--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552

แม้ว "ชิดซ้าย"


ที่มา ข่าวสด
คอลัมน์ เหล็กใน
ว่ากันว่ายุคนี้เป็นหนึ่งในยุคที่วงการสีกากีเมืองไทย ถูกการเมือง บดขยี้มากที่สุดยุคหนึ่งเพราะตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมมาตั้งแต่เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ที่ตัดสินใจใช้กำลังเข้าขวางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ปิดล้อมรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุมรวมทั้งวางแผนเข้ายึดกองบัญชาการตำรวจนครบาลวิเคราะห์กันว่าเวลานั้น

พันธมิตรฯ เริ่มหมดหนทางแม้จะยึด ทำเนียบไว้เป็นเดือนๆ แต่รัฐบาลพรรคพลังประชาชน (ในขณะนั้น) ก็ไม่สนใจจึงต้องเคลื่อนไหวเพื่อสร้างสถานการณ์รุนแรงขึ้นแต่พันธมิตรฯ ก็มาพลาดภายหลังที่เข้ายึดสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ

จนต้องมาตามแก้ปัญหากันในตอนนี้แก้เพื่อให้ตัวเองและพวกพ้องพ้นจากข้อกล่าวหา "ก่อการร้าย"!!แต่ก้างชิ้นโตคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้รวมไปถึงปัญหาการโยกย้ายตำรวจที่ผ่านมา ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจึงต้องเดินเกมใหม่ผ่านทางผู้มีอำนาจสูงกว่าผบ.ตร.!?นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ คือเป้าหมายดังกล่าวและดูเหมือนผู้นำม็อบบางคนก็สามารถเข้าถึงได้สำเร็จเราจึงเห็นยุคที่ย่ำแย่ที่สุดของวงการตำรวจ

เมื่อมีผู้มีอำนาจใช้ "อำนาจ" ในมืออย่างเกินเลยและเกินกว่าที่คนส่วนใหญ่จะเข้าใจได้ไม่ว่าจะเป็นการออกมาพูดกดดันต่างๆ นานา แต่พูดไปแล้วก็เหมือนไม่ได้จำ เพราะกลายเป็นการการันตีให้ผบ.ตร.จนกลายเป็นปัญหาว่าตัวเองไม่สามารถเตะให้พ้นทางไปได้หรืออยากจะทำแต่ไม่มีข้อหาอะไรให้เล่นงานจึงใช้วิธีการพิลึกพิลั่น

วางแผนตั้งรักษาการขึ้นมาทำหน้าที่แทนพอแผนแรกไม่สำเร็จ เพราะผบ.ตร.แก้ลำได้ ก็เล่นมุขใหม่ส่งไปราชการที่ต่างจังหวัด เพื่อตั้งรักษาการขึ้นมาอีกรอบแม้จะอ้างเรื่องโน้น เรื่องนี้ แต่การแสดงออกก็ชัดเจนว่าหลังเขี่ยพล.ต.อ.พัชรวาท ออกไป

สิ่งแรกที่ทำคือการโยกย้ายตำรวจระดับนายพลและมาตอนนี้ก็เจาะลงไปถึงระดับ "พ.ต.อ." ด้วยแต่ทั้ง 2 เป้าหมายถูกขัดขวาง จนต้องทิ้งโผรอให้ "ผบ.ตร." คนใหม่เข้ามาดำเนินการหลายคนงงงันกับท่าทีของนายอภิสิทธิ์ ว่าทำไมต้องทำถึงขนาดนี้!?เพราะปกติระดับนายกฯ มีสิทธิ์มีเสียงในการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่แล้ว น่าจะคุยกันได้หากต้องการส่ง "เด็ก" เข้า

ไปอยู่ในตำแหน่งต่างๆแต่การแสดงออกแบบนี้ เหมือนกับต้องการ "รวบอำนาจ" ในการแต่งตั้งโยกย้ายทั้งหมดไว้ในมือตัวเอง เพื่อผลบางอย่าง!?พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ถือว่าเป็นนายกฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จที่สุด และใช้อำนาจมากที่สุดคนหนึ่งเจอสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ทำในคราวนี้แม้วก็แม้วเหอะ ชิดซ้ายไปเลย!?

บริหารแปลกๆ

ที่มา มติชน
บทนำมติชน
กว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำกับควบคุมดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะตอบคำถามกรณีความไม่ชัดเจนในการปฏิบัติงานของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมก็ต้องซักถามกันไปมาหลายครั้ง หลายรอบ กว่าจะหลุดคำพูดออกมาว่า

ได้สั่งให้ พล.ต.อ.พัชรวาทไปปฏิบัติราชการที่จังหวัดภาคใต้ 7-8 วันเพื่อติดตามคดีสำคัญหลายคดีและไปเตรียมความพร้อมการจัดประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จังหวัดภูเก็ต นายสุเทพมีอารมณ์หงุดหงิดอยู่บ้างที่ถูกผู้สื่อข่าวซักไซ้แต่เรื่องของ พล.ต.อ.พัชรวาท แต่ถ้า นายสุเทพ หรือแม้แต่ นายอภิสิทธิ์เข้าใจหน้าที่และการทำงานของผู้สื่อข่าวว่าต้องหา "ความจริง"

และเบื้องหลังของข่าวและเหตุการณ์ต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อส่วนรวมก็จะต้องพยายามบริหารราชการให้ดีและตอบคำถามผู้สื่อข่าวอย่างตรงไปตรงมาจะดำเนินการอย่างไรกับ พล.ต.อ.พัชรวาทเป็นปัญหาของ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพมาเป็นเดือน

การให้สัมภาษณ์ของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไม่มีความชัดเจน ปากบอกว่า พล.ต.อ.พัชรวาทไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำคดีลอบสังหาร นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่ง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีลอบสังหารนายสนธิก็ยืนยันเช่นเดียวกัน แต่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพกลับพูดจาและแสดงออกไปคนละทางสองทาง จน พล.ต.อ.พัชรวาทลา

ไปปฏิบัติราชการที่ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 5-14 สิงหาคม แต่พอถึงค่ำวันที่ 8 สิงหาคมก็เดินทางกลับมาอ้างว่า จะมีพายุฤดูร้อนเข้าสู่พื้นที่การปฏิบัติภารกิจ ประกอบกับจะเข้าร่วมงานวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ จึงจำเป็นต้องเดินทางกลับมาก่อน ครั้นกลับมาถึงประเทศไทยก็เกิดความสับสนว่า พล.ต.อ.พัชรวาท

จะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปจนเกษียณซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 50 วัน ซึ่งงานสำคัญคือ การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจระดับรองผู้บังคับการลงมาถึงสารวัตรหรือจะถูกแขวนไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแต่งตั้งโยกย้ายดังกล่าวหากการบริหารราชการของฝ่ายการเมืองในฐานะผู้บังคับบัญชามีความตรงไปตรงมา

แสดงเหตุผลจน พล.ต.อ.พัชรวาทยอมรับได้ ทั้งนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.ต.อ.พัชรวาทก็ควรจะตอบคำถามผู้สื่อข่าวสอดคล้องและตรงกัน ไม่ใช่พูดกันคนละเรื่อง เสมือนกับว่าไม่เคยคุยกันและถ้าจะถูกเข้าใจจากผู้สื่อข่าวและคนทั่วไปว่า ทั้งสองฝ่ายมีความขัดแย้งกันก็ไม่ใช่ความผิดของผู้ที่คิดและเข้าใจเช่นนั้น

ประกอบกับสถานการณ์ทางการเมืองในเวลานี้มีความสับสนอย่างมาก มีปัจจัยต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็เผชิญมรสุมหลายด้าน จึงเป็นที่มาของข่าวลือในเมื่อนายอภิสิทธิ์ไม่ย้าย พล.ต.อ.พัชรวาทมาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็แสดงว่า พล.ต.อ.พัชรวาทยังเป็นผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แต่จะให้มีอำนาจในตำแหน่งหรือไม่

อย่างไรก็เป็นเรื่องที่จะต้องคำนึงถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ตำรวจนับแสนๆ คน ต้องให้ความใส่ใจกับความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั้งประเทศที่ติดตามข่าวสารบ้านเมือง ยิ่งประชาชนในยามนี้แบ่งออกเป็นฝักฝ่าย มีการถือเขาถือเรา นี่พวกเดียวกัน นี่ฝ่ายตรงข้าม ความรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมมีหลายมาตรฐานหรือไร้มาตรฐาน มีทั้งชื่นชอบและเกลียดชังรัฐบาล

รัฐบาลจำเป็นจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ที่สำคัญ คือความสุจริต ความโปร่งใสประชาชนจะคลายความสับสนและงุนงงในกรณี พล.ต.อ.พัชรวาทจะอยู่ตรงไหน มีสถานะเช่นไรก็อยู่ที่ผู้บังคับบัญชาจะสร้างความกระจ่าง ด้วยการพูดจากับสาธารณชนผ่านสื่อมวลชนให้รู้เรื่อง เช่นเดียวกับ พล.ต.อ.พัชรวาทก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจง การคิดว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ไม่อยากพูดชี้แจงใดๆ

เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะการบริหารงานของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดกระทบต่อความสงบสุข ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน การกระทำใดๆ จึงไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นได้ มีแต่จะต้องตอบกับสังคมให้ได้ถึงจะทำให้ประชาชนมองหน่วยงานแห่งนี้ด้วยความรู้สึกที่ดี

วันพุธที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2552

12 สิงหาวันพระยาทรงสุรเดช บรรพชนปฏิวัติ



ทีมข่าวไทยอีนิวส์
12 สิงหาคม 2552
กล่าวแบบฟันธงก็ต้องว่า หากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ไม่ได้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้บัญชาการ ก็คงไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่เราชนรุ่นหลังรับรู้ ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือเอาวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อมีการรำลึกถึงสามัญชนไทย มักนับเอาวันเกิดเป็นวันสำคัญของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ เป็นต้น เมื่อวันที่12 สิงหาคมของทุกปีเวียนมาถึง

ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนไทย ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยทั้งมวล อดหวนรำลึกนึกถึงนักปฏิวัติผู้นำสยามประเทศก้าวสู่ระบอบประชาธิปไตยไม่ได้นอกจากคุณูปการต่อบ้านเมืองแล้ว ยังนับเป็นบุคคลที่นักการทหาร นักการเมืองเอาเป็นเยี่ยงอย่างในการใช้ชีวิตด้วย เพราะท่านได้ชื่อว่าทำการเพื่อชาติ ไม่เบียดบังชาติและราษฎรแม้แต่น้อยนายพันเอกพระยาทรงสุรเดช เป็นผู้นำสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475

โดยหากขาดท่านผู้นี้ ก็ต้องฟันธงได้เลยว่าการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 จะไม่มีวันสำเร็จได้เลยในวันนั้น เนื่องจากเป็นผู้วางแผนบัญชาการปฏิวัติหลังการปฏิวัติสำเร็จลง พระยาทรงฯไม่ขอรับตำแหน่งใดในรัฐบาล ไม่ขอเพิ่มยศเป็นนายพล ไม่ขอคุมกำลังทางทหาร แต่ท่านถูกขอให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จึงจำต้องรับเป็น เพราะแสดงถึงความศรัทธาต่อระบอบการปกครองใหม่แต่ในภายหลังสถานการณ์พลิกผันทำให้ชะตากรรมของพระยาทรงฯต้องถูกเนรเทศไปอยู่ในอินโดจีนของฝรั่งเศส คือเวียดนาม และสุดท้ายที่เขมร อย่างอนาถา ส่วนลูกน้องถูกประหารชีวิตไป 18 ศพ ( อ่านรายละเอียดกรณีนี้ คลิ้กที่นี่ )

แม้กระทั่งยามยากช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่2ขณะพำนักลี้ภัยในญวนและเขมร ต้องอยู่บ้านเช่าโกโรโกโส ปั่นจักรยานถีบ และทำขนมไทยขายเลี้ยงประทังชีวิต แต่เมื่อไทยตกอยู่ใต้การยึดครองของญี่ปุ่น ก็พยายามอย่างโดดเดี่ยวที่จะขับไล่ญี่ปุ่นอย่างมืดมนลำพัง แม้ว่าต้องตกระกำลำบากในเขมรขนาดนั้น และเป็นเวลาที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองทั่วเอเชีย รวมทั้งเขมรและไทยด้วยนั้น ญี่ปุ่นได้ติดต่อลับๆจะให้นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชกลับไปมีอำนาจโค่นล้มปฏิปักษ์ทางการเมืองของท่าน คือจอมพลป.พิบูลสงคราม ซึ่งญี่ปุ่นชักไม่ไว้ใจ แต่พระยาทรงฯปฏิเสธ

เพราะเห็นเป็นการทรยศบ้านเมือง ยอมระกำลำบากดีกว่า อันนี้นับเป็นจิตใจที่น่าเชิดชูยิ่ง สุดท้ายเมื่อสิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้มีอำนาจขณะนั้นส่งนายทหารคนหนึ่งไปลอบวางยาพิษพระยาทรงฯถึงแก่ความตายในเขมร ทั้งที่มีหวังกำลังจะได้กลับจากการลี้ภัย สุดท้ายคุณหญิงของท่านและทหารคนสนิทต้องทำพิธีศพอย่างอนาถา ไร้กองเกียรติยศใดๆในต่างแดน พระยาทรงฯเกิดเมื่อ12 สิงหาคม 2435 ขณะเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ท่านอายุย่าง 40 ปี และได้ชื่อว่าเป็นมันสมองในการทำปฏิวัติ 2475 และมีกำลังในการปฏิวัติจริงๆ

โดยอาศัยยุทธวิธีลวงทหารมายึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครอง คนไทยค่อนประเทศน่าจะลืมพระยาทรงฯไปแล้ว แต่วันที่12สิงหาคมนั้นได้ชื่อว่าเป็นวันที่คนไทยต้องรำลึกถึงพระยาทรงฯ บรรพชนปฏิวัติไทย ความต่อไปนี้ เก็บความจากหนังสือ"ชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดน"เขียนโดยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส.พระยาทรงฯซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่มาร่วมๆ25ปีแล้ว หากคลาดเคลื่อนประการใด ขอให้ผู้รู้ได้เสริมเพิ่มหรือแก้ไขด้วย นักยุทธวิธีของคณะราษฎร์ หากเทียบกับการปฏิวัติใหญ่ในรัสเซีย มีเลนินเป็นผู้ชี้นำทางความคิด มีทร็อตสกี้เป็นนักยุทธวิธีปฏิวัติ

ในเหตุการณ์2475นายปรีดี พนมยงค์ ก็คือผู้ชี้นำทางความคิด ส่วนนักยุทธวิธีที่วางแผนและลงมือปฏิวัติก็คือนายพันเอกพระยาทรงสุรเดชพระยาทรงฯมีชื่อเดิมคือเทพ พันธุมเสน เป็นบุตรของร้อยโท ไท้ นายทหารกรมทหารปืนใหญ่ที่ 1 จบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก จากนั้นได้ทุนไปศึกษาต่อวิชาทหารช่าง ที่ประเทศเยอรมนี เมื่อจบแล้วได้ยศนายสิบ

แล้วจึงเรียนต่อระดับสัญญาบัตร ได้ยศร้อยตรี ก่อนไปประจำการที่กองทหารในเมืองมักเคเบอร์ก และเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2458 จากนั้นเริ่มรับราชการทหารจนได้รับพระราชทานยศเป็น ร้อยเอกหลวงรณรงค์สงคราม เมื่อ พ.ศ. 2461 และย้ายไปเป็นผู้บังคับการทหารช่างรถไฟ กองพันที่ 2 กรมทหารบกที่ 3 มีผลงานสำคัญคือ ก่อสร้างทางรถไฟสายเหนือ จากถ้ำขุนตานถึงสถานีรถไฟเชียงใหม่ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออก จากแปดริ้วถึงสถานีรถไฟอรัญประเทศ ก่อสร้างทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงนครราชสีมา

ได้รับพระราชทานยศนายพันเอก และบรรดาศักดิ์เป็นพระยาทรงสุรเดช เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในการก่อการ2475ปัญหาคือคณะราษฎร์ไม่มีคนคุมกำลังทหารในมือเลย พระยาทรงฯซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่โรงเรียนนายร้อย จึงลวงนักเรียนนายร้อยด้วยการปลุกให้ตื่นตั้งแต่ตี3แล้วบอกว่าจะพาไปฝึกภาคสนามที่พระที่นั่งอนันต์ พร้อมกับการที่นายพันเอกพระยาพหลฯไปลวงค่ายทหารให้นำกำลังทหารและรถทหารออกมาสมทบกัน และพระประศาสน์(ซึ่งใกล้ชิดกับพระยาทรง)ไปควบคุมตัวกรมพระนครสวรรค์ฯซึ่งทรงอำนาจในประเทศมาเป็นตัวประกัน

เมื่อนักเรียนทหารที่นายพันเอกพระยาทรงฯลวงมาสมทบกับรถทหาร และทหารจากค่ายที่นายพันเอกพระยาพหลฯลวงมา กับนายพันโทพระประศาสน์ฯควบคุมกรมพระนครสวรรค์มาที่นั่งอนันต์ฯได้ การปฏิวัติที่ปราศจากเลือดเนื้อก็กลายเป็นประวัติศาสตร์ของไทย ในหนังสือบันทึกชีวิตพระยาทรงฯในต่างแดนนั้น พระยาทรงแสดงความเป็นนักยุทธวิธีอย่างเต็มที่

โดยพระยาทรงฯได้กล่าวว่าการปฏิวัติ2475เป็นเรื่องของยุทธวิธี ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ได้มาจากการตื่นตัวต้องการปฏิวัติของประชาชนเลย เพราะหากไปปลุกเร้าให้ประชาชนตื่นตัวขึ้นปฏิวัติ การกระทำเช่นนั้นจะทำให้ความลับรั่วไหลแล้วจะกลายเป็นกบฎ เหมือนเหตุการณ์กบฎร.ศ.130 (อ่านเพิ่มเติม:กรณีกบฎร.ศ.130ประวัติศาสตร์ยังคงตื่นอยู่เพื่อคนชั้นหลังเสมอ )

หลังการปฏิวัติพระยาทรงฯปฏิเสธที่จะขอรับยศเพิ่ม เช่นเดียวกับนายพันเอกพระยาพหลฯและคณะทุกๆคน ไม่ขอรับตำแหน่งคุมกำลังใดๆ ไม่ขอรับตำแหน่งทางการเมือง แต่ที่สุดก็จำนนรับตำแหน่งส.ส.จากการแต่งตั้ง เพื่อแสดงถึงความศรัทธาเชื่อมั่นต่อระบอบปกครองใหม่ขัดแย้งกับปรีดีและแตกหักกับจอมพลป.ก่อนถูกเนรเทศ

เมื่อแรกหลังปฏิว้ติ นายพันเอกพระยาทรงฯอยู่ในปีกที่ไม่เห็นด้วยกับสมุดปกเหลืองเค้าโครงเศรษฐกิจของนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีนโยบายรัฐสวัสดิการ โดยฝ่ายปฏิกริยาปฏิวัติโจมตีว่าเป็นนโยบายคอมมิวนิสต์แบบเดียวกับรัสเซีย อันมีผลให้นายปรีดีถูกเนรเทศไปฝรั่งเศสระยะหนึ่ง ก่อนจะได้กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ในพ.ศ.2476 เกิดกบฎบวรเดช นายพันโทแปลก ขีตสังคะ มีบทบาทสำคัญเป็นคนนำปราบปรามกบฎ และเปล่งบารมีขึ้นมา

ในสายตาของพันเอกพระยาทรงเห็นว่านายพันโทแปลกนั้นเป็น"ทหารยศต่ำ แต่มักใหญ่ใฝ่สูง" ต่อมานายพันโทแปลกเพิ่มยศพรวดพราดและก้าวขึ้นเป็นนายกฯ แล้วถูกลอบสังหารหลายหน นายพันเอกหลวงพิบูลฯ(ต่อมาเป็นจอมพลป.)สงสัยว่านายพันเอกพระยาทรงฯน่าจะเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง จึงได้มีคำสั่งให้พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบังคับให้เดินทางออกนอกประเทศ พร้อมด้วยร้อยเอกสำรวจ กาญจนสิทธิ์ ทส. ประจำตัว พร้อมกันนั้นได้มีการกวาดล้าง จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย จำนวน 51 คน เมื่อเช้ามืด ของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2482 และสั่งประหารไป18 ราย

จึงเรียกกันต่อมาว่ากบฎ18ศพ (เดิมจะประหาร 21 ราย แต่ปล่อยไป3 ซึ่ง 1 ในนั้นคือกรมขุนชัยนาทฯ ซึ่งเป็นพระปิตุลาฯของในหลวง) บั้นปลายอนาถาของนักปฏิวัติที่โลกลืม นายพันเอกพระยาทรงสุรเดชพร้อมนายทหารคนสนิทเมื่อถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ จึงถูกให้ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดและถูกบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปพร้อมกับ ร.อ.สำรวจ กาญจนสิทธิ์ โดยถูกควบคุมตัวขึ้นรถไฟไปที่ อ.อรัญประเทศ และเดินทางข้ามพรมแดนต่อไปยังกัมพูชา

ซึ่งในขณะนั้นเป็นดินแดนในอาณานิคมของฝรั่งเศส และไปพำนักในเวียดนามระยะหนึ่ง โดยคุณหญิงทรงสุรเดช ต้องขายสมบัติเก่าส่งไปให้ประทังชีพ เมื่อสมบัติพร่องลง ต้องย้ายกลับมากัมพูชา อาศัยห้องเช่าโกโรโกโส ก่อนที่ต่อมาจะได้พักในตำหนักร้างของอดีตเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสที่พระยาทรงฯเคยช่วยชีวิตให้พ้นคมหอกคมดาบของญี่ปุ่นระหว่างการยึดครองในคราวสงครามมหาเอเชียบูรพา ชีวิตพระยาทรงสุรเดชที่กัมพูชา

ไม่มีทรัพย์เงินทองเหลือติดตัวอยู่เลย ต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการทอดแหหาปลาเลี้ยงตัว และทำขนมกล้วยขนมไทยขายในตลาดสด ซึ่งต้องโม่แป้งด้วยตนเอง จากนั้นต้องปั่นจักรยานถีบไปมาเพื่อขายขนม(ซึ่งจะเห็นว่าต่างจากนายทหารนักทำรัฐประหารในระยะหลังที่มีทรัพย์สินเป็นร้อยล้านพันล้าน ทั้งที่ก็มักกล่าวหาว่านักการเมืองขี้โกง เลยเข้ามายึดอำนาจ...ประหลาดไหม?)ช่วงสงครามไทยตกอยู่ใต้การยึดครองญี่ปุ่น นายพันเอกพระยาทรงฯไม่ล่วงรู้เลยว่าคนไทยทั่วโลกมีขบวนการใต้ดินเสรีไทยต่อต้านญี่ปุ่น เพราะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ก็อุตสาหะดิ้นรนที่จะต่อต้านญี่ปุ่นเพียงลำพัง

โดยคิดจะเดินข้ามประเทศไปแสวงหาความร่วมมือจากอเมริกาที่ตั้งฐานในฝรั่งเศส แต่ก็ต้องระงับไว้เพราะมืดแปดด้านอยู่คนเดียว หลังสงครามจบลง นายพันเอกหลวงพิบูลฯต้องพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม นายพันเอกพระยาทรงฯซึ่งนับวันเดือนปีจะได้กลับสู่มาตุภูมิก็กลับไม่มีโอกาสนั้นเลย เมื่อมีนายทหารไทยคนหนึ่งอ้างว่า ไปศึกษาที่ญี่ปุ่นก่อนกลับไทยเลยแวะมาเยี่ยม แล้ววางยาพิษพระยาทรงฯตายด้วยความทรมานอนาถา และจัดทำพิธีศพเยี่ยงคนไร้ญาติ โดยถึงแก่อนิจกรรมลงในปี พ.ศ. 2487 ที่ตำหนักร้างในกรุงพนมเปญ

ซึ่งแพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิตด้วยอาการโลหิตเป็นพิษ ทส.พระยาทรงเขียนไว้ให้แปลความระหว่างบันทัด โดยตั้งข้อสงสัยไปในทำนองว่า ปฏิปักษ์ทางการเมืองคือจอมพลป.อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับความตาย เพราะเมื่อสงครามมหาเอเชียบูรพายุติลง จอมพลป.ถูกดำเนินคดีอาชญากรสงคราม หากพระยาทรงได้กลับไทยและกลับสู่อำนาจ อาจเป็นอันตรายต่อจอมพลป.ได้ กระดูกของพระยาทรงฯกลับถึงประเทศไทย พร้อมกับบันทึกส่วนตัวที่กล่าวถึงการปฏิวัติ2475 และกลายมาเป็นหนังสือชื่อ"ชีวิตในต่างแดนของพระยาทรงฯ"ออกเผยแพร่ราวปีพ.ศ.2525

อัฐิของพระยาทรงฯถูกนำมาบรรจุไว้ที่วัดประชาธิปไตย หรือวัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ซึ่งคณะราษฎรได้สร้างขึ้นหลังปฏิวัติ2475 ซึ่งบรรพชนปฏิวัติผู้วายชนม์ล้วนถูกนำอัฐิมาบรรจุที่วัดนี้ รวมถึงอัฐิของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นาวาเอกหลวงศุภชลาศัย นายพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ นายพันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา นายพันโทหลวงอำนวยสงคราม นายปรีดี พนมยงค์ นายเฉลียว ปทุมรส นายทวี บุญยเกตุ นายดิเรก ชัยนาม

รวมทั้งนายกระจ่าง ตุลารักษ์ ราษฎรคนสุดท้ายที่เสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2552 ที่ผ่านมาฝ่ายจารีตนิยมและจิตนิยมบอกว่าเพราะพระยาทรงฯทรยศพระมหากรุณาธิคุณทำการล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงพบเคราะห์กรรมเลวร้าย แต่ฝ่ายที่สนับสนุนและโปรประชาธิปไตยนับเอาว่าพระยาทรงฯเป็นบุคคลสำคัญของชาติ เพราะหากไม่มีพระยาทรงฯที่เป็นดั่งเสนาธิการในการปฏิวัติ ก็ไม่แน่นักว่าการปฏิวัติ24มิถุนายน2475

จะสำเร็จราบรื่นไร้การนองเลือดอย่างที่เรารับรู้หรือไม่ ประกอบกับคุณงามความดีไม่ฉ้อราษฎร์ ไม่บังหลวง ฝ่ายประชาธิปไตยและสนับสนุนคณะราษฎร์ได้พากันถือว่าวันที่ 12 สิงหาฯอันเป็นวันเกิดของนายพันเอกนักปฏิว้ติผู้อาภัพนี้ เป็น"วันพระยาทรงสุรเดช" ด้วยเหตุดังนี้ อนึ่งสำหรับสามัญชนไทยมักนับเอาวันเกิดเป็นวันรำลึกถึงของท่านผู้นั้น ดังเช่น กรณีของสุนทรภู่ที่เกิดวันที่ 26 มิถุนายน ก็นับเป็นวันสุนทรภู่ ดังนั้นจึงถือเอาวันเกิด 12 สิงหาคม เป็นวันพระยาทรงสุรเดชด้วยประการฉะนี้

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2552

เมื่อมือปราบทุจริต"กลายเป็น ทุจริตตัวแม่"

โดย คุณ หมัดเหล็ก
ที่มา เวบไซต์ ไทยรัฐ
11 สิงหาคม 2552
เรื่องราวที่ไม่ค่อยจะชอบมาพากล ต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ มีทีท่าว่าจะบานทะโรค ขึ้นทุกวันย้อนรอยไปถึงประเด็น วิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง

จนกลายเป็นวิกฤติบ้านเมืองมาจนถึงวันนี้ ประเด็นการทุจริตคอรัปชัน ก็เป็นข้ออ้างที่ถูกหยิบยกมาเป็นอันดับต้นๆแทนที่รัฐบาล จะเข้ามาไล่บี้เรื่องของการทุจริตคอรัปชัน กลับโดนซะเองเพราะบ้านเมืองวันนี้ เต็มไปด้วยเรื่องทุจริต

แต่องคาพยพในการตรวจสอบไล่เบี้ยเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริตคอรัปชัน กลับเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัดมือปราบคอรัปชันทั้งหลาย หายเข้ากลีบเมฆ ที่ยังเห็นเสมอต้นเสมอปลาย ก็จะมี ส.ว. เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ เลยทำให้มาตรฐานในการตรวจสอบคอรัปชัน ต่ำลงในสายตาประชาชนที่หนักข้อก็คือ

คนที่เคยเป็นสัญลักษณ์ของการปราบปรามการทุจริตคอรัปชัน ในยุคสมัยที่ผ่านมา วันนี้กลับกลายมีแผลเต็มตัว เข้าทำนอง น้ำลดตอผุดข้อมูลหลักฐานความไม่ชอบมาพากลบางอย่างชัด มีผลประโยชน์มาพัวพันมากมาย ทั้งพวกพ้องญาติโกโหติกา เข้ามารุมทึ้งกันอุตลุดถามว่า

เมื่อคนเหล่านั้น คือมือปราบทุจริต ที่สังคมยกย่องเชิดชู แต่วันหนึ่งเมื่อกระชากหน้ากากออกมา ปรากฏว่า นี่แหละคือทุจริตตัวแม่ สังคมจะรู้สึกอย่างไรทุกอย่างกลับตาลปัตรกันไปหมด ผมคงไม่ต้องสาธยายรายละเอียดอะไรมาก

แต่เข้าใจความรู้สึกของผู้ที่ถูกตรวจสอบ ชนิดเหวี่ยงแห อันเนื่องมาจากผลพวงแห่งวิกฤติการเมืองที่ผ่านมาคนเหล่านั้นจะรู้สึกอย่างไรต่อกระบวนการตรวจสอบ ก็ย่อมไม่เชื่อมั่นในความเที่ยงธรรมสำหรับขบวนการตรวจสอบนั้นๆ ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตเช่นกัน

ณ วันนี้ ขบวนการตรวจสอบ กระบวนการยุติธรรม ในบ้านเรา ได้รับผลกระทบกระเทือนพอสมควร เพราะแค่อยากจะเอาคนกลุ่มหนึ่งเข้าคุกให้ได้ ก็เลยปล่อยให้อำนาจมาบดบังคุณธรรมผมเคยพูดไว้หลายครั้งหลายหน

ถ้าเกิดวิกฤติศรัทธากับกระบวนการยุติธรรม บ้านเมืองก็จะไม่สงบสุขสุดท้ายแล้ว ความไม่มีขื่อมีแป ก็จะย้อนกลับมาเชือดคอตัวเอง ดังเช่นนักกฎหมายมีชื่อเสียงบางคน ที่ออกมาวิจารณ์ข้อกฎหมายในการถวายฎีกา โดยลืมไปว่า ครั้งหนึ่ง ตัวเองก็อยู่ในขบวนการถวายฎีกามาแล้ว แม้ว่าเจตนาในการเรียกร้องต่างกัน

แต่เป็นการใช้สิทธิพื้นฐานเดียวกันถามว่าเป็นการดึงฟ้าต่ำหรือไม่ ก็ตอบไม่ได้ วันนี้ที่บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย ก็เพราะมีคนกลุ่มน้อยในประเทศ พยายามทำตัวอยู่เหนือคนส่วนใหญ่ของประเทศชี้นำไม่ได้ ไม่มีใครเชื่อ ก็ใช้อำนาจ ใช้อำนาจแล้วไม่ได้ผล ก็จะใช้กำลังวาสนาเลยเป็นได้แค่คนกลุ่มน้อย ที่คอยหาเศษหาเลยกับระบอบประชาธิปไตย.

