หลายคนได้ฟังรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะนายกฯ มีท่าทีแข็งกร้าวใส่ม็อบ
จนน่าเป็นห่วงว่า สถานการณ์อาจจะไม่คลี่คลายได้ง่ายๆ!?
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีสัญญาณจากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องต้องกันกับแผนปรองดอง คงจะยอมจบในเร็ววัน
จู่ๆ นายกฯ มาแสดงอาการรุกไล่แบบนี้ ฝ่ายม็อบฟังแล้วก็คงไม่พอใจเป็นแน่
เลยกลัวว่า จะหันมารบกันต่อหรือเปล่า
อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง ต้องการให้เหตุการณ์คลี่คลาย โดยไม่มีการนองเลือด
ไม่มีใครอยากให้ประชาชนทุกสีเสื้อต้องโดนเข่นฆ่ากลางถนน
คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีจิตใจอำมหิต ไม่เรียกร้องให้รัฐบาลปราบม็อบ ด้วยข้ออ้างบังคับใช้กฎหมาย
ปรารถนาอย่างยิ่งให้จบได้ด้วยการเจรจาและสันติวิธี
นั่นคือสิ่งที่ผู้มีจิตใจประชาธิปไตย เจริญด้วยปัญญาและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรม ต้องการเห็น
แต่เอาเข้าจริงๆ ที่นายกฯ แสดงออกดุดันทางทีวีนั้น คงเพียงแค่ไม่อยากให้กองเชียร์ที่ใส่เสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีรู้สึกผิดหวัง
แค่ต้องการแสดงออกว่า เหนือกว่าสีแดง!!
ปลอบใจกันเองเท่านั้น ไม่มีอะไร
ในความเป็นจริงนายกฯ ต้องรู้ดีว่า กลไกศอฉ.ในเวลานี้ เบาเครื่องยนต์หมดแล้ว ใกล้เก็บข้าวของกลับบ้านกันแล้ว
ถ้าสมมติม็อบแดงยังยืดเยื้อต่อไป รัฐบาลก็ไม่มีกลไกทหาร-ตำรวจ ไปจัดการปราบม็อบให้หรอก
นายกฯ อยู่ในสภาพหมดไพ่เล่นแล้ว
ฝ่ายนปช.เองก็รู้ดีว่า การกำหนดเลือกตั้งในเดือนพ.ย. ซึ่งเท่ากับต้องยุบสภาในอีก 4 เดือนข้างหน้า เป็นชัยชนะที่พอสมควรแล้ว
เพียงแต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนอีกนิด ตกลงในรายละเอียดกันอีกหน่อย
แล้วก็พร้อมจะสลายตัว
ทำเป็นขึงขังแข็งกร้าวกันไปงั้นแหละ
ทั้งที่รู้ตัวกันดีว่า ไม่มีทางเลือกมากไปกว่านี้
เลิกกลัวเสียหน้าตา แล้วหาทางลงอย่างสงบและสง่ากันเถอะ!
ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ ชกไม่มีมุม
วงค์ ตาวัน
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ปรองดองหากจะเกิดต้องจริงใจให้แก่กัน

วันนี้มาตรการปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์ดูท่าจะไม่เป็นไปตามดังใจที่ต้องการ เพราะไม่เดินหน้า ซ้ำมาตรการนี้ยังมีเรื่องการปองร้ายและปองด่าขึ้นมาแทน สุดท้ายอาจมีการดองศพ
มองดูแล้วทั้ง 2 ฝ่ายยังคงเล่นเกมกัน โดยเอาแนวทางปรองดองมาเป็นเกม เล่นกันตั้งแต่เริ่มต้นแล้ว เพราะรัฐบาลมีความเชื่อว่า นปช. คงปัดแนวทางการปรองดองนี้ แม้จะกำหนดให้วันที่ 14 พ.ย. เป็นวันเลือกตั้งมาเป็นตัวล่อ แต่ นปช. คงไม่เอาด้วย ถ้าเป็นไปตามนั้นคะแนนนิยมจะไหลกลับมาเห็นใจท่านนายกฯในฐานะที่อย่างน้อยรัฐบาลยอมถอยให้บ้างแล้ว และความเลวร้ายจะไปตกที่ นปช. เพราะจะถูกมองว่าเอาแต่ได้ ไม่สนใจประเทศ
แต่ผิดคาด เพราะดูเหมือนว่า นปช. จะทันเกม รีบรับข้อเสนอยอมถอย แต่มีเงื่อนไขว่านายกฯต้องระบุวันยุบสภาก่อนแล้ว นปช. จะยอมยุติการชุมนุม
แม้วันนี้ยังไม่เห็นว่าความปรองดองจะเริ่มอย่างไร แต่อย่างน้อยทั้ง 2 ฝ่ายก็ทำให้สถานการณ์ความตรึงเครียดน้อยลง และมองเห็นความสงบสุขขึ้นมาบ้าง แม้จะมีคนไม่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ อย่างพันธมิตรฯและกลุ่มเสื้อหลากสี
วันนี้ดูเหมือนว่าแผนการปรองดองยังไม่สามารถเดินหน้าได้ และไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไรในเมื่อข้อเสนอของแต่ละฝ่ายยังไม่ได้รับการสนอง เนื่องจากต่างฝ่ายยังไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาให้บ้านเมือง เพราะยังเห็นเล่นเกมกันอยู่
การจะทำให้แผนปรองดองเดินหน้าต่อไปได้จริง ให้มันบรรจบพบกันได้ ต้องอาศัยความจริงใจ ถามว่าอะไรเป็นตัวสมานความปรองดองได้ดีที่สุด คงต้องบอกว่าคงไม่ใช่โรดแม็พของท่านนายกฯหรอก แต่ต้องเป็นโรดแม็พที่มาจากจิตใจของทั้ง 2 ฝ่าย และมาด้วยความซื่อตรง ไม่มีการซ่อนเงื่อนไขอะไรทั้งสิ้น ฝ่ายรับก็รับตรงๆ ฝ่ายเสนอก็ต้องเสนอด้วยความจริงใจอย่างตรงไปตรงมา แต่ที่เราเห็นเสนอมาพร้อมกับซ่อนเกมการต่อรองด้วย หรือเสนอเพื่อหวังคะแนนนิยมสร้างความได้เปรียบคู่ต่อสู้ ย่อมทำให้ความปรองดองทำได้ช้า หรืออาจจะทำไม่ได้
ยิ่งมีคนไม่เห็นด้วยกับแนวทางปรองดองที่มาในลักษณะแจม ออกมาพูดกดดันต่างๆยิ่งทำให้เกิดอาการไขว้เขวและอยากทำให้เป็นจริง
ทีแรกที่ทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับแผนการปรองดองทำให้ประชาชนในประเทศมีความหวัง มีความสุข คิดว่าปัญหาน่าจะจบลง แต่ยังอุตส่าห์มีพวกมาขอแจมด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยโดยการใช้อาวุธสงครามมาทำร้ายเจ้าหน้าที่ เพราะขัดขวางแนวทางปรองดอง เรียกว่าพยายามหาทางตอกลิ่มให้เกิดความแตกหักให้ได้
ฉะนั้นอยากฝากไว้ว่าหากคิดจะปรองดอง รากฐานของมันคือทุกฝ่ายต้องมีความจริงใจให้แก่กัน ไม่ใช่ต้นตรงแต่ปลายคด ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะรับพิษพยศตรงนั้นไป คือหากฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำผิดพลาด อีกฝ่ายหนึ่งก็พร้อมจะขึ้นขย่มเพื่อเก็บคะแนนนิยมเข้าพวกตัวเองชนิดที่ไม่สนใจว่าประเทศจะเป็นอย่างไร เพราะคิดแต่จะรับเกมที่ตัวเองโยนถามทาง เหมือนโยนหินถามทาง ถ้าตรงไหนได้ประโยชน์ก็รีบรับ แต่ถ้าโยนไปแล้วอันไหนเข้าเนื้อคงไม่เอา ส่วนเรื่องทำแล้วได้เศรษฐกิจกลับมา ได้ประเทศที่สงบสุขกลับมา แต่ถ้าตัวเองเสียประโยชน์มักจะไม่ค่อยสนใจ ชอบเอาความได้เปรียบ เอาชัยชนะเป็นหลัก แล้วเอาความสงบ เอาความตรงไปตรงมาเป็นรอง ถ้าคิดอย่างนี้ก็ยากที่จะปรองดองกันได้ตราบใดที่ทุกฝ่ายยังไม่มีความจริงใจและจริงจังต่อกัน
ความปรองดองไม่เกิด บ้านเมืองเดินหน้าไม่ได้ หรือจะเปลี่ยนจากความปรองดองมาดองศพ รอพิสูจน์เมื่อสงครามกลางเมืองเกิด เพราะไม่มีความจริงใจให้แก่กัน เวลานี้ฐานแห่งความจริงใจ ฐานแห่งความซื่อตรง อยากถามว่าในตัวของนักการเมืองมีฐานเหล่านี้แน่นพอที่จะแก้ไขปัญหาให้บ้านเมืองเข้าสู่สภาวะปรกติ พอเพียงแข็งแกร่งได้หรือไม่ ฉะนั้นการแก้ปัญหาจึงต้องการคนตรง คนตรงนั้นจะไม่ซ่อนพิษพยศ เขาบอกว่าอุปสรรคหรือปัญหาใหญ่ของคนตรงมีอยู่เรื่องเดียวคือความดื้อ เปรียบได้ดังคนขับรถที่คิดแต่ว่าจะตรง ใครจะโผล่จะเลี้ยวออกมา ถึงชนไปตัวเองก็เป็นฝ่ายถูกเพราะมาทางตรง เวลานี้รัฐบาลเองก็มาสายตรง เป็นผู้รักษากฎหมาย บริหารด้วยความตรง ส่วน นปช. ก็คิดว่าตัวเองเป็นประชาธิปไตยสายตรง ทำตามระบอบประชาธิปไตย
แต่ทั้งหมดก็ไม่ใช่สายตรงแห่งความเป็นมนุษย์ สายตรงที่ทำให้บ้านเมืองเกิดความเจริญรุ่งเรือง แต่ตรงบนความต้องการของการชิงไหวชิงพริบ เอาชัยชนะเป็นหลัก เอาความสงบให้บ้านเมืองเป็นรอง จึงปรองดองไม่สำเร็จ ได้แต่ปองร้าย และในที่สุดคงต้องมีการดองศพ เพราะเผาไม่ทันต้องเก็บไว้รอพิสูจน์
จึงอยากฝากทุกฝ่ายไว้ว่าทั้งกิจกรรมทางการเมือง ทั้งปัญหาของบ้านเมืองที่เป็นอยู่ จำเป็นต้องใช้คนที่ตรงจริงๆ ตรงตั้งแต่ต้น ตรงแท้ๆ ไม่ใช่มาคดตอนปลาย จะทำให้คนเจ็บใจ
คนตรงมักจะดื้อเพราะถือว่าตัวเองตรง และฟังใครยาก เหมือนอย่างที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะแกนนำทั้งหลายที่บอกว่าตัวเองตรง จึงไม่หลบ ไม่เลี่ยงที่จะปะทะอะไรที่ควรจะบ่ายเบี่ยงหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นขอให้แก้ไขกันด้วยความตรง ความจริงใจ แล้วทุกอย่างจะแก้ได้
เจริญพร
คอลัมน์.สำนัก(ข่าว)พระพยอม
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย พระพยอม กัลยาโณ
**********************************************************************
อย่ามา“มาร์ค”(อีกที)
ถึงวันนี้เหตุการณ์สลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศในปฏิบัติการตามวาทกรรม “ขอคืนพื้นที่” กับคำสั่งเด็ดขาดว่าจะต้องสลายการชุมนุมยึดพื้นที่คืนให้ได้ จนทำให้มีคนตายทันทีในเหตุการณ์วันนั้นเกือบ 20 คน (ไม่นับรวมผู้เสียชีวิตในภายหลัง) และบาดเจ็บทันทีอีกกว่า 800 คน แต่เวลาผ่านไป 1 เดือนแล้วเหมือนไม่เคยมีเหตุการณ์อัปยศนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย
ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมาเรียกร้อง ออกมาตรวจสอบหาคนผิด และคนสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนเจ็บและตายจำนวนมากก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ได้ต่อไป
กรณีนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ได้ชัดว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนอย่างไร
ย้อนไปหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่หน้ารัฐสภาเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ให้หลังจากนั้น 2 วัน ในวันที่ 9 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงต่อสื่อมวลชนหลังประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ที่ประกอบด้วยแกนนำและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า
“วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมหมดไปแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายกฯ (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) จะลาออก หรือถ้ากลัวว่าลาออกแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะมีอำนาจจะยุบสภาก็ได้ แต่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะถ้าไม่ทำอะไรก็เท่ากับทำร้ายบ้านเมือง และกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะระบบการเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐ แต่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ....
...วันนี้นายกฯต้องรู้ตัวเองว่าเป็นผู้นำประเทศหรือไม่ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง 1 วัน เจ็บกว่า 400 คน มีทั้งสาหัสและเสียชีวิต เพียงเพราะนายกฯต้องการเข้าไปอ่านเอกสาร 33 หน้า (แถลงนโยบายในสภา) อ่านเสร็จแล้วก็ไม่สามารถทำได้ตามที่อ่าน จึงมองไม่เห็นว่าอยู่ในฐานะอะไรที่จะมาตั้งคนขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องตำรวจ อย่างนั้นก็ลาออกไปให้ตำรวจบริหารบ้านเมืองไปเลย ถ้าบอกว่าตัดสินใจไม่ได้ต้องฟังโทรศัพท์จากลอนดอน ก็เอาคนที่ลอนดอนกลับมา...
....นายกฯก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ห่วงว่ารัฐบาลจะอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลยังอยู่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรให้บ้านเมือง สถานการณ์ตอนนี้นายกฯมีแต่ความหวาดระแวง หวาดกลัว อยากถามว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร อยู่เพื่อกลัวคนคนหนึ่งติดคุกหรืออย่างไร จะให้บาดแผลในสังคมลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหน ไม่อยากเชื่อว่านี่คือคนที่เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดในกระทรวงยุติธรรม...
