--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2557

ว่าที่ ป.ป.ช. ถูก ป.ป.ช. สั่งสอบปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ปมร่วมทุจริตประมูลโฆษณา ขสมก.ปี43 !!?


ต้องยอมรับว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  ชุดปัจจุบัน เป็นชุดที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคณะหนึ่ง

เพราะไม่เพียงข้อครหาเกี่ยวกับ มาตรฐาน การทำหน้าที่และคำตัดสินที่ออกมาหลายๆคดีแล้ว ประเด็นเรื่อง ที่มา ของ ป.ป.ช. ทั้งคณะ ที่ได้รับการแต่งตั้งจาก คณะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ในนาม คปค. และ ที่มา ของ กรรมการ ป.ป.ช. แต่ละคนล้วน แต่เป็นสิ่งที่ได้รับการกล่าวขานถึงอยู่ตลอดเวลา

แน่นอนสิ่งเหล่านี้มีผลต่อ ความน่าเชื่อถือ ของ ป.ป.ช. เองโดยตรง
ซึ่งในขณะนี้ ก็กำลังมี กระบวนการสรรหา ป.ป.ช. แทน นายใจเด็ด พรไชยา กรรมการ ป.ป.ช. ที่หมดวาระดำรงตำแหน่งลง เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปี

โดยกระบวนการสรรหาล่าสุด คือ เพิ่งผ่านพ้นขั้นตอนของ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นฝ่ายธุรการในการเปิดรับสมัครบุคคลผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการ ป.ป.ช. ไปเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2557 โดยมีผู้สมัครเข้ารับการสรรหา รวมทั้งสิ้น 14 คน คือ

1.ศ.ดร.วิชัย ศรีคำ ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร
2.นายวันชัย รุจนวงศ์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์
3.นายวชิร สงบพันธ์ อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช.
4.น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง
5.นายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร
6.นายวิทยา อาคมพิทักษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
7.ศ.ดร.จงจิตร์ หิรัญลาภ อดีตคณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.กรุงเทพธนบุรี
8.นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์
9.พล.อ.สถาพร เกียรติภิญโญ อดีตหัวหน้าสำนักตุลาการและตุลาการพระธรรมนูญ หัวหน้าศาลทหารสูงสุด
10.นายชั่งทอง โอภาสศิริวิทย์ อดีตเลขาธิการสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
11.นายชาติชาย สุทธิกลม เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษย์ชนแห่งชาติ
12.นายไพโรจน์ โพธิไสย รองเลขาธิการวุฒิสภา
13.นายสมเกียรติ เจริญสวรรค์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา
14.พล.ท.ศานิต สร้างสมวงษ์ หัวหน้าสำนักตุลาการทหาร

ซึ่งเบื้องต้น คาดว่าในวันที่ 9 เมษายน 2557 คณะกรรมการสรรหากรรมการ ป.ป.ช ก็จะมีการประชุม เพื่อพิจารณาคัดเลือกบุคคลที่สมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการ ป.ป.ช. ตามรายชื่อที่ สำนักเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งมา เพื่อเลือกเป็น กรรมการ ป.ป.ช. เพียง 1 คน เสนอต่อประธานวุฒิสภา จากนั้นก็จะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ ตามกระบวนการ ลากตั้ง ต่อไป

โดยมีรายงานข่าวหลายกระแสแจ้งตรงกันว่า เต็งหนึ่ง ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการสรรหาเป็น ป.ป.ช. ในครั้งนี้ก็คือ สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง เนื่องจากได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่ม กปปส. และกองเชียร์พรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งตัวแทนองค์กรอิสระในคณะกรรมการสรรหา รวมไปถึง กรรมการ ป.ป.ช. บางคนเองก็แอบส่งใจเชียร์ไม่ใช่น้อย

แต่จากการตรวจสอบพบว่า สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง นั้นถูก คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติสั่งให้ไต่สวนว่ามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนการกระทำความผิดให้มีการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต ในกรณีการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารปรับอากาศ 1,109 คัน โดยมิชอบ ซึ่งมีการแก้ไขรายละเอียดของแบบสัญญาทำให้รายได้หายไปไม่ต่ำกว่า 32 ล้านบาท และการประกวดราคาให้เช่าเนื้อที่โฆษณารถโดยสารปรับอากาศรุ่น ยูโรทู 750 คัน โดยมิชอบ ซึ่งมีการแก้ไขสัญญาเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชน ในเดือนเมษายนและสิงหาคม พ.ศ.2543 ขณะที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ดำรงตำแหน่งกรรมการบริหารกิจการ ขสมก.

ซึ่งอาจจะเข้าข่ายฐานความผิด เป็นพนักงานกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ (พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2502) และเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานงานรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ (พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐ พ.ศ.2542)



โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในการประชุมครั้งที่ 527-92/2556 เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2556 ได้มีมติให้คณะอนุกรรมการไต่สวน ดำเนินการไต่สวน น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ในฐานะ ผู้ถูกกล่าวหาที่ 11 ในฐานะเป็น กรรมการบริหารกิจการ ขสมก. และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิด ร่วมกับผู้ถูกกล่าวหาอื่นๆ
 
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า หาก น.ส.สุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็น 1 ใน 14 ผู้เข้าร่วม การสรรหา เป็น คณะกรรมการ ป.ป.ช. ผ่านกระบวนการสรรหา และเข้าไปเป็น กรรมการ ป.ป.ช. สมดั่งใจ คดีนี้จะจบ ลงอย่างไร.
น่าจับตา….

ที่มา.พระนครสาส์น
///////////////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2557

รบกันดีกว่า ให้มันสิ้นคดี !!?

โดย.พญาไม้

อยากจะเร่งให้แตกหัก..ก็อย่าชักช้า..

การเมืองเรื่องแย่งอำนาจของประเทศไทย..ทำประเทศนี้วอดวายไปแล้วเป็นแสนล้านล้านล้าน..
มันเรื่องของคนไม่กี่คน..แต่คนทั้งแผ่นดินต้องประสพกับหายนะไปด้วย..

แล้วก็ไอ้คนไม่กี่คนนี้แหละ..ที่ต่างคนต่างฝ่ายต่างก็คือผู้มั่งคั่งมั่งมีของแผ่นดิน..ที่ทำมาหากินกอบโกยกันมาช้านานจากรุ่นถึงรุ่น..

ก็ไอ้คนไม่กี่คนนี่แหละที่ใช้อำนาจการเมืองผูกขาด..กำหนดข้อห้ามสัมปทาน..ให้มีแต่พวกมันเท่านั้นที่ทำได้..คนไทยคนอื่นทำไม่ได้..

มันออกกฏหมาย..เอาอาชีพดีๆรวยง่ายเอาไว้ให้พวกมันทำกิน

ก็แค่คนไทยจะทำน้ำประปา...กว่าร้อยปีวันนี้แค่เพิ่งให้อนุญาติทำได้..แต่ต้องไม่ไปแข่งกับที่พวกมันทำอยู่มีอยู่..

จะเอาแสงแดดมาทำไฟฟ้าขายถูกให้ชาวบ้าน..มันก็ห้ามทำขายต้องทำส่งให้มันเอาไปค้ากำไรอีกต่อ..แถมแดดกับแสงอาทิตย์ที่เป็นของฟรีในโลก..มันยังยกให้ไปเป็นสมบัติของมัน..ใครฝ่าฝืนไปทำขาย..กลายเป็นโทษถึงคุก

มันเอาการศึกษาของชาติไปจากวัดวาอาราม..มันกำหนดใครจะสร้างโรงเรียนต้องขออนุญาติ..แล้ววันนี้การศึกษาของชาติ..ล้าหลังที่สุดในเอเซีย..

มันประกาศจะสร้างชาติให้เป็นอารยะ..มันตั้งแผนพัฒนาขึ้นมา 5ปี 1 แผน..พัฒนากันมาแล้วครึ่งร้อยปี..วันนี้คนในชาติยังนั่งไหว้หัวปลีงอกกลางต้นกล้วย..กับก้มกราบสัตว์พิการสองหัวสามหาง..
รบๆกันซะที..ประเทศนี้จะได้รู้ดีรู้ชั่ว..ว่าจะเติบโตต่อไปหรือจะนั่งเน่ายืนตายอยู่กับการกราบไหว้ต้นไม้แปลกกับสัตว์ป่วย..

มันประกาศจะสร้างชาติให้ศิวิไลย์..มันใช้ความป่าเถือ่นเป็นขื่อแปประกอบสร้าง..มันประกาศสร้างรัฐธรรมนูญของมหาประชาชน..โดยเอามหาโจรมารุมร่าง..

