--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2553

ใบแดงพิเศษ!

“แห่นั่งรถกันกระสุน ครม.ผวา แดงล่าจับลูกเมีย”!

ขณะที่ “เทพเทือก” ก็ถือโอกาสสร้างภาพให้ระวัง “เด็กไม่มีเส้น” ซึ่ง “หอยม่วง” จะเป็นแม่ข่ายให้เครือข่ายและลูกกระแป๋งออกมาขย่มซ้ำ หลังจากไล่บี้ “โดเรแม้ว” จนหลังชนตึกดูไบไปแล้ว

ศูนย์รับแจ้งเบาะแสกับคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ทางการเมือง (คตม.) จะเป็นศูนย์กลางข่าวและทำ “สงครามข่าว”

“สีกากี” ตั้งแต่หัวจดหางจึงต้องรับภาระหนักที่สุด ส่วน “สีเขียว” เหนื่อยน้อยกว่าเพราะเป็นแค่หน่วยสนับสนุน แม้จะเตรียมพร้อม 100% เหมือนกันก็ตาม

“สีกากี” จึงต้องรับหน้าเสื่อ “สงครามข่าว” ของ “หล่อหลักลอย” ต่อไปจนกว่าจะผ่านพ้น “เด็กไม่มีเส้น” ชุมนุมใหญ่ “แดงทั่วแผ่นดิน”

มีคำถามว่า “ใคร” จะไปก่อนกัน ระหว่าง “เด็กไม่มีเส้น” กับ “หล่อหลักลอย”?

ถ้านับวันชุมนุมใหญ่อย่างเป็นทางการ 14 มีนาคม ซึ่ง “สามเกลอ” ประกาศ “รบแตกหัก” ภายใน 7 วัน

เท่ากับอายุของ “หล่อหลักลอย” จะอยู่ได้ไม่เกินวันที่ 21 มีนาคม!

แต่เสียงหัวเราะกลับดังลั่นที่บ้านใหญ่สีขาวริมถนนสุขุมวิทของ “กะหล่ำปลี” ที่ยังคงเป็นศูนย์กลางของ “อีแอบ” ในการประเมินสถานการณ์ และวางแผนไล่ล่า ไล่ฆ่า “โดเรแม้ว” เพราะวันนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผนอย่างน่าพอใจ

ยิ่ง “โดเรแม้ว” ออกอาการทุรนทุรายมากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าแผน “ล่อ ดัก เก็บ” ที่จะทำให้ “สงครามครั้งสุดท้าย” ยุติเร็วขึ้น

สงครามครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่แรงแล้วแผ่วปลาย แต่จะแรงและแรงสุดๆ!

จึงต้องใช้เสาทุกเสาค้ำยัน “หล่อหลักลอย” ในฐานะ “หุ่นเชิด” ที่แสนดีไม่ให้ล้มพังลงมา ไม่ว่าวันที่ 14 มีนาคม “สีแดง” จะนับแสนหรือนับล้านจนล้นถนนราชดำเนิน

สงครามตอแหล สร้างข่าว และสร้างสถานการณ์ เพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” จึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของการไล่ล่า ไล่เก็บ “โดเรแม้ว” และแกนนำ “เด็กไม่มีเส้น”

“หล่อหลักลอย” จึงกล้าประกาศไม่มีการ “ยุบสภา” และไม่มี “วงจรอุบาทว์”

แม้จะมีการกวาดล้างครั้งใหญ่ก็ตาม!

เพราะไม่ใช่แค่การขุมหลุมพรางรอรับ “เด็กไม่มีเส้น” หลากหลายรูปแบบเท่านั้น แต่ยังมี “ใบแดง” พิเศษที่จะเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์” ที่ “อีแอบ” เตรียมใช้หากอยู่ในภาวะฉุกเฉินสุดๆ!


คอลัมน์ .ฉุก(ละหุก)คิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย นายหัวดี

**********************************************************************

นักการเมืองหัวใจทรราช?


คงไม่ปฏิเสธว่าบ้านเมืองจะอยู่อย่างสงบสุขไม่ได้ ส่วนหนึ่งก็เพราะพฤติกรรมของนักการเมือง โดยเฉพาะเรื่องของประชาธิปไตยที่วันนี้ก็ยังมีคนสงสัยมากมายว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆ จะไปได้อีกนาแค่ไหน เพราะไม่ใช่แค่เรื่อง 2 มาตรฐานที่รู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองและทั่วโลกแล้ว

มีอำนาจนอกระบบ อำนาจของกลุ่มอำมาตย์และอำนาจของกองทัพ ซึ่งอยู่เหนืออำนาจประชาธิปไตย ปรกติทึ่คนส่วนใหญ่พยายามเชื่อว่า เป็นประชาธิปไตยของประชาชนและเพื่อประชาชน แต่ไม่ใช่ประชาธิปไตยในวันนี้แน่นอน เพราะรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดก็เต็มไปด้วยร่างเงาของเผด็จการที่ก่อนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับอัปยศนี้ ประกาศไว้ชัดเจนว่า ไม่ต้องการให้พรรคการเมืองเหมือน รัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเท่ากับไม่ต้องการให้ประชาชนมีอำนาจที่จะกำหนดอนาคตของตนเองและบ้านเมืองนั่นเอง

การโค่นล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งและประชาชนเลือกเข้ามา จึงมีการรวมหัวกันอย่างเป็น กระบวนการ และทุกอย่างก็มาที่บทสรุปที่การทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จากวันนั้นถึงวันนี้ เรื่องรัฐประหารหรือวงจรอุบาทว์ก็ยังพูดกันตลอดเวลา เพราะทุกคนไม่เชื่อว่าจะไม่มี
ไม่ว่าผู้นำกองทัพหน้าไหนจะออกมายืนยัน ก็ไม่มีใครเชื่อ เพราะแม้แต่นักการเมืองที่มาจากประชาชนก็ยังฝักใฝ่และสนับสนุน หรือให้มีการใช้กำลังแก้ปัญหาบ้านเมือง

แม้แต่ในสภาผู้แทนราษฎรที่พยายามตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อหามาตรการป้องกันการรัฐ ประหาร ก็ยังล่มไม่สามารถเดินหน้าไปได้แล้วถึง 4 ครั้ง เพราะองค์ประชุมไม่ครบ คือ มีส.ส.ประชุมไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ประชาชนจะหน้าใส หน้าดำ รากหญ้า หรือรากเหง้าจากไหน จึงไม่เชื่อว่าประเทศไทยจะไม่มี รัฐประหารอีก

ยิ่งพฤติกรรมล่าสุดที่นำมาแฉให้เห็นถึงนักการเมืองที่ฝักใฝ่การปฏิวัติรัฐประหาร คือกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊คของตัวเองเกี่ยวกับการยึดทรัพย์พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นผลดีส่วนหนึ่งของการปฏิวัติรัฐประหาร
แม้จะเป็นความเห็นส่วนตัว แต่นายกรณ์ก็เป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เป็นหนึ่งในผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่เก่าแก่ที่สุด ทั้งยังเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลที่พยายามยืนยันว่า เป็นรัฐบาลที่มาด้วยความถูกต้องชอบธรรม

ไม่ใช่รัฐบาลอำมาตย์อุ้มสม หรือกองทัพอุ้มสม ! แม้จะไปจัดตั้งกันในค่ายทหารก็ตาม ! จะเป็นเพราะนายกรณ์มีความเครียดแค้นพ.ต.ท.ทักษิณเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่พฤติกรรมเห็นดีเห็นงาม กับการทำรัฐประหาร ซึ่งทำให้พรรคประชาธิปัตย์พลอยมัวหมองไปด้วย เพราะผู้คนอาจเห็นว่าพรรค ประชาธิปัตย์ก็เห็นดีเห็นชอบกับพวกเผด็จการเช่นกัน

ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 68 ก็ระบุไว้ชัดเจนว่า ห้ามไม่ให้บุคคลล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

เรื่องนี้คงไม่ต้องขุดบรรพบุรุษใครออกมาประณาม เพราะกว่า 77 ปีที่ประชาธิปไตยไทยต้องล้มคว่ำล้ม หงายก็เพราะการทำรัฐประหารที่มากที่สุดในโลกถึง 11 ครั้ง ยังไม่รวมการทำไม่สำเร็จที่ถือว่าเป็นกบฎอีกนับสิบครั้งเช่นกัน

อย่างนี้น่ามอบรางวัล “นักการเมืองหัวใจทรราช” หรือ “หัวใจเผด็จการ” ให้จริงๆ !


