วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
การต่อสู้ของ "ขบวนการไพร่" กำลังยกระดับสู่ขั้นใหม่
การปฏิวัติไทยกำลังยกระดับสู่ขั้นใหม่
ปัญญา แพร่พันธุ์
ปรัชญาการทหาร
ในทรรศนะส่วนตัวชองผู้เขียน นิพนธ์การทหาร ของเหมาเจ๋อตง ก็เป็นตำราสงคราม เล่มหนึ่ง ไม่ต่างไปจาก ตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ที่เข้าใจว่าเป็นสรุปจากความจัดเจนจากสงครามในยุคโบราณซึ่งเป็นยุคทาสของจีน แต่ นิพนธ์การทหาร ของเหมาเจ๋อตง เกิดขึ้นจากการสรุปความรู้และความจัดเจนในสงครามยุคใหม่ของการปฏิวัติที่มีลักษณะเฉพาะของจีน กล่าวคือ ในสงครามที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสังคมที่มีลักษณะกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาของจีน นิพนธ์การทหารทั้งสองมีลักษณะร่วมกันคือมีลักษณะเป็นปรัชญาการทหารที่เป็นวัตถุนิยม (จับต้องได้ มีสองด้าน เคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลง)
จากการนำหลักการทหารของเหมาเจ๋อตงไปปฏิบัติ และประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลักการทหารของเหมาเจ๋อตง ก็มีปัญหาในตัวของมันเอง นั้นคือ ไม่สามารถเอาหลักการนี้ไปใช้ด้วยจินตนาการเพียงอย่างเดียว อย่างตายตัว ไม่พลิกแพลง และไม่อยู่บนปฏิบัติการที่เป็นจริง และโดยปราศจากจิตสำนึกทางชนชั้น (ชนชั้นผู้ถูกกดขี่) ทำให้งานของเหมาเจ๋อตง มักฟังดูง่ายแต่เข้าใจยากหากไม่ใช้ความคิดวิทยาศาสตร์และจิตสำนักทางชนชั้น เอาไปจับ นี่คือเหตุผลว่า แม้มีการศึกษานิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตงในสถาบันการศึกษาการทหารในประเทศตะวันตกอย่างเวสต์ปอยต์ ทหารอเมริกัน ก็ไม่สามารถเข้าใจและนำหลักการทหารนี้ไปต่อต้านสงครามประชาชนในประเทศต่าง ๆ ได้ พวกเขาจึงมักเริ่มต้นด้วยการเป็นฝ่ายรุกในตอนเริ่มแรก แต่ในเวลาไม่ช้าไม่นานก็จะตกเป็นฝ่ายรับ จะเป็นเพราะอะไรนั้นต้องขอรบกวนผู้อ่านให้ไปค้นคว้าดูอีกที
ไม่ต้องพูดถึง จปร. รบกับคอมมิวนิสต์อยู่ตั้งหลายปี และกองทัพไทยก็เคยชนะคอมมิวนิสต์มาแล้ว แต่ไม่ใช่ด้วยมาตรการทางการทหารแต่เป็นมาตรการทางการเมือง แค่ก็ลืมไปแล้ว ใช้วิธิคิดด้านเดียว เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ
ความจริงที่เปิดเผยชึ้นภายหลัง 30 ปี
หลังจากเวลาผ่านไป 30 ปี จึงรู้ว่าทำไม กองทัพไทยจึงชนะคอมมิวนิสต์ได้ ความจริงแล้วหาใช่นโยบาย 66/23 ไม่ แต่หากเป็นเพราะ มีพวกทรยศแอบแฝงอยู่ภายในพรรค พวกเขาได้ใช้แนวทางฉวยโอกาสเอียงซ้าย ในเสื้อคลุมของความคิดเหมาเจ๋อตง มาทำลายล้างนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซ-เลนินที่แท้จริงจำนวนมาก ภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนกระทั่งพรรคอันเป็นกองหน้าอันมีเกียรติของมวลผู้ถูกกดขี่ขูดรีดต้องล่มสลายลงไปในที่สุด ความจริงนี้ได้เปิดเผยขึ้นเมื่อเหล่าผู้ทรยศซากเดนศักดินาแดงพากันไปร่วมมืออย่างเปิดเผยกับพวกศักดินาอมาตยาธิปไตย พลังกดขี่ขูดรีดปฏิกิริยาเก่าแก่ที่สุดของไทย ก่อการปฏิปักษ์ปฏิวัติ คัดค้านการเคลื่อนไหวปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนไทย
แก้ว 3 ประการ
หลักการทหารของเหมาเจ๋อตง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “เองมาข้ามุด เองหยุดข้าแหย่ เองแย่ข้าตี เองหนีข้าตาม” อย่างที่เสธ.แดง มักพูดถึง เท่านั้น (ทรรศนะของเขา เป็นทรรศนะแบบด้านเดียว หยุดนิ่ง และไม่เปลี่ยนแปลง) หลักการทหารของเหมาเจ๋อตงมีเป็นอะไรมากกว่านี้มาก แต่ที่สำคัญมันต้องเริ่มต้นจาก ความเป็นธรรมของสงคราม เป็นอันดับแรก ไปสู่ การสร้าวพรรคและกองทัพที่ปฏิวัติ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่เป็นวัตถุนิยมวิภาษ ดังนั้น การท่องนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตง โดยไม่มีพื้นฐานลัทธิวัตถุนิยมวิภาษ และทฤษฎีวิวัฒนาการสังคม (วัตถุนิยมประวัติศาสตร์) ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาของจีน ก่อนปี 1949 และ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจีน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถยึดกุมหลักการทหารเหมาเจ๋อตงไปใช้ได้ทั้งหมด
แม้ผู้เขียนเอง ก็เพิ่งมาเข้าใจรายละเอียดบางอย่างเมื่อได้มีโอกาสไปเห็นภูมิประเทศจริง ๆ ของสถานที่ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตง ในหูหนาน เจียงซี ส่านซี หูเป่ย และเหลียวหนิง ซึ่งก็ไม่มีที่ไหนเหมือนกับเมืองไทยเลยสักที่
ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง “แก้ว 3 ประการ” ได้แก่ พรรค – กองทัพ – แนวร่วม ที่ใครต่อใครพากันท่องจนกลายเป็น “คาถา” ไปแล้ว แต่ไม่มีใครพูดถึง ทฤษฎี ที่ชีนำ “พรรค – กองทัพ – แนวร่วม” ความจริงแล้ว ไม่มี จิตสำนึกที่ปฏิวัติ และไม่มีทฤษฎีที่ปฏิวัติ ก็จะไม่มีอะไรเลย “แก้ว 3 ประการ” ก็เป็นได้แค่ “คาถา” ทำให้ดูขลังเท่านั้นเอง ในเวลานี้กล่าวได้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยเราก็ยังไม่มีเลยสักแก้ว
การประเมิน
การประเมิน เป็นความจำเป็นยิ่งยวดก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสู้รบ ซึ่งเป็นปรกติที่ฝ่ายเรามักจะมีแต่ความขาดแคลนความอ่อนด้อยและความอ่อนแอ ความผิดพลาดย่อมหมายถึง ความพ่ายแพ้ที่อาจจะมีผลชี้ขาดการดำรงอยู่ของเรา ดังนั้นด้วยความสำนึกเช่นนี้บังคับให้เราไม่สามารถหลับหูหลับตากระทำการใด ๆ โดยไม่สำรวจและประเมินได้
อย่างเวลานี้ มีปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวรัฐประหารที่ปฏิกิริยา ท่าทีทั่วไปของคนเสื้อแดงก็คือ ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับมันในทันที ในทรรศนะของผม นั่นมันเป็นแต่ “หลักยุทธศาสตร์ทั่วไป”เท่านั้น แต่ในทางยุทธวิธี ผู้เขียนมีความเห็นเสนอให้ เริ่มต้นด้วย “การถอยถอยไปสู่พื้นที่หนึ่งที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันต้องกุมสภาพให้แจ่มชัด ว่า พวกปฏิกิริยามีการเคลื่อนไหวอย่างไร มีเป้าหมายอยู่ที่ไหน มีกำลังที่เปิดเผยและปกปิดเท่าไหร่ มาจากไหน ฯลฯ สำหรับคราวนี้ ผมมีสมมุติฐานว่า เขาจะใช้ยุทธวิธีดับเบิลเอนเวลลอบเม้นต์ กล่าวคือ ใช้กำลังเปิดเผยส่วนหนึ่งไปยึดจุดยุทธศาสตร์เป็นเป้าล่อ และวางกำลังที่ปกปิดไว้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อซุ่มโจมตีตลบฝ่ายเราที่บุกเข้าตีโต้ ดังนั้นต้องพิสูจน์ทราบให้เห็นกำลังส่วนนี้ของศัตรูเสียก่อน ... อะไรทำนองนี้
การสู้รบของประชาชนเริ่มต้นด้วย “การถอย” เสมอ
ในความจัดเจนในสงครามปฏิวัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่ เมื่อข้าศึกยกมาล้อมปราบแล้วเราจะสู้ไม่ถอย พอมันมาเราก็ถอยแล้ว ถอยเพื่อไม่ให้เราตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้เราเป็นฝ่ายกระทำอยู่เสมอ เมื่อถอยไปสักพักเราจึงจะเห็นสภาพทั้งหมดของสถานการณ์ ข้าศึกก็จะเปิดเผยตัวออกมา จนกระทั่งเราลากพวกเขาให้ตามเราลึกเข้ามา แล้วเราก็จะพบจุดอ่อนของเขา เมื่อสภาพแจ่มชัดแล้วจึงตัดสินใจรวมศูนย์กำลังเข้าตีที่จุดอ่อนนั้น หากยังไม่พบจุดอ่อนของข้าศึกก็ต้องถอยต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เราตกอยู่ในวงล้อมสูญเสียภาวะการเป็นฝ่ายกระทำ และหาโอกาสที่จะล้อมและทำลายข้าศึกที่กระจายตัวหลงติดตามมา ขอย้ำว่า ยุทธวิธีนี้เป็นยุทธวิธีที่ใช้ได้ผลเสมอ ไม่พลาดเลยสักครั้ง แต่พวกฮาร์ดคอร์ไม่ชอบไม่สะใจพวกเขาแน่ ๆ แต่ก็ต้องตามใจพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้เป็น วีรชน รายต้น ๆ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยยุคใหม่
ดังนั้น เราจึงพอสรุปเป็น “กฎ ได้ว่า ให้ลากส่วนกำลังของข้าศึก ออกมาจากศูนย์กลางของพวกเขา (ให้กระจายออก) เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว สภาพสนามรบจะแจ่มชัดจนสามารถประเมินสภาพได้ ค้นพบจุดอ่อนที่สำคัญของข้าศึก และข้าศึกก็อ่อนล้าเต็มที่ แล้วเราจึงรวมศูนย์กำลังของเราเข้าอย่างรวดเร็วให้มีความเหนือกว่าอย่างสมบูรณ์ต่อจุดอ่อนของข้าศึกนั้น แล้วเข้าโจมตีจุดอ่อนนั้นอย่างเต็มที่รุนแรง ในสภาพที่ข้าศึกกระจายออกไกลจากศูนย์กลางมากและอ่อนล้าที่สุดแล้ว ก็จะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว กระบวนการรุกของข้าศึกก็จะพังทลายลง และการล้อมปราบก็จะยุติลง เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ในจีน ในอินโดจีน และในไทยในทุกเขตฐานที่มั่นและเขตจรยุทธ์ ข้อเสียอย่างเดียวก็คือ มันเริ่มต้นจาก “การถอย” ที่ทำให้มวลชนและผู้ปฏิบัติงานมีความยากลำบากที่จะต้องรักษาระดับทางการเมือง และต้องเคลื่อนย้ายพะรุงพะรัง ไปสู่จุดที่กำหนดเอาไว้แล้ว ซึ่งบางทีต้องเดินวกวนและก็ไกลมาก.....
ความสยดสยองสีแดง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาที่จะเผชิญหน้าฝ่ายเสื้อแดง ก็คือ เมื่อเกิดรัฐประหารปฏิกิริยาขึ้น จะทำอย่างไรที่จะรักษาการนำพลังมวลชนเอาไว้ให้มีลักษณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่มีการตัดสินใจสุ่มเสี่ยงเอามวลชนไปสูญเสียโดยไม่จำเป็น ในการต่อสู้ครั้งนี้ ศัตรูจะใช้ความรุนแรงจัดการกับฝ่ายเสื้อแดงแน่นอน เมื่อความขัดแย้งได้ยกระดับเป็นความรุนแรงแล้ว การต่อสู้แบบสันติอหิงสาของประชาชนก็จะสิ้นสุดลงไปในทันที ภายใต้สภาพที่ฝ่ายการนำจะไม่สามารถสื่อสารกับมวลชนไปชั่วขณะ เนื่องจากถูกกวาดล้างทำลายและอยู่ในสภาพถอยหนี อันตรายที่เกิดขึ้น ก็คือ สภาพไร้การนำ และเป็นอนาธิปไตยสมบูรณ์ แน่นอนว่าการต่อสู้แบบอนาธิปไตยนี้จะนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่จำเป็นเป็นจำนวนมากในขอบเขตเขตกว้างใหญ่ ยิ่งเกิดข่าวลือว่าแกนนำสำคัญถูกจับถูกฆ่า (อันนี้เกิดขึ้นแน่นอน) จะสร้างความโกรธและเคียดแค้นขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนสู้กับกำลังติดอาวุธของศัตรูไม่ได้ ความเคียดแค้นทั้งหมดก็จะพุ่งไปสู่เป้าหมายที่เปราะบางกว่าของศัตรู อย่างสมาชิก พธม. องค์กรอิสระ ตุลาการ ส.ว. ส.ส.รัฐบาล สื่อ นักวิชาการ คนเสื้อเหลือง ฯลฯ ซึ่งอาจเลยเถิดไปถึงบุคคลใกล้ชิดของคนเหล่านั้น ลองนึกเอาเถิดว่า มันจะน่าสยดสยองแค่ไหน
เรื่องอย่างนี้ ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม แต่เป็นเหตุที่ช่วยได้ยาก เพราะสังคมเวลานี้ก็ไม่มีความเป็นธรรมอะไรเหลืออยู่แล้ว ขืนไปห้าม คนห้ามก็จะโดนไปด้วย พวกอมาตย์ไม่รู้ตัวว่า การรัฐประหารครั้งนี้ที่หวังว่าจะมากอบกู้ชีวิตของพวกเขาจะกลับกลายเป็นคำสั่งประหารชีวิตสังหารหมู่พวกเขาเองจำนวนมาก ... คิดทำอะไรคิดให้ดีเสียก่อน
เมื่อเกิดรัฐประหารโดยฝ่ายอมาตย์ พวกเขาทั้งหลายต้องรีบเดินทางหนีออกนอกประเทศทันที เพื่อความปลอดภัย ถ้าไม่รีบหนีไปเสีย ภัยจะถึงตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เดี๋ยวจะว่าไม่เตือน
กองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว?
ที่จริงแล้ว หากพวกปฏิกิริยาก่อรัฐประหารและปราบปรามขบวนการเสื้อแดงอย่างรุนแรง สงครามกลางเมืองย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องประกาศ และเมื่อสภาพกำลังฝ่ายปฏิกิริยาเปิดเผยออกมาหมดแล้ว กำลังฝ่ายประชาธิปไตย ก็จะเปิดเผยขึ้น ทั้งที่เป็นกำลังทางการเมือง อย่าง “รัฐบาลพลัดถิ่น” และที่เป็นกำลังติดอาวุธ ที่รู้จักกันในนามที่ นายเคทอง ดี.เจ.ไทยเสรี คู่ใจเสธ.แดง มักกล่าวถึงว่า “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่จะกระทำรัฐประหารซ้อน (หากไม่สำเร็จ จึงกระเกิดกองทัพชนิดใหม่ขึ้น) อันที่จริงก็ไม่มีใครรู้ว่ามีกำลังส่วนนี้จริง ๆ หรือเปล่า
ผู้เขียนไม่เชื่อ และไม่หวังพึ่งพา “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” นี้เป็นอันขาด แต่ก็จะสมมุติว่า “มี” เอาไว้ก่อน ก็แล้วกัน ในยกแรกก็จะชี้ขาดกันที่ การปะทะกันครั้งนี้ ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ก็จะพอลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และความสยดสยองแดงลงไปได้มาก แต่ถ้ายกแรกไม่ได้ผล มีแต่ “รัฐบาลพลัดถิ่น” ไม่มี “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” และการต่อต้านรัฐประหารของคนเสื้อแดงล้มเหลว ก็ยังถือว่า ยกที่หนึ่ง ฝ่ายประชาธิปไตย ได้คะแนนนำ ได้ “รัฐบาลพลัดถิ่น” เป็นองค์การนำที่แท้จริงของตนขึ้นมา และไม่มีการใส่เสื้อแดงกันอีกต่อไป เวลานี้แหละที่ “แก้ว 3 ประการ” จะเกิดขึ้นมาจริง ๆ
อำนาจรัฐแดง
ถ้ายกแรกไม่สำเร็จ คราวนี้ ช่วงแรก การต่อสู้จะเป็นการต่อสู้ใต้ดินที่รุนแรง จากนั้นจึงจะมีเงื่อนไขเกิด “กองทัพประชาชน” ขึ้น เกิดจรยุทธ์ เกิดเขตปลดปล่อย เกิดเขตจรยุทธ์จำนวนมากในชนบทและในเมืองที่ขึ้นต่ออำนาจรัฐรัฐบาลพลัดถิ่น อย่างที่พวกปฏิกิริยา-อมาตยาธิปไตยจะไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน มีสภาพเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ แต่จะรุนแรงกว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการปราบของฝ่ายปฏิกิริยา แม้แต่ในทุกวันนี้ มีพื้นที่จำนวนมากที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจะเข้าไปเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงสภาพทางสากลที่รัฐบาลอมาตยย์ไทยจะถูกโดดเดี่ยวอย่างหนัก และในที่สุดจะต้องยอมสงบศึกกับ “รัฐบาลพลัดถิ่น” แต่ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
จะมีคนถามน่าเบื่อว่า “จะอีกนานไหม?” ... จะไม่ตอบก็ไม่ดี จะสวนกลับก็จะเสียมวลชน เอางี้ก็แล้วกัน ขอตอบว่า อีกไม่นานหรอกครับ ทุกอย่างจะจบลงเมื่อมีคนเลิกถามว่า “จะอีกนานไหม?”