รบๆกันให้มันจบเรื่องจบราวกันไปซะทีก็ดี..จะให้มันจมปลักอยู่กับที่..หรือก้าวไปข้างหน้า..
               
ที่มา.บางกอกทูเดย์
-------------------------

รู้ว่าแพ้..แต่ไม่จบ !!?

นปช.กับสงครามยืดเยื้อ? "กองทัพเข้ามาจัดการเหตุจลาจลกลางเมืองหลวง ประกาศกฎอัยการศึกและยึดอำนาจ"

พลันที่ กปปส. วาดฝัน "ซีนาริโอ" ยึดอำนาจประเทศไทย โดย 2 ขั้นตอนแรกคือ ป.ป.ช. ตัดสินชี้มูลคดีจำนำข้าว กับกรณีศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยเรื่องย้ายถวิล เปลี่ยนสี

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินวันไหน กปปส.จะระดมพลครั้งใหญ่ ประกาศยึดอำนาจเลย ตั้งนายกรัฐมนตรีและตั้งคณะรัฐมนตรี

ขั้นตอนกระบวนการยึดอำนาจโดยประชาชน จะต่างจากกองทัพนำรถถังเข้ายึดทำเนียบ 3 ชั่วโมงก็จบ แต่ กปปส. ตั้งเป้าไว้ 15 วันเป็นอย่างน้อย

เพราะสุเทพ เทือกสุบรรณ เชื่อว่าจะมีคนไม่เห็นด้วย และออกมาต่อต้าน!

แน่นอนว่า จตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. ประกาศทันทีว่า "ถ้านายสุเทพ จะใช้เส้นอำมาตย์ หรือทหาร ยึดอำนาจได้ เราคนไทยก็ไม่ต้องคิดอะไร เราจะสู้ ถ้าเราไม่ยอมจำนน มันไม่มีวันชนะโดยเด็ดขาด"

ดังนั้น ประธาน นปช. จึงนัดหมายมวลชนคนเสื้อแดงว่า วันใดที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีถวิล เปลี่ยนสีก็จะจัดการชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ และพร้อมเผชิญหน้ากับ "ม็อบ กปปส."

มีรายงานข่าวว่า แกนนำ นปช. ประเมินการชุมนุม "ซ้อมใหญ่" ที่ถนนอักษะว่า ยอดผู้ชุมนุมไม่เข้าเป้า 5 หมื่นคน (ส่วนเป้า 5 แสน เป็นตัวเลขในการปฏิบัติงานด้านข่าวสาร) ซึ่งสองวันที่ผ่านมา คนเสื้อแดงจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เข้าร่วมน้อย จึงมีแต่คนเสื้อแดงต่างจังหวัดประมาณ 3 หมื่นคน

เมื่อสุเทพ และ กปปส. แถลงนัดชุมนุมใหญ่ และเตรียมสถาปนาเป็นองค์รัฎฐาธิปัตย์ ก็กลายเป็นประเด็นที่แกนนำ นปช.เชื่อว่า จะปลุกคนเสื้อแดงให้ออกจากบ้านมาชุมนุมใหญ่ในเร็ววันนี้แน่นอน

"ขอเรียกร้องให้ นปช. ออกมาในวันเดียวกันกับ กปปส. ในวันศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน โดยให้ชุมนุมถนนคนละเส้น วัดกันไปให้โลกเห็นว่า ใครมากกว่ากัน ใครชนะเอาประเทศไป" จตุพร พรหมพันธ์ กล่าว

จตุพร ย้ำว่า เป็นเรื่องดีที่จะมีการชุมนุมโดยวัด "จำนวนผู้ชุมนุม" ซึ่งไม่ต้องเผชิญหน้าฆ่าฟันกัน

แต่ในความเป็นจริง ใครจะเชื่อว่า มวลชนสองฝ่าย ถูกปลุกระดมกันเต็มที่ และมาชุมนุมในจุดที่ใกล้เคียงกัน จะไม่เกิดเหตุปะทะกัน เหมือนกรณีเสื้อแดงชุมนุมที่สนามกีฬาราชมังคลาฯ เมื่อปลายปีที่แล้ว

นักวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ชี้ว่า มันเป็นสงครามกลางเมืองชัดๆ คล้ายว่าถูกออกแบบมา เพื่อให้กองทัพเข้ามาจัดการกับเหตุจลาจลกลางเมืองหลวง ด้วยการประกาศกฎอัยการศึก ก่อนจะเข้ายึดอำนาจในท้ายที่สุด

"นี่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย ขอให้ นปช. เดิมพันด้วยชีวิต เดินไปให้ถึงเส้นชัย ต้านอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย ทวงคืนประชาธิปไตย โดยคนเสื้อแดงขอตายพร้อมนางสาวยิ่งลักษณ์ในสนามประชาธิปไตย"

คำประกาศของประธาน นปช. ที่เหมือนรู้ว่าจะแพ้..แต่ไม่ยอมจบโดยง่าย!

ที่มา.กรุงเมพธุรกิจ
-----------------------------------

วันเสาร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2557

พ.ร.ฎ.แบ่งส่วนราชการ-กำหนดหน้าที่ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ฯ



วันนี้ ๕ เมษายน ๒๕๕๗ ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ พระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ของส่วนราชการ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๗

เปิดดูที่นี่

พ.ร.ฎ. ดังกล่าวมี ๘ มาตรา ดังนี้

มาตรา ๑ พระราชกฤษฎีกานี้เรียกว่า “พระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการและกำหนดหน้าที่ ของส่วนราชการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๕๕๗”

มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป( ๖ เมษายน ๒๕๕๗ )

มาตรา ๓ ให้แบ่งส่วนราชการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ กระทรวงกลาโหม ดังต่อไปนี้

(๑) ส่วนบัญชาการ
(๒) สำ นักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร
(๓) สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร
(๔) หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์

มาตรา ๔ ส่วนบัญชาการ มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน บังคับบัญชา ควบคุม และกำกับดูแล การปฏิบัติงานในการถวายอารักขาและถวายพระเกียรติสำหรับองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินีพระรัชทายาท และพระบรมวงศานุวงศ์ รวมทั้งปฏิบัติหน้าที่ทางพระราชพิธีตามที่ได้รับมอบหมาย และรักษาความสงบเรียบร้อยภายในเขตพระราชฐาน ตลอดจนวางแผน อำนวยการ ประสานงาน ดำเนินการและกำกับงาน ในหน้าที่ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

มาตรา ๕ สำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน ดำเนินการ และกำกับดูแล ในเรื่องของการประสานสนองตอบความต้องการของผู้บังคับบัญชา ตลอดจนปฏิบัติงานโดยตรงต่อสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร และสายงานที่เกี่ยวข้อง มีหัวหน้าสำนักงานนายทหารปฏิบัติการพิเศษ ในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

มาตรา ๖ สำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร มีหน้าที่วางแผน อำนวยการ ประสานงาน และดำเนินการ ตามภารกิจที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ มอบหมาย ถวายงานในการสนับสนุนพระราชกรณียกิจและพระราชกิจทั้งปวง ตลอดจนควบคุมอำนวยการปฏิบัติ เพื่อให้ภารกิจบรรลุผลสำเร็จและเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตรงตามพระราชบัณฑูรหรือพระราชประสงค์ มีหัวหน้าสำนักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

มาตรา ๗ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ มีหน้าที่เกี่ยวกับการถวายพระเกียรติการถวายความปลอดภัย การถวายอารักขา และการปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรม โอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร การรักษาความสงบเรียบร้อยภายในโดยรอบเขตพระราชฐานในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร ตลอดจนการปฏิบัติภารกิจอื่นตามที่ได้รับ มอบหมาย มีกองบังคับการหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ทำหน้าที่ปกครองบังคับบัญชาอำนวยการ ประสานงาน และกำกับดูแล หน่วยขึ้นตรงของหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม มีผู้บัญชาการ หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์เป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ

มาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้


ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
นายกรัฐมนตรี

ที่มา.มติชน
-------------------------------------------------

ภารกิจแรก พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ..!!?

