--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2552

Exclusive Interview ศุภชัย เจียรวนนท์ Lastman Standing บนเกมเดิมพันอนาคต 3G


บิ๊กกลุ่มทรู"ศุภชัย เจียรวนนท์"เปิดเบื้องลึกเบื้องหลังการเปิดเกมดุ วิพากษ์ "กทช."กรณีเปิดประมูล3G ตั้งคำถามท้าทายความคิดว่าสมควรหรือไม่ที่เปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาฮุบกิจการสื่อสารไทย ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ทั้งเอเชีย-ยุโรปหรือแม้แต่อเมริกาล้วนโพรเท็กต์ตนเองทั้งสิ้น

เต็มไปด้วยคำถามและความประหลาดใจ พลันที่กลุ่มทรูนำโดยบิ๊กบอส "ศุภชัย เจียรวนนท์" เปิดเกมดุเดือดในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเดินเข้าสู่การเปิดประมูลคลื่นความถี่มือถือ 3G ด้วยการเปิดประเด็นท้าทายการทำงานของ "กทช." ต่อการกำหนดเงื่อนไขการประมูลความถี่ โดยระบุว่า อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และเอื้อต่อยักษ์ข้ามชาติ โดยเฉพาะ "รัฐวิสาหกิจต่างชาติ" เข้ามาฮุบกิจการสื่อสารไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มทรู

"Lastman Standing" ในธุรกิจสื่อสาร (ในฐานะบริษัทไทย)
แม้สิ่งที่บิ๊กกลุ่มทรูตั้งใจส่งผ่านไปยัง "กทช., รัฐบาล หรือแม้แต่สังคมไทย" จะมีแง่มุมน่าสนใจ แต่การสวม 2 บทบาท พร้อมกันทั้งในฐานะคนไทย-บริษัทไทย และแม่ทัพธุรกิจกลุ่มทรูทำให้ "สาร" ที่ส่งผ่านก่อให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัย เพราะหลังพิงฝา หรือไม่มีทางสู้อื่นใดอีกแล้ว

บิ๊กบอสกลุ่มทรู "ศุภชัย เจียรวนนท์" มีคำตอบในทุกคำถามในบรรทัดถัดไป

@ทำไมหยิบประเด็นนี้มาพูดที่พูดเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ได้ตั้งใจว่า กทช. แต่ที่พูดแรงผมพูดว่า ถ้าคนต่างชาติมาเอาข้อมูลที่สำคัญหรือมีค่าของประเทศไปถือว่าเป็นฮีโร่ในประเทศเขา แต่ถ้าคนไทยเอาข้อมูลสำคัญของประเทศไปให้ต่างชาติถือเป็นคนทรยศชาติ ผมต้องการเน้นเรื่องของความมั่นคง ระหว่างความเป็นไทยที่ต้องรักษาไว้กับการปล่อยให้ธุรกิจเป็นของต่างชาติ

ตอนพูดก็น้อยใจเหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าทำไมระหว่างที่พูดถึงรู้สึกว่าเป็นคนส่วนน้อย วันนั้นเป็นประชาพิจารณ์ ไม่ได้ด่าเขา แต่พูดว่าเป็นห่วงเรื่องนี้ อินดัสตรีนี้คนไทยหายไปเกือบหมดแล้ว
เราโพซิชั่น 2 ประเด็น ประเด็นแรก ทำยังไงไม่ให้ประมูลแบบยุโรปทำให้ต้นทุนสูง ภาระไปอยู่ที่ผู้บริโภค ไปอยู่ที่ผู้ประกอบการไทย ประเด็นที่ 2 ทำยังไงไม่ให้อุตสาหกรรมนี้ถูกควบคุมและครอบงำโดย ตปท. โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ ตปท.

ถ้าประมูลสูงสุดเข้าว่าอย่างเดียว คนไทยสู้ไม่ได้ก็เท่ากับเชิญต่างชาติเข้ามา นำไปสู่ประเด็นที่ 2 โดยเฉพาะรัฐบาลต่างประเทศ

ถ้าเราหลับหูหลับตาเปิดจริง ๆ มาเลเซียจะเข้ามาประมูล ถามว่า เอกชนไทยจะไปประมูลแข่งกับรัฐมาเลเซียได้ยังไง

@ทำไมไม่พูดแต่แรก มาพูดตอนใกล้ประมูลแล้ว
เราพูดมาเยอะแล้ว แต่เขาไม่ฟัง พูดกับ กทช. พูดในการประชาพิจารณ์อื่น ๆ
ถามว่า ผมทำไปทำไม ถ้าจะให้ผมขาย ผมก็ขายได้กำไรนะ แต่ถ้าถามในสำนึกตอนนี้ ในฐานะผู้นำขององค์กร ผมคิดว่า

เราก็เป็นคนไทยคนสุดท้ายแล้วในแง่เอกชน ผมก็ทำใจลำบาก ขายก็ได้เงิน ก็อยู่สบาย
ในสำนึกของคนไทยคนหนึ่งไม่อยากให้ 3G ดีเลย์ ไม่อยากขวางให้เอไอเอส ดีแทค ไม่ได้ทำ 3G อยากให้เขาทำ แต่ตั้งคำถามว่า ควรให้เทเลนอร์ หรือเทมาเส็กควบคุมกิจการเหล่านี้หรือเปล่า
อย่าลืมนะครับ นี่คือจุดเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมนี้ ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองต้องคิดไหมกับจุดเปลี่ยนแปลงนี้ เขาเป็นเสืออยู่แล้ว จะให้ปีกเขาอีกไหม หรือจะเล็มปีกเขานิดนึง (อย่าโค้ดผมนะ)
ไม่ใช่ว่าเราไม่มีตังค์ เราเลยเกเร ไม่ใช่เลย ถ้ากับบริษัทไทยด้วยกัน หรือกับเอกชนต่างชาติ เรามีตังค์ประมูลสู้แน่นอน แต่ถ้าให้แข่งกับรัฐบาลต่างประเทศจะไปเทียบได้ยังไง ตังค์เขาดอกเบี้ยไม่หมุน และปั๊มเงินได้ด้วย

@ เขาก็ถือใน 2G อยู่แล้ว มาถือ 3G อีกต่างกันยังไง
3G เป็นโอกาสให้อุตสาหกรรมนี้เปิดเสรีอย่างแท้จริง แม้กระทั่งกรณีของเอไอเอสหรือดีแทคซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นรัฐวิสาหกิจของต่างประเทศ พูดตรง ๆ ถามผมในฐานะบริษัทผมยินดีแข่งกับเขา ในฐานะคนไทยตามหลัก เอไอเอสกับดีแทคควรได้ทำต่อ แต่ถามว่า ผู้ถือหุ้นใหญ่ของเขาควรมีสิทธิถือหุ้นในจำนวนที่เป็นอยู่หรือเปล่า โดยผ่านโครงสร้างนอมินี

เป็นคำถามที่ใหญ่มากสำหรับประเทศไทยด้วย เพราะเขาเป็นรัฐต่างชาติ
ถ้าไม่อยากไปบีบให้เขาเกิดความเสียหายก็มีหลายวิธี คุณจะถือหุ้นก็ได้ แต่หุ้นของคุณเป็นแบบไทยทรัสต์ฟันด์ ไม่มีสิทธิโหวตเหมือนสมัยไอเอ็มเอฟได้ไหม

ถูกไหมครับ มีทางออกได้ แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่คนระดับประเทศ เช่น กทช.ต้องคิด ต้องคิดว่าอยากเห็นอุตสาหกรรมนี้มีบทบาทสำคัญกับประเทศและลูกหลานอย่างไร ซึ่งจะมีอิทธิพลอย่างสูงต่อวิถีชีวิตคนไทยในอนาคต

บรอดแบนด์ไร้สาย 3G หรือ 4G 5G ก็คือสื่อ ไม่ใช่แค่โทรศัพท์เฉย ๆ อีกแล้ว ต่อไปคืออินเทอร์เน็ตดี ๆ นี่เอง ประเด็น คือ บริษัทสื่อที่ใหญ่ที่สุดในโลกปัจจุบันชื่อกูเกิล ชื่อยูทูบ ถ้าวันหนึ่งบริษัทที่คุมท่อส่งผ่านบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จะ 3 หรือ 4G เป็นต่างชาติหมดเลย ยูทูบ กูเกิลเผยแพร่อะไรที่กระเทือนความมั่นคงของประเทศ คุณไปหยุดเขาไม่ได้นะ ถ้า 2-3 บริษัทนี้จับมือกัน บอกว่า เอาวิดีโอคลิป ท่านนี้พูดแบบนี้ไปออก ไม่ว่าจะตัดต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ ตกลงกันใน ตปท.เลยนะครับ มาถึงเมืองไทย โดยคนทั่ว ปท.เข้าถึงหมด เพราะ 3G จะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้อาจยากที่จะเห็นภาพ แต่จะเป็นอย่างนั้น @จะมีต่างชาติเข้าประมูลเยอะไหม น่าจะสนใจเยอะ

@เขาน่าจะกังวลกับเรื่องนอมินี เทมาเส็กและเทเลนอร์ก็ต่างชาติ เป็นประเทศที่โปร่งใสที่สุดประเทศหนึ่งในยุโรป และเอเชียยังรับโครงสร้างนอมินีได้โดยไม่หวั่นเกรงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
ในแง่การแข่งขันเราพร้อมแข่งกับเอกชนด้วยกัน เพราะวิธีคิดของเขาจะรีเทิร์น ออน อินเวสเมนต์ แต่ถ้าเป็นรัฐวิสาหกิจจะมีนโยบายมากกว่านั้น

มองในหมวกของคนไทย ไม่ใช่หน้าที่ผมคนเดียวที่จะทำ ถ้าเราไปถึงจุดที่คิดว่าได้ไลเซนส์มาในราคาที่แฟร์ และไม่ถูกวิธีการ ไม่ถูกล็อกโดยวิธีการที่เกินความจริงจนกลายเป็นต่างชาติหมด เราก็สู้ต่ออยู่แล้ว ใครจะถือหุ้นใครเท่าไร ไม่ใช่หน้าที่ผมคนเดียว เป็นหน้าที่ของคนที่เกี่ยวข้องด้วยที่ต้องดู
หน้าที่เราตอนนี้ คือ ยืนหยัดปักฐาน ทำยังไงให้ผ่านการประมูลครั้งนี้ไปแล้วเรายังเป็นโอเปอเรเตอร์ไทยอยู่ ไม่ถูกทรานฟอร์มไปเป็นต่างประเทศ

ถ้าต้นทุนการประมูลใช้ 2-3 หมื่นล้าน เป็นไปได้ที่ทรูมูฟจะต้องทรานฟอร์มไปเป็นของต่างประเทศ ต้องยอมนอมินีสตรักเจอร์ ผมคงไม่มีปัญญาทำ แคชโฟลว์ก็คงไม่มีเหลือแล้ว แล้วทำไงครับ เราก็ทำได้แค่นี้
ผมอาจสบายต่อไปก็ทำงานน้อย

แต่ต่อไปลูกหลานเราก็ต้องอยู่ในชีวิตใหม่ มีอินเทอร์เน็ต คอมพิวเตอร์ มีมือถือ บางทีเราบอกว่า คอนเทนต์ลักษณะนี้ไม่สมควรให้เด็กไทยเข้าถึง แต่ ตปท.อาจบอกว่า ไม่เห็นเป็นไร ประเทศผมไม่เห็นสนใจ ต่างกรรมต่างวาระ เขาอาจมีศาสนาไม่เหมือนเรา เขาก็ไม่แคร์ ไม่สนใจ คุณฟ้องเขา เขาก็ฟ้องกลับ ต่อสู้ในระดับประเทศเขาก็สู้ได้เพราะเขาเป็นรัฐวิสาหกิจ เวลาเจรจาอะไรยังส่งทูตมาเจรจานะ อำนาจต่อรองสูง
เป็นจุดเปลี่ยนที่คนไทยต้องคิด

@บริษัทเขาก็อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ ลองดูครั้งสุดท้ายที่เขาเพิ่มทุน ดูซิว่ารัฐบาลใส่เงินลงไปให้เท่าไร รัฐบาลเขาถือหุ้นเกินกว่า 50%

ก็อย่างที่บอก เราก็สู้เต็มที่อยู่แล้ว แพ้ก็ยอมรับว่าแพ้ ไม่ได้หมายความว่า เราจะทำอะไรก็ได้ ถ้าชนะเราก็ไปเชิญพาร์ตเนอร์มาได้ แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าแพงเกินไป ถ้าเราแพ้ก็ต้องไปร่วมกับต่างชาติเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อย ถ้าชนะก็ต้องไปดึงต่างชาติมาอยู่ดีเพราะใช้เงินเยอะ ก็ต้องเป็นผู้ถือหุ้นข้างน้อยอีก

