--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นักวิชาการไม่ห่วงมวลชนสองฝ่ายปะทะ !!?

โดย : ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ธเนศ. ระบุล้มรัฐบาลอียิปต์ ต่างฝายต่างอ้างประชาชน แต่เมืองไทยเสื้อแดงอยู่ในที่มั่นสนามกีฬาราชมังคลาฯไม่น่าเป็นห่วง ถ้าออกมา2กลุ่มอาจปะทะได้

นายธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ธรรมศาสตราภิชาน วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสิ่งที่เรียกว่าม็อบ มันสามารถที่จะสร้างแรงกดดันไปจนถึงขนาดให้รัฐบาลต้องยอมได้ ประชาชนจะก็ต้องออกมาเยอะมากตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลา หรือ พฤษภาทมิฬ แล้วก็กระจายไปคลุมพื้นที่ พอมวลชนเคลื่อนไปจนเกิดการกระทบกระทั่งกับฝ่ายความมั่นคงที่ดูแลสถานการณ์

หากประเมินมวลชนการเคลื่อนไหวยุทธศาสตร์ของแกนนำม็อบราชดำเนินจากสื่อที่รายงานภายใต้การแบ่งขั้วเลือกข้างของสื่อที่ค่อนข้างชัดเจน ทั้งวิทยุโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต ก็แบ่งเป็น 2-3 กลุ่ม ไม่รวมศูนย์เหมือนเหตุการณ์ทางการเมืองที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเหมือนที่ผ่านๆมา เพระฉะนั้นถ้าสื่อไม่รวมศูนย์แบบนี้การระดมคนออกมาแบบเหตุการณ์ 14ตุลาหรือพฤษภาททมิฬ ไม่น่าจะได้ถึงขนาดนั้น ในอดีตทุกสื่อทุกฝ่ายต่างเห็นด้วยกับฝ่ายผู้ชุมนุมหมด แต่คราวนี้เห็นด้วย 30-40เปอร์เซ็น ไม่เห็นด้วยประมาณ 40-50 เปอร์เซ็น มีกลางๆอยู่ประมาณ 10-20เปอร์เซ็น เพราะฉะนั้นไม่น่าจะเป็นเอกฉันท์ ทางแกนนำม็อบราชดำเนินต้องขนออกมาอย่างจริงจัง จึงจะได้มวลชนออกมาเป็นล้านอย่างที่ได้ประกาศไว้ โดยจะให้คนเดินทางแบบที่พันธมิตรทำก็ไม่น่าจะได้ถึงขนาดนั้น

ดังนั้นจึงไม่น่าจะมีเอกภาพถึงขนาดที่ว่าจะเกิดพลังมหาศาลขนาดนั้น เมื่อไม่ได้ ก็ต้องสร้างสถานการณ์ หลายม็อบที่ต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้ ถ้าหากมีการเคลื่อนไหวมวลชนก็อาจจะมีความชุลมุนพอสมควร จุดสุดท้ายก็ยังคงประเมินไม่ได้ว่าจะนำไปสู่การปะทะเพื่อสร้างเงื่อนไขหรือไม่ ขณะนี้ทุกฝ่ายอาศัยเงื่อนไขที่พอได้เปรียบก็ใช้ตรงนั้นเลย มาถึงตรงนี้มองได้ว่าทางแกนนำม็อบราชดำเนินไม่ยอมลงแล้ว เพราะคิดว่ามีมวลชนแล้วมีความได้เปรียบแล้ว ก็ต้องดูว่าใครจะอึดกว่ากัน

ขณะเดียวกันฝ่ายของกลุ่มคนเสื้อแดงเองก็ต้องปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งถูกโจมตีมากในขณะนี้ ตอนนี้ชัดเจนมากว่า ทั้งสภาก็ผูกกับศาลรัฐธรรมนูญที่ลงมติแล้วว่าการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ ปปช.ก็เตรียมจะเล่นงาน พรรคฝ่ายค้านก็ระดมมวลชนต่อต้าน รัฐบาลตอนนี้ก็ทำอะไรไม่ได้ รัฐบาลก็มีทางเดียวคือต้องประกาศให้รู้ว่าการกระทำของฝ่ายค้านและม็อบราชดำเนินไม่ใช่มติของคนทั้งประเทศ เป็นเพียงมติของคนที่คัดค้านรัฐบาลเท่านั้น รัฐบาลเองก็ต้องอาศัยทางกลุ่มเสื้อแดงเองซึ่งก็สามารถระดมมวลชนออกมาเป็นล้านได้เช่นเดียวกัน เสื้อแดงก็ต้องออกมาเหมือนกัน ซึ่งเป็นหมากที่ถูกบีบให้ต้องเดินแบบนั้น อย่างไรก็ตามหากเสื้อแดงไม่ออกนอกสถานที่ชุมนุมไม่เดินออกจากราชมังคลากีฬาสถาน ก็จะเป็นสัญลักษณ์ว่าทางฝ่ายเสื้อแดงที่สนับสนุนรัฐบาลเองก็มีมวลชนเช่นเดียวกัน อย่างอยู่ในที่มั่นไม่ออกมาก็ไม่มีอะไร

ประชาธิปไตยในโลกที่สามยกตัวอย่าง อียิปต์ ต่างฝายต่างอ้างประชาชน และฝ่ายที่ล้มรัฐบาลมอซี่ มีประชาชนจำนวนมาก ที่ออกมาในระดับ10-15ล้านคน ในฝ่ายมุสลิมภารดรภาพก็มีระดับ 10 ล้านเช่นเดียวกัน ปรากฏการณ์ลักษณะแบบนี้จะเริ่มมีให้เห็นบ่อยขึ้น เพราะฉะนั้นจึงเป็นปัญหาว่าแล้วใครคือประชาชนตัวจริง เพราะว่าตอนนี้ทุกฝ่ายก็มีประชาชนหมดแล้ว

