--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพุธที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2553

24มี.ค. รัฐเปิดสภากลางวงเสื้อแดง


ประเด็นร้อนวันที่ 24 มี.ค.คนเสื้อแดงจะเอาอย่างไรกับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันนี้ แต่ที่แน่ๆ ทหาร ตำรวจ วางกำลังรอบรัฐสภาพร้อมเครื่องกีดขวางเต็มพิกัด และปิดการจราจรบนถนน 8 สายรอบรัฐสภา ใครมีความจำเป็นเดินทางสัญจรผ่านย่านนั้นโปรดตรวจสอบข้อมูลและติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

1. บรรยากาศทางการเมืองทะมึนขึ้นอีกหลายดีกรี เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ภายใต้การคุ้มครองดูแลของกองทำลังทหารที่วางกำลังโดยรอบรัฐสภา วาระพิจารณาในวันที่ 24 มี.ค. ส่วนใหญ่เป็นร่างกฎหมายที่ยังค้างอยู่ ส่วนวันที่ 25 มี.ค. จะพิจารณากระทู้ทั่วไปและกระทู้ที่ค้างมาตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว และยังมีเรื่องที่ฝ่ายค้านขอหารือเรื่องการเสนอญัตติด่วนในการตั้งคณะกรรมาธิการติดตามปัญหาราคาข้าวตกต่ำ ต้องดูว่าแกนนำคนเสื้อแดงจะปล่อยให้กลไกรัฐสภา และกลไกรัฐทำหน้าที่ตามกฎหมายหรือไม่


2. ความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย แม้จะมีมติให้ สส.เข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎร แต่นายสุชาติ ลายน้ำเงิน สส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย ประกาศว่าจะไปขึ้นเวทีกลุ่มเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้า โดยเรียกร้องให้มวลชนคนเสื้อแดงไปปิดล้อมทหารที่อยู่ในสภาตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนที่จะมีการประชุมสภาทันที

3. หันไปดูกิจกรรมของคนเสื้อแดงวันนี้ หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกบดานยกเลิกการพบปะผ่านวิดีโอลิงก์ไป 2 คืนติดกัน สองทุ่มคืนนี้ ท่านผู้หญิงวิระยา ชวกุล จัดกิจกรรมเสริมส่งแก้ต่างให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยจะนำคนเสื้อแดงจุดเทียนชัยถวายพระพร 1 แสนเล่ม เพื่อให้สังคมเห็นภาพการเทิดทูนสถาบันของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้

4. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ได้แจ้งให้ที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ให้รับทราบว่า ทางพรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องต้องกันให้ตั้งวอร์รูมขึ้นมาเพื่อประเมินสถานการณ์ และให้คำแนะนำรัฐบาลในการเดินเกมการเมือง โดยในวันนี้จะมีการเสนอคนจากต่างพรรคมาร่วมทีม เพื่อให้เห็นว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังสัมพันธ์มั่นคง

5. คดียึดทรัพย์ยังไม่จบ พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งให้ทนายความ นายฉัตรทิพย์ ตัณฑประศาสน์ ไปยืนอุทธรณ์การยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านของ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยมีรายละเอียดมากกว่า 100 หน้า ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา

6. สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แถลงดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมประจำเดือน ก.พ. 2553 ที่มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดี สอดคล้องกับยอดการส่งออกในเดือน ก.พ. ที่ขยายตัวในทิศทางที่ดี รวมทั้งจะเปิดเผยยอดการผลิตและส่งออกรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนยานยนต์ ของเดือน ก.พ. ณ ห้องประชุม ส.อ.ท.1 สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

7. นายอลงกรณ์ พลบุตร รมช.พาณิชย์ แถลงข่าวคณะกรรมการร่วมไทยพม่า เพื่อความร่วมมือด้านการค้า ผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างทั้งสองประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ที่กระทรวงพาณิชย์

8. สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตตา) เข้าพบนายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อหารือภาพรวมด้านการท่องเที่ยว และผลักดันแผนด้านการตลาดร่วมกัน ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

9. ตลาดหุ้นเครื่องร้อนทำท่าจะวิ่งต่อ ไม่สะดุ้งสะเทือนกับสถานการณ์ความไม่สงบด้านการเมือง บรรยากาศการลงทุนตลาดหุ้นไทย ดัชนียังคงทะยานตัวในแดนบวก โดยได้รับปัจจัยหนุนจากเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ระหว่างชั่วโมงการซื้อขายดัชนีต่ำสุดที่ระดับ 774.75 จุด และปิดที่ระดับสูงสุดที่ 784.48 จุด บวก 10.23 จุด หรือ 1.32% ดัชนีปรับตัวสูงสุดในรอบ 22 เดือน

อีกงานที่น่าสนใจ สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ แถลงผลการสำรวจของสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ครั้งที่ 1/2553 เรื่องความเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้น ช่วง มี.ค.ธ.ค. 2553 รวมทั้งแถลงข่าวงานประกาศรางวัลนักวิเคราะห์ยอดเยี่ยมแห่งปี 2009

ด้านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จัดงานสัมมนา สำรวจภาวะตลาดทุน ครั้งที่ 3/2553 โดยเป็นการนำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “หลากหลายมิติของสภาพคล่องในตลาดหุ้นไทย : นัยต่อการกำหนดกลยุทธ์การซื้อขายและเสถียรภาพของตลาดหุ้น”

10. ขณะที่สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) ร่วมลงนามในสัญญาความร่วมมือทางการเงินกับสถาบันการเงิน เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนแก่ สปป.ลาว ในโครงการปรับปรุงถนนและระบบระบายน้ำในนครหลวงเวียงจันทน์ และโครงการปรับปรุงถนนหมายเลข 3 (R3)

11. ในวันเดียวกัน น.ส.เพรามาตร หันตรา รองอธิบดีกรมสรรพากร ร่วมลงนามความร่วมมือการให้บริการยื่นแบบผ่านระบบอินเทอร์เน็ต/รับชำระภาษีผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับห้างสรรพสินค้าเทสโก้ โลตัส อำนวยความสะดวกในการชำระภาษีของประชาชน

ที่มาโพสต์ทูเดย์
************************************************

รถจรวดอาร์พีจี

ภายในรถปิกอัพวีโก้พาหนะของมือยิงจรวดอาร์พีจีป่วนเมือง ซึ่งนอกจากยิงไม่สำเร็จแล้ว ยังทิ้งรถเอาไว้ให้ตำรวจสามารถตามแกะรอยได้อีกนั้น

ประเด็นที่สร้างข้อสงสัยให้กับตำรวจที่เข้าตรวจค้นรถดังกล่าวอย่างมากก็คือ เหตุใดคนร้ายรายนี้ จึงขนอาวุธอะไรต่อมิอะไรมาอย่างมากมายไว้ในรถ!?

ทั้งอาร์พีจี ปืนกล กระสุน ระเบิดมือ

เด็ดกว่านั้น มีเสื้อแดงอีก 2 ตัว

เอาเฉพาะประเด็นอาวุธที่มากมายขนาดนี้ เกิดข้อน่าคิดในฉับพลันทันที

ทำไมจึงกล้าขับรถที่มากด้วยอาวุธสงครามไปบนท้องถนนเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยด่านตรวจ ในช่วงการประกาศใช้พ.ร.บ.มั่นคง

การลักลอบนำระเบิดไปขว้างสักลูกสองลูก ยังพอเป็นไปได้ ลักลอบยิงเอ็ม 79 ก็ยังมีโอกาส เพราะทำให้เห็นมาแล้ว

แต่รายนี้ทั้งเล่นของหนักคือจรวดอาร์พีจีที่มีขนาดใหญ่โตเทอะทะ

แถมยังมีอีกสารพัดอาวุธอยู่ภายในรถ

มันเป็นเรื่องแปลกประหลาดไม่น้อย!?!

