--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ลิเบียกวาดล้างผู้ประท้วงยังหนักหน่วง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สถานการณ์ภายในลิเบียนั้น มีแต่รายงานการกวาดล้างผู้ประท้วงอย่างหนักหน่วง ในกรุงทริโปลี ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลทั้งในและต่างประเทศ พากันลาออก และมีรายงานนักบินของกองทัพอากาศแปรพักตร์ด้วย พวกทหารรับจ้างได้ใช้เครื่องขยายเสียงประกาศไม่ให้ประชาชนออกจากบ้าน ส่วนกองกำลังรักษาความมั่นคงได้พยายามระงับเหตุการณ์ความไม่สงบ ที่ลุกลามไปยังพื้นที่ส่วนอื่น ๆ ทางตะวันออกของประเทศ ส่วนเมืองเบนกาซีที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของประเทศ ตกอยู่ในความครอบครองของผู้ประท้วง แยกจากเมืองหลวงที่มีประชากร 2 ล้านคน และกำลังปั่นป่วนอย่างหนัก

สถานีโทรทัศน์ของรัฐ รายงานว่า ทหารได้บุกเข้าไปยังที่ซ่อนตัวของพวกบ่อนทำลาย และเรียกร้องให้สาธารณชนสนับสนุนกองกำลังรักษาความมั่นคง ส่วนสถานภาพของพันเอกกัดดาฟี่ล่าสุดนั้น พบว่า เขาสูญเสียการสนับสนุนจากชนเผ่าสำคัญอย่างน้อยหนึ่งเผ่า ,หน่วยทหารหลายหน่วย และนักการทูตของเขาเอง รวมทั้งพวกที่ประจำอยู่ที่สหประชาชาติด้วย สภาพภายในกรุงทริโปลี เหมือนถูกปิดตายมาตั้งแต่วันจันทร์ โรงเรียน สถานที่ราชการและร้านค้าส่วนใหญ่พากันปิด ยกเว้น ร้านขนมปังบางแห่ง

ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า " คณะกรรมการปฏิวัติ " ซึ่งมีอาวุธ ได้ออกไล่ล่าผู้ประท้วงในกรุงทริโปลี มหาศาลาประชาชนที่เป็นอาคารหลักที่ใช้ในการประชุมสำคัญของรัฐบาล ถูกจุดไฟเผา ต่างจากเมืองเบนกาซี ที่ผู้ประท้วงพากันโบกธงของราชวงศ์ ที่ถูกพันเอกกัดดาฟี่ โค่นอำนาจ เฉลิมฉลองชัยชนะ

ขณะที่ผู้ประท้วงจะเรียกร้องให้ไปชุมนุมกันที่จตุรัสกรีน และด้านนอกที่พำนักของพันเอกกัดดาฟี่ แต่ผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า มีเฮลิคอปเตอร์หลายลำ บินอยู่บนท้องฟ้า ขณะที่กลุ่มมือปืนที่อยู่ในรถยนต์ ได้เปิดฉากสาดกระสุน ไม่เว้นแม้แต่อาคารบ้านเรือน เพื่อนข่มขวัญประชาชน พวกวัยรุ่นที่พยายามไปรวมตัวกันตามท้องถนน ต้องแตกกระจายหนีกระสุนปืนมีคนจำนวนหนึ่ง ร้องไห้อยู่กับศพเหยื่อกระสุนบนถนน การสื่อสารในกรุงทริโปลี ถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง ประชาชนไม่สามารถติดต่อกับโลกภายนอกทางโทรศัพท์ได้อีกต่อไป

ที่มา.เนชั่น
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

รัฐสภาอังกฤษจ่อสอบสลายคนเสื้อแดงกดดันหาตัวคนผิด

ส.ส.อังกฤษส่งสัญญาณผลักดันให้รัฐสภาสอบเรื่องการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงในประเทศไทย ระบุจะช่วยกดดันให้นำตัวผู้ทำความผิดมารับโทษหลังรู้ข้อมูลแล้วรับไม่ได้กับการทำให้ประชาชนบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก ด้านตัวแทนสื่อ ตัวแทนองค์กรต่างประเทศ เห็นตรงกันปัญหาของไทยเกิดจากโครงสร้างและสถาบันต่างๆ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา หมดความอดทนหลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยกันปกปิดตัวเลขค่าใช้จ่ายของ ศอฉ. มีมติทำเรื่องให้สำนักงบประมาณชี้แจงโดยตรง โฆษกเพื่อไทยปูดบิ๊กในรัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงสุมหัวโรงแรมย่านถนนวิภาวดี ให้จับตาต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯอาจมีสถานการณ์ให้ขยายไปใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอีก

น.ส.ขวัญระวี วังอุดม ผู้ประสานงานศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายชุมนุมกรณีเมษายน-พฤษภาคม 2553 (ศปช.) กล่าวถึงผลสรุปการเดินทางไปร่วมสัมมนาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เกี่ยวกับความรุนแรงทางการเมืองในไทยต่อหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนสากล ตามคำเชิญของรัฐสภาอังกฤษ ที่ประเทศอังกฤษเมื่อเร็วๆนี้ว่า ได้รายงานเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทยโดยเฉพาะกรณีการสลายการชุมนุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน หรือกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเดือน เม.ย.-พ.ค. ปีที่แล้ว ทั้งนี้ ยืนยันว่า ศปช. ไม่ใช่ผู้กุมความจริงทั้งหมด และตระหนักในข้อจำกัดบางประการ เช่น ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของฝ่ายรัฐบาลหรือทหารได้

ศปช. หวังข้อมูลที่ให้เป็นประโยชน์

“สิ่งที่นำเสนอของ ศปช. เป็นเพียงข้อเท็จจริงบางส่วน และหวังว่าจะเป็นเหมือนจิ๊กซอว์หวังให้สังคมช่วยกันปะติดปะต่อ ดิฉันยังพูดถึงการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินหรือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การปิดสื่อ การใช้กำลังเกินกว่าเหตุในการสลายชุมนุม รวมทั้งกระบวนการยุติธรรมกรณีจับกุมกลุ่มผู้ชุมนุมและควบคุมตัว การสูญหายของผู้ชุมนุม แม้ยังยืนยันไม่ได้ว่ามีผู้ชุมนุมหายจริงหรือไม่ และด้วยสาเหตุจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐหรือไม่ ตลอดจนการคุกคามจากเจ้าหน้าที่รัฐทุกรูปแบบ”

เห็นตรงกันไทยมีปัญหาโครงสร้าง

น.ส.ขวัญระวีกล่าวอีกว่า ในเวทีสัมมนาได้ให้เวลาผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยพรรคการเมืองต่างๆของอังกฤษ เช่น Conservative นักข่าวจากสำนักข่าวรอยเตอร์, Guadian, Sunday times องค์กรพัฒนาเอกชนหรือเอ็นจีโอ เช่น Big Brother Watch, Human Rights Watch ตัวแทนสถานทูตสหรัฐ ตัวแทนจากสถานทูตไทย นายเชิดเกียรติ อัตถากร ตลอดจนนักศึกษาไทยและต่างชาติในอังกฤษ รวมถึงบุคคลทั่วไปร่วมแสดงความคิดเห็น โดยส่วนใหญ่ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในเมืองไทยเป็นปัญหาในเชิงโครงสร้างและสถาบันต่างๆ

แฉตัวแทนฝั่งสหรัฐตามอุ้มรัฐบาล

“ที่เป็นประเด็นมากที่สุดคือ การแสดงความคิดเห็นของ มร.แบรด อดัมส์ (Mr.Brad Adams) ผู้อำนวยการแผนกเอเชียจากองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล (Human Rights Watch) ของสหรัฐ ซึ่งเปิดประเด็นโดยบอกในลักษณะที่ว่า การละเมิดสิทธิและการลอยนวลมีเรื่องการเมืองและผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาที่เกิดขึ้นของสังคมไทยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานาน นอกจากนั้นกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อ เม.ย.-พ.ค. 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงมีแผนเผาบ้านเผาเมืองจริง”

น้องช่างภาพอิตาลีโวยคดีไม่คืบหน้า

น.ส.ขวัญระวีกล่าวอีกว่า สำหรับน้องสาวนายฟาบิโอ โนเลนกี้ ช่างภาพชาวอิตาลี ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ได้รับเชิญให้ร่วมสัมมนาครั้งนี้ได้พูดถึงการเสียชีวิตของพี่ชายว่า จากการตรวจสอบคดีความต่างๆล่าสุดพบว่าไม่มีความคืบหน้าใดๆ โดยเฉพาะไม่ทราบเกี่ยวกับรายงานใดๆของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ และยืนยันนายฟาบิโอไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มการเมืองใด และไม่คิดที่จะเข้าไปข้องเกี่ยว เพราะลำพังแค่การเมืองของอิตาลีเขาก็ยังไม่เข้าใจ

ส.ส.อังกฤษดันสภาสอบสลายเสื้อแดง

“เท่าที่ได้ฟังเสียงปฏิกิริยาจากหลายฝ่ายพบว่าการสัมมนาครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับดีมาก โดยมี ส.ส. ของอังกฤษคนหนึ่งส่งจดหมายมาว่า รู้สึกเห็นใจและจะช่วยผลักดันเรื่องเข้าสู่รัฐสภาอังกฤษ เพื่อกดดันให้นำตัวผู้กระทำผิดในเหตุการณ์สลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากมารับผิดชอบให้ได้” น.ส.ขวัญระวีกล่าว

ส.ว. ไล่บี้เปิดเผยค่าใช้จ่าย ศอฉ.

นายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เปิดเผยว่า หลังพยายามเชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) หลายครั้ง แต่คนที่มาชี้แจงส่วนใหญ่เป็นตัวแทนของผู้ที่คณะกรรมการเชิญไปจึงไม่สามารถให้รายละเอียดอะไรได้ ดังนั้น คณะกรรมการจึงมีมติให้ทำหนังสือสอบถามเรื่องนี้โดยตรงกับสำนักงบประมาณเพื่อขอรับทราบตัวเลขการเบิกจ่าย

ทำเรื่องถามสำนักงบประมาณ

“คนที่มาชี้แจงส่วนมากเป็นแค่ตัวแทน มาแล้วก็ให้รายละเอียดอะไรไม่ได้ อ้างว่าไม่รู้บ้าง ไม่มีอำนาจบ้าง การทำงานที่ผ่านมาคณะกรรมการรู้แค่มีการจัดงบแยกเป็น 3 ส่วนคือ งบลับ งบปรกติที่ประทับตราลับ และงบเยียวยา รายละเอียดว่าใช้จ่ายเท่าไร อย่างไร คนที่มาชี้แจงให้ข้อมูลไม่ได้เลย คณะกรรมการจึงมีมติให้ทำเรื่องสอบถามไปที่สำนักงบประมาณ” นายจิตติพจน์กล่าว

ชี้พยายามอย่างไรก็ปิดไม่อยู่

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ศอฉ. ใช้จ่ายงบประมาณไปหลายหมื่นล้านบาทนั้น นายจิตติพจน์กล่าวว่า ยังไม่ทราบตัวเลขที่แน่ชัด แต่เท่าที่ทราบอย่างไม่เป็นทางการก็มากพอสมควร แต่สุดท้ายเรื่องนี้ต้องถูกเปิดเผยออกไป คงไม่สามารถปิดบังได้ เพราะรัฐบาลต้องรายงานเรื่องนี้ต่อฝ่ายนิติบัญยัติ แต่ไม่รู้ว่าจะรายงานได้เมื่อไรทั้งที่ ศอฉ. ถูกยุบไปนานแล้ว

ปูดมีบิ๊กสุมหัวหารือที่โรงแรม

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีการชุมนุมของกลุ่มต่างๆเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลนี้จนตรอกและใกล้ถึงทางตันแล้ว ล่าสุดมีคนในรัฐบาลไปหารือในโรงแรมหนึ่งหนึ่งย่านถนนวิภาวดีกับบิ๊กความมั่นคง บอกว่าหากมีม็อบอย่างนี้ ยืดเยื้ออย่างนี้ เลือกตั้งครั้งหน้ารัฐบาลจะลำบาก จึงห่วงว่ารัฐบาลนี้จะดำเนินการแบบสติแตก อยากเตือนรัฐบาลว่าควรตั้งสติในการแก้ปัญหา และควรนำคนในพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่งๆหลายคนมาใช้งาน หยุดการกินมูมมามเพื่อกอบโกย ถอนทุน หรือสะสมทุนเอาไว้เลือกตั้ง

ให้จับตาต่ออายุ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ

“การประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 22 ก.พ. นี้จะมีการต่ออายุการใช้ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรออกไปอีกแน่นอน หลังของเดิมครบกำหนดในวันที่ 23 ก.พ. และมีแนวโน้มเป็นไปได้มากว่าต่อไปอาจนำ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมาใช้อีกครั้ง เพราะการคุยกันของตัวแทนรัฐบาลและบิ๊กจากฝ่ายความมั่นคงที่โรงแรมย่านถนนวิภาวดีทราบว่าอาจมีการสร้างสถานการณ์ยั่วยุขึ้นมาเพื่อยกระดับจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯไปเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว