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมสถานการณ์ในขณะนี้ที่ถือว่าวิกฤตสูงสุดแล้ว นายสมชายยังอยู่ได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ ผมก็ไม่เคยเห็นคนแบบนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผมรู้จักก็คงไม่เป็นแบบนี้”
นี่แหละธาตุแท้ของคนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทุกครั้งที่สถานะเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน เขามักจะเปลี่ยนไปไม่ใช่คนเดิม
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเปลี่ยนเลยคือการไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ไม่ค่อยรักษาคำพูด สามารถพูดขาวให้เป็นดำ พูดดำให้เป็นขาวได้ตลอดเวลา
ถ้าเทียบจำนวนผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ห่างไกลกันมาก
หากเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผู้เขียนรู้จักก็ไม่เป็นแบบนี้
คอลัมน์.เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย ลอย ลมบน
**********************************************************************
ไม่มีใครหรือหน่วยงานใดออกมาเรียกร้อง ออกมาตรวจสอบหาคนผิด และคนสั่งสลายการชุมนุมจนมีคนเจ็บและตายจำนวนมากก็ยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ได้ต่อไป
กรณีนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งที่พิสูจน์ได้ชัดว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นคนอย่างไร
ย้อนไปหลังเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯที่หน้ารัฐสภาเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ให้หลังจากนั้น 2 วัน ในวันที่ 9 ตุลาคม นายอภิสิทธิ์ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แถลงต่อสื่อมวลชนหลังประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ ที่ประกอบด้วยแกนนำและ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า
“วันนี้ในทางการเมืองความชอบธรรมหมดไปแล้ว เราเรียกร้องความรับผิดชอบจากนายกฯ (นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์) จะลาออก หรือถ้ากลัวว่าลาออกแล้วพรรคประชาธิปัตย์จะมีอำนาจจะยุบสภาก็ได้ แต่ไม่ควรเพิกเฉย เพราะถ้าไม่ทำอะไรก็เท่ากับทำร้ายบ้านเมือง และกำลังทำร้ายระบบการเมือง เพราะระบบการเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยไม่มีที่ไหนในโลกที่ประชาชนถูกทำร้ายจากภาครัฐ แต่รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่แสดงความรับผิดชอบ....
...วันนี้นายกฯต้องรู้ตัวเองว่าเป็นผู้นำประเทศหรือไม่ ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง 1 วัน เจ็บกว่า 400 คน มีทั้งสาหัสและเสียชีวิต เพียงเพราะนายกฯต้องการเข้าไปอ่านเอกสาร 33 หน้า (แถลงนโยบายในสภา) อ่านเสร็จแล้วก็ไม่สามารถทำได้ตามที่อ่าน จึงมองไม่เห็นว่าอยู่ในฐานะอะไรที่จะมาตั้งคนขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ถ้าบอกว่าทั้งหมดเป็นเรื่องตำรวจ อย่างนั้นก็ลาออกไปให้ตำรวจบริหารบ้านเมืองไปเลย ถ้าบอกว่าตัดสินใจไม่ได้ต้องฟังโทรศัพท์จากลอนดอน ก็เอาคนที่ลอนดอนกลับมา...
....นายกฯก็มีแต่สร้างปัญหาให้กับสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ผมไม่ห่วงว่ารัฐบาลจะอยู่สั้นอยู่ยาว แต่ห่วงว่าบ้านเมืองจะเดินอย่างไร รัฐบาลยังอยู่ผมก็นึกไม่ออกว่าจะทำอะไรให้บ้านเมือง สถานการณ์ตอนนี้นายกฯมีแต่ความหวาดระแวง หวาดกลัว อยากถามว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร อยู่เพื่อกลัวคนคนหนึ่งติดคุกหรืออย่างไร จะให้บาดแผลในสังคมลุกลามบานปลายไปถึงขนาดไหน ไม่อยากเชื่อว่านี่คือคนที่เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดในกระทรวงยุติธรรม...
ผู้สื่อข่าวถามว่าทำไมสถานการณ์ในขณะนี้ที่ถือว่าวิกฤตสูงสุดแล้ว นายสมชายยังอยู่ได้ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า “ผมตอบไม่ได้ ผมก็ไม่เคยเห็นคนแบบนี้ ถ้าเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผมรู้จักก็คงไม่เป็นแบบนี้”
นี่แหละธาตุแท้ของคนชื่อ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทุกครั้งที่สถานะเปลี่ยน เวลาเปลี่ยน เขามักจะเปลี่ยนไปไม่ใช่คนเดิม
แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยเปลี่ยนเลยคือการไม่ค่อยอยู่กับร่องกับรอย ไม่ค่อยรักษาคำพูด สามารถพูดขาวให้เป็นดำ พูดดำให้เป็นขาวได้ตลอดเวลา
ถ้าเทียบจำนวนผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต เหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 กับเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ห่างไกลกันมาก
หากเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ผู้เขียนรู้จักก็ไม่เป็นแบบนี้
คอลัมน์.เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย ลอย ลมบน
**********************************************************************
ล้างไพ่!

วิกฤตบ้านเมืองไล่ฆ่ากันวันนี้ เป็นเพราะ “กิเลส-ตัณหา” ที่ยังไม่หมดไปจาก “ตัวกู-ของกู” จึงทำให้เป็นปัญหา “หนักแผ่นดิน”
โดยเฉพาะ “คนหนักแผ่นดิน” ยิ่งแก้ยาก เพราะพวกนี้ถ้ายังไม่ตายก็จะทำให้แผ่นดินวุ่นวายหรือนองไปด้วยเลือด
แม้จะมีโรดแม็พ “หล่อหลักลอย” ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความสงบสันติ ต้องใช้เวลาซึ่งจะพิสูจน์ว่าใครที่รักชาติและรักประชาชนจริง ขณะที่ “หล่อหลักลอย” ก็ไม่ได้แสดงความชัดเจนในเรื่องวัน “ยุบสภา” หรือการดำเนินคดีกับทุกฝ่ายอย่างชัดเจน ยกเว้น “ไพร่ไม่มีเส้น”
สถานการณ์ที่น่าวิตกขณะนี้จึงไหลไปอยู่กับพวก “บ่างช่างยุ” และพวกฉวยโอกาส “โหนสถานการณ์” ที่ได้จังหวะโผล่ “ขอส่วนบุญ” ทั้งที่ไม่ทำงานและไม่มีผลงาน
โดยเฉพาะพวกสัตว์การเมือง “ลากตั้ง” ที่จัดอยู่ในพวกสัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งรู้ดีว่าหากการเมืองพลิกขั้วหรือกลับสู่สถานการณ์ปรกติก็ต้องนับถอยหลัง
ที่สำคัญ “ผู้มีพระคุณ” ก็ไม่พร้อมจะออกมาเล่นตามกติกา!
บรรดาสัตว์การเมือง “ลากตั้ง” จึงต้องออกมาอาละวาดอย่างหนัก โดยไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้เป็น “ผู้มีพระคุณ”
เกมไล่บี้ “หล่อหลักลอย” จึงเป็นไปตามผลประโยชน์ “ของกูและพวกกู” ซึ่งต้องทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้มีการยุบสภาและเลือกตั้ง
ไม่ใช่แค่อำนาจจะกลับคืนสู่ประชาชนเท่านั้น แต่ยังเป็นการนับถอยหลังอำนาจของ “อีแอบ” และบรรดา “เขียวช้ำเลือดช้ำหนอง” อีกด้วย
แค่ก้าวแรกโรดแม็พของ “หล่อหลักลอย” จึงเต็มไปด้วยระเบิดและสงครามข่าวที่ขยายวงความขัดแย้งให้แตกขั้วแตกกลุ่ม
แม้แต่ “ไพร่ไม่มีเส้น” ยังเกิด “โรคแทรกซ้อน” เพราะพวกหนึ่งไม่เชื่อคำพูด “หล่อหลักลอย” โดยเฉพาะ “เสธ.แดง” ประกาศจะเป็นกองกำลังอิสระต่อสู้กับ “หล่อหลักลอย” กับ “กองทัพตุ๊ด” ต่อไป
ที่สำคัญไม่ว่าจะสีอะไร หล่อหรืออัปลักษณ์ ล้วนมี “แผล” เต็มตัวทั้งสิ้น
จึงต้องจับตาการ “ล้างไพ่” ที่จะเป็นเกมหักมุมสำคัญของบรรดาสัตว์การเมืองที่จะ “เกี๊ยะเซียะ” ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการ “หักหลัง” ประชาชน
โดยเฉพาะ “ไพร่ไม่มีเส้น” ที่นอนกลางถนน นั่งสู้ทั้งแดดทั้งฝน แต่สุดท้าย “กลับบ้านมือเปล่า”
กลับไปเป็น “ไพร่” ที่ถูกโขกถูกสับเหมือนเดิม
เพราะในที่สุดประชาธิปไตยก็เป็นของ “พวกมึง” ไม่ใช่ “พวกกู” อีกตามเคย!
คอลัมน์.ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย นายหัวดี
**********************************************************************
จวก ‘สุเทพ’ เล่นเกมการเมืองเข้าพบ ‘DSI’ รับทราบข้อกล่าวหา หลังแกนนำแดงจี้มอบตัว ถึงเลิกชุมนุม
‘ณัฐวุฒิ’ แถลงระบุแกนนำยอมรับเลือกตั้ง 14 พ.ย.พร้อมเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ ‘มาร์ค-สุเทพ’ ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย ชี้ยุติการชุมนุมในวันที่ ‘สุเทพ’ มอบตัว ตร.คดีสั่งฆ่าประชาชน ด้าน ‘ปณิธาน’ เผย ‘สุเทพ’ เตรียมเข้าพบ ‘ดีเอสไอ’ รับข้อกล่าวหา 11พ.ค.นี้ แกนนำแดงจวกเล่นเกมการเมือง ทำตัวไม่สง่างาม
เสื้อแดงลั่นยุติชุมนุมทันทีถ้า ‘สุเทพ’ มอบตัวตำรวจเหตุสั่งสลายม็อบ 10 เม.ย.
วันที่ 10 พ.ค.53 เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น.ที่เวทีแยกราชประสงค์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไทย ฯลฯ ร่วมกันแถลงข่าวบนเวทีถึงท่าที่และการดำเนินการต่อไปของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อโรดแมพสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายณัฐวุฒิ ในฐานะเลขาธิการ นปช.กล่าวว่า มติอย่างเป็นเอกฉันท์ นปช. ขอประกาศยอมรับการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย.2553 ตามที่นายอภิสิทธิ์เสนอ และยินดีตอบรับการยุบสภาระหว่างวันที่ 15-30 ก.ย.โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นอีก แต่ประเด็นการต่อสู้เรื่องระบบความยุติธรรมที่มี 2 มาตรฐานของ นปช.ทำให้ไม่อาจยอมรับความยุติธรรม 2 มาตรฐานของรัฐในทุกกรณี นั่นหมายความว่า การดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ ยืนยันว่าไม่ประสงค์การนิรโทษกรรมใดๆ และยินดีต่อสู้ตามสิทธิของประชาชนตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยรัฐบาลต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อถึงกรณีการกล่าวหาว่าแกนนำเป็นผู้ก่อการร้ายว่า ที่มาของข้อหาดังกล่าวเกิดจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.แกนนำเสื้อแดงถูกกล่าวหาภายใต้วาทะกรรมของรัฐ จากนั้นได้ถูกออกหมายจับโดยดีเอสไอ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ยังไม่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกรณีสั่งฆ่าประชาชน ทั้งที่ได้ทำการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วหลายกรรม หลายคดี
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เมื่อแกนนำตอบรับการปรองดองแล้ว นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็ต้องเดินหน้าสู่กระบวนการยุติกรรมจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. และทางแกนนำยินดีจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในข้อหาก่อการร้าย แม้โทษสูงสุดจะถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งในส่วนนี้ทั้งนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็ต้องยินดีจะรับโทษสูงสุดโดยการประหารชีวิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ในฐาน ส.ส.เนื่องจากอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา จึงมีเอกสิทธิคุ้มครองเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในส่วนนายสุเทพนั้นได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว (จ.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์) จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการออกหมายเรียกในฐานะผู้ต้องหาสั่งฆ่าประชาชน และเรียกร้องให้นายสุเทพเดินทางไปม็อบตัวตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่
เลขาธิการ นปช.กล่าวต่อมาว่า จากเหตุการณ์ในอดีต ทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ ผู้มีอำนาจที่กระทำผิดนั้นไม่ได้รับโทษ มีการนิรโทษกรรม งดเว้นโทษให้ แต่กรณีวันที่ 10, 22, 28 เม.ย.จะต้องมีผู้มีอำนาจได้รับโทษตามกฎหมาย นี่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่สั่งการให้ฆ่าประชาชน เพื่อเป็นเครื่องเยียวยาให้กับวีรชนที่จากไปทุกชีวิต
“หากนายสุเทพ เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมอบตัวเมื่อไหร่ คนเสื้อแดงก็จะเดินทางกลับบ้านเมื่อนั้น หรือหากนายสุเทพ ทำตัวยิ่งใหญ่ปฏิเสธการมอบตัว เราก็จะไม่ยุติการชุมนุม แต่ถ้านายสุเทพ มอบตัวในข้อหาสั่งฆ่าประชาชนเมื่อไรเราก็จะกลับบ้านวันนั้น และทางแกนนำที่โดนข้อหาต่างๆ ก็พร้อมจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน” แกนนำ นปช.กล่าว
ต่อคำถามถึงการยุติการชุมนุม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันที่จะประกาศวันยุติการชุมนุม เดินหน้าสู่การปองดอง คือวันเดียวกับที่นายสุเทพเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ทั้งนี้ นปช.พร้อมยุติการชุมนุม เดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.แต่สถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลต้องสามารถออกอากาศได้ เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาลในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และหลังจากนี้หากจะมีการตั้งคณะกรรมการกำกับเนื้อหา-รูปแบบรายการเพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุปลุกระดม ป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง พีเพิลชาแนลพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวพร้อมเอเอสทีวี และหากจะต้องทำอะไรก็ยินดีทำเช่นเดียวกับเอเอสทีวี
นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยว่า ถ้า รัฐบาลยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.เพื่อกดขี่ข่มเหงคนเสื้อแดงอยู่ต่อไป หลังยุติการชุมนุมแล้วก็ถือเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาล ต่อประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน ทั้งนี้ยิ่งคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้นาน ยิ่งจะทำให้ประชาชนกดดันรัฐบาล หลังจากนี้ นปช.จะมีแนวทางปรองดอง ขึ้นมา เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการชุดที่จะตั้งขึ้นเพื่อสร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ นำพาประเทศไทยตามแนวทางประชาธิปไตยต่อไป และยืนยันว่าจะต้องการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์รุนแรงทุกครั้งในการชุมนุมนี้ ที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ การตัดสินใจยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งของรัฐบาล จะไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดง และการยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลก็ไม่ควรนำเอาไปชัยชนะเช่นเดียวกัน
“นปช.ขอน้อมคารวะ กราบขออภัย และขอความเห็นใจว่า ถ้าหากไม่ถูกกดขี่จนเกินทน ถ้าหากไม่ไร้ความยุติธรรมจนรับไม่ได้ ถ้าหากบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย เราก็ไม่ออกมาต่อสู้ การต่อสู้นี้ หากได้รับความสำเร็จ ก็จะเป็นความสำเร็จร่วมกันของ ปชช.ทั้ง ปท.และขอมอบความสำเร็จนี้เป็นการคารวะแด่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน” นายณัฐวุฒิกล่าวถึงประชาชนเจ้าของธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตอนท้าย
ด้านนายจตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย 21 คดี และข้อหาพยายามฆ่าร่วม 1,000 กว่าคดี คดีที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 3 ปีตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องออกหมายเรียก แต่สามารถขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับได้ทันที ถ้านายสุเทพผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตายไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าตำรวจไม่ให้การประกันตัว ขังนายสุเทพ ก็ไม่ต้องให้ประกันตัวกับแกนนำเช่นเดียวกัน
"วันที่ 21 พ.ค. อีกไม่กี่วันข้างหน้า สภาปิดสมัยประชุม นายอภิสิทธิ์ก็นัดหมายกับผมเลยว่า นายอภิสิทธิ์จะไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ข้อหาสั่งฆ่าประชาชนวันไหน ผมก็จะไปมอบตัวคดีก่อการร้ายในวันนั้น ถ้าไม่ให้ประกันตัวนายอภิสิทธิ ก็ไม่ต้องให้ประกันตัวกับผม เท่าเทียมกัน" แกนนำ นปช.กล่าว
โฆษกสำนักนายกฯ เผย ‘สุเทพ’ ยอมรับข้อกล่าวหา สั่งสลายเสื้อแดง
ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ รายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. วันเดียวกัน ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า ประเด็นการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยที่ประชุมรับทราบถึงการกล่าวหานายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือกันแล้ว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รองนายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะไปพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในช่วงบ่ายของวันที่ 11 พ.ค.นี้ ตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนทางรัฐสภาก่อน ทั้งนี้การตัดสินใจเป็นไปตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ นปช.จะแถลงเรียกร้องให้นายสุเทพเข้ามอบตัว
‘นายธาริต’ ชี้ ‘สุเทพ’ รายงานตัว ปล่อยได้ไม่ต้องมีประกัน
คมชัดลึก รายงาน ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณี นายสุเทพจะเข้ามอบตัวกับดีเอสไอว่า ได้รับการประสานว่า นายสุเทพจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำของนายสุเทพ เบื้องต้น ก่อนปล่อยตัวไป สาเหตุที่ไม่ต้องมีการประกันตัว เนื่องจากนายสุเทพไม่ได้ถูกควบคุมตนคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะทุกอย่างจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่วางใจดีเอสไอ เพราะนายธาริต เป็นกรรมการ ศอฉ.นายธาริต กล่าวว่า ถ้าไม่มอบตัวกับดีเอสไอแล้วจะไปมอบกับใคร เพราะเรื่องถูกโอนมายังดีเอสไอหมดแล้ว
นายธาริต กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้รับการประสาน แต่ตามกฎหมายต้องมีหนังสือจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา ทั้งนี้หากนายรัฐมนตรีเดินทางมา ดีเอสไอก็พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา
‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ ‘สุเทพ’ รายงานตัวดีเอสไอ เป็นการเล่นเกมการเมือง ไม่มีความสง่างาม
ขณะที่ข่าวสดรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังนายปณิธานระบุ นายสุเทพจะไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อดีเอสไอ วันที่ 11 พ.ค.ว่า การอ้างว่าจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของนายสุเทพ ต่อดีเอสไอไม่มีความสง่างาม เพราะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็น 1 ในกรรมการ ศอฉ.ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หากคดีนี้ดำเนินต่อไป นายธาริต ในฐานะ 1 ในกรรมการ ศอฉ.ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย จึงขอเรียกร้องว่าขอให้ดำเนินการอย่างสง่างามมีมาตรฐานเท่ากัน เพราะคดีสั่งฆ่าประชาชนนี้มีการไปร้องเรียนที่ดีเอสไอและตำรวจหลายคดี แต่ก็ดองเรื่องเอาไว้ จนเมื่อ นปช. แถลงมติในเรื่องนี้ นายสุเทพกลับเอามาใช้เป็นเกมการเมืองเพื่อผลประโยชน์
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าขอเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีคนไปแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ให้ลงมาทำคดีนี้ด้วยการออกหมายเรียกให้นายสุเทพมารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหา
“ขอเพียงนายสุเทพประกาศจะไป นปช.ก็พร้อมจะยุติการชุมนุมทันทีเช่นกัน เรื่องแค่นี้อย่ามาตีกินหรือค้ากำไรเกินควรเลย เพราะเรายังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำมากกว่านี้อีก” นายณัฐวุฒิกล่าว
นปช.พร้อมยุติการชุมนุม-แกนนำมอบตัวทันที
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หากนายสุเทพไปรับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจ ทางกลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะยกเลิกการชุมนุม แต่หากมีการบิดพลิ้ว คนเสื้อแดงจะกลับมา ซึ่งแผนการสร้างความปรองดองนั้น ทาง นปช.ยืนยันว่ามีการดำเนินการมากกว่าแนวทางที่รัฐบาลเสนอมา
ส่วนกำหนดการเดิมที่แกนนำจะเดินทางไปมอบตัวในวันที่ 15 พ.ค.นี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดจบก่อนวันที่ 15 พ.ค. หมายถึงนายสุเทพ มอบตัวก่อนนั้น ก็พร้อมจะยุติการชุมนุม แล้วไปมอบตัวทันที ถ้าเรียบร้อยในวันที่ 12 พ.ค.หรือ 13 พ.ค.ก็ไปวันนั้นเลย แต่หากยังไม่เรียบร้อยก็จะไม่ไปมอบตัวและไม่ยุติการชุมนุม แม้จะถึงวันนัดในวันที่ 15 พ.ค.ก็ตาม
เมื่อถามว่าเหตุใดในการแถลงจุดยืน ของนปช. จึงไม่มีนายวีระ เข้าร่วม และยังมีกระแสข่าวว่านายวีระ เดินทางออกจากที่ชุมนุมเพื่อไปเจรจากับคนบางกลุ่ม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีการไปเจรจาอะไร เพียงแต่นายวีระ อาจอ่อนเพลีย เนื่องจากชุมนุมกันมาเกือบ 2 เดือนแล้ว และอาจมีธุระอะไรบ้าง แต่ช่วงค่ำๆ ก็จะมาที่เวที
‘จตุพร’ จวก ‘สุเทพเทือก’ หลอกต้มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
มติชนออนไลน์ ระบุเมื่อ เวลา 22.00 น. วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยว่า กรณีนายสุเทพจะไปพบอธิบดีดีเอสไอวันที่ 11 พฤษภาคม ถือเป็นการหลอกต้มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เนื่องจากคดีสั่งฆ่าประชาชนนั้นยังไม่มีการรับเป็นคดีพิเศษ การไปของนายสุเทพจึงเป็นการไปนั่งกินกาแฟกับนายธาริตมากกว่า นายสุเทพต้องไปมอบตัวต่อตำรวจกองปราบปรามสถานเดียว
กร้าวไม่เลิกม็อบเด็ดขาด ถ้าไม่ดำเนินคดี ‘มาร์ค-สุเทพ’ สั่งสลายม็อบ
ก่อนหน้านี้ เวลา 15.30 น. ที่บริเวณด้านหลังเวทีชุมนุม ระหว่างที่แกนนำ นปช.ประชุมเพื่อหาข้อสรุป นายจตุพร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าผลการประชุมของแกนนำจะออกมาอย่างไร แผนปรองดองจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร แต่โดยส่วนตัวมีความเห็นชัดแจนว่า หากวันนี้ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไม่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตาย 21 คดี เท่ากับจำนวนผู้ชุมนุมตายเมื่อวันที่ 10 เม.ย.และข้อหาพยายามฆ่าอีก 1 พันกว่าคดี เท่ากับจำนวนผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ ตนยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป การชุมนุมจะไม่ยุติ และตนจะไม่เดินออกไปจากเวทีชุมนุมอย่างแน่นอน เพราะถือว่าไม่รับผิดชอบ เพราะมองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก
“ขณะนี้รัฐบาลพยายามพูดเรื่องการปรองดอง และมีการระบุถึงวันเลือกตั้งใหม่ แต่ตนมองว่า เป็นเพียงการพูดเพื่อให้ภาพสวยงาม แต่ในทางตรงกันข้าม มีความพยายามที่จะกดดันผู้ชุมนุมเสื้อแดงอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวผู้ชุมนุมไปสอบสวนโดยใช้วิธีการป่าเถื่อน เช่น เอาไฟฟ้าชอร์ต ซ้อม จับกดน้ำ และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการออกหมายจับแกนนำที่ต่างจังหวัด ในขณะที่แกนนำในส่วนกลางก็ถูกตั้งข้อหาคดีก่อการร้าย ล้มเจ้า แต่ในส่วนเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ที่มีการสั่งสลายการชุมนุม กลับไม่เคยมีใครพูดถึงความรับผิดชอบส่วนนี้” นายจตุพรกล่าว
“ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่จบแน่นอน ใครจะจบก็จบไป แต่ถ้านายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ไม่ถูกดำเนินคดี ผมจะสู้ต่อไปแน่นอน ซึ่งนอกเหนือจากนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์แล้ว ในส่วนของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขานายกรัฐมนตรี และนายธาริต เพ็งดิษ์ ผู้อำนวยการดีเอสไอ ก็ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้มีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะนายกอร์ปศักดิ์ ที่ระบุว่า สามารถสั่งให้ทหารหยุดยิงได้ภายใน 5 วินาที หมายความว่า สามารถสั่งให้ทหารใช้กำลังได้เช่นกัน” นายจตุพรกล่าว
บชน.-ดีเอสไอ วางแนวทางรับตัวแกนนำ นปช.สู้คดี
ส่วนกรุงเทพธุรกิจ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการเตรียมความพร้อมหากกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยุติการชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม และถ้าแกนนำนปช.เข้ามอบตัว จะต้องดำเนินการเช่นใดบ้าง เนื่องจากแต่ละคนมีคดีความแตกต่างกัน ทั้งคดีตามผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และความผิดตามคดีอาญาหลายข้อกล่าวหา ซึ่งบางคนต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 กรณี
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ต้องหาไม่เข้ามอบตัวจะทำอย่างไร พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ตำรวจเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมาได้พยายามจับกุมหลายครั้ง แต่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ ส่วนกรณีที่หากดำเนินการจับกุมตัวแล้วจะมีการให้ประกันตัวหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาและยังต้องขึ้นอยู่กับการประกาศยกเลิกพรก.ฉุก เฉินอีกด้วย ทั้งนี้หากแกนนำนปช.เข้ามอบตัวที่ไหน ตำรวจก็พร้อมรับมอบตัวทุกสถานที่ และจะนำตัวไปควบคุมยังสถานที่เตรียมไว้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง 6 แห่ง
นายธาริต กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยนำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม 10 เม.ย. เข้าร้องเรียน พร้อมกล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รวมทั้งกรรมการศอฉ.ทุกคน เกี่ยวกับความไม่ชอบในการสั่งสลายการชุมนุมนั้น ยืนยันว่าจะมีดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน จะไม่มีการเก็บหรือดองเรื่องแม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้บริหารระดับสูง
สำหรับคดีกล่าวโทษนายกฯ กับสถานีตำรวจต่างๆ นั้น สำนวนที่สอบปากคำผู้เสียหายเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 157 ส่วนคดีที่ยังค้างอยูที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามจะโอนมารวมที่ดีเอสไอทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงการควบคุมตัวนายเมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วม นปช. นายธาริต กล่าวว่า ยังมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวนายเมธีต่อไป เนื่องจากถือเป็นผู้ต้องหาที่มีอาวุธร้ายแรงอยู่ในการครอบครอง ตลอดจนมีประเด็นที่ต้องสอบสวนเพื่อขยายผลอีกหลายประเด็น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะดำเนินการอย่างไรกับคดีก่อการร้าย นายธาริต กล่าวว่า หากมีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินดีเอสไอก็ไม่สามารถจับกุมหรือแจ้งข้อหาก่อ การร้ายแก่ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งให้ดีเอสไออำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม เติมหลังการจับกุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา.ประชาไท
********************************************************
เสื้อแดงลั่นยุติชุมนุมทันทีถ้า ‘สุเทพ’ มอบตัวตำรวจเหตุสั่งสลายม็อบ 10 เม.ย.