ย้ำคำเตือนสุดท้าย
ขอเตือนว่าสภาพที่น่ากังวลที่สุดคือ สภาพอนาธิปไตยของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นหลังจากแกนนำเสื่อแดงถูกกำจัดลง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้คนเสื้อแดงมีความสูญเสียจำนวนมาก แต่การตอบโต้อย่างสยดสยองต่อ ฝ่ายปฏิกิริยา ของคนเสื้อแดงก็จะรุนแรงไม่แพ้กันหรืออาจรุนแรงยิ่งกว่าเสียอีก เนื่องมาจากความคับแค้นต่อความอยุติธรรมและโทษกรรมทั้งหลายที่พวกปฏิกิริยาได้ก่อขึ้น
ผู้เขียนสบายใจขึ้นที่ได้เตือนไปแล้ว เพื่อปลดภาระทางมโนธรรมส่วนตัว ไม่ต้องรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ต่อการกระทำและเหตุการณ์ทั้งหลายที่จะหลอกหลอนผู้คนอีกจำนวนมากในอนาคต
แล้วท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไร
**********************************
หมายเหตุ: บทความนี้ เบื้องต้นเป็นข้อความที่วางไว้ใน เว็ปบอร์ด นิวสกายไทยแลนด์ เป็นความคิดเห็นภายใต้กระทู้ชื่อ “ประเมินสูง” หรือ “ประเมินต่ำ” ที่ ผู้เขียนนำมา แก้ไขเพิ่มเติม ความเกี่ยวโยงทั้งหมดของบทความ สามารถ ดูได้ที่ลิงค์ http://.us/board/index.php?topic=5554.msg29795;topicseen#new
ปัญญา แพร่พันธุ์
ปรัชญาการทหาร
ในทรรศนะส่วนตัวชองผู้เขียน นิพนธ์การทหาร ของเหมาเจ๋อตง ก็เป็นตำราสงคราม เล่มหนึ่ง ไม่ต่างไปจาก ตำราพิชัยสงครามของซุนหวู่ ที่เข้าใจว่าเป็นสรุปจากความจัดเจนจากสงครามในยุคโบราณซึ่งเป็นยุคทาสของจีน แต่ นิพนธ์การทหาร ของเหมาเจ๋อตง เกิดขึ้นจากการสรุปความรู้และความจัดเจนในสงครามยุคใหม่ของการปฏิวัติที่มีลักษณะเฉพาะของจีน กล่าวคือ ในสงครามที่นำโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสังคมที่มีลักษณะกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาของจีน นิพนธ์การทหารทั้งสองมีลักษณะร่วมกันคือมีลักษณะเป็นปรัชญาการทหารที่เป็นวัตถุนิยม (จับต้องได้ มีสองด้าน เคลื่อนไหว และเปลี่ยนแปลง)
จากการนำหลักการทหารของเหมาเจ๋อตงไปปฏิบัติ และประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลักการทหารของเหมาเจ๋อตง ก็มีปัญหาในตัวของมันเอง นั้นคือ ไม่สามารถเอาหลักการนี้ไปใช้ด้วยจินตนาการเพียงอย่างเดียว อย่างตายตัว ไม่พลิกแพลง และไม่อยู่บนปฏิบัติการที่เป็นจริง และโดยปราศจากจิตสำนึกทางชนชั้น (ชนชั้นผู้ถูกกดขี่) ทำให้งานของเหมาเจ๋อตง มักฟังดูง่ายแต่เข้าใจยากหากไม่ใช้ความคิดวิทยาศาสตร์และจิตสำนักทางชนชั้น เอาไปจับ นี่คือเหตุผลว่า แม้มีการศึกษานิพนธ์การทหารของเหมาเจ๋อตงในสถาบันการศึกษาการทหารในประเทศตะวันตกอย่างเวสต์ปอยต์ ทหารอเมริกัน ก็ไม่สามารถเข้าใจและนำหลักการทหารนี้ไปต่อต้านสงครามประชาชนในประเทศต่าง ๆ ได้ พวกเขาจึงมักเริ่มต้นด้วยการเป็นฝ่ายรุกในตอนเริ่มแรก แต่ในเวลาไม่ช้าไม่นานก็จะตกเป็นฝ่ายรับ จะเป็นเพราะอะไรนั้นต้องขอรบกวนผู้อ่านให้ไปค้นคว้าดูอีกที
ไม่ต้องพูดถึง จปร. รบกับคอมมิวนิสต์อยู่ตั้งหลายปี และกองทัพไทยก็เคยชนะคอมมิวนิสต์มาแล้ว แต่ไม่ใช่ด้วยมาตรการทางการทหารแต่เป็นมาตรการทางการเมือง แค่ก็ลืมไปแล้ว ใช้วิธิคิดด้านเดียว เป็นอย่างนี้อยู่เสมอ
ความจริงที่เปิดเผยชึ้นภายหลัง 30 ปี
หลังจากเวลาผ่านไป 30 ปี จึงรู้ว่าทำไม กองทัพไทยจึงชนะคอมมิวนิสต์ได้ ความจริงแล้วหาใช่นโยบาย 66/23 ไม่ แต่หากเป็นเพราะ มีพวกทรยศแอบแฝงอยู่ภายในพรรค พวกเขาได้ใช้แนวทางฉวยโอกาสเอียงซ้าย ในเสื้อคลุมของความคิดเหมาเจ๋อตง มาทำลายล้างนักปฏิวัติลัทธิมาร์กซ-เลนินที่แท้จริงจำนวนมาก ภายในพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จนกระทั่งพรรคอันเป็นกองหน้าอันมีเกียรติของมวลผู้ถูกกดขี่ขูดรีดต้องล่มสลายลงไปในที่สุด ความจริงนี้ได้เปิดเผยขึ้นเมื่อเหล่าผู้ทรยศซากเดนศักดินาแดงพากันไปร่วมมืออย่างเปิดเผยกับพวกศักดินาอมาตยาธิปไตย พลังกดขี่ขูดรีดปฏิกิริยาเก่าแก่ที่สุดของไทย ก่อการปฏิปักษ์ปฏิวัติ คัดค้านการเคลื่อนไหวปฏิวัติประชาธิปไตยของประชาชนไทย
แก้ว 3 ประการ
หลักการทหารของเหมาเจ๋อตง ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ “เองมาข้ามุด เองหยุดข้าแหย่ เองแย่ข้าตี เองหนีข้าตาม” อย่างที่เสธ.แดง มักพูดถึง เท่านั้น (ทรรศนะของเขา เป็นทรรศนะแบบด้านเดียว หยุดนิ่ง และไม่เปลี่ยนแปลง) หลักการทหารของเหมาเจ๋อตงมีเป็นอะไรมากกว่านี้มาก แต่ที่สำคัญมันต้องเริ่มต้นจาก ความเป็นธรรมของสงคราม เป็นอันดับแรก ไปสู่ การสร้าวพรรคและกองทัพที่ปฏิวัติ ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธี ที่เป็นวัตถุนิยมวิภาษ ดังนั้น การท่องนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตง โดยไม่มีพื้นฐานลัทธิวัตถุนิยมวิภาษ และทฤษฎีวิวัฒนาการสังคม (วัตถุนิยมประวัติศาสตร์) ตลอดจนความรู้เกี่ยวกับลักษณะเฉพาะของสังคมกึ่งเมืองขึ้นกึ่งศักดินาของจีน ก่อนปี 1949 และ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของจีน ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถยึดกุมหลักการทหารเหมาเจ๋อตงไปใช้ได้ทั้งหมด
แม้ผู้เขียนเอง ก็เพิ่งมาเข้าใจรายละเอียดบางอย่างเมื่อได้มีโอกาสไปเห็นภูมิประเทศจริง ๆ ของสถานที่ต่าง ๆ ที่กล่าวถึงในนิพนธ์การทหารเหมาเจ๋อตง ในหูหนาน เจียงซี ส่านซี หูเป่ย และเหลียวหนิง ซึ่งก็ไม่มีที่ไหนเหมือนกับเมืองไทยเลยสักที่
ไม่ต้องพูดถึงเรื่อง “แก้ว 3 ประการ” ได้แก่ พรรค – กองทัพ – แนวร่วม ที่ใครต่อใครพากันท่องจนกลายเป็น “คาถา” ไปแล้ว แต่ไม่มีใครพูดถึง ทฤษฎี ที่ชีนำ “พรรค – กองทัพ – แนวร่วม” ความจริงแล้ว ไม่มี จิตสำนึกที่ปฏิวัติ และไม่มีทฤษฎีที่ปฏิวัติ ก็จะไม่มีอะไรเลย “แก้ว 3 ประการ” ก็เป็นได้แค่ “คาถา” ทำให้ดูขลังเท่านั้นเอง ในเวลานี้กล่าวได้ว่าฝ่ายประชาธิปไตยเราก็ยังไม่มีเลยสักแก้ว
การประเมิน
การประเมิน เป็นความจำเป็นยิ่งยวดก่อนที่จะตัดสินใจกระทำการใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสู้รบ ซึ่งเป็นปรกติที่ฝ่ายเรามักจะมีแต่ความขาดแคลนความอ่อนด้อยและความอ่อนแอ ความผิดพลาดย่อมหมายถึง ความพ่ายแพ้ที่อาจจะมีผลชี้ขาดการดำรงอยู่ของเรา ดังนั้นด้วยความสำนึกเช่นนี้บังคับให้เราไม่สามารถหลับหูหลับตากระทำการใด ๆ โดยไม่สำรวจและประเมินได้
อย่างเวลานี้ มีปรากฏการณ์ ความเคลื่อนไหวรัฐประหารที่ปฏิกิริยา ท่าทีทั่วไปของคนเสื้อแดงก็คือ ลุกขึ้นเผชิญหน้ากับมันในทันที ในทรรศนะของผม นั่นมันเป็นแต่ “หลักยุทธศาสตร์ทั่วไป”เท่านั้น แต่ในทางยุทธวิธี ผู้เขียนมีความเห็นเสนอให้ เริ่มต้นด้วย “การถอยถอยไปสู่พื้นที่หนึ่งที่เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ในขณะเดียวกันต้องกุมสภาพให้แจ่มชัด ว่า พวกปฏิกิริยามีการเคลื่อนไหวอย่างไร มีเป้าหมายอยู่ที่ไหน มีกำลังที่เปิดเผยและปกปิดเท่าไหร่ มาจากไหน ฯลฯ สำหรับคราวนี้ ผมมีสมมุติฐานว่า เขาจะใช้ยุทธวิธีดับเบิลเอนเวลลอบเม้นต์ กล่าวคือ ใช้กำลังเปิดเผยส่วนหนึ่งไปยึดจุดยุทธศาสตร์เป็นเป้าล่อ และวางกำลังที่ปกปิดไว้อีกส่วนหนึ่ง เพื่อซุ่มโจมตีตลบฝ่ายเราที่บุกเข้าตีโต้ ดังนั้นต้องพิสูจน์ทราบให้เห็นกำลังส่วนนี้ของศัตรูเสียก่อน ... อะไรทำนองนี้
การสู้รบของประชาชนเริ่มต้นด้วย “การถอย” เสมอ
ในความจัดเจนในสงครามปฏิวัติที่ผ่านมา ไม่เคยมีสักครั้งที่ เมื่อข้าศึกยกมาล้อมปราบแล้วเราจะสู้ไม่ถอย พอมันมาเราก็ถอยแล้ว ถอยเพื่อไม่ให้เราตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้เราเป็นฝ่ายกระทำอยู่เสมอ เมื่อถอยไปสักพักเราจึงจะเห็นสภาพทั้งหมดของสถานการณ์ ข้าศึกก็จะเปิดเผยตัวออกมา จนกระทั่งเราลากพวกเขาให้ตามเราลึกเข้ามา แล้วเราก็จะพบจุดอ่อนของเขา เมื่อสภาพแจ่มชัดแล้วจึงตัดสินใจรวมศูนย์กำลังเข้าตีที่จุดอ่อนนั้น หากยังไม่พบจุดอ่อนของข้าศึกก็ต้องถอยต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เราตกอยู่ในวงล้อมสูญเสียภาวะการเป็นฝ่ายกระทำ และหาโอกาสที่จะล้อมและทำลายข้าศึกที่กระจายตัวหลงติดตามมา ขอย้ำว่า ยุทธวิธีนี้เป็นยุทธวิธีที่ใช้ได้ผลเสมอ ไม่พลาดเลยสักครั้ง แต่พวกฮาร์ดคอร์ไม่ชอบไม่สะใจพวกเขาแน่ ๆ แต่ก็ต้องตามใจพวกเขา เพราะพวกเขาจะได้เป็น วีรชน รายต้น ๆ ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยยุคใหม่
ดังนั้น เราจึงพอสรุปเป็น “กฎ ได้ว่า ให้ลากส่วนกำลังของข้าศึก ออกมาจากศูนย์กลางของพวกเขา (ให้กระจายออก) เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้ว สภาพสนามรบจะแจ่มชัดจนสามารถประเมินสภาพได้ ค้นพบจุดอ่อนที่สำคัญของข้าศึก และข้าศึกก็อ่อนล้าเต็มที่ แล้วเราจึงรวมศูนย์กำลังของเราเข้าอย่างรวดเร็วให้มีความเหนือกว่าอย่างสมบูรณ์ต่อจุดอ่อนของข้าศึกนั้น แล้วเข้าโจมตีจุดอ่อนนั้นอย่างเต็มที่รุนแรง ในสภาพที่ข้าศึกกระจายออกไกลจากศูนย์กลางมากและอ่อนล้าที่สุดแล้ว ก็จะพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว กระบวนการรุกของข้าศึกก็จะพังทลายลง และการล้อมปราบก็จะยุติลง เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด ในจีน ในอินโดจีน และในไทยในทุกเขตฐานที่มั่นและเขตจรยุทธ์ ข้อเสียอย่างเดียวก็คือ มันเริ่มต้นจาก “การถอย” ที่ทำให้มวลชนและผู้ปฏิบัติงานมีความยากลำบากที่จะต้องรักษาระดับทางการเมือง และต้องเคลื่อนย้ายพะรุงพะรัง ไปสู่จุดที่กำหนดเอาไว้แล้ว ซึ่งบางทีต้องเดินวกวนและก็ไกลมาก.....
ความสยดสยองสีแดง
ในสถานการณ์ปัจจุบัน ปัญหาที่จะเผชิญหน้าฝ่ายเสื้อแดง ก็คือ เมื่อเกิดรัฐประหารปฏิกิริยาขึ้น จะทำอย่างไรที่จะรักษาการนำพลังมวลชนเอาไว้ให้มีลักษณะเป็นกลุ่มเป็นก้อน ไม่มีการตัดสินใจสุ่มเสี่ยงเอามวลชนไปสูญเสียโดยไม่จำเป็น ในการต่อสู้ครั้งนี้ ศัตรูจะใช้ความรุนแรงจัดการกับฝ่ายเสื้อแดงแน่นอน เมื่อความขัดแย้งได้ยกระดับเป็นความรุนแรงแล้ว การต่อสู้แบบสันติอหิงสาของประชาชนก็จะสิ้นสุดลงไปในทันที ภายใต้สภาพที่ฝ่ายการนำจะไม่สามารถสื่อสารกับมวลชนไปชั่วขณะ เนื่องจากถูกกวาดล้างทำลายและอยู่ในสภาพถอยหนี อันตรายที่เกิดขึ้น ก็คือ สภาพไร้การนำ และเป็นอนาธิปไตยสมบูรณ์ แน่นอนว่าการต่อสู้แบบอนาธิปไตยนี้จะนำไปสู่การสูญเสียที่ไม่จำเป็นเป็นจำนวนมากในขอบเขตเขตกว้างใหญ่ ยิ่งเกิดข่าวลือว่าแกนนำสำคัญถูกจับถูกฆ่า (อันนี้เกิดขึ้นแน่นอน) จะสร้างความโกรธและเคียดแค้นขึ้นอย่างรุนแรง เมื่อประชาชนสู้กับกำลังติดอาวุธของศัตรูไม่ได้ ความเคียดแค้นทั้งหมดก็จะพุ่งไปสู่เป้าหมายที่เปราะบางกว่าของศัตรู อย่างสมาชิก พธม. องค์กรอิสระ ตุลาการ ส.ว. ส.ส.รัฐบาล สื่อ นักวิชาการ คนเสื้อเหลือง ฯลฯ ซึ่งอาจเลยเถิดไปถึงบุคคลใกล้ชิดของคนเหล่านั้น ลองนึกเอาเถิดว่า มันจะน่าสยดสยองแค่ไหน
เรื่องอย่างนี้ ไม่ถูกต้องและไม่เป็นธรรม แต่เป็นเหตุที่ช่วยได้ยาก เพราะสังคมเวลานี้ก็ไม่มีความเป็นธรรมอะไรเหลืออยู่แล้ว ขืนไปห้าม คนห้ามก็จะโดนไปด้วย พวกอมาตย์ไม่รู้ตัวว่า การรัฐประหารครั้งนี้ที่หวังว่าจะมากอบกู้ชีวิตของพวกเขาจะกลับกลายเป็นคำสั่งประหารชีวิตสังหารหมู่พวกเขาเองจำนวนมาก ... คิดทำอะไรคิดให้ดีเสียก่อน
เมื่อเกิดรัฐประหารโดยฝ่ายอมาตย์ พวกเขาทั้งหลายต้องรีบเดินทางหนีออกนอกประเทศทันที เพื่อความปลอดภัย ถ้าไม่รีบหนีไปเสีย ภัยจะถึงตัวอย่างเลี่ยงไม่ได้ เดี๋ยวจะว่าไม่เตือน
กองกำลังไม่ทราบฝ่ายปรากฏตัว?
ที่จริงแล้ว หากพวกปฏิกิริยาก่อรัฐประหารและปราบปรามขบวนการเสื้อแดงอย่างรุนแรง สงครามกลางเมืองย่อมเกิดขึ้นทันทีโดยไม่ต้องประกาศ และเมื่อสภาพกำลังฝ่ายปฏิกิริยาเปิดเผยออกมาหมดแล้ว กำลังฝ่ายประชาธิปไตย ก็จะเปิดเผยขึ้น ทั้งที่เป็นกำลังทางการเมือง อย่าง “รัฐบาลพลัดถิ่น” และที่เป็นกำลังติดอาวุธ ที่รู้จักกันในนามที่ นายเคทอง ดี.เจ.ไทยเสรี คู่ใจเสธ.แดง มักกล่าวถึงว่า “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” ที่จะกระทำรัฐประหารซ้อน (หากไม่สำเร็จ จึงกระเกิดกองทัพชนิดใหม่ขึ้น) อันที่จริงก็ไม่มีใครรู้ว่ามีกำลังส่วนนี้จริง ๆ หรือเปล่า
ผู้เขียนไม่เชื่อ และไม่หวังพึ่งพา “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” นี้เป็นอันขาด แต่ก็จะสมมุติว่า “มี” เอาไว้ก่อน ก็แล้วกัน ในยกแรกก็จะชี้ขาดกันที่ การปะทะกันครั้งนี้ ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะ ก็จะพอลดการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และความสยดสยองแดงลงไปได้มาก แต่ถ้ายกแรกไม่ได้ผล มีแต่ “รัฐบาลพลัดถิ่น” ไม่มี “กองกำลังไม่ทราบฝ่าย” และการต่อต้านรัฐประหารของคนเสื้อแดงล้มเหลว ก็ยังถือว่า ยกที่หนึ่ง ฝ่ายประชาธิปไตย ได้คะแนนนำ ได้ “รัฐบาลพลัดถิ่น” เป็นองค์การนำที่แท้จริงของตนขึ้นมา และไม่มีการใส่เสื้อแดงกันอีกต่อไป เวลานี้แหละที่ “แก้ว 3 ประการ” จะเกิดขึ้นมาจริง ๆ
อำนาจรัฐแดง
ถ้ายกแรกไม่สำเร็จ คราวนี้ ช่วงแรก การต่อสู้จะเป็นการต่อสู้ใต้ดินที่รุนแรง จากนั้นจึงจะมีเงื่อนไขเกิด “กองทัพประชาชน” ขึ้น เกิดจรยุทธ์ เกิดเขตปลดปล่อย เกิดเขตจรยุทธ์จำนวนมากในชนบทและในเมืองที่ขึ้นต่ออำนาจรัฐรัฐบาลพลัดถิ่น อย่างที่พวกปฏิกิริยา-อมาตยาธิปไตยจะไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน มีสภาพเหมือน 3 จังหวัดภาคใต้ แต่จะรุนแรงกว่าทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความรุนแรงในการปราบของฝ่ายปฏิกิริยา แม้แต่ในทุกวันนี้ มีพื้นที่จำนวนมากที่ตำรวจทหารฝ่ายปกครองจะเข้าไปเคลื่อนไหวต่อต้านฝ่ายเสื้อแดงไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงสภาพทางสากลที่รัฐบาลอมาตยย์ไทยจะถูกโดดเดี่ยวอย่างหนัก และในที่สุดจะต้องยอมสงบศึกกับ “รัฐบาลพลัดถิ่น” แต่ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
จะมีคนถามน่าเบื่อว่า “จะอีกนานไหม?” ... จะไม่ตอบก็ไม่ดี จะสวนกลับก็จะเสียมวลชน เอางี้ก็แล้วกัน ขอตอบว่า อีกไม่นานหรอกครับ ทุกอย่างจะจบลงเมื่อมีคนเลิกถามว่า “จะอีกนานไหม?”