เสื้อเหลืองติงแดงกดดันศาลไม่เหมาะ

นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ แถลงว่า การเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงกำลังมุ่งเป้าไปที่อำนาจตุลาการ และกระบวนการยุติธรรมเพื่อบีบศาลให้ประกันตัวแกนนำที่ยังอยู่ในเรือนจำ ซึ่งถือว่าไม่เหมาะสม เพราะเป็นการสร้างแบบอย่างที่ไม่ดี ต่อไปใครไม่เห็นด้วยกับกระบวนการยุติธรรม คำตัดสินของศาลก็ก่อม็อบขึ้นมากดดัน

อ้างเคาะประตูให้มีปฏิวัติรัฐประหาร

“วิธีการเคลื่อนไหวของ นปช. สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความไร้ระเบียบในบ้านเมือง และอาจนำไปสู่การทำปฏิวัติรัฐประหารอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมแปลกใจที่คนเสื้อแดงประกาศว่าไม่เอาปฏิวัติรัฐประหาร แต่ทำไมจึงเลือกที่จะเคลื่อนไหวในลักษณะนี้ เพราะเท่ากับเป็นการเปิดประตูให้เกิดการปฏิวัติรัฐประหารอีกครั้ง” นายสุริยะใสกล่าว

ผอ.ศอ.รส. ยันจำเป็นต่ออายุกฎหมาย

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบภายใน (ผอ.ศอ.รส.) กล่าวภายหลังการเข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพื่อเสนอให้รัฐบาลต่ออายุการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯว่า ได้เรียนให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นการเบื้องต้นถึงความจำเป็น และในวันที่ 21 ก.พ. นี้จะชี้แจงเหตุผลต่อไป

“ได้ขอขยายการบังคับใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯออกไปอีก 15 วัน แต่จะลดพื้นที่การบังคับใช้ลง การใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯยังมีความจำเป็น เพราะเป็นเครื่องมือที่สามารถใช้ควบคุมสถานการณ์ได้” ผบ.ตร. กล่าว

อ้างเพราะกฎหมายพิเศษจึงไม่วุ่นวาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ประกาศใช้มากฎหมายไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง การต่ออายุจะมีประโยชน์อะไร พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า การบังคับใช้ช่วงที่ผ่านมาได้ผลในระดับหนึ่ง เช่น การประชุมรัฐสภาเพื่อลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ที่ผ่านมา เดิมทีผู้ชุมนุมจะเคลื่อนการชุมนุมไปปิดล้อมรัฐสภา แต่เมื่อประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นฯคงทำให้เจ้าหน้าที่มีเครื่องมือในการทำงาน ประกอบกับความพร้อมในการจัดวางกำลัง ความวุ่นวายในบ้านเมืองจึงไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงฯจึงยังมีความจำเป็น

ไม่กระทบสิทธิประชาชนทั่วไป

เมื่อถูกถามต่อว่า จะเจรจากับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยให้เปิดพื้นที่การจราจรได้เมื่อไร พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า จะพยายามขอพื้นที่การจราจรคืนจากผู้ชุมนุมให้ได้ ส่วนที่มีหลายประเทศออกประกาศเตือนพลเมืองไม่ให้เดินทางมากรุงเทพฯ เพราะรัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทำให้ไม่มั่นใจในสถานการณ์นั้น ยืนยันว่าการประกาศใช้กฎหมายไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของพี่น้องประชาชน กฎหมายไม่ได้จำกัดสิทธิเสรีภาพ เพราะเป้าหมายของการประกาศใช้กฎหมายคือการควบคุมผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่จราจรบางส่วนเท่านั้น

ที่มา. จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ถ้าไม่อยากโดนปฏิวัติ..โปรดฟัง อีกครั้ง!

ร่อนลงกลางวงนักข่าว ลุยดงปากเหยี่ยวปากกานักข่าว กลางวงเสวนา “ชมรมคอลัมนิสต์ นักจัดรายการวิทยุและโทรทัศน์ไทย” คุยแบบเป็นกันเองตามสไตล์ “บิ๊กบัง-พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในท่ามกลางสารพัดข่าวลือข่าว ปล่อยเกี่ยวกับสถานการณ์ปฏิวัติที่โชยกลิ่นคละคลุ้ง ในปริมณฑลการเมืองไทย

คำถามอันดับแรกๆ ยิงตรงเป้าถามใจรุ่นพี่วัดใจน้องเลิฟอย่าง “บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ผบ.ทบ.คนปัจจุบัน ด้วยสารพัน ปัญหาอันทอดยอดไปถึงเหตุบ้านการเมืองที่วุ่นวายในท้ายที่สุด “บิ๊กตู่” จะเลือกเดินตามรอย “บิ๊กบัง” กระทำการปฏิวัติรัฐประหารเฉกเช่นคืนวันเก่าๆ ครั้ง 19 กันยายน 2549 หรือไม่???

แม้จะไม่ยอมตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ แต่ในทุกวลีที่เจรจา ล้วนสะท้อนนัยแห่ง ลับ ลวง พราง ตามแบบต้นตำรับอย่าง “บิ๊กบัง”

“ทำปฏิวัตินั้นทำไม่ยาก แต่ถ้าทำไปแล้วสิ่งแวดล้อม รอบข้างทั้งภายในและภายนอกประเทศเขาจะยอมรับ หรือไม่”

“ส่วนตัวผมถ้าได้อ่านหนังสือปรัชญาการเมือง 10 ข้อของ นิโคโล มาเคลเวลลี่ ก่อนผมคงไม่ตัดสินใจ ปฏิวัติรัฐประหาร 19 กันยายน”

ขยายความถอดรหัสจากปรัชญาของ “มาเคลเวลลี่” ที่เขียนไว้ในหนังสือ “THE PRINCE” อันมีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องถึงเกมการชิงอำนาจ เสนอแนวคิดทางการเมืองแบบ ใหม่ ที่สนับสนุนการใช้อำนาจและความรุนแรง ซึ่งแยกย่อย ออกเป็น 10 ข้อดังนี้

1.แยกการเมืองออกจากศาสนา (secularization) สำหรับแมคเคียเวลลี การเมืองและศาสนาเป็นคนละเรื่องกัน การเล่นการเมืองไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงศีลธรรมจรรยา ซึ่งไม่เคยมีใคร เสนอแนวคิดแบบนี้มาก่อน ในขณะที่เพลโตที่บอกว่าผู้ปกครองควรมีคุณธรรม ออกัสติน บอกว่าต้องเชื่อฟังพระเจ้า แต่แมคเคียเวลลีเป็นคนแรกที่บอกว่า การเมืองต้องแยกจากศาสนา ศีลธรรม จรรยา และพระเจ้า

2.รัฐเป็นสิ่งสูงสุด ความต้องการของแต่ละคนที่เข้ามารวมตัวเป็นรัฐคือผลประโยชน์ รัฐจึงเป็นตัวแทนของบุคคลในการหาและรักษาผลประโยชน์ ดังนั้น การคงอยู่ของรัฐและเจตจำนงของรัฐจะต้องอยู่เหนือสิ่งอื่นใด แม้กระทั่งปัจเจกบุคคล

3.ต้องแยกรัฐออกจากศีลธรรมจรรยา ดังนั้น จึงไม่อาจพูดได้ว่ารัฐทำผิดหรือถูก เช่นเดียวกับบุคคลที่เป็นตัวแทนของรัฐ (รัฐบาล กษัตริย์ ผู้ครองนคร) จะไปวินิจฉัยว่าเขาทำผิดหรือถูกไม่ได้เช่นกัน เพราะผลประโยชน์ของรัฐย่อมเหนือความถูกผิดทั้งปวง

4.ผู้ครองนครหรือนักการเมืองเป็นนักฉวยโอกาส (opportunists) ทุกคน แรงจูงใจที่ทำ ให้เกิดการเมือง คือผลประโยชน์ ดังนั้น นักการเมืองหรือผู้ครองนครต้องกระทำการทุกอย่างเมื่อมีโอกาส เพื่อผลประโยชน์รัฐ

5.อย่ากลัวถ้าจะต้องทำผิดบ้าง ผู้ปกครองที่ประสบความสำเร็จต้องทำผิดบ้าง และควรใช้ ประโยชน์จากการทำผิดนั้นด้วย เพราะบางสิ่งบางอย่างที่คนภายนอกมองเห็นว่าดี แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่ได้ผลดีตามที่เห็น ในขณะที่ของที่ดูไม่ดีก็อาจจะใช้การได้ ดังนั้น ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเลือก แต่สิ่งที่ดีๆ แต่ควรดูว่าสิ่งๆ นั้นเมื่อนำไปปฏิบัติแล้วได้ประโยชน์หรือไม่ เพราะเมื่อจุดหมายหรือผล ที่ได้มันได้ประโยชน์ จะถือว่าสิ่งๆ นั้นเป็นสิ่งที่ดี

6.ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี แต่ควรแสร้งแสดง ให้คนอื่นคิดว่าเป็นคนดี ด้วยวิธีการต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญกว่าการเป็นคนดีเสียเองซึ่งไม่มีประโยชน์อะไร

7.ผู้ปกครองควรให้คนกลัวมากกว่าคนรัก เพราะความรักอาจกลายเป็นความเกลียดได้ แต่ความกลัวนั้น จะไม่รักและไม่เกลียด ผู้ปกครองจึงควรใช้อำนาจ (power) และความรุนแรง (violence) เพื่อให้ผู้อื่นกลัว

8.หลีกเลี่ยงการประจบสอพลอ เพราะการประจบ สอพลอ คือความอ่อนแอ และทำให้ลุ่มหลง ไม่อาจมอง เห็นความจริงได้ ผู้ปกครองจึงควรสนับสนุนการพูดความ จริงและตั้งคนฉลาดเป็นที่ปรึกษา และรับประกันเสรีภาพ ของที่ปรึกษาที่จะพูดความจริงอย่างตรงไปตรงมา

9.ผู้มีอำนาจย่อมเป็นผู้ถูกเสมอ เพราะคนมีอำนาจ จะทำอะไรก็ได้โดยไม่มีใครกล้าว่าว่าผิด จุดมุ่งหมาย ย่อมสำคัญกว่าวิธีการ จะทำอะไรก็ได้เพื่อให้บรรลุจุดหมาย

และ 10.ผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่ที่ทางสายกลาง เมื่อจะทำอะไรให้เต็มที่และเปิดเผย แมคเคียเวลลี กล่าวว่า เราไม่สามารถรับใช้พระเจ้าและซีซาร์ได้ในขณะเดียวกัน หรือเราไม่สามารถถือดาบกับไบเบิลได้พร้อมๆกัน

หรือแม้กระทั่งเนื้อหาในหนังสือ “THE PRINCE” บทที่ 8 ที่ระบุว่า “ในการเข้าครองรัฐหนึ่งๆ ผู้ชนะพึงต้อง จัดการกระทำทารุณกรรมทั้งหมดเสียในทันทีทันใด เพื่อที่ว่าจะได้ไม่ต้องกระทำซ้ำอีกทุกเมื่อเชื่อวัน”

คัดเฉพาะเนื้อๆ เน้นๆ จากหนังสือของปราชญ์ชาวอิตาลี จับกับ “อารมณ์” ของ “บิ๊กบัง” หลังวันก่อการที่ถูกบริภาษว่า “ไม่สะเด็ดน้ำ” น่าจะเข้าใจอารมณ์กันได้ว่า ด้วยโครงสร้างอันสลับซับซ้อนของการเมืองไทย การจะปฏิวัติแบบเบ็ดเสร็จ เด็ดขาด มันมีต้นทุนที่สูงส่งและเป็นเดิมพันที่สุ่มเสี่ยง..

ถึงบรรทัดนี้ แม้ “บิ๊กบัง” จะพูดไม่ชัดว่า “บิ๊กตู่” จะปฏิวัติ หรือไม่??? แต่นัยแห่งคำตอบอันกำกวม ก็น่าจะตอบโจทย์คำถามแห่งการตบเท้าที่โชยกลิ่นมาแล้วจะมีวิธีใดในการป้องปรามการปฏิวัติรัฐประหาร???“บิ๊กบัง” ตอบง่ายๆ สั้นๆ “รัฐบาลต้องบริหารงบประมาณ อย่างทั่วถึง เพื่อป้องกันไม่ให้กองทัพขยับเข้ามาใกล้ศูนย์อำนาจ ทางการเมือง”

ชัดถ้อยชัดคำและกระจ่างแจ้ง หากจับจากงบประมาณกองทัพไทยที่มีเพียง 0.9 ของจีดีพีประเทศ ซึ่งมีจำนวนห่างไกลกันเหลือเกินกับงบกองทัพของนานาอารยประเทศ ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 2% ของจีดีพี

แม้เงื่อนไขดังกล่าว จะขัดกับประชาธิปไตยแบบไทยๆ แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้น ต้องย้อนกลับไปถามว่า ตั้งแต่ครั้งอภิวัฒน์ประเทศ ปี 2475 บ้านเมืองนี้ถูกทหารปฏิวัติรัฐประหารมากี่รอบแล้ว..เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากโดนปฏิวัติ...โปรดฟังอีกครั้ง!!!