@แบบนี้จะทำให้ 3G ดีเลย์ไปไหม ไม่ต้องดีเลย์ครับ ถ้า กทช.ปรับเงื่อนไขทุกอย่างให้ดี ทุกอย่างก็เดินต่อตามไทม์เฟรมได้

@ไม่ใช่เพราะมีปัญหาการเงิน ที่ผ่านมาเราลงทุนต่อเนื่อง ต้องใช้คำว่า หลายแสนล้านแล้ว ทรูมูฟดีขึ้นทุกปี ทรูคอร์ปก็เช่นกัน มีเงินสดระดับหนึ่ง ไปเรสต์ทุนไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องดูว่าแพงแค่ไหน ถ้าไม่แพงเกินไป และขอให้ชำระเป็นงวดสู้ได้แน่ แต่ถ้าระดับหมื่นถึงหลายหมื่นล้านคงไม่ไหว ในมุมของเราการประมูลหรือการประกวดควรวัดว่าคุณคอมมิตว่าจะลงทุนในประเทศนี้เท่าไร ความทั่วถึงครอบคลุม ไม่ควรบอกว่า ใครซื้อคลื่นแพงที่สุดไปถือว่าชนะ วันประชาพิจารณ์ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทั้ง 2 เจ้า ขอเวลาโรลเอาต์เน็ตเวิร์กให้ยืดออกไป เพราะอะไร เพราะแรงผลักดันของเขามองในแง่ธุรกิจอย่างเดียวจึงมองว่าค่อย ๆ ลงดีกว่า แต่ กทช.น่าจะมองถึงสิ่งที่ประเทศจะได้รับมากกว่า ยิ่งลงเร็ว ความสามารถในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศก็ยิ่งเร็วขึ้น

@ก็มีเงื่อนไขตรงนี้อยู่แล้ว ถ้าถามผม ผมว่า ต้องให้ขยายเครือข่ายให้ได้ 90% ของพื้นที่ที่มีประชากร ภายใน 3 ปี ไม่ควรช้ากว่านี้ อย่างในจีนและญี่ปุ่นให้เวลา 2 ปี แต่รัฐบาลต้องซัพพอร์ต เช่น มีสติวเดนต์โลน ให้แบงก์ปล่อย รัฐบาลค้ำ อาจารย์หรือพ่อแม่เซ็นชื่อมาให้นักเรียนกู้ซื้อได้ ไม่ใช่ให้ฟรี เดี๋ยวตลาดพัง ให้เขาซื้อโน้ตบุ๊ก และผ่อนถูกที่สุดยาวที่สุด ปีเดียวคนรุ่นใหม่มีโน้ตบุ๊กทั่วประเทศ เสียบ 3G เข้าเน็ตความเร็วสูงได้เลย @มีแนวร่วมบ้างไหม มีทีโอทีกับ กสทฯ ก็มีคนให้กำลังใจ แต่ว่าจริง ๆ แล้วที่ให้กำลังใจมากที่สุด คือ ที่ท่านนายกฯมาพูดเมื่อวาน แม้จะไม่ได้บอกว่า ต้องทำอย่างไร แต่เขาก็เห็นว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่ต้องพิจารณา ดีกว่าที่ผ่านมามีผู้ใหญ่บางคนบอกว่า ศุภชัยยังไงก็สู้ต่างประเทศไม่ได้ ขายไปเถอะ

ไม่มีที่บอกว่า คุณต้องยืนสู้ ต้องสู้ให้ได้ เราก็หนักเหมือนกันที่ไปชาลเลนจ์เรื่องนี้ กำลังสู้กับรัฐบาลประเทศอื่น ซึ่งผมยังไม่รู้ว่าจะเจอบูมเมอแรงอะไรกลับมา @ค่าบริการจะถูกหรือแพงขึ้น ราคาอยู่ที่ต้นทุน ถ้าต้นทุนเหมาะสมแล้วก็ต้องมีสเกลอีก ถ้าเกิดสเกลแล้วราคาถูกแน่นอน
@คนจะเปลี่ยนจาก 2G ไป 3G

เหมือน 800 เป็น 1800 ผมว่า 3G เกิดเมื่อไร คนจะเปลี่ยนจาก 2G ภายใน 8 ปี แต่ประเด็นของผม คือ ในที่สุดทุกอย่างต้องสะท้อนต้นทุน กทช.ต้องมากำกับต้นทุน ถ้าลงทุน 2 หมื่นล้าน ไปกับไลเซนส์ ถามว่า รัฐได้กินเปล่าหรือเปล่า ไม่ใช่ กลับไปชาร์จประชาชน ถ้าลงทุนเน็ตเวิร์กอีก 2 หมื่น ถามว่า ต้นทุนเท่าไร ก็ 4 หมื่น ซึ่งจะไปชาร์จที่ใคร ตามหลักธุรกิจต้องคำนวณ IR สุดท้ายไปชาร์จที่ผู้บริโภคอยู่ดี

@คู่แข่งพร้อมจ่ายแพง
ความพร้อมจ่ายในที่นี้มาจากความเหลื่อมล้ำในอดีต ประเด็นคือว่า ยิ่งประมูลยิ่งสูง เกมยิ่งเป็นของรายใหญ่ ถ้าไม่ใช่รายใหญ่ในประเทศ ก็ต้องเป็นรายใหญ่จากนอกประเทศหรือรัฐวิสาหกิจจากนอกประเทศที่มีความสนใจจะลงทุนในไทย ด้วยวัตถุประสงค์อะไรก็แล้วแต่ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า การล่าอาณานิคมทุกวันนี้ได้เปลี่ยนจากการยึดพื้นที่ยึดคนมาเป็นวัตถุดิบธรรมชาติของประเทศอื่น ซึ่งก็คือคลื่นความถี่

เหมือนกับน้ำ ต่อไปถ้ามีคนมาสัมปทานน้ำในบ้านเราได้หมด เรียบร้อยเลยนะครับ บางทีคนไทยจะหลงไปว่า ถ้าใครเอาเงินมาเยอะ ๆ ก็ให้เขาไป แต่ไม่ได้คิดต่อว่า เสร็จแล้วเขากลับมาชาร์จเรา

หรือถ้านำเข้าของมาได้ถูก ๆ แต่ลืมคิดไปว่าวัตถุดิบหรือของที่นำเข้ามาทำลายอุตสาหกรรมในประเทศ ประเทศอื่นที่เขาขายมาราคาถูก ๆ เป็นดัมปิ้งไพรซ์ เป็นของเกินสต๊อกเลยขายถูกมาก อุตสาหกรรมในประเทศพังในช่วง 2-3 ปี สุดท้ายค่อยมาขึ้นราคาเหมือนฟิลิปปินส์ ที่ทุกวันนี้ต้องนำเข้าอาหารและไม่มีเบสิกอินดัสตรีของตัวเอง เพราะเป็นดัมปิ้งโซนของอเมริกา ปัจจุบันเรื่องอาหารที่นั่นคุมโดยบริษัทไม่กี่แห่ง ถามว่า การเมืองจะมีเสถียรภาพไหม ถ้าราคาอาหารถูกกดปุ่มจาก ตปท.ให้ขึ้นลงได้ มีความมั่นคงไหม หมายความว่า ถ้าเราไม่ปกป้องเบสิกอินดัสตรีของบ้านเรา วันนึงจะมีปัญหา เพราะต้องไปพึ่งพา ตปท. แต่อิสดัสตรีในบ้านเราที่ต้องปกป้องก็ต้องเลือกว่า ตัวไหนที่ต้องป้องกันไว้ ตัวไหนปล่อยไปเลย

@ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนจะฟ้องให้เลื่อนประมูลไหม
การวางจุดยืนด้านกฎหมายจะเกิดขึ้นก่อนหรือหลังประมูลก็ได้ เพราะคำว่าผิดกฎหมาย ผิดรัฐธรรมนูญยังไงก็ผิด ไม่สำคัญว่าก่อนหรือหลังประมูล

แต่เชื่อว่า กทช.น่าจะรอบคอบ ไม่ให้ในวันข้างหน้าเกิดปัญหา
ผมเรียนตรง ๆ ว่า หมวดสื่อสารเป็นหมวดที่ประเทศในภาคพื้นเอเชีย หรือแม้ในยุโรปก็โพรเท็กต์ตัวเอง ไม่ให้อเมริกาเข้า ในอเมริกาบอกว่า เปิดก็จริง แต่เปิดในวันที่แข็งแรงมากแล้ว ทุกวันนี้มีแค่ดอยช์ เทเลคอมเข้าไป

ญี่ปุ่นเปิดประตูใหญ่ ปิดประตูเล็ก วันนี้ไม่เหลือต่างชาติสักราย สิงคโปร์มีโอเปอเรเตอร์ต่างประเทศไหม ไม่มี มาเลเซียไม่มี เกาหลีไม่มี อีกทั้งการประมูลที่เกิดในยุโรปทุกคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าล้มเหลว
ประเทศแถบเอเชียจึงใช้ "บิวตี้ คอนเทสต์" ในญี่ปุ่นให้ฟรีเลยด้วยซ้ำ เพราะประเมินว่าทำได้ แต่ต้องเสร็จใน 2 ปี ถ้าไทยทำตามยุโรปโดยการประมูลจะเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่ทำ กทช.ในอนาคตจะดีเฟนด์ยังไง ถ้าอุตสาหกรรมตกในมือของต่างชาติทั้งหมด

@แต่วิธีประมูลโปร่งใสที่สุด
ขึ้นอยู่กับว่ามองมุมไหน ความโปร่งใส คือ คลื่นนี้ต้องได้ราคาสูงสุด หรือคือต้องรู้ต้นทุนที่ถูกต้องของระบบโครงข่าย ซึ่งต่อไปจะนำไปชาร์จผู้บริโภค

ความโปร่งใสอยู่ตรงไหน ถ้าอินดัสตรีถูกครอบงำโดยโอเปอเรเตอร์รายใหญ่และเป็นรัฐวิสาหกิจต่างประเทศอาจกลายเป็นว่า คุณทำงานนี้เพื่อรายใหญ่

ถ้าคิดในทางลบก็เท่ากับว่าทำประมูลแบบนี้เพื่อเซิร์ฟรายใหญ่ที่มีอยู่แล้วในประเทศ และมีโพรเทนเชียลที่จะเข้ามา วิธีการนี้ไม่เหมาะกับประเทศไทย ทั่วโลกบอกแล้วว่า ไม่ใช่วิธีที่ดี

ในเอเชียยังไม่ทำ ในยุโรปก็วิเคราะห์ว่า ล้มเหลว ยังจะทำอีกเหรอ ถ้าแพงมาก ๆ ถามว่า รัฐได้จริงหรือ ก็กลับคืนไปเป็นต้นทุนของประชาชนอยู่ดี สุดท้ายแล้วความโปร่งใสคืออะไร

@แต่บิวตี้คอนเทสต์อาจมองว่าเฟเวอร์รายใดรายหนึ่งได้
เฟเวอร์ธุรกิจคนไทยผิดตรงไหน แล้วทำไมต้องเฟเวอร์ต่างชาติ ขอให้ระหว่างคนไทยเท่าเทียมกัน ถ้าเท่าเทียมกันหรือถ้าเป็นเอกชนด้วยกันก็ยังสู้ได้เพราะเขาจะมุ่งในเชิงธุรกิจ

@บริษัทไทยควรได้แต้มต่อเทียบกับต่างชาติ
ผมไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลย ไม่เคยคิดว่าควรได้แต้มต่อ แต่มองว่าถ้าไม่สามารถที่จะบอกว่า ยกเลิกโครงสร้างนอมินีได้ แตะตรงนั้นไม่ได้ อย่าไปยุ่งเลย เราก็ต้องกลับมาบอกว่า คลื่นความถี่มีอยู่ ถ้ามีอยู่ 100 บริษัทที่มีคนไทยเป็นผู้กำกับดูแล ควรได้ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งได้ไหม อย่างน้อยก็ยังเป็นเช็กแอนด์บาลานซ์กับบริษัทต่างประเทศ

บริษัทไทยไม่ได้หมายถึงทรูคนเดียว แต่หมายถึงบริษัทไทยทั้งหมดที่สนใจ
แต่ถ้ามีบริษัทต่างประเทศเป็นรัฐบาลด้วย กทช.ก็ต้องช่วยดูแลหน่อยละกัน อย่าให้เขาข่มเหงรังแก

