วนที่เหลือจากคนร้าย และรวบรวมพยานหลักฐานขยายผลว่ามีผู้ใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่

พล.ต.ท.วินัย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้จากการสอบสวนนายชยธัช หรือเอก เจ้าตัวยอมรับว่า มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่เก็บซุกซ่อนของเงิน แต่ไม่ได้ลงมือปล้น ส่วนนางชุติมา มารดาของนายเอก ทางเจ้าหน้าที่ยังไม่มีพยานหลักฐานที่เพียงพอว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ และยังไม่มีการเรียกให้นายสุพจน์ เข้าให้การต่อเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม เพราะต้องรอรวบรวมพยานหลักฐานและการตรวจสอบข้อมูลจาก ปปง. และ ป.ป.ช.ก่อน

ทั้งนี้ ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ร.ต.ท.ดุสิต ลาวัลย์ พงส.(สบ 1) สน.วังทองหลาง ได้นำตัวนายสมบูรณ์ หรือบูรณ์ ริยะเทน อายุ 40 ปี นายบุญสืบ หรือสืบ โจมกัน อายุ 43 ปี นายวุฒิชัย หรือวุฒิ พันธวารี อายุ 33 ปี และนายวณัญกฤต หรือจ่อย บุตรกันหา อายุ 40 ปี ทั้งหมดเป็นผู้ต้องหาร่วมกันปล้นทรัพย์ มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก โดยคำร้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 12 พ.ย. ที่ผ่านมา เวลากลางคืนคนร้าย 6 คน สวมใส่หมวกปกปิดคลุมใบหน้า และร่วมกันใช้รถยนต์เป็นพาหนะบุกเข้าไปในบ้านเลขที่ 77 ซอยลาดพร้าว 64 แขวง-เขตวังทองหลาง ซึ่งเป็นบ้านของนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม และจับคนรับใช้มัดมือไว้ ก่อนลักเอาเงินของผู้เสียหายที่เก็บไว้ไป 5 ล้านบาท โดยคนร้ายใช้ชะแลงและมีดเป็นอาวุธก่อนหลบหนี

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกันจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 คน พร้อมของกลางเงินสด 3,399,000 บาท และกล่องกระดาษ 2 กล่อง ภายในมีเงินสด 8 ล้านบาท ซุกซ่อนอยู่ในซองใส่กระดาษ 4 ซอง รวมเป็นเงินสดทั้งหมด 11,399,000 บาท กระเป๋าสะพายสีเขียว 1 ใบ โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝาก 2 เล่ม จึงนำส่งให้พนักงานสอบสวน สน.วังทองหลาง ดำเนินคดีข้อหาร่วมกันมีอาวุธติดตัว ใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด กระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย พกพาอาวุธติดตัวไปในที่สาธารณะ หมู่บ้านโดยเปิดเผยหรือโดยไม่มีเหตุอันควร และรับของโจร ทั้งหมดให้การปฏิเสธเฉพาะข้อหารับของโจร ทั้งนี้การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบปากคำพยานอีก 8 ปาก รอผลการตรวจประวัติอาชญากร รอผลการตรวจพิสูจน์ของกลาง และอื่น ๆ จึงขอฝากขังเป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 21 พ.ย.–2 ธ.ค. นี้ ศาลพิจารณาคำร้องและสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน อนุญาตให้ฝากขังได้

โดย พ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วังทองหลาง กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คัดค้านการประตัวของผู้ต้องหา เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง และมีเงินของกลางจำนวนมาก ซึ่งหากให้ประกันตัวไปอาจมีการหลบหนีหรือนำเงินของกลางไปยักย้ายอำพรางไว้ ทำให้คดีเกิดความยุ่งยากมากขึ้น ส่วนนายชยธัช หรือเอก จันทร์ผ่อง เจ้าหน้าที่นำตัวไปฝากขังที่ สน.หัวหมาก ไม่ได้ขังรวมกับทั้ง 4 คน เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาจะทะเลาะวิวาทกัน และในช่วงบ่ายวันนี้ จะนำตัวนายเอก กลับมายัง สน.วังทองหลาง เพื่อทำการสอบสวนเพิ่มเติม