คอลัมน์.เป็นประชารัฐ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 2010 ฉบับที่ 2751 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 5 มีนาคม 2010
โดย ผู้เขียน ลอย ลมบน
*********************************************************

"ทักษิณ"ซัดกลับ"กรณ์"พ่อขายหุ้นไม่เสียภาษี


"ทักษิณ"ซัดกลับ"กรณ์"พ่อขายหุ้นไม่เสียภาษีท้าถาม"เนวิน" จวก"อำมาตย์" ร่วมมือตุลาการวางแผนโค่น

"ทักษิณ"บ่นถูกอำมาตย์ประชุมร่วมกับตุลาการระดับสูงโค่นอำนาจ ระบุ ปชป.-พธม.กอด รธน.ไว้คุ้มครองคณะปฏิวัติให้ต่อเนื่องเก็บไว้จัดการเสื้อแดง โต้"กรณ์"พ่อก็ขายหุ้นไม่เสียภาษีเหมือนกัน ย้ำอีกเตรียมฟ้องเวทีโลก

เมื่อเวลา 20.30 น. วันที่ 4 มีนาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าววิดีโอลิงก์ ถ่ายทอดสดผ่านสถานี "พีเพิลชาแนล" ของคนเสื้อแดง ว่า ในสัปดาห์หน้าจะพูดเฉพาะวันอังคารเหมือนเช่นที่ผ่านมาก่อนจะกล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองว่า การปฏิวัติยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง แค่เปลี่ยนตัวนักแสดงแต่คนชักใยยังเป็นคนเดิม เพราะอำนาจคำสั่งคุ้มครองคณะปฏิวัติยังอยู่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 มาตรา 39 อ้างถึงรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 เป็นการคุ้มครองอำนาจเผด็จการ เพราะได้รับคำสั่งจากอำมาตย์ ที่ปกป้องอีกฝ่ายไว้ชัดเจนเพียงแค่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงรูปแบบเท่านั้นเอง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ยกกรณีที่พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน(กอ.รมน.) ออกมาระบุว่ามีการประชุมเพื่อทำการปฏิวัติ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2549 ที่บ้าน นายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา โดยมี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ พบกับตุลาการระดับสูงเพื่อวางแผนโค่นล้มรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 พร้อมกับนายอักขราทร จุฬารัตน ประธานศาลปกครองสูงสุด นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ประธานศาลฎีกา นายจรัญ ภักดีธนากุล เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายปราโมทย์ นาครทรรพ

"พล.อ.สุรยุทธ์ บอกว่าได้ร่วมกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ไปกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าจะทำงานถวายพระองค์ด้วยการกำจัดผม กระบวนการศาลถูกจัดตั้งตั้งแต่วันนั้น ทั้งปฏิวัติ ลอบ สังหารและคำพิพากษา พล.อ.สุรยุทธ์เป็นนักวางแผน วางแผนเก่ง จนเป็นที่มาที่มีทั้งระเบิดและพยายามบอกว่าเป็นคาร์บ๊อง " พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอีกว่า การที่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ยอมให้แก้รัฐธรรมนูญ ม. 309 เพราะต้องการที่จะมีอำนาจจัดการต่อ ดำเนินการจนกว่าไม่มีเสื้อแดง ฉะนั้นอย้างหวังจะได้เห็นความสงบเกิดขึ้นกับประเทศเลย เพราะคำๆเดียวคือความไม่ยุติธรรมโกหกไปเรื่อย แต่วันนี้เปลี่ยนไปแล้วบ้านเมืองจะจัดการได้ง่ายๆอย่างในอดีตคงไม่ได้แล้ว เพราะประชาชนรับรู้มากขึ้นทุกวันไม่ยอมให้ใช้วิธีการแบบเดิมรังแกต่อไปอีกแล้ว

ผมคิดว่าวันนี้ผมคงจะเป็นโจทก์ที่ประชาชนถูกปล้นอำนาจ โดยมีตนตัวแทนไป แต่โจทก์กลับเป็นจำเลย ขณะที่โจรทำผิดกฎหมาย และเอาตัวเองเป็นกฎหมาย ผู้เสียหายกลับเป็นจำเลย

"วันนี้ผมเจอเพื่อนฝรั่ง เขาถามว่าทำไมเขามีหลักเกณฑ์ความคิดอย่างไร ที่เอาเงินส่วนต่างราคาหุ้นจากวันที่ผมเข้าเป็นนายกฯ ถามว่าหุ้นตัวอื่นไม่ขึ้นหรือ หุ้นซีพีก็ขึ้น หุ้นเอเอสทีวีก็ขึ้น หุ้นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อย่างธนาคารไทยพาณิชย์ก็ขึ้น หุ้นกลุ่มนายทุนก็ขึ้น ถามว่าหุ้นขึ้นตามดัชนีไหม บางตัวขึ้นสูงกว่าดัชนีด้วยซ้ำ ทำไมไม่ยึดหมด คนบางคนไม่ได้เป็นนายกฯ แต่มีอำนาจสั่งการเหนือนายกฯ สั่งการเหมือนหนังตะลุง ทำไมไม่ยึด"

อดีตนายกฯ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้เหมือนกัน คิดว่าศาลตั้งโดยคณะปฏิวัติ วันนี้จึงเป็นไปตามคณะปฏิวัติ เขาบอกว่าอย่างนี้สามารถนำคดีเข้าสู่การพิจารณาระดับสากลได้ แต่ตนบอกตนเป็นคนไทย บอกไม่รู้ว่าความเป็นธรรม ยังเหลือไหม ถ้าไม่เหลือแล้วตนจะเอาความเป็นธรรมสู่สากล

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นทำให้ทุกอย่างในประเทศไทยล้าหลัง ทุกคนลงในประเทศก็เจ็บปวด อยากเปลี่ยนกฎก็เปลี่ยน สิ่งที่ผมจะโดนมีปัญหาตามมาอีกเยอะ ถูกทำโดยคนมีอารมณ์อยากจัดการอะไรบางอย่าง

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวถึงกรณีนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊คระบุถ้าเป็นตนจะตัดสินยึดทรัพย์ทั้งหมด ว่า "วันนี้นายกรณ์บอกถ้าเป็นผม จะยึดให้หมด แต่ตอนพ่อนายกรณ์ขายหุ้นเจเอฟธนาคม (บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เจเอฟธนาคม กว่า 6 ล้านหุ้น เมื่อปี 2543) พ่อนายกรณ์ก็ไม่ได้เสียภาษี มีการรายงานมา ไม่เชื่อลองถามเนวิน (ชิดชอบ แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน) แต่วันนี้เป็นพวกเดียวกันแล้ว"

ที่มา.มติชนออนไลน์
***************************************************

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

องค์กรพุทธฮึ่ม! ทำลายพระ !!


กรณีคำตัดสินให้ยึดทรัพย์สินกว่า 4.6 หมื่นล้านบาท จากทั้งหมด 7.6 หมื่นล้านบาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
แน่นอนว่าย่อมหนีไม่พ้นเสียงสะท้อนในแง่มุมต่างๆ เกิดขึ้นมาตลอดโดยเฉพาะเป้าใหญ่ คือ การทำงานของ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบ
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ ( ป.ป.ช.)

ซึ่งแสดงท่าทีชัดเจนในการต้องการให้มีการยึดทรัพย์ทั้งหมดให้ได้มาโดยตลอด แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย
ซึ่งเคยได้รับฉายา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ” ยังอดรนทนไม่ได้ ต้องพูดออกมาชัดๆ ว่า แบบนี้เท่ากับเป็นการยอมรับในอำนาจของกระบวนการ
รัฐประหาร ที่มีมาตั้งแต่ 19 กันยายน 2549

และที่สำคัญก็คือ “มีคนบางคนหรือใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง และชักใยทำให้สถานการณ์ในบ้าน ในเมืองของเรา เลวร้าย
เหมือนอย่างทุกวันนี้ซึ่งไม่มีใครตอบได้ว่าคือใคร และกำลังทำอะไรอยู่”

จริงหรือไม่จริง ใช่หรือไม่ใช่ เป็นสิ่งที่กลุ่มอำมาตยาธิปไตย และกลุ่มนายทหาร คมช. รวมไปถึงรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี จะต้องตอบกับสังคม

เพราะแม้แต่นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ยังยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์
ก็คือ กรณีสะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการยุติธรรมที่ยอมรับการรัฐประหาร

เนื่องจากหลายประเด็นที่อ้าง คณะปฏิรูปการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) มีอำนาจแต่งตั้ง คตส. และ ป.ป.ช.
ซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เกิดจากผลพวงของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.)