@อยู่ในกลุ่มบริษัทไทยที่จะรวมตัวซื้อหุ้นชินจากเทมาเส็กด้วย
ไม่เป็นความจริงครับ แต่ถ้าเขาจะขายเราก็สนใจ ต้องเข้าใจการเงินนิดนึง การเงินเป็นเรื่องของทั้งเงินทุน เงินกู้ กระแสเงินสดที่มี รวมไปถึงการหาพันธมิตร เกิดขึ้นได้หมด ถ้าทำแล้วเมกเซนส์ทางธุรกิจ แต่ไม่ได้มีการคุยกัน เฉพาะตัวทรูมูฟเองมีโอเปอเรเตอร์ต่างประเทศมาติดต่อเป็นระยะ ๆ

@ทำไมสนใจ
ถ้าเขาจะขายเราก็สนใจ แต่ผมว่าเขาไม่ขาย ไปถามทีไรก็บอกไม่เป็นความจริง อาจมีคนพยายามเสนอเขา และกำลังหาวิธีการก็เป็นได้ แต่ผมยังไม่เคยคุยกับใครเรื่องแนวความคิดนี้

@ถ้าสุดท้ายราคาประมูลตั้งต้นไม่แพง ถือว่าผลักดันสำเร็จหรือยัง
เราก็อาจโอเคนะ แต่ถามว่า ประเทศไทยโอเคไหม ถ้าประเทศไทยโอเค ผมก็โอเค ผมไม่สามารถจะบอกว่า ผมผลักดันคนเดียว เป็นตะเข้ขวางคลองผมก็ไม่ทำ

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2552

วีระ'ลั่นระดมแดง 1 ล้านคน ชุมนุมใหญ่ พ.ย. ชี้ อำมาตย์-มาร์ค-เสื้อเหลือง กำลังเสื่อมใหก้จุดล่มสลาย

มติชน : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 10 ตุลาคม ที่ห้องชมวิว โรงแรมชาลีน่า ปริ๊นเซส ซอยรามคำแหง 65 เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ กลุ่ม นปช.- แดงทั้งแผ่นดิน จัดอบรมโรงเรียนผู้ปฏิบัติงาน นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” รุ่นที่ 3 จากภาคกลาง 26 จังหวัด มีนักเรียน นปช.กว่า 300 คน เข้าร่วมอบรมเป็นวันที่สอง โดยมีการแบ่งกลุ่มย่อยกำหนดยุทธศาสตร์การขยายเครือข่ายและการเคลื่อนไหวทางการเมืองโดยเฉพาะการต่อต้านระบอบอำมาตยาธิปไตย มีข้อเสนอหลากหลาย อาทิ การไม่ใช้ความรุนแรงกลับฝ่ายที่มีความเห็นไม่ตรงกัน การงดการซื้อสินค้าและบริการ สถาบันการเงิน ที่เป็นของกลุ่มทุนสนับสนุนรัฐบาล การตั้งวิทยุชุมชนเพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารของกลุ่ม การรวมตัวไล่ ขว้างไข่เน่า ปลาร้าใส่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่ การโจมตีบุคคลในเครือข่ายอำมาตย์ไม่ให้มามีอำนาจ การทอดผ้าป่าจานดาวเทียมดีสเตชั่น การลงพื้นที่ขยายความรู้ระดับหมู่บ้าน การหาเครือข่ายเพิ่ม 1 ต่อ 10 คนต่อเดือน การตั้งสหกรณ์เสื้อแดง

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกนปช. กล่าวว่า หลังจากนี้จะจัดสัมมนาที่ภาคต่างๆให้ครบถ้วน ก่อนที่แกนนำจะทำเป็นยุทธศาสตร์ทั่วประเทศเพื่อเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันและพร้อมกันต่อไป
นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช.-แดงทั้งแผ่นดิน กล่าวปิดการอบรมว่า ประมาณปลายเดือนพฤศจิกายน จะจัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ให้แดงเต็มกรุงเทพฯ 1 ล้านคน ซึ่งไม่เกินวิสัยหากทำโรงเรียนอย่างนี้ทุกภาค และไม่เป็นงานยาก เพราะพวกเรายืนอยู่บนความถูกต้องและเป็นธรรม ยิ่งช่วงเวลานานขึ้น ยิ่งมีปริมาณคนมาสนับสนุนกลุ่มเสื้อแดงมากขึ้น

สำหรับฝ่ายที่เป็นปฏิปักษ์ ตอนนี้กำลังเสื่อม และใกล้ถึงจุดล่มสลาย ตนไม่ได้โฆษณาชวนเชื่อ เพราะมีสถิติอย่างเป็นทางการและวิทยาศาสตร์ มีเอกสารยืนยัน โดยการสำรวจครั้งสุดท้ายพบว่า คะแนนนิยมในตัวนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ จาก 70 % ลงมาเหลือ 48 % และ คะแนนนิยม พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเหลือ 40 % เมื่อตอนปฏิวัติใหม่ๆ พลิกกลับมาเป็น 52 % ในช่วงเวลาเดียวกัน

ส่วนคะแนนนิยมในตัวมหาอำมาตย์ จาก 60 % เหลือ 40 % กว่าๆ ฉะนั้นถ้าทำงานต่อไปอีกหนึ่งเดือนเต็มคือในเดือนตุลาคม โดยยึดสันติ อหิงสา จะทำให้คนสนับสนุนเพิ่มขึ้นอีกเยอะไม่ยาก อีกด้าน กลุ่มเสื้อเหลือง ตอนนี้เสื่อมลงชัดจากการตั้งพรรคการเมือง ที่หาคนมาสนับสนุนยากมาก ดูจากการประชุมสมัชชาพรรคการเมืองใหม่เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีคนร่วมน้อยมาก ที่สำคัญคดีความของกลุ่มเสื้อเหลือง กำลังมัดตัว และตอนนี้คนที่เป็นกลางทั้งหลายเห็นว่า กลุ่มเสื้อเหลือง ทำลายเศรษฐกิจของชาติ ไม่ใช่คนเสื้อแดง จึงขอให้คนเสื้อแดงเสียสละอดทน มาอบรม และกลับไปเป็นครูสอนเสื้อแดงในทุกภูมิภาค ให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

กอร์ปศักดิ์ปัดพัลวัน ไม่เคยรู้จักศาสดาโกเต๊กซ์ลิ้ม


โพสต์ทูเดย์ : นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ “คนในข่าว” ออกอากาศทางเอฟเอ็ม 100.5 เมกะเฮิรตซ์ ว่า ได้ตอบรับการรับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออกไปแล้ว แต่ขั้นตอนจะต้องผ่านกระบวนการของพรรคก่อน นอกจากนี้ ยังต้องสะสางงานในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีให้เรียบร้อยก่อน ขณะนี้งานด้านนโยบายเสร็จหมดแล้ว สำหรับนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ที่จะมาแทนนั้นก็พร้อมสนับสนุนและจะให้คะแนนเสียง 1 เสียงในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคด้วย

ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าในวันที่นายกรัฐมนตรีไปพบที่บ้านเมื่อสัปดาห์ก่อน และนายสนธิ ลิ้มทองกุล หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่อยู่ด้วยนั้น นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่า นายสนธิบอกไปแล้วว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
“ผมไม่เคยรู้จักกับนายสนธิเป็นการส่วนตัวมาก่อน แต่รู้จักจากเว็บไซต์ผู้จัดการ และเคยมีโอกาสได้เจอกันตอนที่ขึ้นเวทีในฐานะนักวิชาการเท่านั้น”

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

เหตุ (เคย) เกิดที่พม่า


โดย จักรภพ เพ็ญแข

ที่มา คอลัมน์ “ผมเป็นข้าราษฎร”

หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์วิวาทะ Thai Red News ปีที่ 1 ฉบับที่ 19

ในเวลาที่เขาเร้ากระแสชาตินิยมกันจนคลั่ง อย่างกรณีกัมพูชา ปราสาทพระวิหาร และฮุนเซ็นในขณะนี้ การแสดงความเห็นใดๆ ทำได้ยากยิ่ง เพราะกลัวจะถูกตีตราว่าไม่รักชาติหรือขายชาติ คนส่วนใหญ่ก็ต้องนั่งนิ่งสยบยอม จนบางครั้งเกิดสงครามลุกลามใหญ่โตคร่าชีวิตชาวบ้านและลูกชาวบ้านคือทหารไปไม่รู้จักเท่าไหร่
ในขณะที่อำมาตย์คนสั่งนั่งสบายอยู่ที่เมืองหลวงและปลอดภัยดี ความรักชาติ (patriotism) เป็นลัทธิเกิดใหม่ของโลกเมื่อร้อยกว่าปีมานี้เอง เมื่อเกิดการรวมกลุ่มประชากรขึ้นมาเป็นสิ่งที่เรียกว่า ชาติ หรือ ประเทศ การรวมกลุ่มชนิดนี้เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า รัฐสมัยใหม่ (modern state) ที่แตกต่างอย่างมากจากรัฐแบบโบราณ ลัทธินี้ทำให้กลุ่มคนในแต่ละ “ชาติ” หรือ “ประเทศ” เกิดผูกพันกับสังกัดของตนอย่างลึกซึ้งแน่นแฟ้น
จนเกิดแนวคิดเชิงปรัชญาขึ้นมาทั่วโลก เช่น ตัวตายดีกว่าชาติตาย สละชีพเพื่อชาติ “ความฝันอันสูงสุด” เป็นต้น ลัทธิรักชาติคือต้นเหตุที่สำคัญของสงครามโลกทั้งสองครั้ง และเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับทุกคนที่อยากเป็นทหารด้วยอุดมการณ์ ถ้าจะเรียกเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ก็เป็นโปรแกรมที่ฝังลึกเข้าไป
สมองอย่างถอดถอนแทบไม่ได้อย่ากระนั้นเลย ขอเล่าเรื่องของไทยกับประเทศอื่น และเป็นเรื่องที่สามารถเทียบเคียงได้กับกรณีกัมพูชาจะดีกว่า เพราะพูดเรื่องปัจจุบันคงมีคนไม่สบอารมณ์เอาง่ายๆ เรื่องนี้เกิดขึ้นและจบลงเมื่อไม่นานปีมานี้ นั่นคือในขณะที่ ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ฉากเปื้อนเลือดของกรณีนี้ไม่ใช่ราชอาณาจักรกัมพูชาแต่เป็นสหภาพเมียนมาร์หรือพม่า และมีความเกี่ยวพันลึกซึ้งกับระบอบอำมาตยาธิปไตยของไทยที่สั่งการให้เปิดศึกกับกัมพูชาเที่ยวนี้ล่ะครับ ฟังแล้วจะได้ทราบทั่วถึงกันว่า
ฝ่ายอำมาตย์ของไทยเขาคิดอะไรกับเพื่อนบ้าน และเขาก่อปัญหากับคนที่เขาไม่ชอบและจะกดหัวให้ต่ำกว่าเขาอย่างไร จู่ๆ ในคืนหนึ่งของปีใดคงไม่ต้องระบุชัด ก็มีเครื่องบินลำเลียงทางทหาร C-130 ร่อนลงในพื้นที่ที่ใกล้กับตะเข็บชายแดนไทย-พม่า และมีทหารไทยจำนวนหนึ่งกรูออกมาพร้อมอาวุธครบมือ ทหารเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดสีดำที่ไม่ใช่เครื่องแบบในราชการทหารไทย แต่เป็นชุดของชนกลุ่มน้อยกลุ่มหนึ่งที่สู้รบกับรัฐบาลพม่ามาหลายสิบปี
จากนั้นก็เข้าตีที่ทำการของทหารพม่าในพื้นที่อย่างรุนแรง ทั้งด้วยอาวุธประจำกายและอาวุธหนัก จนทหารพม่าที่ไม่ได้ตั้งตัวจนล้มตายไปเป็นจำนวนร้อยๆ นายเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้นำอาวุโสลำดับสองของพม่า พลเอกหม่องเอ กำลังเดินทางเยือนประเทศไทยในฐานะแขกของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของนายกทักษิณฯ อยู่ด้วย ความต้องการก็คือแสดงความเป็นปฏิปักษ์กับเพื่อนบ้านที่รัฐบาลเลือกตั้งในขณะนั้นกำลังขยายสัมพันธไมตรีในทุกด้านเพื่อให้ประชาชนของประเทศได้รับประโยชน์
พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ คือผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น พลโทวัธนชัย ฉายเหมือนวงศ์ คือแม่ทัพกองทัพภาคที่ ๓ ในขณะนั้น กล้าสร้างเหตุการณ์นองเลือดที่ไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เลยกับการปกป้องรักษาแผ่นดินไทย เพราะไทยกับพม่ามิได้มีปัญหาใดๆ เป็นพิเศษระหว่างกันในช่วงนั้นเลย เพียงเพื่อการแสดงออกว่า
อำมาตย์ไทยต้องการเป็นศัตรูตลอดชาติกับพม่าและไม่ยอมให้นายกรัฐมนตรีที่ประชาชนเลือกมาอย่างท่วมท้นคนใดเข้ามาเปลี่ยนสภาพศัตรูให้กลายเป็นมิตรเป็นอันขาด ฆ่าคนเขาตายเป็นเบือเพียงเพื่อเอาใจใครบางคนที่ถูกฝังชิปไว้ในหัวให้เกลียดเพื่อนบ้านราวกับคนที่มีปัญหาทางจิตเข้าขั้นอาละวาด ไม่ต่างอะไรนักจากความเกลียดชังเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกอย่างในขณะนี้ กรรมสิทธิ์เรื่องปราสาทพระวิหารและอาณาบริเวณกลับกลายเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือความแค้นอันสุนทรที่เป็นแผลเรื้อรังมาหลายสิบปีและยังเสียหน้าอย่างสาหัสมาจนทุกวันนี้
จนถึงขั้นสั่งการให้ “สร้างเรื่อง” ให้จงได้ โดยเริ่มจากการจุดไฟใส่ประเด็นโดย
พันธมิตรฯ เสื้อเหลือง ตามด้วยการทำงานของทหารบางส่วนในกองทัพภาคที่ ๒ เพื่อสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง เช่น วางกับระเบิดในพื้นที่ทับซ้อน เคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน เป็นต้น ครั้งหนึ่งไม่นานมานี้ถึงกับเอาทหารชุดดำจำนวนหนึ่งใส่เฮลิคอปเตอร์ไปไล่ยิงชาวบ้านของฝ่ายตรงข้ามจนเกิดข่าวว่าเด็กหนุ่มอายุเพียง ๑๖ กับ ๑๗ ปีต้องตกเป็นเหยื่อและคนหนึ่งถูกเผาทิ้งจนหาศพแทบไม่ได้
พอผู้นำฝ่ายเขาต่อว่าต่อขานแรงๆ ก็เอาท่อนคำพูดที่ฟังแล้วสะเทือนใจที่สุดมาฉายแล้วฉายอีกให้คนไทยทั้งประเทศโกรธ เพราะคนทำเขารู้ดีว่าเรื่องของความรักชาตินั้นทะลุทะลวงได้ทั้งฝ่ายเสื้อแดงและเสื้อเหลือง ใครกำลังจะถึงคราวเคราะห์เหมือนอำมาตย์ไทยในช่วงนี้ อาจต้องคิดถึงเล่ห์กระเท่แบบนี้ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน เรื่องพม่านั้นจบลงตรงที่ว่า คนที่เป็นนายกรัฐมนตรีขอย้ายผู้นำฝ่ายทหารฐานที่ปฏิบัติการขนาดนี้แล้วยังไม่แจ้งผู้บังคับบัญชา
แต่กลับถูกห้ามและสั่งให้ไปโยกย้ายเอาในช่วงก่อนเดือนตุลาคมซึ่งเป็นฤดูกาลปกติธรรมดาเพื่อรักษาหน้า นายกรัฐมนตรีคนนั้นก็เลยต้องกลืนเลือดตอนหลังไม่ยอมอนุมัติงบเติมน้ำมันให้กับรถถังที่ไปปฏิบัติภารกิจหาเรื่องเพื่อนบ้านกลับมาก็ถูก “โกรธ” จากผู้มีอำนาจตัวจริงของประเทศอย่างหนัก เห็นไหมครับว่าผู้ปฏิบัติการลับครั้งนั้นเขากล้าทำเพราะอะไร ก็เพราะเขาได้รับคำสั่งโดยตรงมาให้ทำ และคนที่สั่งก็อยู่ในฐานะที่ปกป้องคุ้มครองคนที่ทำได้ ไม่ว่าจะขัดนโยบายของรัฐบาลหรือจะผิดกฎหมายกี่ข้อกี่กระทงก็ตาม เรื่องกัมพูชาไม่มีอะไรเล่าเพิ่มเติม นอกจากจะบอกว่านี่แหละคือนโยบายต่างประเทศที่สม่ำเสมอและต่อเนื่องของระบอบอำมาตยาธิปไตยไทย
ดูกันเอาเองเถิดครับ.
-----------------------------