จะสร้างสถานการณ์ป่วนเมือง ต้องนำอาวุธมามากขนาดนี้เลยหรือ

สำคัญที่สุดกล้าลำเลียงมาเต็มรถโดยไม่เกรงด่านตรวจได้อย่างไร!

พอมีเสื้อแดงทิ้งไว้ในรถอีกสองตัว ตำรวจบางคนก็พอจะเข้าใจในที่มาที่ไป พร้อมๆ กับถอยห่างออกมาจากการสืบสวนสอบสวนคดีนี้ในทันที

แต่ในขณะที่ตำรวจเพียงตรวจสอบรถเพื่อโยงไปถึงผู้ครอบครอง ซึ่งพบว่าซื้อขายในเส้นทางโจรกันมา 4-5 ทอดแล้วนั้น

ไม่ทันไรโฆษกรัฐบาล ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ออกมาให้ข่าวว่า สามารถจับกุมตัวผู้ก่อเหตุได้แล้ว โดยมีคราบเลือดเป็นหลักฐานมัด

จนตำรวจต้องปฏิเสธตามมาภายหลังว่า ไม่เป็นความจริง ยังไม่มีการจับกุมใคร

ไม่รู้เข้าใจผิด หรือว่าผิดคิว!!

มืออาร์พีจีจะจับได้หรือไม่ยังไม่รู้ แต่รู้ได้แน่ว่า เป็นการจงใจสร้างเรื่องสร้างสถานการณ์ สร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมืองเพื่อบรรลุแผนการช่วงชิงอำนาจ

เป็นแผนการอันเลวร้าย ทั้งสองฝ่ายควรตระหนักให้ดี ว่ามีแต่ทำลายส่วนรวมให้เสียหาย

ตอนนี้ทุกฝ่ายหวังในเรื่องการนั่งโต๊ะเจรจา ก็น่าจะทำกันเสียที

ใช้การพูดคุยหาทางออก

ดีกว่าระเบิดสร้างสถานการณ์ ซึ่งจะยิ่งนำไปสู่ทางตีบตัน!

ที่มา.ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์. ชกไม่มีมุม
โดย.วงค์ ตาวัน
************************************************

มุมมองสื่อต่างชาติ: อคติในสื่อโทรทัศน์ ยิ่งแบ่งแยกผู้ประท้วงชาวไทย

Prachatai:
ขณะที่มีคนบางกลุ่มยังเป็นห่วงเรื่อง ‘ความขัดแย้ง’ และพยายามรณรงค์ให้ ‘คนไทยรักกัน’ แต่หารู้ไม่ว่าสื่อต่างชาติวิเคราะห์การนำเสนออย่างมีอคติของสื่อไทยเองที่ยิ่งขยายวงความขัดแย้ง โดยยกตัวอย่างฟรีทีวีที่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาลทำให้แต่ละฝ่ายต่างหันไปหาเคเบิลทีวีช่องที่สนับสนุนฝ่ายตน

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. ไซมอน มอนท์เลค จาก คริสเตียน ไซเอนส์ มอนิเตอร์ (CSM) นำเสนอเรื่องเกี่ยวกับการแพร่ภาพข่าวการชุมนุมกลุ่ม นปช. หรือกลุ่มเสื้อแดงของไทยในสื่อโทรทัศน์ โดยใช้ชื่อว่า “อคติในสื่อโทรทัศน์ ยิ่งแบ่งแยกผู้ประท้วงชาวไทย” (Biased TV stations intensify divides in Thailand protests)

โดยกล่าวถึงการนำเสนอข่าวอย่างมีอคติของสื่อโทรทัศน์ ที่ถูกแทรกแซงโดยรัฐบาล ขณะเดียวกันการเติบโตของเคเบิลทีวี ทำให้สื่อของแต่ละฝ่ายต่างมีที่ทางของตนเอง และนำเสนอในสิ่งที่เน้นมุมมองจากฝ่ายตน

++++++++++++++++

ขณะที่การประท้วงในไทยดำเนินไปจนถึงสัปดาห์ที่สองแล้ว สถานีโทรทัศน์ที่เป็นคู่แข่งกันก็รายงานการชุมนุมทั้งวันทั้งคืน ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งก็เน้นเรื่องผลกระทบด้านลบของการชุมนุม

กลุ่มเสื้อแดงพากันท่องไปทั่วกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์, รถกระบะ และ รถจักรยานยนต์ เมื่อวันเสาร์ (20) ที่ผ่านมา ในการชุมนุมประท้วงรัฐบาลครั้งล่าสุด ตำรวจระบุว่ามีผู้ชุมนุมราว 65,000 รวมขบวน ที่มีความยาวหลายไมล์

แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง โทรทัศน์ของไทยที่เป็นสื่อที่คนนิยมดู บอกว่ามีผู้เข้าร่วม 25,000 คน และเช่นเคย ภาพข่าวของผู้ชุมนุมถูกการแถลงข่าวของรัฐบาลคลุมทับไปหมด ไม่มีการนำเสนอเรื่องของผู้ชุมนุมโดยทั่วไป และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทีมีผู้ชุมนุมประท้วงด้วยการเทเลือดหน้าทำเนียบรัฐบาล สื่อที่สนับสนุนรัฐบาลก็พากันโหมเรื่องอันตรายต่อสุขภาพ เรื่องการใช้เลือดในเชิงจริยธรรม ขณะที่สื่อผ่ายต้านรัฐบาลเน้นเรื่องการใช้สัญลักษณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมหลั่งเลือดเพื่อประท้วง

และหลังจากที่การประท้วงดำเนินเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 สื่อกระแสหลักของไทยก็ควรถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ซึ่งจริง ๆ ระยะเวลาที่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองและการแบ่งขั้ว 4 ปี ที่ผ่านมา ก็น่าจะพิสูจน์ได้แล้ว มีนักวิจารณ์บอกว่าช่องสถานีฟรีทีวีที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลหรือกองทัพนั้นเต็มไปด้วยอคติ

ด้วยเหตุนี้เอง ชาวไทยหลายคนเริ่มหันไปหาสื่อที่อยู่ข้างเดียวกันอย่างพวกเคเบิลทีวี วิทยุชุมชน และอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะยิ่งทำให้เกิดการแบ่งแยกทางการเมืองลึกขึ้น และทำให้การหาจุดร่วมทำได้ยากขึ้น

วันจันทร์ (22) ที่ผ่านมา แกนนำผู้ชุมนุมปฏิเสธไม่ยอมรับการเจรจากับรักษาการนายกรัฐมนตรี และยืนยันอยากเจรจากับตัวนายกรัฐมนตรีเอง ตัวนายกฯ อภิสิทธิ์เองก็ไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ให้เขายุบสภาและเลือกตั้งใหม่