ทางออกหรือวิธีการที่ง่ายที่สุดและในอดีตก็เคยใช้กันมาก็คือฝ่ายนำของแต่ละฝ่ายต้องเจรจากัน จะเจรจาเงียบๆ หรือเปิดเผยผ่านตัวกลาง ก็ต้องทำ หากจะสู้ฝ่ายประท้วงต้องยืนยันว่านายทุนของคุณจะยืนหยัดให้คุณทุกอย่าง จะให้ทุกอย่างหรือไม่ ถ้าหากว่ายังไม่เลิก ซึ่งจริงๆแล้วรัฐบาลมีความได้เปรียบถ้าต่างฝ่ายต่างสู้กัน เพียงแค่ต้องคุมกองทัพไม่ให้แตกแถวแค่นั้นเอง ถ้าหากว่าคุณสามารถสั่งฝ่ายความมั่นคง สั่งตำรวจสั่งกองทัพได้ ก็ได้เปรียบอยู่แล้ว

ตอนนี้มวลชนได้แยกออกเป็นสองฝ่ายชัดเจนซึ่งมันจะไม่เหมือนเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่มวลชนแห่ไปฝ่ายเดียว คือฝ่ายประชาชนแต่ตอนนี้มีประชาชนสองฝ่าย เพราะฉะนั้นถ้าหากปะทะกันแล้ว ประชาชน ที่จะมาร่วมก็ต้องแบ่งกันออกไป เพราะฉะนั้นจะไม่มีชนะเด็ดขาดด้วยการใช้กำลังแบบประชาชนในแบบอดีต จะกลายเป็นสงครามกลางเมืองไปในที่สุด ที่ต่างฝ่ายต่างระดมกันเข้ามา เพื่อที่จะปะทะกับอีกฝ่าย

ถ้ามองแบบนี้แล้ว ทางฝ่ายที่ประท้วงจึงไม่น่าจะเดินหน้าเพราะก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่าจะมีมวลชนมาเพิ่มจำนวนมากน้อยแค่ไหน ซึ่งไม่ใช่ว่าคนจะแห่มายอมตายด้วยทั้งหมด ม็อบครึ่งหนึ่งก็ต้องกลับบ้านถ้าหากมีสถานการณ์รุนแรงเกิดขึ้น อย่างคนที่มาม็อบต้องการถ่ายรูปก็แค่ต้องการมาถ่ายรูปเท่านั้นไม่ได้มาเพื่อโดนแก็สน้ำตา ตอนนั้นคนพวกนั้นก็คงกลับบ้านหมด เพราะไม่ใช่มวลชนพื้นฐาน เพราะฉะนั้นเขาคงต้องคิดหาทางที่จะหยุดหรือที่จะลงเพราะถ้าหากหวังปะทะแล้วชนะ คือคุณประเมินเกินความเป็นจริงไปมาก แต่ถ้าหากประเมินเช่นนั้นแสดงว่าคุณต้องมีอะไรอยู่ในมือ ซึ่งตอนนี้ไม่รู้ว่ามีอะไรในมือหรือไม่

แต่ถ้าให้คาดการณ์ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะมีมากกว่าที่เห็น สิ่งที่คิดว่าทางแกนนำม็อบราชดำเนินรอในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา คือ คำสั่งยุบพรรคของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งจะจบไปเลย แต่สุดท้ายศาลรัฐธรรมนูญไม่ยุบพรรค ทางพรรคประชาธิปัตย์เลยต้องหาทางจะโจมตีรัฐบาลด้วยและลงด้วยจะเอาพร้อมกันเลยมันก็ยากขึ้น

"เพราะฉะนั้นตอนนี้ต้องวัดใจกันในช่วงเวลา 1-2 วันถ้าหากคนมาอย่างน้อย 5 หมื่นคน หรือ 1 แสน ทางแกนนำม็อบราชดำเนินก็อาจจะไปต่อได้แต่ถ้าหากไม่มา ก็ต้องดูท่าทีของรัฐบาลว่าจะส่งสัญญาณออกมาอย่างไร ต้องประเมินสถานการณ์กันชั่วโมงต่อชั่วโมง เพราะทุกจังหวะการก้าวย่าง ทุกคำพูดล้วนจะถูกนำไปขยายความต่อ"ศ.ดร.ธเนศ กล่าว

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
----------------------------------------

ทางออกประเทศไทย: ระยะสั้นเจรจายุติความวุ่นวาย-ระยะยาวสร้างกติกาใหม่.


Democracy Monument
โดย. SIU
การบริหารงานของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยในช่วงย่างเข้าขวบปีที่สาม ประสบปัญหาความขัดแย้งในประเด็นใหญ่ๆ 2 ประการ

นโยบายที่ผิดพลาด โดยเฉพาะความพยายามของพรรคเพื่อไทยในการออกพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ที่แตกต่างออกไปจากร่างฉบับแรกที่เสนอเข้ามายังสภาผู้แทนราษฎร จนมีประชาชนชุมนุมคัดค้านเป็นจำนวนมาก ถึงแม้ว่าในบั้นปลาย พรรคเพื่อไทยจะยอมถอยและวุฒิสภาจะโหวตให้ร่างฉบับนี้ตกไป แต่วิกฤตศรัทธาต่อการบริหารงานของพรรคเพื่อไทยก็ยังคงอยู่
วิกฤตรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ 2550 นั้นมีปัญหามากมายทั้งในประเด็นเนื้อหาและที่มา ซึ่งรัฐสภาที่นำโดยพรรคเพื่อไทยพยายามแก้รัฐธรรมนูญในส่วนของเนื้อหา แต่ก็ประสบปัญหาโดนคัดค้าน และถูกยื่นตีความโดยศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบให้เกิด “วิกฤตอำนาจตามรัฐธรรมนูญ” ตามมาว่าตกลงแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยับยั้งการแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ และจนกระทั่งบัดนี้สังคมไทยก็ยังไม่ได้ข้อยุติที่ชัดเจน
ปัญหาทั้งสองประการส่งผลให้มวลชนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยออกมาเคลื่อนไหวทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ล้อมสถานที่ราชการหลายแห่งจนเกิดผลกระทบต่อการทำงานของข้าราชการในการบริหารประเทศ ในขณะที่มวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็ประกาศตัวชัดเจนว่าจะปกป้องรัฐบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งทำให้สถานการณ์สุ่มเสี่ยงว่ามวลชนทั้งสองฝ่ายอาจปะทะจนถึงขั้นบาดเจ็บและเสียชีวิต