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทองคำ-น้ำมัน-สงคราม..???


ท่านขุนน้อย

เมื่อวันสองวันที่ผ่านมา...หน้าต่างประเทศ ไทยโพสต์ ได้ตีพิมพ์รายงานข่าวชิ้นหนึ่ง ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นข่าวที่น่าสนใจเอามากๆ เพราะถ้าหากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามรายงานข่าวที่ว่านั้นจริงๆ คงต้องเรียกว่า...ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับโลกเอาเลยทีเดียว...
-----------------------------------
โดยสรุปคร่าวๆ ประมาณว่า...เรื่องราวดังกล่าว มีที่มา-ที่ไป จากผู้สื่อข่าวรายหนึ่งของหนังสือพิมพ์ ดิ อินดิเพนเดนต์ ประเทศอังกฤษ ชื่อว่า นายโรเบิร์ต ฟิสค์ ซึ่งประจำอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง อ้างว่า ตัวเองได้รับข่าวมาจาก แหล่งข่าว ที่ไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งในตะวันออกกลาง และธนาคารจีนในฮ่องกง ระบุว่า...บรรดาชาติผู้ส่งออกน้ำมันในอาหรับอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอาจจะรวมไปถึงคูเวต และบาห์เรน กำลังสุมหัวรวมตัวกับผู้ว่าการธนาคารกลาง และรัฐมนตรีคลัง ของประเทศรัสเซีย จีน ญี่ปุ่น บราซิล และแม้แต่ฝรั่งเศสอย่างลับๆ เพื่อที่จะร่วมมือวางแผนระยะยาว ในช่วงเวลาประมาณ 9 ปีนับจากนี้ หาทางที่จะทำให้การกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลกไม่ต้องผูกติดกับเงินตราสกุล ดอลลาร์ เหมือนแต่ก่อน แต่ให้หันมาใช้ระบบ ตะกร้าเงิน กันแทนที่ อันประกอบไปด้วยเงินตราหลายสกุล เช่น หยวน เยน ยูโร ทองคำ รวมไปถึงสกุลเงินใหม่ ที่ประเทศกลุ่มความร่วมมือในอ่าวเปอร์เซีย หรือจีจีซี อย่างซาอุฯ ยูเออี คูเวต และบาห์เรนกำลังจะจัดตั้งขึ้นมาใหม่...
------------------------------------
ข่าวที่ว่านี้...จะจริงหรือไม่จริงก็ยังไม่รู้? และแม้นว่ากว่าที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะเป็นไปตามข่าว ก็ต้องใช้เวลากันอีกถึง 9 ปี แต่ถึงกระนั้นก็แล้วแต่...ว่ากันว่า ข่าวที่ว่านี้มันก็มีฤทธิ์เดชเอาเรื่องพอสมควร หรือมีส่วนที่ทำให้ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งกระฉูดกันในระดับอุจจาระแตกอุจจาระแตน จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับ 1,016 ดอลลาร์ต่อออนซ์ พุ่งขึ้นมาพรวดเดียวเป็น 1,039 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หรืออาจจะเป็น 1,045 ดอลลาร์ต่อออนซ์ไปแล้วเมื่อวานนี้ คือพุ่งขึ้นมาถึงออนซ์ละกว่า 20 ดอลลาร์ ถือเป็นการทุบสถิติแบบระเบิดเถิดเทิงกันอีกครั้ง อันทำให้ราคาทองคำในบ้านเรา จากที่เคยซื้อๆ กันในระดับบาทละ 16,008.96 บาท พรวดเดียวเพิ่มขึ้นมาเป็นบาทละ 16,350 บาท หรือ 16,450 บาท ฟันกำไรกันเหนาะๆ ไปถึง 300-400 บาทเฉยเลย...
----------------------------------------
พูดง่ายๆ ก็คือว่า...อันเนื่องมาจากความหวั่นวิตกต่อความเสื่อมของค่าเงินดอลลาร์ อันเป็นเงินตราสกุลที่ไม่ได้นำเอาทองคำสำรองมาค้ำยันมูลค่าเอาไว้เลยแม้แต่นิด แต่อาศัย อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนด หรือที่เรียกๆ กันว่า fiat money นั่นเอง ซึ่งก็เป็นเช่นนี้มานับตั้งแต่ปี ค.ศ.1971 ในช่วงยุครัฐบาล ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน หรือช่วงหลังจากที่สงครามเวียดนามได้ผลาญเงินดอลลาร์อเมริกันไปไม่ต่ำกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย การหันมาใช้ อุปสงค์-อุปทาน เป็นตัวกำหนดค่าเงินดอลลาร์ แทนการค้ำยันมูลค่าด้วยทองคำสำรอง โดยการแก้กฎหมายเปลี่ยนระบบเงินตราจากระบบที่เรียกว่าระบบ promisary notes มาเป็นระบบ fiat money ก็จึงเริ่มเป็นมาตั้งแต่บัดนั้น...
----------------------------------------
และปัจจัยสำคัญเอามากๆ ที่ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ของสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง มั่นคงอยู่ได้ยาวนานมาไม่รู้กี่สิบต่อกี่สิบปี ก็น่าจะเป็นเพราะได้มีการเกลี้ยกล่อม หรือกดดัน บังคับ ก็แล้วแต่ ให้บรรดาประเทศผู้ผลิตน้ำมันระดับยักษ์ๆ ทั้งหลาย ทำการซื้อ-ขายน้ำมันในตลาดโลก ด้วยเงินตราสกุลดอลลาร์เท่านั้น ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับราคาน้ำมัน ก็จึงผูกติด เกี่ยวข้องกันและกันมาโดยตลอด จนกลายเป็นเงินตราที่ประเทศแต่ละประเทศทั้งหลายในโลกนี้ ซึ่งจำเป็นจะต้องบริโภคน้ำมันด้วยกันทั้งสิ้น ถึงกับนำเอาเงินตราสกุลดอลลาร์ของสหรัฐมาใช้เป็นทุนสำรองระหว่างประเทศกันอย่างเป็นมาตรฐาน จนกระทั่งเมื่อค่าเงินดอลลาร์ชักจะเป๋ ชักจะแกว่งหนักขึ้นเรื่อยๆ การผูกติดกับเงินดอลลาร์ของสหรัฐก็ค่อยๆ เจือจางลงไป ไม่ว่าใครก็ใครต่างหันมากระจายความเสี่ยงด้วยระบบ ตะกร้าเงิน หรือถือครองเงินตราหลายๆ สกุลกันไปเป็นแถบๆ...
------------------------------------------
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม...การใช้เงินตราสกุลดอลลาร์เป็นตัวกำหนดราคาน้ำมันในตลาดโลก ก็ยังคงมีความสำคัญในระดับชี้เป็นชี้ตาย ต่อปัจจุบันและอนาคตของเงินดอลลาร์ และอนาคตของประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศอย่างฉกาจฉกรรจ์เอาเลยทีเดียว พูดง่ายๆ ว่า...ถ้าหากคนเกิดทิ้งเงินดอลลาร์สหรัฐกันเยอะๆ หันมาใช้เงินสกุลอื่นๆ กันแทนที่ โลกทั้งโลกที่เคยท่วมท้นเจิ่งนองไปด้วยเงินดอลลาร์สหรัฐมาโดยตลอด อาจต้องวุ่นวายโกลาหลในระดับ ช็อก กันไปทั้งโลกได้ไม่ยาก เอาง่ายๆ แค่ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา เมื่อเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของสหรัฐอย่างรองผู้อำนวยการธนาคารกลางจีน และรองประธานสภาประชาชนจีน ได้ออกมาประสานเสียงกันว่า เงินดอลลาร์สหรัฐได้สูญเสียสถานะการเป็นเงินตราสกุลโลกไปแล้ว และ เรากำลังพิจารณาที่จะหันไปให้ความสำคัญกับสกุลเงินตราที่แข็งกว่าแทนสกุลเงินตราที่อ่อนแอกว่า เพียงเท่านั้นก็ทำให้นักธุรกิจการเงินทั่วทั้งโลกตาเหลือกตาลานกันไปเป็นแถบๆ เครก อาร์ สมิธ ซีอีโอแห่งบริษัท สวิส อเมริกา เทรดดิ้ง คอเปอร์เรชั่น เคยกล่าวกับผู้สื่อข่าวสำนักข่าว WND ในช่วงนั้น (ค.ศ.2007) เอาไว้ว่า...ถ้าหากเมื่อไหร่ที่จีนและบรรดาประเทศคู่ค้ารายสำคัญของสหรัฐตัดสินใจทิ้งเงินดอลลาร์ไปจริงๆ เกมการซื้อ-ขายต่างๆ ในโลกนี้จะต้องหยุดหมด และเราจะต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ที่จะทำให้วิกฤตการณ์ปี 1929 กลายเป็นของเด็กเล่นไปทันที...
-------------------------------------------
อันที่จริงแล้ว...การผลักดันภายในประเทศผู้ผลิตน้ำมันให้หันมาใช้ระบบเงินสกุลอื่นแทนสกุลดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อ-ขายน้ำมัน ก็มีความพยายามมานานแล้ว โดยบรรดาประเทศศัตรูคู่แค้นของสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นอิหร่าน เวเนซุเอลา จีน และรัสเซีย แต่ก็ด้วยการยืนหยัดคัดค้านของประเทศพันธมิตรรายสำคัญอย่างซาอุดีอาระเบีย คูเวต และบาห์เรน เป็นต้น ความพยายามเหล่านี้ก็ไม่ได้ถึงกับมีน้ำหนักอะไรมากมายนัก ด้วยเหตุนี้...ถ้าหากรายงานข่าวของ ดิ อินดิเพนเดนต์ เกิดเป็นจริงขึ้นมา ก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่และเรื่องใหญ่ในระดับโลกเอาเลยทีเดียว และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นก็คือ เนื้อข่าวในช่วงหนึ่งที่ระบุเอาไว้ว่า...อย่างไรก็ดี อินดิเพนเดนต์บอกว่า วอชิงตันรู้เรื่องนี้ดี เพียงแต่ไม่ทราบรายละเอียด และเป็นที่แน่ชัดว่า...สหรัฐจะต้องขัดขวางแผนการดังกล่าวอย่างเต็มที่...นั่นก็หมายถึงว่า...ไม่เพียงแต่แนวโน้มแห่งความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจระลอกใหม่อาจปรากฏให้เห็นในอีกไม่นานไม่ช้าเท่านั้น แต่โอกาสที่ความปั่นป่วนเหล่านี้...จะบานปลายกลายไปเป็นความปั่นป่วนทางการเมือง หรือการทหารก็ย่อมมีความเป็นไปได้ไม่น้อยเช่นกัน...
-------------------------------------------------
ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก ยูยีน วิคเตอร์ เด็บซ์ ผู้นำแรงงานชาวอเมริกัน (อีกครั้ง)...ไม่เร็วก็ช้า...ที่สงครามการค้าในทุกๆ ครั้ง จะต้องกลายเป็นสงครามเลือด...