ที่มา.สยามธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////

"เขมร"ขานรับคำขอตั้งผู้สังเกตการณ์ "ฮอ นัมฮง"เตรียมหอบหลักฐานยื่นศาลโลก ตีความคำพิพากษาเขาพระวิหาร

ข่าวซินหัวของจีนรายงาน เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ว่า นายฮอ นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าก่อนออกเดินทางจากสนามบินนานาชาติกรุงพนมเปญ เพื่อร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา ว่ากัมพูชายินดีที่ไทยมีความตั้งใจที่จะขอให้อินโดนีเซียในฐานะประธานอาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาทกับกัมพูชา

"ตอนนี้ไทยยอมรับที่จะให้มีผู้สังเกตการณ์ เป็นเรื่องที่ดีที่สุด และจะเป็นก้าวที่ดีในการพบปะกันที่กรุงจาการ์ตา" นายนัมฮงกล่าว และว่า "นี่เป็นผลของการร้องเรียนของเราต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เพราะเราได้ขอให้ยูเอ็นเอสซีส่งผู้สังเกตการณ์ไปยังพื้นที่พิพาทแนวชายแดนเพื่อเป็นหลักประกันในการหยุดยิงและเพื่อสังเกตการณ์ว่าใครเป็นผู้รุกรานกันแน่ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายต่างกล่าวโทษกัน"

ซินหัวระบุว่า การให้สัมภาษณ์ของนายนัมฮง มีขึ้นหลังจากนายกษิต กล่าวว่า ไทยจะขอให้อินโดนีเซียส่งผู้สังเกตการณ์มาประจำอยู่กับทหารไทยตามแนวชายแดนพื้นที่พิพาท

นายเทอกู ไฟซาไซอา โฆษกทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์ว่า รัฐมนตรีต่างประเทศชาติสมาชิกอาเซียนจะมาประชุมหารือกันอย่างไม่เป็นทางการที่กรุงจาการ์ตา เนื่องจากอาเซียนอยู่ภายใต้อินโดนีเซียในฐานะประธาน ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย (สุศีโล บัมบัง ยุทโธโยโน) ขอให้หาแนวทางริเริ่มแก้ปัญหาพิพาทของชาติสมาชิกอาเซียน

สำนักข่าวซินหัวยังระบุอีกว่า ในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้ กัมพูชาจะขอให้ไทยลงนามในข้อตกลงหยุดยิงถาวรโดยมีประธานอาเซียนหรือผู้แทนเป็นพยาน และยังจะขอให้ผู้สังเกตการณ์อาเซียนเข้าไปยังพื้นที่พิพาทเพื่อรับรองว่าจะมีการหยุดยิงถาวร

"กัมพูชามีความมั่นใจในอาเซียนมากในการเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาพิพาทนี้" นายนัมฮงกล่าว

นายนัมฮงให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเสร็จสิ้นลง รัฐบาลกัมพูชาจะเตรียมหลักฐานเพื่อยื่นต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศหรือไอซีเจ (Internatinal Court of Justice-ICJ) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อให้ไอซีเจพิจารณาคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2502 อีกครั้งหนึ่ง และขอให้รัฐบาลไทยเคารพในคำพิพากษาที่ระบุว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ท.ฮุน มาเน็ต หัวหน้าหน่วยต่อต้านการก่อการร้าย กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ลูกชายสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เดินทางไปร่วมสมทบกับคณะของนายฮอ นัมฮง ที่กรุงจาการ์ตา

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานอ้างบทวิเคราะห์ระบุว่า สมเด็จฯฮุน เซน แสดงความชื่นชม พล.ท.มาเน็ตที่เข้าไปมีบทบาทสำคัญกำหนดยุทธศาสตร์และเจรจากับฝ่ายไทยในเหตุการณ์ปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งสมเด็จฯฮุน เซน กล่าวว่า "มาเน็ตเป็นคนมีชื่อเสียงไปแล้วในไทย" หลังจากสื่อมวลชนไทยเสนอรายงานข่าวเกี่ยวกับ พล.ท.มาเน็ตที่เข้าร่วมวางแผนต่อสู้กับกองกำลังฝ่ายไทยยังมีกระแสข่าวลือว่าได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะกันแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ก่อนที่ พล.ท.มาเน็ตจะกลับมาปรากฏตัวบริเวณชายแดนอีกครั้ง

ในบทวิเคราะห์รายงานอีกว่า การก้าวขึ้นมามีบทบาทอำนาจอย่างรวดเร็วของ พล.ท.ฮุน มาเน็ต เป็นแผนการสืบทอดอำนาจทางการเมืองของสมเด็จฯฮุน เซน ทั้งนี้ นายชายา ฮาง ผู้อำนวยการบริหารของสถาบันประชาธิปไตยกัมพูชา เปรียบเทียบกรณีของ พล.ท.ฮุน มาเน็ตว่ามีความคล้ายคลึงกับกรณีของนายคิม จอง อุน บุตรชายคนเล็กของนายคิม จอง อิล ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ ที่ถูกวางตัวเป็นผู้สืบทอดอำนาจผู้นำเกาหลีเหนือคนใหม่ต่อจากบิดา ซึ่งได้รับการโปรโมตสู่ตำแหน่งระดับสูงภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน

ที่มา.มติชนออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////

วันจันทร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ลูกชายผู้นำลิเบียเตือนเกิดสงครามกลางเมือง

เซอิฟ อัล-อิสลาม กัดดาฟี ลูกชายของพันเอก โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย แถลงทางโทรทัศน์ของทางการเช้ามืดวันนี้ โดยเตือนว่าการประท้วงต่อต้านการปกครองของบิดาอาจทำให้ลิเบียตก

อยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองและทำให้ประเทศแตกเป็นรัฐเล็กรัฐน้อย แต่เขาก็ยืนยันว่า บิดายังอยู่ในประเทศและได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ และพวกเราจะสู้จนถึงนาทีสุดท้าย กระสุนนัด

สุดท้าย พร้อมกับยืนยันว่า ลิเบียไม่เหมือนตูนิเซียและอียิปต์ ที่การประท้วงสามารถโค่นล้มผู้นำได้สำเร็จ

และจากสถานการณ์ประท้วงที่เริ่มลุกลามจากเมืองเบนกาซี ทางภาคตะวันออกถึงกรุงทริโปลีแล้ว นายเซอิฟ ให้สัญญาว่า จะดำเนินการปฏิรูปในประเทศภายในไม่กี่วันข้างหน้า และสภาประชาชน

จะประชุมในวันนี้เพื่อหารือเรื่องแผนการปฏิรูป ซึ่งเขาบอกว่าพร้อมจะยกเลิกข้อบังคับบางอย่าง และเริ่มหารือเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ รวมถึงเรื่อง สื่อและบทลงโทษ

แต่มีรายงานว่า หลังคำแถลงของลูกชายกัดดาฟี ปรากฏว่า มีเสียงปืนดังสนั่นมากขึ้นในกรุงทริโปลี ขณะเดียวกันก็มีทั้งเสียงตะโกนประท้วงและเสียงบีบแตรรถดัง รวมถึงมีการยิงแก๊สน้ำตาสลายผู้ประท้วง ขณะที่กลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ประเมินว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากการใช้กำลังสลายผู้ประท้วงในเมืองเบนกาซีและอีกหลายเมืองทางภาคตะวันออกอย่างหนักตลอดหลายวันจนถึงวันเสาร์ที่ผ่านมามีมากถึง 174 คนแล้ว แต่แพทย์ในเมืองเบนกาซี เมืองใหญ่อันดับ 2 ซึ่งเป็นฐานสำคัญของกลุ่มต่อต้านกัดดาฟี เปิดเผยว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 200 คน

ที่มา.เนชั่น
/////////////////////////////////////////////////////////////

มองการณ์ไกล

ปรากฏการณ์ “แดงมากันพรึ่บ” ในวันอาทิตย์ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา...ชนิดที่ “จำนวน” นั้นแตกต่างราว “ฟ้ากับเหว” เมื่อเทียบกับ “ม็อบเหลือง” ที่มีทั้งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติ ซึ่งทำได้แค่ “ม็อบสีสัน-รำคาญตา” เท่านั้น

แต่เป็นการสะท้อนชัด “พลังแดง” นั้น “ไม่ธรรมดา” และ “ประมาทไม่ได้” โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเม.ย.-พ.ค.ที่จะ ถึงนี้ ซึ่งจะครบรอบปีที่โดน “กระชับวงล้อมขอคืนพื้นที่” ซึ่งหาก “รัฐบาล” ไม่สามารถเตรียมการรับมือและแก้เกมให้ดีๆ มีหวัง “เหนื่อยหนัก” อีกแน่ๆ และบทสรุปอาจไม่เหมือนเดิม...ก็ได้

จึงไม่แปลกที่จะพบความเคลื่อนไหวของ “ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล” ที่ต่างตีฆ้องร้าวป่าว... เตรียมรับมือกับศึกเลือกตั้งครั้งใหม่ ถึงขนาด ลือกันหึ่งว่า ไม่สิ้นเดือนก.พ.นี้ก็อาจเป็นต้น เดือนเม.ย. ที่จะมีการยุบสภา เปิดทางให้มีการ เลือกตั้งใหม่ เพื่อเป็นการลดกระแส “พลังแดง” ในการจัดงานรำลึกครบรอบปี

โดยมีการปล่อยข่าวออกมาว่า ผลการ ทำโพลของพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในระดับที่น่า พอใจ เชื่อกันว่า คะแนนเสียงจะมีมากพอใน การชนะเลือกตั้งมาเป็นพรรคอันดับ 1 เพื่อจัดตั้งรัฐบาลครั้งต่อไป รวมถึงการเมาธ์กระจาย ว่า “โหร” ทำนายทายทักว่า “ดวงพรรคประชาธิปัตย์” กำลังดีวันดีคืน...จึงควรรีบชิงความ ได้เปรียบนี้เร็วๆ

อย่าลืมว่า “ที่มา” ของ “รัฐบาลเทพประทาน” นี้...ถูกออกแบบเอาไว้แล้ว และมี “แรงผลัก” จากหลายๆ ฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จนทำให้ “ศัตรู” ก็มองเห็นว่า มีกำแพงหนาพิงหลังขนาดไหน???

ดังนั้น “ความกังวล” ที่หลายฝ่ายเป็น ห่วงกันในเรื่องจะพ่ายแพ้กับ “พรรคเพื่อไทย” ที่เป็นคู่แข่งนั้น...น่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่...เพราะแว่วมาว่า ถ้าผลเลือกตั้งเกิดพลิกผันจริงๆ “ยุบพรรครอบ 3” จะกลับมาตามหลอกหลอน แน่ๆ และ “ข้อกังวลนี้” ก็เป็นเรื่องที่ทำให้ “ผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย” ก็ต้องคิดให้หนักคิดให้ถี่ถ้วน ว่าจะคุ้มเสี่ยงที่จะเผชิญชะตากรรม... แบบอยู่ไปก็ไม่มีอนาคต...อย่างนั้นหรือ???

ที่สำคัญและไม่ควรมองข้ามคือ “ปรากฏการณ์ปฏิวัติด้วยประชาชน” ที่เกิดขึ้นใน หลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่ “อียิปต์” และที่กำลังตามมาคือ “เยเมน” นั้น...กำลังกลายเป็น “ความหวัง” ให้กับ “มวลชนแดง” ที่หวังว่า “สักวันหนึ่ง” จะเป็นวันของเขาบ้าง ซึ่งเรื่องแบบนี้ “ถือว่า...ประมาทไม่ได้”

เพราะ “อารมณ์-ความรู้สึก” ของ “มวลชน” นั้น...มักทำให้ “ผู้มีอำนาจ” (ทั่วโลก) มองข้าม และไม่ให้ความสำคัญ...จนท้ายสุดก็ “แพ้ทาง-แพ้ภัย” ในที่สุดอยากย้ำว่า “กลุ่มคนที่เสียประโยชน์” จากการที่รัฐบาลเทพประทานมาบริหารประเทศนั้น...มีอยู่มาก กระจายในทุกวงการ เพียงแต่ “คนเหล่านั้น”...ในเวลานี้ “ยังไม่กล้าแสดงออก” ในขณะที่ “กลุ่มคนที่ได้ประโยชน์” จากรัฐบาลนี้...มีน้อย และกระจุกตัว เฉพาะคนเฉพาะกลุ่ม ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้ว “แตกต่าง” กันมากๆ

จึงเป็นเรื่องที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนักและคิดทางเลือกไว้ให้มากๆ แม้จะมีทางเลือกน้อยก็ ตาม แต่มี “ทางเลือกน้อย” ก็ยังดีกว่า “ไม่มีทางเลือก” เลย...ไม่ใช่หรือ???