ก่อนหน้านี้อคติในสื่อไทยก็เคยทำให้เกิดความขัดแย้งมาแล้ว ในปี 1992 (เหตุการณ์พฤษภาคม พ.ศ. 2535) เมื่อทหารยิงผู้ชุมนุมในกทม. ช่องสถานีของรัฐบาลรายงานว่ามีพวกคอมมิวนิสต์ปลุกระดมให้เกิดจลาจล ภาพที่ถูกใส่ความว่าเป็นการต่อต้านเชื้อพระวงศ์ในหนังสือพิมพ์ปี 1976 (เหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519) ก็ทำให้เกิดการสังหารหมู่นักศึกษาโดยกลุ่มที่ถูกจัดตั้งโดยกองทัพ

ไม่กี่ปีที่ผ่านมากลุ่มนักกิจกรรมที่ขัดแย้งกันทั้งสองฝ่ายต่างกดดันสถานีโทรทัศน์เรื่องการเสนอข่าว และมีการคุกคามผู้สื่อข่าวที่นำเสนอจำนวนผู้ชุมนุมน้อยกว่าความจริง จากกรณีนี้เองทำให้สื่อบางแห่งหลีกเลี่ยงการประเมินจำนวนผู้ชุมนุม “พวกเราไม่อยากมีปัญหา เราจึงหลีกเลี่ยงการรายงานเรื่องจำนวน” บรรณาธิการสถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่งกล่าว

สถานีโทรทัศน์ที่นำเสนอคนละมุม

เรื่องที่ทำให้ยิ่งเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายมากขึ้นคือการที่แต่ละฝ่ายต่างมีสื่อของตัวเอง ฝ่ายเสื้อแดงที่ได้รับการสนับสนุนจากคนชนบทและจากชนชั้นแรงงานของไทย เปิดสถานีพีเพิลแชนแนล ที่ถ่ายทอดการประท้วงตลอดวันตลอดคืน ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคือเสื้อเหลืองซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นกลางสิทธิเลือกตั้งก็รับข่าวสารจาก เอเอสทีวี ทั้งสองช่องล้วนแต่มีอคติสูง

สุภิญญา กลางณรงค์ นักรณรงค์ด้านเสรีภาพสื่อกล่าวว่า การแพร่ขยายของ ‘สื่อใหม่’ (new media) ทำให้เกิดการตรวจสอบการควบคุมข่าวสารของรัฐบาล เธอกล่าวอีกว่าสื่อโทรทัศน์ไม่มีพลังในการบิดเบือนความจริงได้มากเท่าในปี 1992 (พ.ศ. 2535) อีกแล้ว เพราะพวกเขาต้องแข่งกับสื่ออื่น ๆ รวมถึงการส่งรูปและข้อความผ่านทางโทรศัพท์มือถือและอินเตอร์เน็ต

“ฉันคิดว่า (รัฐบาล) รู้ว่าหากพวกเขาใช้การควบคุมหรือบงการมากเกินไป ประชาชนจะไม่เชื่ออีกต่อไป” สุภิญญากล่าว

บรรณาธิการข่าวโทรทัศน์ผู้ไม่เอ่ยนามเพราะกลัวถูกคุกคามบอกอีกว่า ความแตกต่างจะทำให้ผู้ชมตกอยู่ในความมืด เขาบอกอีกว่ารัฐบาลแทรกแซงการนำเสนอข่าว ซึ่งเรื่องนี้ก็เคยเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณ “แต่ในตอนนี้มันเลวร้ายกว่าเดิม” เขากล่าว



ที่มา: แปลจาก Biased TV stations intensify divides in Thailand protests, Simon Montlake, The Christian Science Monitor, 23-03-2010

http://www.csmonitor.com/World/Asia-Pacific/2010/0322/Biased-TV-stations-intensify-divides-in-Thailand-protests
*******************************************************

ทำไมไม่กล้ายุบ (รัฐบาลโจร)

การเจรจาระหว่างแกนนำนปช.กับรัฐบาลล้มลง ตั้งแต่ยังไม่ทันตั้งไข่

เนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เล่นแง่ ไม่ยอมลงมาพูดคุยเอง

ความจริงข้อเรียกร้องม็อบเสื้อแดงเมื่อวันที่ 13-14 มี.ค. คือให้ยุบสภา

แต่นายกฯ ออกโทรทัศน์ไม่ยอมทำตามข้อเรียกร้อง ระหว่างม็อบเคลื่อนขบวนไปฟังคำตอบ ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

จนกระทั่งมีการยกระดับกดดัน เทเลือดราดทำเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และบ้านพักส่วนตัว

กลุ่มผู้ชุมนุมก็ยังยืนยันเรียกร้องให้ยุบสภา

เมื่อนายอภิสิทธิ์ยังเพิกเฉยได้อีก ก็มีการจัดขบวนเคลื่อนพลระยะทางเกือบ 50 ก.ม. ไปทั่วกรุงเทพฯ โดยมีคนออกมาร่วมกว่า 5 หมื่นคน เพื่อยืนยันข้อเรียกร้องเดิม

รัฐบาลก็ยังไม่ยินยอมอีก แต่ก็เริ่มเสียงอ่อน เพราะคงเห็นขบวนม็อบแดงยาวเหยียด

แต่ดันจะส่งคนอย่าง นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ซึ่งก็รู้อยู่ว่าคุยกันไม่ได้ให้ไปเจรจา

ต่อมาเปลี่ยนเป็น นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ทั้งๆ ที่ข้อเรียกร้องม็อบอยากจะคุยกับนายกฯ เท่านั้น

ความจริงข้อเรียกร้องให้ยุบสภา ผิดหลักไปจากระบอบประชาธิปไตยหรือไม่

นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-อาจารย์มหาวิทยาลัย ยืนยันว่าไม่ และยังบอกอีกว่าเป็นข้อเรียกร้องที่เบาที่สุดแล้ว

หรือที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ไม่เคยเรียกร้องประเด็นนี้

แม้แต่เรื่องผิดหลักการประชาธิปไตย อย่างการเรียกร้องนายกฯ พระราชทาน ยังบังอาจทำมาแล้ว

ล่าสุด นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. ได้ออกแถลงการณ์ในนาม นปช. ฉบับที่ 3 เรื่อง "ยืนยันข้อเรียกร้องยุบสภา พร้อมเจรจากับนายกฯ"

เรียกร้องต่อนายอภิสิทธิ์ว่าให้ยุบสภาทันที เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน และยืนยันไม่มีข้อเรียกร้องอื่นใดนอกเหนือจากนี้

นปช.ยินดีเจรจาโดยผู้มีอำนาจเต็มของแต่ละฝ่าย ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น เพราะมีอำนาจตัดสินใจยุบสภา

เมื่อยุบสภาแล้ว ทุกกลุ่มทุกฝ่ายต้องสลายตัวทันทีเพื่อให้ประเทศชาติกลับสู่ปกติ และต้องเปิดโอกาสให้ทุกพรรคหาเสียงเต็มที่โดยไม่มีการขัดขวาง

ให้การเลือกตั้งที่บริสุทธิ์และยุติธรรม เป็นเครื่องตัดสินความขัดแย้งทางการเมือง ไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ทุกฝ่ายต้องยอมรับ เพื่อให้ประเทศต้องเดินหน้าต่อไปได้

เมื่ออีกฝ่ายเปิดไพ่ แบข้อเสนออย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้

ต้องดูว่านายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์จะว่าอย่างไร

จะยอมทนอยู่ในตำแหน่งต่อไป ดันทุรัง ลากยาว เพราะคิดว่ามีอำนาจพิเศษสนับสนุน

ขณะที่ประชาชนไม่เอาด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องคิดให้หนัก

อย่าลืมว่าตอนได้เป็นรัฐบาลก็ไม่ได้สง่างามนัก



ที่มา.ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
*************************************************