ใครบอกว่าประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็น รบ.แล้วจะแก้ปัญหาไฟใต้ เพราะเป็นพรรคคนใต้..


มติชน : ส.ส.ปชป.ลั่น”ไฟใต้”หนักหนาขึ้น ญาติเหยื่อออกมาแก้แค้นเอง คนร้ายลอบบึ้มรถทหารยะลา เจ็บ10นาย

คนร้ายลอบ”บึ้ม”รถทหารฉก.ยะลาพังยับ เจ็บ 10 นาย ป่วนปัตตานีไล่ยิงชาวบ้านเจ็บ 2 ส.ส.ปชป.เผยสถานการณ์รุนแรงขึ้น จากขบวนการแก้แค้นของญาติผู้ตายเหยื่อมัสยิดอัลกรูกอน ที่นราฯและมัสยิดกรือเซะ ที่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนจากรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มคนร้ายยังคงมุ่งก่อเหตุความไม่สงบสร้างสถานการณ์รุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 8 ตุลาคม ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร ร้อย ร 2512 ฉก.ยะลา 15 ใช้รถยนต์กระบะ 7 คัน เดินทางกลับจากซื้อเสบียงอาหารในเขตเทศบาลนครยะลา มุ่งหน้าไปยังฐานปฎิบัติการที่บ้านสันติ 2 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จ.ยะลา

เมื่อขบวนรถขับผ่านบริเวณกลางสะพานข้ามคลองลีเงะ บนถนนสาย 410 (กรงปินัง-บันนังสตา) หมู่ 13 เขตรอยต่อ บ.ปาลอบาตะ กับบ้านตะบิงตีงี ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา จ.ยะลา คนร้ายที่นำระเบิดมาซุกซ่อนไว้ริมสะพานได้จุดชนวนระเบิดขึ้น ทำให้รถยนต์กระบะคันที่ 4 ที่วิ่งถึงจุดเกิดเหตุได้รับความเสียหาย จากนั้นคนร้ายที่ซุ่มอยู่ใช้อาวุธปืนกราดยิงใส่ เกิดการยิงปะทะกันประมาณ 5 นาที คนร้ายจึงล่าถอยไป แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังปิดกั้นเส้นทางไว้เกรงว่าคนร้ายอาจวางระเบิดอีก

ต่อมา เจ้าหน้าที่นำกำลังเข้าเคลียร์พื้นที่ พบทหาร10นายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากสะเก็ดระเบิด และพบเศษชิ้นส่วนถังแก๊สสีเขียว ขนาดบรรจุ 5 กิโลกรัม เศษสายไฟ เศษถ่าน 9 โวลต์และเศษแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เชื่อว่าเป็นระเบิดชนิดแสวงเครื่องบรรจุในถังแก๊ส จุดชนวนด้วยวิทยุสื่อสารหรือโทรศัพท์มือถือ

สำหรับทหารที่ได้รับบาดเจ็บประกอบด้วย พลทหาร สงกรานต์ สังข์ทอง อายุ 23 ปี ส.อ.ธีระวุฒิ ทับเที่ยง อายุ 22 ปี พลทหารเอกลักษณ์ ไกรสิทธิ์ อายุ 22 ปี พลทหารชัยณรงค์ เหมพิทักษ์ อายุ 22 ปี สิบเอก วรวิทย์ ถาวร อายุ 34 ปี พลทหารสิทธิพงษ์ จะระแอ อายุ 21 ปี ส.อ.สุรศักดิ์ โพธิ์คีรี อายุ 24 ปี ส.ต.ธรรมรงค์ ทองเปรม อายุ 22 ปี พลทหารสุรศักดิ์ ตักเตือน อายุ 20 ปี และ พลทหารธรรมรักษ์ ม้าวไทย อายุ 22 ปี
ก่อนหน้านี้ เวลา 08.00 น. ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารนาวิกโยธิน ฉก.ปัตตานี 26 จำนวน 10 นาย เดินเท้ารักษาความปลอดภัยเส้นทางคณะครูโรงเรียนบ้านบือเระเดินตรวจสอบเส้นบนถนนสายชนบท หมู่ 1 ต.บือเระ อ.สายบุรี จ.ปัตตานี คนร้ายกดชนวนระเบิดแสวงเครื่องด้วยรีโมทคอนโทรล แต่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็
ขณะที่เมื่อคืนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านม 2 คนร้ายขับรถจักรยานยนต์ ใช้อาวุธปืนยิงนายมะดารี เจะแต อายุ 25 ปี ขณะยืนคุยโทรศัพท์หน้าบ้านที่เปิดเป็นร้านขายของชำ บ้านโคกก่อ ต.ลุโบะยีไร อ.มายอ จ.ปัตตานี กระสุนถูกลำตัว 3 นัดได้รับบาดเจ็บสาหัส ในเวลาไล่เลี่ยกันคนร้ายซุ่มยิงนายอากีม มะแอ อายุ 40 ปี อยู่บ้านเลขที่ 3 บ้านปาแด ต.ท่ากำชำ ขณะขับรถจักรยานยนต์กลับจากละหมาดที่มัสยิด กระสุนถูกลำตัว 1 นัด ได้รับบาดเจ็บเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลหนองจิก อ.หนองจิก จ.ปัตตานี

ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 08.40 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กล่าวถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเครื่องตรวจจับวัตถุระเบิดจีที 200 ไม่ทำงาน ทำให้ผู้ก่อความไม่สงบสามารถก่อคาร์บอมบ์บริเวณหน้าโรงแรมเมอร์ลิน อ. สุไหงโก-ลก จ. นราธิวาส เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า กองทัพบกยังไม่ได้รายงานผลตรวจสอบเรื่องดังกล่าว แต่ให้พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้รักษาราชการแทนผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รรท.ผบ.ตร.) ลงพื้นที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่พล.ท. กสิกร ศรีศรี ผู้บัญชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร (ผบ.พตท.) ตั้งข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่อาจไม่มีความเชี่ยวชาญในการใช้เครื่องมือ นายสุเทพ กล่าวว่า ไม่คิดโยนความผิดให้เจ้าหน้าที่ ตรงกันข้ามรู้สึกเห็นใจเจ้าหน้าที่ทั้งพลเรือน ตำรวจ ทหาร เพราะต้องเสี่ยงชีวิต ต้องทำงานด้วยความยากลำบากมาตลอด ดังนั้น รัฐบาลจะไม่พูดจาตำหนิติติง

เมื่อถามว่า ดูเหมือนกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบจะท้าทายรัฐมากขึ้น โดยการก่อเหตุกลางวันแสกๆ นายสุเทพ กล่าวว่า ขณะนี้สถิติการก่อความไม่สงบในพื้นที่ รวมถึงจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตลดลงน้อยกว่ารัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่รูปแบบการก่อปัญหาเป็นข่าว จึงดูว่าเหตุการณ์รุนแรงขึ้น แต่รัฐบาลมุ่งทำงานเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป และในวันที่ 12 ตุลาคม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ จะนำคณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ ลงไปในพื้นที่ และวันเดียวกันนี้จะลงพื้นที่เพื่อชี้แจงแนวทางในการทำประชาคมเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในพื้นที่ด้วย
ด้านนายพีรยศ ราฮิมมูลา ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สถานการณ์ในพื้นที่รุนแรงขึ้นจริง มีการใช้คาร์บอมบ์ หรือกราดยิงแล้วระเบิดเพื่อหวังฆ่าหมู่ เกิดจากกลุ่มขบวนการแก้แค้นที่เลียนแบบกลุ่มการก่อการร้าย เนื่องจากเหยื่อของเหตุการณ์ที่ถูกกราดยิงที่มัสยิดอัลกรูกอน ต.จวบ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส และที่มัสยิดกรือเซะ จ.ปัตตานี ยังไม่ได้รับคำตอบจากรัฐบาลชัดเจน ลูกๆ และญาติพี่น้องจึงรวมกันแก้แค้นให้ผู้ตาย นอกจากนี้ ยังมีบ่อนการพนันเปิดเล่นกันเต็มเมืองตั้งแต่ จ.สงขลา จนถึง จ.นราธิวาส อีกทั้งยาเสพติดแพร่ระบาดเพิ่มขึ้น

“ในวันที่ 13 ตุลาคม จะรวบรวมปัญหาทั้งหมด เข้าที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีรีบแก้ปัญหา หากยังปล่อยปละละเลยโอกาสเกิดความรุนแรงมีมากกว่านี้” นายพีรยศ กล่าว
ขณะที่ ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์ระวังสถานการณ์ภาคใต้ นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี กล่าวว่า ศูนย์เฝ้าระวังฯ สรุปจำนวนเหตุการณ์ก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ระหว่างปี 2547-กันยายน 2552 มีเหตุร้ายเกิดขึ้นสูงสุด 10 อำเภอ ดังนี้ 1.อ.เมืองยะลา จ.ยะลา 969 ครั้ง 2.อ.รามัน จ.ยะลา 594 ครั้ง 3.อ.ระแงะ จ.นราธิวาส 574 ครั้ง 4.อ.บันนนังสตา จ.ยะลา 542 ครั้ง 5.อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส 489 ครั้ง 6.อ.ยะรัง จ.ปัตตานี 487 ครั้ง 7.อ.เมืองปัตตานี จ.ปัตตานี 415 ครั้ง 8.อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส 408 ครั้ง 9.อ.หนองจิก จ.ปัตตานี 396 ครั้ง และ 10.อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 361 ครั้ง

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ห้ามกระพริบตาเป็นอันขาด ถ้าไม่อยากพลาดช็อตเด็ด

การเมืองร้อนฉ่าขึ้นมาทันควัน เมื่อสถานการณ์ปรอทขึ้นๆลงๆ ไม่อยู่กับร่องกับรอย บัดเดี๋ยวดีบัดเดี๋ยวร้ายคลุมๆเครือๆจับต้นชนปลายไม่ถูก ดังนั้น เพื่อความไม่ประมาท บรรดาขาใหญ่วัยโจ๋จึงต่างเอากองทัพส่วนตัว ออกมาตั้งท่าคุมเชิงกัน