วันที่ 10 พ.ค.53 เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น.ที่เวทีแยกราชประสงค์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ นายวิภูแถลง พัฒนาภูมิไทย ฯลฯ ร่วมกันแถลงข่าวบนเวทีถึงท่าที่และการดำเนินการต่อไปของกลุ่มผู้ชุมนุมต่อโรดแมพสร้างความปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
นายณัฐวุฒิ ในฐานะเลขาธิการ นปช.กล่าวว่า มติอย่างเป็นเอกฉันท์ นปช. ขอประกาศยอมรับการกำหนดวันเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย.2553 ตามที่นายอภิสิทธิ์เสนอ และยินดีตอบรับการยุบสภาระหว่างวันที่ 15-30 ก.ย.โดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้เพื่อไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตายเกิดขึ้นอีก แต่ประเด็นการต่อสู้เรื่องระบบความยุติธรรมที่มี 2 มาตรฐานของ นปช.ทำให้ไม่อาจยอมรับความยุติธรรม 2 มาตรฐานของรัฐในทุกกรณี นั่นหมายความว่า การดำเนินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางการต่อสู้ ยืนยันว่าไม่ประสงค์การนิรโทษกรรมใดๆ และยินดีต่อสู้ตามสิทธิของประชาชนตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยรัฐบาลต้องปฏิบัติตามกระบวนการยุติธรรมในมาตรฐานเดียวกัน
นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อถึงกรณีการกล่าวหาว่าแกนนำเป็นผู้ก่อการร้ายว่า ที่มาของข้อหาดังกล่าวเกิดจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เม.ย.แกนนำเสื้อแดงถูกกล่าวหาภายใต้วาทะกรรมของรัฐ จากนั้นได้ถูกออกหมายจับโดยดีเอสไอ ขณะที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ยังไม่ปรากฏว่ามีความคืบหน้าในการดำเนินคดีกรณีสั่งฆ่าประชาชน ทั้งที่ได้ทำการแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้วหลายกรรม หลายคดี
นายณัฐวุฒิ กล่าวด้วยว่า เมื่อแกนนำตอบรับการปรองดองแล้ว นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็ต้องเดินหน้าสู่กระบวนการยุติกรรมจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. และทางแกนนำยินดีจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในข้อหาก่อการร้าย แม้โทษสูงสุดจะถึงขั้นประหารชีวิต ซึ่งในส่วนนี้ทั้งนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ก็ต้องยินดีจะรับโทษสูงสุดโดยการประหารชีวิตเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ในฐาน ส.ส.เนื่องจากอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา จึงมีเอกสิทธิคุ้มครองเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่ในส่วนนายสุเทพนั้นได้ลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.แล้ว (จ.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์) จึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการออกหมายเรียกในฐานะผู้ต้องหาสั่งฆ่าประชาชน และเรียกร้องให้นายสุเทพเดินทางไปม็อบตัวตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่
เลขาธิการ นปช.กล่าวต่อมาว่า จากเหตุการณ์ในอดีต ทั้งเหตุการณ์เดือนตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ ผู้มีอำนาจที่กระทำผิดนั้นไม่ได้รับโทษ มีการนิรโทษกรรม งดเว้นโทษให้ แต่กรณีวันที่ 10, 22, 28 เม.ย.จะต้องมีผู้มีอำนาจได้รับโทษตามกฎหมาย นี่ถือเป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีการดำเนินคดีกับผู้ที่สั่งการให้ฆ่าประชาชน เพื่อเป็นเครื่องเยียวยาให้กับวีรชนที่จากไปทุกชีวิต
“หากนายสุเทพ เดินทางไปพบเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อมอบตัวเมื่อไหร่ คนเสื้อแดงก็จะเดินทางกลับบ้านเมื่อนั้น หรือหากนายสุเทพ ทำตัวยิ่งใหญ่ปฏิเสธการมอบตัว เราก็จะไม่ยุติการชุมนุม แต่ถ้านายสุเทพ มอบตัวในข้อหาสั่งฆ่าประชาชนเมื่อไรเราก็จะกลับบ้านวันนั้น และทางแกนนำที่โดนข้อหาต่างๆ ก็พร้อมจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นกัน” แกนนำ นปช.กล่าว
ต่อคำถามถึงการยุติการชุมนุม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า วันที่จะประกาศวันยุติการชุมนุม เดินหน้าสู่การปองดอง คือวันเดียวกับที่นายสุเทพเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น ทั้งนี้ นปช.พร้อมยุติการชุมนุม เดินหน้าสู่การเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย.แต่สถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลต้องสามารถออกอากาศได้ เพื่อแสดงความจริงใจของรัฐบาลในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน และหลังจากนี้หากจะมีการตั้งคณะกรรมการกำกับเนื้อหา-รูปแบบรายการเพื่อไม่ให้เกิดการยั่วยุปลุกระดม ป้องกันอุบัติเหตุทางการเมืองก่อนการเลือกตั้ง พีเพิลชาแนลพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการดังกล่าวพร้อมเอเอสทีวี และหากจะต้องทำอะไรก็ยินดีทำเช่นเดียวกับเอเอสทีวี
นอกจากนี้ นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินด้วยว่า ถ้า รัฐบาลยังคงประกาศใช้ พ.ร.ก.เพื่อกดขี่ข่มเหงคนเสื้อแดงอยู่ต่อไป หลังยุติการชุมนุมแล้วก็ถือเป็นภาระหน้าที่ความรับผิดชอบของรัฐบาล ต่อประชาชน ภาคธุรกิจและนักลงทุน ทั้งนี้ยิ่งคงประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้นาน ยิ่งจะทำให้ประชาชนกดดันรัฐบาล หลังจากนี้ นปช.จะมีแนวทางปรองดอง ขึ้นมา เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการชุดที่จะตั้งขึ้นเพื่อสร้างความปรองดอง สร้างความสมานฉันท์ของคนในชาติ นำพาประเทศไทยตามแนวทางประชาธิปไตยต่อไป และยืนยันว่าจะต้องการตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงต่อเหตุการณ์รุนแรงทุกครั้งในการชุมนุมนี้ ที่ยอมรับได้ ทั้งนี้ การตัดสินใจยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งของรัฐบาล จะไม่ถือว่าเป็นชัยชนะของคนเสื้อแดง และการยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดง รัฐบาลก็ไม่ควรนำเอาไปชัยชนะเช่นเดียวกัน
“นปช.ขอน้อมคารวะ กราบขออภัย และขอความเห็นใจว่า ถ้าหากไม่ถูกกดขี่จนเกินทน ถ้าหากไม่ไร้ความยุติธรรมจนรับไม่ได้ ถ้าหากบ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย เราก็ไม่ออกมาต่อสู้ การต่อสู้นี้ หากได้รับความสำเร็จ ก็จะเป็นความสำเร็จร่วมกันของ ปชช.ทั้ง ปท.และขอมอบความสำเร็จนี้เป็นการคารวะแด่พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเช่นเดียวกัน” นายณัฐวุฒิกล่าวถึงประชาชนเจ้าของธุรกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในตอนท้าย
ด้านนายจตุพรกล่าวว่า นายอภิสิทธิ์จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตาย 21 คดี และข้อหาพยายามฆ่าร่วม 1,000 กว่าคดี คดีที่มีโทษจำคุกเกินกว่า 3 ปีตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ต้องออกหมายเรียก แต่สามารถขออนุมัติศาลเพื่อออกหมายจับได้ทันที ถ้านายสุเทพผู้ต้องหาคดีฆ่าคนตายไปมอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถ้าตำรวจไม่ให้การประกันตัว ขังนายสุเทพ ก็ไม่ต้องให้ประกันตัวกับแกนนำเช่นเดียวกัน
"วันที่ 21 พ.ค. อีกไม่กี่วันข้างหน้า สภาปิดสมัยประชุม นายอภิสิทธิ์ก็นัดหมายกับผมเลยว่า นายอภิสิทธิ์จะไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ข้อหาสั่งฆ่าประชาชนวันไหน ผมก็จะไปมอบตัวคดีก่อการร้ายในวันนั้น ถ้าไม่ให้ประกันตัวนายอภิสิทธิ ก็ไม่ต้องให้ประกันตัวกับผม เท่าเทียมกัน" แกนนำ นปช.กล่าว
โฆษกสำนักนายกฯ เผย ‘สุเทพ’ ยอมรับข้อกล่าวหา สั่งสลายเสื้อแดง
ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ รายงานว่า เมื่อเวลา 18.30 น. วันเดียวกัน ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ว่า ประเด็นการดำเนินคดีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยที่ประชุมรับทราบถึงการกล่าวหานายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือกันแล้ว
โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า รองนายกรัฐมนตรีตัดสินใจที่จะไปพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ในช่วงบ่ายของวันที่ 11 พ.ค.นี้ ตามคำร้องทุกข์กล่าวโทษ ส่วนกรณีนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องผ่านขั้นตอนทางรัฐสภาก่อน ทั้งนี้การตัดสินใจเป็นไปตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่ นปช.จะแถลงเรียกร้องให้นายสุเทพเข้ามอบตัว
‘นายธาริต’ ชี้ ‘สุเทพ’ รายงานตัว ปล่อยได้ไม่ต้องมีประกัน
คมชัดลึก รายงาน ด้านนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึงกรณี นายสุเทพจะเข้ามอบตัวกับดีเอสไอว่า ได้รับการประสานว่า นายสุเทพจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาในช่วงเช้า เวลา 08.30 น. ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแจ้งข้อกล่าวหา จากนั้นเจ้าหน้าที่จะบันทึกถ้อยคำของนายสุเทพ เบื้องต้น ก่อนปล่อยตัวไป สาเหตุที่ไม่ต้องมีการประกันตัว เนื่องจากนายสุเทพไม่ได้ถูกควบคุมตนคิดว่าเป็นสิ่งที่น่ายินดี เพราะทุกอย่างจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณี ส.ส.พรรคเพื่อไทย ไม่วางใจดีเอสไอ เพราะนายธาริต เป็นกรรมการ ศอฉ.นายธาริต กล่าวว่า ถ้าไม่มอบตัวกับดีเอสไอแล้วจะไปมอบกับใคร เพราะเรื่องถูกโอนมายังดีเอสไอหมดแล้ว
นายธาริต กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีของนายกรัฐมนตรี ยังไม่ได้รับการประสาน แต่ตามกฎหมายต้องมีหนังสือจากสภาผู้แทนราษฎร เพราะอยู่ระหว่างสมัยประชุมสภา ทั้งนี้หากนายรัฐมนตรีเดินทางมา ดีเอสไอก็พร้อมแจ้งข้อกล่าวหา
‘ณัฐวุฒิ’ ชี้ ‘สุเทพ’ รายงานตัวดีเอสไอ เป็นการเล่นเกมการเมือง ไม่มีความสง่างาม
ขณะที่ข่าวสดรายงานว่า นายณัฐวุฒิ ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังนายปณิธานระบุ นายสุเทพจะไปรับทราบข้อกล่าวหาต่อดีเอสไอ วันที่ 11 พ.ค.ว่า การอ้างว่าจะเข้ารับทราบข้อกล่าวหาของนายสุเทพ ต่อดีเอสไอไม่มีความสง่างาม เพราะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เป็น 1 ในกรรมการ ศอฉ.ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หากคดีนี้ดำเนินต่อไป นายธาริต ในฐานะ 1 ในกรรมการ ศอฉ.ก็ต้องถูกดำเนินคดีด้วย จึงขอเรียกร้องว่าขอให้ดำเนินการอย่างสง่างามมีมาตรฐานเท่ากัน เพราะคดีสั่งฆ่าประชาชนนี้มีการไปร้องเรียนที่ดีเอสไอและตำรวจหลายคดี แต่ก็ดองเรื่องเอาไว้ จนเมื่อ นปช. แถลงมติในเรื่องนี้ นายสุเทพกลับเอามาใช้เป็นเกมการเมืองเพื่อผลประโยชน์
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าขอเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีคนไปแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ให้ลงมาทำคดีนี้ด้วยการออกหมายเรียกให้นายสุเทพมารายงานตัวและรับทราบข้อกล่าวหา
“ขอเพียงนายสุเทพประกาศจะไป นปช.ก็พร้อมจะยุติการชุมนุมทันทีเช่นกัน เรื่องแค่นี้อย่ามาตีกินหรือค้ากำไรเกินควรเลย เพราะเรายังมีเรื่องใหญ่ที่ต้องทำมากกว่านี้อีก” นายณัฐวุฒิกล่าว
นปช.พร้อมยุติการชุมนุม-แกนนำมอบตัวทันที
นายณัฐวุฒิกล่าวว่า หากนายสุเทพไปรับทราบข้อกล่าวหากับตำรวจ ทางกลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะยกเลิกการชุมนุม แต่หากมีการบิดพลิ้ว คนเสื้อแดงจะกลับมา ซึ่งแผนการสร้างความปรองดองนั้น ทาง นปช.ยืนยันว่ามีการดำเนินการมากกว่าแนวทางที่รัฐบาลเสนอมา
ส่วนกำหนดการเดิมที่แกนนำจะเดินทางไปมอบตัวในวันที่ 15 พ.ค.นี้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าเรื่องทั้งหมดจบก่อนวันที่ 15 พ.ค. หมายถึงนายสุเทพ มอบตัวก่อนนั้น ก็พร้อมจะยุติการชุมนุม แล้วไปมอบตัวทันที ถ้าเรียบร้อยในวันที่ 12 พ.ค.หรือ 13 พ.ค.ก็ไปวันนั้นเลย แต่หากยังไม่เรียบร้อยก็จะไม่ไปมอบตัวและไม่ยุติการชุมนุม แม้จะถึงวันนัดในวันที่ 15 พ.ค.ก็ตาม
เมื่อถามว่าเหตุใดในการแถลงจุดยืน ของนปช. จึงไม่มีนายวีระ เข้าร่วม และยังมีกระแสข่าวว่านายวีระ เดินทางออกจากที่ชุมนุมเพื่อไปเจรจากับคนบางกลุ่ม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีการไปเจรจาอะไร เพียงแต่นายวีระ อาจอ่อนเพลีย เนื่องจากชุมนุมกันมาเกือบ 2 เดือนแล้ว และอาจมีธุระอะไรบ้าง แต่ช่วงค่ำๆ ก็จะมาที่เวที
‘จตุพร’ จวก ‘สุเทพเทือก’ หลอกต้มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ
มติชนออนไลน์ ระบุเมื่อ เวลา 22.00 น. วันเดียวกัน นายจตุพร พรหมพันธุ์ ปราศรัยว่า กรณีนายสุเทพจะไปพบอธิบดีดีเอสไอวันที่ 11 พฤษภาคม ถือเป็นการหลอกต้มคนเสื้อแดงทั่วประเทศ เนื่องจากคดีสั่งฆ่าประชาชนนั้นยังไม่มีการรับเป็นคดีพิเศษ การไปของนายสุเทพจึงเป็นการไปนั่งกินกาแฟกับนายธาริตมากกว่า นายสุเทพต้องไปมอบตัวต่อตำรวจกองปราบปรามสถานเดียว