ในกัมปนาทระเบิด

จากเหตุลอบวางระเบิด มาจนถึงการใช้อาวุธสงครามอย่างเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่สถานที่ราชการที่ถูกระบุว่าเป็น "เป้าหมาย"

และล่าสุดคือการใช้อาวุธสงครามที่มีอานุภาพรุนแรงขึ้นอย่างเครื่องยิงจรวดอาร์พีจี ซึ่งคาดว่าเป้าหมายคือกระทรวงกลาโหมนั้น

แม้ในยามสถานการณ์ปกติธรรมดาก็จะต้องถือว่าเป็นปัญหาร้ายแรงอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อมาเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันกับที่มีการชุมนุมของกลุ่มประชาชนที่ไม่พอใจรัฐบาล

ก็ยิ่งเป็นสถานการณ์ที่ทั้งละเอียดอ่อนและต้องการประสิทธิภาพ-ความร่วมมือจากส่วนต่างๆ ของสังคมในการแก้ไขปัญหา

มิให้การลอบก่อการร้ายเช่นนี้ลุกลามบานปลายยิ่งขึ้น



เพราะเป้าหมายของการก่อการร้ายทุกครั้งในโลก ก็คือเพื่อความกลัว ความหวาดระแวง และความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับสังคม

ฉะนั้น สังคมซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการก่อการร้ายโดยตรง จะต้องตั้งสติไม่หวั่นไหว ไม่เกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ผู้ก่อการร้ายต้องการให้เป็น

ด้วยการขจัดความกลัวโดยการร่วมกันสอดส่องดูแล ให้เบาะแสของผู้ลงมือก่อการ ขจัดความหวาดระแวงด้วยการไม่กล่าวหากันลอยๆ เพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไร้ข้อมูลเหตุผล

และระงับความปั่นป่วนวุ่นวายด้วยการรักษาความสงบสันติในส่วนอื่นๆ

ไม่ว่าจะเป็นประชาชนผู้ใช้ชีวิตตามปกติ หรือผู้ที่ออกมาชุมนุมทางการเมือง



และที่จริงแล้ว กลุ่มคนผู้ที่สามารถลงมือก่อการร้ายเช่นนี้ก็มีไม่มากนัก เพราะนอกจากจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการใช้อาวุธสงครามแล้ว

ยังจะต้องเป็นกลุ่มที่มีความเชื่อว่า มี "อิทธิพล" หรือ "บารมี" บางประการที่ดูแลตนเองอยู่ มิให้ถูกจับกุมหรือลงโทษตามกฎหมาย

ผู้ที่สามารถให้ความมั่นใจกับกลุ่มผู้ลงมือทำการละเมิดกฎหมายเช่นนี้ ก็มีอยู่ไม่มากนักในสังคมไทย ไม่ว่าจะในกลุ่มไหน

ถ้าการรักษากฎหมายเป็นไปอย่างเข้มแข็งจริงจัง และโปร่งใส เหตุร้ายเช่นนี้ก็จะค่อยๆ สร่างซาไป

แต่ถ้าไม่สามารถยับยั้งเสียงระเบิดได้ อนาคตของประชาชนไทยก็น่าหวั่นวิตก


ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
***********************************************

วันอังคารที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2553

แถลงการณ์ยัน 'หลวงตามหาบัว' ไม่สังฆกรรมเสื้อแดง


หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน

วัดป่าบ้านตาดแถลงการณ์ยัน "หลวงตามหาบัว" ไม่เคยบริจาคเงิน มอบวัตถุมงคลให้ม็อบ ตามที่สื่อเสนอข่าว ไม่มีมูลความจริงนำพาไปสู่ความแตกแยกทั้งในด้านพระพุทธศาสนา รวมทั้งวัด...

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. พระอาจารย์สุดใจ ทันตมโน รองเจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี กล่าวว่า คณะสงฆ์วัดป่าบ้านตาดได้ออกแถลงการณ์ว่า ตามที่มีข่าวทางสื่อมวลชนเสนอข่าวว่า พระธรรมวิสุทธิมงคล หรือ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน เจ้าอาวาสวัดป่าบ้านตาด ได้บริจาคเงิน และมอบวัตถุมงคลให้กับกลุ่มบุคคลในการเข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้น ทางวัดป่าบ้านตาดขอชี้แจงว่า การนำเสนอข้อมูลข่าวสารดังกล่าว โดยอ้างหลวงตามหาบัว เข้าไปเกี่ยวข้อง เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม และไม่ถูกต้องตามข้อเท็จจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ความแตกแยกทั้งในด้านพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชน ตลอดจนนำความเสื่อมเสียเข้าไปภายในวัดได้ ซึ่งข้อมูลข่าวสารที่กลุ่มบุคคลเผยแพร่ผ่านสื่อมวลชนต่างๆนั้น ไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด.


ที่มา.ไทยรัฐออนไลน์
***************************************************

"วงกต" ชี้ ปัญหาแต่งตั้งสมเพียร เหตุตั้งศชต.แยก3จว.ย้าย

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.วงกต มณีรินทร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รองผบ.ตร.) กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเคยไปปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้มาก่อน และอยู่ในยุคบุกเบิกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า(ศปก.ตร.สน.) มองเห็นปัญหาเรื่องการแต่งตั้งและการปฏิบัติงานของตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้มานานแล้ว เห็นว่าปัญหาแต่งตั้ง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.บันนังสตา จ.ยะลา ส่วนหนึ่งเกิดมาจากการติดกฎระเบียบการย้ายข้ามกองบัญชาการ ซึ่งทำให้การแก้ปัญหากำลังพลโดยการโยกย้ายคนของจากศูนย์ปฏิบัติการจังหวัดชายแดนภาคใต้(ศชต.) มีปัญหามองว่าส่วนหนึ่งสืบเนื่องจาก การตั้ง ศชต. ที่แยก จ.ปัตตานี ยะลา นราธิวาส ออกมาจาก บช.ภ.9 ขณะที่โครงสร้างการทำงานของศชต.เองก็ยังไม่ ตอบโจทย์การแก้ปัญหา ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นรูปแบบการก่อการร้าย

พล.ต.อ.วงกต กล่าวว่า ตนเห็นว่าควรยุบ ศชต.เสียแล้วให้ 3 จังหวัดไปรวมกับ บช.ภ.9 เหมือนเดิม แล้ว ตั้งบช.ใหม่ ขึ้นมา โดยเอาตำแหน่งที่ศชต.มีโครงสร้างบางส่วนของศชต.มารวมกับ ศปก.ตร.สน.ที่ยังซ้อน ศชต.อยู่ในขณะนี้ แล้วตั้งเป็นบช.ใหม่ ที่ เป็นหน่วยปฏิบัติงานพิเศษในพื้นที่ ซึ่งตนออกแบบโครงสร้างไว้แล้ว เรียกชื่อ กองบัญชาการตำรวจปฏิบัติการพิเศษชายแดนใต้ ซึ่งจะรับผิดชอบงานด้านก่อความไม่ สงบโดยตรง

รองผบ.ตร. กล่าวว่า เห็นควรว่าตร.ควรเร่งเรื่องสิทธิประโยชน์ตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเบื้องต้น ก.ตร.ควรยกเว้นหลักเกณฑ์การย้ายข้ามภาคให้กับตำรวจ ศชต.ในตอนนี้ก่อน เพื่อแก้ปัญหา ที่กำลังพลในพื้นที่อ่อนล้ามากในขณะนี้ นอกจากนี้ ตนเห็นว่าการให้สิทธิทวีคูณในการนับอายุราชการนั้นควรทำ แต่เห็นว่าการใช้วันทวีคูณให้สิทธิในการแต่งตั้งเลื่อนสูงขึ้นก็ควรให้ใช้ได้ในกรณีเลื่อนตำแหน่งขึ้นใน 3 จังหวัด เท่านั้น จะเอาสิทธิทวีคูณไปขอขึ้นที่อื่นไม่ได้ แต่หลังจากนั้นหากจะย้ายไปบช.อื่น ไปขึ้นที่อื่นก็ต้องใช้กติกาเดียวกับตำรวจที่อื่นเพื่อให้ความเป็นธรรมกับตำรวจทุกๆคน


ที่มา .เนชั่นทันข่าว
***********************************************

ระดมทหาร-ตร.4.7หมื่น คุมม็อบแดง27มีค.