ย้ำคำเตือนสุดท้าย
ขอเตือนว่าสภาพที่น่ากังวลที่สุดคือ สภาพอนาธิปไตยของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นหลังจากแกนนำเสื่อแดงถูกกำจัดลง ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้คนเสื้อแดงมีความสูญเสียจำนวนมาก แต่การตอบโต้อย่างสยดสยองต่อ ฝ่ายปฏิกิริยา ของคนเสื้อแดงก็จะรุนแรงไม่แพ้กันหรืออาจรุนแรงยิ่งกว่าเสียอีก เนื่องมาจากความคับแค้นต่อความอยุติธรรมและโทษกรรมทั้งหลายที่พวกปฏิกิริยาได้ก่อขึ้น
ผู้เขียนสบายใจขึ้นที่ได้เตือนไปแล้ว เพื่อปลดภาระทางมโนธรรมส่วนตัว ไม่ต้องรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ต่อการกระทำและเหตุการณ์ทั้งหลายที่จะหลอกหลอนผู้คนอีกจำนวนมากในอนาคต
แล้วท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไร
**********************************
หมายเหตุ: บทความนี้ เบื้องต้นเป็นข้อความที่วางไว้ใน เว็ปบอร์ด นิวสกายไทยแลนด์ เป็นความคิดเห็นภายใต้กระทู้ชื่อ “ประเมินสูง” หรือ “ประเมินต่ำ” ที่ ผู้เขียนนำมา แก้ไขเพิ่มเติม ความเกี่ยวโยงทั้งหมดของบทความ สามารถ ดูได้ที่ลิงค์ http://.us/board/index.php?topic=5554.msg29795;topicseen#new
กกต.โต้"ปชป."อ้างเงื่อนเวลา180วันไม่ได้ "แก้วสรร"ชี้เงิน29ล้านปมยุบพรรค รอศาลสั่งถึงเป็นพยานให้
กกต.แย้ง"ปชป."อ้างเงื่อนเวลายุบพรรคไม่ได้ ชี้เอาผิดได้เมื่อความปรากฏต่อ"นายทะเบียน" ยุบตาม ม.93 กฎหมายพรรคการเมือง "แก้วสรร"เผย"ประชาธิปัตย์"ยังไม่ติดต่อให้เป็นพยาน ลั่นถ้าศาลสั่งยินดี ชี้หากยุบอยู่ที่ปม 29 ล้าน
กรณีพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายถึงอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองในคำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกกล่าวหาใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 62 และ 65 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ทั้งนี้ ศาลได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำคัดค้านแก้ข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ภายใน 9 มิถุนายนนั้น
นายกฤช เอื้อวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ของ กกต. ในฐานะคณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวเมื่อ วันที่ 28 พฤษภาคม ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยกประเด็นการต่อสู้ในเรื่องอำนาจของนายทะเบียนว่า เป็นหน้าที่ของสำนักกิจการพรรคการเมืองที่ได้รับมอบหมายจะต้องทำการศึกษาและเสนอความเห็นต่อประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาให้ความเห็นชอบในการยื่นคำคัดค้านข้อต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยกข้อต่อสู้ว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้วและเลย 180 วันนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถหยิบยกมาเอาผิดได้ นายกฤชกล่าวว่า กฎหมายไม่ได้เขียนว่าความผิดต้องเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เขียนเพียงว่าเมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนเท่านั้น ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างเรื่องเวลาที่จะต้องเอาผิดภายใน 180 วันนับจากวันเลือกตั้งในปี 2548 นั้น ตรงนี้เป็นข้อโต้แย้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยประเด็น 180 วันเป็นเรื่องการร้องคัดค้านเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. กำหนดให้ต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่อยู่ในสำนวน แต่โดยหลักข้อกล่าวหาที่ กกต.ยื่นขอให้ศาลพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงตามมาตรา 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวปฏิบัติที่ผ่านมาในการยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง นายทะเบียนจะต้องมีความเห็นก่อนว่าผิดก่อนถึงค่อยเสนอที่ประชุม กกต.หรือไม่ นายกฤชกล่าวว่า กฎหมายเขียนว่า นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของที่ประชุม กกต. ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งที่นายทะเบียนมีความเห็นแล้วเสนอต่อที่ประชุม และมีทั้งที่บางกรณีนายทะเบียนตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบและทำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมพิจารณา ดังนั้น ตรงนี้ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาอย่างไร
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า กกต. ไม่เข้าใจว่าพรรคการเมืองที่ต้องเริ่มจัดทำป้ายหาเสียงเมื่อใด นายกฤชกล่าวว่า ตามหลักการหากจะใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปดำเนินการก็จะใช้ได้เมื่อ กกต.อนุมัติแล้วเท่านั้น ไม่สามารถไปจัดทำป้ายไว้ก่อนได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 กล่าวถึงกรณีนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรค ปชป. ระบุว่า จะดึงให้เป็นพยานในคดีด้วยว่า เพิ่งทราบจากสื่อมวลชน ว่าพรรค ปชป.จะดึงให้เป็นพยาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการติดต่อเข้ามา ทั้งนี้ หากพรรคปชป.ระบุตนไว้ในบัญชีพยาน แล้วศาลออกคำสั่งเรียกคงจะต้องไป แต่ความจริงถ้าเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องเรียกตนไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญน่าจะวินิจฉัยเองได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ที่อ้างว่าตนเคยบอกว่าพรรค ปชป.จะไม่ถูกยุบ เพราะสู้ข้อกฎหมายได้นั้น ความจริงเป็นเพียงการเขียนบทความถึงหลักกฎหมายกว้างๆ เท่านั้น ทั้งกรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ที่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับเดิม ไม่ได้ระบุให้ตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เพียงแต่ตัดสิทธิห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น ส่วนกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท น่าจะเป็นการรับเงินโดยไม่บอก ซึ่งเป็นประเด็นการใช้เงิน แต่ กกต.กลับไประบุความผิดว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ถือเป็นการปรับใช้กฎหมายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้คิดว่าหากจะยุบพรรค ปชป.น่าจะมาจากประเด็นเงิน 29 ล้านบาทมากกว่า
ที่มา.มติชนออนไลน์
*********************************************
กรณีพรรคประชาธิปัตย์ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในประเด็นข้อกฎหมายถึงอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมืองในคำร้องที่ขอให้ศาลมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกกล่าวหาใช้จ่ายเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ซึ่งอาจเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 62 และ 65 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550 ทั้งนี้ ศาลได้ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำคัดค้านแก้ข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ภายใน 9 มิถุนายนนั้น
นายกฤช เอื้อวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ของ กกต. ในฐานะคณะทำงานของนายทะเบียนพรรคการเมือง กล่าวเมื่อ วันที่ 28 พฤษภาคม ถึงกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยกประเด็นการต่อสู้ในเรื่องอำนาจของนายทะเบียนว่า เป็นหน้าที่ของสำนักกิจการพรรคการเมืองที่ได้รับมอบหมายจะต้องทำการศึกษาและเสนอความเห็นต่อประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อให้ที่ประชุม กกต.พิจารณาให้ความเห็นชอบในการยื่นคำคัดค้านข้อต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนที่จะเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนกรณีพรรคประชาธิปัตย์ยกข้อต่อสู้ว่า กรณีนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานแล้วและเลย 180 วันนับจากวันเลือกตั้ง ซึ่งนายทะเบียนไม่สามารถหยิบยกมาเอาผิดได้ นายกฤชกล่าวว่า กฎหมายไม่ได้เขียนว่าความผิดต้องเกิดขึ้นเมื่อใด แต่เขียนเพียงว่าเมื่อความปรากฏต่อนายทะเบียนเท่านั้น ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างเรื่องเวลาที่จะต้องเอาผิดภายใน 180 วันนับจากวันเลือกตั้งในปี 2548 นั้น ตรงนี้เป็นข้อโต้แย้งของพรรคประชาธิปัตย์ โดยประเด็น 180 วันเป็นเรื่องการร้องคัดค้านเรื่องค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. กำหนดให้ต้องยื่นภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง ซึ่งยอมรับว่าเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งที่อยู่ในสำนวน แต่โดยหลักข้อกล่าวหาที่ กกต.ยื่นขอให้ศาลพิจารณายุบพรรคประชาธิปัตย์เป็นกรณีการใช้จ่ายเงินกองทุนพัฒนาพรรคการมืองไม่ถูกต้องตามความเป็นจริงตามมาตรา 93 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง
ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวปฏิบัติที่ผ่านมาในการยุบพรรคการเมืองตามมาตรา 93 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง นายทะเบียนจะต้องมีความเห็นก่อนว่าผิดก่อนถึงค่อยเสนอที่ประชุม กกต.หรือไม่ นายกฤชกล่าวว่า กฎหมายเขียนว่า นายทะเบียนโดยความเห็นชอบของที่ประชุม กกต. ซึ่งที่ผ่านมามีทั้งที่นายทะเบียนมีความเห็นแล้วเสนอต่อที่ประชุม และมีทั้งที่บางกรณีนายทะเบียนตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบและทำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมพิจารณา ดังนั้น ตรงนี้ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาอย่างไร
เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่า กกต. ไม่เข้าใจว่าพรรคการเมืองที่ต้องเริ่มจัดทำป้ายหาเสียงเมื่อใด นายกฤชกล่าวว่า ตามหลักการหากจะใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองไปดำเนินการก็จะใช้ได้เมื่อ กกต.อนุมัติแล้วเท่านั้น ไม่สามารถไปจัดทำป้ายไว้ก่อนได้ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่ต้องไปต่อสู้กันในชั้นศาล
นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 2550 กล่าวถึงกรณีนายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรค ปชป. ระบุว่า จะดึงให้เป็นพยานในคดีด้วยว่า เพิ่งทราบจากสื่อมวลชน ว่าพรรค ปชป.จะดึงให้เป็นพยาน เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการติดต่อเข้ามา ทั้งนี้ หากพรรคปชป.ระบุตนไว้ในบัญชีพยาน แล้วศาลออกคำสั่งเรียกคงจะต้องไป แต่ความจริงถ้าเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายไม่จำเป็นต้องเรียกตนไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญน่าจะวินิจฉัยเองได้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ที่อ้างว่าตนเคยบอกว่าพรรค ปชป.จะไม่ถูกยุบ เพราะสู้ข้อกฎหมายได้นั้น ความจริงเป็นเพียงการเขียนบทความถึงหลักกฎหมายกว้างๆ เท่านั้น ทั้งกรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ที่ พ.ร.บ.พรรคการเมืองฉบับเดิม ไม่ได้ระบุให้ตัดสิทธิทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เพียงแต่ตัดสิทธิห้ามเป็นกรรมการบริหารพรรคเท่านั้น ส่วนกรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท น่าจะเป็นการรับเงินโดยไม่บอก ซึ่งเป็นประเด็นการใช้เงิน แต่ กกต.กลับไประบุความผิดว่าด้วยกฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคง ถือเป็นการปรับใช้กฎหมายที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ทำให้คิดว่าหากจะยุบพรรค ปชป.น่าจะมาจากประเด็นเงิน 29 ล้านบาทมากกว่า
ที่มา.มติชนออนไลน์
*********************************************
“ทักษิณ”โต้มาร์คไม่ถอนสัญชาติไทย
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทวิตเตอร์ ตอบโต้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ระบุก่อนหน้านี้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อ้างการเป็นพลเมืองมอนเตเนโกรขึ้นมา จึงน่าคิดว่า หากเป็นเช่นนั้น จะสละสัญชาติไทยหรือไม่
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ที่แนะให้ถอนสัญชาติไทยนั้น ตนเองจะถอนได้อย่างไร เมื่อตนเองเกิดเมืองไทยและรักแผ่นดินเกิด นายอสิทธิ์ ต่างหากที่ต้องถอนสัญชาติไทย เพราะเกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่มาสั่งฆ่าคนไทย เสียชีวิตและบาดเจ็บร่วม 2 พันคน ในวัดยังใช้ความรุนแรง และยังยัดข้อหาก่อการร้ายให้กับผู้ถูกกระทำ นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้ พยายามตามจับตนเองทุกรูปแบบ แต่ไม่สำเร็จ ก็ลงทุนฆ่าคนไทยเหมือนชีวิตเป็นผักปลาแลัวยัดข้อหาก่อการร้าย เพื่อจะจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าทั้งคน คุ้มหรือไม่
ด้าน สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจาก การแถลงของ พลเอก โรนัลด์ โนเบิล เลขาธิการใหญ่สำนักงานตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล ที่สำนักงานใหญ่ เมือง ลียง ประเทศฝรั่งเศส โดย พลเอก โรนัลด์ ระบุว่า องค์กรตำรวจสากล ยังไม่ได้รับเรื่องร้องขอจากรัฐบาลไทย ให้ช่วยติดตามจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลไทย ออกหมายจับข้อหาเกี่ยวข้องก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม องค์กรตำรวจสากล ระบุ จะไม่จับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีทางการเมือง
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า ที่แนะให้ถอนสัญชาติไทยนั้น ตนเองจะถอนได้อย่างไร เมื่อตนเองเกิดเมืองไทยและรักแผ่นดินเกิด นายอสิทธิ์ ต่างหากที่ต้องถอนสัญชาติไทย เพราะเกิดที่ประเทศอังกฤษ แต่มาสั่งฆ่าคนไทย เสียชีวิตและบาดเจ็บร่วม 2 พันคน ในวัดยังใช้ความรุนแรง และยังยัดข้อหาก่อการร้ายให้กับผู้ถูกกระทำ นายอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้ พยายามตามจับตนเองทุกรูปแบบ แต่ไม่สำเร็จ ก็ลงทุนฆ่าคนไทยเหมือนชีวิตเป็นผักปลาแลัวยัดข้อหาก่อการร้าย เพื่อจะจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าทั้งคน คุ้มหรือไม่
ด้าน สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานจาก การแถลงของ พลเอก โรนัลด์ โนเบิล เลขาธิการใหญ่สำนักงานตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล ที่สำนักงานใหญ่ เมือง ลียง ประเทศฝรั่งเศส โดย พลเอก โรนัลด์ ระบุว่า องค์กรตำรวจสากล ยังไม่ได้รับเรื่องร้องขอจากรัฐบาลไทย ให้ช่วยติดตามจับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถูกศาลไทย ออกหมายจับข้อหาเกี่ยวข้องก่อการร้าย
อย่างไรก็ตาม องค์กรตำรวจสากล ระบุ จะไม่จับกุม พ.ต.ท.ทักษิณ ถ้าเป็นเรื่องเกี่ยวกับคดีทางการเมือง
ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ผิดไหม ถ้าผมจะไม่รัก “สยาม”
“ทางเท้า”
ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับ ว่าบันทึกนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะกระทบ เสียดสี หรือมีเจตนาใน แง่ร้ายหรือแง่ลบต่อกิจกรรม "ฟื้นฟูกรุงเทพ" ที่หลายคนได้ร่วมจิตอาสากันไปเก็บกวาดทำความสะอาด "พื้นที่ของพวกเค้า" ด้วยความรักและผูกพัน
ผมเป็นเด็กบ้านนอกครับ แต่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในกรุงเทพได้สิบกว่าปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าผมรักกรุงเทพหรือเปล่า ผมก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก
ผมเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ เพราะที่ต่างจังหวัดบ้านผมไม่มีมหาวิทยาลัยดีดีให้ผมเรียน ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เพราะที่ต่างจังหวัดบ้านผมไม่ได้มีงานมากพอที่จะให้ผม "เลือก" ทำ
นั่นคือเหตุผล ที่วันนี้ผมยังคงยืนอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทยที่ชื่อกรุงเทพมหานคร
ในหลายวันที่ผ่านมา กรุงเทพต้องเผชิญกับความเลวร้าย การวางระเบิด การเผาทำลายสถานที่ต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมของ นปช. ที่ราชประสงค์
ภายหลังเหตุการณ์เลวร้ายและควันไฟเริ่มจางลง..
หลายๆ คนบอกว่าเจ็บปวดเหลือเกินที่เห็นโรงหนังสยาม ลิโด้ ถูกเผาทำลาย เพราะมีความผูกพันกันอย่างยิ่งยวดในฐานะที่เป็นโรงหนังเก่าแก่ที่ฉายหนังนอกกระแสแห่งหนึ่งของกรุงเทพ (หรืออาจจะของประเทศไทย)
หลาย ๆ คนบอกว่าสะเทือนใจที่เห็นห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์อันเพียบพร้อมไปด้วยความทันสมัย เป็นที่จับจ่ายซื้อของสุดฮิป เป็นจุดพบปะกันโดยเฉพาะลานเบียร์ในฤดูหนาวและช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ กลายเป็นเพียงเศษซากจากกองเพลิงแห่งความเกลียดชัง ถึงขนาดประจานสาปแช่งเหล่า "ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง" ที่กระทำการดังกล่าว
บางสิ่งบางอย่างที่เค้าผูกพัน คุ้นเคย มันถูกทำลายลงไปในชั่วพริบตา จากน้ำมือของ "ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง" ที่ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ในเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา
ผม..ก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกสลดหดหู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันครับ
ผมเสียใจ..ที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้ถูกผลักออกไปจากแนวทางสันติวิถี
ผมเสียใจ..ที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการใช้กำลังทางทหารและอาวุธในการสลายการชุมนุม
ผมเสียใจ..ที่ชีวิตของผู้คนได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ต่อรองทางการเมือง
ผมเสียใจ..กับหลายคนที่ต้องเสียหายเดือดร้อน สูญเสียทรัพย์สิน และได้รับผลกระทบถึงการประกอบอาชีพการงานจากเหตุจลาจลในวันนั้น
ผมเสียใจ..กับผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้
ผมเสียใจ..กับหลายต่อหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก..ญาติพี่น้อง..
และยิ่งไปกว่านั้น..ผมเสียใจ..ที่เห็นผู้คนจำนวนมากในสังคมเมืองศิวิไลซ์ที่ผมอยู่ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง การดูถูกเหยียดหยาม และเปล่งเสียงถึงผู้คนที่มาจากต่างถิ่นต่างที่ ด้วยถ้อยสรรพนำเนียงว่า ไอ้โง่ ไอ้ควายแดง ไอ้พวกไพร่สถุล ฆ่ามันให้หมด ฆ่ามันให้ตายซะ ฯลฯ
"ผมไม่เชื่อ..ว่าทุกคนที่ตายเป็นผู้ก่อการร้าย..ว่าทุกคนที่ตายสมควรตาย"
ผมไม่ได้อยากตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่า เฮ้ยย..นี่มันมีคนตายนะ มีผู้บริสุทธิ์ที่ตาย และสมควรที่จะต้องมีใครซักคนที่รับผิดชอบนะเว้ยย..
ถ้าเพียงแต่เสียงนั้นมันดังขึ้นซักหน่อย..ดังกว่าเสียงที่พร่ำบอกว่า มารักกันเถอะ มาปรองดองกันเถอะ มากวาดถนนกันเถอะ คิดถึงสยาม คิดถึงเซนทรัลเวิลด์ ก็คงไม่เกิดบทความนี้ขึ้นบนโลกแล้ว
ผมเพียงอยากจะบอกว่า บางครั้ง..พวกเราหลงลืมอะไรไปรึเปล่า..
เสียงเรียกร้องอะไรบางอย่าง ดังก้องสะท้านราชประสงค์ แต่กลับแผ่วเบาเหลือเกินในใจของผู้คนหลายคนในเมืองที่ผมอยู่
เสียงที่เรียกร้องความไม่เป็นธรรม เสียงที่เรียกร้องโอกาส เสียงที่เรียกร้องความเสมอภาคและเท่าเทียม ดังก้องอยู่ในพื้นที่ที่พวกเค้าไม่คุ้นเคย เมืองที่เค้าไม่รู้จัก ความหรูหราทันสมัยที่พวกเค้าไม่อาจฝันใฝ่
แต่น่าแปลกใจ ที่เสียงเรียกร้องนั้นไม่ได้ดังเข้าไปในใจของบรรดาผู้คนในเมืองที่เค้าคิดว่าน่าจะช่วยเหลือเค้าได้..ไม่แม้แต่จะเสียเวลาที่จะรับฟัง
แม้กระทั่ง..เสียงแห่งความตายของพวกเค้า..ก็ยังแผ่วเบาและเลือนลาง...
..เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น..เสมือนเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้น..
...............
ผมขอสารภาพตรง ๆ ว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่นักที่กับโรงหนังสยาม ลิโด้ สยามสแควร์ ก้อผมไม่เคยได้ไปดูหนังที่นั่นซักเท่าไหร่นี่นา ส่วนใหญ่ถ้าอยากดูหนังดีดีซักเรื่อง ผมคงจะไปหาซื้อดีวีดีหรือโหลดมาดูที่บ้านมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปซื้อที่สยามอีกนั่นล่ะ (ถ้าไปเผา House RCA ผมอาจจะเสียใจมากกว่านี้นิดนึง ฮา.. )
สิบกว่าปีที่อยู่ที่กรุงเทพ ผมไปที่นั่นทุกครั้งผมก้อยังเป็นไอ้บ้านนอกแปลกหน้าอยู่ทุกครั้ง..
ผมยิ่งแทบจะไม่เสียใจเลยที่ CTW ถูกเผา เพราะผมไม่ได้ไปซื้อของอะไรที่นั่น อย่างมากก็นัดเพื่อนเดินเล่น ถ่ายรูป หาเบียร์กิน แล้วก้อเป็นความผิดของผมเองที่บรรดาราคาข้าวของในทำให้นั้นผมก็ไม่มีปัญญาจะซื้อซะด้วย..
ก็ผมไม่มีความผูกพันกับมันเท่าไหร่นัก..
เช่นเดียวกันกับหลายๆ คน ในสังคมเมืองนี้ ที่ไม่ได้ผูกพันเอากับความทุกข์ยากของผู้คน ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมที่ดำรงอยู่
"ความแตกต่าง" ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปชื่นชมความสวยงามและวิถีชีวิตหลอกๆ ของปายและ อัมพวา การเปิดคาราวานนำของไปบริจาคให้กับเด็กๆ ชาวเขาในดินแดนทุรกันดาร การออกบริจาคทานแก่ผู้ด้อยโอกาสเพื่อความอิ่มใจของตน โดยละเลยการมองถึงสาเหตุที่มาจริงๆ ของปัญหาในระดับโครงสร้าง
ผมเข้าใจครับ..นั่นเพราะเราอาจเกิดมาในเมืองที่แตกต่างกัน..ในสถานะที่แตกต่างกัน..
แต่ที่ผมไม่เข้าใจ..คือ..แม้กระทั่งความตายของเพื่อนมนุษย์..มันก็ยังมีเส้นแบ่งแห่ง "ความต่าง"
..คุณค่าของชีวิตมนุษย์..มันมีความต่างกันได้อย่างไร..มันไร้ค่ากันได้อย่างไร..
............
..ผมคงไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมเก็บกวาดถนน..
เพราะผมสำนึกได้แล้วว่าผมไม่ได้รัก "สยาม" และ "สยาม" เองก็คงไม่ได้รักผมเช่นกัน
...........
ปล. โปรดอย่าขับไล่ผมออกจากกรุงเทพเลยนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้อยากอยู่หรอก เพียงแต่ผมยังไม่มีที่ไป..
แค่นั้นเอง..