“ฉะนั้นคดีนี้ถ้าจะให้สง่างาม และเป็นการส่งเสริมการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย จะต้องเริ่มเรื่องจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
และศาลจะต้องพิจารณาตั้งแต่เริ่มแรก” นายอนุสรณ์ กล่าว

ที่สำคัญสิ่งที่ นายอนุสรณ์ ห่วงอย่างมากก็คือ ความยุติธรรมที่มาจากรัฐประหาร จะเป็นการสร้างบรรทัดฐาน และเป็นการบั่นทอน
ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย คือไม่มีใครกลัวที่จะเดินหน้าทำการปฏิวัติรัฐประหารถือเป็นสิ่งที่รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์
ควรอย่างยิ่งที่จะต้องรับฟังและนำไปคิด

รวมทั้ง รศ.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ยังยอมรับเช่นกันว่า
การต่อสู้ของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น จะไม่จบสิ้นลงเพราะยังมีประเด็นหลายประเด็นให้ต่อสู้ เช่น อำมาตยาธิปไตย สองมาตรฐาน การทุจริต
ของรัฐบาล

รศ.ไชยันต์ มีความเห็นเช่นดียวกันว่า การที่คำตัดสินอ้างถึงประกาศ คปค.หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ตกเป็นเป้าวิจารณ์ว่าเป็นการยอมรับ
อำนาจที่มาจากรัฐประหาร

“หลายครั้งที่อ้างถึงกฎหมายประกาศ คปค.ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้หลายคนคิดว่า เป็นการยอมรับการกระทำของรัฐประหารหรือไม่
เพราะองค์กรที่ร้องนั้น เป็นองค์กรที่มาจากการแต่งตั้งของ คปค.” รศ.ไชยันต์ กล่าว

แย่ตรงที่ แม้จะมีการห่วงใยว่าเป็นการยอมรับอำนาจรัฐประหาร แต่หน่วยงานที่มาจากการแต่งตั้งของอำนาจรัฐประหาร กลับไม่รู้สึกรู้สม
และยังคงเดินหน้าทำตามสิ่งที่ต้องการต่อไป

เพราะนายภักดี โพธิศิริ กรรมการ ป.ป.ช. บอกชัดว่า ได้รับมอบหมายจากที่ประชุม ป.ป.ช. ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน 4 เรื่อง
คือ

1. กรณีการแจ้งบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินอันเป็นเท็จ
2. การแก้ไขสัญญาอัตราจัดเก็บภาษีบัตรเติมเงินมือถือแก่บริษัท เอไอเอส โดยมิชอบ
3. การแก้ไขสัญญาเชื่อมต่อสัญญาณหรือโรมมิ่งแก่เอไอเอส และ
4. การอนุมัติโครงการดาวเทียมไอพีสตาร์โดยมิชอบ

เล่นต่อไม่เลิกอย่างชัดเจนเช่นเดียวกับ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ที่ก็บอกว่าคณะรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ
ขยายผลคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงได้มีการออกคำสั่งที่ 102/ 2553 แต่งตั้งคณะทำงานศึกษาและวิเคราะห์คำพิพากษา
ในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ของดีเอสไอ ตามคำพิพากษาใน 5 ประเด็น และให้สอบสวนแล้วเสร็จภายใน เดือน มี.ค.

เร่งกันเหมือนติดจรวดพร้อมตั้งคณะทำงานศึกษาสำนวนคดีปกปิดโครงการผู้ถือหุ้น SC ที่อัยการเคยสั่งไม่ฟ้อง ว่า
สามารถเข้าสอบสวนรื้อฟื้นดำเนินคดีใหม่ได้อีกครั้งหรือไม่ ตามคำสั่งนายกฯ ภายใน 15 วัน

การกระเด้งรับอย่างรวดเร็วทันใจเช่นนี้ ไม่น่าแปลกใจ หากสังคมจะวุ่นวายไม่จบ ยิ่งมามีเรื่องของ “ปากคนประชาธิปัตย์” ที่ยังเคยชินกับ
มุกถนัดเดิมๆ ไม่สนผลกระทบ ขอให้ได้พูดเอามันไว้ก่อน สร้างความฮือฮาระทึกใจให้สังคมได้เท่านั้นเป็นพอใจ

แล้วกรณีแบล็คลิสต์จึงลามปามไปจนเลยเถิด นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง รับว่า มีการติดตามจับตามอง
ประมาณ 10 คน แถมยังสนุกปากต่อไปว่า จะมีการจ้องเล่นงานลูกเมียรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการเหล่าทัพ เว่อร์เสียยิ่งกว่าตลกชวนชื่น
หรือตลกเชิญยิ้มเสียอีก

แต่บรรดาคนที่ถูกกล่าวหา แน่นอนว่าไม่สามารถรับได้ ว่าเอาสมองส่วนไหนคิดว่าจะมีการคุกคามลูกเมียรัฐมนตรี หรือผู้นำเหล่าทัพ
สิ่งเหล่านี้ไม่มีในสังคมไทยอยู่แล้วนี่คือการป้ายสีหรือไม่??? นี่คือการสร้างความแตกแยกแบ่งขั้วให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีกหรือไม่???

เช่นกันกับองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทยก็ไม่พอใจ ซึ่ง พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ เลขาธิการองค์กรชาวพุทธฯ ยังพูดชัดว่า
ขณะนี้ได้เกิดเหตุการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในพระพุทธศาสนา คือมีรายชื่อของพระชั้นผู้ใหญ่ถูกรัฐบาลขึ้นบัญชีดำ หรือ แบล็กลิสต์
ในการที่จะต้องจับตามองเป็นพิเศษ

เพราะอาจจะมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ควรเฝ้าระวัง ทั้งๆ ที่รายชื่ออย่างเช่น
พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรสมาคม
พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยนั้น ทั้ง 2 รูปไม่เคยออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองเลย และ
พระธรรมกิตติเมธี ก็เป็นถึงโฆษก และกรรมการมหาเถรฯ แต่ก็ยังถูกนำมาขึ้นบัญชี

จึงอยากให้ทางรัฐบาลโดยเฉพาะนายสุเทพ ออกมาชี้แจงให้ชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ เพราะขณะนี้มีพระสงฆ์กลุ่มหนึ่งไม่พอใจการกระทำ
ดังกล่าวของรัฐบาล และเตรียมตัวที่จะออกมาเคลื่อนไหวใหญ่แล้วสำหรับรายชื่อพระสงฆ์ที่ถูกระบุในแบล็คลิสต์ที่ควรเฝ้าระวัง ประกอบด้วย

1.พระธรรมกิตติเมธี โฆษกมหาเถรฯ
2.พระธรรมสุธี เจ้าคณะกทม.
3.พระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาฯ
4.พระธรรมสิทธินายก ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศ
5.พระธรรมคุณาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดสามพระยา
6.พระเทพวิสุทธิกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชาธิวาส
7.พระเทพปริยัติวิมล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏฯ
8. พระราชญาณวิสิฏฐ์ เจ้าอาวาสวัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม
9.พระสิทธินิติธาดา เลขานุการเจ้าคณะกทม.
10. พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ เลขาธิการองค์กรชาวพุทธฯ และ
11. พระมหาโชว์ ทัสนีโย รองเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย

วุ่นวายกันขนาดนี้ คงต้องขึ้นอยู่กับนายอภิสิทธิ์แล้วว่า เมื่อไรจะปรามบรรดา “ปากประชาธิปัตย์” เสียที บ้านเมืองจะได้วุ่นวายน้อยลง


ที่มา.บางกอกทูเดย์
******************************************************************************

** เหมือนจะประกาศสงครามกับประชาชน **

นับถอยหลัง เหลือ 7 วัน เมืองไทยจะมีคำตอบ! ประเทศไทยจะได้ “ประชาธิปไตย” กลับคืนมา หรือ “อำมาตยาธิปไตย” ยังครองเมือง??

- “มาร์ค-เทือก” จะยั่วยุด้วยการสั่งการ สนธิกำลังทหารกับตำรวจนับจำนวนหมื่นๆ เหมือนจะประกาศสงครามกับประชาชน
แต่ ”คนเสื้อแดง” ถอยไม่ได้อีกแล้ว 12-14 มีนาคมนี้ สงครามระหว่ง “ระบอบ” มันจะเกิด!!.....

- ถ้ากองทัพเสื้อแดงนับจำนวนล้าน ต้องแพ้พ่าย กองทัพรัฐบาล แน่นอน! ระบอบอำมาตยาธิปไตย ก็ดำรงต่อไป อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
จะเป็นนายกรัฐมนตรีม้าใช้ของอำมาตย์ใหญที่ “เป็นโชคดีของประเทศ” อย่างที่ ใครบางคนเอ่ยชมซึ่งหน้า!!.....