เมื่อเวลา 14.20 น. ได้มีการประชุมคณะกรรมการกองอำนวยการความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.รมน.เป็นประธานในการประชุม โดยได้มีการอนุมัติการจัดอัตรากำลังพลของศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส) ในการปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี(ครม.)ในการประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร 3 จังหวัด คือ กรุงเทพทั้งจังหวัด พื้นที่ 2 อำเภอในจ.นนทบุรี และพื้นที่ 5 อำเภอในพื้นที่จ.สมุทรปราการ ระหว่างวันที่ 24-30 มี.ค.นี้

โดยได้มีการจัดกำลังทั้งสิ้นประมาณ 4.7 หมื่นอัตรา เพิ่มจากเดิมที่มีประกาศพ.ร.บ.ความมั่นคงเมื่อวันที่ 12-23 มี.ค.ที่ผ่านมาที่อนุมัติไปแค่ 3.3 หมื่นอัตรา ทั้งนี้ กำลังพลทั้งหมดจะมีทั้งสิ้น 208 กองร้อย เพิ่มจากเดิมที่มีแค่ 164 กองร้อย สำหรับทั้ง 208 กองร้อย ประกอบไปด้วย ทหารจำนวน 123 กองร้อย และ ตำรวจ 74 กองร้อย

อย่างไรก็ตามกำลังพลเหล่านี้เป็นส่วนปฏิบัติการที่ใช้ตามแผนการจัดวางกำลังที่ได้รับการอนุมัติในเบื้องต้นไม่นับกำลังเสริมที่เตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้งอีกประมาณ 1.7 หมื่นนาย ซึ่งกำลังที่คาดว่าจะใช้หลังจากนี้ทั้งหมด ประมาณ 6.4 หมื่นนาย


ที่มา.เนชั่นทันข่าว
*************************************************

"ทหารเฮ" มิสแม็กซิม แห่มอบดอกไม้ให้กำลังใจ ราบ11

เมื่อเวลา 16.00 น. ที่บริหน้าประตูทางเข้าร. 11 รอ. น.ส.ศุภวรรณ สุจินดา จีเอ็มนิตยสารแม็กซิม ได้นำคณะนางแบบ เดอะซูปเปอร์โมเดล 2010 จำนวน 3 คน ประกอบด้วยด้วยน.ส.ชมพูนุช เกลียดคำหมอ น.ส.วาศิณีย์ เปลี่ยนกับ และน.ส.เพ็ญพร พุ่มพ่วง ติดต่อมายัง พล.ต.จิรเดช สิทธิประณีต เลขานุการกองทัพบก เพื่อเดินทางมาให้กำลังใจกับทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบในช่วงประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคง ที่ ร. 11 รอ.

โดยทางพล.ต.จิรเดช ให้คณะ มิสแม็กซิม สามารถเดินทางมาให้กำลังทหาร และมอบดอกกุหลาบเพื่อให้กำลังใจได้ แต่จะให้ทำกิจกรรมได้ที่บริเวณหน้าประตู ร. 11 รอ.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทาง ศอ.รส. ได้จัดเจ้าหน้าที่ทหารประกอบด้วย พล.ต.จิรเดช สิทธิประณีต เลขานุการกองทัพบก พล.ต.อุกฤษฎ์ ณรงค์วิทย์ ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 11 ในฐานะ ผู้บัญชาการเหตุการณ์พื้นที่ ร. 11 รอ. และบก.ศอ.รส. และพ.ท.วิบูลย์ ศรีเจริญยิ่ง รองผบ.พัน.ร.มทบ. 11 เป็นผู้นำแถวทหารจำนวน 1 หมู่ เข้ารับดอกไม้ และการให้กำลังใจจากเหล่านางแบบแม็กซิม โดยมีผู้สื่อข่าว และช่างภาพ จำนวนมากได้มาทำข่าวและบันทึกภาพ ซึ่งถือว่าเป็นสีสัน และลดความตรึงเครียดในช่วงอากาศร้อนในพื้นที่ ร. 11 รอ. โดยเฉพาะบรรดาทหารที่ต้องล้าจากสภาพอากาศ ทำให้ทหารหลายนายเริ่มมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม เมื่อบรรดานางแบบมอบดอกไม้ และซับเหงื่อ พร้อมส่งรอยยิ้มและร่วมถ่ายรูป ทำให้ทหารหลายนายดูมีขวัญ และกำลังใจดีขึ้น เช่นเดียวกับผู้สื่อข่าวที่ปฏิบัติหน้าที่ ใน ร. 11 รอ.ได้ผ่อนคลายด้วย


ที่มา.เนชั่นทันข่าว
********************************************

ส่อยึดอำนาจ

เพื่อไทยปลุกเสื้อแดงล้อมทหารปิดสภา จวกส่อยึดอำนาจ

เมื่อวันที่ 23 มี.ค. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ทหารล้อมสภาพร้อมปิดไม่ให้เจ้าหน้าที่หรือส.ส.เข้าไปในสภา ว่า ขณะนี้ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจะประเมินดูสถานการณ์ หากประเมินแล้วว่ามีการปิดสภาในวันพรุ่งนี้ (24 มี.ค.) ที่จะมีการประชุมสภา ในคืนนี้ตนและส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่งจะไปขึ้นเวทีกลุ่มเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้า ไปประกาศเรียกร้องให้คนเสื้อแดงทั้งที่อยู่ในกทม.และทั่วประเทศไปปิดล้อมทหารที่อยู่ในสภาอีกชั้น ตั้งแต่ช่วงเช้าก่อนที่จะมีการประชุมสภาทันที

"การที่ทหารบุกเข้าไปในสภาแล้วปิดล้อมเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นเหมือนเป็นการปฎิวัติเงียบ เพราะปกติแล้วทหารมักจะยึดฝ่ายบริหาร แต่การไปยึดฝ่ายนิติบัญญัติเช่นนี้ ไม่เคยเกิดขึ้นและเท่ากับเป็นการยึดอำนาจของประเทศด้วย" นายสุชาติ กล่าว

ที่มา.มติชนออนไลน์
**************************************************

“เหล็กใน ข่าวสด”ทึ่งปรากฏการณ์“แดงทั้งกรุงเทพ” เตือน“ปชป.”ยิ่งดิ้น ยิ่งทำ“ไพร่”

“เหล็กใน ข่าวสด”ทึ่งปรากฏการณ์“แดงทั้งกรุงเทพ” เตือน“ปชป.”ยิ่งดิ้น ยิ่งทำ“ไพร่”ชิงชัง“อำมาตย์”
“แดง”ทั้งกรุงเทพ

เหล็กใน

กรุงเทพแดงไปทั้งเมืองเมื่อวันเสาร์ สร้างปรากฏการณ์แปลกใหม่ให้กับสังคมไทย

คนเรือนหมื่นเรือนแสนเคลื่อนขบวนไปทั่วกรุงเทพระยะทางไกลถึง 50 ก.ม.