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ขบวนการคนเสื้อแดง อยู่ในสถานะ ทำลายไม่ได้แล้ว


โดย คุณลูกชาวนาไทย

ที่มา เวบไซต์ thaifreenews

9 สิงหาคม 2552

ก่อนหน้านี้ ผมคิดว่าการที่พรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรคอย่างเป็นทางการ และการที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่มีองค์กรนำในการต่อสู้อย่างเป็นทางการนั้น เป็นจุดอ่อนทางการเมืองอย่างยิ่ง เพราะไม่มีการนำทางความคิด


ขบวนการต่อสู้ดูเหมือนว่าจะขาดทิศทางที่ชัดเจนแม้จะมีสามเกลอและความจริงวันนี้ แต่ก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการพรรคเพื่อไทยไม่มีหัวหน้าพรรค ทำให้การทำงานในรัฐสภามีปัญหาพอสมควร ไม่มีผู้นำฝ่ายค้าน เป็นต้นตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า นี่เป็นจุดแข็ง ไม่ได้เป็นจุดอ่อนแต่อย่างใด


เพราะหากมีองค์กรนำที่ชัดเจน อำมาตย์ก็คงหาทางทำลายได้อย่างง่ายดาย หากพรรคเพื่อไทยมีหัวหน้าที่เป็นทางการ คงไม่พ้นที่จะถูกทำลายล้างทุกวิธี เพราะเป็นเป้าหมายที่พวกอำมาตย์ สามารถทำลายได้อย่างชัดเจนหากคนเสื้อแดงมี "สถาบันคนเสื้อแดง" อย่างที่คุณวีระเคยคิด หรือเคยเสนอ องค์กรนี้ก็จะกลายเป็น


"เป้าหมายที่สำคัญ ที่อำมาตย์ต้องหาทางทำลายทุกวิธี"ดังนั้น ทักษิณจึงไม่ได้จัดตั้งองค์กรพวกนี้อย่างเป็นทางการแต่มุ่งขยายเครือข่ายเสื้อแดงที่เป็นภาคประชาชนแทน มีการออกปราศรัยต่างจังหวัด เกิดองค์กรเสื้อแดงย่อยๆ ที่เป็นอิสระในการดำเนินงานขึ้นอย่างมากมาย แต่มีทิศทางร่วมกันคือ การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย การต่อสู้กับระบบสองมาตรฐานอย่างเต็มที่เราจะเห็นองค์กรย่อยของคนเสื้อแดง


ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กลุ่มเชียงใหม่ 51 กลุ่มคนรักอุดรเป็นต้น หรือแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีองค์กรย่อยของคนเสื้อแดงตามเขตต่างๆ เช่น แดงห้วยขวาง-ดินแดง หรือที่ใกล้ๆ เช่น แดงนนท์ หรือแม้แต่แดงจันทบุรี เป็นต้นองค์กรคนเสื้อแดงเหล่านี้ เกิดจากประชาชนเสื้อแดงเอง ที่จัดตั้งกันขึ้นเอง มีการประชุมกัน แล้วเลือกแกนนำกันขึ้นเอง


โดยที่ไม่ได้มีการดำเนินการผ่านแกนนำใดๆ ทั้งสิ้น ในวันประชุมอาจมีการเชิญแกนนำระดับชาติ เช่น นพ.เหวง โตจิระการ คุณวีระ มุกสิกพงษ์ หรือคุณณัฐวุฒิ ไสยเกลือ หรือแม้แต่คุณวิภูแถลง เป็นต้น แกนนำมีหน้าที่เพียงแต่เดินสายไปตามคำเชิญของคนเสื้อแดงกลุ่มต่าง ๆ เท่านั้น แต่ไม่ได้เป็นคนไปรณรงค์จัดตั้งกลุ่มเสื้อแดงต่าง ๆ ขึ้นมาองค์กรของคนเสื้อแดงที่เกิดขึ้นนับร้อยแห่งเหล่านี้ เป็นองค์กรที่เกิดจากประชาชนอย่างแท้จริง


เป็นองค์กรจาก ล่างขึ้นบน ไม่เหมือนลูกเสือชาวบ้าน ที่จัดตั้งขึ้นโดยทางราชการในสมัย 20-30 ปีที่แล้ว ที่เป็นองค์กรจากบนลงล่าง จึงไม่ได้มีการมีส่วนร่วมจากประชาชนมากนัก แม้ตอนนี้พยายามจะปลุกผีลูกเสือชาวบ้าน แต่ก็ไม่สามารถจะปลุกได้แต่อย่างใดสภาพการนำของคนเสื้อแดง กระจัดกระจาย ไม่มีการรวมศูนย์แต่อย่างใด เช่น สื่อของคนเสื้อแดงทั้งหลาย เช่น เว็บไซต์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ไม่มีท่อน้ำเลี้ยงใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่หนังสือพิมพ์


ก็เกิดขึ้นหลายฉบับสภาพเช่นนี้ ยากแก่การทำลายโดยอำนาจรัฐ เพราะไม่ว่าอย่างไร รัฐอำมาตย์ก็ยากที่จะเข้าไปแทรกแซงองค์กรเหล่านี้ได้ ไม่ว่าจะส่งสายไปแทรกซึม ส่งสายลับไป เพราะคนในองค์กรที่รวมตัวกันเหล่านี้ หากใครผิดปกติ เขาจะรู้กันทันทีว่า พวกนี้ปลอมตัวมา และองค์กรย่อยๆ ก็มักจะรู้จักกันอย่างไม่เป็นทางการ รู้ว่าใครคิดอย่างไรอีกอย่าง แม้รัฐอำมาตย์จะส่งสายเข้าแทรกซึม


ก็ไม่รู้ว่าจะแทรกซึมองค์กรใดกันแน่ กลุ่มสามเกลอก็ไม่ได้เป็นองค์กรนำอย่างแท้จริง มีหน้าที่หลักเพียงกำหนดยุทธวิธีกว้างๆ เท่านั้นการล่ารายชื่อฎีกา เผยให้เห็นถึง เครือข่ายเสื้อแดงที่ใหญ่โต และมีประสิทธิภาพสูง


มีระบบสื่อสารที่ไม่เป็นทางการของตัวเอง หลุดไปจากสื่อกระแสหลักอย่างสิ้นเชิง แม้รัฐอำมาตย์จะระดมพลเข้าต่อต้านการถวายฎีกาอย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้ผลอะไรมากนัก เพราะรัฐอำมาตย์ ไม่ได้มีเครือข่ายองค์กรที่มีประสิทธิภาพเช่นนี้ การใช้สื่อกระแสหลักโหมกระแส ก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด เพราะคนเสื้อแดงส่วนใหญ่เลิกติดตามหรือเลิกเชื่อสื่อกระแสหลักไปหมดแล้ว ดังนั้นการทำลายคนเสื้อแดงของอำมาตย์ จึงยากที่จะทำได้ตอนนี้ผมเข้าใจแล้วว่า


ทำไมจึงไม่มีการจัดตั้งองค์กรนำของคนเสื้อแดงอย่างเป็นทางการ เป็นจุดแข็งไม่ได้เป็นจุดอ่อนที่จริง “ทักษิณ” ที่อยู่ต่างประเทศ คือ ผู้นำอย่างเป็นทางการของคนเสื้อแดงที่ไม่ได้มีการจัดตั้ง การเคลื่อนไหวของทักษิณ คือการเสริมความเข้มแข็งให้คนเสื้อแดง ไม่ว่าแนวทางการจัดตั้ง ทีวี 100 ช่อง ที่จะเสริมด้านข่าวสารของคนเสื้อแดงอย่างสมบูรณ์


เป็นการเติมเต็มสื่อของคนเสื้อแดง เพิ่มขึ้นจากสื่อที่ไม่เป็นทางการ หรือ สื่อกระแสรอง เช่นเว็บไซต์ คลิป วิทยุออนไลน์ ทีวีออนไลน์เป็นต้นการที่ทักษิณอยู่ต่างประเทศ ทำให้การทำลายล้างของอำมาตย์นั้น เป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง แม้จะมีการเดินเกมไล่ล่าในระดับโลก แต่ก็เป็นไปอย่างน่าสมเพช มากกว่าน่ากลัว


เพราะไม่มีประเทศไหนให้ความร่วมมือและพูดกันตรงๆ แล้ว ทักษิณมีประโยชน์กับผู้นำประเทศต่างๆ มากกว่าอำมาตย์มากนัก และประเทศต่างๆ คงประเมินได้แล้วว่า อำนาจของอำมาตย์นั้น ไม่มั่นคง และประเทศไทยก็เล็กเกินไป ที่จะมีใครไปสนใจ ฝ่าฝืนกฎหมายและจารีตประเพณีระหว่างประเทศ เรื่องการส่งผู้ต้องหาคดีการเมืองกลับให้รัฐบาลแต่ละประเทศแต่อย่างใด


การดิ้นของอำมาตย์จึงกลายเป็นตัวตลกที่น่ารำคาญของแต่ละประเทศมากกว่าสถานะของขบวนการเสื้อแดงตอนนี้อยู่ในระดับ Invincible คือทำลายไม่ได้การต่อสู้ทางการเมืองนั้น สำคัญที่อุดมการณ์ ไม่ใช่การใช้กำลังเข้าจัดการ เพราะหากแนวคิดต่อต้านขยายตัวไปเต็มประเทศ การกำจัดนั้นเป็นไปได้ยาก สภาพการ


ขยายมวลชนของคนเสื้อแดงนั้น “เต็มประเทศ” ไปแล้วประเทศไทยเป็นพื้นที่สีแดง ค่อนประเทศไปแล้ว

สุดแท้แต่ พระบรมวินิจฉัย



โดย พิษณุ พรหมสร

สิงหาคม 2552

การยื่นถวายฎีกาที่กำลังจะมีขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมนี้ เป็นสิ่งที่ชี้วัดว่า ประเทศไทยจะก้าวเดินไปสู่ทิศทางไหน ทั้งชาวไทยและชาวโลก ต่างรอคอยพระบรมราชวินิจฉัยของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ได้ชื่อว่าเป็นพ่อของแผ่นดิน


เพราะการแย่งชิงอำนาจกันในทางการเมือง และการเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนได้ก้าวเข้ามาถึงจุดสูงสุดของความขัดแย้ง เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ทนไม่ได้ ที่ถูกกดขี่ข่มเหง จนใกล้ที่จะลุกขึ้นสู้ พระมหากษัตริย์ไทยซึ่งเป็นจุดศูนย์รวมดวงใจของไทยทั้งชาติ ประชาชนให้ความเครารพและสักการะอย่างสูงสุดมาอย่างยาวนาน ประชาชนเชื่อมั่นว่ามีแต่พระองค์เท่านั้นที่จะสามารถลงมาแก้ไขปัญหา และยุติความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ให้สำเร็จลุล่วงไปได้นอกเหนือจากนั้น ในกฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังระบุไว้ว่า


ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่สำคัญพระองค์ยังดำรงตำแหน่งจอมทัพไทยอีกด้วย นั้นคืออำนาจและเกียรติยศอันสูงสุด ที่ประชาชนชาวไทยให้ความเคารพสักการะและถือว่าพระองค์ทรงเป็นเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของพสกนิกรชาวไทย ความจงรักภักดีของพสกนิกรชาวไทยนั้นเห็นได้จากงานฉลอง ที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบรอบ 60 ปี เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2549


ที่มีมวลมหาประชาชนจำนวนมากใส่เสื้อเหลืองมาร่วมกล่าวคำถวายพระพร มีหลายคนที่มีจิตสำนึกว่าตัวของเขานั้น เมื่อได้อยู่ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์ นับว่าเป็นสิริมงคลอย่างสูงสุด เป็นความจงรักภักดีที่ไม่เคยมีกษัตริย์องค์ใดในโลกจะได้รับข่าวที่เป็นมงคลของพระองค์ก็มีมาอย่างต่อเนื่อง และข่าวที่เป็นมิ่งมงคลให้แก่ประชาชนชาวไทยภาคภูมิใจที่สุดอีกเรื่องก็คือ ข่าวที่นิตยสารฟอร์บส์ทรงเทิดพระเกียรติให้พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก นับว่าพระองค์ทรงเป็นแบบอย่างที่ดีในการสร้างฐานะให้คนไทยเห็นเป็นแบบอย่าง ทั้งที่ประเทศไทยเป็นเมืองเกษตรกรรม และกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ นับเป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์โดยแท้และยังทำให้ประชาชนที่อยู่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทของพระองค์


สามารถเชิดหน้าต่อชาวโลกได้ว่า ประเทศไทยมี กษัตริย์ที่มีพระราชบุญญาธิการ และมีพระราชอัจฉริยภาพที่สูงยิ่ง เป็นบุญบารมีที่คนไทยมีกษัตริย์เช่นพระองค์ ในความรู้สึกของประชาชน พระองค์เปรียบสเหมือนสมมุติเทพที่ยิ่งใหญ่ ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทยทั้งชาติในเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองเมื่อเดือน พฤษภาคม 2535 พระองค์ก็ทรงมีพระเมตา เรียก พลเอก สุจินดา และพลตรี จำลอง เข้ามาเพื่อยุติความขัดแย้ง ยังความปลื้มปิติ ให้แก่พสกนิกรชาวไทยเป็นยิ่งนัก นับว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ประชาชนชาวไทยมั่นใจว่า


ถ้าประเทศชาติเกิดวิกฤตในคราใด ก็มีแต่พระองค์ท่านเท่านั้น ที่จะเสด็จลงมาแก้ไขปัญหา และดับทุกข์ของปวงประชาราษฎร์ได้ หลังเหตุการณ์ พฤษภาคม 2535 เป็นต้นมา จนกระทั่ง พรรคไทยรักไทยได้เข้ามาเป็นรัฐบาลบริหารประเทศ ในปี 2544 การพัฒนาประเทศก็เจริญรุดหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ประชาชนเริ่มอยู่ดีมีสุข มองเห็นอนาคตอันสดใส คนส่วนใหญ่เริ่มมีความหวังในการสร้างฐานะให้ครอบครัว เยาวชนเริ่มเรียนรู้ในแนวทางการศึกษาใหม่ ซึ่งเป็นความหวังของชาติ


ในการพัฒนาประเทศ แต่แล้วก็เกิดเหตุการณ์รัฐประหารขึ้น ในวันที่ 19 กันยายน 2549 จึงทำให้เกิดมีคำถามในหมู่ประชาชนว่าทำไม..คณะรัฐประหารจึงกระทำการมิบังควร โดยใช้ชื่อว่า “ คณะปฏิรูปการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ”ทำไม..ประธานองคมนตรีซึ่งมีหน้าที่ถวายความเห็นต่อพระมหากษัตริย์ จึงลงมาแทรกแซงทางการเมือง โดยเดินสายโจมตีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง และออกมาสนับสนุนการรัฐประหาร


โดยนำคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าในกลางดึก อันเป็นการรบกวนเบื้องพระยุคลบาททำไม..สนธิ ลิ้มทองกุล ออกมาประกาศในทางมิบังควรว่า เจ้าของผ้าพันคอสีฟ้า..เป็นผู้สนับสนุนพวกตนทำไม..พันธมิตรจึงเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยแอบอ้างในทางที่หมิ่นเหม่ว่า"สู้เพื่อในหลวง" แต่กลับทำลายประเทศชาติของตัวเองอย่างย่อยยับ โดยการไปยึดสนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ ทำไม..ศาลจึงออกมาทำลายระบอบประชาธิปไตย


ทำลายพรรคการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศให้การสนับสนุน ทั้งที่พระองค์ท่านเคยมีพระราชดำรัสให้ศาลออกมาแก้ไขปัญหา แต่ศาลที่เรียกตัวเองอย่างสวยหรูว่า ตุลาการภิวัฒน์ กลับออกมาสร้างปัญหา ตัดสินคดีต่าง ๆ ทางการเมืองผิดเพี้ยนไปจากหลักกฎหมาย ทำลายระบบนิติธรรม นิติรัฐ หาความยุติธรรมในประเทศนี้มิได้ ทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทราอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


ทำไม..คนพวกนี้จึงทำลายประเทศของตนเอง พวกเขาอยู่ใต้อาณัติของผู้ใด ความอยุติธรรมทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศโกรธแค้น ออกมาชุมนุมประท้วงจนสถานการณ์ลุกลามไปจนถึงขั้นการเผชิญหน้า และเข่นฆ่าประชาชนที่บริสุทธิ์ในวันที่13 เมษายน 2552 สิ่งที่สร้างความไม่สบายใจให้ประชาชนชาวไทยอย่างมิอาจปฎิเสธได้ประการหนึ่งก็คือ บุคคลต่าง ๆ ที่ออกมาแสดงบทบาท ในการฆ่าประชาชนและทำลายประเทศของตัวเองนั้น ล้วนแต่แอบอ้างตนว่า เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาททั้งสิ้น


อันเป็นการกระทบพระเกียรติยศอย่างยากที่พสกนิกรชาวไทยผู้จงรักภักดีจะยอมรับได้การเข้าชื่อร้องทุกข์ เพื่อถวายฎีกาของมวลมหาประชาชนในครั้งนี้ มิได้เป็นการระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทแต่ประการใด เพราะในกฎหมายรัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของปวงชนชาวไทย และขนบธรรมเนียมประเพณีในการร้องทุกข์ก็มีมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยสุโขทัยเมื่อปวงชนชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศได้รับความเดือดร้อน เขาก็ต้องร้องทุกข์ต่อองค์พระประมุขของเขา เขาจะหาที่พึ่งที่ไหนได้อีก เพราะพระองค์ทรงเป็นมิ่งขวัญและเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนการเข้าชื่อร้องทุกข์ถวายฎีกาต่อพระมหากษัตริย์ไทยในครั้งนี้ ประวัติศาสตร์ จะต้องจดบันทึกไว้เป็นหลักฐานเพราะมีผู้ลงชื่อนับสิบล้านคน


ทั้งผู้ที่เข้าชื่อถวายฎีกาและผู้ที่สนับสนุนการถวายฎีกา เป็นฎีการ้องทุกข์ ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก เป็นฎีการ้องทุกข์ที่ไม่เคยมีประชาชนชาติใดในโลกเคยทำมาก่อน ประชาชนชาวไทยผู้ซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง พวกเขาเหล่านั้น มิได้ขออะไรที่มันมากมายเลย พวกเขาขอแต่เพียงความยุติธรรมขั้นพื้นฐานเท่านั้น พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาหลายสิบปีตามสื่อต่าง ๆ ว่า พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ทรงทศพิศราชธรรม และพระราชปฐมบรมราโชวาทของพระองค์ที่ว่า "เราจะปกครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม"ก็ดังก้องอยู่ในหูของประชาชนมาอย่างยาวนาน อันเป็นประหนึ่งสัญญาประชาคมที่พระองค์ทรงให้ไว้ต่อประชาชนมาบัดนี้ประเทศใกล้จะถึงกาลวินาศ


จากการกระทำน้ำมือของบรรดาผู้ที่ชอบแอบอ้างว่าอยู่ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท อันกระทบต่อพระเกียรติยศ ประชาชนและชาวโลกต่างจึงต่างก็เฝ้ารอดูว่า พระองค์จะมีพระบรมราชวินิจฉัยอย่างไรที่จะขจัดปัดเป่าทุกข์ของแผ่นดิน และพระบรมราชวินิจฉัยนั้นก็ย่อมเป็นที่สุดสำหรับประชนเจ้าของประเทศ..ส่วนใหญ่ล้วนอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านอย่างสันติ แต่ประวัติศาสตร์ก็มักบอกเราด้วยเช่นกันว่า ในบางกรณีเมื่อฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงลง กระบวนการต่อสู้ของประชาชนก็จะคลี่คลายขยายตัวไปอย่างเป็นธรรมชาตินอกเหนือวิถีทางสันติอย่างน่าเสียดาย

วันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2552

อดีตทนายทักษิณ โต้ บวรศักดิ์ ยันถวายฎีกาได้ "บุญจง"ระบุค้านฎีกา 2 ล้านคนแล้ว


ที่มา ประชาไท
8 ส.ค. 52
นายพิชิต ชื่นบาน อดีตทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดีที่ดินรัชดา ออกแถลงการณ์ฉบับที่สองแสดงความเห็นที่แตกต่างเรื่อง“การใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ราชบัณฑิต” ความยาว 20หน้ากระดาษ เนื้อหาใจความสำคัญว่า สืบเนื่องจากมีกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งรวมทั้งนักการเมืองจากซีกรัฐบาล ได้โต้แย้งคัดค้านต่อการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ในลักษณะที่เป็นพฤติกรรมข่มขู่เพื่อหวังผลให้ผู้ดำเนินการยุติในเรื่องลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา โดยวิธีการลดความน่าเชื่อถือของฎีกา

ด้วยความพยายามขยายความบางประเด็นของสาระที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายและประเพณีไทย และชี้นำให้เห็นว่ามีจุดผิดพลาดในการเสนอเหตุผลและแสดงความเห็นผ่านข้อมูลจากวรรณกรรมต่างๆที่นำมาใช้อ้างอิง แต่แอบแฝงด้วยวาทกรรมในด้านต่างๆ ดังนั้นได้ตรวจสอบบทความเรื่องการใช้สิทธิทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาตามกฎหมายและประเพณีของ ศ.ดร.บวรศักดิ์ แล้วพบว่า การอ้างข้อกฎหมายมีความคลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในหลายประการ

เขากล่าวว่า ตัวอย่างประเพณีในการยื่นทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยที่ประชาชนผู้มีประโยชน์เกี่ยวข้องระดับนักวิชาการของประเทศ 99 คนได้ทำเป็นแบบอย่างประเพณีไว้ คือ เหตุการณ์ยื่นฎีกาเดือนมิ.ย. 2531 ขณะนั้นพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อตรวจสอบรายชื่อนักวิชาการแล้วพบว่า ศ.ดร.บวรศักดิ์ เป็นหนึ่งในนักวิชาการที่ร่วมลงลายมือชื่อ นอกจากนี้ยังปรากฏรายชื่อ ศ.ธงทอง จันทรางศุ ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง โดยเนื้อหาฎีกากล่าวถึงความวุ่นวายทางการเมือง การแตกแยกความสามัคคีในหมู่ทหาร ข้าราชการและประชาชน ก็เนื่องมาจากผู้นำทางการเมืองที่รักษาการตำแหน่งหัวหน้าคณะรัฐบาลมิได้วางตนเป็นกลางอย่างแท้จริง แต่กระทำการแอบอิงสถาบันหลักของบ้านเมือง ปล่อยให้มีการนำกำลังทหารของชาติซึ่งมีไว้เพื่อป้องกันและพัฒนาประเทศมาแสดงพลังสนับสนุนสถานภาพทางการเมืองส่วนบุคคลจนทำให้เกิดการแบ่งพรรคแบ่งพวก

"จากเนื้อหาฎีกาผมจึงอยากถาม ศ.ดร.บวรศักดิ์ว่าฎีกาของพวกท่านเป็นฎีกาประเภทใดเป็นฎีกา “การเมือง”หรือ“ฎีกาโกลาหล” อย่างที่ท่านเรียกฎีกาของประชาชนที่กำลังจัดทำอยู่ขณะนี้หรือไม่ การที่ประชาชนร่วมยื่นทูลเกล้าฯถวายฎีกา กล่าวถึงความทุกข์แสนสาหัสจากปัญหาเศรษฐกิจ มีการยึดอำนาจโดยเผด็จการ จัดตั้งรัฐบาลไม่ชอบธรรมและได้กล่าวถึงความมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคีในชาติ นอกเหนือจากขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนจึงเห็นต่างกับศ.ดร.บวรศักดิ์ ว่าฎีกานี้มิใช่ฎีการเมือง หรือฎีกาโกลาหลตามที่กล่าวหา แต่เป็นการทูลเกล้าฯถวายฎีการ้องทุกข์ขอพระบรมราชานุเคราะห์และฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษในฉบับเดียวกัน จึงน่าจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อองค์พระมหากษัตริย์ได้ตามธรรมเนียมปฏิบัติเดิมที่เรียกว่าโบราณราชประเพณี" พิชิต กล่าว

ทนายความทักษิณ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การที่ ศ.ดร.บวรศักดิ์ กล่าวอ้างพระราชกฤษฎีกาวางระเบียบทูลเกล้าฯถวายฎีกาซึ่งตราขึ้นโดยรัชกาลที่ 6 เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2457 ยังมีผลบังคับใช้อยู่ในปัจจุบันนั้น คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เนื่องจากการประกาศใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พ.ศ.2477 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2478 เป็นไปตามม.3 และม.4 ซึ่งไม่เชื่อว่าผู้รู้ระดับศ.ดร.บวรศักดิ์ จะไม่รู้ว่ามีการยกเลิกและไม่มีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน จึงอยากให้บุคคลทุกฝ่ายที่เข้าใจสภาพปัญ หานี้ช่วยกันตรวจสอบว่าเพราะเหตุใดเมื่อกฎหมายถูกยกเลิกไปแล้ว ศ.ดร.บวรศักดิ์ จึงยืนยันว่า ยังมีผลบังคับใช้ในปัจจุบัน เพื่อพิสูจน์ว่าข้อยืนยันในเรื่อง“สัจจะ”ของหลักวิชาการทางกฎหมายของศ.ดร.บวรศักดิ์ ยังมีอยู่หรือไม่

เขา กล่าวอีกว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.259 บัญญัติว่าเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ถ้าจะทูลเกล้าฯถวายเรื่องราวต่อพระมหากษัตริย์ ขอรับพระราชทานอภัยโทษจะยื่นต่อรมว.ยุติธรรมก็ได้ ถ้อยคำว่า“ก็ได้”แสดงให้เห็นว่ากฎหมายไม่บังคับให้ยื่นผ่านรมว.ยุติธรรมเท่านั้น เมื่อกฎหมายไม่ได้บังคับรูปแบบ หลักเกณฑ์และวิธีการ จึงต้องถือตามราชประเพณีโบราณที่มีมาแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ นอกจากนี้คำขอถวายฎีกาของประชาชนยังไม่มีถ้อยคำใดคัดค้านคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแต่อย่างใด นอกจากนี้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาม.259 ผู้มีสิทธิยื่นเรื่องราวนอกจากผู้ต้องโทษเองแล้วกฎหมายใช้คำในลักษณะรวมๆ กันว่า“ผู้ที่มีประโยชน์ที่เกี่ยวข้อง”เมื่อพิจารณาประกอบกับกรณีวิกฤตตุลาการที่มีผู้พิพากษา 193 คนร่วมทูลเกล้าฯถวายฎีกาแล้วเห็นว่า ประชาชนที่ร่วมลงชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาในคราวนี้มีความชอบด้วยกฎหมาย

"ผมเห็นว่าเนื้อหาของการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ได้ยืนยันเนื้อหาเพื่อมุ่งหวังให้เกิดความสามัคคี สมานฉันท์ในชาติและวรรคสุดท้ายของคำขอถวายฎีกายอมรับว่าสุดแต่พระบรมราชวินิจฉัย ดังนั้นเห็นว่านายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม รมว.มหาดไทยและบุคคลในรัฐบาลตลอดจนผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย หากเห็นแตกต่างในประการใดก็ควรจัดทำบันทึกถวายความเห็น ไม่ควรที่จะใช้วิธีการใดๆ ระงับการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา หรือกระทำการใดๆให้สถานการณ์เลวร้าย ทำให้เกิดการเผชิญหน้าและขยายขอบเขตปัญหาออกไปไม่สิ้นสุด" พิชิต กล่าว
"บุญจง" ระบุประชาชนลงชื่อค้านฎีกาแล้ว 2 ล้านคน

วันเดียวกันนี้ (8 ส.ค. 52) ที่โรงแรม เอส ดี อเวนิว ถ.บรมราชชนนี เวลา 14.30 น. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย กล่าวกรณีกลุ่มเสื้อเตรียมยื่นรายชื่อประชาชนที่เข้าชื่อถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 17 ส.ค.ว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอทำงานเชิงรุกในการชี้แจงประชาชนว่าตามขั้นตอน และวิธีการกฎหมายที่ถูกต้องเป็นอย่างไร และถ้าประชาชนมีความประสงค์จะถอนรายชื่อกระทรวงมหาดไทยมีหน้าที่อำนวยความสะดวกเท่านั้น
“ยอดตัวเลขขณะนี้มีประมาณกว่า 2 ล้านคน บางจังหวัดมีเป็นแสน โดยเฉพาะใน จ.บุรีรัมย์ก็มีกว่า 5 แสนคนแล้ว และคาดว่าจะประเมินยอดประชาชนที่คัดค้านได้ไม่เกินวันที่ 15-16 ส.ค.” นายบุญจง กล่าว
เมื่อถามว่าจะนำรายชื่อประชาชนที่คัดค้านมาประกบกับรายชื่อประชาชนที่เข้าชื่อยื่นฎีกาหรือไม่ นายบุญจง กล่าวว่า จะไม่มีการตรวจสอบ และไม่มีการประกาศว่าผู้ที่มาลงชื่อยื่นฎีกาจะถูกลงโทษ แต่เพียงอธิบายว่าการกระทำดังกล่าวผิดกฎหมายอย่างไรเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แกนนำคนเสื้อแดงรู้ว่าการขั้นตอนการถวายฎีกาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนจึงขอให้หยุดการกระทำดังกล่าว

เมื่อถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมยื่นฎีกาในวันที่ 17 ส.ค.ซึ่งตรงกับวันที่ศาลฎีกาจะตัดสินคดีทุจริตกล้ายางนาย เนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคภูมิใจไทย นายบุญจง กล่าวว่า เป็นสิทธิที่จะทำได้ แต่อยากให้บุคคลได้ทบทวนและฟังกระแสของสังคม ส่วนการชุมนุมถ้าพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย ก็เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่รัฐจะต้องดูแล

ทักษิณฟุ้งอีกเพื่อไทยกวาด ส.ส.โคราชยกจังหวัด
8 ส.ค. 52 - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมน ตรี เปิดที่ทำการศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย (พท.) เขต 1 จ.นครราชสีมาและศูนย์ประสานงานแดงทั้งแผ่น ดิน “ D.D.CLUB “ ที่อาคารพาณิชย์ เลขที่ 442/245 ถ.ราชสีมา–โชคชัย สามแยกจักราช ต.หัวทะเล อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยและว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย เข้าร่วม