ที่กองบังคับ การสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บก.สส.บช.น.) พ.ต.อ.อิทธิพล กิจสุวรรณ ผอ.ศูนย์เทคโนโลยี สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.อิทธิพล ภิริยะภิญโญ พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รอง ผบช.น. พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.บก.สส.บช.น. เพื่อประสานข้อมูลกับตำรวจในคดีดังกล่าว โดยใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมง พ.ต.อ.อิทธิพล กล่าวว่า เดินทางมาประสานข้อมูลกับทางตำรวจ เพื่อรับทราบข้อเท็จจริงทางคดี รวมทั้งดูจำนวนเงินของกลางที่ตำรวจยึดคืนมาได้ว่า ตรงกับที่สื่อมวลชนนำเสนอหรือไม่ จากนั้นก็จะนำข้อมูลทั้งหมดไปเสนอผู้บังคับบัญชาต่อไป ทั้งนี้หากมีการจับกุมผู้ต้องหาเพิ่มเติมอีก ก็จะมีการประสานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากตำรวจอีกครั้ง

ด้าน พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.มาประสานขอดูเงินสดของกลางในคดีนี้ รวมทั้งตรวจสอบสายรัดเงินเพื่อหาแหล่งที่มาของเงินทั้งหมดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ส่วนคนร้ายที่เหลืออีก 4 คน ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามตัวเชื่อว่าจะได้ตัวในเร็ววันนี้ ทั้งนี้จากการสอบสวน นายชยธัช หรือเอก ผู้ต้องหารายล่าสุดที่เข้ามอบตัวในเบื้องต้นให้การรับสารภาพ แต่พอในชั้นสอบสวนกลับให้การปฏิเสธ แต่ในแนวทางการสืบสวนของตำรวจรวมถึงจากการสอบปากคำผู้ต้องหา ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญในคดีที่ถูกจับกุมตัวได้ก่อนหน้านี้ ก็ได้ให้การซัดทอดไปถึงนายชยธัช อย่างไรก็ตาม หากเจ้าหน้าที่สามารถจับกุมนายวีระศักดิ์ หรือโก้ ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊งได้ เชื่อว่าความจริงทุกอย่างจะกระจ่างชัดมากขึ้นอย่างแน่นอน

ขณะที่ พล.ต.ต.รณศิลป์ กล่าวว่า นายชยธัช หรือเอก ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในคดีนี้ ให้การยอมรับว่า เป็นคนบอกข้อมูลเกี่ยวกับบ้านของนายสุพจน์จริง แต่ไม่ได้เป็นคนสั่งการให้เข้าไปปล้น เพียงแต่ก่อนหน้านี้ได้ยินแม่ของตนเอง ซึ่งเป็นอดีตเลขาฯหน้าห้องของนายสุพจน์ พูดถึงบ้านของนายสุพจน์ให้ได้ยิน เลยทำให้รู้ว่ามีเงินจำนวนมาก พอแม่ถูกบีบให้พ้นจากตำแหน่งจนต้องเออร์ลี่รีไทร์ออกจากงาน เลยรู้สึกอัดอั้นกับเรื่องที่เกิดขึ้น จึงไปพูดกับนายสืบ จนทำให้นายสืบและพรรคพวกวางแผนเข้าไปปล้นจนเป็นเรื่องราวใหญ่โตขึ้น โดยที่ตนเองไม่ได้มีส่วนรู้เห็นด้วย แต่อย่างไรก็ตามก็เป็นการให้การของนายเอก ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็จะต้องทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงต่อไป ส่วนนางชุติมาจากการสอบปากคำแล้วเบื้องต้นเชื่อว่า ไม่น่าจะมีเจตนาที่จะทำให้เกิดการปล้นบ้านของนายสุพจน์ขึ้น เพียงแต่พูดให้ลูกชายได้ยินเรื่องของบ้านนายสุพจน์เท่านั้น