SIU ขอร่วมเสนอทางออกประเทศไทยโดยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นแรก พาประเทศไทยกลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว คู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายควรหันหน้ามาเจรจาเพื่อยุติความวุ่นวายเฉพาะหน้า โดยมีบุคคลหรือหน่วยงานที่ได้รับการยอมรับจากสังคมทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการประสานงานและเจรจา ฝ่ายรัฐบาลอาจพิจารณาเงื่อนไขของการยุบสภาเข้าร่วมในการเจรจา และถ้าเกิดข้อตกลงว่าจะยุบสภาเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองทุกแห่งควรทำสัตยาบันว่าจะส่งตัวแทนลงเลือกตั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะสุญญากาศในการบริหารประเทศแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2549

ขั้นที่สอง สร้างกติกาใหม่ที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เมื่อประเทศเข้าสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว รัฐบาลในขณะนั้นจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างกติกาใหม่ที่คนไทยทั้งประเทศเห็นชอบร่วมกัน โดยมีความเป็นประชาธิปไตยทั้งในแง่กระบวนการ (เช่น กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ขั้นตอนในการลงประชามติ) และเนื้อหา (เช่น ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในทางตรง)

กระบวนการคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองของประเทศไทยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา ต้องเข้าถึงประชาชนทุกระดับ และสุดท้ายแล้วอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีจึงจะสำเร็จ อย่างไรก็ตาม เราขอเรียกร้องให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรวมถึงมวลชนทุกฝ่ายอดทนต่อกระบวนการเหล่านี้ หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงโดยคำนึงถึงชีวิตของประชาชนและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานทุกคน  และร่วมกันมองไปถึงผลลัพธ์สุดท้ายในระยะยาวนั่นคือประเทศไทยที่สงบ สันติ และเดินหน้าต่อได้ตามวิถีทางของประชาธิปไตย

ที่มา.Siam Intelligence Unit
-------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ศาลประชาชน มีได้หรือไม่ในประเทศไทย !!?

โดย: สมลักษณ์ จัดกระบวนพล

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 2 บัญญัติว่า "ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

มาตรา 3 บัญญัติว่า "อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"

หมายความว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อำนาจอธิปไตยนั้นเป็นของประชาชนชาวไทย ซึ่งมีอยู่ 3 อำนาจ คือ อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ และพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขแต่พระองค์เดียวที่จะใช้อำนาจนิติบัญญัติ ทางรัฐสภา อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี และอำนาจตุลาการทางศาล

ในที่นี้จะขอกล่าวรายละเอียดเฉพาะเรื่องของศาลยุติธรรม ซึ่งดูจะเป็นศาลที่ตั้งมาเก่าแก่ที่สุด และเป็นที่รู้จักของประชาชนทั่วประเทศมาก่อนศาลอื่นๆ ตามพระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 1 บัญญัติว่า "ศาลยุติธรรมตามพระธรรมนูญศาลนี้มีสามชั้น คือ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา เว้นแต่จะมีกฎหมายบัญญัติไว้เป็นอย่างอื่น"

ได้ตรวจดู โดยละเอียดรอบคอบแล้ว ไม่ปรากฏบทบัญญัติมาตราใดในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่เคยมีมา แม้ฉบับปัจจุบันและพระธรรมนูญศาลยุติธรรมทุกฉบับที่มีบทบัญญัติให้มีการตั้ง "ศาลประชาชน" (เว้นแต่ประเทศที่มีการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์) และการที่จะตั้งศาลขึ้นนั้นหาใช่เป็นอำนาจของบุคคลใดหรือกลุ่มชนใดโดยเฉพาะ หากแต่จะต้องตราเป็นพระราชบัญญัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 198 วรรคหนึ่งซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

การตราพระราชบัญญัติเป็นอำนาจของรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทยเท่านั้น และตามรัฐธรรมนูญมาตรา 198 วรรคสอง ยังบัญญัติว่า "การตั้งศาลขึ้นใหม่เพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งหรือคดีที่มีข้อหาฐานใดฐานหนึ่งโดยเฉพาะ แทนศาลที่มีอยู่ตามกฎหมายพิจารณาพิพากษาคดีนั้น จะกระทำมิได้" วรรคสามบัญญัติว่า "การบัญญัติกฎหมายให้มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล หรือวิธีพิจารณาเพื่อใช้แก่คดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะจะกระทำมิได้"

การตั้งศาลประชาชนจึงมิอาจเป็นไปได้อย่างแน่แท้ด้วยเหตุผลดังนี้

1.การตั้งศาลต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ ซึ่งรัฐสภาเท่านั้นมีอำนาจตราพระราชบัญญัติ ดังกล่าว

2.การจัดตั้ง "ศาลประชาชน" เพื่อกระทำการพิจารณาโทษ คดีใดคดีหนึ่ง ตามที่ต้องการโดยเฉพาะจะกระทำมิได้ เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 198 วรรคสอง วรรคสาม

3.การที่จะให้บุคคลที่มีสัญชาติไทยออกไปอยู่ต่างประเทศตามวัตถุประสงค์ที่เสนอให้ตั้งศาลประชาชนนั้นไม่อาจจะกระทำได้เพราะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 34 วรรคสาม ซึ่งบัญญัติว่า "การเนรเทศบุคคลผู้มีสัญชาติไทยออกนอกราชอาณาจักร หรือห้ามบุคคลผู้มีสัญชาติไทยเข้ามาในราชอาณาจักรจะกระทำมิได้"

สรุปว่าการเสนอให้ตั้งศาลประชาชนเพื่อพิจารณาลงโทษบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือเพื่อพิจารณาพิพากษาคดีใดคดีหนึ่งโดยเฉพาะ หรือ ขับไล่ผู้มีสัญชาติไทยออกไปนอกราชอาณาจักร จะกระทำมิได้อย่างแน่นอนยืนยันโดยรัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เว้นแต่จะเป็นการพูดเพื่อเอาความมันหรือเพื่อเร่งเร้าอารมณ์มวลชนเป็นหลัก โดยผู้พูดและผู้ชี้นำคงไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่เขาเอาตัวรอดได้เสมอเมื่อมีเหตุคับขันเกิดขึ้น

เป็นห่วงอยู่ก็แต่มวลชนที่อยู่ข้างล่างเวทีที่พากันเป่านกหวีดตามหรือหัวเราะอ้าปากไม่หุบด้วยความมัน ว่าอาจจะมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 ซึ่งบัญญัติว่า "ผู้ใดกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายใต้ความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต"