ไม่เคยปรากฏมาก่อน

คนเสื้อแดงทำได้ ทำสำเร็จ !

บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยดีตั้งแต่ต้นจนจบ

ได้กระแสตอบรับเกินความคาดหมาย

การชุมนุมใหญ่ของคนเสื้อแดงครั้งนี้ เป้าประสงค์สำคัญเพื่อ "ทักษิณ" ก็จริง

ทว่าตอนนี้มีเป้าซ้อนเป้า ประเด็นซ้อนประเด็นขึ้นมาอีก

นั่นคือเรื่องไพร่ เรื่องอำมาตย์ ?

ผู้คนที่ออกมาร่วมม็อบ ไม่ใช่เพียงเพราะทักษิณ เพื่อทักษิณ โดยทักษิณ เท่านั้น

ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ออกมาเพราะมีอารมณ์ความรู้สึกร่วมกัน

เรื่องไพร่ เรื่องอำมาตย์

ไพร่-อำมาตย์ กลายเป็นประเด็นใหม่ ใหญ่ แหลมคม หวังผลได้

จุดติดเรียบร้อย !

น่าประหวั่นพรั่นพรึงขนาดไหน ดูอาการฝ่ายรัฐบาลสองสามวันมานี้ก็คงเห็น

อภิสิทธิ์ สุเทพ สาทิตย์ ปณิธาน กระทั่งทหาร

ออกอาการกันหมด ?

ระดมตอบโต้ ชี้แจง แถลงการณ์

กลายเป็นจุกจิก ยุบยิบ หยุมหยิม เก้ๆกังๆ หันรีหันขวาง

ทว่ายิ่งอธิบายก็ยิ่งขยายความเป็นอำมาตย์

ยิ่งอยากจบก็เหมือนยิ่งยุบรรดาราษฎรเต็มขั้นทั้งบ้านทั้งเมือง

เลือดไพร่สูบฉีดให้ออกมาเรียกร้องต่อสู้

ถึงเวลาต้องปลดปล่อย ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง !!

ไพร่-อำมาตย์ กลายเป็นสัญลักษณ์ของความแตกต่างระหว่างชนชั้น

เจ้านายกับขี้ข้... คนรวยกับคนจน ผู้มีอำนาจกับสามัญชน

มีเส้นกับไม่มีเส้น ??

สังคมไทยบ่มเพาะ สั่งสม เก็บกด เรื่องราวระหว่างชนชั้นมาต่อเนื่องยาวนาน

ความอัดอั้น อึดอัด คับแค้นแผ่กระจายอยู่ทุกหัวระแหง

เป็นไฟสุมขอนรอเวลาคุกรุ่น เป็นระเบิดรอเวลาจุดชนวน

เมื่อมีคนเปิดประเด็นขึ้นมา คนตามจึงหลั่งไหลล้นหลามโดยไม่ต้องนัดหมาย

และไม่ต้องจ้าง

ม็อบเสื้อแดงมากันหลากหลาย ไม่ว่าเพื่อทักษิณ เพื่ออุดมการณ์ เพื่อเงิน หรือเพื่ออะไรก็ตาม

ม็อบที่มาเพื่อเปลี่ยนแปลงอำมาตย์ ปลดปล่อยไพร่

จะมีส่วนต่อผลแพ้ชนะ

โดยไม่ต้องรอตีความตัวตนทักษิณ

จริงๆ แล้วเป็นไพร่ หรืออำมาตย์ !?


ที่มา ข่าวสดรายวัน
************************************************

เสื้อแดงเคลื่อนไหวด้วยใจ

กลายเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อ สุเทพ เทือกสุบรรณรองนายกรัฐมนตรี ออกมาแฉถึงกระบวนการการต่อท่อน้ำเลี้ยง ยื้อลมหายใจม็อบแดงหลังปรับทัพ ก๊อกสอง ผ่าน "ส., ป., พ." 3 อดีตนักการเมืองระดับนายทุน เจ้าของธุรกิจการค้าระหว่างประเทศพร้อมระบุว่ามีกระจายเงินให้ สส.เพื่อไทย โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคอีสานคนละ 15 ล้านบาท เพื่อระดมคนมาร่วมชุมนุมกับม็อบเสื้อแดงที่ถนนราชดำเนิน

งานนี้ "เสี่ยแดง" พิชัย นริพทะพันธุ์อดีต รมช.คลัง มีคุณสมบัติเข้าข่ายต้องสงสัย ได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคนเสื้อแดงโดยตรงและไม่รู้เรื่องท่อน้ำเลี้ยงที่อ้างถึง โดยยืนยันว่าทำงานให้กับพรรคเพื่อไทยเพียงอย่างเดียว จะมีก็แต่การบริจาคเงินให้กับพรรคอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีบันทึกรายงานการบริจาคที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง 2 ครั้งในปีที่แล้ว ครั้งแรก 5 ล้านบาท ครั้งที่สอง 2 ล้านบาท

"ผมไม่ได้มีอย่างอื่นเกี่ยวข้องกับเสื้อแดง แต่ทว่าก็ไม่ได้คิดว่าเสื้อแดงผิด ผมเชื่อว่าการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงเป็นไปด้วยความตั้งใจ อย่าไปคิดว่าเขามีท่อน้ำเลี้ยงจริงๆ แล้วส่วนตัวผมเชื่อว่าเสื้อแดงมาด้วยจิตใจที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศ บางทีเราคนกรุงเทพฯ สมัยก่อนอาจจะไปคิดอย่างนั้น แต่ถ้าเกิดได้มีโอกาสลงพื้นที่อยากให้คนกรุงเทพฯ ได้สัมผัสคนต่างจังหวัดว่าเขาคิดกันอย่างไร ซึ่งความคิดเขาไปไกลมากแล้วอย่าไปมองว่าเขามาเพราะเอาเงินไปให้ ผมฟังแล้วก็รู้สึกว่าความเข้าใจจะผิด เพราะคนเสื้อแดงเขาจะมีการระดมทุนของเขาเองด้วย หลังๆ คนเสื้อแดงเขาไปประชุมต่างจังหวัดเขาเสียเงินนะ ไม่ได้ได้เงิน ในต่างจังหวัดนี่มีการประชุมเยอะมาก ที่ผมรู้ก็มีคนมาเล่าให้ฟัง เรียนตรงๆ ว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงเลย เพียงแต่สัมผัสกับ สส. เขามาเล่าให้ฟัง แต่คนที่มาอาจจะมีรายได้น้อย กลุ่มเสื้อแดงอาจจะต้องไปอำนวยความสะดวก"

ในแง่ภาพลักษณ์ที่ถูกมองว่าเป็นนายทุนพรรค"พิชัย" อธิบายว่า ส่วนตัวก็มีเงินใช้บ้างแต่ไม่ได้ใช้เยอะแต่ถามว่าการเมืองทุกประเทศก็ต้องใช้เงินทั้งนั้น แต่ต้องมองว่าเราใช้เงินไปเพื่ออะไรต้องดู ส่วนตัวก็ไม่ได้ไปใช้ซื้อเสียงหรือใช้ทางไม่ถูก แต่เรื่องการปฏิบัติงานของพรรคบางครั้งจำเป็นต้องใช้ก็ต้องใช้ ดังนั้นอย่าไปมองว่าการใช้ทุนเป็นสิ่งไม่ดี