- ผ่านศึกเสือเหนือใต้ ช่ำชองการรบจนได้รับฉายา “ขงเบ้งกองทัพบก” เมื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ให้ความเห็น บึ้มธนาคารกรุงเทพฯ
ที่ผ่านมา มีคน ”เขียนบท” ก็ฟังแล้วน่าเชื่อ!! ให้ แต่จะเป็นใคร?? “บิ๊กจิ๋ว” ไม่ได้บอก....

- การเข้าชื่อ “ถอดถอน 9 ตุลาการ” ที่กำลังเดินหน้ากันอยู่! ในระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก!! “กุหลาบพิษ” ไม่ต้องยืนยันกันลืม
ก็รู้กันทั้งประเทศว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คือนายทหารใหญ่ที่เดินตามกรอบ ”ประชาธิปไตย” จนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่เคยคิด
“ลักหลับปฏิวัติ” หรือปล้นเขามา??...

- ใครจะอยู่เบื้องหลังไม่สำคัญ แต่หลักฐานเอกสารมันฟ้อง มีการ “หมกเม็ด” ชัด ในการรุกเขาสอยดาว กรมอุทยาน สวมหัวใจสิงห์
ส่งมอบ ภาพถ่ายทางอากาศ ให้ ปทส.ฟ้องตั้งแต่ปี 2550 แต่...ถูกมือดีดึงออกมาจากแฟ้มเสียก่อน จึงรอดตัวมาถึงวันนี้.....

- กรณีเขาสอยดาว คือความอัปยศของ”คนรวยที่ไม่รู้จักพอ” จับมือกับ “คนมีอำนาจ” ที่ใช้อำนาจฟุ่มเฟือย ถ้าวันนี้ เมืองไทยไม่มี
”คนเสื้อแดง” คอยแยงคอยแฉ? ไม่กี่ปีข้างหน้า ทั้งป่าและอุทธยานจะเป็นของ ”อำมาตย์ขี้โกง” และโครเง่ามัน!!.....

- เห็นใจ พล.ต.ต.มิสกวัน บัวรา ผู้การกองปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ผบก.ปทส.)
เป็นแค่ “พลตำรวจตรี” จะไปกล้าหืออือทำอะไรมาก? เพราะรู้อยู่?? เรื่องนี้ “ใครหนุนหลัง??”....

- เริ่มวันนี้ที่โคราช ฐานทัพใหญ่ ของ “มหาประชาชน” ที่แดงทั้งแผ่นดิน เป็นงานหนักของ “แรมโบ้อีสาน” สุภรณ์ อัตถาวงศ์ กับ
ขุนศึกจากขอนแก่น ขวัญชัย ไพรพนา ยุทธการ “ป่าล้อมเมือง” เริ่มแล้ววันนี้ ถึง 12 มีนาคม หมุนเวียนวอร์มอั๊พกล้ามเนื้อกันทุกภาค!!....

- ข่าวที่เป็นอัปมงคงอย่างยิ่งของประเทศไทยซึ่งมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี คือ “คำประกาศ” เหมือนสนุกปากของ
สุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งบอก “รัฐมนตรีที่กลัวตายทั้งหลาย” ใครอยากได้ “รถยนต์กันกระสุน” ให้ขอกันมาได้....

- “เทพเทือก” พูดเหมือนงบประมาณแผ่นดินทุกบาทของประเทศนี้เป็นของรัฐบาลผสมเทียมจากค่ายทหาร ? ประกาศเต็มปากเต็มคำ
เพิ่งได้งบมา 40,000 ล้าน ไว้ซื้อ รถยนต์กันกระสุนให้กับ คณะรัฐมนตรีที่มีคนเกลียดชังมากที่สุดในประวัติความเป็นชาติ!!
มาร์ค-เทือก-กรณ์ ประเทศนี้โชคไม่ดีที่มีคุณ!!...


ที่มา.konthaiuk
โดย.กุหลาบพิษ
***************************************************************************

สู้-ไม่สู้ก็ตาย !!

หนึ่งต่อเจ็ด..หนังของ ส.อาสนะจินดา ที่ว่าโหดเหี้ยม กระเทียมดองแล้ว..เพราะ “หนึ่งคน” ถูก “เจ็ดคน” รุมกระทืบอย่างซาดิสม์!!
ก็..ยังไม่เท่า “ทักษิณ ชินวัตร” ที่โดนฟัดอยู่ในขณะนี้

“เหมาะ เชิงมวย” แค่ชิล-ชิล..ไม่ได้ครึ่งของ “แม้ว เชิงตะกอน” หรอกจะบอกให้..ถูกไล่บี้ -ไล่เบียดจนบู้บี้บุบบิบในที่สุดก็กลายเป็น
“ขนมบ้าบิ่น” แบบอัตโนมัติ!!

“ทรัพย์สิน” โดน ยึดไปจนแทบหมดเก๊ะแล้ว..ยังจะ “งาบ” ต่อไปเอาให้ถึงชีวิต ใครจะไปทนได้..

นี่ “ทักษิณ ชินวัตร” นะครับ ..ไม่ใช่ “ทักษิณ แจ่มผล” ที่โลดโผนอยู่บนแผ่นฟิลม์ เมื่อเล่นหนังจบก็จบกันไป..

แต่..นี่คือ ของจริง “หนังชีวิต” ล้วนๆ สุภาษิตไทยบอกไว้ว่า “ไฟพิสูจน์ทอง ความอดทนพิสูจน์คน”แม้ว พเนจร ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอดทนอดกลั้นมามากแล้ว..ว่าตัวเขาเอง “เจ็บปวด รวดร้าว” ขนาดไหน??

รวมหัวกันทำการปฏิวัติ เพื่อไล่เขาออกไปจากการเป็น “รัฐบาล” ในขณะที่ประชาชนอยู่ดีกินดีทั้งที่เข้ามาตามตรอก ออกตามประตู ..
ชนะการ “เลือกตั้ง” ด้วยเสียงของประชาชนเนื้อๆ จนกระทั่งสามารถตั้ง “รัฐบาล” จากพรรคเดียวได้อย่างสง่าผ่าเผย ซึ่งไม่เคยมีให้เห็น
มาก่อนในประเทศนี้!!

ทุกวันนี้ตาม “จองล้าง จองผลาญ” ข้ามชาติ..ไม่ยอมให้มีที่นั่งที่ยืนบนผืนโลก “หมาจนตรอก” มีปฏิกิริยาอย่างไร? ..
“ทักษิณ” ก็เป็นเยี่ยงนั้น!!

จึงไม่น่าจะแปลกใจว่า ..ทำไม “คนเสื้อแดง” จึง มากขึ้น-มากขึ้น แบบทวีคูณอย่างไม่หยุด..เพราะคนไทยเห็นความ “อยุติธรรม”
แล้วทนไม่ได้

พวกเขาไม่ได้คิดว่า ทักษิณ เป็น “พระเจ้า”..แต่เขาเชื่อว่า “ทักษิณ” จะเป็น “ผู้เดียว” ที่นำพาประเทศชาติให้ไปรอดและกลับคืน
ความอยู่ดีกินดีมาให้แก่พวกเขาได้

เพราะ ทุกวันนี้ ประชาชนก็เหมือนอยู่ในหลุมแห่ง “ความตาย” กลบอยู่แล้ว เมื่อสู้ก็ “ตาย” ไม่สู้ก็ “ตาย”..ขอสู้ซะก่อนแล้วค่อยยอมตาย..
ตายซะก่อนแล้วค่อยยอมแพ้.. “คนเสื้อแดง” เขาคิดอย่างนั้น เอาเถอะรอดูไม่เกินสิบวันรู้ผล!!