กร้าวไม่เลิกม็อบเด็ดขาด ถ้าไม่ดำเนินคดี ‘มาร์ค-สุเทพ’ สั่งสลายม็อบ
ก่อนหน้านี้ เวลา 15.30 น. ที่บริเวณด้านหลังเวทีชุมนุม ระหว่างที่แกนนำ นปช.ประชุมเพื่อหาข้อสรุป นายจตุพร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ว่าผลการประชุมของแกนนำจะออกมาอย่างไร แผนปรองดองจะมีหน้าตาเป็นเช่นไร แต่โดยส่วนตัวมีความเห็นชัดแจนว่า หากวันนี้ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ไม่ถูกดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตาย 21 คดี เท่ากับจำนวนผู้ชุมนุมตายเมื่อวันที่ 10 เม.ย.และข้อหาพยายามฆ่าอีก 1 พันกว่าคดี เท่ากับจำนวนผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บ ตนยืนยันว่าจะต่อสู้ต่อไป การชุมนุมจะไม่ยุติ และตนจะไม่เดินออกไปจากเวทีชุมนุมอย่างแน่นอน เพราะถือว่าไม่รับผิดชอบ เพราะมองว่าเรื่องนี้มีความสำคัญมาก
“ขณะนี้รัฐบาลพยายามพูดเรื่องการปรองดอง และมีการระบุถึงวันเลือกตั้งใหม่ แต่ตนมองว่า เป็นเพียงการพูดเพื่อให้ภาพสวยงาม แต่ในทางตรงกันข้าม มีความพยายามที่จะกดดันผู้ชุมนุมเสื้อแดงอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเอาตัวผู้ชุมนุมไปสอบสวนโดยใช้วิธีการป่าเถื่อน เช่น เอาไฟฟ้าชอร์ต ซ้อม จับกดน้ำ และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา มีการออกหมายจับแกนนำที่ต่างจังหวัด ในขณะที่แกนนำในส่วนกลางก็ถูกตั้งข้อหาคดีก่อการร้าย ล้มเจ้า แต่ในส่วนเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.ที่มีการสั่งสลายการชุมนุม กลับไม่เคยมีใครพูดถึงความรับผิดชอบส่วนนี้” นายจตุพรกล่าว
“ผมยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่จบแน่นอน ใครจะจบก็จบไป แต่ถ้านายสุเทพและนายอภิสิทธิ์ไม่ถูกดำเนินคดี ผมจะสู้ต่อไปแน่นอน ซึ่งนอกเหนือจากนายสุเทพและนายอภิสิทธิ์แล้ว ในส่วนของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขานายกรัฐมนตรี และนายธาริต เพ็งดิษ์ ผู้อำนวยการดีเอสไอ ก็ต้องถูกดำเนินคดีในฐานะผู้มีส่วนร่วมด้วย โดยเฉพาะนายกอร์ปศักดิ์ ที่ระบุว่า สามารถสั่งให้ทหารหยุดยิงได้ภายใน 5 วินาที หมายความว่า สามารถสั่งให้ทหารใช้กำลังได้เช่นกัน” นายจตุพรกล่าว
บชน.-ดีเอสไอ วางแนวทางรับตัวแกนนำ นปช.สู้คดี
ส่วนกรุงเทพธุรกิจ พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับแนวทางการเตรียมความพร้อมหากกลุ่มแนวร่วม ประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ยุติการชุมนุม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม และถ้าแกนนำนปช.เข้ามอบตัว จะต้องดำเนินการเช่นใดบ้าง เนื่องจากแต่ละคนมีคดีความแตกต่างกัน ทั้งคดีตามผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และความผิดตามคดีอาญาหลายข้อกล่าวหา ซึ่งบางคนต้องถูกแจ้งข้อกล่าวหาทั้ง 2 กรณี
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากผู้ต้องหาไม่เข้ามอบตัวจะทำอย่างไร พล.ต.ต.อำนวย กล่าวว่า ตำรวจเคร่งครัดในการบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่านมาได้พยายามจับกุมหลายครั้ง แต่ผู้ต้องหาหลบหนีไปได้ ส่วนกรณีที่หากดำเนินการจับกุมตัวแล้วจะมีการให้ประกันตัวหรือไม่นั้น เป็นอำนาจของศาลในการพิจารณาและยังต้องขึ้นอยู่กับการประกาศยกเลิกพรก.ฉุก เฉินอีกด้วย ทั้งนี้หากแกนนำนปช.เข้ามอบตัวที่ไหน ตำรวจก็พร้อมรับมอบตัวทุกสถานที่ และจะนำตัวไปควบคุมยังสถานที่เตรียมไว้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง 6 แห่ง
นายธาริต กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยนำญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายการชุมนุม 10 เม.ย. เข้าร้องเรียน พร้อมกล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รวมทั้งกรรมการศอฉ.ทุกคน เกี่ยวกับความไม่ชอบในการสั่งสลายการชุมนุมนั้น ยืนยันว่าจะมีดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน จะไม่มีการเก็บหรือดองเรื่องแม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะเป็นผู้บริหารระดับสูง
สำหรับคดีกล่าวโทษนายกฯ กับสถานีตำรวจต่างๆ นั้น สำนวนที่สอบปากคำผู้เสียหายเสร็จสิ้นแล้ว ตำรวจได้ส่งสำนวนคดีให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เนื่องจากเป็นความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามมาตรา 157 ส่วนคดีที่ยังค้างอยูที่กองบังคับการตำรวจปราบปรามจะโอนมารวมที่ดีเอสไอทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวถามถึงการควบคุมตัวนายเมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วม นปช. นายธาริต กล่าวว่า ยังมีความจำเป็นต้องควบคุมตัวนายเมธีต่อไป เนื่องจากถือเป็นผู้ต้องหาที่มีอาวุธร้ายแรงอยู่ในการครอบครอง ตลอดจนมีประเด็นที่ต้องสอบสวนเพื่อขยายผลอีกหลายประเด็น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากรัฐบาลยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะดำเนินการอย่างไรกับคดีก่อการร้าย นายธาริต กล่าวว่า หากมีการยกเลิกประกาศภาวะฉุกเฉินดีเอสไอก็ไม่สามารถจับกุมหรือแจ้งข้อหาก่อ การร้ายแก่ผู้ต้องหาทั้ง 9 คนได้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งให้ดีเอสไออำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่ม เติมหลังการจับกุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ที่มา.ประชาไท
********************************************************
วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553
ออกลายมาเลย..ออกลายให้เห็น

ออกลายมาเลย..ออกลายให้เห็น
“คุณภาพ” ยังคงเต็มร้อยแน่นเอี๊ยด ไม่ลดดีกรีการ “แถ” สับปลับ ลิ้นหลายแฉก ตามประสาคน “ปากเหม็น”???“มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดประเด็น ก่อหวอด ต่อยอด เพื่อพังนั่งร้าน “โรดแมป” ปรองดองแห่งชาติ ที่ตัวเองสรรสร้าง “วิมานกลางอากาศ” ให้พังครืนรายชั่วโมงโยกโย้! ยึกยัก! ยอกแยก!....แหกตาจนคน เขาพากันสาปส่งอยู่ๆ ก็ “เม็คเรื่อง” ว่า “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” และ “เสธ.แดง” พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ทะลุกลางแจ้ง ขึ้นมาขัดลำกล้อง ขวาง “โรปแมปปรองดอง”...จับกระแสได้ ล้วนเป็นความ “อ้อล้อ” เสกสรรปั้นวาจา ของ “นายอภิสิทธิ์” ทั้งเพ....พอจับได้ไล่ทัน ก็ปรู๊ดปร๊าด ฟาดงวงฟาดงาไปโน้น หาก “เดินสาย” ไปหาเสียงต่างจังหวัดแล้ว “ม็อบแดง” ต้าน ..จะยุติ “การยุบสภาฯ” และ เลือกตั้งในวันที่ “๑๔ พฤศจิกายน” ทันที!!!“โรดแมป” ที่ท่านผุด....ดูแล้วเป็นคำพูด?...สุดจอมปลอมสิ้นดี???
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ใช้ ‘บริการมาร์ค’ แล้ว..ไม่ประทับใจ
“โค่นแดง-แทงทักษิณไม่อยู่”.......ในเมื่อ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ล้างบาง เก็บกวาด เช็ดถู กลุ่มคนกลุ่มนี้ไม่ได้ แล้วจะเก็บ “เหงียนมาร์ค” เอาไว้ทำพันธุ์ กันทำไม??ในที่สุด นักการเมืองรุ่นพระเจ้าเหา “นายหัวชวน หลีกภัย” อดีตนายกรัฐมนตรี ๒ สมัย...โอกาสเป็น “เชนคัมแบ็ก” เดินตัวลิ่ว เจี๊ยะเต้ เปิบ หม่ำ ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรีรอบ ๓” ก็อยู่ใกล้แค่รักแร้เอื้อมเชื่อว่า ถ้า “ชวน” คุมทำเนียบ..ใครไม่กล้าเหยียบ “กลุ่มอำมาตย์” ให้เสื่อมอีกอย่าง “ชวน” เป็นผนังทองแดง กำแพงเหล็ก ที่เอาตัวเข้าไถ เอาไหล่เข้าถู ในการปกป้อง “กลุ่มอำมาตย์” อย่างไม่คิดชีวิต... เป็นเอกลักษณ์แห่งเอกบุรุษ ที่ “กลุ่มอำมาตย์” ต้องการเชิด ต้องการชัก เป็นอันมากส์!!!“ชวน” เป็นพวกถวายหัว.....เดินหน้าเชียร์ “อำมาตย์” โดยไม่กลัว?..ชนิดหาตัว จับยากส์??
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ถ้า ‘แดง’ ก้าวไปถึงดวงดาว!!!
คนที่ได้โควตา สัมปทาน กรรมสิทธิ์ เป็น “นายกรัฐมนตรี” คงไม่พ้นบั่นก้นงามๆ “อ๋อย” จาตุรนต์ ฉายแสง นักประชาธิปไตย มือเก๋าส์???เข้าทั้งฟ้า เข้าทั้งดิน ได้แนบแน่น เป็นทองแผ่นเดียวกัน ..ไม่เป็นแผ่นเดียวตกร่อง ให้รำคาญ แก่มิตรรักแฟนเพลงคอการเมือง อีกด้วย“ลุงนันต์” อนันต์ ฉายแสง ผู้เป็นบิดาหัวคิด....ก็เป็น “มือประสานสิบทิศ” เป็นตัวช่วยมหาประชามวลชน “อีสานและเหนือ” ซึ่งเป็นหัวใจหลัก ในการคอนโทรล ส.ส.ให้อยู่ในมือ..ก็ได้เพื่อนรักเพื่อนเลิฟ ที่เข้าไปอยู่ในพรรครุ่นเดียวกัน “อดิศร เพียงเกษ” เป็นทัพหลวงหนุนเต็มที่!..โดยมี “ปลอดประสพ สุรัสวดี” ญาติสนิท.... “ท่านผู้หญิงวิริยา ชวกุล” เป็นแบ็ก ทั้งหนุน ทั้งดัน!!!“พาทัวร์”เดินสายพบผู้ใหญ่......ทุกคนโอเค รับ “จาตุรนต์”ได้...โดยมั่นใจ “ไทย”จะพ้นวิกฤติ “ทางตัน”????
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
‘เสียของ’ ไร้ประโยชน์ ซะจริง!
ลุล่วง การแหวก แหกด่านม่านประเพณี เข้ามาเป็น “รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ” ของ “สามสี ภูเขาทอง” ไตรงค์ สุวรรณคีรี ..เข้าไปเดือนที่ ๖-๗ แล้ว “ภาพ” การทำงาน มีแต่กระรุ่งกระริ่ง???ผลงานนิ่ง! เป็นพวก “ลิงกระแห” ไม่บรรลุความสำเร็จ แม้เรื่องเดียว!....ยิ่งกว่านั้น เป็นมือเศรษฐกิจ มือเศรษฐศาสตร์ แบบ “หลงยุค” ตกรุ่น ตกเทรน หมดอนาคต ทางความคิดเห็นผลงานแล้วน่าห่วง...เป็นตัวถ่วง “รัฐบาลอภิสิทธิ์”ประสานเสียง ก็เป็นคนละโน้ต คนละคีย์ กับ “พรรคร่วมรัฐบาล” ที่คุมด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น “เจ๊วา” พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์, “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” รมว.อุตสาหกรรม...กระทั่ง ขุนคลังกรณ์ จาติกวณิช” และ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่เป็นคนพรรคเดียวกัน ยังสื่อความหมาย เข้ากันไม่ได้!!!“ท่านไตรรงค์ สุวรรณคีรี”.....กลายเป็น “มิสเตอร์ยี้”?...ที่รังเกลียดของคนทั่วไป??
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ไม่ใช่ ‘ตะเกียง’ ที่ไร้แสง!!!
มิเช่นนั้นหรือ?... จะทำ “ตัวเว่อร์” เกินมาตรฐานเช่นนี้...สำหรับ “พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล” ผู้มีนิคเนมว่า “เสธ.แดง”???สวนหมัด “ชกข้ามรุ่น” ทั้ง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”“พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์” ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ก็ตีรวน กันอย่างไม่ลดละแม้แต่คนสีเดียวกัน “วีระ มุสิกพงศ์”, “จตุพร พรหมพันธ์”, “ณัฐวุฒิ ใสเกื้อ” ยังหักงวงไอยรา ฟาดหางจระเข้ บาทาลูกพักตร์ กวางเหลียวหลัง ...ล้วนโดน “เสธ.แดง” ถล่มด้วยแม่ไม้มวยไทย อย่างไม่ไว้หน้าเสร็จสรรพ!!!ถ้า “แบ็ก” ไม่แข็ง.......คนหนุนไม่แกร่ง?.... “เสธ.แดง” ม้วนเสื่อไปนาน แล้วล่ะครับ??
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
********************************************************
กระหายเลือด

ต้องดูท่าทีกันไป..ทันทีที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤศจิกา พร้อม เสนอ แนวทาง “ปรองดอง” และ “โรดแมป 5 ข้อ” ขึ้นมา
ซึ่งยังไม่รู้ว่ามันคือ “ยาพิษ”หรือ “น้ำผึ้ง”!!เป็นการปรุงยาขนานนี้ขึ้นมาเพื่อให้ นปช. และ “คนเสื้อแดง” นำไปเขี่ยๆ ดูว่า เมื่อหยิบเอามา กิน ดม ถู ทา แล้วจะ
พอเห็นลู่ทางเกิดสัมพันธ์ภาพกันได้หรือไม่??แน่นอน..เพราะ “ยาทุกขนาน” ที่ส่งออกมาจาก “รัฐบาลอภิสิทธิ์” แล้วหยิบยื่นให้ นปช.มันน่าจะเป็น “ยาพิษ” ซะมากกว่า “ยาถอนพิษ”!!จะให้ “คนเสื้อแดง” ยกซดอย่างกระหาย.. แล้ว “ยื่นมือออกมา” ให้จูงไปง่ายๆ น่ะ..มันไม่ใช่อยู่แล้วเพราะอะไร..ทุกคนต่างก็รู้กันอยู่แก่ใจ!!ไม่ว่าจะเป็น ลับ ลวง พราง /ลุย ถอน ราก /กระชาก ลงคู/ อย่าอยู่เลยพวกมึง/ดึงให้เป็นผู้ก่อการร้าย/ทำลายสถาบัน ฯลฯสิ่งต่างๆ เหล่านี้ อภิสิทธิ์ และ สุ
เทพ เทือกสุบรรณ หยิบยื่นมาให้ตลอดระยะเวลาที่ “คนเสื้อแดง” ฮันนีมูน อยู่ที่ ราชประสงค์ล่อยามาทุกขนานจนอิ่มแป้กลายเป็น “คนดื้อยา” ไปแล้ว??ดังนั้นแผน “โรดแมป” จึงทำได้แค่ ให้ “คนเสื้อแดง” หันมาเมียงมองเท่านั้นแต่ “พันธมิตร” น่ะซี!..กลับยกขึ้นมาซดเอง โฮก โฮก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องจากนั้นก็ด่า “อภิสิทธิ์” ว่า “ไอ้เฮงซวย” เพราะตั้งแต่ต้นปีไล่ดะมาจนถึงขณะนี้ “หล่อฮังก๊วย” ไม่ได้รับสิ่ง “เฮง” เลย.. มีแต่ “ซวย” ส่งมาให้ล้วนๆเริ่มจาก..มีก้อนขี้
ขว้างบ้าน ต้องหลบนอนในกรมทหาร และ ที่สำคัญ หนังเรื่อง “ทรราชรุ่นกระเตาะ”กำลังจะเตรียมลงโปรแกรมในเร็วๆ นี้อีกตระหากเท่านั้นยังไม่พอ พล.ตรี.จำลอง ศรีเมือง ลืมตัวดันสวมวิญญาณ ผบ.ทบ.สั่งทหารโดยพละการว่า สลายม็อบมันเลย ฆ่ามันเลย!!แทนที่จะสั่งฆ่า “อภิสิทธิ์” เพราะโกรธ “อภิสิทธิ์” แต่ดันสั่งทหารให้ไปฆ่าประชาชนคนเสื้อแดง...ไม่น่าเชื่อ “ผู้ทรงศีล” ในสายตาชาวบ้าน..แท้จริงคือ “ผู้กระหายเลือด” ตัวจริง..อามิตพุทธ!!