ส่วนที่มองว่าการเข้ามาถนนการเมืองของกลุ่มทุนเพื่อกอบโกยนั้น "พิชัย" ออกตัวว่า คนที่มาทำงานให้ประเทศต้องคิดว่า หนึ่งตัวเองพร้อมไหม มีเงินไหม ไม่ใช่มาเพื่อกอบโกย อย่างบางพรรคในอดีตจนหมดเลยพอมาเป็นรัฐบาลแล้วรวยหมดเลย อย่างนั้นหรือที่คุณต้องการมันไม่ใช่ ต้องมองว่าคนที่มีเงินเป็นพันเป็นหมื่นล้านมาทำงานเพื่อประเทศด้วยวัตถุประสงค์อะไร จะเข้ามาเก็บเกี่ยวหรืออยากทำให้ประเทศดีขึ้น

"ผมอยากให้มองที่ความคิด วิธีคิด มากกว่าจะบอกว่าคนนี้มีเงินหรือไม่มีเงิน อย่างคุณทักษิณ เงินทุนเต็มเลย แต่ทำไมคนคิดว่าคุณทักษิณเก่ง ผมก็อยากให้คนมองว่าผมมีวิธีคิดที่ทำให้ประเทศชาติเจริญ มากกว่าผมเป็นนายทุน"

แต่หลังจากมีเรื่องการยึดทรัพย์ขึ้นมา คนรวยคนไหนอยากจะมายุ่งการเมือง สมมติมีเงินเล่นหุ้นในตลาดอยู่พันล้านบาท บริหารประเทศ เจริญขึ้นไป 5,000 ล้านบาท ถึงเวลาบอกว่ายึด 4,000 ล้านบาท ถ้าเป็นอย่างนี้คนรวยที่ไหนอยากเข้ามา ต่อไปจะมีแต่คนจนที่เข้ามาแล้วทำให้ตัวเองรวย ซึ่งไม่มีอะไรจะเสีย ไม่มีอะไรให้ยึดเงินที่ทุจริตก็ไปซ่อนที่อื่นถามว่ามี สส.มาไถเงินบ้างหรือไม่ พิชัย ยืนยันว่า ไม่มี "ผมเองไม่มีมุ้ง บริจาคก็ตรงเข้าพรรค ไม่ใช่ไม่รักสส. แต่อยากให้เป็นระบบ และผมไม่ได้ขึ้นตรงกับใคร กับคุณทักษิณก็เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไม่ได้รับคำสั่ง ซึ่งหาก สส.คนไหนมาขอให้ช่วยอะไรถ้าช่วยได้ก็ช่วย

"เสี่ยแดง" ออกตัวในความเป็นแดงของเขาว่า เป็นแดง ขาว น้ำเงิน ตามสีธงชาติ แต่จริงๆ แล้วแดงของเขาหมายถึงการอยากเห็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ยุติธรรม แต่คงไม่ใช่แนวฮาร์ดคอร์เหมือนแดงสยาม ทิศทางของโลกที่จะเป็นในอนาคตมีสองฝั่งต่างกัน ฝั่งหนึ่งมีการควบคุมดูแลทุกอย่าง แต่อีกฝ่ายอยากเห็นว่าเลือกตั้งต้องสมบูรณ์ ใครมาก็ต้องมีสิทธิมีเสียงบริหารประเทศเต็มที่ ทั้งสองภาพยังขัดแย้งกันอยู่ ซึ่งทางออกคือทำอย่างไรให้สองฝั่งไปด้วยกันได้

ทั้งนี้ ระบบควบคุมหรือที่ฝั่งเสื้อแดงเรียกว่าระบอบอำมาตย์ในอดีตอาจจะจำเป็นต้องมีการควบคุมเมื่อคนส่วนมากในประเทศเขายังไม่รู้เรื่อง มีการควบคุมไม่ให้มีการทุจริต แต่ระยะหลังไม่ใช่ กลายเป็นการปล่อยให้การทุจริตเกิดขึ้น เพื่อให้ตัวเองรักษาอำนาจได้ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ ดังนั้นในระยะยาวต้องดูว่าทิศทางต้องเปลี่ยนหรือเปล่า อย่างคนขาวที่คุมทุกอย่างในแอฟริกา เมื่อวันหนึ่งคนดำเขาต้องการปกครองตัวเองก็ต้องปล่อยเขา

แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายฝ่ายพยายามเสนอ "ทางออก" ให้กับสถานการณ์ความขัดแย้งปัจจุบันแต่สุดท้ายดูจะยากในการนำไปสู่การปฏิบัติ "เสี่ยพิชัย" ประเมินว่าต้องเริ่มจากให้ทุกคนหาเป้าหมายที่ต้องการในอนาคตก่อน อย่างประชาธิปไตยสมบูรณ์เห็นตรงกันหรือไม่ ถ้าเห็นด้วยแล้วก็ต้องหาทางว่าจะทำอย่างไรให้ถึงจุดนั้น

หากมองตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดงให้ยุบสภา ก็เพราะที่ผ่านมาการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลมีเบื้องหลัง ดังนั้นการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ก็เพื่อให้เห็นว่าประชาชนจะเอาไง ประชาธิปัตย์จะทำประเทศเป็นไงก็หาเสียงไปเลย ใครจะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่แก้รัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายประชาชนเลือกอะไรก็ต้องจบ เราต้องเคารพเสียงส่วนใหญ่ ไม่งั้นก็เดินไม่ได้

"ถ้าเราไม่ยอมรับกติกานี้ เราก็ไม่รู้ว่าจะยอมรับกติกาไหนจะให้คนไม่กี่คนมาตัดสินใจประเทศนี้มันไม่ใช่ ถ้าประเทศนี้จะเจ๊ง ก็ต้องเจ๊งเพราะคนส่วนใหญ่"

"พิชัย" ประเมินการบริหารงานของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะในช่วงที่ผ่านมาว่า แม้จะแอบเชียร์ เพราะจังหวะดี เข้ามาใหม่การศึกษาดี หน้าตาดี พูดจาดี แต่ถ้ามีวิธีการทำงานที่ดี ป่านนี้ปัญหาคงไม่เยอะขนาดนี้ ปัญหาคือ มีการถือข้าง และเอาใจฝั่งที่เชียร์ แต่คนที่ไม่เชียร์ไม่ดูแลคนที่เป็นผู้นำต้องลอยตัวเหนือความขัดแย้งและดูว่าจะแก้ไขอย่างไร ซึ่งเขาจะต้องเห็นภาพนี้
ที่สำคัญนาทีนี้ไม่ใช่เวลาที่ใครจะมาฝันอยากได้อำนาจปัญหาคือ บ้านกำลังไฟไหม้ ทำอย่างไรต้องดับไฟก่อน สมมติไฟไหม้ห้องครัว ไปดับห้องรับแขก ซึ่งปัจจุบันเป็นอย่างนี้ แล้วจะไปแก้ได้อย่างไร ก็ลามไปทั้งบ้าน ซึ่งเมื่อไฟไหม้ก็ต้องดับไฟก่อน แล้วค่อยมานั่งคุยกันทีหลัง