(1) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายในแผ่นดินหรือรัฐบาลโดยใช้กำลังข่มขืนใจ หรือ ใช้กำลังประทุษร้าย (การประทุษร้ายนั้นไม่ว่าจะเป็นการประทุษร้ายแก่กายหรือจิตใจของบุคคล เช่น พูดว่า หรือ ขู่ว่า กระทำการใดๆ อันเป็นผลร้าย แก่บุคคลอื่น ก็เป็นการประทุษร้าย ตามบทนิยาม ของประมวลกฎหมายอาญามาตรา 1 แล้ว)

(2) เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร หรือ

(3) เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน

 ต้องละวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

มีคำพิพากษาฎีกาวางแนวไว้ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2034-2041/2527 ป. และ จ. จำเลยทั้งสองเป็นผู้มีส่วนริเริ่มชักชวนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนให้มาชุมนุมกัน ณ สนามหน้าเมืองที่เกิดเหตุมาแต่ต้นและร่วมกล่าวโจมตีขับไล่ผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนมีส่วนในการจัดตั้งหน่วยฟันเฟืองขึ้นจากผู้มาร่วมชุมนุม จนคนเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นจำนวนหลายพันคน ก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ขว้างปา และวางเพลิงเผาจวนผู้ว่าราชการจังหวัด ดังนี้การกระทำของจำเลยทั้งสอง ตลอดจนนักศึกษา นักเรียน และประชาชนดังกล่าวเป็นการกระทำเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรอีกสถานหนึ่งด้วย

นอกจากว่าจะผิดกฎหมายตามมาตรานี้แล้วยังอาจเฉียดเข้าไปในความผิดตามมาตรา 113 ซึ่งต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตอีกด้วย และแน่นอนถ้าผู้เป็นตัวการถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามกฎหมายดังกล่าวไม่ว่ามาตราใดมาตราหนึ่ง กลุ่มมวลชนที่นั่งอยู่ข้างล่างเวที และร่วมเป่านกหวีดอย่างเมามันก็จะตกอยู่ในฐานะผู้สนับสนุน ซึ่งตามกฎหมาย อาจต้องรับโทษร่วมกับแกนนำ โดยรับโทษสองในสามส่วนของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดที่สนับสนุนนั้นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86

เมื่อมีการชุมนุมทางการเมืองทุกครั้ง คนที่น่าเห็นใจที่สุดก็คือประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุม เพราะแกนนำซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นนักการเมืองก็จะมีหนทางเอาตัวรอดได้เสมอ ผู้ประสบเคราะห์กรรมทั้งเสียชีวิต และถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำคือประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุม ตัวอย่างก็มีอยู่แล้วเมื่อมีการสลายการชุมนุมในปี 2553 จากเหตุการณ์ครั้งนั้นผู้ที่ร่วมชุมนุมในวันนั้น บุคคลทั่วไปคงจะจำบทเรียนที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี ผู้ร่วมชุมนุมถูกจับกุมคุมขังตั้งแต่วันเกิดเหตุ จนถึงวันนี้ และยังไม่มีท่าทีว่าจะได้รับอิสรภาพ เนื่องจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่บุคคลเหล่านี้ควรได้รับอานิสงส์ก็ถูกบุคคลในองค์กรต่างๆ ทั่วประเทศคัดค้าน

โดยกลุ่มผู้คัดค้านก็มิได้แสดงจุดยืนให้ชัดเจน ว่าไม่ประสงค์ให้ประชาชนผู้ถูกคุมขังพ้นโทษ หรือไม่ต้องการให้นักการเมืองที่ถูกกล่าวหาว่าคอร์รัปชั่น หรือที่ถูกกล่าวหาว่า ใช้อำนาจออกคำสั่งอันเป็นเหตุให้ประชาชนผู้เข้าร่วมชุมนุมเสียชีวิต และบาดเจ็บ เป็นจำนวนมากไม่ต้องรับโทษ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นประกอบหลักกฎหมายและแนวบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกา มิได้มีความประสงค์จะไปก้าวก่ายการกระทำของนักการเมือง นักวิชาการ ตลอดจนผู้ที่เป็นนักกฎหมายในประเทศนี้ ซึ่งอยู่ในสถานะที่รู้ผิดชอบชั่วดีอยู่แล้ว แต่ต้องการจะตักเตือนมวลชนทั้งหลาย ที่ไม่ทราบอย่างถ่องแท้ถึงการกระทำของตนซึ่งน่าจะเข้าองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายรัฐธรรมนูญ ที่ประเทศเราอยู่ร่วมกันมาอย่างสงบสุขทุกวันนี้ ก็เพราะมีกฎหมายเป็นหลักควบคุมความประพฤติ

ถ้าบุคคลใดกระทำความผิด เขาก็ต้องรับโทษตามกฎหมายอยู่แล้ว แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน ตามกระบวนการขอให้ลงโทษตามกฎหมาย และผู้พิจารณาพิพากษาคดีคือ ผู้พิพากษาตุลาการ การใช้สิทธิส่วนบุคคล หรือกลุ่ม เพื่อพิจารณาพิพากษาโทษตามใจปรารถนาของตนนั้น ไม่อาจกระทำได้

การคิดตั้งศาลที่แปลกปลอมนอกจากจะไม่มีอำนาจจะกระทำได้แล้ว ยังเป็นความคิดที่เป็นอันตรายต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ยกเว้นจะเป็นความคิดหรือคำพูดที่เอามันหรือพูดเพื่อให้บุคคลเกิดอารมณ์ร่วมเท่านั้น

ที่มา:มติชน
----------------------------------------------------------

UN ร้องทุกฝ่ายในไทยเคารพ หลักนิติรัฐ !!?