ที่มา.konthaiuk
โดย.หนุ่ม ชิงชัย
***************************************************************************

หยั่งกะ ‘ห่าลง’

“ชั่ว” หรือก็ปรากฏ... “เลว” ผุดขึ้นมาหมด เพื่อไล่บี้ไล่บด เอากับ “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ผู้ซื่อตรง??
ยังไม่หนำใจ และพอใจ กับการ “ชักใย” เล่นงาน “อดีตนายกฯ ทักษิณ” เสียจนคางเหลือง
“กลุ่มอีแร้ง” หัวล้าน หัวเถิก หัวเหม็น ยังลงปฏักช่วยกันลงแขก เพื่อยึดทรัพย์ อีก “๓๐,๐๐๐ ล้านบาท” ให้เกลี้ยงไม่เหลือสักเก๊...
ตาม “ใบสั่งใบออเดอร์” ของ “อำมาตยาธิปไตย” และ “กลุ่มการเมือง” เมื่อผู้ถูกกระทำ โดนย่ำยี เชิดหน้ายืดอก ต่อสู้ทวงถาม
ความชอบธรรมอันดี ตามระบบสากลโลกอันดีงาม..ก็ถูก. “ขบวนการปากหมา” ที่รับใช้ “ขันทีเฒ่า” และ “เผด็จการพลเรือน” ให้หุบปาก...
โดยกลุ่มตัวเองนั้น ใช้ความ “เจ้าเล่ห์-เพทุบาย” ที่จะ “ริบทรัพย์” ไม่ให้เขาเหลือเป็นทุน!! ใช้อำนาจอย่างน่าเกลียด....ตั้งโจทย์ขึ้นมา
ยัดเยียด?....กระเดียด “ทำตามใบสั่ง” ดีจังนะพวกคุณคุณ ?
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

‘คุณธรรม’ โดดเด่น!!!!

แต่พฤติการณ์ ไม่ยักจ๊วบ ไม่ยักเช้งกะเด๊ะ อย่างที่เห็น?? ปักใจเชื่อ เมืองไทย ไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อน การเข่นฆ่า ใช้ความรุนแรง
ไม่ได้เกิดขึ้น...เป็นเสียงเบิ้ลระรัวน้ำลาย มาจาก “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีผู้อวดความยิ่งใหญ่ “วัฒนธรรมไทย”
โดยเฉพาะ “นักรบไร้ดาว ชาวเสื้อแดง” เขาไม่ทำเรื่องนอกกรอบ...ยึดหลักอสิงหา ตามสูตรแห่งความเป็นประชาธิปไตย และ
“วัฒนธรรมไทย” ก็ไม่มี “นักการเมือง” คนไหน?..ที่ขาดสติ หงี่จนตัวสั่น อยากได้อำนาจการเมือง อย่างไม่รู้ผิดรู้ถูก....
พา “ลิ่วล้อสอสอสอจอมสอพลอ” ไปให้กำลังใจ “โจรก่อการร้าย” ถึงทำเนียบรัฐบาล.....โดย “ฝ่ายการเมือง” ไม่น่าเข้าไปเชิดชู
“พวกถ่อย” ฉะนั้น, “พวกหนุนโจรก่อการร้าย”.....ก็แสนเลวบรรลัย?....ดูไปเข้าข่ายชั่วไม่น้อย??

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


‘ไทเกอร์ วู้ด’ ชิดช้าย!!!

เรื่อง “ผิดผัว-ผิดลูก-ผิดเมีย” แล้วล่ะก้อ... “นักการเมือง” ของเรา ไม่เคยแพ้ใคร??? ที่ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง แหกปากจนหูแทบฉีก ให้ “รัฐมนตรี” ช่วยกันระวัง “ครอบครัว” โดยเฉพาะ “ลูกและเมีย” จะถูกรวบตัว
ซิวตัวไป โดนเล่นงานหนักดู “เทพเทือก” จะห่วงบ้านหลวง ประตูใหญ่....ส่วน “กิ๊กเมียน้อย” หรือ “กิ๊กเมียเก็บ” ท่านไม่นำพา จริงๆ
ให้ตายชักอย่าลืมว่า เรื่องเลี้ยงดูปูเสื่อ “ประตูหลัง” ประเภท “เมียน้อย” และ “เมียเก็บ” ที่มีลูกด้วยกันนั้น “นักการเมืองไทย” มีให้ยุ่บยั่บ!!!!!
นักการเมืองเรานั้น มิใช่ย่อย....หลงเสน่ห์ “ผืนนาแปลงน้อย”?.....เลี้ยงต้อยเป็นบ้าเป็นหลัง อยู่ตั้งหลายคนละครับ???

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เอาดีต่อหน้า!!

ช่วยเหลือ “ชิลี” ที่ “สึนามิ” เข้าถล่ม และ คร่ากลืนชีวิตเพื่อนมนุษย์ เขาใครก็ไม่ว่า? แต่คนไทย ลูกไทย หลานไทย
ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังพันธุ์แท้ อย่างกับ “ชาวนาไทย” ทำไม “รัฐบาลมาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ถึงได้งอมือง้อเท้า เสียสนิท
“ข้าวเปลือก” ตกต่ำ “ชาวนา” น้ำตาตกในชีวิต “อภิสิทธิ์” ช่วยเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ก็ทำไป...แต่นี่ลืมชะตากรรม ชีวิตชาวนาไทย
ปล่อยให้เขาทนวิบากกรรม กับการ “บริหารงานไม่เป็นของท่าน” จนเขาพากันเจ็บช้ำระกำ!!!
ช่วยเพื่อนมนุษย์เป็นสิ่งดี....แต่ไม่ควรละทิ้งชาวนาเช่นนี้?.....เป็นเรื่องไม่ดีที่ “อภิสิทธิ์” ไม่ควรทำ???

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++


เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด!!

แต่เพื่อความขาวสะอาด เป็น “โอโม่” จึงต้องทำเรื่องนี้ ให้ขาวหมดจด??? ดังนั้น “จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” อดีต รมว.กระทรวงศึกษา
ที่แหย่ขาโยกย้ายไปเป็น “รมว.สาธารณสุข” อย่าได้กินแหนงแคลงใจ ในตัว ของ “ชินวรณ์ บุณยเกียรติ” เจ้ากระทรวงเสมาธรรมจักรคนใหม่
ไปเลยที่เขาสั่ง “เช็คบิล” ตรวจสอบทุกโครงการ เพื่อความ สง่าผ่าเผยเพราะก่อนหน้านี้ “กระทรวงศึกษาธิการ” โดนเล่นงานอย่างจั๋งหนับ
ในโครงการไทยเข้มแข็ง ที่มีการ “งาบ” จนเรื่องแดง และอื้อฉาว??? ที่ต้องชิงสอบให้กระจ่าง.... “รัฐมนตรีชินวรณ์” ไม่อยากพัง?...
เพราะไม่เคย รับสะตุ้งสะตังค์ จากใครเขา??


ที่มา.konthaiuk
โดย.การบูร
*****************************************************************************

‘บิ๊กจิ๋ว’ติงมีบัญชีดำพระเถระผู้ใหญ่


นายหลิว เจียยิ (Liu Jieyi ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ พรรคคอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมคณะ ได้เดินทางเข้าพบพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย เพื่อหารือถึงการบริหารประเทศในฐานะพรรคฝ่ายค้าน โดยใช้เวลาหารือกันประมาณ 20 นาที ต่อมา

พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กล่าวถึงข่าวหน่วยงานมั่นคงขึ้นบัญชีดำ 212 คนที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีรายชื่อของพล.อ.ชวลิต รวมอยู่ด้วยว่า ไม่มีปัญหา แต่สิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้นคือการไปใส่รายชื่อพระเถระชั้นผู้ใหญ่อยู่ในบัญชีด้วย จริงเท็จเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่ไม่ควรเอาชื่อไปใส่ มันไม่เหมาะ ไม่ว่าจะขัดแย้งอะไรก็ไม่ควรทำ น่าสงสารท่าน "พอมีรายชื่อออกมา พวกเราก็ไปว่ารัฐบาลจะมาขจัดพวกเรา คิดว่าคงไม่ถึงขนาดนั้น แต่อาจแยกบุคคลพวกนี้เพื่อเฝ้าดูพฤติกรรม ไม่ใช่เจอแล้วฆ่าทิ้ง คงไม่ใช่อย่างนั้น"

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตว่าการขึ้นบัญชีดำ อาจเชื่อมโยงการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 และ 14 มี.ค.นี้ พล.อ. ชวลิต กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกับการชุมนุม เชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุรุนแรงหรือมีอะไรให้หนักใจแก่บ้านเมือง เพราะแกนนำนปช.ประกาศจะยึดแนวทางอย่างสันติ

เมื่อถามถึงเหตุปาระเบิดทั้งในกทม.และจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเชื่อมโยงประเด็นการเมืองหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พูดกันไปเยอะ บางคนบอกว่าเขียนบทไว้แล้ว ต้องมีคนแสดงตามบท เป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่าสัปดาห์นี้ควรเฝ้าระวังอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า คงไม่มีอะไร อย่าตื่นตระหนก เพราะคนเสื้อแดงประกาศไว้ชัดว่าประชาชนมีสิทธิ์มีอำนาจชุมนุมเพื่อขจัดความแตกต่างตลอดจนเรื่อง 2 มาตรฐาน ตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญ และดำเนินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เมื่อถามว่าจำเป็นต้องพูดคุยกับแกนนำคนเสื้อแดงหรือไม่ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่าได้คุยกับแกนนำเสื้อแดงอยู่ตลอด เชื่อว่าไม่มีปัญหา หากช่วยกันคนละไม้ละมือ

เมื่อถามถึงแกนนำคนเสื้อแดงเตรียมล่ารายชื่อประชาชนเพื่อยื่นถอดถอน 9 องค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลก เนื่องจากเป็นกลไกตามระบอบประชาธิปไตย



ที่มา..พรรคเพื่อไทย
*******************************************************

พท.ดาหน้าจวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม-ไร้มารยาท.