ชนิดที่ไม่มีใครยอมลงให้ใคร เป็นอันขาดคนไทยตาดำๆจึงได้แต่นั่งทำตาปริบๆ ลุ้นเสียวกันทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ จนกว่าวันไหนจะมีแถลงการณ์ฉบับสุดท้าย หักมุมออกมา ให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไป ว่าใครหมู่ใครจ่าสำหรับคอการเมืองขนานแท้ ช่วงนี้คงกระพริบตาไม่ได้เป็นอันขาด เพราะท่านอาจจะพลาดช็อตเด็ดไปอย่างน่าเสียดาย

ซึ่งถึงแม้จะรีเพลย์ได้ในภายหลัง มันก็ไม่มีชีวิตชีวาเท่ากับได้แหกตาดูกันเจ๋งๆผิดกับเรื่องประชาธิปไตยที่มีชีวิตชีวา ซึ่งเพิ่งเก็บฉากไปเรียบร้อยโรงเรียนมาร์ค หลังจากที่มีโอกาสไปเกาะโพเดียมจ้อกันสดๆ จนขาใหญ่ฝ่ายประชาธิปไตยถึงกับน้ำตาซึม นึกไม่ถึงว่ามันจะเป็นไปได้ถึงเพียงนี้ ว่าแล้วก็ควักกระเป๋าดังหนึบ โยนใส่กะลามา 680 ล้านบาทบอกว่าเอาไปพัฒนาประชาธิปไตยซะ ให้มันมีชีวิตชีวาน้อยๆหน่อยทำอย่างนี้

บ้านเราเขาเรียกว่า เอาเงินตบหน้ากันชัดๆ เพียงแต่ว่างานนี้พี่กันคงจะเสียดอลล่าร์เปล่า เพราะว่าหน้าหนาๆอย่างนายกฯของเราคนนี้ ต่อให้ตบยังไง ก็ไม่รู้สึกมึนผิดกับคนแก่ที่ไร้ชีวิตชีวาคนนั้น ที่วันๆเอาแต่ทำหน้ามึนจนชาวบ้านอยากจะบ้าตาย สมแล้วที่โดนดีเข้าให้ จนแทบเอาตัวไม่รอด ขนาดจวนเจียนจะเข้าโลงอยู่รอมร่อ ยังถูกตามด่าตามเช็ด ถึงกับหนีหัวซุกหัวซุน เข้าค่ายนั้นออกค่ายนี้ หวังซุกหว่างขาแมงดาปีกเขียว

พวกที่วันๆเอาแต่ลุ้นเสียว เรื่องคอมมิชชั่นงบประมาณค่าซื้ออาวุธใครไม่มาเป็นป๋าบ้าง คงไม่มีทางรู้หรอกว่า การโดนประชาชนจงเกลียดจงชังเป็นล้านๆ แถมออกมาไล่ตะเพิดกันเป็นแสนๆ มันเจ็บกระดองใจผู้ทรงคุณธรรมซะขนาดไหนหันไปทางกระบวนการยุติธรรม ที่มีชีวิตชีวา ก็กำลังอาละวาดอย่างเมามัน เพราะนอกจากจะยืดได้หดได้ แถมยังล็อคเป้าได้ตามใจปรารถนาแล้ว ยังสามารถดลบันดาลให้พลิกคว่ำพลิกหงายได้

อย่างถูกที่ถูกเวลาอีกต่างหากเพราะเหตุนั้น คดีกล้ายาง ที่ติ๊ดชึ่งดึงจังหวะอยู่นานสองนาน พอได้เวลาเหมาะๆถึงได้เกิดสปัสซั่ม ออกมาปล่อยผีกันอย่างสนุกสนาน เล่นเอาไอ้ห้อยจอมเนรคุณ อ้าขาผวาปีกซะยกใหญ่ จนแล้วจนรอด ป่านนี้ยังฉลองกันไม่เลิกขณะที่สายน้าแม้วเจอคุกเป็นว่าเล่น ไม่เว้นแม้แต่โซ่ข้อกลางอย่างลุงจิ๋วหวานจ๋อย

แต่อนิจจา..ในร่างแหเดียวกัน กลับมีปลาเล็กปลาใหญ่ ที่เล็ดลอดออกไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ นัยว่าเป็นโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับลูกค้าที่เปลี่ยนใจไม่เอาแม้วโดยเฉพาะควันหลงที่ตามมาติดๆ เลยช่วยไม่ได้ที่ต้องเกิดอาการเป็นงงกันระนาว เมื่อพ่อใหญ่จิ๋วเด้งรับเทียบเชิญเข้าพรรคเพื่อไทย อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เล่นเอาสมุนอำมาตย์ไข้ขึ้นกันปุบปับ ออกอาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว จับไข่สั่นกันเป็นแถวลงว่าถ้าน้าแม้วได้ขงเบ้งมาประสานสิบทิศอย่างนี้ บอกได้เลยว่างานนี้ ตัวใครก็ตัวมันเสียวอยู่อย่างเดียว ที่ช่วงหลังมานี้ ขงเบ้งแห่งกองทัพบก ดันกลายเป็นจิ๋วจอมชักไปซะฉิบ

หลังจากที่วาดลวดลายลีลาชักเข้าชักออก จนเหวอไปตามๆกัน ความน่าเกรงขามเลยลดลงไปเยอะ แต่ถึงยังไง ถ้าจะลองใช้บริการอีกซักตั้ง ก็ยังไม่น่าเกลียดซักเท่าไหร่แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ต้องถือว่าเสื้อแดงมีแต่ได้กับได้ เพราะถ้าลุงจิ๋วทำดีเราก็แค่ตามน้ำสบายไป แต่ถ้ายังขืนทำยึกยัก มาออกลูกล่อลูกชนอีก ค่อยโน้มคอคนแก่มาตีเข่า ก็ยังไม่สายจนเกินเพลก้าวย่างก้าวนี้ของลุงจิ๋ว นับว่าสั่นฟ้าสะเทือนดินอยู่ไม่น้อย

เหมือนได้รับสัญญาณอะไรบางอย่างจากดวงดาว ที่ส่งผลใหญ่หลวง ทำให้สมุนอำมาตย์ต้องหยุดคิด ตรวจสอบทิศทางลมกันใหม่ ว่ามันน่าจะมีอะไรในก่อไผ่ นอกจากหน่อไม้กับใบแห้งๆสถานการณ์ล่อแหลมอย่างนี้ ใครขืนอ่านทางไม่ขาด งานนี้มีโอกาสซึมยาวไปถึง ชั่วลูกชั่วหลานก็ขนาดบรรดาหมาแก่ ที่เคยเห่าหอนเรียกผี อย่างสนุกสนาน ยังเกิดอาการหลงคีย์ขึ้นมาเฉยๆ โดยเฉพาะหมาสังเวช บัดสีบัดเถลิง ที่ตามจิกทักษิณอย่างเอาเป็นเอาตาย ยังหันกลับมาจ้อเรื่องความเป็นธรรม อย่างหน้าตาเฉยหรือหมาผู้ดีหัวเถิก ที่เคยเห่าทักษิณตามฤดูกาล ยังอุตส่าห์เกิดดวงตาเห็นธรรมกระทันหัน บอกว่าคนที่ไม่นิยมจ้าว ยังสมควรต้องมีที่ยืนในสังคมเหมือนกัน

คงเหลือแต่แก๊งค์เด็กดื้อ ที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ วันๆเอาแต่เถลิงอำนาจกันสุดเหวี่ยง แค่เรื่องตั้งผบ.ตร.ตำแหน่งเดียว มันล่อซะสีกากีแตกเละเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย อย่างที่ไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์ เล่นเอาอำมาตย์เฒ่าถึงกับมึนตึ้บแต่ทีเรื่องงานจริงๆมันไม่เอาอ่าวซักเรื่อง ด้านเศรษฐกิจก็ฝากความหวังไว้กับพี่เบิ้มสหรัฐฯ จากนั้นก็หันมากู้แหลก แบ่งกันงาบอย่างตายอดตายอยาก เล่นเอาสื่อที่คอยตามเชียร์อย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ถึงกับหันหลังยูเทิร์นกันแทบไม่ทันขนาดเรื่องสมานฉันท์ยังต้องใช้ เงินปูลาดกันเป็นฟ่อน หลังจากสมานให้กองทัพไปนับหมื่นล้านแล้ว ยังแอบสมานให้แป๊ะไปสร้างสื่อใหม่ 300 ล้าน แล้วนี่ล่อไปอีก 13 ล้าน เอาไปร้องเพลงชาติไทยให้คนไทยฟัง

เป็นวิธีง่ายๆหลอกให้คนไทยรักกัน แล้วแอบล่อกันจนพุงปลิ้น นี่ถ้าไม่ใช่คุณชายสะอาด รับรองว่า ไม่มีทางฟาดได้ขนาดนี้รอบบ้านก็แง่งๆกับเขาไปทั่ว จนชาวบ้านเขาไม่อยากคบด้วยแล้ว ยกเว้นเขมรเจ้าเดียวที่ได้ที ดักแทงเข่าจังหวะสอง ฉวยโอกาสที่ประเทศไทยถูกอหิวาต์กินเมือง จัดการยึดพื้นที่รอบเขาพระวิหารเอาไว้อย่างเบ็ดเสร็จแถมสำทับกลับมาอีกว่า ถ้าทหารไทยกล้าล่วงล้ำเข้าไปแม้แต่เซ็นต์เดียว จะยิงให้กลิ้งเหมือนหมาข้างถนน นี่เท่ากับว่ามันไม่เห็นหัวเถิกๆของทหารไทยอยู่ในสายตา ถึงได้ข่มเอา..ขู่เอาถ้าผมเป็นผบ.ทบ.ผมลาออกไปแล้ว

ไม่ด้านหน้าอยู่ทนให้ชาวบ้านเขาถ่มถุยเอาหรอกเขียนถึงตรงนี้เพิ่งนึกขึ้นมาได้ ว่า 6 ตุลาเวียนมาบรรจบอีกคำรบหนึ่ง วันนี้เมื่อปี 2519 เป็นวันอันแสนอัปยศอดสู โหดทมิฬเหลือกำลังลาก แต่ถึงวันนี้ตัวละครสำคัญๆ ก็ทะยอยรับกรรมกันเป็นแถวคาดว่าก่อนตายคงต้องทนทุกข์ทรมาน เหมือนนักศึกษาที่ถูกตอกอก ตายคาสนามหลวง เป็นแน่แท้แปลกแต่จริงที่วันนั้น นักศึกษาถูกยัดข้อหาว่าเป็นญวน ให้พวกกระหายเลือดตามฆ่าเป็นว่าเล่น แต่ 33 ปีผ่านไป เรื่องราวมันดันกลับตาลปัตร พลิกคว่ำพลิกหงาย กลายเป็นว่าคนไทยตายกันเป็นเบือ...
เพราะคำสั่งฆ่าจากนายกฯลูกหลานคนญวน

วโรทาห์: 6 ต.ค. 52

วันพุธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ทักษิณโพสต์ทวิตเตอร์ทำ TV ออนแอร์ 1 พย.