เลขาธิการสหประชาชาติ บัน คี มุน แสดงความกังวลถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ร้องทุกฝ่ายยึดอยู่บนความอดกลั้นและไม่ใช้ความรุนแรง นอกจากนี้ยังกังวลถึงการยึดหน่วยงานราชการต่างๆ ในประเทศด้วย

28 พ.ย. 2556 บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ออกแถลงการณ์จากกรุงนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยแสดงถึงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทย และความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและผู้ชุมนุมที่สูงขึ้นในกรุงเทพ

เลขาธิการสหประชาติ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดทนอดกลั้นให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงความรุนแรง และเคารพหลักนิติรัฐและสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ เลขาธิการฯ ได้เล็งเห็นถึงความพยายามของรัฐบาลที่จะยังคงเคารพการชุมนุมของประชาชนที่สันติ

อย่างไรก็ตาม บัน คี มุน “กังวล” ถึงรายงานเกี่ยวกับการยึดหน่วยงานทางราชการของผู้ชุมนุม และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายแก้ไขความขัดแย้งนี้ด้วยการเจรจาและสันติวิธี

ในขณะที่วันเดียวกัน นายเจมส์ ไวส์ เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจาประเทศไทย กล่าวในวันนี้ว่า ออสเตรเลียตระหนักว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้พยายามแก้ไขประเด็นปัญหาอันซับซ้อนทางการเมืองผ่านทางรัฐสภาและศาล ในขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมอย่างสันติและการอภิปรายสาธารณะ

“การชุมนุมอย่างสันติเป็นลักษณะสำคัญของประชาธิปไตย เช่นเดียวกับการเคารพในสาธารณะสมบัติและทรัพย์สินส่วนบุคคล

“ประเทศไทยสามารถมั่นใจได้ในความปรารถนาดีและการสนับสนุนจากประเทศออสเตรเลีย ในขณะที่ประเทศไทยยังคงรับมือกับปัญหาเหล่านี้ต่อไปด้วยวิถีทางของประชาธิปไตย โดยทุกฝ่ายแสดงออกซึ่งความอดกลั้นและการยึดถือหลักนิติธรรม” แถลงการณ์ดังกล่าวระบุ

โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในประเทศไทยเช่นกัน โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดหลักประชาธิปไตยและนิติรัฐเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังแสดงความกังวลต่อการยึดสถานที่ราชการด้วย

ในขณะที่องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง ฮิวแมนไรท์ วอทช์ และองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ต่างแสดงความกังวลต่อเหตุการณ์ทำร้ายผู้สื่อข่าวในที่ชุมนุมของกลุ่มต่อต้านรัฐบาล หลังจากที่นิค นอสติตซ์ ผู้สื่อข่าว/ช่างภาพอิสระชาวเยอรมัน ถูกทำร้ายโดยการ์ดของที่ชุมนุมเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา บริเวณหน้าบช.น.

ที่มา.ประชาไท
//////////////////////////////////////////

กสม. แถลงข้อเสนอต่อทุกฝ่ายในสถานการณ์การชุมนุม

แถลงการณ์เรื่อง ความห่วงใยต่อสถานการณ์การชุมนุม                    

ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องข้อสังเกตและข้อเสนอแนะต่อสถานการณ์ทางการเมือง เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2556 และแถลงการณ์เรื่องความห่วงใยต่อเด็กและเยาวชนที่อยู่ในที่ชุมนุม เมื่อวันที่ 22  พฤศจิกายน 2556  คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับทราบและติดตามสถานการณ์การชุมนุมมาโดยตลอด  มีความห่วงใยอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่มีการยกระดับและเคลื่อนย้ายกลุ่มผู้ชุมนุมไปส่วนราชการต่างๆ และการที่รัฐบาลมีการประกาศ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ขยายพื้นที่เพิ่มเติมในขณะที่สถานการณ์ยังไม่เกิดเหตุความรุนแรงจากกลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้หวั่นเกรงว่าสถานการณ์จากทั้งสองฝ่ายอาจหมิ่นเหม่ที่จะนำไปสู่ความรุนแรงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนเหมือนการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมา

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  ในอันที่จะส่งเสริมการเคารพและปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนเพื่อให้เหตุการณ์บ้านเมืองเกิดความสงบและเรียบร้อยอยู่ร่วมกันด้วยความสันติสุข จึงขอให้ทุกภาคส่วนคำนึงและควรปฏิบัติ  ดังนี้
                 
1.  กลุ่มผู้ชุมนุมต้องชุมนุมด้วยความสงบ และปราศจากอาวุธ ปฏิบัติตนภายใต้หลักการสิทธิเสรีภาพตามระบอบประชาธิปไตยและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย อีกทั้งไม่ละเมิดกฎหมายหรือสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น  

2.  ประชาชนทุกภาคส่วน นักวิชาการ และกลุ่มบุคคลต่างๆ ซึ่งมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าจะมีความเชื่อและความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน ต้องเคารพในความเชื่อและความคิดเห็นของทุกฝ่าย การให้ข้อคิดเห็นต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพสิทธิและเสรีภาพ  ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นที่จะส่งผลให้เกิดความแตกแยกและความรุนแรงในสังคม        

3. รัฐบาล ประชาชนทุกภาคส่วน และกลุ่มบุคคลต่างๆ ต้องเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน  และไม่คุกคามสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวที่เป็นข้อเท็จจริง ในขณะเดียวกันสื่อต้องนำเสนอข่าวสารข้อมูลด้วยความเป็นกลางไม่โอนเอียงเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

4.  รัฐบาล และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องโปรดดูแล ป้องปราม มิให้เกิดสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่จะก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงใดๆ เกิดขึ้น  และปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมตามหลักการสากล  โดยหลีกเลี่ยงการใช้อาวุธและความรุนแรง

5. รัฐบาล และกลุ่มผู้ชุมนุมควรมีการเจรจาด้วยสันติวิธี และร่วมกันแก้ไขปัญหาด้วยเหตุและผล    

ทั้งนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ จะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการชุมนุมและการปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมจะเคารพสิทธิซึ่งกันและกัน  อันจะนำมาซึ่งความสงบสุขของประเทศต่อไป

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
28 พฤศจิกายน 2556
---------------------------------------------

วันพุธที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เป็นไทและเป็นไทย !!?