เบื้องลึก:สมรภูมิแดงที่อักษะ ภารกิจแรกของ "ผู้การแดง" นายทหารสาย "วงศ์เทวัญ" แต่กลับเป็นที่รักของหัวแถวของ "บูรพาพยัคฆ์"

ช่างเป็นภารกิจแรกที่เหมือน "ฟ้าลิขิต" ของ พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ในตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ฯ (ผบ.พล.1 รอ.) ในการเข้ามาดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของ นปช.ที่ถนนอักษะ วันที่ 5-6 เมษายนนี้

ว่ากันว่า "ผู้การแดง" พล.ต.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ จะเข้าร่วมการบัญชาการเหตุการณ์กับ ศอ.รส. ที่ร้านอาหารชื่อดัง บนถนนอักษะ

เอ่ยชื่อ "ผู้การแดง" ถือว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมากับแกนนำ นปช. และคนเสื้อแดง เนื่องจากในเหตุการณ์การชุมนุมของ นปช.เมื่อปี 2553 ในฐานะผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ฯ (ผบ.ร.11 รอ.) "ผู้การแดง" จัดว่าแม่ทัพเอก ในการจัดการกับม็อบของเครือข่ายระบอบทักษิณ

บนเส้นทางปืน "ผู้การแดง" เป็นนายทหารสาย "วงศ์เทวัญ" แต่กลับเป็นที่รักของหัวแถวของ "บูรพาพยัคฆ์"

อย่าง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

หลังการเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2554 พรรคเพื่อไทย กลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง "ผู้การแดง" ต้องขยับออกไปติดยศ "พล.ต." เป็นผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 11 (ผบ.พล.ร.11) จ.ฉะเชิงเทรา และย้ายไปเป็นผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 (ผบ.มทบ.15) จ.เพชรบุรี

เหมือนว่าชะตาชีวิตของ "ลูกชายบิ๊กจ๊อด" พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ จะต้องระหกระเหินอยู่บ้านนอกบ้านนา จนกระทั่ง เกิดการชุมนุมใหญ่ของ กปปส. ส่งผลให้นายกฯยิ่งลักษณ์ ต้องยุบสภา และมีรัฐบาลรักษาการชั่่วคราว

จังหวะนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงพา "ผู้การแดง" เข้าพบนายกฯยิ่งลักษณ์ เพื่อเคลียร์ใจกันและกัน ก่อนจะโยกผู้การแดง จากเพชรบุรี เข้าสู่เมืองหลวง คุมเหล่าทหารวงศ์เทวัญสมใจ ผบ.ทบ.

ที่น่าสนใจ "ผู้การแดง" เป็นเตรียมทหาร รุ่นที่ 20 (จปร.รุ่น 31) นายทหารรุ่นนี้ถือว่าเป็น "ยังเติร์ก 2014"

เพื่อนรักของผู้การแดงคือ "ตู่เล็ก" พล.ต.กู้เกียรติ ศรีนาคา ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ฯ (ผบ.พล.ร.2 รอ.) จ.ปราจีนบุรี คือผู้สืบทอด "ขุนศึกบูรพาพยัคฆ์" ตัวจริงเสียงจริง

ขุมกำลัง "พล.ร.1 รอ." และ "พล.ร.2 รอ." คือทัพหลวงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หากว่า สถานการณ์เรียกร้องให้ทหารต้องออกมาดูแลความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-------------------------------------------




วันศุกร์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2557

มติเหล่าทัพ !!?

มติเหล่าทัพ ภายหลังการประชุมร่วมกันของ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฎิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) ,พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการหารบก (ผบ.ทบ.), พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2557 ถึงสถานการณ์การเมืองที่กลุ่มการเมืองใหญ่ 2 กลุ่มจะชุมนุมในวันที่ 5 เมษายน 2557  ออกมาว่า ผบ.เหล่าทัพ และ ผบ.ตร.มีมติร่วมกัน จะทำให้ประชาชนทุกฝ่ายเกิดความปลอดภัย และร้องขออย่าใช้ความรุนแรงในการชุมนุม โดยให้ทุกฝ่ายเคารพกฎหมาย

โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ให้สัมภาษณ์ถึงผลการประชุมเสียงดังฟังชัด พร้อมกับ ย้ำ ว่า ไม่ต้องการที่จะเป็น พระเอก เพียงคนเดียว

น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เพราะเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่ต้องการรับ บทพระเอก
น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า บทพระเอก ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องประกาศปฏิเสธ นั้น ใคร เป็นผู้พยายามหยิบยื่นให้

และน่าสนใจยิ่งกว่าคือ คำว่า พระเอกใน ความหมาย ของ พล.อ.ประยุทธ์ นั้นคืออะไร

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า เมื่อ ศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ.2557 ถือว่าเป็น โมฆะ…สังคมไทยแทบจะไม่มีทางออกใดๆ ให้ผ่านพ้น สุญญากาศ ที่เกิดขึ้นไปได้
ทางออกเดียว ที่ชัดเจน และมองเห็นว่าเป็น ทางออกที่สันติวิธีที่สุด ในบรรยากาศอึมครึมเช่นนี้ ก็ยังจำเป็นที่จะต้องจัดให้มี “การเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย”

ซึ่งถ้าทุกฝ่ายยอมรับและกลับมาเดินไปตามกติกาประชาธิปไตย … ก็นับว่า การเลือกตั้ง ยังคงเป็น ทางออก ที่ทำให้ประเทศบอบช้ำน้อยที่สุด

การจะอ้างว่าต้อง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง นั้นแม้จะเป็นสิ่งที่ คิดได้-พูดได้-เสนอได้ แต่ ต้องตอบให้ได้”เสียก่อนว่า หนทางที่จะนำไปสู่ “การปฏิรูป” ดังที่พูดพร่ำกันมาระยะเวลาหนึ่งนั้น จะสามารถเป็นไปได้ด้วยวิธีการใด

โดยเฉพาะ ด้านกฎหมาย เนื่องจาก รัฐธรรมนูญ 2550 ที่ยกร่างโดย คณะปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 นั้นชัดเจนว่า ไม่ได้มีบทบัญญัติมาตราใด ที่เปิดทางให้สามารถ ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ได้

หนทาง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ที่ ท่องจำ ตามกันมานั้น หากจะทำให้ได้จริงๆ อาจจะต้อง งดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ หรือ ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ไปเลยหรือไม่

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น…ก็ไม่ต่างอะไรกับ ฉีกรัฐธรรมนูญ โดย คณะบุคคล ที่อ้าง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ทั้งๆ ประเทศไทยเพิ่งผ่าน การรัฐประหาร-ฉีกรัฐธรรมนูญ โดยอ้าง ปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน กันมาได้ไม่กี่ปี

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น คือกรณีที่บางฝ่ายพยายาม สร้างทางตัน เพื่อเปิดช่องให้ นายกรัฐมนตรีคนกลาง โดยใช้หนทาง นายกฯ มาตรา7 ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน

แม้ บุคคล ที่จะได้รับการเสนอชื่อ ให้ขึ้นเป็น นายกฯคนกลาง หรือ นายกฯมาตรา 7 จะได้รับยืนยันว่าเป็น คนดีที่เลิศเลอเหนือมนุษย์ปุถุชนคนทั่วไปมากแค่ไหน แต่เส้นทาง นายกฯมาตรา 7 นั้นค่อนข้างชัดเจนว่าอาจจะ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำหนดให้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ซึ่งถ้าเป้าหมาย นายกฯคนกลาง แล้วเดินตามทาง นายกฯ มาตรา 7 ก็อาจจะต้อง งดเว้นการใช้รัฐธรรมนูญ หรือ ฉีกรัฐธรรมนูญ อีกหรือไม่

เหล่านี้คือ คำถามเบื้องต้น ที่ผู้สนับสนุน ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และร่วมผลักดัน นายกฯมาตรา7 ควร ตอบ ให้ชัดเจนเสียก่อนที่จะออกมาเรียกร้อง เสนอหนทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

เพราะหากสามารถยืนยันได้ว่า จะสามารถไปสู่ “การปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง” และ “นายกฯมาตรา 7” ได้โดยตาม “กติกาประชาธิปไตย” และ “ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญ” … ก็จะทำให้คนไทย ใจชื้นได้ระดับหนึ่งว่า จะไม่มีบุคคลกลุ่มใด มาผลักดันให้ “ความหมาย” ของคำว่า “พระเอก” ของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ. ไปสู่หนทางที่ ไม่เป็นประชาธิปไตย

ประการต่อมาคือถ้ากลุ่มอ้าง ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง และพยายามผลักดัน นายกฯคนกลาง มาตรา 7 ไม่สามารถยืนยันได้ว่าการไปสู่ความต้องการเหล่านั้น จะต้อง ฉีกรัฐธรรมนูญ หรือไม่

ก็เท่ากับว่า สังคมไทย มี ความเสี่ยง อย่างมาก ที่จะเกิดปฏิบัติการณ์ ทำลายประชาธิปไตย ไม่หนทางใดก็หนทางหนึ่ง

และหนทางที่รวดเร็วที่สุดและเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือการพยายามปั่นกระแสให้ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เลือก “คำจำกัดความ” ของคำว่า “พระเอก” ให้โน้มเอียงไปในทางที่ใกล้ชิดกับ “เผด็จการ”!!
เพียงแต่การเลือกที่โน้มเอียงไปในหนทางที่ “ไม่เป็นประชาธิปไตย” ดังกล่าวนั้น จะต้องพบเจอกับ “กระแสเรียกร้องการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย” ที่เพิ่มมากขึ้นๆ ทุกวันๆ

ยิ่ง ไม่มีการเลือกตั้ง ยาวนานแค่ไหน พลังแห่งความต้องการประชาธิปไตย ของประชาชนก็จะยิ่งมากขึ้นๆ … เป็นธรรมชาติ

ซึ่ง “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่เคยเลือกที่จะเล่น “บทพระเอก” ด้วยการ “รัฐประหาร 19 กันยายน2549” และได้ลิ้มรส “ความพ่ายแพ้” ไปแล้ว แบบไม่เหลือสารรูปของ พระเอก

บทเรียนความพ่ายแพ้ ลักษณะนี้ พร้อมเกิดขึ้นกับ เผด็จการ ตลอดเวลา … แม้บางครั้งมันจะแฝงมาในคราบ พระเอก ก็ตาม

ที่มา.พระนครสาส์น
/////////////////////////////////////////////////

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล : หนุนปฏิรูปคุมประชานิยม.!!?