พท.ดาหน้าจวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม-ไร้มารยาท ขัดรธน.ม.68 ร้อง"มาร์ค" เรียกมาตบปาก

พท.ดาหน้าจวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม-ไร้มารยาท ชี้ขัดรธน.ม.68 ร้อง"มาร์ค" เรียกมาตบปาก"ประชา"เตรียมแฉชื่อคนรบ.ซุกหุ้นสัปดาห์หน้า ชทพ.ร่วมติง ย้ำรัฐประหารไม่ควรเกิดขึ้นอีก

พท.จวก"กรณ์"โพสต์เฟซบุ๊ค หนุนปฏิวัติไม่เหมาะสม

ที่รัฐสภา นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐนะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน แถลงเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แสดงความคิดเห็นในเฟซบุ๊คของตัวเอง เกี่ยวกับการยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าถือเป็นผลดีส่วนหนึ่งของการปฏิวัติรัฐประหาร ว่า รู้สึกเสียใจที่พรรคประชาธิปัตย์เห็นชอบกับเผด็จการและพฤติกรรมการโพสต์ข้อความของนายกรณ์ ถือว่าไม่เหมาะสม แสดงให้เห็นอาการเคียดแค้น ต้องการเห็นพ.ต.ท.ทักษิณถูกยึดทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งถ้าตนเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ จะเรียกนายกรณ์มาตบปาก ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่ห้ามไม่ให้บุคคลล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย

ด้านนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฏหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า การที่นายกรณ์โพสต์ข้อความลงเฟซบ็คระบุว่าศาลสั่งยึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณเพียงแค่นี้ยังไม่พอ ถือว่าไม่มีมารยาท เพราะควรจะดูว่าพ.ต.ท.ทักษิณอุทธรณ์ภายใน 30 วันหรือไม่ก่อน จึงขอฝากถามนายกรณ์ว่าบรรพบุรุษของนายกรณ์เคยประพฤติชั่วไว้บ้างหรือไม่ กรณีการนำรถเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งตนจะติดตามเรื่องนี้ว่าเป็นอย่างไร ตนอยากให้นายกรณ์ตอบมาว่าบรรพบุรุษคนนั้นคือใคร นอกจากนี้ ตนจะใช้มาตรการเกลือจิ้มเกลือ

นายประชา กล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้าตนจะนำหุ้นที่ผูกพันกับคนในรัฐบาลนี้มาเปิดเผย จะได้รู้ว่าผู้นำรัฐบาลนี้มีการซุกซ้อนหุ้นไว้ใช้เป็นกระสุนดินดำอย่างไร และขอให้นายกรณ์ตอบมาให้ชัดว่าความจริงนายอภิสิทธิ์เกิดที่ไหน ในประเทศไทยหรืออังกฤษ และเคยใช้เอกสารเท็จกับองค์กรอิสระหรือไม่ อีกทั้ง เคยมีการทำเอกสารไปยังองค์อิสระเพื่อให้ช่วยเหลือให้นายอภิสิทธิ์พ้นผิดหรือไม่ ถ้านายกรณ์ตอบมาแล้ว ตนก็จะนำเอกสารหลักฐานมาชี้แจงให้ชัด

ชทพ.ติง"กรณ์"หนุนรัฐประหาร ย้ำไม่อยากให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ถึงกรณีที่นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุผ่านเฟซบุคถึงการสนับสนุนรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ทำให้ศาลฎีกาตัดสินคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า การปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของนายกรณ์นั้น ที่จะรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดินต่อไป แต่ไม่ชื่นชมในฐานะการเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะการแสดงความคิดเห็นการเมืองในลักษณะโอนเอียงสนับสนุนการรัฐประหารหรือยึดอำนาจรัฐ ซึ่งเป็นสิ่งตรงข้ามระบอบประชาธิปไตยสิ้นเชิง จึงขอท้วงติงเพราะไม่อยากให้ประชาชนและเยาวชนไทยในขณะนี้ มีพื้นฐานการยึดติดว่าการรัฐประหารจะสร้างความยุติธรรมได้

"หากไม่มีการรัฐประหาร พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ประพฤติมิชอบจริง ที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรมอาจจะช้าหรือเร็วที่สุดกระบวนการยุติธรรมจะทำหน้าที่เอง ขอย้ำว่าการแนวคิดดังกล่าวของนายกรณ์ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ดังนั้น เราเป็นนักการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้ง ควรจะแสดงท่าทีชัดเจนว่าต่อต้านไม่เห็นด้วยต่อการยึดอำนาจรัฐประหารใดๆ" นายวัชระ กล่าว

ที่มา.มติชนออนไลน์
***********************************************************

** ตายเดี่ยว-ตายหมู่ !!! **

ยังไม่ผ่านสัปดาห์แรกคดีประวัติศาสตร์ “โดเรแม้ว” อุณหภูมิการเมืองก็ร้อนระอุ ทั้งระเบิดและการสั่งไล่ล่าของ “หล่อหลักลอย”
ที่จะเอาผิดในทางอาญาและอื่นๆอีก

เป็นบันไดขั้นสุดท้ายที่ต้อง “สะเด็ดน้ำ” จะตายจริงหรือตายทั้งเป็นก็ตาม!

บ้านเมืองวันนี้จึงไม่ต้องพูดเรื่อง “ใครดี ใครชั่ว”

เพราะมีแต่ “กูต้องชนะ มึงต้องตาย”

โดยเฉพาะสังคม “สัตว์การเมือง” ที่ต่างก็เป็น “เสือซุ่ม” เตรียมทั้งกระสุนและพวกพ้องเพื่อรอการเมืองกระดานใหม่ ที่พร้อมจะ “ผสมพันธุ์”
กับสัตว์ได้ทุกประเภท

เพราะถ้ายังมีชีวิตอยู่ก็ปฏิเสธเรื่อง “กิเลสและตัณหา” ไม่ได้ ไม่ว่าจะดี จะชั่ว จะรวย จะจน จะซวย จะเฮง หรืออีกหลาย “จะๆๆๆ”...
ทุกคนก็หนีไม่พ้น “เกิด แก่ เจ็บ ตาย”

แม้แต่ “ผู้อาวุโส” วันนี้ยังหดหัวเหมือนเต่า เพราะถ้าออกมาพูดเรื่องความยุติธรรม เป็นธรรม และชอบธรรม ก็เหมือนการประจานตัวเอง

แต่พวกผมหงอกผมขาว “กะโหลกกะลา” กลับฟิตจัด เปิดศูนย์บัญชาการใหญ่ใส่เครื่องแบบเต็มยศลงมาเล่นเอง ไม่กลัวใครจะประณามว่า
“แก่แล้วไม่เจียมตัว”

เพราะถือว่า “ยิ่งแก่ยิ่งมัน” ไม่รู้ว่ากิน “โก๋แก่” มากไปหรือไม่ จึง “ยิ่งแก่ยิ่งโลภ ยิ่งมากตัณหา”!

เหมือน “เทพลิ้ม” ที่เป็นหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ “สงครามครั้งสุดท้าย” วันนี้หลุดโลก กู่ไม่กลับแล้วนั้น ยังมี “นางฟ้า” หน้าแฉล้มคอยปรนนิบัติ
อย่างใกล้ชิดเป็นพิเศษอีก...(555)

การไล่ล่าและไล่ยึด “โดเรแม้ว” หลังจากตั้งธงแรกผ่านไปด้วยการ “ยึดทรัพย์” ก็ต้องเริ่มชูธงใหม่ “ยัดเข้าคุก” ให้ได้ ทั้งที่ “ธงแรก”
ทั่วโลกยังตั้งคำถามถึงอำนาจและความชอบธรรมของสังคมไทยว่าด้วยเรื่องอำนาจและคำสั่ง “วงรอุบาทว์” ที่อยู่เหนือ “นิติรัฐและนิติธรรม”
ที่ทำลายทั้งประชาธิปไตยและล้มล้างรัฐธรรมนูญที่ถือเป็นกฎหมายสูงสุดของบ้านเมือง

จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไม “วงจรอุบาทว์” จึงอยู่ยงคงกระพันมากว่า 77 ปี โดยมี “สีเขียว” คอยปกป้องและขอส่วนบุญไม่ต่างกับ “ผีเปรต”

ตราบใดที่ “สงครามยังไม่สิ้นสุด” นอกจากจะไม่สามารถ “นับศพเด็กไม่มีเส้น” แล้ว ยังต้องจับตาเกมกดดันและต่อรองที่จะเข้มข้น
จนหยดสุดท้าย

เกมนี้อยู่ใต้กระดานที่มีการต่อรองกันมาอย่างยาวนาน แม้จะมีการพยายามขัดขวางและล้มกระดานจาก “อีแอบ” อย่างสุดฤทธิ์สุดเดชก็ตาม

แม้จะไม่มี “บิ๊กเซอร์ไพรส์” แต่ยังมีมหกรรม “ลด แลก แจก แถม” ที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจ!