โดย.เสรี พงศ์พิศ

การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองไปสู่ "ประชาธิปไตย" ที่แต่ละฝ่ายต่างอ้างในการต่อสู้นั้นดำเนินไปในทิศทางที่ดีขึ้น ชัดขึ้น ตกผลึกมากขึ้นอย่างแน่นอน แม้ว่าจะต้องผ่านความเจ็บปวด การนองเลือด การสูญเสีย เพราะเป็นกระบวนการปลดปล่อยไปสู่ความเป็นไทที่แท้จริง เป็นการวิวัฒน์ตนเองของจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์โดยรวมของสังคมไทย
   
ประชาธิปไตยหมายถึงว่า ประชาชนเป็นเจ้าของอธิปไตย ไม่ใช่เพียงผู้มีสิทธิไปออกเสียงเลือกใครสักคนไปทำหน้าที่แทนตัวเอง ในประเทศด้อยพัฒนาที่ประชาธิปไตยยังอ่อนเยาว์ ผู้แทนเหล่านี้มักสรุปเอาเองว่า มีสิทธิอันชอบธรรมที่จะทำอะไรก็ได้ เพราะมาจากการเลือกตั้ง เพราะเป็นเสียงข้างมาก
   
ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง พวกเขาจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชน ของประเทศชาติ แต่สิ่งที่ปรากฏกลับกลายเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง ลุแก่อำนาจ ดูถูกประชาชน จนต้องลุกขึ้นมาแสดงตนเป็นเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง ขับไล่รัฐบาล วงจรอุบาทว์-วิภาษวิธีของการเมืองไทย
   
ในการต่อสู้ที่ผ่านมา เราได้เห็นการใช้ข้อมูลข่าวสารด้วยเครื่องมือและวิธีการต่างๆ แต่ไม่ว่าด้วยวิธีใด ข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นก็ถูกบิดเบือน เป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวหรือเพียงบางส่วน หรือบางกรณีไม่มีความจริงเลย การให้ข้อมูลเพื่อจุดมุ่งหมายปลุกระดมทำได้ทุกอย่าง ทำให้ผู้คนที่ได้ยินได้ฟัง ได้เห็นหรือได้รับข้อมูลเชื่อในเนื้อหาสาระเหล่านั้น
   
คนที่มีข้อมูลน้อย มีความรู้น้อย ย่อมเป็นเหยื่อของกระบวนการบิดเบือนข้อมูลเพื่อปลุกระดมและล้างสมองผู้คน ยกตัวอย่างเรื่องประชาธิปไตยที่ถูกนำมาต่อสู้กันตั้งแต่ไหนแต่ไรมา คือ ประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องหมายถึงการเลือกตั้ง เลือกตั้งแปลว่าการไปกาบัตรลงคะแนนเท่านั้น อย่างอื่นไม่ใช่การเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาธิปไตย
   
บิดเบือนความหมายของ "อธิปไตย" (sovereignty) ไปจนมิด มองเห็นแต่บางส่วนของกระบวนการ บ้างด้านของประชาธิปไตย แต่ไม่เห็นเนื้อหาและกระบวนการโดยรวม เห็นแต่ต้นไม้บางต้นไม่เห็นป่า
   
การเลือกตั้งโดยไปกาบัตรเป็นวิธีหนึ่ง แต่มีวิธีอื่นๆ อีกมากมายที่เป็นการเลือกตั้ง เช่น การสรรหาตามอาชีพ สถานภาพ เพื่อให้ได้ "ตัวแทน" จากประชาชนให้มากที่สุด ไม่ปล่อยให้พรรคการเมืองที่มีเงินทุนมาก อำนาจมาก ไปซื้อเสียงไปครอบงำอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศด้อยพัฒนา
   
ความจริง แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ การเลือกตั้งโดยประชาชน กับการเลือกสรรจากคนกลุ่มต่างๆ วิธีต่างๆ ก็ยังใช้กันอย่างแพร่หลาย อย่างรัฐสภาอังกฤษ แม่แบบประชาธิปไตยไทย สภาบน หรือวุฒิสภา (House of Lords) มีสมาชิกมากกว่าสภาล่าง หรือสภาผู้แทนราษฎร (House of Commons) และส่วนหนึ่งก็มาจากการสรรหา แต่งตั้ง ไม่ได้เลือกตั้งมาทั้งหมด
   
ในประเทศอินเดีย สภาบนหรือวุฒิสภา หรือที่อินเดียเรียกว่า ราชยสภา (Rajya Sabha) สภาล่างที่เรียกว่า โลกสภา (Lok Sabha) ก็มีการสรรหาวุฒิสมาชิกเช่นเดียวกัน หรือในประเทศกัมพูชา ซึ่งมีสองสภาเช่นเดียวกับไทย วุฒิสภาที่กัมพูชาเรียก  Protsaphea (น่าจะเป็นพฤฒสภา) ส่วนหนึ่งก็ได้รับการสรรหาหรือแต่งตั้งเช่นเดียวกัน
   
ความหมายดั้งเดิมของประชาธิปไตยที่เราได้มาจากตะวันตก ซึ่งเริ่มต้นเมื่อ 2,500 ปีก่อนหมายถึงประชาชนปกครองตนเอง ส่วนจะรูปแบบไหนก็ตัดสินใจเอาเอง เลือกเองเอง ขออย่างเดียวให้ประชาชนเป็นเจ้าของ "อธิปไตย" (sovereignty)
   
ประเทศเพื่อนบ้านของไทยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูงอย่างมาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย จึงไม่สนใจว่าจะต้องเอารูปแบบประชาธิปไตยของตะวันตก "ทั้งดุ้น" แต่เลือกที่จะจัดการการเมืองในแบบที่คิดว่าเหมาะสมกับภูมิสังคมของตนเอง
   
ประเทศอิหร่านอาจจะดูสุดขั้ว แต่นั่นคือภาพที่อเมริกาสร้างขึ้นเพื่อไม่ให้คนอื่นเอาอย่าง ความจริง อิหร่านคือตัวอย่างของการตัดสินใจเลือกประชาธิปไตยแบบอิหร่าน ที่ใช้กฏหมายอิสลามประยุกต์ เพื่อปลดปล่อยตนเองจากประชาธิปไตยแบบตะวันตกที่ทำให้สังคมอิหร่านล่มสลาย
   
ประชาธิปไตยไทยไม่มี "รากเหง้า" ความเป็นไทย ไม่เคยสนใจศึกษา วิจัย ค้นหาระบบคุณค่า ภูมิปัญญา จารีตประเพณี วัฒนธรรม อันเป็นรากฐานแห่งการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นกฎระเบียบที่อาจมีหลายอย่างแตกต่างจากกฎหมายสำนักออสตินหรืออะไรก็ได้ในยุโรปที่คนไทยไปเรียนมา เอามาเป็นฐานการร่างรัฐธรรมนูญ 18 ฉบับ ที่เขียนขึ้นง่ายๆ เอามาใช้แล้วก็ฉีกทิ้งกันง่ายๆ และกฎหมายอีกมากมายที่ไม่ได้ช่วยให้คนอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข แต่กลับเป็นปัญหาและอุปสรรค เป็นเครื่องมือการโกงกินมากขึ้น
   