ประสาร.ผู้ว่าฯธปท.มองทางออกประเทศ แนะ2ฝ่ายเปิดใจเจรจานำไปสู่การเลือกตั้งเพื่อปฏิรูป เตือนทุกฝ่าย ใช้สติ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์ : เกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของแบงก์ชาติ ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ตลอดจนความเห็นของผู้ว่าการแบงก์ชาติที่มีต่อการปฏิรูป และการเลือกตั้ง

ตอนนี้มีข้อเสนอให้มีการปฏิรูปไม่ใช่แต่เฉพาะด้านการเมือง แต่รวมถึงระบบเศรษฐกิจ และข้าราชการด้วย โดยรัฐบาลบอกว่าต้องเลือกตั้งก่อนปฏิรูป แต่ในอีกฟากก็เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะถ้ายังเลือกตั้งภายใต้กติกาเดิมจะมีปัญหา... ประเด็นนี้ แบงก์ชาติ ในฐานะที่ต้องวิเคราะห์สถานการณ์เพื่อประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจ มองว่า ควรเลือกตั้งก่อนหรือหลังปฏิรูป จึงจะช่วยให้เศรษฐกิจไม่ย่ำแย่อย่างที่คิด

มันเป็นไปได้ทั้ง 2 แบบว่า จะเลือกตั้งก่อนปฏิรูปหรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้งก็ได้ เพราะทั้ง 2 คำเป็นเพียงกระบวนการหรือกลไก โดยการเลือกตั้ง คือ การเลือกผู้แทนมาทำงานบางอย่าง ถ้าเป็นสูตรเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปฏิรูปก็น่าจะทำได้เหมือนกัน

ความจริง 2-3 เดือนมานี้ ผมก็พยายามคิดว่า ประเทศจะมีทางออกอย่างไร ซึ่งทางออกอันหนึ่งที่ผมค่อนข้างชอบ คือมีการตกลงกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสีย (Stakeholders) ที่สำคัญ ถ้าเป็นพรรคการเมืองก็เป็นพรรคใหญ่ทั้ง 2 พรรค แต่แน่นอนก็ต้องคิดถึงภาคส่วนอื่นๆ ด้วย

ถ้าเป็นสูตรเลือกตั้งก่อนปฏิรูป ก็อาจจัดให้มีการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องมีข้อตกลงว่า หลังเลือกตั้งแล้ว รูปแบบของการจัดตั้งรัฐบาล หรือโจทย์ของรัฐสภา คืออะไร ยกตัวอย่างเช่น ต้องทำเรื่องปฏิรูปต่างๆ และหลังจากเมื่อทำเสร็จแล้ว ก็ต้องนำไปสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ ใครชนะก็ต้องเป็นผู้ชนะ แต่แน่นอนว่า ผู้ชนะจะเป็นผู้ชนะแบบใหม่ โดยเป็นผู้ชนะที่ฟังเสียงข้างน้อยด้วย

ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหลังจะต้องเป็นการเลือกตั้งที่สามารถแข่งขันกันได้อย่างเต็มที่ และนำไปสู่การบริหารประเทศเต็มรูปแบบ ส่วนการเลือกตั้งครั้งแรกอาจมีโจทย์เฉพาะที่ต้องทำก่อน ซึ่งวิธีนี้ดูจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ และสายตาของชาวโลกก็น่าจะรับได้ และภายในผมคิดว่าก็น่าจะลดแรงกระหึ่มของฝ่ายต่างๆ ลงได้

แต่ทั้งหมดนี้ท้ายสุด คงต้องอยู่ที่เนื้อหาว่า การปฏิรูปที่ว่านี้ ปฏิรูปอะไร รูปแบบกลไกที่เห็นไม่ตรงกัน จะนำไปสู่การตัดสินใจอย่างไร

ส่วนการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ก็ต้องกลับมาที่เนื้อหาว่า ใครที่จะมาเป็นผู้ดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะเวลานี้ฝ่ายที่ประท้วงยังเปิดเผยตรงนี้ออกมาไม่ชัดว่า ใครที่จะมาเป็นผู้ดำเนินการ และคนที่มาตรงนี้มายังไง ซึ่งเวลานี้โจทย์ปัญหาในบ้านเมืองมีเต็มไปหมด จะทำอะไรก่อนหรือหลัง ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่า ท้ายที่สุดคงต้องเลือกลำดับความสำคัญ จะทำทุกอย่างพร้อมกันคงไม่ได้

สำหรับแบงก์ชาติเอง ก็พยายามช่วยคิดในเรื่องนี้เช่นกัน ที่ผ่านมาเราได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องการปฏิรูป โดยดูว่าโจทย์อะไรที่ดูแล้วเรามีความถนัด ดูแล้วเราสามารถช่วยคนอื่นได้ ในลักษณะที่เพิ่มเติมจากที่คนอื่นทำ และไม่เป็นการไปทำอะไรที่ซ้ำกับเรื่องที่คนอื่นทำโดยที่เขามีความถนัดมากกว่าเรา

ที่แบงก์ชาติทำเน้นเรื่องอะไร

เราเน้นเรื่องการคลัง พวกนโยบายประชานิยม ว่าต่อไปควรมีกรอบอย่างไรที่จะไม่มาสร้างความเสี่ยงภัยให้กับประเทศ รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่จะไม่ถูกใช้เป็นกลไกทางการเมืองเพื่อไปทำโน่นทำนี่ เช่น ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หรือธนาคารออมสิน เป็นต้น โดยโจทย์พวกนี้เป็นอะไรที่แบงก์ชาติมีความถนัด

อีกอันหนึ่งที่อยากทำ คือ การต่อต้านคอร์รัปชั่น แน่นอนว่าเรื่องนี้มีคนมาชวนเราเยอะ เพียงแต่เราคิดว่ามันไม่มีความหมายอะไรที่แบงก์ชาติจะไปขึ้นเวทีเพื่อเซ็นคำแถลงการณ์ร่วมต่างๆ ในเรื่องเหล่านี้ เพราะหากแบงก์ชาติคิดที่จะทำเรื่องพวนี้ จะต้องมีเนื้อหาที่มากกว่านั้น เช่น การกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ พวกนี้ก็เป็นโจทย์ที่เรากำลังคิดว่าจะทำมากน้อยแค่ไหนอย่างไร

สำหรับคณะกรรมการชุดที่ดูเรื่องเหล่านี้ จะเป็นการทำงานโดยอิงสายงานเดิมของแบงก์ชาติเป็นส่วนใหญ่ ขณะเดียวกันก็จะมีการทำงานร่วมกับสายงานที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานข้างนอกเพิ่มเติมด้วย ไม่ใช่แค่เราคิดฝ่ายเดียว

ตอนนี้ได้ข้อสรุปบ้างแล้วหรือยัง

มีบ้าง ซึ่งเวลานี้เราอยู่ในขั้นตอนที่คิดว่า การดำเนินการอาจไม่ได้ทำเฉพาะแบงก์ชาติหน่วยงานเดียว เรากำลังคิดถึงความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นจากภายนอก เช่น กระทรวงการคลัง หรือ สภาพัฒน์ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและอยากทำ ซึ่งพวกนี้เป็นอะไรที่สามารถปรึกษาหารือกันได้