ที่มา.สยามธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////////////////

กรุงเทพฯ-ไคโร

อย่าให้ไคโร มาเติบโตในกรุงเทพฯ การปฏิวัติขับไล่เผด็จการที่มั่งคั่ง..ของประชาชนคนอียิปต์นั้น.. ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว.. เช่นเดียวกันกับตูนีเซียเพราะ...เป็นปฏิกิริยาโดยตรงจากประชาชน..

ไม่ต่างกับการโค่นล้มของเผด็จการ..ถนอมประภาส ของประเทศไทยในอดีต..ที่เริ่มต้นมาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์..จาก นั้นจึงส่งออกไปยังมหาวิทยาลัยต่างๆ และขึ้นบนลงล่างไปสู่เกือบจะทุกชนชั้น

38 ปีมาแล้ว..ที่ประแทศไทย สว่างไสวขึ้นมากับระบอบประชาธิปไตย กลายเป็นชาติผู้นำในการเปลี่ยนแปลง ทางการเมือง..แต่ไม่ใช่ในวันนี้มีความแตกต่างกันมากมายระหว่าง..14 ตุลาคม 16 กับ 19 พฤษภาคม 53 ในความคล้ายมีความต่าง..นักการเมืองจากพรรค การเมืองบนเวทีแห่งการต่อสู้ของคนเสื้อแดงนั้น..ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่สับสน..และสร้างความไม่ แน่ใจให้กับชาวมหาวิทยาลัย

หัวขบวนที่เป็นผู้แทนราษฎรจากพรรคการเมือง..นำมวลชนเดินมา โค่นล้มรัฐบาลของพรรคการเมืองอีก พรรคหนึ่ง..ทำให้การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่แข็งแกร่ง

และบนความสับสนอ่อนแอเมื่อรัฐบาลใช้ความอำมหิตเข้าดำเนิน การปราบปราม.. ความกลัวจึงเอาชนะ ความบ้า..มวลชนเสื้อแดงจึงต้องพบกับความปราชัยเป็นครั้งที่สอง

มวลชนจากการจัดตั้ง..ทำให้ เกิดความอ่อนแอในการเผชิญหน้า.. ทว่า..มวลชนที่เป็นอิสระทางความคิด และไร้การนำจากพรรคการเมือง.. มิได้ปราชัยไปด้วย..เขาทั้งหลาย.. จำลองการเผชิญหน้าขึ้นมาใหม่ปรับปรุงแก้ไขจนเหมาะกับสถานภาพแห่งการต่อสู้ที่เป็นรองและเสียเปรียบ

ไม่จำกัดด้วยเวลาไม่ปรารถนา การส่งกำลังบำรุง..ไม่ตั้งค่ายและว่า นอนสอนง่าย..ไม่ต่างอะไรกับปลายเข็มทิศที่ถึงจะแกว่งไกวเปลี่ยน ส่ายไปมาแต่ในที่สุดมันจะอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม..

เข็มทิศนำการเดินทางไปสู่ จุดหมาย..การเติบใหญ่ของมวลชน เสื้อแดงก็เช่นกัน..เขาเหล่านั้นกว่าครึ่ง..ไม่ได้สู้เพื่อนำทักษิณกลับมา.. แต่เขาสู้เพราะแผ่นดินของเขาในวันนี้ และประเทศของลูกหลานในวันหน้าผู้ครองอำนาจที่ฉลาด ประชาธิปัตย์ที่เป็นรัฐบาล..ทำอย่างที่ท่านทำ.. ไคโรจะมาเติบโตในกรุงเทพฯ

ที่มา.สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทักษิณ อิน บรูไน “ผมยังต้องการกลับบ้าน”

เช้าวันเสาร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะกองบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ บางกอกทูเดย์ พร้อมกันที่สุวรรณภูมิ เพื่อบินข้ามฟ้าไปประเทศบรูไน ตามคำเชิญของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ซึ่งแรกๆที่ได้รับคำเชิญให้ไปสัมภาษณ์พิเศษทำข่าว ก็ยังไม่แน่ใจว่า เป็น ดูไบ หรือ บรูไน กันแน่ แต่เมื่อได้รับคำยืนยันว่าเป็น บรูไน เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับคำเชิญไปบรูไนในช่วงนั้นพอดี ทาง”บางกอกทูเดย์”จึงตัดสินใจไปตามคำเชิญ
การเดินทางไปในครั้งนี้ ในแง่ของมุมมองในฐานะสื่อ ที่ต้องการจะหาคำตอบมารายข่าวให้ประชาชนได้รับรู้ว่า กับสภาพเหตุการณ์ต่างๆที่ประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้

จะได้รู้ว่า....พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรี คิดเห็นหรือมีมุมมองอย่างไรบ้าง??
พร้อมกับมีคำถามแรกในใจ ที่เกิดขึ้นในขณะที่กำลังบินไปบรูไน ก็คือ

ในเมื่อกระทรวงการต่างประเทศของไทย ในยุคที่มีนายกษิต ภิรมย์ เป็นรัฐมนตรีว่าการ เป็นที่รู้กันทั่ว ว่าได้มีการปิดล้อม พ.ต.ท.ทักษิณ ไปยังประเทศต่างๆมากมาย แล้วทำไม พ.ต.ท.ทักษิณจึงยังสามารถไปไหนมาไหนได้ รวมทั้งมาเยือนบรูไนได้?
คำตอบที่ได้รับในภายหลังที่พบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แล้วก็คือ ตั้งแต่ครั้งที่ไปเยือนรัสเซียแล้ว ตอนนั้นก็ได้มีหนังสือจากกระทรวงต่างประเทศระบุว่า ขอความร่วมมือในการส่งตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนให้ด้วย เพราะเรื่องนี้มีอยู่ในหมายของตำรวจสากล หรือ Inter Pol. แล้ว???

ทางประเทศรัสเซีย ก็ให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ กลับพบว่าทางตำรวจสากลบอกว่าไม่มีเรื่องหมายจับกรณี พ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาคนร้ายข้ามแดนแต่อย่างใด!!

ดังนั้นไม่เพียงแค่รัสเซียเท่านั้น แต่หลายๆประเทศก็งงไปตามๆกันว่า กระทรวงต่างประเทศของไทยออกหนังสือในลักษณะดังกล่าวมาได้อย่างไร???

ที่บรูไน เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับคำเชิญจากสายราชวงศ์บรูไน จึงได้รับการจัดที่พำนักให้เป็นอย่างดี ทำให้คณะของบางกอก ทูเดย์ ซึ่งเดินทางไปเพื่อสัมภาษณ์จึงถูกจัดให้เข้าไปพบและร่วมทานอาหารในเขตเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการสัมภาษณ์

เมื่อไปถึงบรูไน ผู้เชี่ยวชาญในคณะยืนยันว่าสภาพของบ้านเมืองยังคงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมาสักเท่าไหร่นัก บ้านเมืองสงบเรียบร้อย สะอาด มีต้นไม้ร่มรื่น ประชากรมีประมาณ 400,000 คน ผู้คนมีระเบียบวินัยดี มีฐานะร่ำรวยเพราะการค้าน้ำมัน ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าประเทศไทยเองก็มีน้ำมันบนดิน คือการเกษตรกรรม หากรัฐบาลค้าขายเป็น พัฒนาประเทศเป็น คนไทยก็คงจะมีฐานะที่ดีกันได้เช่นกัน

และคงไม่ต้องสั่งซื้อน้ำมันปาล์มให้จ้าละหวั่น เพราะขาดแคลนกันแบบวินาศสันตะโร อย่างเช่นเมืองไทยในขณะนี้

ปัญหาก็คือประเทศไทยจะมีอนาคตที่ดี และพ้นจากปลักแห่งวังวนปัญหาการเมืองในขณะนี้ได้อย่างไร??
ซึ่งคำถามนี้เป็นคำถามแรกในการสนทนา ด้วยการถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีว่า รู้สึกอย่างไรที่เห็นบ้านเมืองยังยุ่งวุ่นวายไม่จบเสียทีอย่างเช่นทุกวันนี้ และคิดจะกลับบ้านไปเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบ้างหรือไม่

อดีตนายกรัฐมนตรียอมรับว่าเป็นห่วงเป็นใยสภาพปัญหาของเมืองไทยในขณะนี้เป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าต้องการที่จะกลับไปเมืองไทยเพื่อช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ เพียงแต่ก็ยอมรับความจริงว่ายังคงถูกกีดกันไม่ให้กลับไป ก็เลยช่วยอะไรไม่ได้มาก
พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่าจะไม่ให้เป็นห่วงบ้านเมืองได้อย่างไร เพราะเวลานี้รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ก่อหนี้เอาไว้สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาทแล้ว

(หนี้สาธารณะต้นปีงบประมาณ 2554 มีจำนวน 4.166 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.36% ของ GDP ที่สำคัญเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 2.904 ล้านล้านบาท)

ซึ่งสูงกว่าหนี้ที่อดีตนายกรัฐมนตรีทั้ง 25 คนของไทยเคยก่อหนี้เอาไว้!!
แถมงบประมาณปี 2554 ที่กำหนดวงเงินงบประมาณไว้ที่ 2.07 ล้านล้านบาท ก็เป็นงบประมาณขาดดุล ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงทั้งสิ้น เพราะงบกับหนี้แทบจะเป็นตัวเลขเดียวกันแบบนี้ ลูกหลานไทยจะต้องใช้หนี้กันอีกกี่ปีกี่ชาติ
พ.ต.ท.ทักษิณ ยืนยันว่า อยากกลับบ้านแน่นอน อยากจะมาทำอะไรให้กับประเทศไทย แต่ไม่รู้ว่าจะได้กลับหรือไม่หากการเมืองยังเป็นเช่นนี้ หากยังมีความคิดที่จะทำลายการกันทางการเมืองแบบนี้ก็ไม่รู้ว่าคนพวกนั้นจะยอมให้กลับไปหรือไม่

“ก็เรื่อยๆสบายๆ แต่ยืนยันว่าอยากกลับมาแน่นอน คือจริงๆแล้วก็เริ่มปรับตัวได้แล้วกับการที่ต้องอยู่ในต่างประเทศ ชีวิตจึงไม่ได้ลำบากอะไร เพราะยังไปไหนมาไหนได้ทั่ว แม้ว่าจะยังไม่สามารถกลับประเทศได้ก็ตาม

ผิดกับกลุ่มคนที่ต้องการทำลายล้างทางการเมือง ที่ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้ ต้องอยู่ได้แค่ที่เดียว ในขณะที่ผมจะไปประเทศไหนๆก็ได้ คิดแล้วก็ขำดี”

สำหรับบรรยากาศในช่วงที่ไปพักอยู่ที่บรูไน พบว่ามีคนไทยที่เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ขาดสาย มีเป็นร้อยๆคน บ้างก็มาเป็นคณะ บางคนเป็นอดีตรัฐมนตรี บางคนเป็นนักการเมืองในปัจจุบัน

ขณะเดียวกันบรรดาคนที่มาหามาเยี่ยมเยียนก็มีสารพัดกลุ่ม คือมีตั้งแต่นักคิด นักวิชาการ ครูบาอาจารย์ คนทำธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้า ชาวบ้าน ต่างๆก็ซื้อตั๋วเดินทางกันมาเองเพื่อมาให้กำลังใจ

ซึ่งสิ่งที่น่าสังเกตอย่างหนึ่งก็คือ หากเป็นผู้ชายก็อาจจะเก็บอาการได้ในการทักทายพูดคุย แต่หากเป็นสุภาพสตรีมักจะเก็บอาการไม่อยู่ จะมีการเข้าไปโอบกอดพร้อมกับน้ำตาซึม จนทำให้อดสงสัยไม่ได้ จึงต้องตั้งเป็นประเด็นคำถามขึ้นมา
และคำตอบของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็คงทำให้หลายคนสะอึก??