ที่มา.ประชาไท
***************************************************
ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับ ว่าบันทึกนี้ผมไม่ได้มีเจตนาจะกระทบ เสียดสี หรือมีเจตนาใน แง่ร้ายหรือแง่ลบต่อกิจกรรม "ฟื้นฟูกรุงเทพ" ที่หลายคนได้ร่วมจิตอาสากันไปเก็บกวาดทำความสะอาด "พื้นที่ของพวกเค้า" ด้วยความรักและผูกพัน
ผมเป็นเด็กบ้านนอกครับ แต่ได้เข้ามาอยู่อาศัยในกรุงเทพได้สิบกว่าปีแล้ว แต่ถ้าถามว่าผมรักกรุงเทพหรือเปล่า ผมก็คงตอบได้ไม่เต็มปากนัก
ผมเข้ามาเรียนที่กรุงเทพ เพราะที่ต่างจังหวัดบ้านผมไม่มีมหาวิทยาลัยดีดีให้ผมเรียน ตอนนี้ผมทำงานอยู่ที่กรุงเทพ เพราะที่ต่างจังหวัดบ้านผมไม่ได้มีงานมากพอที่จะให้ผม "เลือก" ทำ
นั่นคือเหตุผล ที่วันนี้ผมยังคงยืนอยู่ในเมืองหลวงของประเทศไทยที่ชื่อกรุงเทพมหานคร
ในหลายวันที่ผ่านมา กรุงเทพต้องเผชิญกับความเลวร้าย การวางระเบิด การเผาทำลายสถานที่ต่าง ๆ อันสืบเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมของ นปช. ที่ราชประสงค์
ภายหลังเหตุการณ์เลวร้ายและควันไฟเริ่มจางลง..
หลายๆ คนบอกว่าเจ็บปวดเหลือเกินที่เห็นโรงหนังสยาม ลิโด้ ถูกเผาทำลาย เพราะมีความผูกพันกันอย่างยิ่งยวดในฐานะที่เป็นโรงหนังเก่าแก่ที่ฉายหนังนอกกระแสแห่งหนึ่งของกรุงเทพ (หรืออาจจะของประเทศไทย)
หลาย ๆ คนบอกว่าสะเทือนใจที่เห็นห้างสรรพสินค้าเซนทรัลเวิลด์อันเพียบพร้อมไปด้วยความทันสมัย เป็นที่จับจ่ายซื้อของสุดฮิป เป็นจุดพบปะกันโดยเฉพาะลานเบียร์ในฤดูหนาวและช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลต่างประเทศ กลายเป็นเพียงเศษซากจากกองเพลิงแห่งความเกลียดชัง ถึงขนาดประจานสาปแช่งเหล่า "ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง" ที่กระทำการดังกล่าว
บางสิ่งบางอย่างที่เค้าผูกพัน คุ้นเคย มันถูกทำลายลงไปในชั่วพริบตา จากน้ำมือของ "ผู้ก่อการร้ายเสื้อแดง" ที่ไม่สมควรที่จะมีชีวิตอยู่ในเมืองอันเป็นที่รักของพวกเขา
ผม..ก็รู้สึกเสียใจและรู้สึกสลดหดหู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเช่นเดียวกันครับ
ผมเสียใจ..ที่การเคลื่อนไหวภาคประชาชนได้ถูกผลักออกไปจากแนวทางสันติวิถี
ผมเสียใจ..ที่รัฐบาลเลือกใช้วิธีการใช้กำลังทางทหารและอาวุธในการสลายการชุมนุม
ผมเสียใจ..ที่ชีวิตของผู้คนได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้ต่อรองทางการเมือง
ผมเสียใจ..กับหลายคนที่ต้องเสียหายเดือดร้อน สูญเสียทรัพย์สิน และได้รับผลกระทบถึงการประกอบอาชีพการงานจากเหตุจลาจลในวันนั้น
ผมเสียใจ..กับผู้บริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุแห่งความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้
ผมเสียใจ..กับหลายต่อหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก..ญาติพี่น้อง..
และยิ่งไปกว่านั้น..ผมเสียใจ..ที่เห็นผู้คนจำนวนมากในสังคมเมืองศิวิไลซ์ที่ผมอยู่ เต็มไปด้วยความเกลียดชัง การดูถูกเหยียดหยาม และเปล่งเสียงถึงผู้คนที่มาจากต่างถิ่นต่างที่ ด้วยถ้อยสรรพนำเนียงว่า ไอ้โง่ ไอ้ควายแดง ไอ้พวกไพร่สถุล ฆ่ามันให้หมด ฆ่ามันให้ตายซะ ฯลฯ
"ผมไม่เชื่อ..ว่าทุกคนที่ตายเป็นผู้ก่อการร้าย..ว่าทุกคนที่ตายสมควรตาย"
ผมไม่ได้อยากตะโกนโหวกเหวกโวยวายว่า เฮ้ยย..นี่มันมีคนตายนะ มีผู้บริสุทธิ์ที่ตาย และสมควรที่จะต้องมีใครซักคนที่รับผิดชอบนะเว้ยย..
ถ้าเพียงแต่เสียงนั้นมันดังขึ้นซักหน่อย..ดังกว่าเสียงที่พร่ำบอกว่า มารักกันเถอะ มาปรองดองกันเถอะ มากวาดถนนกันเถอะ คิดถึงสยาม คิดถึงเซนทรัลเวิลด์ ก็คงไม่เกิดบทความนี้ขึ้นบนโลกแล้ว
ผมเพียงอยากจะบอกว่า บางครั้ง..พวกเราหลงลืมอะไรไปรึเปล่า..
เสียงเรียกร้องอะไรบางอย่าง ดังก้องสะท้านราชประสงค์ แต่กลับแผ่วเบาเหลือเกินในใจของผู้คนหลายคนในเมืองที่ผมอยู่
เสียงที่เรียกร้องความไม่เป็นธรรม เสียงที่เรียกร้องโอกาส เสียงที่เรียกร้องความเสมอภาคและเท่าเทียม ดังก้องอยู่ในพื้นที่ที่พวกเค้าไม่คุ้นเคย เมืองที่เค้าไม่รู้จัก ความหรูหราทันสมัยที่พวกเค้าไม่อาจฝันใฝ่
แต่น่าแปลกใจ ที่เสียงเรียกร้องนั้นไม่ได้ดังเข้าไปในใจของบรรดาผู้คนในเมืองที่เค้าคิดว่าน่าจะช่วยเหลือเค้าได้..ไม่แม้แต่จะเสียเวลาที่จะรับฟัง
แม้กระทั่ง..เสียงแห่งความตายของพวกเค้า..ก็ยังแผ่วเบาและเลือนลาง...
..เสมือนไม่เคยเกิดขึ้น..เสมือนเป็นสิ่งที่สมควรเกิดขึ้น..
...............
ผมขอสารภาพตรง ๆ ว่าผมไม่ได้รู้สึกอะไรเท่าไหร่นักที่กับโรงหนังสยาม ลิโด้ สยามสแควร์ ก้อผมไม่เคยได้ไปดูหนังที่นั่นซักเท่าไหร่นี่นา ส่วนใหญ่ถ้าอยากดูหนังดีดีซักเรื่อง ผมคงจะไปหาซื้อดีวีดีหรือโหลดมาดูที่บ้านมากกว่า ซึ่งผมก็ไม่ได้ไปซื้อที่สยามอีกนั่นล่ะ (ถ้าไปเผา House RCA ผมอาจจะเสียใจมากกว่านี้นิดนึง ฮา.. )
สิบกว่าปีที่อยู่ที่กรุงเทพ ผมไปที่นั่นทุกครั้งผมก้อยังเป็นไอ้บ้านนอกแปลกหน้าอยู่ทุกครั้ง..
ผมยิ่งแทบจะไม่เสียใจเลยที่ CTW ถูกเผา เพราะผมไม่ได้ไปซื้อของอะไรที่นั่น อย่างมากก็นัดเพื่อนเดินเล่น ถ่ายรูป หาเบียร์กิน แล้วก้อเป็นความผิดของผมเองที่บรรดาราคาข้าวของในทำให้นั้นผมก็ไม่มีปัญญาจะซื้อซะด้วย..
ก็ผมไม่มีความผูกพันกับมันเท่าไหร่นัก..
เช่นเดียวกันกับหลายๆ คน ในสังคมเมืองนี้ ที่ไม่ได้ผูกพันเอากับความทุกข์ยากของผู้คน ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการถูกเอารัดเอาเปรียบ ไม่ได้รู้สึกเป็นส่วนหนึ่งในความแตกต่างและความไม่เท่าเทียมที่ดำรงอยู่
"ความแตกต่าง" ไม่มีอะไรมากไปกว่าการไปชื่นชมความสวยงามและวิถีชีวิตหลอกๆ ของปายและ อัมพวา การเปิดคาราวานนำของไปบริจาคให้กับเด็กๆ ชาวเขาในดินแดนทุรกันดาร การออกบริจาคทานแก่ผู้ด้อยโอกาสเพื่อความอิ่มใจของตน โดยละเลยการมองถึงสาเหตุที่มาจริงๆ ของปัญหาในระดับโครงสร้าง
ผมเข้าใจครับ..นั่นเพราะเราอาจเกิดมาในเมืองที่แตกต่างกัน..ในสถานะที่แตกต่างกัน..
แต่ที่ผมไม่เข้าใจ..คือ..แม้กระทั่งความตายของเพื่อนมนุษย์..มันก็ยังมีเส้นแบ่งแห่ง "ความต่าง"
..คุณค่าของชีวิตมนุษย์..มันมีความต่างกันได้อย่างไร..มันไร้ค่ากันได้อย่างไร..
............
..ผมคงไม่ได้ไปร่วมกิจกรรมเก็บกวาดถนน..
เพราะผมสำนึกได้แล้วว่าผมไม่ได้รัก "สยาม" และ "สยาม" เองก็คงไม่ได้รักผมเช่นกัน
...........
ปล. โปรดอย่าขับไล่ผมออกจากกรุงเทพเลยนะครับ เพราะผมก็ไม่ได้อยากอยู่หรอก เพียงแต่ผมยังไม่มีที่ไป..
แค่นั้นเอง..
ที่มา.ประชาไท
***************************************************
วันศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
จากตากใบถึง..ราชประสงค์
ภารกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หลังจากการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ราชประสงค์ซึ่งปรากฏเป็นข่าวครึกโครมต่อเนื่องกันมานานนับสัปดาห์มีอยู่ด้วยกัน 2 เรื่องหลัก
หนึ่ง การฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การการชุมนุมและภายหลังการก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมืองซึ่งรัฐบาลได้พยายามทุ่มงบประมาณและออกมาตรการต่างๆขึ้นมาช่วยเหลือนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ตลอดจนพนักงานของบริษัทห้างร้านที่มีจำนวนมากซึ่งไม่อาจปฏิเสธว่า เป็นเรื่องเร่งด่วน มิเช่นนั้นแล้วอาจส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
สอง การดำเนินคดีกลับกลุ่มแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มเสื้อแดงและการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลตั้งข้อหา"ก่อการร้าย"ในฐานะผู้บงการเผากรุงทเพมหานครจนราบพนาสูร
ในส่วนนี้ยังรวมถึงการไล่าล่าแกนนำ นปช.ที่ยังหลบหนีอยู่และกลุ่ม"คนชุดดำ"ที่รัฐบาลอ้างว่า อยู่เบื้องหลังในการต่อสู้กับกองกำลังทหารจนเกิดความสูญเสียอย่างมาก
แต่ประเด็นที่สาธารณชนยังตั้งเป็นคำถามอยู่คือ ภายหลังการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.แล้ว "คนชุดดำ"ล่องหนหายตัวไปไหนหมด เพราะตราบใดถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถจับตัวคนชุดดำมาแถลงให้ประชาชนเห็นกันอย่างจะจะแล้ว จะกลายเป็นว่า รัฐบาลกุเรื่อง"คนชุดดำ"ขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง
เรื่องที่เร่งด่วนและใหญ่ไม่แพ้ 2 เรื่องดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ปรากฏบเป็นข่าวว่า ที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้ดำเนินการใดๆในการฟื้นฟูเยียวยาอย่างจริงจังคือ การที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-20 พฤาภาคม จำนวน 86 ศพ บาดเจ็บ 1,407 คน(ข้อมูลจากศูนย์เอราวัณ)
ในจำนวนผู้เสียชีวิต 86 ศพนั้น แบ่งเป็นพลเรือน 75 ศพ ทหาร/ตำรวจ 11 ศพ ผู้บาดเจ็บ 1,407 คน แบ่งเป็นพลเรือน 994 คน ทหาร/ตำรวจ 413 คน
ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่า แม้เสื้อแดงได้สลายการชุมนุมไปแล้วก็ตาม แต่กลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากเ(ไม่ใช่กลุ่มแกนนำ)ซึ่งเป็นชาวบ้านในต่างจังหวัดต่างกลับบ้านดวยจิตใจที่พ่ายแพ้ บอบช้ำ เคียดแค้น ชิงชัง รวมถึงญาติพี่น้องของผู้สูญเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมากที่น่าจะมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน(ตัวอย่างดูจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆและการพูดคุยโดยตรง)
ในการฟื้นฟูเยียวยาคนกลุ่มนี้ต้องแยกแยะเป็นกลุ่มๆด้วยวิธีการที่หลากหลาย เริ่มจากผู้เสียชีวิต 86 ศพ ในจำนวนนี้เป็นทหาร/ตำรวจ 11 ศพ ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดดูแลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลอาจต้องให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม
ในขณะที่อีก 75 ศพซึ่งเป็นพลเรือน นอกจากการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ในด้านกฎหมายต้องมีการสอบสวนให้กระจ่างว่า แต่ละศพเสียชีวิตอย่างไร และดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตเพราะต้องยอมรับว่า ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกที่โดนลูกหลง รวมถึงที่มีการอ้างว่า เป็นฝีมือของ"คนชุดดำ"
อย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไป และทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็น"ผู้ก่อการร้าย" เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนคราธิวาส 78 ศพในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆที่บุคคลเหล่านี้อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจะกลายเป็นแผลที่บาดลึกยากที่เยียวยาและทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ความจริงในเรื่องดังกล่าว มีองค์กรช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุและการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่กลุ่มชาวบ้านที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กระทรวงสาธารณสุขมีศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต, ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย เพียงแต่รัฐบาลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้อย่างจริงจังเท่านั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
นอกจากนั้นแล้ว ต้องเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาผู้บาดเจ็บและชาวบ้านที่ถูกส่งตัวกลับ 3,650 คนมิให้เกิดความระแวงหรือเกิดความหวาดกลัวว่า จะถูกเหวี่ยงแหดำเนินคดีเพราะยิ่งจะเป็นการผลักให้ชาวบ้านกลุ่มนี้โกรธแค้นและเกลียดชังรัฐบาลมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นชนวนเหตุรุนแรงขึ้นอีกได้
ขณะเดียวกันในภาพรวม รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นความจริงใจในการผลักดันให้เป็นไปตามแผนปรองดองด้วย เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระซึ่งเป็นที่ยอมรับขึ้นมาสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด(นายกรัฐมนตรีพูดในทำนองว่า ได้ตัวประธานคณะกรรมการแล้ว) ไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้สื่อของรัฐยุยงให้เกิดความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น การดำเนินการเพื่อปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยซ้ำเติมปัญหาให้ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
ที่มา.มติชนออนไลน์
.........................................................
หนึ่ง การฟื้นฟูเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์การการชุมนุมและภายหลังการก่อจลาจลเผาบ้านเผาเมืองซึ่งรัฐบาลได้พยายามทุ่มงบประมาณและออกมาตรการต่างๆขึ้นมาช่วยเหลือนักธุรกิจ พ่อค้าแม่ค้ารายย่อย ตลอดจนพนักงานของบริษัทห้างร้านที่มีจำนวนมากซึ่งไม่อาจปฏิเสธว่า เป็นเรื่องเร่งด่วน มิเช่นนั้นแล้วอาจส่งผลรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมอย่างกว้างขวาง
สอง การดำเนินคดีกลับกลุ่มแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มเสื้อแดงและการไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลตั้งข้อหา"ก่อการร้าย"ในฐานะผู้บงการเผากรุงทเพมหานครจนราบพนาสูร
ในส่วนนี้ยังรวมถึงการไล่าล่าแกนนำ นปช.ที่ยังหลบหนีอยู่และกลุ่ม"คนชุดดำ"ที่รัฐบาลอ้างว่า อยู่เบื้องหลังในการต่อสู้กับกองกำลังทหารจนเกิดความสูญเสียอย่างมาก
แต่ประเด็นที่สาธารณชนยังตั้งเป็นคำถามอยู่คือ ภายหลังการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.แล้ว "คนชุดดำ"ล่องหนหายตัวไปไหนหมด เพราะตราบใดถ้ารัฐบาลยังไม่สามารถจับตัวคนชุดดำมาแถลงให้ประชาชนเห็นกันอย่างจะจะแล้ว จะกลายเป็นว่า รัฐบาลกุเรื่อง"คนชุดดำ"ขึ้นมาเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง
เรื่องที่เร่งด่วนและใหญ่ไม่แพ้ 2 เรื่องดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ปรากฏบเป็นข่าวว่า ที่แสดงให้เห็นว่า รัฐบาลได้ดำเนินการใดๆในการฟื้นฟูเยียวยาอย่างจริงจังคือ การที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์การชุมนุมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-20 พฤาภาคม จำนวน 86 ศพ บาดเจ็บ 1,407 คน(ข้อมูลจากศูนย์เอราวัณ)
ในจำนวนผู้เสียชีวิต 86 ศพนั้น แบ่งเป็นพลเรือน 75 ศพ ทหาร/ตำรวจ 11 ศพ ผู้บาดเจ็บ 1,407 คน แบ่งเป็นพลเรือน 994 คน ทหาร/ตำรวจ 413 คน
ก่อนอื่นต้องยอมรับกันว่า แม้เสื้อแดงได้สลายการชุมนุมไปแล้วก็ตาม แต่กลุ่มเสื้อแดงจำนวนมากเ(ไม่ใช่กลุ่มแกนนำ)ซึ่งเป็นชาวบ้านในต่างจังหวัดต่างกลับบ้านดวยจิตใจที่พ่ายแพ้ บอบช้ำ เคียดแค้น ชิงชัง รวมถึงญาติพี่น้องของผู้สูญเสียชีวิตอีกเป็นจำนวนมากที่น่าจะมีความรู้สึกที่ไม่แตกต่างกัน(ตัวอย่างดูจากการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อต่างๆและการพูดคุยโดยตรง)
ในการฟื้นฟูเยียวยาคนกลุ่มนี้ต้องแยกแยะเป็นกลุ่มๆด้วยวิธีการที่หลากหลาย เริ่มจากผู้เสียชีวิต 86 ศพ ในจำนวนนี้เป็นทหาร/ตำรวจ 11 ศพ ซึ่งหน่วยงานต้นสังกัดดูแลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลอาจต้องให้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม
ในขณะที่อีก 75 ศพซึ่งเป็นพลเรือน นอกจากการช่วยเหลือเยียวยาครอบครัวผู้เสียชีวิตในทางเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ในด้านกฎหมายต้องมีการสอบสวนให้กระจ่างว่า แต่ละศพเสียชีวิตอย่างไร และดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจังเพื่อคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้เสียชีวิตเพราะต้องยอมรับว่า ในจำนวนนี้ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง เป็นผู้บริสุทธิ์ พวกที่โดนลูกหลง รวมถึงที่มีการอ้างว่า เป็นฝีมือของ"คนชุดดำ"
อย่าให้เรื่องนี้เงียบหายไป และทำให้สังคมเข้าใจว่า ผู้เสียชีวิตทั้งหมดเป็น"ผู้ก่อการร้าย" เช่นเดียวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ อำเภอตากใบ จังหวัดนคราธิวาส 78 ศพในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งๆที่บุคคลเหล่านี้อยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะจะกลายเป็นแผลที่บาดลึกยากที่เยียวยาและทำให้เหตุการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
ความจริงในเรื่องดังกล่าว มีองค์กรช่วยเหลืออยู่แล้ว เช่น ศูนย์รับแจ้งเหตุและการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่กลุ่มชาวบ้านที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กระทรวงสาธารณสุขมีศูนย์ช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิต, ผู้บาดเจ็บ และผู้สูญหาย เพียงแต่รัฐบาลสนับสนุนและอำนวยความสะดวกให้อย่างจริงจังเท่านั้นก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก
นอกจากนั้นแล้ว ต้องเข้าไปฟื้นฟูเยียวยาผู้บาดเจ็บและชาวบ้านที่ถูกส่งตัวกลับ 3,650 คนมิให้เกิดความระแวงหรือเกิดความหวาดกลัวว่า จะถูกเหวี่ยงแหดำเนินคดีเพราะยิ่งจะเป็นการผลักให้ชาวบ้านกลุ่มนี้โกรธแค้นและเกลียดชังรัฐบาลมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นชนวนเหตุรุนแรงขึ้นอีกได้
ขณะเดียวกันในภาพรวม รัฐบาลต้องแสดงให้เห็นความจริงใจในการผลักดันให้เป็นไปตามแผนปรองดองด้วย เช่น การแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระซึ่งเป็นที่ยอมรับขึ้นมาสอบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด(นายกรัฐมนตรีพูดในทำนองว่า ได้ตัวประธานคณะกรรมการแล้ว) ไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มใช้สื่อของรัฐยุยงให้เกิดความเกลียดชังมากยิ่งขึ้น การดำเนินการเพื่อปฏิรูปประเทศในด้านต่างๆโดยเฉพาะกระบวนการยุติธรรม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นองค์กรที่ช่วยซ้ำเติมปัญหาให้ร้ายแรงมากยิ่งขึ้น
โดย ประสงค์ วิสุทธิ์
ที่มา.มติชนออนไลน์
.........................................................