นอกจากนี้ ต้องให้ความสำคัญกับคนจน ให้พวกเขาได้มีโอกาสได้โต ถ้ามองทางเศรษฐกิจ ประเทศจะเจริญได้ต้องทำให้คนระดับล่างรวยก่อน โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นฐานของพีระมิด เพราะคนรวยเพียงไม่กี่คนจะรวยขึ้นไม่มีประโยชน์จีดีพีจะโต 4-8% แต่คนจนยังมีรายได้ 100-200 บาท/วัน ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร ต้องยึดแนวดูโอแทรกต์ ให้คนข้างล่างมีรายได้เพิ่มขึ้น ให้เป็นเถ้าแก่ เข้าถึงแหล่งทุน กองทุนหมู่บ้านลดปลดหนี้ คู่กับพัฒนาคนด้านบน

"แต่ต้องสอนให้เขาหา ไม่ใช่กู้มาแล้วหาไม่เป็น ที่ผ่านมาคนจนรู้สึกว่าทำกับเขาเหมือนเป็นขอทาน เอาเงิน เอาข้าวผ้าห่ม มาแจก แต่ความจริงเขาไม่ต้องการ เขาบอกว่าให้เบ็ดเขาซิ อย่าให้ปลา ถามว่าทำไมแท็กซี่ถึงแดงหมด คุณอภิสิทธิ์ต้องคิดเรื่องนี้"



เปิดสัมพันธ์'ทักษิณ-พิชัย'

ย้อนไปสมัยวัยรุ่น "พิชัย" ต้องปฏิเสธถนนการเมืองจากคำชักชวนของ ชวน หลีกภัยที่สนิทสนมกับคุณพ่อของเขาเมื่อต้องเลือกเส้นทางธุรกิจเป็นเสาหลักของครอบครัวแทนคุณพ่อที่เพิ่งเสียชีวิต ทำได้เพียงแต่เอาใจช่วยประชาธิปัตย์อยู่ห่างๆ จนห่างเหินกันไปในที่สุดในช่วงหลัง

จากนั้นด้วยความสนิทสนมส่วนตัวกับ สุวิทย์ คุณกิตติทำให้เขาเบนเข็มมาอยู่กับพรรคเพื่อแผ่นดิน พร้อมดันลูกชาย "พชร นริพทะพันธุ์" ที่หลงใหลในเส้นทางการเมืองมารับหน้าที่ รองโฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน ด้วยวัยเพียงแค่ 24 ปี

แต่ด้วยความที่รู้จักกับ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ เปิดช่องให้ได้มาพูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ จนถูกคอ จากแนวคิดที่จูนกันติดและมีส่วนสำคัญที่ผลักดันให้เขาก้าวสู่ตำแหน่ง รมช.คลัง ด้วยคำการันตีว่า "เก่ง วิธีคิดใช้ได้"แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ในกระทรวงการคลัง แต่ก็ผลักดันนโยบายหลายเรื่องให้นำไปสู่การปฏิบัติได้ โดยเฉพาะการผลักดัน มาตรการภาษีเรียกเก็บจากคนที่มีฐานะ ยังได้กำหนดพฤติกรรมของคน ซึ่งมีหลายรายการที่ยังค้างอยู่ในลิสต์ไม่ได้นำไปสู่การปฏิบัติ

สำหรับมุมมองที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ แล้ว "พิชัย" ยอมรับว่าเป็นคนที่มีความเฉลียวฉลาดมาก ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความเป็นคนที่อ่านหนังสือเยอะ แล้วนำมาปรับใช้ ยิ่งไปอยู่ต่าง
ประเทศยิ่งเก่ง จนมีวิสัยทัศน์ระดับโลกตรงนี้อยากเห็นรัฐบาลมีการประนีประนอม นำความรู้ความสามารถของ พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยเหลือประเทศ อย่างสหรัฐไปจับแฮกเกอร์มือดีๆ มา ก็เอามาใช้งาน ได้ประโยชน์มากกว่าเอาไปติดคุก ปัจจุบันเราไปเสียเวลากับกระบวนการไล่พ.ต.ท.ทักษิณ ปิดสนามบินความเสียหายเท่าไหร่ ค่าเสียโอกาสเท่าไหร่ จากที่เคยแข่งกับสิงคโปร์ไปต้องมาแข่งกับเวียดนาม

"ผมกับคุณทักษิณจูนกันติด เวลาเสนอไอเดีย ตอนเป็นรัฐบาลจะทำอย่างนี้ ถ้าเป็นพรรคอื่นจะถามว่าได้เงินเท่าไหร่ แต่คุณทักษิณไม่คิด คิดว่าประชาชนได้อะไรก่อน ผมยืนยันเลยว่าเป็นอย่างนั้น ไม่ได้ยอ อย่างกองทุนหมู่บ้าน เอสเอ็มแอล ไม่มีใครได้เงินเข้ากระเป๋าเงินลงถึงประชาชนจริงๆ ไม่เหมือนชุมชนพอเพียงที่มีการปั่นของมาขาย "พิชัย" อธิบายต่อว่า เรื่องการเสนอโครงการและหวังกิน30-40% ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีได้กิน มีการไล่บี้เข้มงวดจนมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีประจำ ซึ่งคุณทักษิณเป็นอย่างนั้นจริงๆงบประมาณห้ามแตะ เครียดจะตายต้องปั้นผลงาน เงินก็ไม่ได้ คนถึงเกลียด เพราะอยู่กับทักษิณแล้วไม่ได้เงิน

ส่วนความแตกต่างระหว่าง ประชานิยมของทั้ง ทักษิณและอภิสิทธิ์"พิชัย" อธิบายว่า รัฐบาลขณะนี้ไม่มีวิธีคิดหาเงิน อภิสิทธิ์ไม่เคยหาเงิน เอาเงินจากพ่อ ไม่รู้ว่าการค้าหาเงินอย่างไร ต้องผลิตสินค้าอะไร เอาอะไรไปขาย แต่คุณทักษิณรู้ เริ่มตั้งแต่ขายภาพยนตร์ดิ้นรนหาเงินเลี้ยงตัวเอง

"รัฐบาลต้องฝึกให้ชาวบ้านหาเงิน ประกอบกับการให้เงิน พอมีรายได้แล้ว จากนั้นทำอย่างไรให้คนส่วนใหญ่มีรายได้เพิ่มขึ้น ก่อนเปลี่ยนเป็นรัฐสวัสดิการ แล้วค่อยๆ ยกระดับการจ่ายภาษี เพราะคนจนจะจ่ายภาษีได้ไง รัฐสวัสดิการจะต้องมาหลังจากประชานิยม ไม่ใช่แบบแจกฟรี แต่ต้องเพื่อให้ประชาชนมีรายได้ หากินได้เพิ่มขึ้น"

นายกฯ ต้องมีทีมงานที่ฉลาด เปิดกว้างเอาคนมีประสบการณ์ แต่คนรอบข้างคุณอภิสิทธิ์ไม่มีใครทำธุรกิจ หรือทำก็ไม่ประสบความสำเร็จ ทำให้สุดท้ายมองไม่เห็นภาพ ประทานโทษคุณอภิสิทธิ์มองในเชิงอำมาตย์ นึกว่าจะซื้อใจจากประชาชนโดยการให้อย่างเดียวไม่ได้เขาข้ามตรงนั้นไปแล้ว ไปถึงจุดที่เขาต้องหาเงินเองได้แล้ว.


Source - โพสต์ ทูเดย์ (Th)
โดย...ทีมข่าวการเมือง
************************************************