แต่งานนี้อาจมีคน “ตายเดี่ยว” ไม่ใช่ “ตายหมู่”!


โดย.นายหัวดี
ที่มา.konthaiuk

**********************************************************************

วันพุธที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2553

"บิ๊กจิ๋ว" อ้างรธน.หนุนแดงถอดผู้พิพากษายึดทรัพย์ "ทักษิณ" ได้


นปช.ล่าชื่อถอดองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ทั้ง 9 คน ละเมิดรธน.ฉีกทิ้งคำวินิจฉัยศาลรธน.
แต่ไปยึดคำสั่งคณะปฏิวัติ ศาลเตือนลงชื่อมั่วเจอฟ้องกลับ หากไม่พบพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหา
ป.ป.ช.ปวดหัวแดงยื่นสอบศาล อ้าง "วัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก"
"จิ๋ว"อ้างรธน.ยื่นถอดได้


"ชวลิต"อ้างรธน.หนุนแดงยื่นถอดผู้พิพากษายึดทรัพย์"ทักษิณ"

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีคนเสื้อแดงจะเข้าชื่อเพื่อยื่นถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษา
คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 271 ว่า ยังไม่ทราบ แต่เมื่อกลไกตามรัฐธรรมนูญตามตัวบท
กฎหมาย ก็ทำได้อยู่แล้ว


นปช.ล่าชื่อถอดองค์คณะ

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ
คนเสื้อแดง กล่าวเมื่อวันที่ 2 มีนาคม ว่า

ภายในสัปดาห์นี้ จะมีกระบวนจากภาคประชาชนแสดงตนถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ทั้ง 9 คน ซึ่งตนจะร่วมลงชื่อถอดถอน
ร่วมกับประชาชนอีกกว่า 20,000 คนด้วย โดยเหตุผลการถอดถอนมาจากกรณีที่องค์คณะผู้พิพากษากระทำการละเมิดรัฐธรรมนูญ
มาตรา 216 วรรค 5 ที่ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ
แต่องค์คณะไม่ยอมยึด พ.ร.ก.แปลงภาษีสรรพสามิต ที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ดังกล่าวชอบด้วยรัฐธรรมนูญถึง 2 ครั้ง
มาพิจารณา แต่กลับไปพิจารณากฎหมายที่มาจากคณะปฏิวัติ

"เรามีบทเรียนจากการยื่นถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณแล้ว ดังนั้น ครั้งนี้เราจะยื่นรายชื่อประชาชนเพียง
2 หมื่นเศษๆ เท่านั้น ส่วนรายชื่อที่คาดว่าจะมีเป็นแสนเป็นล้านนั้นจะเพิ่มเติมไปภายหลัง เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีคนไทยจำนวนเท่าไหร่
ที่ไม่พอใจการทำหน้าที่องค์คณะผู้พิพากษา" นายจตุพร กล่าว

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ที่จะมีประชาชนเข้าชื่อยื่นถอดถอนองค์คณะผู้พิพากษานั้น
เป็นเรื่องของภาคประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณ คงไม่ใช่คนเข้าไปสั่งการ


ศาลเตือนลงชื่อมั่วเจอฟ้องกลับ

นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวถึงกรณีที่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง จะรวบรวมรายชื่อยื่นถอดถอน
ผู้พิพากษาคดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า

แม้จะเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ แต่การจะถอดถอนก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหาที่ชัดเจนตามหลักเกณฑ์ที่เป็นเงื่อนไขการยื่นถอดถอน
ไม่ใช่เพียงแค่การคัดลอกคำหรือข้อกฎหมายในรัฐธรรมนูญมากล่าวอ้าง แต่ต้องมีข้อกล่าวหาชัดเจนว่าการทำหน้าที่ของผู้พิพากษาองค์คณะ
นั้นผิดอย่างไร มีหลักฐานอะไร ลำพังแค่การลงชื่อครบตามจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้ถอดถอนได้
ถ้าไม่มีข้อกล่าวหาที่ชี้ให้เห็นพฤติการณ์กระทำผิดต่อตำแหน่งที่ชัดเจน

นายวิรัชกล่าวว่า อยากเตือนผู้จะลงชื่อว่า ต้องดูให้ดีก่อนว่ามีข้อกล่าวหาชัดเจนหรือไม่ เพราะหากลงชื่อแล้วถ้ากระบวนการตรวจสอบ
พบว่าผู้พิพากษาไม่มีพฤติการณ์ตามข้อกล่าวหา แล้วจะอ้างว่าตอนลงชื่อไม่รู้ไม่ได้ การใช้สิทธิใดๆ ตามรัฐธรรมนูญก็ต้องมีหน้าที่และ
ความรับผิดชอบตามมาด้วย โดยตนในฐานะที่เป็นเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม พร้อมจะใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการ
หากมีการลงชื่อถอดถอนและสุดท้ายพบว่าไม่มีการกระทำตามที่กล่าวหา

"ผู้พิพากษาไม่ได้หวั่นไหวว่าจะมีการยื่นถอดถอน ไม่ว่าจะมีสองหมื่นหรือล้านชื่อ แต่ถ้าลงชื่อแล้วไม่มีการกล่าวหาถึงพฤติการณ์
ที่ชัดเจนจะยื่นถอดถอน หรือตรวจสอบแล้วไม่พบการกระทำตามข้อกล่าวหา อาจถูกฟ้องดำเนินคดีได้โดยคนที่ลงชื่อจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้"
นายวิรัช กล่าว


"พท." ดันกม.ให้ส.ส.ตรวจสอบศาล

นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวว่า พรรค พท.นำคำวินิจฉัยมาวิเคราะห์
เห็นว่ามีจุดที่น่าพิจารณา 3 จุด คือ

1.การนำกฎหมายที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน คือ ประกาศคณะปฏิวัติ มาใช้เป็นหลักในการพิจารณาคดี ในฐานะพรรคการเมือง
ควรเสนอให้ทบทวน อะไรที่จำเป็นต้องยกเลิกก็ต้องเสนอเป็นกฎหมายให้ยกเลิก เพราะประกาศคณะปฏิวัติถือว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

2.การตรวจสอบการใช้ดุลพินิจและการทำหน้าที่ขององค์คณะ ก่อนหน้านี้ ส.ส.ไม่สามารถยื่นกระทู้ต่อสภา เพื่อสอบถามการทำงาน
ของศาลได้ แต่เมื่อเกิดกรณี ป.ป.ช.ใช้อำนาจตรวจสอบศาล ก็เป็นช่องทางที่อาจจะเสนอเป็นกฎหมายให้อำนาจ ส.ส.ตรวจสอบศาลได้ และ

3.การที่ศาลระบุว่าตราสารหนี้ที่ใช้เป็นการสากล และถือว่าถูกต้องใช้ได้กลับถูกระบุว่ามีความเคลือบแคลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ
ความน่าเชื่อถือในต่างประเทศ จึงควรพิจารณาทบทวน โดยฝ่ายกฎหมายจะเสนอต่อที่ประชุมพรรคเพื่อให้เสนอเป็นกฎหมายต่อสภาต่อไป


ป.ป.ช.ปวดหัวแดงยื่นสอบศาล

น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะยื่นขอให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบองค์คณะ 9 คน
ที่พิจารณาคดียึดทรัพย์ว่า

คงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะ ป.ป.ช.ยังมีความเข้าใจไม่ตรงกันกับผู้พิพากษาบางส่วน กรณีตั้งอนุกรรมการไต่สวนผู้พิพากษา
ศาลจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ถูกกล่าวหาออกหมายจับอดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มิชอบอยู่
เหมือนกับความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรกอีก

"อย่างไรก็ตาม กฎหมาย ป.ป.ช.และรัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้ว่า ป.ป.ช.สามารถไต่สวนความผิดทางอาญากับผู้พิพากษาได้ ที่ผ่านมา
ก็เคยไต่สวนอดีตผู้อาวุโสในศาลฎีกาคนหนึ่งมาแล้ว ส่วนการนัดพบนายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกาของคณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อทำความเข้าใจนั้น ทางประธานศาลฎีกายังไม่ได้นัดหมายวันกลับมา โดยนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ยืนยันว่า
ต้องหาโอกาสพบเพื่อทำความเข้าใจให้ได้ " น.ส.สมลักษณ์ กล่าว

ที่มา:konthaiuk

****************************************************************************

มองนิติรัฐ-นิติธรรมอีกรอบเรามีคำตอบอะไรกับกรณียึดทรัพย์?