คอลัมน์.ก็โลกมันเบี้ยวหนุ่ม ชิงชัย
ที่มา.บางกอกทูเดย์
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
นายกฯ ของคนไทย
“ความเห็นพ้องต้องกันของกลุ่มคนส่วนใหญ่ คือ ยังต้องการระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข...ดัชนี้บ่งชี้ว่าเราเป็นเพลสเตตหรือไม่ มันชี้ชัดว่าเราไม่ใช่ เราไม่ได้เป็นเพลสเตต เราเป็นเพลโกเวิร์นเมนท์เป็นรัฐบาลที่ล้มเหลว ไม่สามารถดูแลสถานการณ์ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาได้ดีเท่าที่ควร”
คือ คำให้สัมภาษณ์ของ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่บอกอะไรหลายอย่างจากความคิดของคนในพรรคเดียวกัน จากนายกฯ เล็กพูดถึงนายกฯ ใหญ่ ของการทำงานในการบริหารประเทศ
เป็นการพูดแบบตรงไปตรงมาชัดเจน ท่ามกลางการเมือง วิปริต อาเพศของประชาธิปไตยประเทศไทย และท้าทายให้เกิดความรู้สึกกับคนทั่วไป ที่มีเพียงไม่กี่คนสามารถจะพูดความจริงแบบนี้ได้ อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เพื่อการมองประเทศที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนและเข้าข้างในฐานะที่อยู่พรรคเดียวกัน
คำพูดอย่างนี้จะมีประโยชน์และเป็นกระจกส่องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดูโดยไม่หลอกตัวเอง และจมปลักอยู่กับอำนาจและการอุ้มชูของคนรอบข้าง เพื่อทบทวนตัวเองเฉกเช่นเดียวกันความคิดความเห็นของนักวิชาการอย่าง สมชาย ปรีชาศิลปะกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรื่อง “นิติรัฐที่ไว้นิติธรรม” ใน นสพ.มติชน ฉบับ 10 พ.ค. 53 ในหน้า 6 ที่บอกว่าแม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังเห็นได้ชัดว่า มีการเลือกบังคับใช้กฎหมายเฉพาะกับ
บุคคลที่ยืนอยู่คนละข้างฝ่ายกับอำนาจรัฐ แต่หากเป็นการกระทำของบุคคลที่สนับสนุนรัฐบาล หรือต่อต้านผู้ชุมนุม ก็จะไม่มีการนำกฎหมายมาบังคับใช้ เช่น เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การชุมนุมไม่ว่าของบุคคลใดหรือมีจุดยืนทางการเมืองแบบใดก็ล้วนเห็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งสิ้นความหมายของการนำนิติรัฐกลับมาสู่สังคมไทย ซึ่งมิใช่จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้น หากยังต้องตระหนักถึง นิติธรรมว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดหายไปได้ถ้ามีเพียงบังคับใช้
กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า นิติธรรม ดำรงอยู่ก็อาจทำให้เป็นได้ชัดเจนว่า ทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่ได้มุ่งหวังจะนำสันติสุข กลับคือมาแต่อย่างใดทั้งหมดเป็นเรื่องที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนัก ต้องคิด และต้องแสดงให้ผู้คนทั่วไปเห็นความจริงใจมากกว่าสิ่งที่พูดผ่านปากออกมานายกรัฐมนตรีที่คนไทยจะยอมรับนับถือได้ต้องสง่างามกว่าที่ท่านเป็นอยู่ครับ
คอลัมน์ ปัญหาโลกแตกมดคันไฟ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
..............................................................
คือ คำให้สัมภาษณ์ของ มรว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งมาจากพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเดียวกับนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นคำให้สัมภาษณ์ที่บอกอะไรหลายอย่างจากความคิดของคนในพรรคเดียวกัน จากนายกฯ เล็กพูดถึงนายกฯ ใหญ่ ของการทำงานในการบริหารประเทศ
เป็นการพูดแบบตรงไปตรงมาชัดเจน ท่ามกลางการเมือง วิปริต อาเพศของประชาธิปไตยประเทศไทย และท้าทายให้เกิดความรู้สึกกับคนทั่วไป ที่มีเพียงไม่กี่คนสามารถจะพูดความจริงแบบนี้ได้ อย่างตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม เพื่อการมองประเทศที่ถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนและเข้าข้างในฐานะที่อยู่พรรคเดียวกัน
คำพูดอย่างนี้จะมีประโยชน์และเป็นกระจกส่องให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ดูโดยไม่หลอกตัวเอง และจมปลักอยู่กับอำนาจและการอุ้มชูของคนรอบข้าง เพื่อทบทวนตัวเองเฉกเช่นเดียวกันความคิดความเห็นของนักวิชาการอย่าง สมชาย ปรีชาศิลปะกุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรื่อง “นิติรัฐที่ไว้นิติธรรม” ใน นสพ.มติชน ฉบับ 10 พ.ค. 53 ในหน้า 6 ที่บอกว่าแม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังเห็นได้ชัดว่า มีการเลือกบังคับใช้กฎหมายเฉพาะกับ
บุคคลที่ยืนอยู่คนละข้างฝ่ายกับอำนาจรัฐ แต่หากเป็นการกระทำของบุคคลที่สนับสนุนรัฐบาล หรือต่อต้านผู้ชุมนุม ก็จะไม่มีการนำกฎหมายมาบังคับใช้ เช่น เมื่อมีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน การชุมนุมไม่ว่าของบุคคลใดหรือมีจุดยืนทางการเมืองแบบใดก็ล้วนเห็นสิ่งผิดกฎหมายทั้งสิ้นความหมายของการนำนิติรัฐกลับมาสู่สังคมไทย ซึ่งมิใช่จะมุ่งบังคับใช้กฎหมายกับกลุ่มผู้ชุมนุมเท่านั้น หากยังต้องตระหนักถึง นิติธรรมว่าเป็นสิ่งที่ไม่อาจขาดหายไปได้ถ้ามีเพียงบังคับใช้
กฎหมายอย่างจริงจัง แต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า นิติธรรม ดำรงอยู่ก็อาจทำให้เป็นได้ชัดเจนว่า ทั้งหมดเป็นเพียงข้อกล่าวอ้างเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไป โดยไม่ได้มุ่งหวังจะนำสันติสุข กลับคือมาแต่อย่างใดทั้งหมดเป็นเรื่องที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ต้องตระหนัก ต้องคิด และต้องแสดงให้ผู้คนทั่วไปเห็นความจริงใจมากกว่าสิ่งที่พูดผ่านปากออกมานายกรัฐมนตรีที่คนไทยจะยอมรับนับถือได้ต้องสง่างามกว่าที่ท่านเป็นอยู่ครับ
คอลัมน์ ปัญหาโลกแตกมดคันไฟ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
..............................................................
“ผู้ไม่หวังดี”
-บางกอก Gossip ฉบับวันอังคารที่ 11 พฤษภาคม 2553 วันที่ “เพชรฉกรรจ์” ตั้งความหวังไว้มากว่า...บ้านเมืองจะกลับสู่ “ภาวะปรกติ” แม้จะมีเหตุการณ์ไม่สงบอยู่บ้างที่เกิดจาก “ผู้ไม่หวังดี” ที่จะเห็นความปรองดอง...ภาวนาให้รัฐบาลโดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี และแกนนำ นปช.โดยเฉพาะ “วีระ มุสิกพงศ์” หนักแน่นเข้าไว้...และตั้งเป้าที่ประโยชน์และความสงบสุขของบ้านเมืองเป็นหลักก่อนอย่างอื่น...ทำเป็นไม่ได้ยิน “เสียงนกเสียงกา” บ้างก็ได้ ไม่เห็นจะลำบากตรงไหน?!…
-ขณะเดียวกันนายกฯ ต้องปรามบรรดา “โฆษกฯ”ทั้งหลาย ทั้งโฆษกประจำตัว “เทพไท เสนพงศ์” สนุกนักใช่มั๊ยกับการตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็น รัฐมนตรีกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ ประชดประชันไม่ได้หยุดในบรรยากาศปรองดอง ขณะเดียวกัน ศอฉ.ศูนย์อำนวยการฉอดๆ ที่มี “ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ฉอดเป็นหลัก ดูจะเงียบลงไป ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี...แต่ตัวนายกฯ เองก็ต้อง “ไม่ท้าทาย” หรือ “ขีดเส้นตาย” อย่างที่พูดใน รายการเชื่อมั่นประเทศไทย เมื่อวันอาทิตย์ เพราะไม่ทำให้บรรยากาศดีขึ้นเลย!…
-ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ต้อง “แยกแยะให้ชัด” การชุมนุมที่ผิดกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินก็ว่ากันไป...แต่อย่าไปเหมารวมว่าทุกคนเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ทั้ง วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และอีกหลายคนที่ปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงและยึด “หลักสันติ” มาโดยตลอด คนพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย “ไม่ได้หรอก” ต้องหาตัวคนก่อความรุนแรงให้ได้ แล้วดำเนินการตามกฎหมาย...
-ถ้ากองกำลังของรัฐบาล “ไม่ขน” อาวุธยุทโธปกรณ์ เข้ามาห้ำหั่นผู้ชุมนุมเมื่อ วันที่ 10 เมษายน การบาดเจ็บล้มตายของทหารหลายคนคงไม่เกิดขึ้น...ดู “ประเทศกรีซ” เป็นตัวอย่างก็ได้ ประชาชนหลายแสนออกมาประท้วง “มาตรการรัดเข็มขัด” ของรัฐบาลตามกฎเหล็กของ “ไอเอ็มเอฟ” รัฐบาลกรีซทำเพียงแค่เอา กำลังตำรวจ พร้อม แก๊สน้ำตา เท่านั้นมา “สลายการชุมนุม” ไม่มีทหาร ไม่มีรถหุ้มเกราะ ไม่มีปืนเอ็ม 16 หรือ ปืนทราโวล จึงไม่มีความเสียหายร้ายแรงเหมือนประเทศไทย...
-สำหรับประเทศไทย...ถ้า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำเหมือนกรีซ แล้วยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ก็ไม่สมควรอยู่เป็นนายกรัฐมนตรี...จะ ลาออก หรือ ยุบสภาฯ ก็ทำซะ ไม่ควรมานั่งรับผิดชอบบ้านเมืองอีกต่อไป...ให้คนอื่นที่ “มีฝีมือ” มาทำแทนเถอะ แค่นี้ประเทศก็ “บอบช้ำ” มากแล้ว...อย่า “อ้างความชอบธรรม” ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการเป็นพรรคการเมือง “เสียงข้างน้อย” เหมือนอังกฤษที่กำลังฟอร์มรัฐบาลจากการที่ไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นอันขาด...เพราะที่อังกฤษ “ไม่มีทหาร” หรือ “อำมาตย์ทะลึ่ง” เหมือนประเทศไทย เลือกตั้งเสร็จเขาตั้งรัฐบาลกันเองได้ ไม่ต้องให้ใครมา ส.ใส่เกือก ถ้าไม่สำเร็จเดี๋ยวเขาก็ “ยุบสภา” ให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ได้!...
-สุดท้าย โลกกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล้มทางเศรษฐกิจอีกครั้งจากผล “วิกฤติโอลิมปิก” ในกรีซ บทเรียนที่กรีซใช้ “เงินยูโร” ที่ไม่สามารถลดค่าเงินเหมือนใช้เงินตัวเองได้ กำลังทำให้ทั้ง สเปน โปรตุเกส และ อิตาลี ที่ถือพันธบัตรกรีซไว้มหาศาลจะเป็น “โดมิโน่ล้มตาม” ติดตามหาอ่านการวิเคราะห์ของ “ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามากูร” ได้ตามสื่อทั่วไป เพราะเป็นเรื่องน่าสนใจมาก...สวัสดี!
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบเพชรฉกรรจ์
บางกอกทูเดย์
............................................................
-ขณะเดียวกันนายกฯ ต้องปรามบรรดา “โฆษกฯ”ทั้งหลาย ทั้งโฆษกประจำตัว “เทพไท เสนพงศ์” สนุกนักใช่มั๊ยกับการตั้งแกนนำเสื้อแดงเป็น รัฐมนตรีกระทรวงโน้นกระทรวงนี้ ประชดประชันไม่ได้หยุดในบรรยากาศปรองดอง ขณะเดียวกัน ศอฉ.ศูนย์อำนวยการฉอดๆ ที่มี “ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ฉอดเป็นหลัก ดูจะเงียบลงไป ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดี...แต่ตัวนายกฯ เองก็ต้อง “ไม่ท้าทาย” หรือ “ขีดเส้นตาย” อย่างที่พูดใน รายการเชื่อมั่นประเทศไทย เมื่อวันอาทิตย์ เพราะไม่ทำให้บรรยากาศดีขึ้นเลย!…
-ข้อกล่าวหาต่างๆ ก็ต้อง “แยกแยะให้ชัด” การชุมนุมที่ผิดกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินก็ว่ากันไป...แต่อย่าไปเหมารวมว่าทุกคนเป็น “ผู้ก่อการร้าย” ทั้ง วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และอีกหลายคนที่ปราศรัยบนเวทีเสื้อแดงและยึด “หลักสันติ” มาโดยตลอด คนพวกนี้เป็นผู้ก่อการร้าย “ไม่ได้หรอก” ต้องหาตัวคนก่อความรุนแรงให้ได้ แล้วดำเนินการตามกฎหมาย...