กลับมาที่โจทย์เรื่องการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง ตรงนี้ก็ต้องคิดว่าจะปฏิรูปอะไร กลไกไหนจะเป็นคนทำ และที่ต้องระวัง คือ กระบวนการเหล่านี้ ถ้าจะเดินไปมันสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ รวมทั้งฝ่ายที่สนับสนุนรัฐบาลจะมีความรู้สึกอย่างไร เรารับฟังเสียงเขาอย่างไร พวกนี้เป็นโจทย์ในมิติการเมือง ซึ่งเราเองไม่ถึงกับถนัด แต่เท่าที่เราดูเหตุการณ์จากประเทศต่างๆ ที่คล้ายๆ กับเรา เช่น แอฟริกาใต้ หรือ อินเดีย เขาก็มีความขัดแย้งคล้ายๆ กับเรา แต่สุดท้าย ทุกคนไม่สามารถที่จะยืนอยู่บนข้อเรียกร้องของตัวเองทั้ง 100% ซึ่งต้องมีฝ่ายที่ยอมถอยบ้าง ซึ่งก็นำไปสู่อะไรที่มีความยั่งยืนพอประมาณ

ผมไม่ได้ไปยึดติดกับการเลือกตั้งก่อนปฏิรูป หรือปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง เพราะเราควรจะคิดถึงเนื้อหาสาระซักนิดหนึ่งว่า ปฏิรูปอะไร อะไรคือลำดับสำคัญ และหากความเห็นไม่ตรงกันจะตัดสินใจอย่างไร เราควรให้ความสำคัญกับเรื่องเหล่านี้มากกว่า

สูตรนายกฯ คนกลางมองอย่างไร

อันนี้ก็คิดหนัก โจทย์อันนี้มันเป็น Trade-off คือ มันมีได้มีเสีย ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ใจผมชอบแบบแรกมากกว่า โดยผู้มีส่วนได้เสียตกลงกันแล้วนำไปสู่การเลือกตั้ง

หากเป็นการ Compromise (เจรจาประนีประนอม) ของทั้ง 2 ฝ่ายล่ะ

ถ้าเป็นกรณีนี้ ถือว่าน่าสนใจ แต่ถ้าเป็นลักษณะจู่โจมอยู่ข้างเดียว ผมก็เกรงๆ อยู่ ในเรื่องความไม่สงบที่จะเป็นวัฏจักรที่ไม่สิ้นสุด ทำให้ต่างชาติที่จะมาลงทุนในประเทศไทยเขาก็ไม่สนใจ แต่ถ้าเป็น Compromise แล้วสร้างการปฏิรูปที่ชัดเจน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียสำคัญยอม และได้คนที่ทุกคนยอมรับ กรอบเวลาไม่เนิ่นนาน มีภารกิจชัดเจน ก็มีความเป็นไปได้ ดีกว่าสถานการณ์ที่ทหารจะเข้ามายึดอำนาจ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นถือว่าหนักเลย ต่างประเทศเขาไม่เอาเลย เนื่องจากโลกเวลานี้เปลี่ยนแปลงไปเยอะ จะทำให้การบริหารเศรษฐกิจติดขัดไปด้วย

มีใครเคยมาชวนพูดคุยนอกรอบเรื่องทางออกประเทศชาติหรือไม่

เรื่องคุยกันมีอยู่แล้ว แต่ประเภทที่เลยไปจนเป็นข่าวลือ อันนั้นเป็นการหยอกล้อทีเล่นทีจริงมากกว่า

แต่ก็มีการเอ่ยชื่อ ดร.ประสาร ในฐานะนายกฯ คนกลางด้วย ถ้ามีการทาบทามมาจะทำอย่างไรดี

คิดว่าเวลาจะเลือกเข้าทำงานอะไรซักอย่าง ผมมักจะถามตัวเองว่า Up to it (ฝีมือถึง) หรือไม่

แต่ในภาวะบ้านเมืองวิกฤติอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าฝีมือถึงอย่างเดียว อาจจะอยู่ที่ความเชื่อถือ หรือผลงานที่เคยทำมา

แต่เราก็ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะหากจะรับอะไรมาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งนั้นด้วย

แปลว่าไม่ปฏิเสธซะทีเดียวหากมีการทาบทามมา

ผมว่า ค่อนไปในทางปฏิเสธนะ คือ หนึ่งเราไม่ได้ up to it เท่าไร มันต่างจากเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ที่มีคนทาบทามมาเป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติ คิดว่าจะทำมั้ย เราคิดว่าถ้าเรารับแล้วเราทำอะไรได้หรือไม่ ซึ่งการเข้าสู่ตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่เป็นเรื่องหนึ่ง แต่อันที่ยากกว่า คือ เมื่อเราได้ตำแหน่งแล้วจะทำอะไร สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ผมไม่คิดว่าผม up to it เพราะมันมีมติอื่นๆ อีกมาก เช่น มติในเรื่องของความมั่นคง

โจทย์ง่ายๆ คือ จะไปแก้ปัญหาภาคใต้อย่างไร จะคุยกับนายพลทั้งหลายอย่างไร จะดูแลอำนาจการปกครองผ่านมหาดไทยอย่างไร ซึ่งเยอะมาก

ตอนที่เขาทาบทามให้เป็นผู้ว่าการแบงก์ชาติไม่ลังเล แต่ถ้าทาบทามมาเป็นนายกฯ คนกลางลังเล

ลังเล เพราะอันนั้น Gap (ความห่าง) ระหว่าง up to it หรือไม่ up to it มันไม่สูง เรารู้ว่าจะทำอะไร ซึ่งผมก็เห็นใจ หากใครจะขึ้นมา (เป็นนายกฯ คนกลาง) เพราะภารกิจก็หนักเอาการอยู่ แต่หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือการจัดลำดับความสำคัญ อะไรเป็นเรื่องระยะสั้น ระยะยาว และต้องอธิบายกับสาธารณชน ซึ่งจะให้กำลังใจเต็มที่ และหากยังอยู่ในตำแหน่งผู้ว่าการแบงก์ชาติ ก็จะสนับสนุนตามกำลังของเรา หรือมติที่เราทำได้

สุดท้าย ในสถานการณ์บ้านเมืองของเราอย่างนี้ อยากจะบอกอะไรกับคนไทยบ้าง

เรื่องความมี “สติ” เวลานี้ถือเป็นหัวใจสำคัญ ผมดูทีวี ดูการปราศรัยต่างๆ ก็เป็นห่วงเหมือนกันว่า ถึงจุดหนึ่งเราจะขาดตรงนี้ไป แน่นอนว่าการสู้รบกันบางทีต้องหวังชนะ แต่ก็หวังว่าผู้นำเหล่านี้เขายังมีสติอยู่ แต่ถึงจุดหนึ่งเขาอาจจะต้องใช้ให้มากขึ้น และลักษณะที่โจมตีกัน ก็ต้องระวังไม่ให้เกินเลยไป เพราะหากเกินเลยไปมันไม่ดี มองลึกๆ กับคำพูดที่ว่า “เราอยากทำดีเพื่อบ้านเมือง” ซึ่งเราควรต้องซีเรียสกับมัน ไม่ใช่เป็นเพียงวาทกรรม

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-------------------------------------------------

อึ้งคำตอบ : อานันท์ ปันยารชุน.



ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ นายอานันท์ ปันยารชุน นายกกรรมการ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)และอดีตนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังจากการประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารไทยพาณิชย์ ถึงทางออกของสถานการณ์การเมืองขณะนี้ว่า การเมืองเป็นเรื่องที่คาดเดายากไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะส่งผลกระทบทำให้เศรษฐกิจซบเซา แต่เชื่อว่ารัฐบาลรักษาการจะสามารถประคองเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีรัฐบาลที่สามารถดำเนินนโยบายได้ตามปกติ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็ช้าลงและทำให้เหนื่อย

ส่วนกรณีที่มีการเสนอทางออกให้มีนายกรัฐมนตรีที่มาจากการแต่งตั้ง เพื่อเข้ามาปฏิรูปประเทศก่อนมีการเลือกตั้งใหม่นั้น นายอานันท์กล่าวว่า ไม่อยากออกความเห็น แต่เห็นว่านายกรัฐมนตรีคนกลางในความหมายที่แท้จริงแล้วต้องไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลสำคัญที่คาดว่าจะได้รับการทาบทามได้รับตำแหน่งนายรัฐมนตรีคนกลาง นายอานันท์ กล่าวว่า เรื่องนี้ ใครเป็นคนพูด ถ้าณัฐวุฒิพูด ก็ให้ไปถามณัฐวุฒิ เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า มีการทาบทามนายอานันท์ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง จะรับตำแหน่งหรือไม่ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นเรื่องอนาคต ผมไม่พูดเรื่องถ้า... จะพูดแต่เฉพาะเรื่องจริงเท่านั้น

ที่มา.มติชน
------------------------------------

วันพุธที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2557

เจาะหลักฐานเด็ด ป.ป.ช. อ้าง หมัดน็อค จำนำข้าว..!!?