“พวกเขาคงเห็นใจผมที่ต้องเผชิญชะตากรรมแบบนี้ และเพราะตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดความรู้สึก ว่าตราบเท่าที่ยังมีลมหายใจ ผมก็อยากกลับไปแน่ เพื่อจะได้ช่วยทำอะไรให้กับคนส่วนใหญ่”

สำหรับการเลือกตั้งที่ตามกติกาแล้วจะต้องเกิดขึ้นนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า หากไม่มีสิ่งแทรกซ้อนอื่นๆเข้ามา ก็ยังมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยจะยังคงได้จำนวน ส.ส.มากเป็นอันดับ 1 อยู่ แต่จะได้มากเพียงพอที่จะเกินกึ่งหนึ่งหรือไม่ ยังไม่มั่นใจนัก
เพราะที่ผ่านมามีปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นมาโดยตลอดว่า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการแล้ว กลุ่มอำนาจในปัจจุบันสามารถทีจะทำอะไรก็ได้ แทรกแซงอย่งไรก็ได้ โดยไม่แคร์เสียงสะท้อนหรือว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ใดๆเลย

อย่างเช่นมีความพยายามที่จะอ้างว่า คนอีสาน หรือคนเหนือสามารถซื้อเสียงได้ แต่อาจจะลืมคิดไปว่าที่ใช้การแทรกแซงเข้าไปซื้อได้อย่างที่บอกนั้น

ก็ซื้อได้เฉพาะแค่ร่างกายเท่านั้น แต่จิตวิญญาณของคนอีสานคนเหนือแล้ว เชื่อเถอะว่าไม่มีวันที่จะซื้อได้
ยิ่งเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้วทำให้มีลูกหลานคนอีสานคนเหนือทั้งเจ็บทั้งตายเป็นร้อยเป็นพันคนนั้น รู้หรือไม่ว่าบรรดาญาติพี่น้องของคนที่ตายคนที่บาดเจ็บนั้นมีความรู้สึกที่ขยายวงแตกหน่อไปเท่าไรแล้ว ยังคิดว่าจะซื้อได้อีกหรือ??

และต่อให้มีเงินที่ได้มาจากการใช้อำนาจหน้าที่ทางการเมือง สะสมเอาไว้ แต่ถามว่าจะสามารถซื้อได้สักกี่ครั้งกัน ในเมื่อไม่สามารถซื้อวิญญาณและสร้างการยอมรับที่แท้จริงได้

ดังนั้นสิ่งที่ทำให้ไม่มั่นใจว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร ก็คือ กลัวสิ่งแทรกซ้อนมากกว่า
ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวว่าจะมี ส.ส.ย้ายพรรคออกไป จะมีการหว่านซื้อ ส.ส.ไปอยู่ที่พรรคอื่น จนถึงวันนี้หลายๆคนที่ตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปนั้น ก็ยังคงมีการติดต่อกันอยู่ตลอด มีการมาพบปะเป็นครั้งคราว

“อย่างไรก็ตามสำหรับคนที่อยากจะไปจริงๆ ก็คงจะไม่ไปขอร้องให้กลับมา เช่นเดียวกับคนที่เคยอยู่ด้วยกัน แต่วันนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว ก็คงจะไม่มีการรับให้กลับมาใหม่แน่ เพราะบรรดาคนที่ให้การสนับสนุนมาอย่างต่อเนื่องคงไม่ยอมแน่”
ที่สำคัญตอนลำบากระหกระเหินนี่แหละ ที่ทำให้รู้ว่าใครเป้นมิตรแท้ ใครเป็นมิตรเทียม

ในเรื่องของปัญหาสุขภาพที่มีการปล่อยข่าวโจมตีมาอย่างต่อเนื่องนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ้มก่อนที่จะบอกว่า เป็นคนที่ดูแลสุขภาพมาโดยตลอด เมื่อครั้งที่ไปรัสเซียก็ได้ทำการตรวจสุขภาพโดยละเอียด ก็ไม่พบว่ามีอะไรผิดปกติ
“ผมยืนยันว่าผมยังแข็งแรงดี ไม่ได้มีปัญหาอะไร”

ซึ่งเท่าที่สังเกตุ พ.ต.ท.ทักษิณก็ไม่ได้มีปัญหาซูบผอม หรือผมร่วงผมบางอย่างที่มีการปล่อยข่าว ยังคงดูแจ่มใสดี แถมดูแล้วน่าจะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยด้วยซ้ำไป

และในฐานะสื่อ ที่ไม่อยากเห็นสภาพบ้านเมืองตกอยู่ในสภาพแตกแยกแบ่งขั้วแบ่งสีกันอย่างรุนแรงอีกต่อไป จึงได้มีการยิงคำถามกันตรงๆไปเลยว่า จะมีส่วนแก้ไขปัญหานี้อย่างไร จะมีการเจรจาประนีประนอมยอมถอยให้กันได้หรือไม่?

อดีตนายกรัฐมนตรีตอบว่า ยืนยันได้เลยว่าพร้อมที่จะคุย พร้อมที่จะร่วมแก้ไขปัญหาโดยไม่มีวาระแอบแฝง แต่หากอีกฝ่ายยังคงมี Hidden Agenda อยู่ตลอดก็คงจะคุยกันไม่รู้เรื่อง ไม่สามารถที่จะหาข้อสรุปหรือข้อยุติให้จบลงได้

“จริงๆแล้ววันนี้คงต้องถามว่า สถานะอย่างผมที่โดนกระทำขนาดนี้แล้ว ยังจะมีสิทธิต่อรองอะไรได้อีกหรือ เวลานี้ผมก็แค่ไม่ได้รับโอกาส ทั้งๆที่ผมเข้ามาโดยได้รับการเลือกตั้ง แต่กลับถูกทำปฎิวัติรัฐประหาร ซึ่งแน่นอนว่าบรรดาคนที่รักความเป็นธรรมรักประชาธิปไตยที่แท้จริง ย่อมไม่เห็นด้วย

แล้วแบบนี้ผมผิดหรือที่ประชาชนยังสนับสนุน ยังศรัทธาและชื่นชมในนโยบายที่มุ่งทำให้กับคนระดับรากหญ้า มุ่งทำให้กับทุกๆคน??”

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมามีคนพยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลทักษิณเป็นรัฐบาลที่ทุจริต แต่วันนี้เป็นอย่างไร นอกจากจะเล่นงานเอาผิดไม่ได้.แต่ คนที่เคยกล่าวหา คนที่เคยร่วมงานกันมาก่อนแต่วันนี้ได้เปลี่ยนขั้วไป ก็ได้เอาแนวทางเอานโยบายของพรรคไทยรักไทยไปใช้อยู่ไม่ใช่หรือ แล้วแบบนี้แปลว่าอะไร สิ่งที่เคยกล่าวหาคนอื่นแต่วันนี้กลับทำหมดทุกอย่าง แปลว่าอะไร

“ประเทศไทยนั้นพระสยามเทวาธิราชมีจริง วันหนึ่งความจริงทุกอย่างจะต้องเปิดเผย หลักฐานต่างๆมีการเก็บเอาไหมด เก็บไว้ได้ 10 ปี 20 ปีก็ไม่สาย ใครทำดีทำชั่วอะไรไว้ ฟ้าดินย่อมรู้ดี ผมไม่ต้องทำอะไรหรอก ถึงเวลาทุกๆสิ่งจะค่อยๆเปิดเผยออกมา”

อย่างเช่นในเรื่องที่นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม กำลังพยายามที่จะใช้เวทีโลกในการพิสูจน์ความจริงในหลายๆเรื่อง ล่าสุดทางสหพันธ์เสรีนิยมระหว่างประเทศ หรือ ไอบียู ที่ถูกยื่นเรื่องให้มีการตรวจสอบเพื่อให้ถอดถอนพรรคประชาธิปัตย์พ้นจากไอบียู เนื่องจากคดีการสังหารประชาชน

และล่าสุดทางไอบียู ก็ได้แจ้งให้รัฐบาลไทยทราบว่าจะสอบเพิ่มเติมจากคำร้องเรียนดังกล่าวแล้ว
สำหรับปัจจุบัน อดีตนายกฯทักษิณ บอกว่า นอกจากการทำธุรกิจเหมืองทองแล้ว เวลาที่เหลือก็คือการพบปะกับคนระดับสูง บรรดานักธุรกิจ และผู้บริหารในประเทศต่างๆ ซึ่งช่วยให้มีมุมมองที่กว้างไกลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

และเท่าที่เห็นและพูดคุยกัน คนอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณนั้น การได้เจอกับคนระดับชั้นนำของโลก ก็ย่อมสามารถที่จะคิดอะไรใหม่ๆได้สารพัด ในขณะที่คนเหล่านั้นก็เลือกที่จะคบหาพบปะกับคนที่เหมาะสม มีความคิด มีอนาคต ที่จะสามารถร่วมมือกันได้ด้วยเช่นกัน

พ.ต.ท.ทักษิณ จึงยืนยันว่าด้วยโครงสร้างและทรัพยากรของประเทศที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ ประเทศไทยควรจจะต้องพัฒนาให้เป็นประเทศเกษตรกรรม ให้ประเทศไทยสามารถเป็นครัวของโลก ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในเรื่องการผลิตทางด้านการเกษตร
ซึ่งถือเป็นหนทางที่เหมาะสมที่สุด ที่จะช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นจากความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในช่วง 2 ปีที่รัฐบาลปัจจุบันเดินหลงทางมาตลอดได้

ระยะเวลา 2 วันที่ได้มีโอกาสสัมภาษณ์และพูดคุย รวมทั้งสังเกตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ในฐานะสื่อ บางกอกทูเดย์คงต้องยกคำกล่าวของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่มีกระแสข่าวออกมาว่า เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ได้เคยยอมรับกับคนหลายคนมาแล้วว่า

“น่าเสียดาย พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะว่าเป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีความสามารถ ที่สามารถทำอะไรให้กับประเทศได้มาก”

ปัญหาก็คือแล้วจะปล่อยให้ปัญหาของชาติคาราคาซัง โดยได้แต่บอกได้แค่ว่าน่าเสียดายเท่านั้นหรือ
วันนี้ “ทักษิณ อิน บรูไน”… อนาคตจะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะมี “ทักษิณ อิน ไทยแลนด์”อีกครั้ง??

ที่มา.บางกอกทูเดย์
******************************************************************

รัฐบาลเหนื่อย วิกฤต"ของแพง"

ในทางการเมืองถึงจะมีการส่งสัญญาณจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่าพร้อมจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ภายในครึ่งปีแรกของปีนี้

รวมถึง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ออกมาประสานเสียงการันตีว่า การยุบสภาเกิดขึ้นแน่นอนก่อนเดือนมิ.ย.

แต่ถ้ามองลึกลงไปถึงเงื่อนไข 3 ประการ ที่นายกฯอภิสิทธิ์ เคยกำหนดไว้เป็น"โรดแม็ป" ไปสู่การยุบสภา คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐ กิจ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง

หลายคนอาจไม่แน่ใจว่าการยุบสภาเลือกตั้งใหม่จะเกิดขึ้นภายในครึ่งปีนี้หรือไม่เกินเดือนมิ.ย.ตามที่"มาร์ค-เทพเทือก" ประกาศไว้หรือไม่

อย่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญถึง จะผ่านที่ประชุมรัฐสภา วาระ 3 ไปแล้ว แต่ยังติดขัดจากการที่พรรคฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

ทำให้กระบวนการนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ ต้องระงับไว้ก่อน

ขณะเดียวกันปัญหาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองที่เกี่ยวโยงไปถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มนปช. ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติง่ายๆ แม้จะอยู่ภายใต้พ.ร.บ. ความมั่นคงก็ตาม

โดยเฉพาะการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูงกว่าการชุมนุมของกลุ่มนปช. ถึงจะมีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่าตัว

นอกจากนี้เงื่อนไขร้อนๆ ที่กำลังลุกลามกลายเป็นปัญหาการเมืองภายใน ซึ่งหลายคนกำลังจับตาว่าจะส่งผลสะเทือนต่อเสถียรภาพของรัฐบาลรุนแรงมากน้อยขนาดไหน

นั่นก็คือปัญหาเศรษฐกิจที่ก้าวเข้าสู่ยุค"ข้าวยากหมากแพง" และกำลังขยายตัวรวด เร็วเหมือนไฟลามทุ่ง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วทุกหย่อมหญ้า

จะทำให้กำหนดช่วงเวลาการยุบสภาต้องยืดยาวออกไป หรือในทางกลับกัน อาจส่งผลให้การเลือกตั้งใหม่เดินทางมาถึงเร็วขึ้น

ยังเป็นเรื่องยากจะคาดเดา



จากคำกล่าวของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ว่ารัฐบาลต้องแก้ปัญหา ของแพงให้ได้ก่อนแล้วค่อยยุบสภา ถึงจะได้คะแนนนั้น

ไม่ต่างจากคำรับสารภาพว่าปัญหาสินค้าประเภทอาหารพาเหรดขึ้นราคา กำลังเป็นปัญหาใหญ่ซ้ำเติมรัฐบาล ทั้งยังส่งผลต่อคะแนนนิยมของรัฐบาลอีกด้วย

จากเดิมที่มีอยู่สารพัดปัญหารุมกระหน่ำรอบทิศ ทั้งกรณีพิพาทกับกัมพูชา ไฟใต้ การโยกย้ายข้าราชการไม่เป็นธรรม การทุจริตคอร์รัปชั่น ฯลฯ

โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันปาล์มราคาแพงและขาดตลาด

ภาพประชาชนหาเช้ากินค่ำต้องมาเข้าคิวซื้อ ถึงขั้นแย่งชิงชกต่อยกัน กว่าจะได้น้ำมันมาทำอาหารกินแค่ขวดสองขวด เป็นภาพที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนักในสังคมไทย ที่เคยได้ชื่อเป็นสังคมโอบอ้อมอารี แบ่งปันช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