ไอเอ็นเอ็น : พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โพสต์ข้อความและ รูปภาพลงทวิสเตอร์ โดยระบุว่า”เช้านี้ทีมงานได้มาถ่ายทำเปิดตัวช่องที่ผมเคยสัญญาไว้ รอติดตามชมนะครับ” ซึ่งเป็นรูปภาพดังกล่าว เป็นการการถ่ายทำเพื่อเตรียมจะไปออกใน ทีวี ดาวเทียม ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เคยบอกไว้ว่า จะเปิดถึง 100 ช่อง โดยจะมีช่องที่เกี่ยวกับประเทศไทย 3 ช่อง คือช่องOTOP ช่องการศึกษา และช่องพระราชกรณียกิจ

ด้านนาย นพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า สำหรับ ทีวีดาวเทียม 100 ช่อง จะเริ่มออกอาศใน วันที่ 1 พย. นี้โดยจะเป็นการทยอยทดลองออกอาศไปเรื่อยๆ ซึ่งประชาชนสามารถชมได้ทั่วโลก ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ขณะนี้อาศัยอยู่ที่ดูไบ และสุขสบายดี

ธงชัย วินิจจะกุล : อดีตซ้าย-อดีตขวา สามัคคีต้านทุนนิยมและอเมริกา

ฝ่ายขวาแทบทุกคนที่สัมภาษณ์เห็นว่า ภัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับประเทศไทยในปัจจุบันคือ ทุนนิยมและสหรัฐอเมริกา แม้แต่ -ผ- ซึ่งต่อต้านคอมมิวนิสต์มาตลอดชีวิต และมองเรื่องความมั่นคงของชาติด้วยแว่นคอมฯ 2 สายมาตลอดก็เห็นว่า ปัจจุบันต้องระวัง CIA แทรกแซง ปั่นหัวกลุ่มต่างๆ ในสังคมไทย จนอาจเป็นภัยต่อความมั่นคง แน่นอนว่าพวกเขาตระหนักดีว่าภัยทุนนิยมและสหรัฐอเมริกาเป็นคนละเรื่องคนละลักษณะกับภัยจากคอมมิวนิสต์

วาทกรรมภัยทุนนิยมของบรรดาฝ่ายขวา แตกต่างจากวาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝ่ายซ้ายเมื่อ 30 ปีก่อนอย่างเห็นได้ชัดๆง่ายๆ(คือไม่ใช่วาทกรรมแบบเหมาอิสต์) แต่ฝ่ายขวาเหล่านี้พูดภาษาใกล้เคียงมากกับวาทกรรมต่อต้านเสรีนิยมใหม่และโลกาภิวัตน์ของบรรดาปัญญาชนและนักเคลื่อนไหวภาคประชาชนของไทยในปัจจุบัน นั่นคือ ต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก

การสัมภาษณ์ทั้งหมดกระทำหลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 หลายปี แต่ความเจ็บปวดจากวิกฤตของทุนนิยมคราวนั้นยังคงชัดเจนในความทรงจำของทุกคน ที่สำคัญคือวาทกรรมเกี่ยวกับมูลเหตุของวิกฤต ออกมาในลักษณะชาตินิยมต่อต้านทุนนิยมของ “ฝรั่ง” ตะวันตก คือ เป็นเรื่องของชาติทุนนิยมยักษ์ใหญ่ของฝรั่งตะวันตกที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกทำร้ายชาติทุนนิยมที่กำลังเติบโต ชาติใหญ่รังแกชาติเล็ก วาทกรรมที่แพร่หลายเข้าใจง่ายก็คือทำให้เป็นเรื่องของการสมคบคิดกัน (conspiracy) ระหว่างยักษ์ใหญ่ทางการเงินและการเมืองของโลกไม่กี่คน ระบุตัวลงไปที่จอร์จ โซรอสก็บ่อย คำว่าฉันทามติวอชิงตันก็ถูกเข้าใจง่ายๆว่าหมายถึงการที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่ของทุนนิยมฝรั่งตะวันตก วางแผนทำลายชาติเล็กๆโลกาภิวัตน์กลายเป็นชื่อของแผนการชั่วร้ายที่ทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกใช้ทำร้ายชาติทุนนิยมที่เล็กกว่า วาทกรรมต่อต้านทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกจึงไม่ใช่แบบสังคมนิยม แต่เป็นวาทกรรมแบบทุนชาตินิยมเป็นหลัก กระแสต่อต้านโลกาภิวัตน์จึงเป็นเรื่องของฝรั่งมาย่ำยีไทย “เขา” มากระทำย่ำยี “เรา”

ทั้งซ้ายเก่าและขวาเก่าใช้วาทกรรมแทบไม่ต่างกัน เพราะความคิดเก่าของทั้งสองมีเชื้อมูลให้รับความคิดทุนชาตินิยมได้ง่าย และเพราะพวกเขาในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของทุนชาตินิยม

การสัมภาษณ์ส่วนใหญ่กระทำในช่วงรัฐบาลทักษิณ ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนของทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกที่เลวร้ายดังเรียกว่า “ทุนสามานย์” ในเวลาต่อมา ความไม่พอใจทักษิณกับความไม่พอใจทุนนิยมโลกาภิวัตน์และความไม่พอใจสหรัฐอเมริกาในกระแสโลกป้อนหนุนซึ่งกันและกัน ในบรรดาฝ่ายขวาที่สัมภาษณ์ในช่วงรัฐบาลทักษิณ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ชอบรัฐบาลทักษิณ พวกเขาที่เหลือเห็นว่าทักษิณเดินหน้าหนุนทุนนิยมแบบโลกาภิวัตน์ ซึ่งพวกเขาเห็นว่าเป็นแบบที่สหรัฐอเมริกาชาติยักษ์ใหญ่ที่รังแกชาติเล็กๆ ไปทั่วโลกต้องการ จึงไม่น่าไว้ใจรัฐบาลทักษิณ

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เสนอว่าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ การคืนดีกับสถาบันกษัตริย์ หากตั้งคำถามว่าทำไมปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลาจึงหันไปคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เช่นนั้น? สมศักดิ์มักอธิบายในทำนองว่าคนเหล่านั้นความคิดที่ไม่ถูกต้องชัดเจน การเมืองไม่คมชัดพอ ฉวยโอกาส เปลี่ยนสี ฯลฯ ผู้เขียนเห็นว่าการคืนดีกับสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่ง (ไม่ใช่เหตุ แต่เป็นผล) ของแนวโน้มทางปัญญาที่ทรงพลังกว่าเรื่องสถาบันกษัตริย์ จนสามารถผลักให้ความเห็นต่อสถาบันกษัตริย์เปลี่ยนไปจนไม่เห็นเป็นปัญหาสำคัญเท่าไรนัก ได้แก่ ความเข้าใจของปัญญาชนนักต่อสู้ทางสังคมต่อทุนนิยมโลกาภิวัตน์จากจุดยืนแบบทุนชาตินิยม คือเห็นทุนนิยมโลกาภิวัตน์ว่าเป็นเรื่องของภัยจากฝรั่งตะวันตก การประกาศตนเป็นอริกับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ก็เป็นการประกาศต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตก ถือเอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระสำคัญที่สุด นี่เป็นวาระการเมืองของทุนชาตินิยม

จุดยืนแบบทุนชาตินิยมทำให้พวกเขาเกลียดกลัวผู้ที่เขาเห็นว่าเป็น “ตัวแทน” ทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ตะวันตกอย่างเข้ากระดูก จุดยืนแบบทุนชาตินิยมเช่นกันกลับทำให้พวกเขามองไม่เห็นความอัปลักษณ์และภัยที่มาจากทุนผูกขาดรายใหญ่ที่มีรากลึกกว่ามากในสังคมไทย มีฐานเศรษฐกิจและธุรกิจกว้างขวางมั่นคงกว่าทุนอื่นใดในสังคมไทยเพราะเป็นที่ดิน มีฐานทุนทางสังคมที่ไม่มีใครเทียบได้เพราะผูกกับความศักดิ์สิทธิ์ มีฐานการเมืองแบบอนุรักษ์นิยมที่แข็งแกร่งด้วยพลังราชการและตุลาการ และแท้ที่จริงแล้วก็เป็นทุนแบบโลกาภิวัตน์เช่นกัน พวกเขามองไม่เห็นเพราะเป็นทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทย

ฝ่ายซ้ายเดิมจบไปนานแล้ว สิ่งที่มาในร่างฝ่ายซ้ายเดิมคือ ปีกหนึ่ง(ซ้าย?)ของทุนชาตินิยม
ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงสามารถร่วมมือกับปีกอื่นๆของทุนชาตินิยมได้ รวมทั้งทุนที่ผูกติดสนิทกับความเป็นไทยและพวกกษัตริย์นิยม ตราบเท่าที่เอาการต่อสู้กับทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุดตรงกัน นักคิดฝ่ายประชาชนหลายคนเชื่อว่า สามารถ “ใช้” สถาบันฯ เพื่อต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ของ “ฝรั่ง” ซึ่งเขาเห็นเป็นวาระทางสังคมสำคัญที่สุด

การ “คืนดีฯ” ไม่ใช่เรื่องของคนนั้นและคนนี้เปลี่ยนสี แต่เป็นผลของแนวโน้มทั่วไปทางปัญญาแบบทุนชาตินิยมของพวกฝ่ายซ้ายเดิม อันที่จริงยังมีข้อน่าคิดอีกว่า ลักษณะทุนชาตินิยมก็อาจเป็นเชื้อมูลของความคิดซ้ายของพวกเขาตั้งแต่ยุคเดือนตุลาเช่นกัน หมายความว่าพวกฝ่ายซ้ายเดิมไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมากนักอย่างที่คิดกัน ท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์อาจหนักหน่วงแต่เอาเข้าจริงไม่เคยเป็นประเด็นมูลฐานของความคิดทางการเมืองของพวกเขาอย่างที่เข้าใจกัน การคืนดีหรือไม่คืนดีจึงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายสำหรับพวกเขา

ในเวลาเดียวกันฝ่ายขวาเดิมก็จบไปแล้วเช่นกัน สิ่งที่มาในร่างฝ่ายขวาเดิมคือ อีกปีกหนึ่ง(ขวา?)ของทุนชาตินิยม

ถ้าการเปลี่ยนแปลงสำคัญของปัญญาชนฝ่ายซ้ายหลัง 6 ตุลา คือ คืนดีกับสถาบันกษัตริย์ การเปลี่ยนแปลงสำคัญของฝ่ายขวาหลัง 6 ตุลา คือ การหย่าร้าง เอาใจออกห่างจาก “ฝรั่ง” ตะวันตก และไม่ไว้ใจฝรั่งตะวันตกรุนแรงเข้มข้นยิ่งขึ้น หากใช้สายตาประวัติศาสตร์ระยะยาวอาจกล่าวได้ว่า ความไว้ใจฝรั่งตะวันตกในช่วงสงครามเย็นเป็นเพียงประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆเท่านั้น ครั้นจบสงครามเย็น ชนชั้นนำไทยและสังคมไทยก็กลับไปสู่ภาวะคบกับฝรั่งแต่ไม่ไว้ใจฝรั่งดังที่เคยเป็นมาตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงก่อนสงครามเย็น

ถ้าหากท่าทีต่อสถาบันกษัตริย์และท่าทีต่อทุนนิยมของ”ฝรั่ง” ตะวันตก เป็น 2 แกนที่ก่อให้เกิดเส้นแบ่งระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆในการเมืองยุคเดือนตุลาเป็นซ้ายและขวา การเปลี่ยนแปลงของทั้งฝ่ายซ้ายและขวาหลัง 6 ตุลาที่มีต่อทั้ง 2 แกน ทำให้กลุ่มซ้ายและขวาแต่เดิมที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจบลงและเกิดการจัดตัวใหม่มาตั้งนานแล้ว หากถือเอาท่าทีต่อทุนนิยมของฝรั่งตะวันตกเป็นเกณฑ์ เส้นแบ่งระหว่างซ้ายกับขวาที่ตกทอดมาจากการเมืองยุคเดือนตุลาจึงสับสนปนเปกันมาระยะใหญ่ๆ แล้ว อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ประมาณหลังการสิ้นสุดของสงครามเย็นในประเทศและในระดับโลก้ป็นต้นมา การจัดตัวใหม่เริ่มมาตั้งแต่คราววิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แล้วเป็นอย่างน้อย ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในวิกฤตการเมืองและรัฐประหารเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา แต่วิกฤตการเมืองต่อต้านทักษิณและรัฐประหาร 2549 เป็นปรากฎการณ์รูปธรรมที่ความเปลี่ยนแปลงของแนวโน้มความคิดแบบใหม่ออกฤทธิ์

อย่างน้อยสิบกว่าปีมาแล้วที่ฝ่ายขวาเดิมและฝ่ายซ้ายเดิมจำนวนมากถือตรงกันว่าการต่อสู้กับทุนนิยมโลกาภิวัตน์ที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกเป็นวาระการเมืองสำคัญที่สุด

วันอังคารที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2552

'มาร์ค'เผลอหลุดปรับเล็ก ครม.สุเทพ-ชำนิ โทรทาบ 'สามสี' นั่งรอง นายกฯแทน กอร์ปศักดิ์ ไปเลขาฯนายกฯ

"อภิสิทธิ์"เผลอหลุดปรับเล็ก
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม ถึงกระแสข่าวการดึงนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ แทนนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ที่จะไปรับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี แทนนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ที่ลาออก ว่าเรื่องตำแหน่งรัฐมนตรี ต้องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ส่วนตำแหน่งเลขาธิการนายกฯนั้น จะเป็นการแจ้งเพื่อทราบเฉยๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ตำแหน่งรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ มีชื่อแคนดิเดตหลายคน เช่น นายไตรรงค์ นายเกียรติ สิทธีอมร ผู้แทนการค้าไทย และนายโพธิพงษ์ ล่ำซำ กรรมการสภาที่ปรึกษา ปชป. ในการประชุมพรรควันที่ 6 ตุลาคม จะมีการหารือเลยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ทำไมถึงมีหลายชื่อจัง คงจะยังไม่มีการพูดถึงในที่ประชุมพรรค เพราะยังไม่ได้ประชุม กก.บห.พรรค คาดว่า จะมีความชัดเจนในสัปดาห์หน้า เบื้องต้นจะคุยเรื่องเลขาธิการนายกฯก่อน

นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยย้ำว่า สัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนว่า จะมีปรับ ครม.หรือไม่ เมื่อถามว่า ถ้ามีการปรับ ครม.จริงจะมาจากเหตุผลอะไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้าจะมีการปรับ ครม.ในขณะนี้ เหตุผลก็คือ มีความจำเป็นที่ต้องเปลี่ยนแปลงตำแหน่งก็ปรับ เมื่อถามว่า หมายความว่า นายกอร์ปศักดิ์จะต้องไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการนายกฯใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ถ้าคุณกอร์ปศักดิ์มานั่งเลขาธิการนายกฯ ก็ต้องปรับ เพราะจะมีตำแหน่งว่างลง" เมื่อถามว่า แสดงว่าจะเป็นแค่การปรับเล็กไม่ใช่ปรับใหญ่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ครับ ขณะนี้ไม่ได้พูดในกรอบเรื่องการปรับใหญ่ครับ"
"กอร์ปศักดิ์"บอกแล้วแต่นายกฯ

ด้านนายกอร์ปศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางไปปฏิบัติราชการที่ประเทศอินเดีย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีอะไรแน่นอน เพราะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอน "ผมได้บอกกับนายกฯไปแล้วว่าแล้วแต่นายกฯ ผมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว จะให้ออกจากตำแหน่งโดยไม่มีตำแหน่งเลยก็ได้"

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาธิการ ปชป.ปฏิเสธถึงบุคคลที่จะมาเป็นเลขาธิการนายกฯ ว่าไม่ทราบจริงๆ ว่าเป็นใคร และยังไม่ได้ปรึกษากับนายกฯ เพราะนายกฯคงต้องใช้เวลาคิดก่อน เนื่องจากตัวเลขาธิการนายกฯ ต้องเป็นคนทำงานใกล้ชิด ไว้เนื้อเชื่อใจกัน และช่วยงานนายกฯได้ นอกจากนี้ ขอยืนยันว่า ขณะนี้ ปชป.ยังไม่คิดเรื่องปรับ ครม.

เมื่อถามว่า การที่ไม่คิดปรับ ครม.แสดงว่ามีแนวโน้มว่านายกอร์ปศักดิ์จะไม่รับตำแหน่งเลขาธิการนายกฯหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่ได้พูดอย่างนั้น พูดเพียงแต่ว่าทุกอย่างอยู่ที่นายกฯ เพียงแต่กระบวนการดำเนินการต้องให้ กก.บห.พรรคเห็นชอบด้วย เมื่อถามว่าดูเหมือนว่า รองนายกฯกับนายกฯเห็นไม่ตรงกันเรื่องการปรับ ครม. นายสุเทพกล่าวว่า "เอาอีกแล้วไง.. ผมเห็นตรงกันนายกฯทุกเรื่อง หากนายกฯจะใครเอามาเป็น ผมก็เห็นด้วยทันที ตัวเลขาธิการนายกฯ ถ้าจะให้ผมเดา ก็น่าจะเป็นคนในพรรค แต่ถ้านายกฯจะเอาใครมาเป็นก็ได้ทั้งนั้น"

"สุเทพ-ชำนิ"โทร.ทาบ"ไตรรงค์"
เมื่อถามถึงกรณีมีข่าวว่าไม่สนับสนุนให้นายไตรรงค์เป็นรองนายกฯ นายสุเทพกล่าวว่า "เป็นความไม่จริงทั้งสิ้น ผมสนับสนุนทุกคน เพราะอยู่ในพรรคมาด้วยกัน เห็นฝีไม้ลายมือกันมาว่า แต่ละคนเป็นอย่างไร โดยเฉพาะ ดร.ไตรรงค์คนในพรรคก็ให้ความรักให้ความนับถือ ผมไม่เห็นว่าจะมีปัญหาอะไรกับใครทั้งสิ้น"
นายสุเทพยังกล่าวถึงกระแสข่าวให้การสนับสนุนนายเกียรติ หรือนายโพธิพงษ์มาเป็นรองนายกฯ เพราะเป็นนายทุนพรรคว่า "นายเกียรติไม่เคยเป็นนายทุนพรรค นายโพธิพงษ์ก็ไม่มายุ่งกับการเมืองแล้ว ที่กล่าวหาผมแบบนั้น ก็ไม่จริง ถ้าสมมติเป็นอย่างนั้นจริง ให้ผมเลือก ผมก็เลือก ดร.ไตรรงค์อยู่แล้ว"

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวจาก ปชป.ว่า เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา นายสุเทพ และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ รองเลขาธิการ ปชป. ได้โทรศัพท์ทาบทามนายไตรรงค์ ว่ายินดีที่จะเข้านั่งตำแหน่งรองนายกฯแทนนายกอร์ปศักดิ์หรือไม่ ซึ่งนายไตรรงค์ได้ตอบกลับไปว่า หากจะให้ไปนั่งในตำแหน่งรองนายกฯ ก็จะต้องไม่ไปแทรกที่นั่งใคร หรือทำให้ใครเดือดร้อนขอให้ทำประเด็นนี้ให้ชัดเจนก่อน
พรรคร่วมเชียร์"สามสี"รองนายกฯ

นายชุมพล ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงกระแสข่าวว่านายไตรรงค์จะได้เป็นรองนายกฯด้านเศรษฐกิจ ว่า นายไตรรงค์คุมงบประมาณ คุมการประชุมกรรมาธิการ (กมธ.) งบประมาณได้อย่างดี ทุกคนชมหมด ชี้แจงอะไรได้ฉะฉาน ไม่ซีเรียส มีมุขตลอด จึงถือเป็นบุคคลที่เหมาะสม เท่าที่สังเกต 2-3 ปีที่ผ่านมานายไตรรงค์ดูทั้งหมด คนที่เป็นประธาน กมธ.งบฯตัวจริงแทบไม่ค่อยได้นั่ง

ด้านนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม หน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) กล่าวว่า ถ้านายไตรรงค์มาเป็นรองนายกฯด้านเศรษฐกิจจริงก็ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจมาหลายสมัย แต่ทั้งหมดก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายกฯ

รพ.บำรุงราษฏร์ปัดข่าวลือ 'สมัคร' ตายแล้ว

มติชน : ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งวันที่ 6 ตุลาคม ได้เกิดข่าวแพร่สะพัดไปทั่วว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งรักษาอาการป่วยด้วยโรคมะเร็งขั้วตับ ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ได้ถึงแก่อนิจกรรมแล้วนั้น

นายเคารพ วงศ์ประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เปิดเผยว่า นายสมัครยังไม่เสียชีวิต และพักรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล ตัวนายสมัครเอง ไม่อยากเปิดเผยเรื่องการรักษาตัว และคณะแพทย์ยังไม่มีนโยบายเปิดแถลงข่าวเกี่ยวกับการรักษาดังกล่าว

ขณะที่คนใกล้ชิดนายสมัครที่ไปเฝ้าไข้ กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายสมัครถูกนำตัวออกมาจากห้องไอซียู และยังอยู่ในอาการปกติ ไม่ได้มีอาการอะไรที่รุนแรงอย่างที่เป็นข่าว

สำหรับนายสมัครเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลบำรุงราษฏร์ ระหว่างวันที่ 3 ตุลาคม-3 พฤศจิกายน 2551 เนื่องจากป่วยเป็นโรคมะเร็งขั้วตับ โดยไม่เป็นที่เปิดเผยทางสื่อมวลชนมากนัก ต่อมา นายสมัครเดินทางไปรักษาต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา กระทั่งกลับมาไทย และพักฟื้นที่บ้านก่อนจะเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2552

อภิสิทธิ์กำลังเยาะเย้ยในหลักนิติธรรม

ที่มา – Political Prisoners in Thailand
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
โพลิติคอลพรีซันเนอร์อินไทยแลนด์ (พีพีที) ขอเสี่ยงต่อการทำให้ผู้อ่านเบื่อ แต่เราต้องการที่จะย้ำสองสามความเห็นเก่าที่เคยได้ลงไปแล้ว ในแผนการณ์ที่รัฐบาลปัจจุบันจะบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ อย่างพร่ำเพรื่อ

เป็นการปฎิบัติการที่น่าประหลาดใจ ที่สักแต่นำ พรบ.ที่บีบบังคับออกมาประกาศใช้ ไม่น่าเชื่อว่าไม่มีใครแย้งในเรื่องนี้

นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อ้างว่า การประกาศใช้ พรบ.นี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักนิติธรรม (The Rule of law) แต่นี่เป็นการใช้ พรบ.ที่รุนแรง ซึ่งรัฐบาลที่มีกองทัพหนุนหลังร่างขี้นมาเอง และนำมาประกาศใช้ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเมืองของพรรคตัวเอง ด้วยข้ออ้างกลวงๆที่ว่า เพื่อประโยชน์ของทั้งสิทธิมนุษยชน และ หลักนิติธรรม ผลสะท้อนในทางลบของ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ที่มีต่อสิทธิของความเป็นมนุษย์หาอ่านได้จาก ที่นี่

ที่เราต้องย้ำอีกครั้งเนื่องจาก สื่อในทุกวันนี้ออกข่าวเหมือนลอกมาจากของเก่า ที่เราเคยอ่านเมื่อมีการบังคับใช้กฎหมายที่บึบบังคับนี้

จากเนชั่น (วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๕๒: “ผบ.ทบ.มั่นใจว่า การประชุมสุดยอดจะไม่มีสะดุด“) “เมื่อวานนี้ ผบ.ทบ.แสดงความมั่นใจว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ ๑๕ ที่จะมีขี้นในไม่ช้านี้ จะปราศจากปัญหาใดๆ นอกเสียจากว่าแผนการณ์ที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลคนเสื้อแดงจะทำการประท้วง”

อาจจะเป็นเพราะกลุ่มเสื้อแดงมีแผนการณ์จะชุมนุมที่กรุงเทพต่างหาก ไม่ใช่ที่หัวหิน
แม้ว่าระยะทางจะห่างไกลกันพอสมควร ดูเหมือนจะไม่เป็นที่แยแสจากทางกองทัพซึ่งได้ประโยชน์ทุกครั้งจากการที่งัดเอาพรบ.ความมั่นคงภายในฯ ออกมาใช้ หรือพรรคประชาธิปไตยซึ่งฉวยโอกาสทุกครั้งที่จะหาได้ ในการบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ เพื่อเอามาบีบกลุ่มต่อต้านเสื้อแดงนี้

เหมือนกับการอ่านบทเช่นเดียวกับครั้งที่แล้ว ที่นายบูรนาถ สมุทรักษ์ โฆษกรัฐบาล หนึ่งในแกนนำต่อต้านสิทธิมนุษยชนแห่งพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า “เขารู้สึกว่าเสื้อแดงพยายามที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงขี้นในประเทศ” เช่นเคย ไม่เคยมีหลักฐานอ้างอิงใดๆ มีแต่ “รู้สึกว่า” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นเหตุผลที่เพียงพอต่อพรรคที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปัตย์

นายบูรนาถจะมีความสุขก็ต่อเมื่อเมื่อ “ทุกพรรคให้การสนับสนุนแผนการณ์ของรัฐบาลในการบังคับใช้ พรบ.ความมั่นคงภายในฯ ที่เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธุ์ เพื่อให้แน่ใจว่า การประชุมสุดยอดอาเซียนจะดำเนินไปด้วยความสงบและเรียบร้อย”

ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์และกองทัพที่หนุนหลังนั้น ต่างทราบดีว่าแต่ละครั้งที่งัดเอา พรบ.ความมั่นคงภายในฯออกมาบังคับใช้ ครั้งต่อไปจะยิ่งเป็นเรื่องที่ง่ายขี้น การบีบบังคับกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับกันไปแล้ว
อภิสิทธิ์ควรมีความละอายใจแก่ตัวเองเวลาพูดถึงหลักนิติธรรม เพราะอภิสิทธิ์ไม่ยอมทำความเข้าใจว่ากฎหมายไม่ได้มีไว้ใช้บีบบังคับ ไม่แน่นะ บางทีอภิสิทธิ์อาจจะยิ่งกว่าเข้าใจก็ได้ เป้าหมายของอภิสิทธิ์อาจต้องการให้มีการบีบบังคับ และเยาะเย้ยความคิดในเรื่องหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยในระบอบการปกครองตามแบบประชาธิปไตย