คอลัมน์ .โต๊ะกลมระดมความคิด
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย ดร.ดำรงค์ เปลี่ยนศรีศร

เรื่องของนิติรัฐ Rechtsstaat เป็นถ้อยคำที่เราพูดถึงกันบ่อยภายหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ซึ่งใช้ควบคู่ไปกับอีกคำคือ นิติธรรม

นิติรัฐเป็นถ้อยคำซึ่งใช้กันในประเทศที่มีระบบประมวลกฎหมายถือกำเนิดจากภาคพื้นยุโรป มีรากฐานของกฎหมายโรมัน Jus Civille เป็นแม่แบบ หมายถึงระบบบริหารรัฐหรือสังคมที่ถือกฎหมายเป็นใหญ่ เป็นการปกครองโดยกฎหมาย แต่มิใช่เป็นการใช้กฎหมายตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ สำหรับประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายแบบ “คอมมอนลอว์” มีประเทศอังกฤษเป็นต้นแบบนั้น ก็จะอ้างถึงหลัก “นิติธรรม” หรือ Rule of Law จากกรณีทั้งของหลักนิติรัฐและนิติธรรมที่เรามักใช้ควบคู่กันไปก็ยังมีรายละเอียดแตกต่างในความหมายที่ควรทำความเข้าใจ (อ่านรายละเอียดของ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ในเว็บไซต์ Newskythailand.com)

โดยหลักการนิติรัฐ กฎหมายไม่เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองใช้อำนาจอย่างไม่เป็นธรรม เพราะภายใต้กฎหมายนั้นบุคคลจะต้องเสมอภาคกัน มีสิทธิที่จะรู้ก่อนล่วงหน้าว่ากฎหมายจะมุ่งประสงค์บังคับให้ตนต้องปฏิบัติอย่างไร? รู้ว่าถ้าฝ่าฝืนจะเกิดผลร้ายอะไร? บุคคลจะได้ประพฤติปฏิบัติตนให้ถูกต้องสอดคล้องกับกฎหมาย แนวความคิดพื้นฐานเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องไปสู่หลักต่างๆอีกมากมาย เป็นต้นว่า ถ้าไม่มีความผิดก็ไม่มีโทษโดยปราศจากกฎหมาย ห้ามการลงโทษซ้ำซ้อน การลงโทษโดยออกกฎหมายย้อนหลัง ฯลฯ ด้วยความเข้าใจเช่นนี้หลักนิติรัฐจึงเป็นการปกป้องคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของปวงชน แน่นอนที่นิติรัฐมีความสัมพันธ์กับรัฐธรรมนูญซึ่งกำหนดให้อำนาจของรัฐต้องผูกพันอยู่กับกฎหมาย กฎหมายนั้นกำหนดขอบเขตภารกิจของรัฐ มีกลไกที่จะควบคุมการใช้อำนาจของรัฐ ตลอดจนกฎหมายยังต้องประกันสิทธิและเสรีภาพของปัจเจกบุคคล

ดังนั้น รัฐที่มุ่งสนใจที่ใช้แต่เพียงกฎหมายออกมาบังคับ ผู้ปกครองผูกตัวเองเฉพาะกฎหมายโดยไม่สนใจว่ากฎหมายและกระบวนการจะถูกต้องเป็นธรรมหรือไม่? ผู้ปกครองและรัฐเช่นนี้จึงไม่ใช่นิติรัฐอย่างแน่นอน การพร่ำพูดถึงแต่เรื่องห้ามประพฤติผิดกฎหมายโดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมและหลักประกันของสิทธิเสรีภาพ จึงเท่ากับเป็นรัฐที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทั้งแสวงหาอำนาจ รักษาอำนาจ ตลอดจนกำจัดคู่แข่งขันทางอำนาจ...สภาพเช่นนี้มีอยู่ในสังคมไทย ซึ่งก็น่าคิดว่าจะเป็นผลนำไปสู่อะไรที่สังคมจะต้องมีบทเรียนร่วมกัน?

เรากล่าวถึงหลักนิติธรรม (Rule of Law) ต้องเริ่มต้นจากการที่กษัตริย์อังกฤษเมื่ออดีตมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครอง ดำรงตนอยู่เหนือกว่ากฎหมายที่ใช้บังคับในบ้านเมือง ทั้งกฎหมายลายลักษณ์อักษรของรัฐสภาหรือคอมมอนลอว์ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาโดยศาล ต่อมาด้วยพัฒนาการทางการเมืองรัฐสามารถแก้ไขปัญหาของกษัตริย์อังกฤษที่มีอำนาจเหนือรัฐสภาและเหนือศาล และศาลก็ได้เข้าไปมีบทบาทยืนยันความเป็นกฎหมายสูงสุดของคอมมอนลอว์ จะเป็นกษัตริย์ก็ดี รัฐสภาก็ตาม จะไปตรากฎหมาย ออกกฎเกณฑ์ใดๆให้ขัดกับคอมมอนลอว์ย่อมไม่ได้ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่าศาลจะมีอำนาจสูงสุด เพราะต้องผูกพันกับกฎหมายที่รัฐสภาได้ตราขึ้น จะไปอ้างคอมมอนลอว์เพื่อปฏิเสธกฎหมายซึ่งรัฐสภาตราขึ้นมาไม่ได้ ระบบคงมีการถ่วงดุลกันเช่นนี้!

หลักนิติธรรมจึงเกี่ยวข้องกับความมีอำนาจสูงสุดของรัฐสภา มีสาระสำคัญได้แก่ การที่บุคคลทุกคนจะต้องเสมอภาคกันต่อหน้ากฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดย่อมอยู่ภายใต้ปรกติธรรมดาของแผ่นดินคือ ไม่มีการใช้อภิสิทธิ์ มีข้อยกเว้นหรือเลือกที่รักมักที่ชัง หลักนิติธรรมจึงต้องปฏิเสธความคิดและพฤติกรรมต่างๆที่จะสร้างความไม่เสมอภาคทางกฎหมาย...มีคำถามว่ากรอบแนวคิดเช่นนี้อาจทำให้รัฐสภากลายเป็นอำนาจสูงสุดได้ ซึ่งความจริงไม่ใช่เช่นนั้น เพราะการตรากฎหมายยังขึ้นอยู่กับเจตจำนงของประชาชน เมื่อพรรคการเมืองเสียงข้างมากอยู่ในรัฐสภา ก็เป็นเหตุผลที่ว่าจะต้องระมัดระวังในการออกกฎหมายที่ไปกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน พรรคการเมืองไม่มีใครกล้าเสี่ยงต่ออนาคตของการเลือกตั้ง? หลักนิติธรรมจึงสร้างให้เกิดการคาดหมายได้ล่วงหน้าจากผลการกระทำของรัฐ ความชัดเจนของกฎหมาย ความแน่นอนมั่นคงของกฎหมาย แม้กระทั่งความสะดวกที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ฯลฯ

การมีรัฐบาลปัจจุบันที่เป็นเช่นนี้ มีรัฐธรรมนูญเช่นนี้ มีองค์กรอิสระและกระบวนการตุลาการภิวัฒน์ที่ถูกวิจารณ์ถึงระบบยุติธรรมสองมาตรฐาน มีอำนาจนอกระบบจากเครือข่ายของอำมาตย์ เราคงห่างไกลที่จะไปพูดถึงหลักการของนิติธรรมและนิติรัฐ รัฐเช่นนี้จึงเป็นเพียงรัฐสมอ้างว่ามีนิติรัฐและนิติธรรม ภายใต้สภาพเงื่อนไขทั้งหมดจึงไม่มีความเป็นธรรมใดๆ ตัวอย่างคำพิพากษาในกรณียึดทรัพย์ก็พอให้คำตอบว่าทั้งนิติรัฐกับนิติธรรมของเรามีมาตรฐานตรงไหน?

**********************************************************************