มีรายงานว่า ระหว่างนี้พ.ต.ท.ทักษิณได้โฟนอินเพื่อพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานตอนหนึ่งว่า พร้อมจะกลับมาทำงานให้พี่น้องเต็มที่ แต่วันนี้ขอเอาทีมงานไปตั้งฐานให้แข็งแรงก่อน ขอให้พี่น้องเลือก ส.ส.พรรคเพื่อไทยทุกคนทุกเขตตนจะได้กลับบ้าน พอกลับบ้านจะได้ไปทำงานรับใช้พี่น้องอย่างเต็มที่ ตอนนี้ สะสมความรู้ ประสบการณ์ ไว้

อดีตนายกฯ โฟนอินต่อว่า ที่นี่ทะเลทรายแท้ๆ ยังสามารถสร้างเมืองให้ยิ่งใหญ่ มีตึกที่สูงที่สุดในโลกและยังถมทะเลอีก น้ำไม่มีก็เอาน้ำทะเลมาทำน้ำจืดได้ มีแม้กระทั่งหิมะกลางทะเลทรายก็เนรมิตได้ ทุกอย่างเนรมิตได้หมด ถ้ามีมนุษย์มีความกล้า และหาเงินเป็น ไม่ใช่กู้อย่างเดียว โคราชมีความยิ่งใหญ่ ต้องพัฒนาอย่างเต็มที่ไม่ว่าเรื่องการเกษตร โดยเฉพาะเรื่องราคามันสำปะหลัง ข้าวโพด แต่วันนี้ ไม่มีราคา เพราะรัฐบาลทำไม่เป็น จนเกษตรกรเดือดร้อนหมด วันนี้เรื่องแก๊สโซฮอล์แทนที่จะได้ขยาย อย่างที่เอามันสำปะหลังไปทำแก๊สโซฮอล์ กิโลกรัมละ 2 บาทขึ้น ด้วยซ้ำไป ได้อย่างสบายๆ

พ.ต.ท.ทักษิณ โฟนอินอีกว่า ยังมีเรื่องท่องเที่ยวแถว อ.ปากช่อง เขาใหญ่ ต้องคอยสำรวจความเป็นจริงเพื่อแหล่งท่องเที่ยวจะได้พัฒนาตัวเองได้ การเกษตรต้องพัฒนา นิคมอุตสาหกรรมก็ต้องพัฒนา โคราชต้องมีรถไฟฟ้าความ เร็วสูงจากกรุงเทพฯ มา และจากโคราชกระจายรถยนต์ไปได้หมด คิดว่าเอาไว้ตนกลับไปแล้วทำแน่นอน แต่สำ คัญต้องมี ส.ส.โคราชมากๆ ถ้าได้ทั้งจังหวัดก็ขอบคุณไว้ด้วย แต่ไว้ให้นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ สัก 1 เขต นอกนั้นของเราหมดเลย

"นพดล" เผย "ทักษิณ" เร่งจัดการทีวี 100 ช่อง คาดทดลองออนแอร์ต้นพ.ย.นี้ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าการทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ขณะนี้ทีมงานกำลังเร่งทำในเรื่องเทคนิค และเนื้อหา มีการประชุมกันต่อเนื่องหลายครั้ง เชื่อว่าช่วงต้นเดือนพ.ย. จะมีช่องทดลองออกอากาศได้แน่นอน โดยจะใช้ระบบเดียวกับช่องพีเพิลแชนแนล สามารถใช้จานรับสัญญาณเดียวกันได้ มั่นใจว่าโทรทัศน์ 100 ช่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย จะเป็นการสื่อสาร รับเทคโนโลยีข่าวสารทั่วโลก เพราะมีเครือข่ายกว้าง ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เยอรมัน ไต้หวัน และหลายประเทศในเอเชีย ในอนาคตมีแนวคิดให้คนไทยที่อยู่ต่างแดนจัดทำรายการทีวีเพื่อสะท้อนชีวิตความเป็นอยู่ในต่างแดน ข้อเสนอแนะในการอาศัยอยู่ต่างประเทศด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ได้โพสต์ข้อความผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ โดยระบุถึงความคืบหน้าในการจัดทำทีวีดาวเทียมดังกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ไม่นานได้ประชุมทำโทรทัศน์ 100 ช่อง ถือเป็นงานใหญ่มากเพราะต้องส่งคนออกไปทั่วโลก แต่อย่างไรก็ตามทีมงานก็จะพยายามจะทดลองออกอากาศให้ได้ปลายปีนี้

บิ๊กจิ๋วแนะรอดูถ้อยคำในฎีกาเสื้อแดง
ด้าน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีกลุ่มคนเสื้อแดงเตรียมทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า ที่ผ่านมาได้พูดไปแล้วหลายครั้ง และเป็นมุมมองของแต่ละฝ่าย ท้ายที่สุดเชื่อในน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ขึ้นอยู่กับพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ว่าจะมีพระบรมราชวินิจฉัยเป็นเช่นไร

พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า การทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของกลุ่มคนเสื้อแดงนั้น อยากให้ทุกคนรอดูก่อนว่า สาระของฎีกา ที่จะมีการทูลเกล้าฯ ถวายว่าจะมีสาระสำคัญมากน้อยเพียงใด สิ่งที่อยากเห็นมากที่สุดในช่วงนี้ คือ อยากให้ทุกคนลดความขัดแย้ง และใช้หลักกฎหมายเข้ามาแก้ปัญหา รวมถึงอยากเห็นรัฐบาลทำงานโดยมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด เชื่อว่าในอีกไม่นานนี้ประเทศไทยจะกลับมามีความสุขอีกครั้ง จึงอยากให้ทุกคนอดทน

ส่วนอนาคตทางการเมืองของตนเองนั้น พล.อ.ชวลิตยอมรับว่าอายุมากแล้ว คงเล่นการเมืองไม่ไหว แค่ให้เล่นฟุตบอลอย่างเดียวยังแย่

ปชป.โวยแม้วกุข่าวรัฐบังคับถอนชื่อ
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ออกมาเคลื่อนไหวและโพสต์ในทวิสเตอร์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวหาว่ารัฐบาลขัดขวางการล่ารายชื่อเพื่อถวายฎีกาว่า เป็นเรื่องที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ใส่ร้ายรัฐบาลโดยไม่มีข้อเท็จจริง การที่พ.ต.ท.ทักษิณอ้างว่ามีชาวบ้าน ทหาร ตำรวจ ไปฟ้องตัวเองถึงต่างประเทศ ทำให้สงสัยว่าคนเหล่านี้เป็นใครรู้เบอร์โทรศัพท์ส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณได้อย่างไร
"ขอยืนยันว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่มีรายชื่อที่ลงไปนั้นรัฐบาลไม่สามารถรู้ได้ว่ามีใครบ้าง จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะไปเจาะจงให้คนเหล่านี้ถอน และขอบอกว่าการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณครั้งนี้เป็นการสร้างกระแส ให้เห็นว่ารัฐบาลขัดขวางคนเสื้อแดงที่จะช่วย พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นการกุข่าวใส่ร้ายรัฐบาลเพื่อยึดพื้นที่สื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ เท่าน้น" นายเทพไทยกล่าว

โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ส่วนการเสนอทำประชามติว่าจะให้ใครมาเป็นนายกรัฐมนตรี ระหว่าง นายอภิสิทธิ์ กับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ตนคิดว่านายอภิสิทธิ์ ไม่อยู่ในฐานะจะมาเป็นคู่แข่งกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะสถานะของนายอภิสิทธิ์ วันนี้คือนายกรัฐมนตรีแต่สถานะของพ.ต.ท.ทักษิณ คือ นักโทษหนีคดีจึงไม่มีสิทธิที่จะนำ 2 คนนี้มาทำประชามติ
แจ๊คเปิดตัวรถโมบายต้านเสื้อแดง

เมื่อวันที่ 7 ส.ค. ที่ผ่านมา นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ นำรถไฮเทคต้านฎีกาแดง มาจอดหน้าบ่อปลาคาร์ฟ อาคารรัฐสภา 1 รถกระ บะคันดังกล่าวถูกดัดแปลงช่วงท้ายให้ปรากฏภาพและข้อความเคลื่อนไหวได้ 3 ด้านๆละ 16 ภาพๆ ละ 3 วินาที โดยมีข้อความต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เคลื่อนไหวล่าชื่อถวายฎีกาเพื่ออภัยโทษให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และชี้ให้เห็นถึงระบอบทักษิณ ว่ามีความเลวร้ายอย่างไร

นายวัชระ กล่าวว่า รถคันดังกล่าวใช้งบประมาณเพียง 7.5 แสนบาทเป็นเทคโนโลยีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำขึ้นเพื่อต้องการรณรงค์ให้ประชาชนรับทราบถึงความเลวร้ายของระบอบทักษิณ และให้ความรู้แก่ประชาชน ถือเป็นคันแรกของประเทศไทย ซึ่งนายประจักษ์ แก้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ได้สนใจและสั่งผลิตจำนวน 1 คันเพื่อนำไปวิ่งในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือแล้ว

เมื่อถามว่า พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้สั่งให้ทำรถคันนี้ใช่หรือไม่ นายวัชระ กล่าวว่า ไม่มีใครสั่งตนให้ทำอะไรได้ การกระทำครั้งนี้เป็นเรื่องที่ตนคิดเองทำเอง
"เกียรติกร" ขู่เปิดซีดีแม้วหมิ่นเบื้องสูง

นายเกียรติกร พากเพียรศิลป์ ส.ส.ปราจีนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณควรจะห้ามปรามกลุ่มเสื้อแดงไม่ให้มีการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ที่ผ่านมาเคยขอร้องไปยังพ.ต.ท.ทักษิณหลายครั้งแล้ว เพราะไม่ต้องการให้เกิดความไม่สงบในบ้านเมือง

"ถ้าวันที่ 17 สิงหาค มีกลุ่มเสื้อแดงแม้แต่คนเดียว นำรายชื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ผมจะเอาเรื่องคุณทักษิณแน่ ผมขอร้องท่านมาหลายครั้งแล้ว คุณทักษิณจะโดนผมฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแน่นอนเพราะผมมีหลักฐานที่เป็นทั้งภาพและเสียงที่จะเอาผิดกับท่านได้แน่" นายเกียติกร กล่าว
นายเกียรติกรกล่าวว่า หลักฐานดังกล่าวเป็นซีดี 6 แผ่น มีทั้งภาพและเสียง ที่มีเนื้อหาชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หมิ่นสถาบัน ซึ่งซีดีดังกล่าวยังไม่มีการเปิดเผยมาก่อน คนเสื้อแดงไม่ยุติก็จะนำซีดีดังกล่าวมาเปิดโปง และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหากถูกฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท

นปช.ไม่สน "เกียรติกร" ขู่-ไม่เชื่อมีซีดี
ขณะที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดงกล่าวืนยันจะเดินหน้าทูลเกล้าฯ ถวายฏีกาต่อไป โดยไม่สนคำขู่ขอ่งนายเกียรติกร เพราะไม่เชื่อว่ามีซีดีดังกล่าวอยู่จริง ไม่เช่นนั้นคงถูกพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิบไตย และฝ่ายรัฐบาลนำออกมาโจมตี และทำลายกลุ่มคนเสื่อแดงไปแล้ว ทั้งนี้ นายจตุพรกล่าวว่า จะแจ้งไปยังวิปฝ่ายค้านว่า อย่าให้นายเกียรติกรมาเคลื่อนไหวกับฝ่ายค้านอีกต่อไป
นายจตุพรกล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุถึงกรณีที่คนเสื้อแดงทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการไม่สมควรเพราะเรื่องการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ไม่ควรดึงสถาบันลงมา ว่า พล.อ.สุจินดา เป็นคนที่โชคดี เพราะเมื่อเกิดเหตุดการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 พล.อ.สุจินดา ก็ออกพระราชกฤษฎีกานิรโทษกรรมให้กับตัวเอง ทั้งที่ในเหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้เสียชีวิต 40 คนและผู้สูญหายอีก 40 คน ซึ่งหากไม่มีกฎหมายฉบับนั้นพล.อ.สุจินดาก็จะถูกดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนตายและวันนี้ก็จะใช้ชีวิตอยู่ในคุก ซึ่งเรื่องนี้แตกต่างกับพ.ต.ท.ทักษิณโดยสิ้นเชิง เพรา พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกยึดอำนาจและถูกกลั่นแกล้งใช้ขบวนการอยุติธรรมเล่นงาน ดังนั้น พล.อ.สุจินดาควรเห็นใจพ.ต.ท.ทักษิณบ้าง เพราะตัวเองได้ผ่านพ้นเหตุการณ์ในอดีตมาแล้ว
พันธมิตรเตือน พท.ระวังโดนยุบพรรค

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เลขาธิการ พรรคการเมืองใหม่ (ก.ม.ม.)กล่าวถึงการเคลื่อนไหวเข้าชื่อเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ของกลุ่ม นปช.ว่า ไม่แปลกที่การล่าชื่อถวายฎีกาครั้งนี้นอกจากจะมีแรงต้านขยายวงมากขึ้นแล้ว กระแสยังตีกลับมาที่แกนนำ นปช.ซึ่งอาจถูกดำเนินคดีขอหายุยงสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84 และการประทุษร้ายต่อองค์หระมหากษัตริย์ มาตรา 108 และ สส.ของพรรคเพื่อไทยหลายคนอาจถูกถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 164 ข้อหา ส่อว่าจงใจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซึ่งประชาชนไม่น้อยกว่า 2 หมื่นชื่อ สามารถยื่นถอดถอนได้ หรือแม้แต่พรรคเพื่อไทย ซึ่งอาจจะโดนร้องเรียนให้มีการยุบพรรคเพราะมีพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญ
"ชทพ." ประเมินรัฐบาลได้ 5.0 คะแนน

นายวัชระ กรรณิการ์ โฆษกพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลแถลงผลงาน 6 เดือนว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลด้านเศรษฐกิจถือว่าสอบผ่าน เพราะมีดัชนีชี้วัดต่างๆ ว่าเศรษฐกิจกำลังเขยิบตัวสูงขึ้น แต่สิ่งที่พรรคชาติไทยพัฒนาเป็นห่วง คือการแก้ไขปัญหาทางด้านการเมืองการปกครอง ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การแก้ไขปัญหาของพ.ต.ท.ทักษิณ
ดังนั้นการแก้ไขปัญหาทางการเมืองจึงได้แค่ 5.0 จากคะแนนเต็ม 10 เพราะวันนี้รัฐบาลยังไม่มีสัญญาณบ่งชี้ใด ๆ ที่ชัดเจน เพราะความรู้สึกของประชาชนยังแตกแยกกันอยู่อย่างมาก อย่างเช่นการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาของกลุ่มเสื้อแดงและการคัดค้านการทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา พรรคชาติไทยพัฒนาอยากเห็นการแก้ไขปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจควบคู่กันไป ไม่เช่นนั้นประชาชนและข้าราชการบางส่วนก็จะรอและไม่ทำอะไรเลย ใส่เกียร์ว่างเพราะยังรอพ.ต.ท.ทักษิณกลับมา
เสื้อแดงอุดรฯ นัดชุมนุมใหญ่ 9 ส.ค.