ชัดเจนแล้วว่า ที่ประชุม “ป.ป.ช.” มีมติออกมา ไม่รับข้อเสนอ “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะ “ผู้ถูกร้อง” ที่จะให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมจำนวน 11 คน โดยจะเปิดโอกาสให้เพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ที่ “ป.ป.ช.” พอใจจะเปิดโอกาสให้ชี้แจง

ในส่วนของ “ป.ป.ช.” นั้นมี “พยาน” ที่ “กรรมการ ป.ป.ช” หมายหมั้นปั้นมือมานานว่าจะสามารถให้ข้อมูลเป็นหลักฐานได้ แม้ที่ผ่านมาจะไม่ยอมเปิดเผยให้ทราบว่ามีใครอยู่บ้าง แต่ก็พอจะอ่านออกว่า “ผู้นำฝ่ายค้าน-ส.ส.ฝ่ายค้าน-ผู้สมัครรับการสรรหาเป็น ป.ป.ช.ที่ต้องการจะสร้างผลงาน” ต่างมีชื่อกันอยู่ครบ!!!
แต่ที่ “ป.ป.ช.” มั่นใจว่า สามารถเอาชนะ “โครงการจำนำข้าว”ได้แน่ๆ ภายหลัง “รวมสำนวน” กรณี “การยื่นถอดถอนนายกรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง”และ “กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีเหตุอันควรสงสัยว่าท่านได้ปล่อยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าว โดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามที่มีอำนาจหน้าที่” เข้าด้วยกันเสร็ตสรรพเรียบร้อย ก็คือ การที่ “ป.ป.ช.” อ้างว่า นายกรัฐมนตรีเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามที่มีอำนาจหน้าที่” ภายหลังจาก “ป.ป.ช.” มีหนังสือเสนอแนะให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว เนื่องจากเกรงว่าจะทำให้เกิดปัญหาต่างๆตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการทุจริต !!
หากอ่านเผินๆอาจจะทำให้มองได้ว่า “รัฐบาล” ไม่ได้สนใจในคำแนะนำ-ข้อเสนอของ ป.ป.ช.หรืออย่างไร ถึงได้ทู่ซี้ดำเนิน “โครงการรับจำนำข้าว” ไม่เชื่อในข้อเสนอของ “องค์กรอิสระ” ที่อุตส่าห์เสนอหน้าเข้ามาแทรกแซง ด้าน “นโยบาย” ของ “ฝ่ายบริหาร”
แต่ในข้อเท็จจริงเมื่อตรวจสอบจะพบว่า หนังสือที่ ป.ป.ช.อ้างว่าได้ส่งข้อเสนอแนะโครงการรับจำนำข้าวให้กับ “นายกรัฐมนตรี” จะพบว่า “ป.ป.ช.” ใช้เวลาเพียง 20 กว่าวันเท่านั้นในการ “ตัดสินถูก-ผิด” พร้อมแนะนำให้ยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว ???
โดยจากการตรวจสอบพบว่า “ป.ป.ช.” ได้มี “หนังสือ ด่วนมากที่ ปช 0003/0118 ลงวันที่ 7 ตุลาคม 2554” ถึงนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยืนยันข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. ในการแก้ไขปัญหาการทุจริตจากการแทรกแซงตลาดข้าวด้วยวิธีการรับจำนำในยังรัฐบาล พร้อมข้อเสนอแนะให้รัฐบาลยกเลิกโครงการรับจำนำข้าวเปลือกและนำระบบการประกันความเสี่ยงด้านราคาข้าวมาดำเนินการแทน
ซึ่งเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับเงื่อนเวลาต่างๆ ที่ “รัฐบาล” เข้ามารับหน้าที่ในการบริหารประเทศ หลังการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 จะพบว่า “รัฐบาล” ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 23 สิงหาคม 2554 จากนั้น “คณะรัฐมนตรี” ได้มีมติอนุมัติให้ดำเนินโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ปีการผลิต 2554/2555 เมื่อ “วันที่ 13 กันยายน 2554” ซึ่งเป็นการเริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าว ปี 2554/2554 ระยะเวลาโครงการวันที่ 7 ตุลาคม 2554-29 กุมภาพันธ์ 2555 ส่วนภาคใต้ 1 กุมภาพันธ์ – 31 กรกฎาคม 2555
แต่ที่ถือว่าเป็น “วันกดปุ่มเริ่มโครงการรับจำนำข้าวตามนโยบายหาเสียง” จริงๆ ก็คือ “วันที่ 7 ตุลาคม 2554”
ซึ่งเท่ากับว่า “ป.ป.ช.” ใช้เวลา เพียง 45 วัน (23 สิงหาคม -7 ตุลาคม 2554 )นับจากวันที่รัฐบาลเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศวันแรก ในการตัดสินว่า “ควรยกเลิกโครงการรับจำนำข้าว” !
และ “ป.ป.ช.” ใช้เวลาเพียง 24 วัน (13 กันยายน-7 ตุลาคม 2554) ในการติดตามการดำเนินการโครงการรับจำนำข้าว และพิสูจน์ว่าจะมีการทุจริตในการดำเนินโครงการ !!
และที่สำคัญคือ “ป.ป.ช.” ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 1 วัน (7 ตุลาคม 2554 ) ในการพิพากษาว่า “โครงการรับจำนำข้าว” จะมีการ “ทุจริต” เกิดขึ้นและจะต้อง “ยกเลิกโครงการ” เพียงสถานเดียว


แม้ “ป.ป.ช.” จะมีหนังสือถึง “รัฐบาล” อีกครั้ง คือ “หนังสือที่ ปช 0003/0189 ลงวันที่ 30 เมษายน 2555” เพื่อเตือนเกี่ยวกับ “โครงการรับจำนำข้าว” พร้อมข้อเสนอแนะ อีกครั้ง
แต่หนังสือฉบับที่ 2 ของ “ป.ป.ช.” ดังกล่าว จะสามารถเชื่อถือได้แค่ไหน อย่างไร ??
ในเมื่อ “หนังสือฉบับแรก” ที่ “ป.ป.ช.” ส่งมา ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มโครงการรับจำนำข้าว … ได้แสดงให้เห็นถึง “ทิศทาง” ความเชื่อของ “ป.ป.ช.” แล้วว่า “โครงการรับจำนำข้าว” มีการ “ทุจริต”

เพราะเห็น “ธง” ทิวปลิวไสว … ตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ !!!

ที่มา.พระนครสาส์น
-----------------------------------------------------

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ผบ.เหล่าทัพ นัดถกปิดเกม !!?

โดย.ศรุติ ศรุตา

สถานการณ์การเมืองต้นเดือนเมษายน เมื่อดูปัจจัยทางการเมืองแล้ว ดูจะร้อนยิ่งกว่าอุณหภูมิช่วงก่อนวันสงกรานต์กันเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่า รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช. คดีปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวเดินต่อไปไม่ฟังเสียงเตือน แล้วเกิดความเสียหายต่อบ้านเมือง นั่นคือจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ร้อน ที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงได้ทุกขณะ

เดิมทีนั้นมีกระแสข่าวว่า รักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์จะไม่เดินทางไปชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ด้วยตนเอง ทำให้มีกระแสข่าวด้วยเช่นกันว่า หากไม่ไปชี้แจงด้วยตนเอง ป.ป.ช.จะ "ลุยไฟ" สรุปสำนวนแล้วชี้มูลคดีไม่เกินวันที่ 5 เมษายน แต่เมื่อมีการเดินทางไปชี้แจงแล้วก็เร็วไปที่ ป.ป.ช.จะรวบหัวรวบหางเอาในวันนั้น

แต่ในยุคนี้ อะไรมันก็เกิดขึ้นได้เสมอ ดูเอาแค่ตอนสรุปคดีแล้วมีชื่อรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ โผล่มาเป็นผู้ถูกร้องในคดีจำนำข้าว หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 สัปดาห์ ก็เรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว

ความจริงการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.จะไม่มีปัญหาอะไรเลย หากว่า ไม่มี "มวลชนคนเสื้อแดง" ที่เป็นฝ่ายที่อยู่เคียงข้างกับรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ นัดหมายการชุมนุมใหญ่ในวันเสาร์ที่ 5 เมษายน

เช่นเดียวกับ กลุ่ม กปปส.ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ ก็นัดแกนนำ กปปส.จากทั่วประเทศมาชุมนุมกันที่สวนลุมพินีด้วย ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อแกนนำ กปปส.จากทั่วประเทศมาทั้งที ก็คงจะไม่มาแต่เพียงคนเดียวแน่ ย่อมต้องมีมวลชนติดสอยห้อยตามมาด้วย