“เทพ”กับ“มาร”
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย ลอย ลมบน
เห็นหัวเรื่องแล้วอย่าเพิ่งตกใจนึกว่าจะเอานิยายจีนมาเล่าสู่กันฟัง คำว่าพรรคเทพ พรรคมาร ที่จะกล่าวถึงในที่นี้เป็นเรื่องการเมือง พรรคการเมืองในประเทศไทยของเรานี่แหละ
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 วันที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยข้อกล่าวหาสุดคลาสสิกตลอดกาลของการเข้ายึดอำนาจคือ มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้าขวางในรัฐบาล ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างทางการเมืองขึ้นมา
หลังการเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรมชนะเลือกตั้งได้ ส.ส. 79 เสียง แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค ถูกเตะตัดขาด้วยข้อกล่าวหาติดแบล็กลิสต์ของสหรัฐ ที่หาว่าเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด จนทำให้เกิดการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้น เมื่อ พล.อ.สุจินดาซึ่งไม่ได้ลงเลือกตั้งกลับคำพูดสมัยเข้ายึดอำนาจตอบรับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การสนับสนุนของพรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งทุกพรรคเคยประกาศสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
พรรคการเมืองเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “พรรคมาร”
ขณะที่พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง) เรียกร้องว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
ถูกยกให้เป็น “พรรคเทพ”
เมื่อวันเวลาผ่านไป พรรคการเมืองที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้นได้ล้มหายตายจากไปทีละพรรคสองพรรค เลิกกิจการบ้าง ยุบไปรวมกับพรรคอื่นบ้าง ถูกสั่งยุบไปบ้าง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังอยู่ยงคงกระพันเรื่อยมา
วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีหัวหน้าพรรคที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นคนเดียวกับที่สั่งการให้กระชับพื้นที่ ขอพื้นที่คืน จนมีผู้คนล้มตาย 88 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
จึงไม่รู้ว่ายังคู่ควรกับคำยกย่องสรรเสริญให้เป็น “พรรคเทพ” อยู่หรือไม่?
อีกประเด็นที่ไม่อยากให้ลืมคือ องค์ประกอบของรัฐบาลปัจจุบันที่ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม และพรรคเพื่อแผ่นดิน บุคลากรส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเหล่านี้ล้วนเป็นแม่ทัพนายกองที่แตกมาจากพรรคสามัคคีธรรมและพรรคชาติไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “พรรคมาร” เกือบทั้งสิ้น
รัฐบาลปัจจุบันจึงเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง “เทพกับมาร” ใจคอจึงอำมหิตอย่างที่เห็น
สำคัญที่สุดคือ ในอดีตแค่ตระบัดสัตย์กลับคำไปสนับสนุนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “มาร” แล้ว
แล้ว “อภิสิทธิ์” ที่สั่งกระชับพื้นที่ควรจะถูกเรียกว่าอะไรดี!!!
**********************************************************************
โดย ลอย ลมบน
เห็นหัวเรื่องแล้วอย่าเพิ่งตกใจนึกว่าจะเอานิยายจีนมาเล่าสู่กันฟัง คำว่าพรรคเทพ พรรคมาร ที่จะกล่าวถึงในที่นี้เป็นเรื่องการเมือง พรรคการเมืองในประเทศไทยของเรานี่แหละ
ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 วันที่คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติหรือ รสช. ภายใต้การนำของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก เข้ายึดอำนาจจากรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ด้วยข้อกล่าวหาสุดคลาสสิกตลอดกาลของการเข้ายึดอำนาจคือ มีการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้าขวางในรัฐบาล ได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์บางอย่างทางการเมืองขึ้นมา
หลังการเลือกตั้งวันที่ 22 มีนาคม 2535 พรรคสามัคคีธรรมชนะเลือกตั้งได้ ส.ส. 79 เสียง แต่นายณรงค์ วงศ์วรรณ หัวหน้าพรรค ถูกเตะตัดขาด้วยข้อกล่าวหาติดแบล็กลิสต์ของสหรัฐ ที่หาว่าเกี่ยวโยงกับขบวนการค้ายาเสพติด จนทำให้เกิดการ “เสียสัตย์เพื่อชาติ” ขึ้น เมื่อ พล.อ.สุจินดาซึ่งไม่ได้ลงเลือกตั้งกลับคำพูดสมัยเข้ายึดอำนาจตอบรับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การสนับสนุนของพรรคสามัคคีธรรม (79 เสียง) พรรคชาติไทย (74 เสียง) พรรคกิจสังคม (31 เสียง) พรรคประชากรไทย (7 เสียง) และพรรคราษฎร (4 เสียง) ซึ่งทุกพรรคเคยประกาศสนับสนุนให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
พรรคการเมืองเหล่านี้จึงได้ชื่อว่าเป็น “พรรคมาร”
ขณะที่พรรคความหวังใหม่ (72 เสียง) พรรคประชาธิปัตย์ (44 เสียง) พรรคพลังธรรม (41 เสียง) และพรรคเอกภาพ (6 เสียง) เรียกร้องว่านายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
ถูกยกให้เป็น “พรรคเทพ”
เมื่อวันเวลาผ่านไป พรรคการเมืองที่มีบทบาทอยู่ในขณะนั้นได้ล้มหายตายจากไปทีละพรรคสองพรรค เลิกกิจการบ้าง ยุบไปรวมกับพรรคอื่นบ้าง ถูกสั่งยุบไปบ้าง แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังอยู่ยงคงกระพันเรื่อยมา
วันนี้พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล มีหัวหน้าพรรคที่ชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นคนเดียวกับที่สั่งการให้กระชับพื้นที่ ขอพื้นที่คืน จนมีผู้คนล้มตาย 88 คน บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 คน
จึงไม่รู้ว่ายังคู่ควรกับคำยกย่องสรรเสริญให้เป็น “พรรคเทพ” อยู่หรือไม่?
อีกประเด็นที่ไม่อยากให้ลืมคือ องค์ประกอบของรัฐบาลปัจจุบันที่ประกอบด้วย พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม และพรรคเพื่อแผ่นดิน บุคลากรส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองเหล่านี้ล้วนเป็นแม่ทัพนายกองที่แตกมาจากพรรคสามัคคีธรรมและพรรคชาติไทยที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “พรรคมาร” เกือบทั้งสิ้น
รัฐบาลปัจจุบันจึงเกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่าง “เทพกับมาร” ใจคอจึงอำมหิตอย่างที่เห็น
สำคัญที่สุดคือ ในอดีตแค่ตระบัดสัตย์กลับคำไปสนับสนุนคนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีก็ถูกตราหน้าว่าเป็น “มาร” แล้ว
แล้ว “อภิสิทธิ์” ที่สั่งกระชับพื้นที่ควรจะถูกเรียกว่าอะไรดี!!!
**********************************************************************
"เหยื่อปืน"ยืนยัน ทหารยิงวัด
แฉโหดจากเตียงรพ. สส.จี้ออกรับผิดชอบ องค์กรโลกขอร่วมสอบ
เหยื่อปืนรุมยันทหารยิงเข้าไปในวัดปทุมวนา ราม จนเป็นเหตุให้ตายหมู่ 6 ศพ เผยนาทีเหี้ยม ไล่ล่าบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตั้งแต่ราชประสงค์จนถึงหน้าวัด ยืนยันทหารแน่ๆ ไม่ใช่โจรผู้ร้าย สลดเหยื่อบัณฑิตรามคำแหงโดนส่องขณะพาผู้หญิง คนชรา และเด็กเข้าไปหลบภัยในวัด ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีกรายระบุถูกยิงหน้าประตูวัด แล้วพยาบาลอาสาเข้าไปช่วย พอฟื้นคืนสติอีกก็ทราบข่าวว่าคนที่เข้าไปช่วยถูกยิงเสียชีวิต ส.ส.เพื่อไทยจี้อภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะเป็นต้นเหตุให้มีการสูญเสียถึง 88 ศพ
จี้มาร์คออก-รับผิดชอบ88ศพ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วันที่สอง เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 โดยหยิบยกคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี ต่อกรณีวันที่ 7 ต.ค.2551 ว่า รัฐบาลขณะนั้นต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองขึ้นมาอ้างถึงพร้อมกับระบุว่าการชุมนุมในสมัยรัฐบาลนี้มีคนตาย 88 ราย บาดเจ็บกว่าสองพันคน สูญหายอีกจำนวนมาก ทราบว่าเบื้องต้นหาย 25 รายแล้ว ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตต้องได้รับการพิสูจน์ว่าคนตายมีอาชีพอะไร จะไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้หรือไม่ จะได้พิสูจน์กันให้ชัด นอกจากนี้ นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิ นายกฯ เป็นคนเดียวที่จะถอดสลักได้ ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีผู้ใหญ่หลายคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่เคารพ สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ ถ้านายกฯ ถอยออกมา จะทำให้กรรมการที่ฝ่ายต่างๆ ตั้งขึ้น ทำงานได้อย่างอิสระและสบายใจ
นายชวลิต กล่าวว่า กรณีวัดปทุมวนาราม ตนมีพยานยืนยันคือนายเพิ่มสุข ใจเย็น ชาวเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งอยู่ในวัดตอนเกิดเหตุ นายเพิ่มสุข ระบุว่าถูกจ้องยิง จึงต้องหนีสุดชีวิต สุดท้ายกระสุนโดนขา ต่อมาจึงได้ยินเสียงว่ามีการยิงพยาบาลที่เข้าไปช่วยคนเจ็บ นายเพิ่มสุข ยังระบุว่า บิดาเป็นทหารยศร้อยเอกอยู่ที่ค่ายสระบุรี จึงเห็นทหารตั้งแต่เด็ก และยืนยันกับตนว่าปืนที่ยิงมาเป็นฝ่ายทหาร พยานคนนี้ก็จะต้องไปให้การกับกรรมการอิสระที่นายกฯ จะตั้งขึ้นมา
เจ้าตัวโต้-รัฐบาลไม่เคยสั่งฆ่า
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การยกคำพูดของตนกรณี 7 ต.ค.2551 มาเทียบกับกรณีนี้ ความจริงมีเงื่อนไขต่างกัน กรณีนี้มีบางกลุ่มแทรกแซงโดยใช้อาวุธ รัฐบาลคิดถึงการดำเนินการให้สูญเสียน้อยที่สุดก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป และตอนนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ร่วมตรวจสอบ ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาที่ส.ส.เพื่อไทย ยื่นถอดถอนตนและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซง ส่วนที่ผู้ชุมนุมกลับบ้านไปและให้ข้อมูลก็ต้องเข้าใจว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึก ข้อมูลที่เขาได้รับก็ได้รับจากเวทีมาตลอด 2 เดือน ดังนั้น ไม่แปลกว่าจะมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นทหารยิง แต่ขอยืนยันว่าภาครัฐไม่เคยมีแนวคิดแบบนั้นเลย
นายกฯ กล่าวว่า ตอนนั้นที่องค์กรเอกชนเสนอเขตอภัยโทษ รัฐบาลก็เห็นด้วย แต่เสนอให้อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุม เพราะเกรงว่าจะมีคนอื่นปะปนกับเด็ก สตรี คนชรา ผู้บริสุทธิ์ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้น ความรับผิดชอบของรัฐบาลและภาครัฐ ก็ต้องดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งต้องดูตามข้อเท็จจริงด้วยว่าเป็นอย่างไร และภาครัฐได้ตัดสินใจไปอย่างไร อย่างไรก็ดี ตนจะขอตอบเรื่องนี้พร้อมกันระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้า
อ้างมีแจ้งมา-แต่เข้าในวัดไม่ได้
ด้านพล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ อภิปรายว่า การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะการมีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ศพ ภายในวัดปทุมวนาราม เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การชุมนุมที่ส.ส.อภิปรายว่า ชีวิตมีความสำคัญมากกว่าทรัพย์ ตนเห็นด้วย การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะชี้แจงว่าใช้หลักอย่างไรในการบริหารสถานการณ์ ส่วนที่มีคนโดนยิงในวัดปทุมวนาราม กำลังอยู่ในการตรวจสอบ แต่กรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายหนึ่งเสียชีวิตและชาวต่างประเทศอีกรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บและติดอยู่ในวัดปทุมวนารามนั้น ค่ำวันนั้นตนได้รับการติดต่อมาจากองค์กรเอกชนว่า จะทำอย่างไรให้เอาคนเจ็บออกจากวัดได้ ตนและรัฐมนตรีบางคน พยายามประสานงาน แต่เป็นไปอย่างลำบาก เพราะไม่สามารถส่งรถคุ้มกันเข้าไปได้ เนื่องจากตอนนั้นมีกลุ่มใช้อาวุธยิงไม่หยุด แต่แม้ใช้เวลานานสุดท้ายก็เข้าไปได้ เหตุที่เกิดขึ้นในวัดกำลังตรวจสอบทุกกรณี ตอนนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร เพราะช่วงที่เกิดเหตุขณะนั้นไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
"จาตุรนต์"บี้รัฐตกที่นั่งลำบาก
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.40 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามถึงประเด็นของผู้เสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามว่า ข้อเท็จจริงก็จะปรากฏออกมาจากการตรวจสอบ เบื้องต้นคิดว่าผลของการชันสูตรและผลของนิติเวชน่าจะเป็นตัวที่บ่งบอกอะไรได้พอสมควร เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่ามีเขม่าควันติดอยู่ที่บริเวณท้องของผู้เสียชีวิต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าทางนิติเวชน่าจะเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว
เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนกับข้อมูลที่จะนำเสนอ จนทำให้ประชาชนมองเห็นว่ารัฐบาลทำทุกอย่างตามข้อกฎหมาย นายกฯ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีใครหนีความจริงพ้น ยอมรับว่ามันอาจจะมีข่าวสารที่มีการนำเสนอเพียงบางแง่มุม แต่ยังเชื่อว่าถ้าเรามองภาพรวมของเหตุการณ์ดูด้วยเหตุด้วยผล และดูให้ชัดว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีประวัติความเป็นมา และพฤติกรรมอย่างไร ก็จะมีความเข้าใจเหตุ การณ์ที่แท้จริงได้
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบากในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ จากกรณีการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนาราม เรื่องนี้ตนมีโอกาสพูดคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ที่เฝ้าศพผู้ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดอยู่ตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่าผู้ที่อยู่ในวัดส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหารยิงประชาชน
สลดเหยื่อศพที่ 3 ถูกยิงในวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 1 ใน 6 ศพ ที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม นอกจากอาสาสมัคร และพยาบาลอาสาที่ "ข่าวสด" นำเสนอไปตามลำดับแล้วนั้น ศพที่สาม คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ถูกทหารยิงตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. ขณะเข้าช่วยเหลือพาผู้สูงอายุหลบภัยในวัด แล้วเดินออกนอกประตูรั้ววัด จะมุ่งหน้าไปที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาตินั้น
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านพักเลขที่ 151/3 หมู่บ้านรัตนะทรัพย์การ์เด้น ถ.ราชกิจ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อสอบถามความเป็นมาของเหยื่อที่ถูกยิงโหดในวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พนักงานสอบ สวน (สบ 2) สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า นายอัฐชัย เป็นน้องชาย เสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. ขณะเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้าย กระสุนทะลุปอด เสียชีวิตขณะเพื่อนนปช.ช่วยนำเข้าไปปฐมพยาบาลในเต็นท์ ภายในวัดปทุมวนาราม
เผยพาคนชรา-ผู้หญิงไปหลบภัย
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า นายอัฐชัย ย้ายมาพักอาศัยที่จันทบุรี เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ หลังจากที่นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมตอนปลายจาก อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งตนและพี่สาวช่วยกันส่งเสียให้เล่าเรียน เขาชอบกิจกรรมจึงเรียนช้า และหางานทำไปด้วย ตนจึงขอร้องให้เขาตั้งใจเรียนให้จบ เป็นความหวังของแม่ นิสัยใจคอของน้อง ชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ และรักประชาธิปไตย น้องชายไม่ใช่การ์ดนปช. แต่ร่วมชุมนุมทำหน้าที่ช่วยดูแลแจกอาหาร ประจำหน้าเวทีราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังจากที่แกนนำยอมมอบตัว วัดปทุมวนารามได้เปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปหลบอยู่ในวัด น้องชายก็เข้าไปทำหน้าที่ช่วยนำพาชาวบ้าน คนแก่ ชายหญิง หลบภัย
"จากนั้นในช่วงค่ำเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. น้องชายเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม เพื่อเตรียมเดินทางต่อ จะเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถูกยิงด้วยกระสุนสงครามที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายทะลุปอด ทราบว่ายิงมาจากที่สูง เพื่อนของเขาก็ช่วยนำร่างเข้าไปเพื่อปฐมพยาบาลในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผมทราบเหตุเมื่อเวลา 19.00 น. มีคนโทรศัพท์มาบอก" พ.ต.ต.ธีระวัฒน์กล่าว
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้อง แต่เขารักประชาธิปไตย ทำได้แค่เตือนเขาให้ระวังตัว หลบให้ดี ไม่นึกว่าเหตุการณ์แค่ไปชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยแบบทั่วไป ธรรมดา มีคนไปจำนวนมาก ไม่น่าจะมีการยิงคนในวัด หรือหน้าวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน ท่านเจ้าอาวาสวัดก็ประกาศขึ้นป้ายเขตขออภัยทานไว้แล้ว เคยโทร.คุยกับเขาเสมอ และเตือนว่าให้หลบภัยอยู่ภายในเวทีชุมนุม หรือให้อยู่ภายในวัดปทุมวนาราม แต่สุดท้ายเขาก็มาถูกยิงเสียชีวิต
ลางสุดท้าย-สายรัดข้อมือ 3 สี
ด้านนางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาว กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุน้องชายไปหาตนที่บ้านพักในกรุงเทพฯ แล้วเขาถอดสายรัดข้อมือสามสีรูปธงชาติจากข้อมือข้างขวายื่นส่งให้แล้วพูดว่าจะให้พี่ไว้เป็นที่ระลึก ตนไม่นึกว่าจะเป็นลางครั้งสุดท้าย "วันนั้นน้องยังพูดอธิบายด้วยอารมณ์ และสีหน้าจริงจัง ว่า สีน้ำเงิน หมายถึงพระเจ้าอยู่หัว ที่เขาเทิดทูน ปกป้องสุดชีวิต สีแดงหมายถึงชาติไทย เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา เขาบอกว่าเขาจะปกป้อง เขายอมตายได้ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
นางอัญชลี กล่าวต่อว่า หลังจากน้องชายเสียชีวิต ตนและญาติ นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดประทุมทอง ในหมู่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. และฌาปนกิจเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ท่ามกลางญาติมิตร เพื่อนบ้าน และมีกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ชาวนปช. ประมาณพันคน "การตายของน้องชาย การช่วยเหลือจากราชการ มาทดแทนกันไม่ได้ เราพี่น้องรักผูกพันกันมาก อยากให้เขามาอยู่กันพร้อมหน้าเหมือนเดิม"
นางอัญชลี ยังเปิดเผยว่า น้องชายเรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว กำลังสมัครสอบเพื่อทำงานหลายแห่ง สมัครสอบตำรวจ ยังไม่ทราบผล เขาเป็นความหวังของแม่ การตายของเขาทำให้แม่ ซึมเศร้าเสียใจอย่างมาก ส่วนคุณพ่อเสียชีวิตนานแล้ว
แม่เป็นชาวนาเมืองร้อยเอ็ด
ด้านนางสุนันทา ชุมจันทร์ อายุ 53 ปี มารดา กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำนาอยู่ที่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมจากหมู่บ้านแล้ว เขาย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนต่อที่รามคำแหง เขาเรียนจบแล้ว กำลังสมัครหางานทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอัฐชัย เกิดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2524 เป็นบุตรของนายนิคม (เสียชีวิต) กับนางสุนันทา ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 11 ต.โพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด หลังเรียนจบชั้นม.ปลายจากโรงเรียนบ้านโพนทราย แล้วย้ายไปพักอยู่กับพ.ต.ต.ธีระวัฒน์ พี่ชาย ที่อำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนหนังสือที่รามคำแหง โดยพี่ชายพี่สาวส่งเสียเรียน และนายอัฐชัย ทำงานรับจ้างไปด้วย เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อปี 2552 อยู่ระหว่างสมัครสอบรับราชการตำรวจ และสมัครสอบเข้ารับราชการหลายแห่ง
แฉนาทียิงหน้าวัดค่ำวันที่19พ.ค.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงภายในวัดปทุมวนารามในช่วงค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบว่ายังคงนอนรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกจํานวน 1 ราย เป็นชาย อายุประมาณ 45 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในอาการหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากและยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดปทุมวนาราม ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขณะเกิดเหตุมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ได้อย่างละเอียด แต่ไม่สามารถที่จะนําออกมาเปิดเผยได้ และขณะนี้พบว่าได้หลบไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าวเริ่มบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. วันที่ 19 พ.ค. ในเวลา 18.30 น. พบมีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกสนาม กว่า 10 คน ยืนเรียงรายอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัด ทุกคนหันหน้าไปทางวัด ในมือมีอาวุธสงครามลักษณะเหมือนปืนยาวเล็งเข้าไปในวัดทุกคน และมีบางคนนั่งยองๆ แบบคุกเข่า ลักษณะกำลังเล็งปืนเข้าไปในวัด จากนั้นไม่กี่นาทีก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด ลักษณะเสียงคล้ายปืนกล นานประมาณ 5 นาที และในภาพยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณอุโบสถภายในวัดประมาณ 20-30 คนวิ่งชุลมุนอยู่ บางคนนอนราบกับพื้น บางคนหลบอยู่ด้านหลังเสา และหันหน้ามองไปยังหน้าวัดลักษณะกำลังมองหาต้นตอของเสียงปืนดังกล่าว จากนั้นผู้ชุมนุมก็พากันหลบเข้าไปในวัดจนกระทั่งเช้าของวันที่ 20 พ.ค. มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาเคลียร์ให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และส่งกลับบ้าน
ส.ส.ย้ำพยานยืนยันทหารยิง
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนอภิปรายเกี่ยวกับนายเพิ่มสุขนั้นเป็นข้อเท็จจริง เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดการยิงประชาชนภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งนายเพิ่มสุข ใจเย็น ในฐานะชาวนครพนมอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งของตนได้ยืนยันว่า ช่วงเกิดเหตุการณ์ยิงประชาชนเวลา 18.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายเพิ่มสุขบอกว่าเข้าไปหลบภายในวัด พอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจึงมองขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เห็นทหารถือปืนและยิงเข้ามาในวัด จนต้องหลบ แต่ก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา ต่อมาได้เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่นายเพิ่มสุขยืนยันว่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดแน่นอน และเห็นว่าผู้ที่ถูกยิงคนหนึ่งคือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาล ที่ถูกยิงล้มลงบริเวณใกล้เคียงกัน นายเพิ่มสุขยืนยันว่าในฐานะลูกนายทหารเก่า พ่อยศร.อ. สามารถแยกแยะได้ระ หว่างทหารกับพลเรือน
นายชวลิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาล นายเพิ่มสุข ยังไม่มีความคิดนี้ เพราะยังติดเรื่อง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่
ให้ญาติ6ศพวัดปทุมฯร้องเรียน
ที่กระทรวงยุติธรรม นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงการช่วยเหลือด้านกฎหมายและการเยียวยาด้านการเงินให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมเสื้อแดงว่า ขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากศูนย์เอราวัณที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ของศอฉ.ทุกรายสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือและขอคําปรึกษาด้านกฎหมายต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนต่างจังหวัดยื่นได้ที่ยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องแล้วกว่า 10 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลในแต่ละรายอยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมและก่อการจลาจลหรือไม่
นางสุวณา กล่าวว่า ส่วนผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ขณะนี้ยังไม่มีทายาทผู้เสียชีวิตเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียน หากญาติผู้ตายต้องการขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายก็สามารถมายื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อจะให้การช่วยเหลือต่อไป
พยานที่บาดเจ็บยัน-ทหารยิง
วันเดียวกัน นายเพิ่มสุข ใจเย็น อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ถ.ราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารกราดยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสใส่ผู้ชุมนุมในวัดปทุมวนาราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. เปิดเผยถึงเหตุการณ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเฉียดตายว่า วันเกิดเหตุตนอยู่หน้า รร.โฟร์ซีซั่นส์ กำลังเก็บข้าวของในเต็นท์นครพนม 52 ได้ยินเสียงปืนไล่หลังมาจึงขับรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน ของตน ทะเบียน บน 3862 ร้อยเอ็ด เลี้ยวเข้าวัดปทุมวนาราม จอดอยู่ในวัดห่างประตู 6-7 เมตร ขณะเข้าวัดเวลาประมาณ 16.30.-17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. ก็ได้ยินเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงนำรถมาจอดใกล้รถตู้สีขาว ของร.พ.วชิรพยาบาล และมีคนแอบรวมอยู่ด้วยประมาณ 3-4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะมุดเข้าใต้ท้องรถ ส่วนตนชะเง้อมองดูพบว่าที่สะพานรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและเห็นทหาร 1 นายส่องปืนลงมา ก่อนยิงมาที่ตน กระสุนถูกโคนขาด้านขวา 1 นัด และก้นด้านขวา 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ จึงล้มตัวนอนกลิ้งเข้าไปหลบใกล้รถเข็น
เผยนาทีเหยื่อถูกยิงดับหน้าวัด
นายเพิ่มสุข กล่าวระบุว่า คนที่ยิงใส่ชุดทหาร คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงไล่หลัง 4-5 นัด ถ้าตนโผล่อาจจะถูกยิงซ้ำจนตาย พอพลบค่ำเสียงปืนจึงสงบ มีพระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างเข้าที่กำบังในวัด ก่อนนำไปทำแผลกับหน่วยพยาบาลในวัด แล้วส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.ตำรวจ
นายเพิ่มสุข กล่าวต่อว่า ขณะถูกซุ่มยิงบนสะพานรางรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ตนยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังวิ่งเข้ามาบริเวณหน้าวัด เป็นชาย ถูกยิงที่หน้าอก 1 นัด และลำคอ 1 นัด ผู้เห็นเหตุการณ์จึงช่วยอุ้มผู้บาดเจ็บเข้ามาในวัด พยาบาลอาสาพยายามปั๊มหัวใจไม่ถึง 5 นาที ชายคนดังกล่าวจึงเสียชีวิต
"ยืนยันว่าคนที่ยิงเป็นทหารร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบิดาตนคือ ร.อ.สุชาติ ใจเย็น เคยรับราช การที่ ม.พัน.11 ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ก่อนย้ายมา ม.2 พัน.6 จ.ขอนแก่น ผมพบเห็นทหารและคลุกคลีมาแต่เด็กๆ หลังเกิดเหตุวันที่ 20 พ.ค. นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจแล้วจึงถูกส่งตัวกลับ แล้วขับรถกระบะคู่ชีพกลับบ้านที่จ.นคร พนม แต่จนถึงขณะนี้ยังนอนไม่หลับ เกรงจะมีคน ตามมายิงซ้ำอีก
เผยแดงสุรินทร์ถูกยิงตาย5ศพ
ที่จ.สุรินทร์ นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย ประธานที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงสุรินทร์ เปิดเผยว่า มีคนเสื้อแดงสุรินทร์เสียชีวิตจากการชุมนุมที่กทม.ระหว่าง 10 เม.ย.-19 พ.ค. จำนวน 5 ราย คือนายสมพาน หลวงชม ราษฎรบ้านจาน ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี นายกิตติพงษ์ สมสุข ราษฎรต.หนองหลวง อ.โนนนารายณ์ นายสวาท วางาม ราษฎรอ.ชุม พลบุรี นายประจวบ ประจวบสุข ราษฎรบ้านกรูด ต.เมืองลิง อ.จอมพระ และนายชาติชาย ชาเหลา ราษฎรบ้านเจ้าคุณ ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เฉพาะนายชาติชาย จะฌาปนกิจศพในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่เมรุวัดบ้านเจ้าคุณ ผู้เสียชีวิตทุกราย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วยค่าปลงศพ รายละ 100,000 บาท มูลนิธิไทยคม ช่วยค่าเคลื่อนย้ายศพรายละ 20,000 บาท ผู้เสียชีวิตรายใดที่มีบุตร มูลนิธิไทยคมจะให้ทุนเรียนจนจบปริญญาตรีทุกราย และในวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงสุรินทร์ทั้งจังหวัด จัดงานทำบุญมหาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตทุกรายทั้งทหาร ตำรวจ นักข่าว และพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกคน ที่บ้านสำโรง-หนองกา ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 99 รูป มาประกอบพิธี ขอเชิญชวนชาวเสื้อแดงสุรินทร์ทุกท่าน มาร่วมงานโดยทั่วกัน
คนเจ็บสุดท้ายของ"น้องหมู"แฉ
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่โรงพยาบาลกลาง ชั้น 9 แผนกผู้ป่วยศัลยกรรมชายสามัญ นายกิติชัย แข็งขัน อายุ 40 ปี เหยื่อคมกระสุนจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. นายกิติชัย อยู่ในสภาพเหนื่อยและอิดโรยเจ็บบาดแผลอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเล่าถึงนาทีชีวิตที่รอดตายมาได้ว่า ตนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง ทำงานก่อสร้างอยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังเลิกงานตนจะลงมาหาเพื่อนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม ตั้งเต็นท์จังหวัดขอนแก่น เพื่อมาพูดคุยกินข้าวกันตามปกติ หลังจากนั้นตนก็จะกลับไปนอนในแคมป์ที่พักคนงาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 19 พ.ค. นั้นตนก็ทราบว่าจะมีทหารเข้ามาบุกขอพื้นที่คืน และก็ได้ยินเสียงระเบิดและยิงปืนกันทั้งวัน จนกระทั่งได้ยินเสียงแกนนำออกประกาศว่าขอสลายการชุมนุม จนเย็นตนคิดว่าเรื่องต่างๆ คงจบไปแล้วไม่มีเหตุอะไรบานปลาย จึงได้เดินไปหาเพื่อน ทั้งนี้ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อตนเดินมาถึงจวนใกล้ถึงวัดปทุมวนาราม ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตนรู้สึกตกใจกลัวมากและยังมีประชาชนคนอื่นๆ อีกหลายคนต่างก็วิ่งเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม ตนรีบเข้าหาที่กำบังนอนราบหมอบกับพื้นใต้รถกระบะคันหนึ่งที่จอดอยู่ในวัด แต่เสียงปืนก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีกระสุนนัดหนึ่งมาโดนที่บริเวณหลังขวา ขณะที่ตนนอนหมอบอยู่รู้สึกทันทีว่าเจ็บบริเวณดังกล่าว ตนจึงได้ยกมือขวาร้องตะโกนบอกว่ายอมแล้ว แต่ก็ถูกยิงเข้าที่มือขวาอีกหนึ่งนัด และก็ได้ยินเสียงทหารบอกว่า ให้ออกมา ออกมา ตนจึงกัดฟันวิ่งไปหาทหาร และถูกทหารสั่งให้ถอดเสื้อออกและให้ยกมือขึ้น ก่อนจะสั่งให้วิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนารามทั้งที่ตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนตกใจกลัวมาก จึงรีบวิ่งไม่คิดชีวิตจนไปพบกับเต็นท์พยาบาล และมีพยาบาลหญิงคนหนึ่ง ได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่ตนจะสลบไป และเพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า พยาบาลดังกล่าวที่ช่วยเหลือตนมาถูกยิงเสียชีวิตไป ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แฉอีก-นาทีการ์ดถูกยิงล้มทั้งยืน
นอกจากนี้ นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี อาชีพค้าขายและอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมในวันสลายการชุมนุมด้วยและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า ตนขายของอยู่บริเวณใต้รถไฟฟ้าราชดำริ ขณะนั้นกำลังเก็บร้านอยู่ แต่ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 ราย และมีหน่วยกู้ภัยบอกให้ตนช่วยเหลือ ขับรถจักรยานยนต์กุยทางเพื่อนำคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตนได้ขับรถพาไปส่งแล้วถึง 3 เที่ยว จากนั้นก็ได้มาจอดรถอยู่ที่เดิม ขณะนั้นตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ โดยที่บริเวณที่ตนอยู่นั้นมีการ์ดนปช.คนหนึ่งยืนอยู่กับตนด้วย ก่อนได้ยินเสียงกระสุนดังขึ้นหนึ่งนัด ก่อนที่การ์ดนปช.คนดังกล่าวจะล้มทั้งยืนลงมาทับร่างตน และพบว่าการ์ดนปช.คนดังกล่าว ถูกยิงเข้าหน้าผากกระสุนทะลุท้ายทอยด้านซ้าย และลูกกระสุนยังทะลุมาถูกลำคอของตน กระสุนฝังในก่อนจะหมดสติไป และมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นแพทย์ไม่สามารถผ่าเอาหัวกระสุนออกได้ เพราะฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ใกล้กับเส้นประสาท คงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอีกหลายวัน
เผยชีวิตเหยื่อปืนชาวยโสฯ
ที่ จ.ยโสธร ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านมัน ปลา เลขที่ 223 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งเป็นบ้านของนายพัน คำกอง อายุ 44 ปี เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พบเพียงนางฉัตร สุวเพ็ชร อายุ 63 ปี อยู่เลขที่ 140 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นแม่ยายของนายพัน ซึ่งปลูกบ้านอยู่คู่กับบ้านลูกเขยลูกสาว ลักษณะเป็นบ้านแบบชั้นเดียว ติดทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
นางฉัตร กล่าวว่า ลูกสาวคือนางหนูชิด คำกอง พร้อมลูกๆ 4 คน และญาติพี่น้องทราบข่าวนายพันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค. จึงได้ประกอบพิธีเผาศพนายพัน ที่วัดในกทม. จะเป็นวัดอะไรนั้น ตนจำไม่ได้ และได้นำกระ ดูกนายพันกลับมาประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลที่บ้านเกิดในเช้าวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งตนและญาติพี่น้องได้นำกระดูกนายพันไปบรรจุอัฐิที่วัดป่าบ้านมันปลา ส่วนนางหนูชิด คำกอง ลูกสาวได้หอบเอกสารหลักฐานเดินทางไปติดต่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลที่ กทม. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
ทิ้งลูก4คนเผชิญชะตากรรม
นางฉัตร กล่าวว่า ที่บ้านยึดอาชีพทำนาปีละครั้ง และเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา หลังนายพันแต่งงานกับลูกสาวตนแล้ว ก็ได้อพยพไปทำงานที่ กทม. เพื่อหนีความแห้งแล้ง นางหนูชิด ลูกสาวทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ส่วนนายพันลูกเขยเช่ารถแท็กซี่ หลายปีผ่านไปลูกเขยลูกสาวเก็บออมเงินมาสร้างบ้านให้ตน และบ้านเขาเองเพื่อให้ลูกเขา ซึ่งมีด้วยกัน 4 คน หญิง 1 คน ผู้ชาย 3 คน ได้อยู่เพื่อเรียนหนังสือ ปัจจุบันลูกชายคนโตเรียนที่วิทยาลัยโปลี จ.อำนาจเจริญ ลูกสาวคนรองเรียนชั้น ม.3 ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่วิทยา ลูกชายเล็กอีก 2 คน เรียนชั้น ป.4 และชั้น ป.1 ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ทุกวันหลานๆ ทั้ง 4 คน ต้องใช้เงินค่ารถค่าอาหารขณะไปเรียนหนังสืออย่างน้อยวันละ 60 บาท เมื่อลูกเขยซึ่งเป็นเสาหลักในการหาเงินจุนเจือครอบครัว มาเสียชีวิตลงลูกชายลูกสาวเขาที่กำลังเรียน คงเดือดร้อนแน่ ยิ่งเด็กชายสุพจน์ คำกอง อายุ 10 ขวบ ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ป่วยมีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคหืดหอบ ต้องไปหาหมอประจำใช้เงินมากคงเดือดร้อนอย่างหนัก ลำพังตนทำนาปีละครั้งคงไม่มีเงินพอจะพาหลานไปหาหมอบ่อยๆ
นางฉัตร ยังกล่าวถึงวันที่ลูกเขยเสียชีวิตโดยได้ฟังจากปากของนางหนูชิด ลูกสาวว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค. นายพันนำรถแท็กซี่ไปจอดอู่เพื่อตรวจก่อนจะเดินทางไกลมาที่ยโสธร เพื่อมาส่งลูกๆ ทั้ง 4 คน ในช่วงเช้าของวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเรียนหนังสือหลังลูกเขยลูกสาวมารับลูกไปอยู่ที่ กทม. ช่วงปิดเทอม ก่อนลูกเขยจะขับรถมาจอดที่อู่ นางหนูชิด ลูกสาวบอกว่านายพันได้ร้องบอกนายคมกริช คำกอง อายุ 18 ปี ลูกชายคนโตให้บอกน้องๆ ให้รอกินข้าวด้วยกันพ่อจะซื้อกลับข้าวมาด้วย และนางหนูชิดลูกสาวมาทราบจาก ร.พ.อีกทีว่าสามีเสียชีวิตแล้ว
องค์การนิรโทษฯขอร่วมสอบ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพการละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติ เพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ที่มา.ข่าวสดรายวัน
**********************************************
เหยื่อปืนรุมยันทหารยิงเข้าไปในวัดปทุมวนา ราม จนเป็นเหตุให้ตายหมู่ 6 ศพ เผยนาทีเหี้ยม ไล่ล่าบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตั้งแต่ราชประสงค์จนถึงหน้าวัด ยืนยันทหารแน่ๆ ไม่ใช่โจรผู้ร้าย สลดเหยื่อบัณฑิตรามคำแหงโดนส่องขณะพาผู้หญิง คนชรา และเด็กเข้าไปหลบภัยในวัด ขณะที่ผู้บาดเจ็บอีกรายระบุถูกยิงหน้าประตูวัด แล้วพยาบาลอาสาเข้าไปช่วย พอฟื้นคืนสติอีกก็ทราบข่าวว่าคนที่เข้าไปช่วยถูกยิงเสียชีวิต ส.ส.เพื่อไทยจี้อภิสิทธิ์แสดงความรับผิดชอบทางการเมือง เพราะเป็นต้นเหตุให้มีการสูญเสียถึง 88 ศพ
จี้มาร์คออก-รับผิดชอบ88ศพ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วันที่สอง เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 โดยหยิบยกคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี ต่อกรณีวันที่ 7 ต.ค.2551 ว่า รัฐบาลขณะนั้นต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองขึ้นมาอ้างถึงพร้อมกับระบุว่าการชุมนุมในสมัยรัฐบาลนี้มีคนตาย 88 ราย บาดเจ็บกว่าสองพันคน สูญหายอีกจำนวนมาก ทราบว่าเบื้องต้นหาย 25 รายแล้ว ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตต้องได้รับการพิสูจน์ว่าคนตายมีอาชีพอะไร จะไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้หรือไม่ จะได้พิสูจน์กันให้ชัด นอกจากนี้ นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิ นายกฯ เป็นคนเดียวที่จะถอดสลักได้ ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีผู้ใหญ่หลายคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่เคารพ สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ ถ้านายกฯ ถอยออกมา จะทำให้กรรมการที่ฝ่ายต่างๆ ตั้งขึ้น ทำงานได้อย่างอิสระและสบายใจ
นายชวลิต กล่าวว่า กรณีวัดปทุมวนาราม ตนมีพยานยืนยันคือนายเพิ่มสุข ใจเย็น ชาวเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งอยู่ในวัดตอนเกิดเหตุ นายเพิ่มสุข ระบุว่าถูกจ้องยิง จึงต้องหนีสุดชีวิต สุดท้ายกระสุนโดนขา ต่อมาจึงได้ยินเสียงว่ามีการยิงพยาบาลที่เข้าไปช่วยคนเจ็บ นายเพิ่มสุข ยังระบุว่า บิดาเป็นทหารยศร้อยเอกอยู่ที่ค่ายสระบุรี จึงเห็นทหารตั้งแต่เด็ก และยืนยันกับตนว่าปืนที่ยิงมาเป็นฝ่ายทหาร พยานคนนี้ก็จะต้องไปให้การกับกรรมการอิสระที่นายกฯ จะตั้งขึ้นมา
เจ้าตัวโต้-รัฐบาลไม่เคยสั่งฆ่า
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การยกคำพูดของตนกรณี 7 ต.ค.2551 มาเทียบกับกรณีนี้ ความจริงมีเงื่อนไขต่างกัน กรณีนี้มีบางกลุ่มแทรกแซงโดยใช้อาวุธ รัฐบาลคิดถึงการดำเนินการให้สูญเสียน้อยที่สุดก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป และตอนนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ร่วมตรวจสอบ ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาที่ส.ส.เพื่อไทย ยื่นถอดถอนตนและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซง ส่วนที่ผู้ชุมนุมกลับบ้านไปและให้ข้อมูลก็ต้องเข้าใจว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึก ข้อมูลที่เขาได้รับก็ได้รับจากเวทีมาตลอด 2 เดือน ดังนั้น ไม่แปลกว่าจะมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นทหารยิง แต่ขอยืนยันว่าภาครัฐไม่เคยมีแนวคิดแบบนั้นเลย
นายกฯ กล่าวว่า ตอนนั้นที่องค์กรเอกชนเสนอเขตอภัยโทษ รัฐบาลก็เห็นด้วย แต่เสนอให้อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุม เพราะเกรงว่าจะมีคนอื่นปะปนกับเด็ก สตรี คนชรา ผู้บริสุทธิ์ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้น ความรับผิดชอบของรัฐบาลและภาครัฐ ก็ต้องดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งต้องดูตามข้อเท็จจริงด้วยว่าเป็นอย่างไร และภาครัฐได้ตัดสินใจไปอย่างไร อย่างไรก็ดี ตนจะขอตอบเรื่องนี้พร้อมกันระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้า
อ้างมีแจ้งมา-แต่เข้าในวัดไม่ได้
ด้านพล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ อภิปรายว่า การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะการมีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ศพ ภายในวัดปทุมวนาราม เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การชุมนุมที่ส.ส.อภิปรายว่า ชีวิตมีความสำคัญมากกว่าทรัพย์ ตนเห็นด้วย การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะชี้แจงว่าใช้หลักอย่างไรในการบริหารสถานการณ์ ส่วนที่มีคนโดนยิงในวัดปทุมวนาราม กำลังอยู่ในการตรวจสอบ แต่กรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายหนึ่งเสียชีวิตและชาวต่างประเทศอีกรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บและติดอยู่ในวัดปทุมวนารามนั้น ค่ำวันนั้นตนได้รับการติดต่อมาจากองค์กรเอกชนว่า จะทำอย่างไรให้เอาคนเจ็บออกจากวัดได้ ตนและรัฐมนตรีบางคน พยายามประสานงาน แต่เป็นไปอย่างลำบาก เพราะไม่สามารถส่งรถคุ้มกันเข้าไปได้ เนื่องจากตอนนั้นมีกลุ่มใช้อาวุธยิงไม่หยุด แต่แม้ใช้เวลานานสุดท้ายก็เข้าไปได้ เหตุที่เกิดขึ้นในวัดกำลังตรวจสอบทุกกรณี ตอนนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร เพราะช่วงที่เกิดเหตุขณะนั้นไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
"จาตุรนต์"บี้รัฐตกที่นั่งลำบาก
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.40 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามถึงประเด็นของผู้เสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามว่า ข้อเท็จจริงก็จะปรากฏออกมาจากการตรวจสอบ เบื้องต้นคิดว่าผลของการชันสูตรและผลของนิติเวชน่าจะเป็นตัวที่บ่งบอกอะไรได้พอสมควร เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่ามีเขม่าควันติดอยู่ที่บริเวณท้องของผู้เสียชีวิต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าทางนิติเวชน่าจะเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว
เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนกับข้อมูลที่จะนำเสนอ จนทำให้ประชาชนมองเห็นว่ารัฐบาลทำทุกอย่างตามข้อกฎหมาย นายกฯ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีใครหนีความจริงพ้น ยอมรับว่ามันอาจจะมีข่าวสารที่มีการนำเสนอเพียงบางแง่มุม แต่ยังเชื่อว่าถ้าเรามองภาพรวมของเหตุการณ์ดูด้วยเหตุด้วยผล และดูให้ชัดว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีประวัติความเป็นมา และพฤติกรรมอย่างไร ก็จะมีความเข้าใจเหตุ การณ์ที่แท้จริงได้
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบากในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ จากกรณีการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนาราม เรื่องนี้ตนมีโอกาสพูดคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ที่เฝ้าศพผู้ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดอยู่ตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่าผู้ที่อยู่ในวัดส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหารยิงประชาชน
สลดเหยื่อศพที่ 3 ถูกยิงในวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 1 ใน 6 ศพ ที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม นอกจากอาสาสมัคร และพยาบาลอาสาที่ "ข่าวสด" นำเสนอไปตามลำดับแล้วนั้น ศพที่สาม คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ถูกทหารยิงตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. ขณะเข้าช่วยเหลือพาผู้สูงอายุหลบภัยในวัด แล้วเดินออกนอกประตูรั้ววัด จะมุ่งหน้าไปที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาตินั้น
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่บ้านพักเลขที่ 151/3 หมู่บ้านรัตนะทรัพย์การ์เด้น ถ.ราชกิจ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อสอบถามความเป็นมาของเหยื่อที่ถูกยิงโหดในวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พนักงานสอบ สวน (สบ 2) สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า นายอัฐชัย เป็นน้องชาย เสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. ขณะเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้าย กระสุนทะลุปอด เสียชีวิตขณะเพื่อนนปช.ช่วยนำเข้าไปปฐมพยาบาลในเต็นท์ ภายในวัดปทุมวนาราม
เผยพาคนชรา-ผู้หญิงไปหลบภัย