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางมาที่สถานีวิทยุชมรมคนรักอุดร 97.50 เมกกะเฮิร์ต หนองเหล็ก ซอย 9 เทศบาลนครอุดรธานี โดยมีนายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร และสมาชิกชมรมกว่า 100 คน ต้อนรับ ทั้งนี้ได้มอบดอกกุหลาบสีแดงให้แก่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ด้วย นายขวัญชัย กล่าวว่าในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคมนี้ ชมรมคนรักอุดร จะจัดการชุมนุมใหญ่อีกครั้ง โดยจะตั้งเวทีปราศรัยขนาดใหญ่ ที่ลานปูน สนามทุ่งศรีเมือง เทศบาลนครอุดรธานี ใช้ชื่องานว่า “แดงทั้งแผ่นดิน ร่วมลงชื่อถวายฎีกา” ในวันนั้นจะมีการเปิดเวทีพร้อมกันทั่วประเทศ 9 จังหวัดด้วยกัน และพ.ต.ท.ทักษิณจะโฟนอินทร์เข้ามาคุยกับชาว จ.อุดรธานี และจังหวัดใกล้เคียงที่มาร่วมงานด้วย

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ไทยฟื้นคดี สังหารทูต เสกปมอมเพชร ซาอุฯ หายวับ



ที่มา มติชน
8 สิงหาคม 2552
รัฐมนตรียุติธรรมฝันความสัมพันธ์ไทย-ซาอุฯฟื้น หลังออกหมายจับชาวอาหรับผู้ต้องหาฆาตกรรม 3 ทูตซาอุฯเมื่อ19ปีก่อน ก่อนคดีจะหมดอายุความลง แต่วงการยังกังขาซาอุฯจะเชื่อน้ำยาไทยอยู่หรือ เมื่อฝ่ายไทยโยนปมสังหารให้เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศระหว่างซาอุกับชาติอาหรับด้วยกัน

ขณะที่ไม่มีการมุ่งคดีไปที่เรื่องเพชรซาอุที่โดนอมแต่อย่างใดนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีศาลอนุมัติหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ เป็นผู้ต้องหาฆ่านายอับดุลเลาะห์ เอ อัล เบชารีห์ เลขานุการโทของสถานทูตซาอุดิอาระเบียประจำประเทศไทย ซึ่งเหตุเกิดเมื่อ 19 ปีที่ผ่านมา ว่า การออกหมายจับครั้งนี้ถือเป็นความคืบหน้าของคดี

เพราะก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนไม่รู้แม้แต่จะจับใคร ทำให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทย-ซาอุฯ เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจ และคดีมีความคืบหน้า ก็เชื่อว่า น่าจะมีการยกระดับคามสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุฯได้ดีขึ้น อย่างน้อยการออกหมายจับครั้งนี้ทำให้รู้รูปพรรณสัณฐานของคนร้าย โดยการออกหมายจับไม่คำนึงว่าบุคคลตามหมายจับจะอยู่ที่ไหน ทั้งนี้ขั้นตอนต่อไปเป็น

หน้าที่ของดีเอสไอที่ต้องติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับมาดำเนินคดี นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า คดีดังกล่าวมีผู้ก่อเหตุเป็นกระบวนการ สาเหตุเกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย แม้คดีดังกล่าวจะผ่านมาแล้วถึง 19 ปี แต่เป็นสำนวนในความรับผิดชอบของตำรวจ จึงเชื่อว่าดีเอสไอจะสามารถสั่งฟ้องคดีได้ก่อนหมดอายุความ 20 ปี ซึ่งกำชับให้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีดีเอสไอ ให้รวบรวมพยานหลักฐานให้ได้มากที่สุด

แม้ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่าผู้ต้องหาเป็นคนยิง แต่สามารถใช้พยานแวดล้อมได้ก่อนหน้านี้พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)แถลงเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ว่า ศาลอาญาได้อนุมัติให้ออกหมายจับนายอาบู อาลี ชาวอาหรับ ซึ่งเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เลขานุการโท ของสถานเอกอัครราชฑูตซาอุดิอาระเบีย

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนาอพาร์ตเม้นท์ เลขที่ 34/3(บ้านสุทธิพงษ์) ตรงข้ามซอยเย็นอากาศ2 ถนนเย็นอากาศ แขวงทุ่งมหาเฆม เขตสาธร กรุงเทพมหานคร พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีดังกล่าว ดีเอสไอได้รับโอนสำนวนการสอบสวนคดีที่เกี่ยวกับการฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบีย ซึ่งเกิดเหตุมาตั้งแต่ปี 2533 มาดำเนินการตั้งแต่ปี 2547 และได้มอบหมายให้ พ.ต.อ. ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล

ผู้บัญชาการสำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศร่วมกับพนักงานอัยการคดีพิเศษดำเนินการสืบสวนสอบสวนเรื่องนี้มาโดยตลอด อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า จากการสืบสวนสอบสวน กได้พยานสำคัญจากต่างประเทศ พร้อมทั้งประจักษ์พยาน ยืนยันตัวบุคคลที่กระทำความผิดในคดีนี้ จนนำมาสู่ความเห็นชอบร่วมกันระหว่างพนักงานอัยการและคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และได้ยื่นคำร้องต่อศาลอาญา

ขอออกหมายจับดังกล่าว ซึ่งพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะได้สืบสวนติดตามจับกุมตัวมาดำเนินคดีต่อไปสำหรับคดีฆาตกรรมนายอัลลุเลาะห์ เอ อัล เบซารีห์ เหตุเกิดเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2533 บริเวณด้านหน้าศรีวัฒนา อพาร์ตเม้นท์ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลทุ่งมหาเมฆ

โดยก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุดังกล่าวประมาณ 10 นาที มีคนร้ายกลุ่มหนึ่งใช้อาวุธปืนยิงนายฟาฮัด เอแซด อัลบาฮลี เลขานุการโทและนายอาหะหมัด เอ.อัลชาอีพ ผู้ช่วยเลขานุการ สถานทูตซาอุฯ เสียชีวิต ซึ่งทางการสืบสวนเชื่อว่า น่าจะเป็นคนร้ายกลุ่มเดียวกัน ต่อมาในวันที่ 28 พฤษภาคม 2547 คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติรับเรื่องดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ

จากการสืบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ซึ่งได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ประจักษ์พยานและพยานแวดล้อม รวมถึงพยานผู้เชี่ยวชาญยืนยัน นำเสนอต่อศาลว่า นายอาบู อาลี เป็นคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้ ศาลพิจารณาแล้วมีคำสั่งหมายจับผู้ต้องหาดังกล่าว ดีเอสไอจึงส่งสำนวนคดีดังกล่าวต่อพนักงานอัยการคดีพิเศษเพื่อพิจารณาสั่งคดีต่อไปพ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า ก่อนหน้าที่จะโอนสำนวนการสอบสวนมายังดีเอสไอ สำนวนดังกล่าวได้ถูกดำเนินการโดยกรมตำรวจหรือสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปัจจุบัน โดยมีการตั้งประเด็นการสอบสวนสาเหตุการฆาตรกรรม เนื่องมาจาก

1. การขัดแย้งผลประโยชน์ในการส่งแรงงานไปทำงานยังประเทศซาอุดิอาระเบีย

2. เจ้าหน้าที่สถานทูตบางคนร่วมกับบุคคลภายนอก ส่งสินค้าผิดกฎหมาย เช่น กัญชาอัดแท่ง ไม้หอมและน้ำมันไปประเทศซาอุดิอาระเบีย โดยใช้เอกสิทธิทางการทูต

3. การขัดผลประโยชน์ของกลุ่มแก๊งค์พัทยาที่มีนายมุนีย์ อาหะหมัด เป็นหัวหน้าพ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า เป็นที่น่าสังเกตว่า ประเด็นทั้ง 3 เรื่องที่กรมตำรวจตั้งเป็นประเด็นการสืบสวน นำไปสู่การจับกุมและดำเนินการคดีกับผู้ต้องหาบางราย ต่อมาพนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ส่วนคดีความที่ส่งขึ้นพิจารณาในชั้นศาล ศาลได้มีคำสั่งยกฟ้องทั้งหมด อธิบดีดีเอสไอกล่าวว่า ส่วนการสืบสวนของดีเอสไอ ได้ตั้งประเด็นแตกต่างไปจากกรมตำรวจ โดยพิจารณาจากพยานหลักฐานต่างๆ แล้ว เห็นว่า

ประเด็นสาเหตุการฆาตรกรรมน่าจะมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศซาอุดิอาระเบียกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคเดียวกัน ซึ่งพบว่า ก่อนหน้าที่จะมีการฆาตรกรรมเจ้าหน้าที่สถานทูต ประเทศซาอุดิอาระเบีย เคยมีหนังสือขอความร่วมมือมายังประเทศไทย

ให้ช่วยดูแลเจ้าหน้าที่และประชาชนชาวซาอุดิอาระเบียในประเทศไทย เนื่องจากเกรงว่าจะไม่ได้รับความปลอดภัย เช่นเดียวกับในประเทศอื่นๆ ซึ่งเกิดเหตุขึ้นมาแล้ว พ.ต.อ.ทวีกล่าวว่า คดีฆาตรกรรมนักการทูตซาอุดิอาระเบียที่ได้รับการคลี่คลาย จนนำไปสู่การอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาในคดีนี้ ถือว่า เป็นความคืบหน้าอีกระดับหนึ่งในความพยายามของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่จะแสดงให้รัฐบาลซาอุดิอาระเบียเชื่อมั่นว่า

รัฐบาลไทยมีความจริงใจที่จะรื้อฟื้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างทั้งสองประเทศขึ้นข่าวแจ้งว่า ความขัดแย้งที่ดีเอสไออ้างถึงหมายถึงความขัดแย้งกับกลุ่มชาวอาหรับบางประเทศเนื่องจากในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคมและต้นเดือนสิงหาคมเกิดการจลาจลที่นครเมกกะ

ทำให้มีผู้เสียชีวิตเป็นช่าวอาหรับกว่า 400 คน ในจำนวนนี้มีชาวอาหรับประเทศดังกล่าวถึง 275 คน ซึ่งหลังจากนั้นมีนักการทูตซาอุฯหลายประเทศถูกฆาตกรรม จนรัฐบาลซาอุฯทำหนังสือถึงรัฐบาลไทยในเดือนตุลาคม 2532 ให้ช่วยระมัดระวังในความปลอดภัยของนักการทูตชาวซาอุฯด้วยผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังเกิดการฆาตกรรมนักการทูตชาวซาอุฯ3 คนและนักธุรกิจชาวซาอุฯอีก 1 คน ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและซาอุนอย่างรุนแรง

จนมีการสั่งระงับไม่หใส่งแรงงานไทยไปทำงานในซาอุฯและมีการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตให้เหลือแต่เพียงส่งอุปทูตมาประจำสถานทูตในประเทศไทยคนสงสัยคดีไม่มีโยงเรื่องเพชรซาอุคดีดังกล่าวตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มานานว่า อาจเกี่ยวพันกับกรณีเพชรซาอุฯที่นายเกรียงไกร เตชะโม่ง คนงานไทยที่ทำงานในวังเจ้าฟ้าชายไฟซาลขโมยเพชรออกมา

ต่อมาได้ขายให้ร้านอัญมณีในเมืองไทย และผู้รับซื้อถูกตำรวจนำโดยพล.ต.ท.ชะลอ เกิดเทศ สังหาร แต่เพชรดังกล่าวสูญหายไป โดยเฉพาะเพชรบลูไดมอนด์ โดยมีเสียงร่ำลือว่าตกไปเป็นสมบัติของ......รายหนึ่ง ทางซาอุฯจึงส่งเจ้าหน้าที่ทูตชุดดังกล่าวมาติดตาม และที่สุดก็โดนสังหารเหตุการณ์ผ่านไปเกือบหมดอายุความ 20 ปี ตำรวจไทยได้ออกหมายจับผู้ต้องสงสัยการฆาตกรรมทูตซาอุฯ โดยได้พุ่งเป้าไปที่ความขัดแย้งของชาติอาหรับด้วยกัน ไม่มีการตั้งข้อสงสัยพัวพันเพชรซาอุฯแต่อย่างใด

จึงเป็นที่น่าติดตามว่า เรื่องนี้จะทำให้ความสัมพันธ์ของไทยกับซาอุฯจะดีขึ้นตามที่รัฐบาลหวังไว้หรือไม่

วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2552

09-09-09 รหัสอุบาทว์ อำมาตย์ดัน "เฮียกวง"หุ่นเชิดตัวใหม่..


09-09-09รหัสอุบาทว์อำมาตย์ยึดประเทศ-เป็นปกล่าสุดของแนวร่วมREDที่จะออกวางแผงทั่วประเทศวันพรุ่งนี้ กล่าวถึงกลิ่นโชยอำมาตย์เลือกฤกษ์วันที่ 9 เดือน 9 ปี2009 ก่อรัฐประหาร

ตั้งหุ่นเชิดตัวใหม่ที่มา นิตยสารแนวร่วมRED รายสัปดาห์7 สิงหาคม 2552เป้าหมายปลายทางชีวิตของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรัฐมนตรีคลัง และรองนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลนายกทักษิณ ชินวัตร แม้จะยังไม่ชัดเจน แต่มีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ยังเป็นที่หมายปองของเขาอยู่ ถึงจะบอกว่าไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมืองก็ตามตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่ทำให้ระยะห่างของเขากับนายกทักษิณ

ปรากฏชัดเจนยิ่งขึ้น จนทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจในฐานะขุนพลเศรษฐกิจมือฉมังลดต่ำลงจนแทบเป็นศูนย์ ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีที่หลายคนบอกว่าเขาจะได้เป็น ก็เพราะมีคนแบกใส่พานอุ้มชู และเป็นอีกครั้งที่ชื่อของ ดร.สมคิด อยู่ในกระแสข่าวลือท่วมตลาดหุ้นว่าเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่จะถูกเชิดขึ้นมา หลังการทำปฏิวัติอีกครั้งในเร็ววันนี้ !หลัง 09-09-09 ข่าวลือจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือ?..............................................................

การพูดถึงสมคิดในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง หนึ่งนั้นคือเขาตกเป็นข่าวว่ารับอาสาเป็นแกนนำนำขุนพลทางการเมืองของพรรคไทยรักไทย 7-8 คน อาทิ สมศักดิ์ เทพสุทิน สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ฯลฯ พร้อมสถาปนาอำนาจรัฐใหม่

ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของนายกทักษิณ ซึ่งข่าวลือนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายรัฐบาลนายกทักษิณที่ถูกกลุ่มพันธมิตรฯโหมโจมตีอย่างหนักว่ากันว่าความคิดจะสละเรือไทยรักไทย ไม่ขออยู่ภายใต้การคัดท้ายของนายท้ายเรือชื่อทักษิณของสมคิดและพวก เป็นเพราะเขาได้รับการร้องขอจากผู้มีบารมีคนหนึ่ง

โดยให้เจ้าของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่คนหนึ่ง (ไม่ใช่ชัช เตาปูนแห่งสยามรัฐ) เป็นคนนำสมคิดเข้าพบ และพูดกันว่าสมคิดต้องมนต์ลมปากผู้มีบารมีคนนี้ จนพร้อมถูกตราหน้าว่าเป็น “กบฏ” กับนายกทักษิณ ผู้ซึ่งดึงเขาเข้ามาในวังวนการเมืองอย่างเต็มตัวส่วนอีกครั้งนั้นเกิดขึ้นหลังเขาตกเป็นผู้ถูกคุมขังทางการเมือง บ้านเลขที่ 111 โดยสมคิดได้รับการเชื้อเชิญจากรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้เป็นที่ปรึกษาทำหน้าที่

ประสานและกระชับความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจกับต่างประเทศ จนมีเสียงเอะอะโวยวายว่านักโทษทางการเมืองอย่างเขาจะเข้ารับตำแหน่งอะไรไม่ได้เป็นอันขาด จนเขาต้องประกาศถอนตัว เสียรังวัดไปอักโขว่ากันอีกล่ะว่าจริงๆแล้ว คมช.และรัฐบาลยุคนั้นไม่ได้คิดวางสมคิดไว้เป็นที่ปรึกษาแต่อย่างใด หากขอใช้เวลาเพื่อหาทางช่องทางล้างมลทินให้เขา

เพื่อที่จะเชิดขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงเสียงจริงแต่แล้วสมคิดก็มีอันต้องรับประทานแห้วทั้งสองรายการ !เขาเองบอกกับลูกศิษย์ลูกหาที่เป็นศิษย์เก่านิด้าว่า ในเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเขาได้ตัดสินใจพลาดไป 2 ครั้ง ซึ่งก็คือเหตุการณ์ที่กล่าวมาข้างต้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตามในอีกด้านหนึ่งก็มีเสียงพูดว่า รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่าและ คมช.หาใช่ว่าจะเชื่อสมคิดได้สนิทใจ บางคนบอกว่าสมคิดไม่ได้เก่งจริง เค้าโครงความคิดในเรื่องประชานิยมต่างๆ ล้วนเป็นไอเดียสุดบรรเจิดของนายกทักษิณทั้งสิ้น โดยสมคิดเป็นเพียงผู้เก็บรายละเอียดมาเรียงร้อยให้เป็นระบบ นำไปสู่การอธิบายที่ทำให้คนเข้าใจได้ง่ายเท่านั้นมีการตั้งคำถามว่าสมคิดเป็นมือเศรษฐกิจหรือไม่ คำตอบคือ ใช่ !

แต่เป็นมือเศรษฐกิจของใคร ระหว่างมือเศรษฐกิจระดับบุคคล กลุ่มบุคคล กับระดับประเทศมองในทัศนะแบบไทยๆ ที่มิพ้นกรอบประเทศไทย กระแสการเมืองของนักการเมืองอาชีพ (คือมีอาชีพ Occupation เป็นนักการเมือง จรงกันข้ามกับมืออาชีพ Professional เพราะมืออาชีพทางการเมือง ในความหมายสากล หมายถึงผู้ปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน สังคมและประเทศ ) มองสมคิดเป็นมือเศรษฐกิจระดับประเทศจุดขายของสมคิดที่พยายามยืนยันคือ เซียนการตลาดระดับโลก

โดยอาศัยอ้างอิงจากการเป็นผู้ร่วมเขียนหนังสือ New Competition หนังสือการตลาดกับฟิลลิป คอทเลอร์ ปรมาจารย์ทางการตลาดระดับโลกในประเด็นนี้ถามว่าสมคิดเป็นนักการตลาดระดับโลกหรือไม่ไทย

อาจบอกว่าใช่ แต่พอพ้นจากประเทศไทยแล้ว คำตอบควรอยู่ที่ปลายสุดขอบฟ้าเพราะอะไรในเชิงทฤษฎี สมคิดไม่เคยนำเสนอมุมมองใหม่ทางการตลาดที่แตกต่างไปจากคอทเลอร์ที่นำเสนอไว้ในความเป็นมือ

เศรษฐกิจของรัฐบาล สมคิดเข้าไปแตะระบบการเงินและการคลังของประเทศ เข้าไปล้วง Otop และครัวไทยสู่โลก โดยระดับวงในเยินยอยอมรับสมคิดในขอบเขตของมือปฏิบัติที่ดีตามนโยบายที่กำหนดแล้วถามว่ารัฐบาลที่ให้โอกาสสมคิดทำอย่างนั้นได้ ใคร คือ ผู้กำหนดนโยบายคำตอบก็คือ ทักษิณ ชินวัตรนั่นจึงเป็น

เหตุผลอย่างหนึ่งของการไม่ยอมรับแบบเต็มร้อยในตัวสมคิดของหลายๆคนอย่างไรก็ตามด้านหนึ่งมีเสียงพูดว่า สาเหตุที่สมคิดต้องถอนสมอจากการเป็นที่ปรึกษา เพราะไม่อยากเสียหมาซ้ำสอง !“ อาจารย์ยอมรับว่าเดินหมากพลาดไป แต่การที่ถอนสมอมาแต่ต้นๆ ก็เป็นเรื่องดีเหมือนกัน เพราะจะได้ไม่ต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายในเรื่องต่างๆ ให้รกสมอง “ลูกศิษย์คนหนึ่งของเขาบอกสมคิดนั้นมีภาพลักษณ์สดใส เป็นนักวิชาการระดับก้อนทองสมองเพชร เป็นนักวางกลยุทธ์ชาญฉลาด อ่อนน้อมถ่อมตนต่อทุกคน ทุกที่ จึงทำให้เป็นที่ยอมรับ ขับความเด่นของการเป็นนักบริหารที่มีความสามารถออกมาโดยปริยายเหตุที่เกิดขึ้นครั้งที่สองนี้ สมคิดได้บอกกับคนสนิทว่า เขาไม่ควรหลงเชื่อบางคน ยังดีไหวตัวทันและชิงลาออกเสียก่อน ไม่งั้นคงเกิดเรื่องวุ่นวายแน่นอน

ผมกล้าที่จะถอนตัวโดยไม่กลัวเสียหน้า ผมต้องการพิสูจน์ให้คนไทยได้เห็นว่า ณ วันนี้ความสมานฉันท์ในบ้านนี้เมืองนี้สำคัญกว่าอื่นใด ผมไม่โกรธเคืองใคร เพราะช่องทางที่จะทำงานให้บ้านเมืองนั้นมีมหาศาล “ เขากล่าวและชะรอยอาจต้องกล่าวซ้ำในลักษณะนี้อีกก็เป็นได้ หลังตกเป็นหนึ่งตัวเก็งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปสองเหตุการณ์ที่กล่าวถึงนี้ บางคนสรุปว่า นี่คือก้าวที่พลาดมหันต์ทางการเมืองของสมคิด เพราะเขาตกอยู่หว่างเขาควาย ในลักษณะที่เรียกว่า หันซ้ายพันธมิตรฯก็ไม่รับ หันขวาก็น้ำตาตกใน เพราะจันทร์ส่องหล้า ชินวัตร และพลพรรคเพื่อไทยก็หวาดระแวง !แต่บางคนก็บอกว่า

ถ้าในเหตุการณ์ที่หนึ่ง สมคิดตัดสินใจเด็ดขาดร่วมกับกลุ่ม 7 ส.ปลดพันธนาการเป็นอิสระจากพรรคไทยรักไทย บางทีการปฏิวัติ 19 กันยา อาจไม่เกิดขึ้น ประเทศไทยไม่ต้องเดินเข้าสู่มุมอับสายตาต่างชาติ และบางทีในวันนั้นจะเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งของการก้าวไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีของเขาก็เป็นได้ มิใช่ในวันนี้หรือในอนาคตที่ไม่รู้ว่าสมคิดจะต้องหลบก้อนหินก่อนก้าวสู่อำนาจหรือเปล่าหรือว่าการชะลอตัดสินใจเด็ดขาดรับข้อเสนอของฝ่ายอำมาตย์ในวันนั้นของสมคิด อาจเกิดขึ้นเป็นจริงหลังเขาตอบรับข้อเสนอที่ยากปฏิเสธหลังการปฏิวัติที่กำลังตกเป็นข่าวลือในปัจจุบันบางทีดีลที่กำลังจะเกิดขึ้น จะเป็นดีลที่ถูกใจสมคิดมากที่สุดก็เป็นได้ !

ทั้งนี้โดยไม่สนใจว่าครั้งหนึ่งเขาเคยอยู่ร่วมรัฐบาลที่ดำเนินนโยบายประชานิยมอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู ก่อนจะหมุนตัวกลับมารับใช้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างรวดเร็วยิ่งกว่ากิ้งก่าที่เปลี่ยนสีเพื่อรอจังหวะเขมือบตัวแมลงหรือไว้อำพรางศัตรูอย่างไรก็ตาม สมคิดบอกกับคนสนิทว่า เขาตกเป็นข่าวเข้าร่วมสังฆกรรมทางการเมืองกับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ตลอดเวลา ทั้งๆที่จริงแล้วเขายังขอเวลาไม่คิดอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากมองว่าลิเกยังไม่ได้ตั้งโรง จะรีบโหมออกแขกกันไปทำไม ?Step By Step ของนักวางกลยุทธ์ จะดำเนินไปอย่างไร ห้ามกะพริบตา ! หรือว่าบัญชีแค้นของคนรักทักษิณจะต้องเพิ่มชื่อของสมคิดเข้าไปด้วยอีกคน ?

เพรียวพันธ์ "สุดกลั้นถูกข้ามหัว 2 ครั้ง อดโชว์ฝีมือ"

ที่มา มติชนออนไลน์"
เพรียวพันธ์"น้ำตาคลอดสุดทนถูกข้ามหัว 2ครั้ง ถูกสกัดไม่ให้โชว์ฝีมือ "มาร์ค"ท้าฟ้องร้องยันเป็นดุลยพินิจของนายกฯ "วิเชียร" ชี้คำสั่ง"ห้ามเข้าเขตพระราชฐานจบแล้ว เนื่องจากสมัยเป็นหน.ตำรวจราชสำนักประจำไม่มาปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน


เพรียวพันธ์"ขอความเป็นธรรม
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายป้องกันปราบปรามอาชญากรรม 1 (รอง ผบ.ตร.ปป.1) เปิดห้องทำงาน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม แถลงด้วยเสียงสั่นเครือและนัยน์ตาแดง ร้องขอความเป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. โดยระบุว่าผิดประเพณีของ ตร. พร้อมจะร้องเรียนและฟ้องร้องตามขั้นตอนหากไม่ได้รับการแต่งตั้งเป็น ผบ.ตร.คนต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาถูกข้ามหัวไปแล้ว 2 ครั้ง
พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้นำกำลังไปจับกุมนายเจิม เส้งเอียด หรือไข่หมูก โจรเรียกค่าคุ้มครองชื่อดังในพื้นที่ภาคใต้ ที่ อ.ห้วยยอด จ.ตรัง เพิ่งทราบว่ามีคำสั่งให้ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ที่ปรึกษา (สบ 10) รักษาราชการแทน (รรท.) พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ที่เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน

เป็นเรื่องที่ผมอึดอัดใจ เป็นอย่างนี้ได้อย่างไร ไม่เข้าใจ จริงๆ ผมอึดอัดใจมาก ที่เอาคนที่ไม่อาวุโสขึ้นมารักษาราชการแทน ผมอาวุโสสูงสุด เคยรักษาราชการแทนท่านพัชรวาทถึง 22 ครั้ง แต่ละครั้งก็เรียบร้อยปกติ การงานผ่านไปด้วยดี แม้ช่วงเหตุการณ์อย่างนี้ก็มีความเหมาะสมทุกอย่าง การเอาคนที่อาวุโสน้อยกว่ามารักษาราชการแทน มันผิดประเพณีปฏิบัติของ ตร.หรือเปล่า มันเป็นการชี้นำให้เห็นอะไรบางอย่างในเรื่องของการจะแต่งตั้ง ผบ.ตร.ในเร็ววันนี้หรือเปล่า ผมเองเคยได้รับการปฏิบัติที่ผิดกฎหมายจาก พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2549 ครั้งนั้นย้ายผมไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดยไม่เป็นธรรม ซึ่งผมยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และผมก็ชนะคดี" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว
ลั่นสุดทนถูกข้ามหัวแล้ว2ครั้ง

พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า การถูกย้ายไปประจำสำนักนายกฯ ทำให้ขาดโอกาสไปถึง 2 ครั้ง ซึ่งทุกคนก็รู้ว่าตนอาวุโสกว่า พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีต ผบ.ตร. อาวุโสกว่า พล.ต.อ.พัชรวาท ครั้งนี้จะดำเนินการร้องทุกข์ตามระเบียบทุกอย่าง เพราะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสี่ยงภัยตลอด ทำงานเต็มที่ทุกอย่าง แต่ว่าอย่างนี้มีการชี้ให้เห็นว่า ผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคนกำลังเข้ามาแทรกแซงข้าราชการประจำ

ผมเคยชอกช้ำมาแล้วถึง 2 ครั้ง ไม่เคยปริปากพูดอะไร ขอบารมีศาล ศาลท่านก็มองเห็นในความไม่ถูกต้อง ก็ตัดสินให้ผมชนะคดี ผมไม่เคยโอ้อวดอะไร แต่ครั้งนี้มันสุดทนแล้วครับ รังแกกันจนเกินไปแล้วครับ" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว และว่า จะสู้แน่นอน จะสู้ตามกฎหมาย ไม่ได้สู้กับตำรวจ แต่จะสู้กับผู้มีอำนาจทางการเมืองบางคน

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) วันที่ 7 สิงหาคมนี้ จะมีการแก้ระเบียบบางอย่างเพื่อให้การวางตัว ผบ.ตร.ตรงกับคนที่รักษาราชการแทนจะทำอย่างไร พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า ผู้สื่อข่าวต้องพิจารณาดูว่าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ชี้นำอะไรบางอย่างที่จะไม่ให้ความเป็นธรรมกับข้าราชการตำรวจ ตนไม่กล้าพูดอะไรมาก แต่ที่ผ่านมาตั้งแต่มี พ.ร.บ.ตำรวจตั้งแต่ปี 2521 จนถึง 2547 ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมตำรวจ (อ.ตร.) เป็น ผบ.ตร. มาจากผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่งทั้งสิ้น
โวยถูกสกัดไม่ให้โชว์ฝีมือ

เมื่อถามว่า เป็นเพราะเป็นพี่ชายคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่จึงถูกสกัด พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า "แล้วมันถูกหรือไม่ ที่เอาผมไปเกี่ยวข้องอย่างนั้น ผมไม่เคย...ท่านทักษิณใหญ่ ผมไม่เคยใหญ่ ไม่ทราบทำไมตั้งท่านวิเชียรขึ้นมา ผมว่ามันไม่ถูกต้อง ผมผิดตรงไหน ผมอยากถาม ผมตั้งใจทำงาน ผมเสี่ยงภัย ขึ้นเขาสูงไปรับตัวคนที่ทำให้พี่น้องในภาคใต้เดือดร้อน ผมทำงานสำเร็จตามที่รัฐบาลต้องการ งานยาเสพติดผมก็ทำสำเร็จ ที่ผ่านมาผมพยายามทำเรื่องด่านสกัดยาเสพติดทางภาคเหนือ ก็สกัดกั้นผมอีก ไม่ให้ผมทำอีก ทุกอย่างมันพังทลายไปหมดในเรื่องของบ้านของเมือง ผมไม่อยากพูด"

ส่วนกรณีที่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 กำหนดไว้ว่า ผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็น ผบ.ตร ต้องเป็นนายตำรวจยศ พล.ต.อ. ไม่ได้ระบุว่าต้องมีอาวุโสสูงสุด พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าวว่า มันเป็นธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติ ตั้งแต่มี พ.ร.บ.ตำรวจ 2521 จนมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ได้มีการแต่งตั้งผู้มีอาวุโสอันดับ 1 มาโดยตลอด ตนไม่ได้ผิด ไม่ได้ง่อยเปลี้ยเสียขา ไม่ได้ไปฝักใฝ่พรรคการเมืองใด นักการเมืองรู้จักแต่นายกฯทักษิณ เพราะเป็นญาติ รัฐมนตรีและนักการเมืองคนอื่นไม่รู้จัก ไม่เคยไปงาน ไม่เคยไปเสนอหน้า ไปเดินตามอดีตนายกฯทักษิณก็ไม่เคยทำ
พร้อมคุยถ้า"อภิสิทธิ์" เรียกพบ