หน่วยงานด้านความมั่นคงประเมินแล้วว่า ลำพังการเดินทางมาชุมนุมของมวลชนคนละขั้ว ก็สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการเผชิญหน้ากันอยู่แล้ว แต่หาก ป.ป.ช.ชี้มูลผิด และรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็ต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ "ความรุนแรง" น่าจะเกิดขึ้นแน่ๆ

มีการประสานงานกับกลุ่ม กปปส.ให้หลีกเลี่ยงการปะทะ หรือการเผชิญหน้ากับกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดง

ถ้ามีปัญหาจริง แล้ว กปปส.อยู่ในที่ตั้งที่สวนลุมพินีไม่ได้ ก็ให้สลายการชุมนุมเพื่อรักษาชีวิตมวลชน

โดยเฉพาะกรณีเกิดการจลาจลขึ้นมา

จากนั้นกองทัพก็คงจะต้องรอดูหัวจิตหัวใจของ ศอ.รส.ว่าจะเอายังไง หากเกิดจลาจลกันขึ้นมาจริงๆ และดูทรงแล้วบานปลายจนอาจควบคุมหรือพูดคุยกันดีๆ ไม่ได้ ศอ.รส.จะทำอย่างไร

คำตอบจาก ศอ.รส.จะเอาอย่างไรไม่อาจรับรู้ได้ เพราะจะต้องรอให้เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อน แต่สำหรับกองทัพนั้น หากเห็นว่า ศอ.รส. "เอาไม่อยู่" แล้ว ก็คงจะเลี่ยงไม่ได้ที่จะประกาศกฎอัยการศึก เพื่อเปิดทางให้ทหารออกมาควบคุมสถานการณ์

ก่อนที่จะไปสู่เหตุการณ์นั้น กระแสข่าวว่า ผบ.เหล่าทัพได้นัดหารือกันในวันสองวันนี้ เพื่อหาบทสรุปให้เร็วที่สุด ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปจนถึงการใช้ความรุนแรงของมวลชนทั้งสองฝ่าย

เพราะชัดเจนแล้วว่า ความ "แรง" ของ กปปส.นั้น ลดระดับลงมาแล้ว เช่นเดียวกับท่าทีของรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์

จากที่เคยบอกว่า ต้องลาออกสถานเดียว ต้องนายกฯ คนกลาง ต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ให้ปฏิรูปการเมืองก่อน ก็ลดระดับไปอยู่ในจุดที่เรียกว่า พูดคุยกันได้ ภายใต้ "ตุ๊กตาทางออก" ที่ผู้คน 2-3 กลุ่ม ได้บทสรุปมาแล้ว

ในส่วนของรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ก็เริ่มมีท่าทีที่พร้อมรับทุกข้อเสนอ แม้กระทั่ง "ยอมเสียสละ" เพียงแต่ที่ผ่านมามักจะมีเสียงลึกลับกระซิบว่า "ทำแบบนั้นไม่ได้ แบบนี้ไม่ได้"

ส่วนเมื่อพูดถึงคดีความของตนซุ่มเสียงที่ออกมา จึงเทไปในทางที่ว่า "ต้องให้ความเป็นธรรม"

ปัญหามันก็เลยค้างคากันมาจนถึงวันนี้ !

แต่เมื่อสถานการณ์เดินมาจนถึงวันที่คดีความเกิดขึ้นแล้วจริง มองเห็นแนวโน้มความรุนแรงว่าจะเกิดขึ้นจริง และมองเห็นท่าทีของ ผบ.เหล่าทัพแล้วเช่นกันว่า "พร้อมเอาจริง" หนทางเดินของรักษาการนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จึงถูกจำกัดให้เดินลำบากมากยิ่งขึ้น

ถึงแม้เสียงเชียร์ให้สู้จะดังกระหึ่ม แต่คำถามของเหล่าทัพก็ดังก้องอยู่ในหัว

เพราะมันไม่ใช่การถามเพียงแค่ครั้งเดียว แต่เป็นทุกครั้งที่ได้มีโอกาสพบปะกัน !

ต่างกันก็แค่หนักเบา แล้วแต่โอกาสเท่านั้น

น่าสนใจว่า หากวันสองวันนี้มีการประชุมถกสถานการณ์บ้านเมืองขึ้นจริง จะเป็นการพูดคุยครั้งสุดท้ายก่อนที่สถานการณ์การเมืองจะเข้าสู่ภาวะปกติหรือไม่

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

ศาลยกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม..!!?

กรณีอุ้มฆ่ามูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจซาอุดิอาระเบีย ผ่านไป 24 ปีวันนี้ศาลยกฟ้อง "พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม" และพวก 5 คน โดยศาลพิเคราะห์ว่าคดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ พยานหลักฐานต้องชัดเจน แต่คดีกลับมีแต่พยานบอกเล่า ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนัก จึงให้ยกฟ้อง ขณะที่ญาติรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม เตรียมแถลงข่าวร่วมกับสถานทูตซาอุดิอาระเบียบ่ายนี้



มูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบียที่ถูกสังหาร (แฟ้มภาพ)

ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม อดีตจเรตำรวจ พ.ต.อ.สรรักษ์ หรือสมชาย จูสนิท ผกก. สภ.สบเมย จว.แม่ฮ่องสอน พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผกก.สภ.น้ำขุ่น จว.อุบลราชธานี พ.ต.ท.สุรเดช อุดมดี และจ.ส.ต.ประสงค์ ทอรั้ง จำเลยที่ 1- 5 ในคดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 ยื่นฟ้องฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น เป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาฯ และเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน และเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาฯ จากกรณีอุ้มฆ่า นายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย และพระญาติกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย

โดยศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ ไม่มีผู้ใดเบิกความยืนยันได้ว่า จำเลยทั้ง 5 คน ทำร้ายร่างกาย และสังหารนายอัลรูไวรี่ อีกทั้งไม่ชัดเจนว่า แหวนที่พันตำรวจโทสุวิชชัย แก้วผลึก พยานในคดีอ้างว่า เป็นของนายอัลรูไวลี่ เป็นของจริงหรือไม่ เนื่องจากมารดาและเพื่อนสนิทของนายอัลรูไวลี่ ไม่สามารถยืนยันได้ อีกทั้งหาก พันตำรวจโทสุวิชชัย ได้แหวนมาจริงตั้งแต่ปี 2546 เหตุใดจึงไม่นำให้ผู้บังคับบัญชา แต่กลับนำแหวนไปดัดแปลงสภาพ และจัดพิธีทางศาสนา ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับนายอัลรูไวลี่แต่อย่างใด เหมือนเป็นการสร้างพยานหลักฐานขึ้นใหม่ ซึ่งคดีนี้ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ พยานหลักฐานต้องชัดเจน แต่คดีนี้มีแต่พยานบอกเล่า ไม่น่าเชื่อถือ ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ว่า จำเลยกระทำผิดจริง จึงพิพากษายกฟ้อง ทั้งนี้ตามรายงานของสำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

ด้านนายอาทิก อัลรูไวลี่ น้องชายของนายโมฮัมเหม็ด กล่าวภายหลังศาลมีคำสั่งว่า รู้สึกผิดหวัง ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หลังจากนี้ญาติและเจ้าหน้าสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย จะร่วมกันแถลงข่าว ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล ในเวลา 13.00 น.

สำหรับคดีดังกล่าวอัยการฟ้องร้อง พล.ต.ท.สมคิด และพวกรวม 5 คนเมื่อเดือนมกราคม 2540 หรือเมื่อ 17 ปีก่อน ภายหลังการหายตัวไปของนายมูฮัมหมัด อัลรูไวรี่ นักธุรกิจชาวซาอุดิอาระเบีย และพระญาติกษัตริย์ซาอุิอาระเบีย เมื่อปี 2533 หรือเมื่อ 24 ปีที่แล้ว ก่อนที่ในวันนี้ศาลจะมีคำพิพากษายกฟ้องดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ทูตซาอุดิอาระเบียแสดงความกังวลเพราะมีการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษา

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า อุปทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ได้พบหารือกับอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา เกี่ยวกับคดีฆาตกรรมนายมูฮัมหมัด อัลลูไวรี่ นักธุรกิจและพระญาติกษัตริย์ซาอุดิอาระเบีย โดยแสดงความกังวลการเปลี่ยนผู้พิพากษาในคดี ก่อนที่จะอ่านคำพิพากษาในวันที่ 31 มีนาคมนี้ เพียงหนึ่งสัปดาห์ ซึ่งทำให้ฝ่ายซาอุดิอาระเบียมองว่า อาจเป็นความพยายามของฝ่ายจำเลยในการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลและราชวงศ์ระดับสูงของซาอุดิอาระเบีย หวังที่จะเห็นความยุติธรรมในคดีนี้ และคณะกรรมการติดตามคดีของซาอุดิอาระเบีย และครอบครัวนายอัลลูไวรี่ จะเดินทางมาฟังคำพิพากษาในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ด้วยตนเอง

นายสุรพงษ์ ยังยืนยันว่ารัฐบาลได้ดูแลการดำเนินคดีอย่างเต็มที่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาได้แต่งตั้งให้ตนเองเป็นประธานคณะกรรมการติดตาม และกำกับดูแลการดำเนินคดีพิเศษ ที่เกี่ยวข้องกับซาอุดิอาระเบีย ซึ่งได้เร่งรัดให้คดีต่างๆ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และหวังว่าผลการตัดสินนจะจะเป็นก้าวสำคัญ ที่นำไปสู่การรื้อฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยและซาอุดิอาระเบียให้ดีขึ้นได้

ที่มา.ประชาไท
-------------------------------------------------


เมื่อ ทักษิณ อยากจะ บอยคอต..!!?