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า นายอัฐชัย ย้ายมาพักอาศัยที่จันทบุรี เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ หลังจากที่นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมตอนปลายจาก อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งตนและพี่สาวช่วยกันส่งเสียให้เล่าเรียน เขาชอบกิจกรรมจึงเรียนช้า และหางานทำไปด้วย ตนจึงขอร้องให้เขาตั้งใจเรียนให้จบ เป็นความหวังของแม่ นิสัยใจคอของน้อง ชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ และรักประชาธิปไตย น้องชายไม่ใช่การ์ดนปช. แต่ร่วมชุมนุมทำหน้าที่ช่วยดูแลแจกอาหาร ประจำหน้าเวทีราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังจากที่แกนนำยอมมอบตัว วัดปทุมวนารามได้เปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปหลบอยู่ในวัด น้องชายก็เข้าไปทำหน้าที่ช่วยนำพาชาวบ้าน คนแก่ ชายหญิง หลบภัย
"จากนั้นในช่วงค่ำเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. น้องชายเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม เพื่อเตรียมเดินทางต่อ จะเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถูกยิงด้วยกระสุนสงครามที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายทะลุปอด ทราบว่ายิงมาจากที่สูง เพื่อนของเขาก็ช่วยนำร่างเข้าไปเพื่อปฐมพยาบาลในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผมทราบเหตุเมื่อเวลา 19.00 น. มีคนโทรศัพท์มาบอก" พ.ต.ต.ธีระวัฒน์กล่าว
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้อง แต่เขารักประชาธิปไตย ทำได้แค่เตือนเขาให้ระวังตัว หลบให้ดี ไม่นึกว่าเหตุการณ์แค่ไปชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยแบบทั่วไป ธรรมดา มีคนไปจำนวนมาก ไม่น่าจะมีการยิงคนในวัด หรือหน้าวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน ท่านเจ้าอาวาสวัดก็ประกาศขึ้นป้ายเขตขออภัยทานไว้แล้ว เคยโทร.คุยกับเขาเสมอ และเตือนว่าให้หลบภัยอยู่ภายในเวทีชุมนุม หรือให้อยู่ภายในวัดปทุมวนาราม แต่สุดท้ายเขาก็มาถูกยิงเสียชีวิต
ลางสุดท้าย-สายรัดข้อมือ 3 สี
ด้านนางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาว กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุน้องชายไปหาตนที่บ้านพักในกรุงเทพฯ แล้วเขาถอดสายรัดข้อมือสามสีรูปธงชาติจากข้อมือข้างขวายื่นส่งให้แล้วพูดว่าจะให้พี่ไว้เป็นที่ระลึก ตนไม่นึกว่าจะเป็นลางครั้งสุดท้าย "วันนั้นน้องยังพูดอธิบายด้วยอารมณ์ และสีหน้าจริงจัง ว่า สีน้ำเงิน หมายถึงพระเจ้าอยู่หัว ที่เขาเทิดทูน ปกป้องสุดชีวิต สีแดงหมายถึงชาติไทย เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา เขาบอกว่าเขาจะปกป้อง เขายอมตายได้ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
นางอัญชลี กล่าวต่อว่า หลังจากน้องชายเสียชีวิต ตนและญาติ นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดประทุมทอง ในหมู่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. และฌาปนกิจเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ท่ามกลางญาติมิตร เพื่อนบ้าน และมีกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ชาวนปช. ประมาณพันคน "การตายของน้องชาย การช่วยเหลือจากราชการ มาทดแทนกันไม่ได้ เราพี่น้องรักผูกพันกันมาก อยากให้เขามาอยู่กันพร้อมหน้าเหมือนเดิม"
นางอัญชลี ยังเปิดเผยว่า น้องชายเรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว กำลังสมัครสอบเพื่อทำงานหลายแห่ง สมัครสอบตำรวจ ยังไม่ทราบผล เขาเป็นความหวังของแม่ การตายของเขาทำให้แม่ ซึมเศร้าเสียใจอย่างมาก ส่วนคุณพ่อเสียชีวิตนานแล้ว
แม่เป็นชาวนาเมืองร้อยเอ็ด
ด้านนางสุนันทา ชุมจันทร์ อายุ 53 ปี มารดา กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำนาอยู่ที่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมจากหมู่บ้านแล้ว เขาย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนต่อที่รามคำแหง เขาเรียนจบแล้ว กำลังสมัครหางานทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอัฐชัย เกิดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2524 เป็นบุตรของนายนิคม (เสียชีวิต) กับนางสุนันทา ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 11 ต.โพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด หลังเรียนจบชั้นม.ปลายจากโรงเรียนบ้านโพนทราย แล้วย้ายไปพักอยู่กับพ.ต.ต.ธีระวัฒน์ พี่ชาย ที่อำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนหนังสือที่รามคำแหง โดยพี่ชายพี่สาวส่งเสียเรียน และนายอัฐชัย ทำงานรับจ้างไปด้วย เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อปี 2552 อยู่ระหว่างสมัครสอบรับราชการตำรวจ และสมัครสอบเข้ารับราชการหลายแห่ง
แฉนาทียิงหน้าวัดค่ำวันที่19พ.ค.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงภายในวัดปทุมวนารามในช่วงค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบว่ายังคงนอนรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกจํานวน 1 ราย เป็นชาย อายุประมาณ 45 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในอาการหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากและยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดปทุมวนาราม ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขณะเกิดเหตุมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ได้อย่างละเอียด แต่ไม่สามารถที่จะนําออกมาเปิดเผยได้ และขณะนี้พบว่าได้หลบไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าวเริ่มบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. วันที่ 19 พ.ค. ในเวลา 18.30 น. พบมีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกสนาม กว่า 10 คน ยืนเรียงรายอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัด ทุกคนหันหน้าไปทางวัด ในมือมีอาวุธสงครามลักษณะเหมือนปืนยาวเล็งเข้าไปในวัดทุกคน และมีบางคนนั่งยองๆ แบบคุกเข่า ลักษณะกำลังเล็งปืนเข้าไปในวัด จากนั้นไม่กี่นาทีก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด ลักษณะเสียงคล้ายปืนกล นานประมาณ 5 นาที และในภาพยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณอุโบสถภายในวัดประมาณ 20-30 คนวิ่งชุลมุนอยู่ บางคนนอนราบกับพื้น บางคนหลบอยู่ด้านหลังเสา และหันหน้ามองไปยังหน้าวัดลักษณะกำลังมองหาต้นตอของเสียงปืนดังกล่าว จากนั้นผู้ชุมนุมก็พากันหลบเข้าไปในวัดจนกระทั่งเช้าของวันที่ 20 พ.ค. มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาเคลียร์ให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และส่งกลับบ้าน
ส.ส.ย้ำพยานยืนยันทหารยิง
นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ตนอภิปรายเกี่ยวกับนายเพิ่มสุขนั้นเป็นข้อเท็จจริง เพราะเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ตอนเกิดการยิงประชาชนภายในวัดปทุมวนาราม ซึ่งนายเพิ่มสุข ใจเย็น ในฐานะชาวนครพนมอยู่ในพื้นที่เลือกตั้งของตนได้ยืนยันว่า ช่วงเกิดเหตุการณ์ยิงประชาชนเวลา 18.00 น. วันที่ 19 พ.ค. นายเพิ่มสุขบอกว่าเข้าไปหลบภายในวัด พอได้ยินเสียงปืนดังขึ้นจึงมองขึ้นไปบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส เห็นทหารถือปืนและยิงเข้ามาในวัด จนต้องหลบ แต่ก็ถูกยิงได้รับบาดเจ็บที่ขา ต่อมาได้เข้ารับการผ่าตัดรักษาอาการที่โรงพยาบาลตำรวจ แต่นายเพิ่มสุขยืนยันว่ามีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดแน่นอน และเห็นว่าผู้ที่ถูกยิงคนหนึ่งคือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาพยาบาล ที่ถูกยิงล้มลงบริเวณใกล้เคียงกัน นายเพิ่มสุขยืนยันว่าในฐานะลูกนายทหารเก่า พ่อยศร.อ. สามารถแยกแยะได้ระ หว่างทหารกับพลเรือน
นายชวลิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาล นายเพิ่มสุข ยังไม่มีความคิดนี้ เพราะยังติดเรื่อง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่
ให้ญาติ6ศพวัดปทุมฯร้องเรียน
ที่กระทรวงยุติธรรม นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงการช่วยเหลือด้านกฎหมายและการเยียวยาด้านการเงินให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมเสื้อแดงว่า ขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากศูนย์เอราวัณที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ของศอฉ.ทุกรายสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือและขอคําปรึกษาด้านกฎหมายต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนต่างจังหวัดยื่นได้ที่ยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องแล้วกว่า 10 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลในแต่ละรายอยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมและก่อการจลาจลหรือไม่
นางสุวณา กล่าวว่า ส่วนผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ขณะนี้ยังไม่มีทายาทผู้เสียชีวิตเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียน หากญาติผู้ตายต้องการขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายก็สามารถมายื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อจะให้การช่วยเหลือต่อไป
พยานที่บาดเจ็บยัน-ทหารยิง
วันเดียวกัน นายเพิ่มสุข ใจเย็น อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ถ.ราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารกราดยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสใส่ผู้ชุมนุมในวัดปทุมวนาราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. เปิดเผยถึงเหตุการณ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเฉียดตายว่า วันเกิดเหตุตนอยู่หน้า รร.โฟร์ซีซั่นส์ กำลังเก็บข้าวของในเต็นท์นครพนม 52 ได้ยินเสียงปืนไล่หลังมาจึงขับรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน ของตน ทะเบียน บน 3862 ร้อยเอ็ด เลี้ยวเข้าวัดปทุมวนาราม จอดอยู่ในวัดห่างประตู 6-7 เมตร ขณะเข้าวัดเวลาประมาณ 16.30.-17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. ก็ได้ยินเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงนำรถมาจอดใกล้รถตู้สีขาว ของร.พ.วชิรพยาบาล และมีคนแอบรวมอยู่ด้วยประมาณ 3-4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะมุดเข้าใต้ท้องรถ ส่วนตนชะเง้อมองดูพบว่าที่สะพานรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและเห็นทหาร 1 นายส่องปืนลงมา ก่อนยิงมาที่ตน กระสุนถูกโคนขาด้านขวา 1 นัด และก้นด้านขวา 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ จึงล้มตัวนอนกลิ้งเข้าไปหลบใกล้รถเข็น
เผยนาทีเหยื่อถูกยิงดับหน้าวัด
นายเพิ่มสุข กล่าวระบุว่า คนที่ยิงใส่ชุดทหาร คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงไล่หลัง 4-5 นัด ถ้าตนโผล่อาจจะถูกยิงซ้ำจนตาย พอพลบค่ำเสียงปืนจึงสงบ มีพระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างเข้าที่กำบังในวัด ก่อนนำไปทำแผลกับหน่วยพยาบาลในวัด แล้วส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.ตำรวจ
นายเพิ่มสุข กล่าวต่อว่า ขณะถูกซุ่มยิงบนสะพานรางรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ตนยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังวิ่งเข้ามาบริเวณหน้าวัด เป็นชาย ถูกยิงที่หน้าอก 1 นัด และลำคอ 1 นัด ผู้เห็นเหตุการณ์จึงช่วยอุ้มผู้บาดเจ็บเข้ามาในวัด พยาบาลอาสาพยายามปั๊มหัวใจไม่ถึง 5 นาที ชายคนดังกล่าวจึงเสียชีวิต
"ยืนยันว่าคนที่ยิงเป็นทหารร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบิดาตนคือ ร.อ.สุชาติ ใจเย็น เคยรับราช การที่ ม.พัน.11 ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ก่อนย้ายมา ม.2 พัน.6 จ.ขอนแก่น ผมพบเห็นทหารและคลุกคลีมาแต่เด็กๆ หลังเกิดเหตุวันที่ 20 พ.ค. นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจแล้วจึงถูกส่งตัวกลับ แล้วขับรถกระบะคู่ชีพกลับบ้านที่จ.นคร พนม แต่จนถึงขณะนี้ยังนอนไม่หลับ เกรงจะมีคน ตามมายิงซ้ำอีก
เผยแดงสุรินทร์ถูกยิงตาย5ศพ
ที่จ.สุรินทร์ นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย ประธานที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงสุรินทร์ เปิดเผยว่า มีคนเสื้อแดงสุรินทร์เสียชีวิตจากการชุมนุมที่กทม.ระหว่าง 10 เม.ย.-19 พ.ค. จำนวน 5 ราย คือนายสมพาน หลวงชม ราษฎรบ้านจาน ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี นายกิตติพงษ์ สมสุข ราษฎรต.หนองหลวง อ.โนนนารายณ์ นายสวาท วางาม ราษฎรอ.ชุม พลบุรี นายประจวบ ประจวบสุข ราษฎรบ้านกรูด ต.เมืองลิง อ.จอมพระ และนายชาติชาย ชาเหลา ราษฎรบ้านเจ้าคุณ ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เฉพาะนายชาติชาย จะฌาปนกิจศพในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่เมรุวัดบ้านเจ้าคุณ ผู้เสียชีวิตทุกราย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วยค่าปลงศพ รายละ 100,000 บาท มูลนิธิไทยคม ช่วยค่าเคลื่อนย้ายศพรายละ 20,000 บาท ผู้เสียชีวิตรายใดที่มีบุตร มูลนิธิไทยคมจะให้ทุนเรียนจนจบปริญญาตรีทุกราย และในวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงสุรินทร์ทั้งจังหวัด จัดงานทำบุญมหาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตทุกรายทั้งทหาร ตำรวจ นักข่าว และพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกคน ที่บ้านสำโรง-หนองกา ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 99 รูป มาประกอบพิธี ขอเชิญชวนชาวเสื้อแดงสุรินทร์ทุกท่าน มาร่วมงานโดยทั่วกัน
คนเจ็บสุดท้ายของ"น้องหมู"แฉ
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่โรงพยาบาลกลาง ชั้น 9 แผนกผู้ป่วยศัลยกรรมชายสามัญ นายกิติชัย แข็งขัน อายุ 40 ปี เหยื่อคมกระสุนจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. นายกิติชัย อยู่ในสภาพเหนื่อยและอิดโรยเจ็บบาดแผลอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเล่าถึงนาทีชีวิตที่รอดตายมาได้ว่า ตนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง ทำงานก่อสร้างอยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังเลิกงานตนจะลงมาหาเพื่อนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม ตั้งเต็นท์จังหวัดขอนแก่น เพื่อมาพูดคุยกินข้าวกันตามปกติ หลังจากนั้นตนก็จะกลับไปนอนในแคมป์ที่พักคนงาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 19 พ.ค. นั้นตนก็ทราบว่าจะมีทหารเข้ามาบุกขอพื้นที่คืน และก็ได้ยินเสียงระเบิดและยิงปืนกันทั้งวัน จนกระทั่งได้ยินเสียงแกนนำออกประกาศว่าขอสลายการชุมนุม จนเย็นตนคิดว่าเรื่องต่างๆ คงจบไปแล้วไม่มีเหตุอะไรบานปลาย จึงได้เดินไปหาเพื่อน ทั้งนี้ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อตนเดินมาถึงจวนใกล้ถึงวัดปทุมวนาราม ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตนรู้สึกตกใจกลัวมากและยังมีประชาชนคนอื่นๆ อีกหลายคนต่างก็วิ่งเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม ตนรีบเข้าหาที่กำบังนอนราบหมอบกับพื้นใต้รถกระบะคันหนึ่งที่จอดอยู่ในวัด แต่เสียงปืนก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีกระสุนนัดหนึ่งมาโดนที่บริเวณหลังขวา ขณะที่ตนนอนหมอบอยู่รู้สึกทันทีว่าเจ็บบริเวณดังกล่าว ตนจึงได้ยกมือขวาร้องตะโกนบอกว่ายอมแล้ว แต่ก็ถูกยิงเข้าที่มือขวาอีกหนึ่งนัด และก็ได้ยินเสียงทหารบอกว่า ให้ออกมา ออกมา ตนจึงกัดฟันวิ่งไปหาทหาร และถูกทหารสั่งให้ถอดเสื้อออกและให้ยกมือขึ้น ก่อนจะสั่งให้วิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนารามทั้งที่ตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนตกใจกลัวมาก จึงรีบวิ่งไม่คิดชีวิตจนไปพบกับเต็นท์พยาบาล และมีพยาบาลหญิงคนหนึ่ง ได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่ตนจะสลบไป และเพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า พยาบาลดังกล่าวที่ช่วยเหลือตนมาถูกยิงเสียชีวิตไป ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แฉอีก-นาทีการ์ดถูกยิงล้มทั้งยืน
นอกจากนี้ นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี อาชีพค้าขายและอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมในวันสลายการชุมนุมด้วยและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า ตนขายของอยู่บริเวณใต้รถไฟฟ้าราชดำริ ขณะนั้นกำลังเก็บร้านอยู่ แต่ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 ราย และมีหน่วยกู้ภัยบอกให้ตนช่วยเหลือ ขับรถจักรยานยนต์กุยทางเพื่อนำคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตนได้ขับรถพาไปส่งแล้วถึง 3 เที่ยว จากนั้นก็ได้มาจอดรถอยู่ที่เดิม ขณะนั้นตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ โดยที่บริเวณที่ตนอยู่นั้นมีการ์ดนปช.คนหนึ่งยืนอยู่กับตนด้วย ก่อนได้ยินเสียงกระสุนดังขึ้นหนึ่งนัด ก่อนที่การ์ดนปช.คนดังกล่าวจะล้มทั้งยืนลงมาทับร่างตน และพบว่าการ์ดนปช.คนดังกล่าว ถูกยิงเข้าหน้าผากกระสุนทะลุท้ายทอยด้านซ้าย และลูกกระสุนยังทะลุมาถูกลำคอของตน กระสุนฝังในก่อนจะหมดสติไป และมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นแพทย์ไม่สามารถผ่าเอาหัวกระสุนออกได้ เพราะฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ใกล้กับเส้นประสาท คงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอีกหลายวัน
เผยชีวิตเหยื่อปืนชาวยโสฯ
ที่ จ.ยโสธร ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านมัน ปลา เลขที่ 223 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งเป็นบ้านของนายพัน คำกอง อายุ 44 ปี เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พบเพียงนางฉัตร สุวเพ็ชร อายุ 63 ปี อยู่เลขที่ 140 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นแม่ยายของนายพัน ซึ่งปลูกบ้านอยู่คู่กับบ้านลูกเขยลูกสาว ลักษณะเป็นบ้านแบบชั้นเดียว ติดทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
นางฉัตร กล่าวว่า ลูกสาวคือนางหนูชิด คำกอง พร้อมลูกๆ 4 คน และญาติพี่น้องทราบข่าวนายพันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค. จึงได้ประกอบพิธีเผาศพนายพัน ที่วัดในกทม. จะเป็นวัดอะไรนั้น ตนจำไม่ได้ และได้นำกระ ดูกนายพันกลับมาประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลที่บ้านเกิดในเช้าวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งตนและญาติพี่น้องได้นำกระดูกนายพันไปบรรจุอัฐิที่วัดป่าบ้านมันปลา ส่วนนางหนูชิด คำกอง ลูกสาวได้หอบเอกสารหลักฐานเดินทางไปติดต่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลที่ กทม. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
ทิ้งลูก4คนเผชิญชะตากรรม
นางฉัตร กล่าวว่า ที่บ้านยึดอาชีพทำนาปีละครั้ง และเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา หลังนายพันแต่งงานกับลูกสาวตนแล้ว ก็ได้อพยพไปทำงานที่ กทม. เพื่อหนีความแห้งแล้ง นางหนูชิด ลูกสาวทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ส่วนนายพันลูกเขยเช่ารถแท็กซี่ หลายปีผ่านไปลูกเขยลูกสาวเก็บออมเงินมาสร้างบ้านให้ตน และบ้านเขาเองเพื่อให้ลูกเขา ซึ่งมีด้วยกัน 4 คน หญิง 1 คน ผู้ชาย 3 คน ได้อยู่เพื่อเรียนหนังสือ ปัจจุบันลูกชายคนโตเรียนที่วิทยาลัยโปลี จ.อำนาจเจริญ ลูกสาวคนรองเรียนชั้น ม.3 ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่วิทยา ลูกชายเล็กอีก 2 คน เรียนชั้น ป.4 และชั้น ป.1 ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ทุกวันหลานๆ ทั้ง 4 คน ต้องใช้เงินค่ารถค่าอาหารขณะไปเรียนหนังสืออย่างน้อยวันละ 60 บาท เมื่อลูกเขยซึ่งเป็นเสาหลักในการหาเงินจุนเจือครอบครัว มาเสียชีวิตลงลูกชายลูกสาวเขาที่กำลังเรียน คงเดือดร้อนแน่ ยิ่งเด็กชายสุพจน์ คำกอง อายุ 10 ขวบ ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ป่วยมีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคหืดหอบ ต้องไปหาหมอประจำใช้เงินมากคงเดือดร้อนอย่างหนัก ลำพังตนทำนาปีละครั้งคงไม่มีเงินพอจะพาหลานไปหาหมอบ่อยๆ
นางฉัตร ยังกล่าวถึงวันที่ลูกเขยเสียชีวิตโดยได้ฟังจากปากของนางหนูชิด ลูกสาวว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค. นายพันนำรถแท็กซี่ไปจอดอู่เพื่อตรวจก่อนจะเดินทางไกลมาที่ยโสธร เพื่อมาส่งลูกๆ ทั้ง 4 คน ในช่วงเช้าของวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเรียนหนังสือหลังลูกเขยลูกสาวมารับลูกไปอยู่ที่ กทม. ช่วงปิดเทอม ก่อนลูกเขยจะขับรถมาจอดที่อู่ นางหนูชิด ลูกสาวบอกว่านายพันได้ร้องบอกนายคมกริช คำกอง อายุ 18 ปี ลูกชายคนโตให้บอกน้องๆ ให้รอกินข้าวด้วยกันพ่อจะซื้อกลับข้าวมาด้วย และนางหนูชิดลูกสาวมาทราบจาก ร.พ.อีกทีว่าสามีเสียชีวิตแล้ว
องค์การนิรโทษฯขอร่วมสอบ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพการละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติ เพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ที่มา.ข่าวสดรายวัน
**********************************************
นิรโทษกรรมสากลจี้ไทยเปิดทางทีมต่างชาติสอบสวน
เหตุสลายผู้ชุมนุม
เอเอฟพีรายงานเมื่อ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การฯ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพที่การละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยุ่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติเพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ที่มา.ข่าวสดออนไลน์
***********************************************
เอเอฟพีรายงานเมื่อ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การฯ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพที่การละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยุ่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติเพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ที่มา.ข่าวสดออนไลน์
***********************************************
'สมชาย' ซัด กองทัพแกล้งลูกเสธ.แดง

พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ
เป็น นายทหารเคยทำคุณความดี แต่ญาติพี่น้องไปขอเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทัพ กลับถูกปฏิเสธ บอกว่ากำลังสอบสวนวินัย ติงนายกฯ ควรเด็ดขาดในการดูแลงบประมาณกองทัพ...
พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าววันนี้ (27 พ.ค.) ในการอภิปรายพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ 2554 ว่า การใช้งบของกองทัพที่ผ่านมาไม่มีการตรวจสอบ ทั้งการจัดซื้อเรือเหาะ 350 ล้านบาท โดยวิธีพิเศษ หรือรถหุ้มเกราะจากประเทศยูเครน ที่ควรได้รับมอบรถตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 54 คัน ด้วยงบประมาณทั้งหมด 4 พันล้านบาท จ่ายไปแล้ว 350 ล้านบาท จนถึงวันนี้ยังไม่ส่งมาสักคัน รวมถึงการสั่งซื้อเครื่องบินกริพเพน จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกองทัพอากาศ เพราะเครื่องบินขับไล่เอฟ 16 ยังใช้การได้ดี ไม่ทราบว่าเป็นเพราะมีการรับเงินใต้โต๊ะมโหฬารหรือไม่
ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า อยากถามนายกฯว่าปล่อยให้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นเพราะทหารกลุ่มหนึ่งขีดเส้นให้นักการเมืองเดินตาม โดยส.ส.ต้องทำให้ถูกต้องไม่ใช่หวังจะอยู่ในเก้าอี้เท่านั้นวันนี้กองทัพ ต้องเป็นหลักไม่ใช่มาซุ่มยิงประชาชน เพราะในช่วงการชุมนุมที่ผ่านมามีข่าวว่า กองทัพอากาศเบิกกระสุนปืนไรเฟิล 500 นัด และกระสุนเอ็ม 16 นัด ที่ควรเอาไปใช้กับผู้ก่อการร้ายภาคใต้ และนายกฯควรมีความเด็ดขาดในการดูแลงบประมาณของพรรคร่วมรัฐบาลด้วย โดยที่ผ่านมาเคยยื่นเรื่องให้สอบการซื้อปืน เอเค 102 ของกระทรวงมหาดไทย ราคากระบอกละ 8.5 หมื่นบาท แต่นายกฯกลับเพิกเฉย
พ.ต.ท.สมชาย กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังทราบว่ากรณี พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ที่ถูกสไนปอร์ซุ่มยิงหัวจนเสียชีวิต เป็นนายทหารที่เคยสร้างคุณความดีบ้านเมือง และได้รับไว้เป็นคนไข้ในพระราชานุเคราะห์ แต่ญาติพี่น้องไปขอเบิกค่ารักษาพยาบาลจากกองทัพ กลับถูกปฏิเสธ บอกว่าอยู่ระหว่างตั้งกรรมการสอบสวนวินัยอยู่ แสดงให้เห็นถึงความอำมหิต โหดร้าย ไม่ใช่คนไทยด้วยกัน ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ลงไปดูด้วย
**************************************************
หยุดเหวี่ยงแห
โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้อำนาจในการออกหมายจับบุคคลต่างๆในข้อหาผู้ก่อการร้าย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นคำร้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็น “ผู้ก่อการร้าย” หรือกระทำผิดจริง
ดังนั้น การดำเนินการของดีเอสไอหรือกระบวนการยุติธรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือเป็นผู้ก่อการร้าย จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลซึ่งถือเป็นที่สุด
ขณะที่หลายฝ่ายก็ตั้งคำถามว่า การกระทำของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐในการกล่าวหาหรือใช้อำนาจในการจับกุมและกวาดล้างผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างนั้นเป็นไปด้วยความยุติธรรมและชอบธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะการออกหมายจับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 11 (1) ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินขอบเขตตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่มีและไม่เคยเปิดเผยหลักฐานชัดเจนที่เป็นองค์ประกอบของฐานความผิดดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาและสาธารณชนได้รับรู้เลย อย่างที่คณาจารย์และนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์กรณีการจับกุมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเป็นข้อกล่าวหารุนแรงและเป็นการลิดรอนคุกคามเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ โดยเฉพาะกรณี ดร.สุธาชัยยังถือเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการอีกด้วย
แม้การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความมั่นคงและความสงบสุขได้ แต่ก็อาจเป็นแค่ระยะสั้น เพราะหากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม แต่กลับใช้อำนาจอย่างครอบคลุม ไม่แยกแยะ และปราศจากหลักฐานความผิดที่หนักแน่นชัดเจน โดยเฉพาะการถือโอกาสกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งทางการเมืองและกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งแล้ว
รัฐบาลก็ไม่อาจสร้างสังคมแห่งการปรองดองสมานฉันท์ได้ แต่จะยิ่งเพิ่มความหวาดระแวง ความกลัว ความโกรธ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความขัดแย้งและเกลียดชัง ก็จะยิ่งทำให้สังคมไทยมีความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและรุนแรงมากยิ่งขึ้น
**********************************************************************
ขณะนี้รัฐบาลได้ใช้อำนาจในการออกหมายจับบุคคลต่างๆในข้อหาผู้ก่อการร้าย รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งศาลอาญาได้มีคำสั่งอนุมัติหมายจับตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ยื่นคำร้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็น “ผู้ก่อการร้าย” หรือกระทำผิดจริง
ดังนั้น การดำเนินการของดีเอสไอหรือกระบวนการยุติธรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องก็ต้องคำนึงถึงสิทธิเสรีภาพและสิทธิความเป็นมนุษย์ของผู้ถูกกล่าวหาด้วยว่ายังไม่ใช่ผู้กระทำผิดหรือเป็นผู้ก่อการร้าย จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลซึ่งถือเป็นที่สุด
ขณะที่หลายฝ่ายก็ตั้งคำถามว่า การกระทำของรัฐบาลและหน่วยงานรัฐในการกล่าวหาหรือใช้อำนาจในการจับกุมและกวาดล้างผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างนั้นเป็นไปด้วยความยุติธรรมและชอบธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะการออกหมายจับตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มาตรา 11 (1) ที่ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือเป็นผู้ใช้ ผู้โฆษณา ผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว หรือปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น เป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนจนเกินขอบเขตตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
นอกจากนี้ยังมีข้อสงสัยว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ไม่มีและไม่เคยเปิดเผยหลักฐานชัดเจนที่เป็นองค์ประกอบของฐานความผิดดังกล่าวให้ผู้ถูกกล่าวหาและสาธารณชนได้รับรู้เลย อย่างที่คณาจารย์และนักวิชาการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยออกแถลงการณ์กรณีการจับกุมผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่าเป็นข้อกล่าวหารุนแรงและเป็นการลิดรอนคุกคามเสรีภาพของบุคคลหรือไม่ โดยเฉพาะกรณี ดร.สุธาชัยยังถือเป็นการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการอีกด้วย
แม้การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจะทำให้บ้านเมืองกลับสู่ความมั่นคงและความสงบสุขได้ แต่ก็อาจเป็นแค่ระยะสั้น เพราะหากรัฐบาลไม่แก้ปัญหาที่ต้นเหตุและยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรมอย่างยุติธรรมและเป็นธรรม แต่กลับใช้อำนาจอย่างครอบคลุม ไม่แยกแยะ และปราศจากหลักฐานความผิดที่หนักแน่นชัดเจน โดยเฉพาะการถือโอกาสกวาดล้างฝ่ายตรงข้ามทั้งทางการเมืองและกลุ่มบุคคลที่มีความคิดเห็นที่ขัดแย้งแล้ว
รัฐบาลก็ไม่อาจสร้างสังคมแห่งการปรองดองสมานฉันท์ได้ แต่จะยิ่งเพิ่มความหวาดระแวง ความกลัว ความโกรธ ซึ่งเป็นการปลูกฝังความขัดแย้งและเกลียดชัง ก็จะยิ่งทำให้สังคมไทยมีความขัดแย้งที่ขยายวงกว้างและรุนแรงมากยิ่งขึ้น
**********************************************************************
วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
จาตุรนต์วิพากษ์รัฐบาล อ้างปรองดอง แต่กลับเข่นฆ่าประชาชน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานสถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย กล่าวถึงการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆเพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤตทางการเมืองในขณะนี้ว่า
"ผมเห็นด้วยที่หลายฝ่ายได้เสนอความเห็นสนับสนุนการปรองดอง เพราะการปรองดองสมานฉันท์เท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีความขัดแย้งรุนแรงบานปลายต่อไป และสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้
แต่ปัญหาขณะนี้ คำว่าปรองดองได้ถูกทำให้สูญเสียความหมายไปหมดแล้วจากการกระทำของรัฐบาลทั้งในระหว่างการชุมนุมและในปัจจุบัน สังคมไทยจึงจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่าปรองดองกันใหม่เสียก่อน
นายกรัฐมนตรีได้ยกเรื่องปรองดองขึ้นมาหลังการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าที่ทำให้มีคนตาย 20 กว่าคนและบาดเจ็บ 900 กว่าคน แต่หลังจากนายกฯเสนอแผนปรองดองเป็นต้นมา กลับทำให้มีคนตายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 70 คนและบาดเจ็บมากกว่าเดิม ทำให้การปรองดองมีความหมายเป็นการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนไป
และหลังจากการชุมนุมยุติลงแล้ว รัฐบาลก็พร่ำพูดแต่คำว่าปรองดอง แต่กลับมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในสภาพหวาดกลัว หวาดระแวง โกรธแค้น เกลียดชัง ทำให้สังคมมีแนวโน้มที่จะแตกแยกมากขึ้นทุกที หากรัฐบาลยังมุ่งทำลายล้างประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลต่อไป สังคมไทยอาจจะก้าวไปสู่ความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยมีมาแล้วในอดีต
ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯอย่างเกินขอบเขต ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ รวมทั้งการปิดกั้นแทรกแซงสื่อมวลชนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ไม่ได้อาศัยข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายมาเป็นสาเหตุ แต่กลับใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานความคิดความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างหรือตรงข้ามกับรัฐบาล ที่สำคัญการบัญชาการสั่งการทั้งหมด ทำไปโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคการเมืองที่เป็นคู่กรณีกับประชาชนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
การสั่งให้จับกุมดำเนินคดี รวมทั้งการระงับธุรกรรมการเงินของบุคคลและบริษัทเป็นไปแบบตามอำเภอใจและเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ทั้งในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง แก้ต่างข้อหาที่รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่าประชาชนและทำลายเครือข่ายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งในอนาคต
ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังข่มขู่ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมโดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บจำนวนมาก ต้องให้ปากคำในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือก็อาจจะตั้งข้อหาดำเนินคดี เพราะผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอาจถูกข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินฯเสียเมื่อไหร่ก็ได้ ขึ้นกับดุลยพินิจของศอฉ.จะสั่งดำเนินคดีหรือไม่ การข่มขู่ลักษณะนี้ จะทำให้การที่จะให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นไปไม่ได้เลย
รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ ในกรณีการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนาราม ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ซึ่งอยู่กับผู้ถูกยิงเสียชีวิตและเฝ้าศพตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่อยู่ในวัดปทุมวนารามส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหารยิงประชาชน และในกรณีนี้หากรัฐบาลยังแก้ตัวให้ทหารอย่างออกนอกหน้าอย่างที่ทำอยู่ ความโกรธแค้นเกลียดชังจะรุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลอาจต้องประสบกับวิกฤตความชอบธรรมเร็วกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าจะควบคุมสื่อทั้งหมดได้จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ความจริงแล้วก็ตาม"
ที่มา.ประชาไท
.......................................................
"ผมเห็นด้วยที่หลายฝ่ายได้เสนอความเห็นสนับสนุนการปรองดอง เพราะการปรองดองสมานฉันท์เท่านั้น ที่จะป้องกันไม่ให้สังคมมีความขัดแย้งรุนแรงบานปลายต่อไป และสามารถกลับคืนสู่ความสงบสุขได้
แต่ปัญหาขณะนี้ คำว่าปรองดองได้ถูกทำให้สูญเสียความหมายไปหมดแล้วจากการกระทำของรัฐบาลทั้งในระหว่างการชุมนุมและในปัจจุบัน สังคมไทยจึงจำเป็นต้องมาทำความเข้าใจกับคำว่าปรองดองกันใหม่เสียก่อน
นายกรัฐมนตรีได้ยกเรื่องปรองดองขึ้นมาหลังการสลายการชุมนุมที่ผ่านฟ้าที่ทำให้มีคนตาย 20 กว่าคนและบาดเจ็บ 900 กว่าคน แต่หลังจากนายกฯเสนอแผนปรองดองเป็นต้นมา กลับทำให้มีคนตายเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 70 คนและบาดเจ็บมากกว่าเดิม ทำให้การปรองดองมีความหมายเป็นการปราบปรามเข่นฆ่าประชาชนไป
และหลังจากการชุมนุมยุติลงแล้ว รัฐบาลก็พร่ำพูดแต่คำว่าปรองดอง แต่กลับมุ่งทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้คนจำนวนมากอยู่ในสภาพหวาดกลัว หวาดระแวง โกรธแค้น เกลียดชัง ทำให้สังคมมีแนวโน้มที่จะแตกแยกมากขึ้นทุกที หากรัฐบาลยังมุ่งทำลายล้างประชาชนที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาลต่อไป สังคมไทยอาจจะก้าวไปสู่ความรุนแรงยิ่งกว่าที่เคยมีมาแล้วในอดีต
ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังใช้พรก.สถานการณ์ฉุกเฉินฯอย่างเกินขอบเขต ขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การปิดกั้นเสรีภาพในการสื่อสาร เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพทางวิชาการ รวมทั้งการปิดกั้นแทรกแซงสื่อมวลชนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้ไม่ได้อาศัยข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับการทำผิดกฎหมายมาเป็นสาเหตุ แต่กลับใช้ดุลยพินิจบนพื้นฐานความคิดความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างหรือตรงข้ามกับรัฐบาล ที่สำคัญการบัญชาการสั่งการทั้งหมด ทำไปโดยผู้ที่เป็นหัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคการเมืองที่เป็นคู่กรณีกับประชาชนที่มาชุมนุมต่อต้านรัฐบาล
การสั่งให้จับกุมดำเนินคดี รวมทั้งการระงับธุรกรรมการเงินของบุคคลและบริษัทเป็นไปแบบตามอำเภอใจและเห็นได้ชัดว่าเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ทั้งในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง แก้ต่างข้อหาที่รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าสั่งฆ่าประชาชนและทำลายเครือข่ายของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ซึ่งย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อพรรครัฐบาลในการเลือกตั้งในอนาคต
ขณะนี้รัฐบาลและศอฉ.กำลังข่มขู่ประชาชนผู้ร่วมชุมนุมโดยเฉพาะผู้ที่บาดเจ็บจำนวนมาก ต้องให้ปากคำในทางที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล โดยขู่ว่าหากไม่ให้ความร่วมมือก็อาจจะตั้งข้อหาดำเนินคดี เพราะผู้ร่วมชุมนุมทุกคนอาจถูกข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉินฯเสียเมื่อไหร่ก็ได้ ขึ้นกับดุลยพินิจของศอฉ.จะสั่งดำเนินคดีหรือไม่ การข่มขู่ลักษณะนี้ จะทำให้การที่จะให้ทุกฝ่ายเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเป็นไปไม่ได้เลย
รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบาก โดยเฉพาะในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ ในกรณีการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนาราม ผมได้มีโอกาสคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ซึ่งอยู่กับผู้ถูกยิงเสียชีวิตและเฝ้าศพตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่า ผู้ที่อยู่ในวัดปทุมวนารามส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหารยิงประชาชน และในกรณีนี้หากรัฐบาลยังแก้ตัวให้ทหารอย่างออกนอกหน้าอย่างที่ทำอยู่ ความโกรธแค้นเกลียดชังจะรุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลอาจต้องประสบกับวิกฤตความชอบธรรมเร็วกว่าที่คาดไว้ แม้ว่าจะควบคุมสื่อทั้งหมดได้จนคนส่วนใหญ่ไม่ได้รับรู้ความจริงแล้วก็ตาม"
ที่มา.ประชาไท
.......................................................
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)