ครั้งนี้ผมร้องขอความเป็นธรรมให้ตัวเอง ก่อนจะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) เพื่อตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ โดยส่งหลักฐานความเป็นมาเป็นไป ส่งข้อมูลของผมให้ ก.ต.ช.ทุกคนแล้ว ร้องต่อ ก.ต.ช.เดือนกว่าแล้ว แต่ผมไม่ขอให้พรรคการเมืองมาช่วย" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว และว่า ตำแหน่งรักษาราชการแทน ควรให้ตนเป็นก่อน ถ้าไม่ดี ไม่สนองนโยบาย ไม่ปฏิบัติตาม ก็ให้ออกไป ก็พร้อม

เมื่อถามว่า เป็นแผนสกัดกั้นไม่ให้เป็น ผบ.ตร.คนใหม่หรือไม่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ กล่าวว่า แน่นอน เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมจาก ผบ.ตร. ถามว่าทำไมจึงเปลี่ยนงานหน้าที่รับผิดชอบ โดยไม่ให้คุมงานยาเสพติด แต่จนบัดนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ

ผมยังเชื่อว่าการบริหารราชการควรทำด้วยความเป็นธรรม ไม่คิดเป็นแบบนี้ ถ้าท่านนายกฯเรียกผมไปคุย ผมก็ไป แต่ผมเป็นข้าราชการต้องรอคำสั่งท่าน ไม่ต้องการคำชี้แจงจากนายกรัฐมนตรี แต่ผมยื่นเรื่องไปตามระเบียบ ทำตามกฎหมาย ผมกับ พล.ต.อ.วิเชียรรักกันดี และไม่ได้จะสู้อะไรกับท่านเลย ผมต้องการให้นักการเมือง ผู้มีอำนาจยิ่งบางคนได้รู้ว่า ความถูกต้องมันต้องมี" พล.ต.อ.เพรียวพันธ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในบัญชีอาวุโสของกองกำลังพล ตร. พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็นรอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 ส่วน พล.ต.อ.วิเชียรซึ่งมีตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ไม่ถูกจัดในลำดับอาวุโส ในตำแหน่งรอง ผบ.ตร. เนื่องจากไม่อยู่ตำแหน่งหลัก แต่หากนับการครองยศ พล.ต.อ. พบว่า พล.ต.อ.วิเชียรครองยศมาตั้งแต่ปี 2545 ขณะที่ พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ครองยศ พล.ต.อ.เมื่อปี 2547
"มาร์ค"ท้า"เพรียวพันธ์"ฟ้องร้อง

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การตั้งผู้รักษาราชการแทน ผบ.ตร. เป็นไปตามมาตรา 72 ของ พ.ร.บ.ตำรวจ ซึ่งพิจารณาจากความเหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสถานการณ์ปัจจุบัน และได้ดูในเรื่องอาวุโสเหมือนกัน ถ้าพูดตามจริงแล้ว พล.ต.อ.เพรียวพันธ์เป็น พล.ต.อ.มาก่อนใคร ก็ดูประกอบไปด้วย ไม่ใช่เรื่องอาวุโสอย่างเดียว เมื่อถามว่า พล.ต.อ.วิเชียรได้ยศ พล.ต.อ.จากนอก ตร. นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่ได้เป็นประเด็น เพราะในกฎหมาย การจะให้ใครรักษาราชการแทนเป็นดุลพินิจของนายกฯ ตามกฎหมาย แต่พยายามดูหลายปัจจัยประกอบกัน ในภาวะที่บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องคดีความและยังมีความขัดแย้งอยู่ ก็พยายามหาบุคคลที่คิดว่าสามารถทำให้สถานการณ์และงานต่างๆ เดินต่อไปได้ ยืนยันว่าทำตามกฎหมายทุกอย่างอยู่แล้ว ไม่มีปัญหา

เมื่อถามถึงกรณีสำนักพระราชวังเคยมีหนังสือห้าม พล.ต.อ.วิเชียรเข้าในเขตพระราชฐาน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ได้ตรวจสอบกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว พบว่าคำสั่งดังกล่าวได้ถูกยกเลิกแล้ว ไม่ได้เป็นปัญหาอีกต่อไปแล้ว ได้ตรวจสอบในเรื่องทั้งหมดแล้วก่อนดำเนินการ เมื่อถามกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์จะฟ้องดำเนินคดีนายกฯกล่าวว่า "ใครอยากจะใช้สิทธิก็ได้ แต่ผมทำตามกฎหมาย ผมไม่ได้กังวลอะไร" เมื่อถามว่า ในภาวะที่การเมืองใน ตร.ร้อนแรง มีคนแนะนำให้นายกฯถอยออกมาบ้าง นายอภิสิทธิ์ยิ้มแต่ไม่ตอบแล้วเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที
วิเชียร" ชี้คำสั่ง"ห้าม" จบแล้ว

ด้าน พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี รรท.ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ร้องขอความเป็นธรรมที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ รรท.ผบ.ตร.ทั้งที่มีอาวุโสสูงสุด ว่าเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชา และเป็นไปตามกฎหมายที่สามารถแต่งตั้งได้ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 มาตรา 72เมื่อถามถึงกระแสข่าวห้ามเข้าเขตพระราชฐาน เนื่องจากสมัยเป็นหัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ ไม่มาปฏิบัติหน้าที่ช่วงที่มีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า มีการสอบสวนและยุติไปนานแล้ว ที่มีการนำมาเผยแพร่ในช่วงนี้ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่การทำหน้าที่จะถูกใจใครหรือไม่ถูกใจใคร และไม่คาดหวังว่า จะได้รับการพิจารณาให้เป็น ผบ.ตร.คนใหม่

พล.ต.อ.วิเชียรยังกล่าวถึงการนำวาระเรื่องการแต่งตั้ง 152 นายพล ตามโครงสร้างใหม่ เข้าที่ประชุม ก.ตร.ในวันที่ 7 สิงหาคม ว่าเป็นการพิจารณาว่าเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อโครงสร้างในการแบ่งส่วนราชการยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ก็เหมือนบ้านยังไม่มีแล้วจะย้ายเข้าไปอยู่ได้อย่างไร และจากที่พูดคุยกับนายกรัฐมนตรีไม่ได้มีการพูดถึงว่าจะไปรื้อไปย้ายหรือทบทวนตำแหน่งอะไร ทั้งนี้ ในที่ประชุมนั้นก็เป็นไปตามอำนาจของ ก.ตร.ไม่ได้เป็นอำนาจของ ผบ.ตร.

สุเทพ"โชว์สวมกอด"ประวิตร"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น. วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์พร้อมรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีในรัฐบาลกว่า 20 คน อาทิ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พาณิชย์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางบันทึกเทปคำกล่าวอาเศียรวาท ในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่สถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ทั้งนี้ เมื่อนายสุเทพพบกับ พล.อ.ประวิตร นายสุเทพ ได้โอบกอดและทักทายด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่

นายอภิสิทธิ์กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ไม่ได้มีปัญหากับ พล.อ.ประวิตรยังคุยกันด้วยดี แต่ที่ พล.อ.ประวิตรไม่ได้ร่วมงานแถลงข่าวผลงานรัฐบาลเมื่อเช้าวันเดียวกัน เนื่องจากมีภารกิจปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประวิตรไม่ยอมให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนแต่อย่างใด

นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ จะฟ้องร้องหากมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร.ข้ามหัวว่า อยากจะถามว่าวันที่มีการแต่งตั้งตัวเองข้ามหัวผู้อื่น ก็น้ำตาไหลด้วยความดีใจ แต่ทำไมวันนี้เมื่อมีการแต่งตั้งผู้อื่นข้ามหัวตัวเอง ทั้งที่ได้ยึดหลักอาวุโสและความเหมาะสม จึงกลับมาแสดงอาการน้ำตาไหลด้วยความเสียใจ ทำไมไม่นึกถึงหัวอกผู้อื่นบ้าง

แถลงผลงาน 6 เดือน พรรคร่วมฯ "หายจ้อย"



ที่มา MCOT News คลิ้กชมรายละเอียดที่นี่

กรุงเทพฯ 6 ส.ค.-การแถลงผลงานของรัฐบาลรอบ 6 เดือน มีรัฐมนตรีเข้าร่วมเกือบทุกกระทรวง ยกเว้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่แจ้ง

ว่าติดภารกิจและป่วย นายกรัฐมนตรีแถลงพอใจผลงาน พร้อมเดินหน้าเพิ่มสวัสดิการประชาชนต่อ ยอมรับว่า

ยังมีจุดอ่อนด้านการเมือง ทั้งปัญหาความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล และการสร้างความสมานฉันท์.

-สำนักข่าวไทย

วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2552

คำตอบจากคำถาม "ทำไมคนรักทักษิณ"


ที่มา เวบไซต์ บางกอกทูเดย์

5 สิงหาคม 2552

ยาวนานมากๆ สำหรับเสียงเพรียกหา “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทยนับตั้งแต่ 19 กันยายน 2549 เกิดการปฏิวัติ “รัฐบาลทักษิณหมดอำนาจทางการเมือง” กระทั่ง 19 กันยายน 2552 นี้ ก็จะครบ3 ปี ถ้าคิดเป็นวันจะเท่ากับ 1,095 วัน..แต่ “เสี่ยแม้ว” ก็ยังได้รับความนิยมจากแฟนพันธุ์แท้ ที่ยังดัมพ์กำลังใจกันสุดฤทธิ์ หวังให้กลับเมืองไทยมาดำรงตำแหน่ง“นายกรัฐมนตรี” อีกครั้งด้วยเหตุนี้


บางกอกทูเดย์ เลยทดลองพิมพ์ข้อความ “รักทักษิณ”ผ่านเว็บไซต์กูเกิล (http://www.google.com/)ก็พบว่า “รักทักษิณ” มีทั้งสิ้น 3,660,000 รายการหลังจากนั้นจึง “คลิก” เข้าไปหาข้อความต่อเนื่องจากคำว่า “คนรักทักษิณ” ซึ่งพบว่า มันเยอะมาก ..เราจึงจัดการรวบรวมโดยตั้งประเด็นว่า “ทำไมถึงรักทักษิณ” มานำเสนอ ..ไปติดตามกันได้เลย..ผมชอบความเก่งของคุณทักษิณครับ และการที่เป็นคนบ้างาน ชอบทำงาน


จึงทำให้หยิบจับอะไรก็เจริญรุ่งเรืองจากคุณ : รักสาวเสื้อแดงชอบที่ท่านเป็นคนกล้า ยาเสพติดผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ไม่มีใครกล้าที่จะปราบปรามอย่างจริงจัง จำได้ว่าก่อนที่ท่านจะปราบปรามนั่งฟังข่าวว่า ยาเสพติดเข้าไปสู่โรงเรียนประถมแล้ว ก็เป็นห่วงลูกอยู่ว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ท่านทำให้ผมเชื่อว่า มีคนที่ไม่ยอมก้มหัวให้อิทธิพลมืด แต่ถึงวันนี้ ถ้าคนที่กล้าหาญ ที่จะต่อสู้กับความชั่วร้าย ต้องได้รับผลลัพธ์อย่างนี้


ต่อไปก็คงไม่มีคนกล้าแล้วจากคุณ : mr_angleแค่ให้โอกาสรากหญ้าสามารถทำมาหากินได้ โดยไม่จนตรอก มีทางออกให้เสมอ แค่นี้มันก็สร้างยอดต่อเนื่องไปทั้งระบบของประเทศได้แล้วจากคุณ : ความเชื่อเฉพาะบุคคลลูกชายผมไม่ตายก็เพราะ 30 บาทนี่แหละครับ และผมก็ไม่ต้องเป็นหนี้นอกระบบก็ 30 บาทอีกล่ะครับจากคุณ : ณ กาญจน์ชอบที่คิดทำนอกกรอบ ชอบที่ทำมากกว่าพูด ไม่เหมือนนักการเมืองบางพรรคจากคุณ : เพชรบุรี

1. จัดระเบียบสังคม สถานบริการ

2. จัดระเบียบจราจร-หักคะแนนยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีพ

3. จัดระเบียบมอเตอร์ไซค์รับจ้าง

4. ปราบปรามผู้มีอิทธิพล มาเฟีย

5. สงครามยาเสพติด

6. ยกเลิกหนี้ IMF

7. พักชำระหนี้เกษตรกร

8. จัดระเบียบเกมออนไลน์

จากคุณ : พลังจิตโดนใจมากกับนโยบายปราบผู้มีอิทธิพลกับยาบ้า พ่อค้ายาซอยใกล้ๆ บ้านโดนรวบเรียบ แต่ตอนนี้เริ่มระบาดอีกแล้ว...จากคุณ : Kaotulทำให้คนจนมีความหวังในชีวิตมีโอกาสจะมีบ้านอยู่ (บ้านเอื้ออาทร)มีเงินรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วย (30 บาท)มีหนทางประกอบอาชีพสุจริตให้ร่ำรวย (Otop, sme)มีอนาคตในการศึกษา (1 ทุน 1 อำเภอ)มีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย (ปราบยาเสพติด)แค่เท่านี้คนส่วนใหญ่ก็ไม่ลืมแล้ว เพราะเขาทำได้จริง


ไม่ใช่ขายฝันจากคุณ : แม่นกเอี้ยงหลังจากหากินยากขึ้น ก็รักมากขึ้นครับ ถ้าอภิสิทธิ์ทำให้ผมหากินได้มากขึ้น ผมก็จะรักครับ แต่ตอนนี้มันหนังคนละม้วน ที่ท่านมาร์คพูด ไม่เห็นจะทำได้เลย ดูจากนโยบาย 99 วัน ทำได้จริง ก็ได้ครับบอกจะลดภาษีน้ำมัน ตอนนี้เก็บเพิ่มเอาเพิ่มเอาแล้วบอกว่าน้ำมันถูก ตอนนี้เงินเดือนผมถูกกว่าน้ำมันท่านอีกครับจากเว็บบอร์ดนิวส์สนุกดอทคอมทั้งหมดเป็น “ข้อความ” บางส่วน ที่ “หยิบ” ขึ้นมานำเสนอ ..


เพราะ บางกอกทูเดย์ เห็นว่า “เสียงเรียกหา” อดีตนายกฯ ที่ยาวนานถึง 1,040 วัน ทำไม “ดังขึ้น”และเราเห็นว่า สมควรอย่างยิ่งที่ต้องมี “คำตอบ” ให้กับ “ความสงสัย” ที่มีหลายสมองคิดขึ้น“ข้อความ” ที่เราคัดมาเพียงไม่กี่ตัวอย่าง เพราะบังเอิญไปได้ภาพ “ทักษิณอินเลิฟกับประชาชน” มาหลากหลาย ...จึงขอหยิบยกมานำเสนอให้ “สมาชิกคนเสื้อแดง” หายคิดถึง ..สำหรับสมาชิกคนเสื้อเหลือง อย่าเพิ่งติฉินนินทาหรือด่าไฟแล่บเพราะภาพนายกฯ อภิสิทธิ์อินเลิฟกับประชาชน มันยัง “น้อย”.. ไว้โอกาสหน้าหากรวบรวมได้หลายภาพ รับรองว่า จะนำมาฝาก

เพราะบางกอกทูเดย์ ไม่ “สองมาตรฐาน” จ้า