-ถ้ากองกำลังของรัฐบาล “ไม่ขน” อาวุธยุทโธปกรณ์ เข้ามาห้ำหั่นผู้ชุมนุมเมื่อ วันที่ 10 เมษายน การบาดเจ็บล้มตายของทหารหลายคนคงไม่เกิดขึ้น...ดู “ประเทศกรีซ” เป็นตัวอย่างก็ได้ ประชาชนหลายแสนออกมาประท้วง “มาตรการรัดเข็มขัด” ของรัฐบาลตามกฎเหล็กของ “ไอเอ็มเอฟ” รัฐบาลกรีซทำเพียงแค่เอา กำลังตำรวจ พร้อม แก๊สน้ำตา เท่านั้นมา “สลายการชุมนุม” ไม่มีทหาร ไม่มีรถหุ้มเกราะ ไม่มีปืนเอ็ม 16 หรือ ปืนทราโวล จึงไม่มีความเสียหายร้ายแรงเหมือนประเทศไทย...
-สำหรับประเทศไทย...ถ้า “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ทำเหมือนกรีซ แล้วยังไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ ก็ไม่สมควรอยู่เป็นนายกรัฐมนตรี...จะ ลาออก หรือ ยุบสภาฯ ก็ทำซะ ไม่ควรมานั่งรับผิดชอบบ้านเมืองอีกต่อไป...ให้คนอื่นที่ “มีฝีมือ” มาทำแทนเถอะ แค่นี้ประเทศก็ “บอบช้ำ” มากแล้ว...อย่า “อ้างความชอบธรรม” ที่ขึ้นสู่อำนาจจากการเป็นพรรคการเมือง “เสียงข้างน้อย” เหมือนอังกฤษที่กำลังฟอร์มรัฐบาลจากการที่ไม่ได้เสียงข้างมากเด็ดขาดเป็นอันขาด...เพราะที่อังกฤษ “ไม่มีทหาร” หรือ “อำมาตย์ทะลึ่ง” เหมือนประเทศไทย เลือกตั้งเสร็จเขาตั้งรัฐบาลกันเองได้ ไม่ต้องให้ใครมา ส.ใส่เกือก ถ้าไม่สำเร็จเดี๋ยวเขาก็ “ยุบสภา” ให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ได้!...
-สุดท้าย โลกกำลังตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการล้มทางเศรษฐกิจอีกครั้งจากผล “วิกฤติโอลิมปิก” ในกรีซ บทเรียนที่กรีซใช้ “เงินยูโร” ที่ไม่สามารถลดค่าเงินเหมือนใช้เงินตัวเองได้ กำลังทำให้ทั้ง สเปน โปรตุเกส และ อิตาลี ที่ถือพันธบัตรกรีซไว้มหาศาลจะเป็น “โดมิโน่ล้มตาม” ติดตามหาอ่านการวิเคราะห์ของ “ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามากูร” ได้ตามสื่อทั่วไป เพราะเป็นเรื่องน่าสนใจมาก...สวัสดี!
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบเพชรฉกรรจ์
บางกอกทูเดย์
............................................................
ศัตรูเดียวกัน
เพราะกลัวการเลือกตั้ง จะนำ ทักษิณ ชินวัตร กลับมาสู่การเมือง ฝ่ายโค่นล้มทักษิณ จึงวางหมากวางกลไว้มากมาย ในรัฐธรรมนูญที่พวกเขาเขียนขึ้น
แต่ ทักษิณ ชินวัตร ก็กลับมาจนได้ขบวนการโค่นล้มกับพรรคการเมืองบางพรรค จึงใช้วิธีการนอกระบอบประชาธิปไตย โค่นล้มทำลาย ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งการติดสินบนให้กับพรรคเล็กพรรคน้อยได้เก้าอี้กระทรวงใหญ่แต่ในเมื่อประชาชนไม่เต็มใจ อะไรที่คิดว่าง่ายก็ยากดาบที่ใช้พิฆาตฟาดฟัน ทักษิณ ชินวัตร จึงคืนสนองกลับมาประหัตประหาร...รัฐบาลที่ถูกสร้างขึ้นมา..ประชาชนรวมตัวกันขึ้นมาต่อต้าน ไม่หวั่นไม่หวาด ไม่ว่ากับรถถังตีนตะขาบและความตายศพ
ยิ่งเพิ่ม การเผชิญหน้าก็ยิ่งขยาย…ความเกลียดชังกระจายวงกว้าง..ผู้ปราถนาประชาธิปไตยไม่เลือกฝักเลือกฝ่ายประชาธิปไตยให้คำตอบเพียงคำเดียว..และคำตอบนั้น..คือ การเลือกตั้งครั้งใหม่ประชาชนเชื่อว่า..เขามีเสียงมากพอที่จะสร้างรัฐบาลของเขาขึ้นมา..ไม่ว่าจะมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคหรือนายกรัฐมนตรีหรือไม่ประชาชนปฏิเสธ..ประชาธิปไตยอัปลักษณ์..ที่สรรสร้างกันขึ้นมาประชาชนไม่ได้ขอมากไปกว่าสิ่งที่ประชาธิปไตยกำหนด เขาขอเพียงคนที่เขา
อยากได้ คนที่ให้มากกว่าขอ คนที่ให้โดยไม่ต้องรอ…ประชาชนขอแค่ให้เป็นคนของเขาคนที่มีจิตใจเป็นธรรม คนที่มีพุทธในหัวใจ คนที่รักประชาธิปไตย..คือคนจำนวนมากในประเทศนี้..เขาเหล่านี้..คือสันหลังของชาติ..พวกเขาคือแกนหลักในการต่อสู้...จงเชื่อเถอะว่า..ผู้ก่อการร้าย ผู้จ้องทำลายสถาบัน ไม่ใช่คนพวกนี้…ผู้ที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน ผู้ผีที่สิงสู่อยู่กับประชาธิปไตยต่างหาก..ที่น่ากลัวกว่าประชาธิปไตยและสถาบันมีศัตรูเดียวกัน...นั่นคือ ทรราช
โดย. พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
.............................................................
แต่ ทักษิณ ชินวัตร ก็กลับมาจนได้ขบวนการโค่นล้มกับพรรคการเมืองบางพรรค จึงใช้วิธีการนอกระบอบประชาธิปไตย โค่นล้มทำลาย ด้วยวิธีการต่างๆ แม้กระทั่งการติดสินบนให้กับพรรคเล็กพรรคน้อยได้เก้าอี้กระทรวงใหญ่แต่ในเมื่อประชาชนไม่เต็มใจ อะไรที่คิดว่าง่ายก็ยากดาบที่ใช้พิฆาตฟาดฟัน ทักษิณ ชินวัตร จึงคืนสนองกลับมาประหัตประหาร...รัฐบาลที่ถูกสร้างขึ้นมา..ประชาชนรวมตัวกันขึ้นมาต่อต้าน ไม่หวั่นไม่หวาด ไม่ว่ากับรถถังตีนตะขาบและความตายศพ
ยิ่งเพิ่ม การเผชิญหน้าก็ยิ่งขยาย…ความเกลียดชังกระจายวงกว้าง..ผู้ปราถนาประชาธิปไตยไม่เลือกฝักเลือกฝ่ายประชาธิปไตยให้คำตอบเพียงคำเดียว..และคำตอบนั้น..คือ การเลือกตั้งครั้งใหม่ประชาชนเชื่อว่า..เขามีเสียงมากพอที่จะสร้างรัฐบาลของเขาขึ้นมา..ไม่ว่าจะมี ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคหรือนายกรัฐมนตรีหรือไม่ประชาชนปฏิเสธ..ประชาธิปไตยอัปลักษณ์..ที่สรรสร้างกันขึ้นมาประชาชนไม่ได้ขอมากไปกว่าสิ่งที่ประชาธิปไตยกำหนด เขาขอเพียงคนที่เขา
อยากได้ คนที่ให้มากกว่าขอ คนที่ให้โดยไม่ต้องรอ…ประชาชนขอแค่ให้เป็นคนของเขาคนที่มีจิตใจเป็นธรรม คนที่มีพุทธในหัวใจ คนที่รักประชาธิปไตย..คือคนจำนวนมากในประเทศนี้..เขาเหล่านี้..คือสันหลังของชาติ..พวกเขาคือแกนหลักในการต่อสู้...จงเชื่อเถอะว่า..ผู้ก่อการร้าย ผู้จ้องทำลายสถาบัน ไม่ใช่คนพวกนี้…ผู้ที่ไม่ยอมรับอำนาจของประชาชน ผู้ผีที่สิงสู่อยู่กับประชาธิปไตยต่างหาก..ที่น่ากลัวกว่าประชาธิปไตยและสถาบันมีศัตรูเดียวกัน...นั่นคือ ทรราช
โดย. พญาไม้ทูเดย์พญาไม้
.............................................................
มีศอฉ.ก็ไม่มีปรองดอง!

“โรดแมป” ความหวังในการปรองดอง เพื่อที่จะทำให้ประเทศชาติพ้นจากวิกฤติการเมืองเสียทีแต่โรดแมปก็เป็นเพียงสิ่งที่เขียน หรือสิ่งที่กำหนดขึ้นมา เพื่อหาจุดเริ่มต้นในการที่จะเดินไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่จะไปได้จริงหรือไม่ เป็นเรื่องของคน เรื่องของจิตใจ เรื่องของผลประโยชน์และเรื่องของตัณหาทางการเมืองของคนบางคน ที่อยู่ในเกมสร้างความวิกฤติให้เกิดขึ้นในขณะนี้นี่เองฉะนั้นแม้จะมีโรดแมป ที่ดูสวย ดูเลิศหรู แต่หากไร้ซึ่งความจริงใจที่จะเดินไปข้างหน้าเพื่อร่วมมือกันแก้วิกฤติของชาติแล้ว โรดแมป ก็คงไม่ได้ช่วยอะไรๆ ให้ดีขึ้นมาได้เลยภาพที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เลย โทษกันนัวไปหมด แถมหลายๆฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาลก็ยังยืนอยู่ในจุดที่ทำให้ยากต่อการเจรจา เพื่อที่จะเดินไปข้างหน้าได้อย่างจริงๆ จังๆเหมือนคดีก่อเหตุด้วยอาวุธสงครามเกือบ 70 ครั้ง ทั้งในกทม.และ
ต่างจังหวัด รัฐบาลและศอฉ.ไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้เลย ถ้าไม่ใช่คนมีสีมีเส้น จะทำได้อย่างไร???วันนี้ภาพที่เกิดจึงโทษกันมั่วซั่วไปหมด เป็นเพราะคนนั้น คนโน้น หรือฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ สุดท้ายก็ลงอีหรอบเดิมๆ ที่เป็นมาตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549คือถ้ายังไม่รู้จะโทษใครก็โทษ “แม้ว” เอาไว้ก่อนเพราะเวลานี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แม้จะเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี แต่ก็ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ต่างประเทศ ย่อมไม่สามารถที่จะมาเถียงอะไรได้ถนัดนัก จึงง่าย
ต่อการที่จะโยนบาปไปให้กรณีโรดแมปไม่มีความคืบหน้าในครั้งนี้ จึงเป็นอีกครั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันโยนกลองไปให้อดีตนายกฯ ทักษิณ ว่าเป็นต้นตอขัดขวางแผนการปรองดองโดยที่ลูกกะโล่คอยประสานเสียงรับก็หนีไม่พ้นบรรดาแกนนำ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่สวมวิญญาณลูกขุนพลอยพยักกันโดยพร้อมเพรียงอดรนทนไม่ได้ นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เลยซัดตรงๆ ว่า
ความจริงไม่มีประเด็นอะไรที่จะไปเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เพราะมีหลายเรื่องที่การเจรจานี้ไม่มีทางครอบคลุมไปถึงเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณแต่สิ่งที่ทำให้ค้างคา คือ บทบาทที่ก้าวร้าวของ ศอฉ. ที่ทำให้แกนนำเสื้อแดงไม่สบายใจ และมวลชนคิดว่าถูกข่มขู่มากเกินไป จึงไม่อยากยุติการชุมนุมในลักษณะของการถูกรุกไล่มากเกินไปและการจะยุติชุมนุมแบบไหนจะให้เดินไปโรงพักพร้อมตำรวจหรือจะไปมอบตัวภายหลัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรแต่ ศอฉ.ไม่ค่อยมีท่าทีที่จะ
อำนวยความสะดวก หรือให้เกียรติกันนายจาตุรนต์ มองว่าการเจรจาที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียงแต่ตอนหลัง แกนนำ นปช. อยากจะเสนอความเห็นของตัวเองต่อสาธารณะที่จะคู่ขนาน หรือเทียบเคียงกับข้อเสนอของนายกฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี เพราะบางเรื่องเป็นการแสดงเจตนาต่อสังคมให้สังคม และมวลชนสบายใจ เช่น เรื่องการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพราะประชาชนต้องการหาคนผิดที่สั่งสลายการชุมนุมมาลงโทษถ้าเรื่องเหล่านี้แกนนำ
นปช.ทำให้ชัดเจน ก็คิดว่าน่าจะสลายการชุมนุมได้ภายในวันสองวันนี้เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ทั้งๆ ที่การป้องกันการแทรกซ้อน ความจริงแล้วรัฐบาลควรจะให้ความสำคัญมากกว่านี้ เพราะถ้ายิ่งมีเรื่องแทรกซ้อนแล้วบานปลายจะไม่เป็นผลดีกับรัฐบาลเอง สิ่งที่รัฐบาลควรทำแต่ไม่ได้ทำคือสั่งให้ ศอฉ.ลดบทบาท แต่ศอฉ.ก็เลยยังมีบทบาทก้าวร้าวอยู่และเป็นอุปสรรคต่อการยุติการชุมนุมดังนั้นคำถามที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ก็คือ นายอภิสิทธิ์มีความจริงใจในการจะปรองดอง
อย่างแท้จริงมากน้อยแค่ไหน?!? ซึ่งนายจาตุรนต์ มองว่าถ้าดูจากสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำ และกระบวนการที่จะยุติการชุมนุม ไม่ค่อยสอดคล้องกัน ถ้าจะปรองดองกันควรจะมีการมาร่วมตกลงกันอย่างเปิดเผย แต่นายอภิสิทธิ์คงกลัวเสียท่า กลัวเสียหน้า ในการที่ต้องมาเจรจากับคนที่จะต้องไปเป็นผู้ต้องหา และอยากได้ภาพว่าเป็นผู้ริเริ่มการปรองดองทุกอย่างทั้งหมด ทั้งๆ ที่ความจริงแผนการปรองดองมาจากการผลักดันของหลายฝ่าย รวมทั้ง นปช.ด้วย “ปัญหาอยู่ที่ว่า