แต่นั่นยังไม่หนักสาหัสเท่ากับการที่มีข่าวนักการเมืองบางคนในซีกรัฐบาล เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์บนความทุกข์ยากของประชาชนครั้งนี้

แม้ภาพภายนอกจะฉายให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการแก้ปัญหา

คณะกรรมการนโยบายน้ำมันปาล์มแห่งชาติที่มี นาย สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นั่งเป็นประธาน ได้อนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศถึง 2 ครั้ง ครั้งแรก 3 หมื่นตัน ครั้งที่สอง 1.2 แสนตัน

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การดูแลของพรรคภูมิใจได้สั่งผลิตน้ำมันปาล์มฝาสีฟ้า กระจายออกจำหน่ายให้ประชาชนซื้อได้ง่ายในราคาถูก

แต่ก็ดูเหมือนสถานการณ์จะไม่คลี่คลายง่ายๆ

ท่ามกลางกระแสข่าวนับวันยิ่งหนาหูว่า ปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่การเมืองของพรรคประชาธิปัตย์

มีนักการเมืองระดับ "คีย์แมน" ของพรรค ถือครอง พื้นที่สวนปาล์มจำนวนหลายหมื่นไร่ผ่านเครือญาติที่เป็นนอมินี

ได้รับประโยชน์เต็มๆ ด้วยการร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตดำเนินการกักตุนสินค้าน้ำมันปาล์มไว้เพื่อเก็งกำไร จากการขึ้นราคาและการนำเข้า



จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงพอสรุปได้ว่า ปัญหาน้ำมันปาล์มถูกยกระดับขึ้นเป็นปัญหาทางการเมืองเรียบร้อยแล้ว

จุดเริ่มมีมาตั้งแต่ นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์จากพรรคภูมิใจไทยออกมาตอบโต้กับส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ว่าด้วยเรื่อง "ต้นน้ำ-ปลายน้ำ" ของปัญหา

ตามมาด้วยพรรคเพื่อไทยที่ระบุถึงนักการเมืองชื่อย่อ "ส" อยู่เบื้องหลังการกักตุน ทั้งยังเสนอให้นายกฯอภิสิทธิ์ ดึงกระ ทรวงพาณิชย์กลับมาดูแลเอง

ในฐานะเป็นนักการเมืองอักษรนำหน้า "ส" ทำให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงกับนั่งไม่ติด

จำเป็นต้องสั่งการให้กรมสอบ สวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบว่า มีใครได้รับประโยชน์จากปัญหาน้ำมันปาล์มขาดตลาด

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากย้อนไปดูผลงานการสอบสวนคดี 91 ศพเหยื่อเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของดีเอสไอเช่นกัน

ก็พอเห็นถึงแนวโน้มว่าผลตรวจสอบปัญหาน้ำมันปาล์มจะออกมาอย่างไร

หลังการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณกลางปีวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท

การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกลางปีในเดือนเม.ย.ที่จะถึงนี้ รวมถึงการจัดทำร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ถูกมองว่าเป็นเป้าหมาย ต่อไปของรัฐบาลในการ "ทิ้งทวน" ก่อนกลับลงสู่สนามเลือกตั้ง

ในจังหวะที่วิกฤตการณ์น้ำมันปาล์มครั้งนี้

อีกมุมหนึ่งก็สะท้อนให้เห็นถึงการแสวงหาผลประโยชน์ของนักการเมืองบนความทุกข์ร้อนของประชาชน เพื่อใช้เป็นทุนรอนสำหรับการเลือกตั้ง ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในอนาคตไม่ใกล้ไม่ไกล

แต่เมื่อทุกอย่างถูกเปิดโปงถึงขั้นนี้แล้ว

การชิงยุบสภาเร็วกว่ากำหนดกลางปี อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่รัฐบาลเลือกเดิน เพื่อตัดปัญหาการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน และการชุมนุมของคนเสื้อแดง ในวาระครบรอบ 1 ปีเหตุการณ์เดือนเม.ย.-พ.ค.2553

เพราะถ้าปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปรวมในช่วงเวลาเดียวกันแล้ว ต่อให้มีการแก้ไขกฎกติกาเลือกตั้งเอื้อประโยชน์ให้กับตนเองขนาดไหน ประชาชนคงไม่ยอมง่ายๆ แน่

ความหวังที่พรรคประชาธิปัตย์จะได้กลับมาจัดตั้งรัฐบาล จึงอาจเป็นเรื่องห่างไกลเกินจริง

ที่มา.ข่าวสดรายวัน
///////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

“ตื่นเถิด! ประชาชนไทย”

หากไม่ปรากฏชัดว่าสาเหตุการตายเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ คือไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ อาจจะเป็นคนร้าย ไอ้โม่ง ไอ้เขียว ไอ้ขาว ไอ้แดง ไอ้ดำก็แล้วแต่ จะส่งไปรวมกับคดีหลักคดีเดิมที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อสืบหาคนร้ายต่อไป ซึ่งตำรวจเพียงทำสำนวนชันสูตร ไม่ได้กล่าวหาใคร และไม่ได้มีหน้าที่ค้นหาตัวผู้กระทำผิด ผู้ที่มีหน้าที่ในการรวบรวมหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดและเอาตัวผู้กระทำผิดมาลง โทษคือพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ”

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดี 91 ศพจากเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ว่าดีเอสไอส่งให้ตำรวจสอบสวนแค่ 13 ศพ โดยศพที่มีเศษกระสุน หัวกระสุน ปลอกกระสุนเป็นหลักฐานต้องตรวจพิสูจน์ด้านนิติวิทยาศาสตร์ จะไม่ใช้ความเห็นส่วนตัว เพราะอาจผิดพลาดได้ ขณะนี้สอบสวนแล้ว 95% คาดว่าอีกไม่เกิน 2 เดือนจะเสร็จ แต่หากการสอบสวนปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่ต้องส่งให้ดีเอสไอทำการไต่สวนต่อไป

คำแถลงของ พล.ต.ต.อำนวยทำให้เห็นชัดเจนว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดินและญาติผู้เสียชีวิตทั้ง 91 ศพคงยากจะได้ “ความจริง” และ “ความยุติธรรม” ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน ไม่รู้ว่าหลักฐานต่างๆถูกทำลายและบิดเบือนไปอย่างไร เพราะดีเอสไอแถลงออกตัวก่อนแล้วว่ากว่า 63 ศพยังไม่มีหลักฐานระบุว่าเสียชีวิตอย่างไร รวมทั้งช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่นและนักข่าวอิสระชาวอิตาลี

2 สี 2 มาตรฐาน

ขณะที่แกนนำ นปช. และคนเสื้อแดงอีกนับร้อยกลับถูกคุมขังและไม่ได้รับการประกันตัว จากการยัดเยียดข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” และฝ่าฝืน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยเฉพาะแกนนำ นปช. มอบตัวตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก่อนจะเกิดการเผากลางเมือง แต่วันนี้นอกจากดีเอสไอจะไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้แล้ว ยังมีหลักฐานระบุว่าอาจเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐเองอีกด้วย

ตรงข้ามกับคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ถูกตั้งข้อหา “ผู้ก่อการร้าย” จากการปิด สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิตั้งแต่ปี 2551 ทำให้ประชาคมโลกประณาม และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายแสนล้าน แต่จนปัจจุบันนี้คดียังไม่คืบหน้า เช่นเดียวกับคดีกลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2551 ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ โดยปักหลักชุมนุมอยู่นานกว่า 100 วัน จนหัวหน้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีพันธมิตรฯขอลาออกจากการเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนไปแล้วถึง 2 คน

ขณะที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนายสมบูรณ์ ทองบุราณ 2 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ถูกจับกุมในข้อหาเดียวกันกับคนเสื้อแดงกลับได้รับการประกันตัวโดยเร็ว จนคนเสื้อแดงต้องชุมนุมเรียกร้องขอความยุติธรรม รวมถึงทำจดหมายเปิดผนึกปรับทุกข์กับผู้พิพากษาทั่วประเทศและคนไทยทั้งแผ่นดินว่าทำไมคนเสื้อแดงจึงไม่ได้ประกันตัว และตั้งคำถามว่าเป็นความยุติธรรม 2 มาตรฐานหรือไม่

คนเสื้อแดงจึงประกาศจะชุมนุมต่อไปจนกว่าจะได้ความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงกลับคืนมา โดยเฉพาะวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ ซึ่งครบ 10 เดือนการ “ขอคืนพื้นที่” ในเหตุการณ์ 10 เมษายน 2553 คนเสื้อแดงอาจปักหลักชุมนุมยืดเยื้อเหมือนที่กลุ่มพันธมิตรฯชุมนุมปิดถนนหน้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขณะนี้

ยัดเยียดข้อหา

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มเครือข่ายญาติผู้ต้องขังเสื้อแดงประมาณ 50 คน พร้อมนางพะเยาว์ อัคฮาด แม่ น.ส.กมนเกด อัคฮาด พยาบาลอาสาที่ถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กรณีญาติพี่น้อง สามี และลูกยังถูกคุมขังอยู่ตามเรือนจำในจังหวัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาสารคาม อุบลราชธานี อุดรธานี มุกดาหาร ขอนแก่น และเชียงใหม่ โดยไม่สามารถประกันตัวได้

จากข้อมูลเมื่อเดือนตุลาคม 2553 พบว่ายังมีผู้ต้องขังเสื้อแดง 180 คน มี 151 คนที่ขอความช่วยเหลือ บางส่วนขอทนายความ ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะเป็นผู้จัดหาให้ อีก 48 รายขอความช่วยเหลือเรื่องเงินประกันตัว ซึ่งกองทุนยุติธรรมอนุมัติให้ทั้งหมด ขณะนี้อยู่ระหว่างนำเงิน 28 ล้านบาทเพื่อเป็นหลักทรัพย์ประกันตัว แต่การให้หรือไม่ให้ประกันตัวเป็นดุลยพินิจของศาล ซึ่งที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้ยื่นประกันตัวไปแล้วหลายราย แต่ส่วนใหญ่ศาลไม่อนุญาต เพราะเกรงว่าผู้ต้องขังจะหลบหนี

แม้จะมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ประกันตัวคนเสื้อแดง 104 คนตามที่นายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) เสนอ แต่มติ ครม. ระบุให้ดีเอสไอและสำนักงานตำรวจแห่งชาติไปหาหลักเกณฑ์และแนวทางในการประกันตัว แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพจึงจะทำหนังสือทวงถามให้

อย่างกรณีนางศิรินารถ จันทะคัต จากจังหวัดมหาสารคาม อยากให้รัฐบาลแสดงความจริงใจด้วยการช่วยเหลือผู้ต้องขังอย่างที่พูด โดยยกตัวอย่างความยากลำบากของครอบครัวจันปัญญา หลังจากนายสุชล จันปัญญา นักศึกษาเทคนิคชั้น ปวส.1 ถูกคุมขัง ทำให้พ่อที่เป็นอัมพาตและแม่ที่อายุมากอยู่อย่างยากลำบาก เพราะปรกตินายสุชลเป็นเสาหลักหาเลี้ยงครอบครัวและทำงานเป็นลูกจ้างร้านถ่ายเอกสารส่งเสียตัวเองเรียน ในวันเกิดเหตุนายสุชลไปยืนดูการชุมนุม แต่ตำรวจใช้ภาพถ่ายและขวดน้ำมันเป็นหลักฐาน ทั้งที่ขวดน้ำมันไม่มีลายนิ้วมือของนายสุชล

ส่วนนางวาสนา ลิลา จากจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวทั้งน้ำตาว่า สามีถูกคุมขังมานานหลายเดือนจนมีอาการเครียด เกรงจะคิดสั้นในเรือนจำ โดยโดนข้อหาร่วมกันวางเพลิง ทั้งที่วันเกิดเหตุไปซื้ออะไหล่รถและแวะมาดูลูกคนเล็กที่ป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อผ่านจุดเกิดเหตุจึงแวะดู แต่ตำรวจนำภาพถ่ายมาให้เซ็นชื่อ โดยบอกว่าหากลงชื่อวันรุ่งขึ้นสามารถประกันตัวได้ แต่กลับถูกคุมขังมาจนถึงปัจจุบัน

รัฐบาลจุดชนวนความรุนแรง

ข้อมูลล่าสุดที่บ่งชี้ถึงการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่ชอบธรรมคือคำให้การของนายปริย นวมาลา เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที กับ คอป. ในฐานะสื่อหลักขณะนั้นที่ทำหน้าที่รายงานสถานการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยระบุว่า รัฐบาลพยายามจะใช้สื่อคือเอ็นบีที ไม่ว่าจะเป็นข้อความตัววิ่งหน้าจอ หรือการจัดเวทีสนทนา โดยเชิญวิทยากรที่คิดเหมือนกับรัฐบาลมาแสดงความเห็นผ่านโทรทัศน์ โดยผู้จัดไม่สามารถนำคนที่เป็นกลางหรือคิดเห็นแบบเดียวกับคนเสื้อแดงมาออกรายการได้ เพื่อโจมตีกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งเหมือนเป็นการราดน้ำมันลงในกองไฟ เอ็นบีทีจึงกลายเป็นสื่อที่จุดชนวนความรุนแรง