วันนี้มีความพยายาม "คืนสู่รากเหง้า" มีความสนใจภูมิปัญญาไทย แต่ก็ในความหมายเชิงธุรกิจ เอามาต่อยอดเป็นโอทอปสามดาวห้าดาว เอามาขาย มีรายได้ ไม่ได้ไปวิจัยค้นหารากฐานของชีวิต แล้วนำมาต่อยอด ประยุกต์เพื่อสร้างรากฐานใหม่ที่เหมาะสมกับสังคมไทย เป็นอัตลักษณ์ไทย
   
ยังดีที่วันนี้มีความสนใจ "ยุติธรรมชุมชน" สนใจว่าจะใช้ภูมิปัญญาแก้ปัญหาความขัดแย้งในชุมชนโดยไม่ต้องไปพึ่งศาลพึ่งตำรวจเสมอไป แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจจริงจังว่า จะสร้างกฎหมายแม่บทอย่างรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกต่างๆ ให้มีรากฐานที่รากเหง้าของสังคมไทยได้อย่างไร
   
การค้นหาอัตลักษณ์ ไม่ใช่การปิดตัวเองจากโลกภายนอก หากเป็นกระบวนการไปสู่ความเป็นไท ไม่ถูกครอบงำจากอำนาจใดๆ ไม่ว่าในหรือนอกประเทศ ซึ่งล้วนแต่หวังครอบงำและเอาประโยชน์จากสังคมไทยในนามของประชาธิปไตย

ที่มา.สยามรัฐ
-----------------------------------

ทางออกประเทศไทย : เชียงใหม่จัดการตนเอง

โดย.ชำนาญ จันทร์เรือง

ในขณะที่ผู้คนกำลังตกอยู่ในสภาวะการณ์ตึงเครียดจากวิกฤติการณ์ของมวลชนที่มีความคิดเห็นตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว ต่างฝ่ายต่างพยายามขับไล่และปกป้องผู้ที่กำลังครองอำนาจรัฐอยู่ในปัจจุบันโดยหลงลืมไปว่าปัญหารากเหง้าที่แท้จริงของประเทศไทยนั้นคือปัญหาของการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่ส่วนกลาง ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่มหานครซึ่งประกอบด้วยผู้คนทุกภาคส่วน ทุกสีเสื้อ ทุกความเห็นที่แตกต่างทางการเมือง แต่มีความเห็นตรงกันคือการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองด้วยการเสนอโครงสร้างแห่งอำนาจใหม่ โดยลดการรวมศูนย์อำนาจให้เล็กลง และเพิ่มอำนาจให้แก่ท้องถิ่นมากขึ้น จัดระบบการบริหารราชการแผ่นดินเสียใหม่โดยยกเลิกราชการส่วนภูมิภาคเหลือเพียงราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นเต็มพื้นที่

กลุ่มคนเหล่านี้ได้ยกร่าง พรบ.ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานครฯ ขึ้นและยื่นต่อรัฐสภาไปเมื่อ 26 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมาและมีแนวร่วมที่ขับเคลื่อนพร้อมกันอีกกว่า 45 จังหวัดซึ่งได้เล็งเห็นปัญหาของความขัดแย้งที่เกิดขึ้น จึงได้ไปยื่นแถลงการณ์ต่อตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยที่เชียงใหม่ในวันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา โดยมีข้อความดังนี้

“จากสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองที่เขม็งเกลียวจนสุ่มเสี่ยงที่จะมีการขยายเป็นความรุนแรงได้ตลอดเวลาในขณะนี้ ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่มหานครเห็นว่าเงื่อนไขของปัญหาที่สำคัญส่วนหนึ่งเกิดมาจากการที่ประเทศไทยมีการปกครองแบบรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ทำหน้าที่ตัดสินใจ กำหนดนโยบาย บริหารจัดการ และจัดสรรงบประมาณ โดยรัฐบาลเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด มีหน่วยงานของกระทรวง ทบวง กรม เป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ครอบคลุมทั้งประเทศ ด้วยระบบการบริหารราชการและบังคับบัญชาแบบราชการส่วนกลาง และส่วนภูมิภาคมาอย่างยาวนาน

ซึ่งการรวมศูนย์การตัดสินใจ และการจัดการทุกเรื่องไว้ที่ส่วนกลางทำให้ระบบการบริหารประเทศใหญ่โต ไร้ประสิทธิภาพ ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชน ตรวจสอบได้ยาก ประชาชนขาดพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง ทำให้ประชาชนเฉื่อยชาต่อการร่วมจัดการชุมชนเพราะไม่สามารถทำหรือตัดสินใจแก้ปัญหาใดๆของตนเองได้

ปัญหาการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นสาเหตุของปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรและการกระจุกตัวของความเจริญ เช่นการอนุมัติและการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบกับชุมชน การไม่อนุญาตให้ชุมชนใช้ทรัพยากร หรือภูมิปัญญาในการจัดการท้องถิ่น เช่น การจัดการป่าไม้ การจัดการลุ่มน้ำ กลายเป็นสาเหตุของความเหลื่อมล้ำ และสร้างความขัดแย้งทางสังคม

ระบบที่มีความซับซ้อน ไร้ประสิทธิภาพในปัจจุบันนี้ไม่สอดคล้องกับความต้องการของคนในชุมชน ประชาชนขาดพื้นที่การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีการตรวจสอบได้ยาก จึงจำเป็นต้องคืนอำนาจให้ชุมชนตัดสินใจ และกำหนดทิศทางของชุมชนได้ด้วยตนเองทั้งการพัฒนาคุณภาพชีวิต สวัสดิการ การศึกษา สาธารณสุข  การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนโดยชุมชนเอง ปัญหาเชิงโครงสร้าง และความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ผูกขาดนี้ต้องให้ท้องถิ่นมีความอิสระในการกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชน การพัฒนารูปแบบการปกครองท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองได้จึงจะสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเชียงใหม่มหานครซึ่งประกอบไปด้วยผู้คนทุกหมู่เหล่าและทุกสีเสื้อ ซึ่งจะเป็นต้นแบบอันดีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ยังหาทางออกไม่ได้ในขณะนี้ ได้นำเสนอแนวคิด และผลักดันให้เกิดการกระจายอำนาจและการจัดการตนเอง โดยการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอำนาจรัฐ  การบริหารจัดการ การจัดสรรงบประมาณ การบริหารบุคลากร เพื่อลดอำนาจรัฐ  เพิ่มอำนาจประชาชน ให้อำนาจอยู่ที่ท้องถิ่น และสนับสนุนให้ประชาชนเจ้าของพื้นที่ มีอำนาจในการตัดสินใจบริหารจัดการท้องถิ่นของตนเอง