พล.ต.ต.รณศิลป์ กล่าวต่อไปว่า นอก จากนี้เมื่อวันที่ 20 พ.ย. ยังได้รับการติดต่อจากนายประพันธ์ ผู้ต้องหาที่หลบหนีอยู่ว่าจะขอเข้ามอบตัวด้วย โดยนายประพันธ์ระบุว่าได้เงินไป 9 ล้านบาท แต่ยังไม่ระบุแน่ชัดว่าจะเข้ามอบตัววันไหน ต้องรอให้นายประพันธ์ติดต่อกลับมาอีกครั้ง ส่วนผู้ต้องหาคนอื่น ๆ ขณะนี้ได้ส่งชุดติดตามไล่ล่าแล้ว โดยเฉพาะนายวีระศักดิ์ หรือโก้ หัวหน้าแก๊ง ที่หลบหนีไปประเทศลาว จากข้อมูลที่ได้รับนั้นมีการยืนยันแล้วว่านายวีระศักดิ์ได้หลบหนีข้ามไปที่ประเทศลาวจริง ในวันที่ 14 หรือ 15 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามและประสานงานกับตำรวจที่ประเทศลาว ให้ช่วยไล่ล่านายวีระศักดิ์อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่ได้มีการติดต่อขอเข้ามอบจากนายวีระศักดิ์ พร้อมเงินสดกว่า 60 ล้านบาท ตามคำซัดทอดของผู้ต้องหาแต่อย่างใด ทั้งนี้ล่าสุด พ.ต.อ.ธวัช วงศ์สง่า ผกก.สน.วังทองหลาง พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน ได้เดินทางมาที่ บก.สส.บช.น. เพื่อประสานขออายัดเงินของกลางเงินสดกว่า 16 ล้านบาท นำไปเก็บรักษาไว้ที่ สน.วังทองหลาง จนกว่าคดีจะถึงที่สิ้นสุด

ด้านนายวิชา มหาคุณ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวตอนหนึ่งในระหว่างการสัมมนายุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงทัศนคติของประชาชนในการต่อต้านการทุจริต กรณีศึกษาการให้และรับสินบนในภาครัฐ ที่โรงแรมริชมอนด์ว่า ได้รับทราบจากสื่อต่าง ๆ ว่า ขณะนี้เงินของนายสุพจน์ ที่มีข่าวถูกคนร้ายโจรกรรมเงินสดในบ้านไปกว่า 200 ล้านบาทนั้น ขณะนี้เงินที่ยึดได้จากกลุ่มโจรเพียง 16 ล้านบาท แต่ก็ได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยตรงในการขอข้อมูล และจะเรียกขอตัวผู้ต้องหามาให้ถ้อยคำเบาะแสเพิ่มเติมด้วย โดยจะตรวจสอบอย่างเร่งด่วนและพร้อมให้ความเป็นธรรมกับนายสุพจน์ด้วย

นายวิชา กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จะมีการนำกรณีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช. ชุดใหญ่ โดยได้มอบให้เลขาธิการ ป.ป.ช. ไปประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งตำรวจ และ ปปง. เกี่ยวกับรายละเอียดของจำนวนทรัพย์สิน และหากมีมูลจะตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน เพราะข้อมูลที่มีอยู่เป็นข้อมูลจากสื่อมวลชน ยังไม่เพียงพอที่จะใช้เป็นหลักฐานตรวจสอบได้ทั้งหมด เรื่องนี้จึงยังเป็นเพียงข้อสงสัย ซึ่งต้องให้นายสุพจน์ชี้แจงด้วย เพื่อให้เกิดความโปร่งใส

ในที่ประชุมคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ได้ตั้งประเด็นการตรวจสอบกรณีนายสุพจน์ไว้ 2 กรณี คือ 1.การปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. เพราะจากการตรวจสอบพบว่า ไม่มีการแจ้งทรัพย์สินในส่วนเงินสดที่ถูกโจรกรรมไปต่อ ป.ป.ช. 2.กรณีการร่ำรวยผิดปกติ เพราะจำนวนเงินสด 16 ล้านบาท ที่ตำรวจตามยึดจากคนร้ายมาได้ ถือว่ามากผิดปกติหากนำมาเก็บไว้ที่บ้าน ซึ่งจะต้องเรียกนายสุพจน์มาชี้แจงถึงที่มาของจำนวนเงินดังกล่าว

ที่กระทรวงคมนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งให้นายศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ รองปลัดกระทรวงคมนาคม เข้าดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม แทนนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ถูกย้ายไปช่วยราชการที่สำนักนายกรัฐมนตรี สำหรับสาเหตุที่ พล.อ.อ.สุกำพล ลงนามในคำสั่งแต่งตั้ง นายศิลปชัย มาดำรงตำแหน่งรักษาการปลัดกระทรวงคมนาคม เนื่องจากทาง รมว.คมนาคม มองว่า นายศิลปชัย มีบุคลิกที่นุ่ม สุภาพ และมีนิสัยชอบประนีประนอม อีกทั้งมีอาวุโสสูงสุด รวมทั้งเมื่อนายสุพจน์ ไม่อยู่นายศิลปชัย จะรักษาการทุกครั้ง.

ต้นฉบับ: http://www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryId=419&contentId=177347

ที่มา: เดลินิวส์

/////////////////////////////////////////////////////