นายกฯ ยังปล่อยให้ศอฉ.เล่นบทเกเร ก้าวร้าวมาก ทำให้คนสงสัยในความจริงใจของนายกฯ และทำให้สงสัยถึงความเป็นไปได้ของแผนปรองดอง” ที่สำคัญในเนื้อหา 4-5 ข้อที่นายอภิสิทธิ์เสนอหลายเรื่องเป็นปัญหาของรัฐบาลเอง ที่พูดสวยหรูมา ความจริงก็เท่ากับกำลังจะบอกว่าสิ่งที่รัฐบาลทำมามันผิด และจะต้องแก้อย่างจริงจัง เช่น เรื่องการใช้สถาบันไปโจมตีหรือกลั่นแกล้งคน เรื่องการแทรกแซงสื่อ นายอภิสิทธิ์อาจจะต้องหักลำฝ่ายเดียวกันที่เป็นพวกที่ชอบใช้สถาบัน
มากลั่นแกล้งคน และต้องทบทวนหรือเปลี่ยนคนที่ดูแลสื่อของรัฐ แผนปรองดอง 5 ข้อดูแล้วทำได้ไม่ง่าย และจริงๆ ก็ไม่ใช่ความริเริ่มสร้างสรรค์ที่ดีวิเศษอะไร แต่ เป็นแค่คำพูดหรูๆ เพื่อหาทางลงของตัวเอง เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาตราหน้าว่าเป็นคนผิดที่สั่งให้มีการสลายการชุมนุมจนมีคนตาย นายจาตุรนต์ ระบุว่า การตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้นจะมีปัญหามาก เพราะนายอภิสิทธิ์ต้องรับไปเต็มๆ ในเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่เป็นเรื่องใหญ่มาก มีคนตายกว่า 20
คน บาดเจ็บ 900 คน ไม่มีทางที่จะให้มีคณะกรรมการที่เป็นอิสระและเป็นที่เชื่อถือ ถ้าหากการแต่งตั้งทำโดยนายอภิสิทธิ์“ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าแล้วนายกฯ จะต้องไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้ว ตั้งแต่เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.จนถึงวันยุบสภา นายกฯ ไม่มีความชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่แล้ว แต่ที่กลุ่มแกนนำ นปช. ไม่เสนอให้นายกฯพักการปฏิบัติหน้าที่เพราะเขาไปติดกับข้อเสนอเรื่องการยุบสภา หลังวันที่ 10 เม.ย.เป็นต้นมาข้อเสนอควรเป็นการเสนอให้นายกฯ ออกไป แต่เขาก็
อาจจะรู้สึกว่าถ้านายกฯ ออกก็จะมีนายกฯ คนใหม่เข้ามาอีกแล้ว การยุบสภาก็เลื่อนออกไปอีกจึงยอมแลกไม่เสนอให้นายกฯ ออกไป” นายจาตุรนต์กล่าวปัญหาก็คือ สิ่งเหล่านี้ นายอภิสิทธิ์ ศอฉ. และคนรอบข้างกายนายอภิสิทธิ์เห็นอย่างไร ยอมรับหรือไม่ว่าต้นตอปัญหาที่ทำให้การปรองดองล่าช้าเป็นเพราะรัฐบาลเองเพราะดูเหมือนวันนี้นายอภิสิทธิ์ ก็ยังมองว่าแกนนำ นปช. กลุ่มคนเสื้อแดง และ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้แผนปรองดองไม่ราบรื่นในขณะที่ก็ไม่ได้รับฟังความไม่
เชื่อมั่นที่พุ่งย้อนเข้าใส่นายอภิสิทธิ์เอง ว่าเหตุการณ์วุ่นๆเวลานี้ เกิดขึ้นเพราะเป้าหมายทางการเมืองของกลุ่มนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลบางกลุ่ม นายทหารยศนายพลบางคนรวมถึงกลุ่มที่ไม่ต้องการให้ยุบสภา และต้องการสลายการชุมนุม โดยใช้มาตรการทางกฎหมายที่เด็ดขาดกับผู้ชุมนุม หากนายอภิสิทธิ์จะฉุกใจคิดสักนิดว่าการก่อเหตุของกลุ่มไอ้โม่ง ที่ขนอาวุธสงครามร้ายแรงเข้ามาใจกลางเมืองหลวง สามารถนำอาวุธสงครามเล็ดลอดผ่านด่านทั่วกทม.และปริมณฑล
กว่า 400 ด่านมาได้ถ้าไม่มีหนอนบ่อนไส้ในรัฐบาลหรือหน่วยความมั่นคง และเป็นเจ้าหน้าที่หรือพวกเดียวกับรัฐบาลแล้ว จะทำได้อย่างไร???เหมือนคดีก่อเหตุด้วยอาวุธสงครามเกือบ 70 ครั้ง ทั้งในกทม.และต่างจังหวัด รัฐบาลและศอฉ.ไม่สามารถจับคนร้ายมาลงโทษได้เลย ถ้าไม่ใช่คนมีสีมีเส้น จะทำได้อย่างไร???และทุกครั้งที่เกิดเหตุ ศอฉ. ผ่านกระบวนการกลไกสื่อของรัฐ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 ก็จะอ้างทันทีว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวในกลุ่มผู้ชุมนุม
ตราบใดที่ ศอฉ. จะทำให้ผู้ชุมนุมระแวงว่า มีเจ้าหน้าที่หน่วยความมั่นคงเข้าไปปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม หากนปช.สลายการชุมนุม และยังไม่ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน แกนนำนปช. 24 คนจะถูกจับกุมทันที ผู้ชุมนุมบางรายจะถูกยัดเยียดอาวุธสงคราม ถูกตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้ายถ้ายังมีความหวาดระแวงกันเช่นนี้ นายอภิสิทธิ์คิดหรือว่าแผนปรองดอง ที่หวังให้เป็นผลงานสำคัญจะเกิดขึ้นได้อย่างราบรื่น???ดังนั้น ณ วินาทีนี้ หากนายอภิสิทธิ์ต้องการการเดินตามแผน
ปรองดอง ก็ควรที่จะต้องเร่งยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว เพราะวันนี้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า กลุ่มคนเสื้อแดงขานรับแนวทางของนายอภิสิทธิ์ เพียงแต่รอความชัดเจนในรายละเอียดผิดกับกลุ่มพันธมิตรฯซึ่งประณามทั้งนายอภิสิทธิ์และแผนปรองดอง โดยขึงพืดที่จะไม่ให้ยุบสภา และต้องการให้ใช้ความเด็ดขาดรุนแรงในการสลายการชุมนุมเช่นเดียวกับกลุ่มเสื้อหลากสี ซึ่งแกนนำอย่าง นพ.ตุลย์ สุทธิสมวงศ์ ซึ่งกลายร่างมาจากกลุ่มพันธมิตร รวมทั้งแกนนำคนอื่นๆ อย่างเช่น
นายบวร ยสินทร ล่าสุดก็ได้ไฮปาร์ค โจมตีนายอภิสิทธิ์ และคัดค้านการยุบสภาอย่างเต็มที่ฉะนั้นมาถึงวันนี้ นายอภิสิทธิ์ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า กลุ่มไหนกันแน่ที่ไม่ยอมรับแผนปรองดองส่วนการที่กลุ่มคนเสื้อแดงยืดเยื้อไม่ยอมสลายการชุมนุมทั้งๆที่เห็นพ้องในหลักการแล้ว เป็นเพราะต้องการความชัดเจนในรายละเอียดโดยเฉพาะประเด็นของการสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน จนทำให้มีผู้สูญเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมายเมื่อจะดำเนินคดีกับแกนนำนปช.และคน
เสื้อแดงก็ไม่เป็นไร แต่ต้องดำเนินกับคนที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุมด้วย เพื่อจะได้ไม่มีข้อครหาเรื่อง 2 มาตรฐาน เพราะต้องไม่ลืมว่าการสั่งสลายการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตนั้น เป็นการกระทำความผิดตามป.อาญา ม.288, 289, 82, 83 และ 84 วันนี้ก็อย่างที่นายอภิสิทธิ์ระบุนั่นแหละว่า บ้านเมืองบอบช้ำมามากแล้ว ดังนั้นกล้าๆ ยุบสภาเลือกตั้งใหม่แบบอังกฤษ เมืองที่ไปร่ำเรียนมา.. นั่นแหละคือทางออกที่ดีที่สุดแล้ว
ที่มา.บางกอกทูเดย์
.......................................................................
เก็บตกคำสัมภาษณ์ ‘เทพเทือก’ แลกหมัด ‘มาร์ค’

การประกาศเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา 5 ข้อหรือแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 มีผลทำให้อุณหภูมิความขัดแย้งทางการเมืองลดลง แต่ยังคงมีคำถามจากสังคมถึง “ความโปร่งใส” ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่ามันน่าจะมีการ “เกี๊ยเซี๊ยะ” กันเอง...ผลประโยชน์มิได้ตกกับประชาชนตัวละครเอกสำหรับเรื่องนี้ นอกจากนายอภิสิทธิ์และแกนนำเสื้อแดงแล้วยังมี สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะหัวหน้าศอฉ.ที่น่าจับตามอง...โดยเฉพาะเรื่องของความรู้สึก เพราะที่ผ่านมานายสุเทพมักจะแสดงอาการยืนคนละฝั่งกับนายอภิสิทธิ์และพรรคประ
ชาธิปัตย์ อาทิ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่นายสุเทพมักมีข่าวเห็นด้วยกับพรรคร่วมรัฐบาลสนับสนุนให้แก้ไข สวนทางกับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์
กรณีการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจที่ยังคาราคาซังมาจนวันนี้ เนื่องจากกลุ่มคนที่มีข่าวว่า สนับสนุนพล.ต.อ.จุมพล มั่นหมาย รองผบ.ตร.ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 26 รุ่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่เป็นก้างขวางคอชิ้นสำคัญของรัฐบาลแล้ว นอกจากจะได้รับการสนับสนุน
จากฝ่ายพรรคภูมิใจไทย ยังปรากฏชื่อของนายสุเทพรวมอยู่ด้วย ทำให้หลายฝ่ายอดแปลกใจไม่ได้ว่า เหตุใดนายสุเทพจึงแสดงอาการยืนอยู่คนละฝั่งกับนายอภิสิทธิ์ที่ยืนยันชัดเจนว่า สนับสนุน พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการแทน ผบ.ตร. รวมถึงหลายๆ กรณีที่นายสุเทพมีพฤติกรรมลอยตัวอยู่เหนือปัญหา โดยปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ต้องเล่นเกมตอบโต้โดยตรงกับฝ่ายผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องเหล่านี้อาจเกี่ยวพันกับข้อแลกเปลี่ยน
บางอย่างทางการเมือง เพราะยี่ห้อการเมืองระดับนายสุเทพแล้ว ย่อมไม่คิดอะไรแค่ชั้นเดียวเป็นแน่ล่าสุด นายสุเทพได้ให้สัมภาษณ์ถึงพ.ต.ท.ทักษิณ ไว้อย่างน่าสนใจ โดยกล่าวถึงความขัดแย้งขอพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า “ผมได้ศึกษาการทำงานของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาโดยตลอด พบว่าคุณทักษิณยึดหลักการแบ่งแยกและปกครองซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งในทางรัฐศาสตร์ ผู้นำหลายคนก็ใช้วิธีนั้น ดังนั้นคุณทักษิณจะมีคนที่จะใช้งานหลากหลาย
ปัญหา คือ เมื่ออยู่ในอำนาจก็สามารถเลือกใช้คนเหล่านี้ได้ แต่พอวันนี้ไม่มีอำนาจและกำลังอยู่ในช่วงที่คิดว่าตัวเองมีทางเลือกไม่มาก ฉะนั้นเวลาใครไปเสนอมาตรการใดๆ ที่จะล้มรัฐบาลหรือสู้กับรัฐบาล คุณทักษิณก็จะรับเอาไว้หมด จนเกิดปัญหาแต่สิ่งที่กังวลก็คือการขาดเอกภาพในการดำเนินการมันก็อาจทำให้เกิดความวุ่นวายได้ สำหรับผมถ้าคุณทักษิณ จะต่อสู้ในทางการเมือง ตามกฏเกณฑ์กติกา ตามกฎหมายและวิถีทางประชาธิปไตยสู้อย่างไรผมก็ยินดี แต่เมื่อไป
ใช้คนบางกลุ่มบางพวก และมีเป้าหมายที่จะดำเนินการโดยไม่ถูกกฎหมาย เช่นการมุ่งสร้างความวุ่นวายและรุนแรง ก่อจลาจล อย่างที่เคยประกาศจะสร้างกองทัพประชาชน อย่างนี้เราก็ต้องตั้งหลักให้ดี แต่เมื่อเขาประกาศถอยเรื่องนี้ไปแล้วก็ถือเป็นสิ่งที่ดี”16 มีนาคม 2553 นายสุเทพในฐานะผอ.ศอฉ.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพ.ต.ท.ทักษิณโฟนอินปลุกระดมกลุ่มคนเสื้อแดงต่อต้านรัฐบาล ว่า “ตอนนี้คุณทักษิณยังไม่เข้าข่ายโทษความผิดภัยความมั่นคง แต่เฉียดเข้ามาใกล้แล้ว
คิดว่าคนส่วนใหญ่ของเขาน่าจะยึดแนวสันติวิธี ทำคะแนนอะไรก็ว่าไป หากพ.ต.ท.ทักษิณ อดทนได้ ไม่ต้องทรัพย์สินคืนภายในวันนี้ ไม่ต้องรอดพ้นคุกวันนี้ แล้วยอมไปสู้กันในศาล จัดกระบวนการให้พร้อมแล้วทำบรรยากาศบ้านเมืองให้สงบลง แล้วไปสู้กระบวนการประชาธิปไตย พวกผมก็เสียเปรียบอยู่แล้วซึ่งมีความเป็นไปได้ หากชนะการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลจะแก้กฎหมายก็ว่าไป”
ที่มา.บางกอกทูเดย์
.......................................................................
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)