“ทำไมผมถึงพูดแบบนี้ เพราะว่าองค์กรของผมได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นระเบิดเอ็ม 79 ยอมรับว่าบางรายการนำเสนอเนื้อหาที่ไม่สร้างสรรค์ เจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายยอมรับว่าบุคลากรและเจ้าหน้าที่ก็เป็นบุคคลที่น่าเห็นใจ ไม่ว่ารัฐบาลใดจะมาต้องทำไปตามเนื้อหาที่รัฐบาลต้องการ”

นายปริยยืนยันว่า ความรุนแรงส่วนหนึ่งมาจากรัฐบาล โดยมองประชาชนกลุ่มหนึ่งเป็นศัตรู แต่ถ้า คอป. จะเจาะข้อมูลจากบุคลากรในสถานีเชื่อว่า 90% ไม่มีใครกล้าพูด ส่วนเหตุผลคงทราบดีว่าเพราะรับเงินเดือนจากรัฐบาล แต่ตนเองกล้าพูดเพราะเห็นใจประชาชน

สกว. ยันรัฐใช้ความรุนแรง

แม้แต่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ยังระบุถึงการใช้ความรุนแรงของรัฐบาลจากการจัดทำรายงานเรื่อง “ยุทธศาสตร์สันติวิธีกับการจัดการความขัดแย้งในสังคมไทย : กรณีเสื้อเหลือง-เสื้อแดง” ตามโครงการยุทธศาสตร์สันติวิธีสำหรับสังคมไทยในศตวรรษที่ 21 โดยเห็นว่าสาเหตุที่ทำให้การชุมนุมอย่างสันติของ นปช. ลงท้ายด้วยความรุนแรงนั้นมาจากกระบวนการตัดสินใจของทั้ง 2 ฝ่ายมีปัญหา แต่ปัญหาสำคัญอยู่ที่รัฐบาลที่เป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงและกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียมีความไม่ลงตัวระหว่างอำนาจในระบบสถาบันการเมืองปรกติกับอำนาจภายนอก

โดยเฉพาะผู้ชุมนุมเลือกใช้ยุทธศาสตร์แบบเผชิญหน้าและท้าทายกับระบบการเมืองปรกติ เช่น การยึดครองศูนย์กลางธุรกิจ แม้จะไม่ใช้ความรุนแรง แต่ฝ่ายรัฐบาลที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยเห็นว่าหากปล่อยให้การประท้วงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับการก่อเหตุรุนแรงจากการกระทำของผู้ที่ไม่ทราบฝ่าย รัฐบาลจะถูกมองว่าไม่สามารถทำหน้าที่ของตนเองได้ จึงนำไปสู่การยุติปัญหาอย่างรวดเร็ว

“การปฏิบัติการตามกลไกต่างๆของรัฐต่อการชุมนุมนั้นตกอยู่ภายใต้กรอบคิดและวาทกรรมของสงครามและการก่อการร้าย รูปธรรมของวาทกรรมนี้ปรากฏให้เห็นชัดจากคำอธิบายของผู้ปฏิบัติงานของรัฐและการตั้งข้อกล่าวหาต่อแกนนำ นปช. ในข้อหา “ก่อการร้าย” หลังเหตุการณ์ความรุนแรงในวันที่ 10 เมษายน 2553 และพยายามเชื่อมโยง นปช. กับการก่อเหตุความรุนแรงโดยผู้กระทำไม่ทราบฝ่าย”

แม้ยุทธวิธีการเคลื่อนไหวของ นปช. จะอยู่ในขอบเขตไม่ใช้ความรุนแรง แม้แต่การ “เทเลือด” ก็ถือเป็นการประท้วงในเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งรัฐมองการชุมนุมเป็นเพียงการแสดงออกทางการเมืองและจำเป็นต้องแก้ปัญหาด้วยวิถีทางการเมืองเท่านั้น แต่กลับมองว่าการประท้วงและผู้ประท้วงเป็นภัยร้ายที่ต้อง “จัด การ” ให้ได้ เมื่อมองว่าอยู่ในสภาวะสงครามจึงจำเป็นต้องใช้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเอาชนะสงคราม แม้จะเกิดความรุนแรงและความสูญเสียก็ตาม

บดบังความจริงอันตรายใหญ่หลวง

รายงานของ สกว. ยังระบุถึงเหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ นั่นคือการใช้กำลังทหาร “ขอคืนพื้นที่” เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ตามมาด้วยการปะทะและการปรากฏตัวของ “ชายชุดดำ” กลุ่มติดอาวุธที่ยังไม่สามารถระบุได้ รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ทำให้ผู้ชุมนุมต้องใช้วิธีการตั้งรับหรือตอบโต้ด้วยความรุนแรงในนาม “การป้องกันตนเอง” และทำให้ผู้ชุมนุมที่มีลักษณะรุนแรงสุดโต่งซึ่งเป็นส่วนน้อยมีอิทธิพลต่อขบวนการเคลื่อนไหวมากขึ้น

การปรากฏตัวของ “ชายชุดดำ” ที่นำไปสู่การสูญเสียของฝ่ายทหารจึงทำให้การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ครั้งหลังเป็นลักษณะการทำสงครามมากกว่าการสลายการชุมนุม โดยเน้นการโจมตีก่อนเพื่อป้องกันการสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่

คณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธียังเตือนว่าอันตรายใหญ่หลวงจะบังเกิดขึ้นกับสังคมหากฝ่ายความมั่นคงมองไม่เห็นความจริงในสังคม หากการตัดสินใจของฝ่ายรัฐในสถานการณ์ขัดแย้งที่ล้ำลึกนั้นเชื่อมโยงกับงานข่าวความมั่นคงที่มีข้อมูลและการข่าวแบบความเชื่อบดบังความจริง ซึ่งต้องยอมรับว่าในภาพใหญ่ของสังคมไทยขณะนี้กำลังเปลี่ยนแปลง และคำตอบความมั่นคงของสังคมไทยที่ยั่งยืนในอนาคต ผู้มีอำนาจต้องไม่เลือกข่าวเฉพาะที่ตอบสนองต่อเป้าหมายของตนเอง หรือโดยอาศัยกำลังทหารเป็นหลัก

“อัมสเตอร์ดัม” สู้ไม่ถอย

ด้านนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความสำนักงานทนายความอัมสเตอร์ดัม แอนด์ เปรอฟ ซึ่งเป็นทนายความของ นปช. ในการยื่นเรื่องฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ (International Criminal Court-ICC) ที่วิดีโอลิ้งค์มายังที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ยอมรับว่าการที่ไอซีซีจะรับคดีมีน้อย แต่จะรวบรวมหลักฐานและยื่นคำร้องไปใหม่เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ แม้จะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากไอซีซี แต่ทีมทนายจะหาวิธีช่วยคนเสื้อแดงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายให้ได้ ทั้งที่ผู้ก่อการร้ายตัวจริงคือคนที่สั่งฆ่าประชาชนอย่างเลือดเย็น

นายอัมสเตอร์ดัมยืนยันว่า ตราบใดที่รัฐบาลนี้ยังอยู่ในอำนาจจะต่อสู้อย่างไม่หยุดยั้งเพื่อเปิดโปงการก่ออาชญากรรมในประเทศไทย และตราบใดที่องค์กรต่างประเทศยังเพิกเฉยก็จะต่อสู้ต่อไป โดยจะเขียนจดหมายถึงสถานทูตต่างๆว่า We Count to เพื่อแสดงว่าคนเสื้อแดงยังมีตัวตนอยู่และต้องการความยุติธรรม นอกจากนี้ทีมทนายความจะผลักดันพรรคประชาธิปัตย์ออกจากสมาพันธ์เสรีนิยมระหว่างประเทศ เพราะปกปิดคดีอาชญากรรมระหว่างมนุษยชาติ

“ผมคงอยู่ในโลกไม่ได้หากปล่อยให้ปิศาจอยู่ในโลก แม้ประเทศไทยไม่ได้ลงสัตยาบันกับไอซีซี แต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ผิดพลาดที่ยังไม่สละสัญชาติอังกฤษที่ได้รับโดยกำเนิด ฉะนั้นนายอภิสิทธิ์ยังอยู่ในเขตอำนาจของไอซีซี จึงไม่ต้องคำนึงถึงสถานที่การก่ออาชญากรรม ผมและทีมงานจะนำเรื่องร้องทุกข์ขึ้นสู่กระบวนการให้สำเร็จ ขอให้เชื่อมั่นว่าการต่อสู้จะดำเนินต่อไป ไม่ปล่อยให้ฆาตกรลอยนวล แกนนำ นปช. จะไม่โดนขังคุกอย่างไม่ชอบธรรมแน่นอน”

ประชาชนปฏิวัติ!

ดังนั้น ตราบใดที่นายอภิสิทธิ์ยังเป็นรัฐบาล และดีเอสไอยังเป็นเจ้าของคดี 91 ศพ การชันสูตรพลิกศพจะยังมืดมน และไม่มีวันที่ “ความจริง” จะปรากฏว่าแต่ละรายเสียชีวิตอย่างไร ใครเป็นคนยิง ทั้งที่สังคมไทยและคนทั่วโลกรู้ดีว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นฆาตกร
การได้มาซึ่งความจริงและความยุติธรรมจึงเป็นไปไม่ได้เลยหากคนเสื้อแดงจะรอความหวังจากรัฐบาลและกระบวนการยุติธรรมที่วันนี้ผูกพันและถูกครอบงำโดยกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ความยุติธรรม 2 มาตรฐานจึงเป็นความชั่วร้ายที่แม้แต่อำนาจตุลาการยังเกิดวิกฤตศรัทธาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

อย่างที่สำนักข่าวอัลจาซีราตีพิมพ์บทความเรื่อง “อะไรที่ทำให้การปฏิวัติสำเร็จ” ของนาย Roxane Farmanfarmaian นักวิชาการรัฐศาสตร์และต่างประเทศ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ และศูนย์ตะวันออกกลางมหาวิทยาลัยยูทาห์ ซึ่งอยู่ในอิหร่านช่วงเกิดการปฏิวัติและวิกฤตตัวประกันที่อิหร่านจับชาวสหรัฐเป็นตัวประกันถึง 444 วัน เปรียบเทียบการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี 1979 กับการประท้วงใหญ่ในอียิปต์ว่า การปฏิวัติอิหร่านให้บทเรียนที่อียิปต์ 5 บทเรียนสำคัญคือ 1.การปฏิวัติต้องใช้เวลา 2.ระบอบที่หยั่งรากไม่จากไปอย่างเงียบๆ 3.กองทัพไว้ใจอะไรไม่ได้ 4.การนัดหยุดงานเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จ และ 5.การเบี่ยงเบนสื่อที่ถูกควบคุมโดยรัฐเป็นความสำเร็จสำคัญ

โดยเฉพาะการลุกฮือของประชาชนในอียิปต์นั้นสะท้อนถึงยุคสมัยที่การประท้วงเริ่มต้นจากการใช้บล็อกและทวิตเตอร์ รวมถึงมีแรงสะสมจากรายการโทรทัศน์บนอินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ค และโทรศัพท์มือถือ แม้ว่าประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัค จะสั่งตัดอินเทอร์เน็ตและเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ แต่ไม่สามารถปิดกั้นการสื่อสารได้

ขณะที่นายอภิสิทธิ์กลับกลายเป็น “ตัวตลกโลก” เมื่อผู้สื่อข่าวต่างชาติให้ออกความเห็นถึงนายมูบารัคซึ่งขณะนั้นกำลังถูกชาวอียิปต์ลุกฮือขับไล่ว่าควรเคารพความต้องการของประชาชนและปฏิบัติหน้าที่ของตนเอง ทั้งยังฝากถึงผู้นำประเทศที่เผชิญกับการลุกฮือของประชาชนว่าต้องรู้จักอดทนอดกลั้นและไม่ใช้ความรุนแรง แต่กรณีรัฐบาลไทยและกองทัพต้องใช้ความรุนแรงกับคนเสื้อแดงจนมีผู้ชีวิตและบาดเจ็บมากที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทย เพราะมีการยิงอาวุธระเบิดและบุกรุกเข้าไปในโรงพยาบาล จึงจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายเพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นระเบียบเรียบร้อยของประเทศ

คำพูดของนายอภิสิทธิ์จึงสะท้อนชัดเจนว่าทำไม 9 เดือนที่ผ่านมาคนเสื้อแดงจึงยังต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนกลับคืนมา เหมือนคนตูนิเซียและอียิปต์ที่ทำให้ผู้นำเผด็จการทั่วภูมิภาคตะวันออกกลางและรัฐบาลประเทศต่างๆทั่วโลกที่ยังปกครองภายใต้อำนาจเผด็จการต้องหวาดผวาและปรับตัวก่อนจะถูกประชาชนปฏิวัติ

คนเสื้อแดงจึงมีสิทธิอันชอบธรรมที่จะต่อสู้เพื่อ ให้ได้มาซึ่งความยุติธรรมและประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชน ไม่ใช่ แค่ให้ปล่อยตัวคนเสื้อแดงชั่วคราว

เพราะประวัติศาสตร์ทั่วโลกยืนยันว่าไม่มีอำนาจใดจะยิ่งใหญ่เท่าอำนาจของประชาชน!

ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข
////////////////////////////////////////////////////////////////////

โรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ) ของราษฎรอาวุโส.!!!

Schopenhauer

ได้อ่านบทความล่าสุด – โครงการ “ทำแผนที่คน” (Human Mapping)[1] จาก “โรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ)” ของราษฎรอาวุโส แกเขียนอธิบายความว่า “...การ ทำแผนที่คนไทยทั้งประเทศก็จะไม่ยาก สามารถทำได้เสร็จภายใน 6 เดือน เรามีหมู่บ้าน ประมาณ 80,000 หมู่บ้าน เรามีมหาวิทยาลัยกว่า 100 แห่ง มีนักศึกษารวมกันหลายแสนคน สามารถส่งนักศึกษาไปทำแผนที่คนไทยได้ในทุกหมู่บ้าน”

“...ชาวบ้านนั้นจมปลักอยู่กับความต่ำต้อย ความไม่มีเกียรติ ความไม่มีคุณค่า เป็นคนไม่มีความรู้สมัยใหม่ ถูกดูถูกเสียจนดูถูกตัวเอง – ครั้นมีคนสมัยใหม่เช่นนักศึกษา หรือคนที่จบปริญญามานั่งฟัง มานั่งขุดความรู้ความชำนาญที่ฝังลึกอยู่ในตัวเรา – ตามปรกติชาวบ้านไม่ค่อยได้พูด ได้แต่ฟังคนอื่นที่มีอำนาจมากกว่า มีความรู้มากกว่า มีเงินมากกว่า”

“บัด นี้มีคนที่เคยสมมติว่าเหนือกว่า มานั่งฟังด้วยความเคารพ และเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขารักเขาชอบเขาถนัด ที่มีอยู่ในตัวเขาจริงๆ เขาจึงมีความสุขขึ้นมาท่วมท้น ที่รู้สึกมีเกียรติ (เป็นครั้งแรกในชีวิต) รู้สึกภูมิใจในตัวเอง...”

“...ความ เห็นใจ และการอยากทำเพื่อเพื่อนมนุษย์ เป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ ทุกคน ที่ว่าทุกคนล้วนแต่มีเมล็ดพันธุ์แห่งความดีอยู่ในหัวใจ”

“ถ้ามีแต่มายาคติเข้ามาขวางกั้น เช่น ฐานะ อำนาจ กฎหมาย กฎ ระเบียบ เงิน รูปแบบ เมล็ดพันธุ์แห่งความดีไม่มีโอกาสได้งอกงาม”

“...ถ้า เราทำทุกพื้นที่ทั่วประเทศ คนไทยทุกคนจะกลายเป็นคนมีเกียรติมี ศักดิ์ศรีมีความมั่นใจในตัวเอง การเคารพศักดิ์ศรี และคุณค่าของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เป็นศีลธรรมพื้นฐานของสังคม...”

“เนื่อง จากความรู้ในตัวคนมีฐานอยู่ในวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือวิถีชีวิตร่วมกัน จะทำให้การศึกษาเชื่อมกับวัฒนธรรมหรือวิถีชีวิตร่วมกัน เมื่อใดการศึกษาเชื่อมกับชีวิต และการอยู่ร่วมกันจะเกิดเรื่องใหญ่มาก คือ เกิดการอภิวัฒน์ประเทศไทยทุกด้าน”

“...ก่อน คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อ พ.ศ. 2554 ท่านคุยกับผมหลายครั้ง - ครั้งหนึ่ง ผมแนะนำเรื่องใหญ่ๆ ไป 4 เรื่องเรื่องหนึ่งคือการทำแผนที่คนไทย หรือ Human Mapping ตามที่กล่าวถึงนี้ ท่านเป็นคนปัญญาไวเข้าใจทันที แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีก็คงทำให้ท่านยุ่งเกิน เลยไม่ได้ทำ - หวังว่านายกฯอภิสิทธิ์จะไม่ยุ่งเกิน!”



ผมชอบย่อหน้าสุดท้ายของราษฎรอาวุโส คนนี้จริง ๆ – นี้แหละที่เขาเรียกว่า “เขี้ยวจริง ๆ – เขี้ยวของจริง” ใครที่คิดจะทำ proposal ขอทุนทำงานวิจัย, ลองอ่านโครงการ “ทำแผนที่คน-อภิวัฒน์ประเทศไทย” ฉบับนี้เป็นตัวอย่าง (แต่ถ้าคิดจะไปของทุนจาก “สสส.” หรือ “สมัชชาปฏิรูป 600 ล้าน” ที่แกดูแลอยู่ – ถ้าคุณไม่ใช่ [NGO] สีเดียวกัน-ก็หมดสิทธิ์!!!)

ราษฎรอาวุโส-หัวหน้าโรงงานผลิตภาษา (แห่งชาติ) – ผู้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป 600 ล้าน (คสป.), เป็นคณะกก.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) - ล่าสุดยังดูแลอีก 14 องค์กรที่อยู่ภายใต้ คสป. เช่น องค์กรปกครองท้องถิ่นเพื่อการปฏิรูป, สภาองค์กรชุมชน และสภาผู้นำชุมชนเพื่อการปฏิรูป (มีนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เป็นประธาน,สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน-พอช.), เครือข่ายประชาคมเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้ใช้แรงงานและคนจนเมืองเพื่อการปฏิรูป (อ.ณรงค์ฯ ดูแล), เครือข่ายพลังสตรีเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายพลังเยาวชนเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้พิการเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายผู้ด้อยโอกาสเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายภาคธุรกิจกับการปฏิรูป, เครือข่ายอุดมศึกษาเพื่อการปฏิรูป, เครือข่ายศิลปินเพื่อการปฏิรูป (มีนายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เป็นประธาน), คณะกก.จัดสรรทรัพยากรเพื่อความเป็นธรรม, คณะกก.ความยุติธรรมกับการปฏิรูป, คณะกก.การสื่อสารเพื่อการปฏิรูป [2] - - เยอะแยะจนน่าเวียนหัว.

แต่อย่าเพิ่งมึนงง เพราะนี้คือเรื่องของงบประมาณ, เงินทั้งนั้น - พรรคพวก (NGO) ของตัวเองทั้งนั้น ที่เกี่ยวข้อง (กับงบ-เงินเหล่านี้) !!!

เงิน 600 ล้าน ที่ได้มาเพื่อปฏิรูปประเทศ เพื่อคนไทยจะได้ปรองดองกัน มันแค่เรื่องจิ๊บ ๆ – ยังต้องใช้เงินอีกเป็น 1,000 ล้าน เพื่อให้คนฝ่ายหนึ่ง (คนสีเสื้อหนึ่ง) เอาเงินภาษีของผู้คนในประเทศ, ไปทำโครงการปฏิรูปประเทศ-ให้คนรักกันปรองดองกัน?

“ปรองดอง” เริ่มต้นที่ใครดี - ก็เริ่มต้นที่ตัวคุณนั่นแหละ – เริ่มต้นที่เงินงบประมาณ ที่คุณถืออยู่นั้นแหละ

“แค่คิดกลับกัน” คุณ ลองแบ่งปันเงินงบประมาณ ให้กับคนอีกสีเสื้อหนึ่ง, ให้เขาไปทำงานวิจัย, ให้เขาทำกิจกรรม, ให้เขาทำสื่อ, แล้วเอาผลงานที่ได้ มาเปรียบเทียบกับข้อมูล ที่มาจากอีกฝ่ายหนึ่ง – คุณก็จะเห็นภาพว่าจะปรองดองกันอย่างไร-ต่อไป?

แต่เรื่องแบบนี้ “หัวหน้าโรงงานผลิตภาษา” (แห่งชาติ) กลับคิดไม่เป็น.???

นอกจากตัวหัวหน้าโรงงานแล้ว ยังมี “ทีมงานอีกหลายคน” – อย่าให้เอ่ยชื่อเลย (แม้แต่ตัวหัวหน้า ผมยังไม่อยากเอ่ยชื่อ) พวกคุณจะประดิษฐ์คำพูดอะไรออกมาก็ได้, แต่ถ้ามันไม่ได้ออกมาจาก “หัวใจ” มันก็แค่ วิธีการทำมาหากินแบบหนึ่ง ก็เท่านั้นเอง.!!!

อ้างอิง

[1] http://www.prachatai3.info/journal/2011/02/33152

[2] http://community.isranews.org/politic/680-2010-07-29-10-10-02.html

////////////////////////////////////////////////////////////////

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สมาร์ทการ์ด เน่า !!??

จนถึงวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังไม่สามารถได้บัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์หรือสมาร์ทการ์ด เพราะที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 มกราคม ยังไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ ทั้งที่กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เรียกกิจการร่วมค้าวีสมาร์ท ผู้ผลิตมาเจรจาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เกิดปัญหาความล่าช้าขึ้น

ทั้งที่เมื่อปลายปี 2553 นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที ได้ยืนยันว่าปัญหาความขัดแย้งกับกระทรวงมหาดไทยเรียบร้อยแล้ว และจะเร่งดำเนินการโดยเร็วตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องการให้ประชาชนได้ใช้งานบัตรโดยเร็วที่สุด ที่ผ่านมามติ ครม. ได้กำหนดให้กระทรวงมหาดไทยต้องเป็นผู้นำเข้า ครม. และคาดการณ์ว่าประชาชนจะได้ใช้ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ขณะที่มีผู้ถือบัตรเหลืองล่าสุดกว่า 3 ล้านคน ซึ่งก่อนหน้านี้นายจุติเคยชี้แจงว่า มีปัญหาการทำบล็อกแผนที่ประเทศไทยเป็น 3 มิติ ซึ่งต้องใช้เวลา 30 วัน และต้องทำที่ต่างประเทศ หากบล็อกเสร็จจะใช้กระบวนการผลิตบัตรเพียง 30 วัน จากเดิม 45-60 วัน ซึ่งทางบริษัทผู้ผลิตยืนยันว่าบัตรรอบแรกจะสามารถทยอยส่งมาให้ก่อน 500,000-1 ล้านใบ

ล่าสุดนายอภิสิทธิ์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยไปตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ร่วมกับกระทรวงไอซีที ซึ่งเบื้องต้นกระทรวงมหาดไทยแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลการไม่เซ็นรับบัตร เพราะบัตรไม่ถูกต้องตามที่ตกลงกันไว้ แต่นายอภิสิทธิ์ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างพรรคเพื่อแผ่นดินกับพรรคภูมิใจไทยหรือไม่

อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ระบุว่า หากสามารถตกลงกับผู้ผลิตได้ คาดว่าภายใน 1 เดือนน่าจะเรียบร้อย แต่หากเกิดความเสียหายจนกระทั่งไม่สามารถนำบัตรมาใช้ได้ ก็ต้องตรวจสอบดูอีกครั้งว่าเป็นความผิดของใคร และหากเกินเลยไปจากความรับผิดชอบของกระทรวงมหาดไทยจะต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงต่อไป

สรุปแล้วประชาชนยังไม่รู้ว่าจะต้องถือบัตรเหลืองแทนสมาร์ทการ์ดไปอีกนานแค่ไหน ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ก็รู้ดีว่าปํญหานี้เริ่มต้นจากความขัดแย้งของรัฐมนตรี 2 กระทรวง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันก็ตาม นายอภิสิทธิ์ก็ต้องไม่ปล่อยให้ปัญหานี้ยืดเยือมานานหลายเดือนเช่นนี้

ดังนั้น กรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย จะนำเรื่องบัตรสมาร์ทการ์ดมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีรายบุคคล โดยถือว่าเป็นความผิดของนายอภิสิทธิ์และ ครม. ทั้งคณะ เนื่องจาก ครม. มีมติให้กระทรวงมหาดไทยแก้กฎกระทรวงมหาดไทย เพื่อรองรับบัตรสมาร์ทการ์ดที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นมาแบบไม่ถูกต้องตามกฎกระทรวง เท่ากับว่า ครม. ร่วมกันฟอกสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง

แต่ผลเสียหายที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่แค่รัฐบาลจะกระทำผิดกฎหมาย หรือมีการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่เท่านั้น ยังทำให้ประชาชนหลายล้านคนขณะนี้เดือดร้อนในการทำธุรกรรมต่างๆอย่างมากด้วย

ที่มา. หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

////////////////////////////////////////////////////////////////////