ไม่มีคำปฏิเสธหลังปรากฏข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้เป็น “ศูนย์กลางอำนาจ” ทางการเมืองในพรรคเพื่อไทย “สไกป์” เข้ามาระหว่างการประชุมคณะกรรมการกิจการพรรคที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้มีศักดิ์เป็น “น้องเขย” ของตัวเองเป็นประธาน

ข่าวระบุว่าช่วงหนึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวกับที่ประชุมว่า หากการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง ก็ไม่อยากให้พรรคเพื่อไทยต้องลงเลือกตั้งอีก เพราะนอกจากจะไม่มีคู่แข่งแล้ว เชื่อว่าการเลือกตั้งจะถูกขัดขวางเหมือนกับการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา

ข่าวระบุว่า ข้อเสนอแนะดังกล่าว ที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่นัก เพราะต่างมองว่าที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยยืนยันในหลักการรักษาประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้งมา พร้อมมองสถานการณ์ไกลออกไปว่า แม้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีรักษาการจะถูก “ชี้มูล” จาก ป.ป.ช. ในคดีโครงการรับจำนำข้าวแต่ก็ยังมีรองนายกรัฐมนตรีรักษาการทำหน้าที่ต่อไปได้อยู่ โดยรัฐบาลรักษาการจะพ้นไปก็ต่อเมื่อมีรัฐบาลชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่

รัฐบาลชุดใหม่ที่ว่านี้ พรรคเพื่อไทยน่าจะหมายถึงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น

หลังปรากฏข่าวดังกล่าวออกไม่มีคำชี้แจงจากแกนนำพรรคเพื่อไทย มีแต่เพียง จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาดไทยในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ชี้แจงเพียงว่า พรรคเพื่อไทยไม่ใช่ “ตัวปัญหา”

แม้ในการประชุมของ 53 พรรคการเมืองเมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่ผ่านมาจะมีมติให้ กกต. เร่งจัดการเลือกตั้ง “รอบใหม่” ให้เกิดขึ้น แต่หากดูจากสถานการณ์การเมืองที่กำลังดำเนินอยู่ก็เป็นเรื่องยากที่จะเกิดขึ้นในระยะเวลาอันใกล้นี้ เพราะหากจัดการเลือกตั้งไปท่ามกลางความไม่พร้อมและเกิดเหตุการณ์ที่นำมาซึ่งความวุ่นวาย วิธีการแก้ไขปัญหาทางการเมืองผ่านกระบวนการเลือกตั้งจะถูก “ปิดตาย” ลงทันที

น่าคิดว่าทำไม พ.ต.ท.ทักษิณ จึงเสนอแนวคิด “บอยคอต” การเลือกตั้ง หากพรรคประชาธิปัตย์ “บอยคอต” การเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2

ต้องไม่ลืมว่า วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่มีคำตอบให้กับสังคมว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งมีความหมายทั้งลงสมัครและไม่ลงสมัคร แต่ที่พรรคประชาธิปัตย์ ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจเพราะรอ “เงื่อนไข” สำคัญทางการเมืองซึ่งก็คือ “คดีความ” ใน ป.ป.ช. เพราะจากข้อมูลหลักฐานพรรคประชาธิปัตย์เชื่อว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะถูกชี้มูลและโครงการรับจำนำข้าวจะกลายเป็น “จุดถดถอย”สำคัญของพรรคเพื่อไทย ที่สำคัญหากมีการระบุถึงพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็น “ข้อรังเกียจ” ที่สังคมไทยส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ เมื่อนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็สามารถ “ตัดสินใจ” ทางการเมืองได้

ข้อเสนอที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุออกมาน่าจะมาจาก “หลักคิด” ที่ว่าแม้ ป.ป.ช. จะชี้มูลหรือจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีการโยกย้าย ถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการ สมช.ที่มี ส.ว. ไปยื่นเรื่องให้วินิจฉัย เพราะมองว่าเป็นการกระทำที่ “ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญก็ตาม ปัญหาเหล่านั้นก็ไม่น่าจะทำให้ “อำนาจ” ทางการเมืองเปลี่ยนมือจากรัฐบาลรักษาการได้

ข้อเสนอของ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่างสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของ นปช. ซึ่งก็คือมวลชนของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะท่าทีของ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ที่ออกมา “ตีระนาด” ถึงชื่อนายกรัฐมนตรีคนกลาง ซึ่ง กปปส. ที่นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ หมายมั่นปั้นมือจะให้เกิดขึ้น

“เป้าหมาย” ของการออกในครั้งนี้น่าจะอยู่ที่การกระพือให้เกิดกระแส “ไม่เอา” นายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งถึงตอนนี้ก็น่าจะชัดเจนว่า หาก “อำนาจ” ทางการเมืองหลุดจากมือพรรคเพื่อไทยด้วยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย มวลชนของ นปช. ก็พร้อมที่จะออกมา “ต่อต้าน” ซึ่งเมื่อสถานการณ์ถึงจุดนั้นก็มี “ทางเลือก” เพียงแค่ 2 ทาง ทางหนึ่งคือ ทุกฝ่ายเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการเลือกตั้ง กับอีกทางคือ ให้ทหารทำการรัฐประหาร ยึดอำนาจ

กรณีทหารทำการ “รัฐประหาร” ไม่น่าจะใช่ทางออกของสังคมไทย เพราะบทเรียนที่ผ่านมาสอนให้รู้ว่า ใช่แต่ปัญหาทางการเมืองเท่านั้นที่ต้องจัดการ ปัญหาทางเศรษฐกิจก็จะเป็นปัญหายิ่งกว่า

เมื่อสถานการณ์ “บีบ” ไปจนถึงจุดนั้น ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า กปปส. จะเดินหน้าทางการเมืองต่อไปอย่างไร การปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง ยังเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการหรือไม่หรือ สุดท้ายทุกฝ่ายต้องหันหน้ามาเจรจากันโดยทั้งหมดน่าจะจบลงที่การเลือกตั้งสถานเดียว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ พูดไว้ก่อนหน้านี้ไม่นานนักว่า “พร้อม” ที่จะ “ตาย” คาสนามประชาธิปไตย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ พร้อมที่จะสู้จนถึงที่สุดแม้จะยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าจะลงสมัครรับเลือกตั้งในครั้งต่อไปหรือไม่

ในมุมของทหารโดยเฉพาะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. พูดมาตลอดว่า อยากให้ทุกฝ่ายเคารพกติกา เคารพกระบวนการยุติธรรม เพื่อทำให้บ้านเมืองสงบ

หากต้องการที่จะชนะทางการเมืองกับ พ.ต.ท.ทักษิณว่ากันว่ามีวิธีเดียวคือต้องทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และเครือข่ายของระบอบทักษิณ “พ่ายแพ้” ในการเลือกตั้งเท่านั้น เพื่อที่จะไม่สามารถ “อ้าง” ได้ว่ามาจากการสนับสนุนของประชาชนคนส่วนใหญ่

จึงน่าเชื่อว่าที่สุดแล้วไม่ช้าก็เร็ว การเลือกตั้งก็น่าจะเป็น “วิธีการ” คลี่คลายสถานการณ์ที่ดีที่สุด แต่ในสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายกำลังใช้ “กลศึก” เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองซึ่งกันและกันและกำลังที่จะพัฒนาจนนำไปสู่ความรุนแรงนั้น การเลือกตั้งไม่น่าจะใช่ “คำตอบ” ในเวลานี้

สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นนี้จึงอยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “วัดความอึด” กันทั้งสองฝ่าย.

ที่มา.เดลินิวส์
//////////////////////////////////////////////