เราจึงได้ศึกษาและรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อพัฒนารูปแบบกลไก โครงสร้าง การบริหารจัดการ  การจัดความสัมพันธ์ระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง และประเด็นที่สำคัญต่อการจัดการตนเอง ขับเคลื่อนสู่การผลักดันระดับนโยบายด้วยการเสนอรายชื่อสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร  พ.ศ....ต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการการตรวจสอบรายชื่อ และคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาในไม่ช้านี้

เราเชื่อว่าภายใต้สถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนกำลังร่วมกันค้นหา และเสนอแนวทางในการปฏิรูปประเทศนี้ รูปธรรมสำคัญที่จะเป็นทางออก คือการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ โดยกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจังหวัดจัดการตนเอง จะเป็นการลดปัญหาการรวมศูนย์อำนาจและเป็นทางออกหนึ่งของการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในประเทศไทยขณะนี้ได้

เราจึงขอเรียกร้องให้พรรคการเมืองทุกพรรคที่ถือได้ว่าเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ทุกหมู่เหล่าได้ช่วยกันผลักดันและขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยการปฏิรูปโครงสร้างการรวมศูนย์ สู่การกระจายอำนาจให้จังหวัดจัดการตนเอง และผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร เพื่อให้ท้องถิ่นได้จัดการตนเอง ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยเราได้เกิดสันติสุขและเจริญรุ่งเรืองสืบไป”

จะเห็นได้ว่าหากเราปรับโครงสร้างการเมืองการปกครองเสียใหม่ตามรูปแบบของเชียงใหม่มหานครโมเดลนี้แล้วก็สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ที่ถึงแม้อาจจะแก้ไขได้ไม่หมดไปเลยเสียทีเดียว เพราะทุกสังคมย่อมมีความแตกต่างในด้านความคิดและรสนิยมทางการเมือง แต่จะไม่เกิดวิกฤติมากมายดังเช่นในปัจจุบัน เพราะปัญหาส่วนได้รับการแก้ไขแล้วในระดับท้องถิ่นแล้ว

หากเรายังไม่ปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ไม่ว่าใครหรือพรรคการเมืองใดขึ้นสู่อำนาจก็ไม่สามารถบริหารจัดการให้ก้าวหน้าได้เพราะโครงสร้างในปัจจุบันนั้นเอื้ออำนวยต่อการทุจริตคอร์รัปชัน และยังเป็นเงื่อนไขที่เอื้อให้กลุ่มทุนทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงผู้ที่ถืออาวุธและกฎหมายอยู่ในมือเข้ามาเสวยสุขบนความทุกข์ยากของประชาชนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ถึงเวลาแล้วล่ะครับที่เราจะต้องมาร่วมกันพิจารณาปรับโครงสร้างอำนาจกันเสียใหม่ แล้วร่วมเดินหน้าพัฒนาประเทศไทยไปด้วยกัน เมื่อทำได้ดั่งนี้แล้วจะมีหรือไม่มีตระกูลชินวัตร หรือจะมีหรือไม่มีอำมาตยาธิปไตย ก็ย่อมที่จะไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป เพราะอำนาจที่แท้จริงนั้นได้ถูกกระจายให้แก่ท้องถิ่นเรียบร้อยแล้ว

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-------------------------------------------------------

วันอังคารที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

นักวิชาการ-ส.ว.ชี้ช่องต่อสู้คำร้องถอดถอนสมาชิกรัฐสภา 312 คน งัดคำวินิจฉัยศาลรธน.สู้กับม.270

นักวิชาการ-ส.ว.ชี้ช่องต่อสู้คำร้องถอดถอนสมาชิกรัฐสภา 312 คน งัดคำวินิจฉัยศาลรธน.สู้กับม.270 ย้ำฝ่ายค้านหวังดึงเกมสร้างให้เกิดวิกฤติ

กลุ่มส.ว.เลือกตั้ง นำโดยนายสุรชัย ชัยตระกูลทอง ส.ว.ชลบุรี ได้จัดงานเสวนาชำแหละคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและทางออกส.ว.เลือกตั้งลงชื่อในญัตติ โดยมีนักวิชาการ ได้แก่ นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม และนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ ร่วมเสวนาและตอบคำถามของส.ว.ที่เข้าร่วมจำนวน 31 คน

โดยนายเอกชัย กล่าวว่า ได้คุยกับนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภาต่อประเด็นมีผู้ยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภา ทั้ง 312 คนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนายนิคมต้องการไปชี้แจง แต่ตนมองว่าส.ว.ต้องหารือให้ตกผลึก เพราะประเด็นของผู้ชุมนุมที่เกิดตอนนี้ไม่ต้องการเล่นเกมให้ถึงป.ป.ช. แต่ต้องการให้จบภายใน 3 วัน โดยดึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ แต่ต้องการสร้างความวุ่นวายให้เป็นวิกฤติ และใช้เกมขั้นสุดท้ายคือ ปฏิเสธรับอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ และต้องการให้เกิดนายกพระราชทานตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ซึ่งเตรียมบุคคลชื่ออักษร ย่อ"อ." หรือ"พ."ตัวดำๆซึ่งเป็นนักกฎหมายไว้แล้ว

นายเอกชัย ได้ตอบคำถามของส.ว.ต่อประเด็นการต่อสู้กับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ ด้วยว่า ต้องยืนยันเอกสิทธิ์เด็ดขาดของสมาชิกที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 130 ที่ให้เอกสิทธิ์เด็ดขาดกับการแสดงความเห็นหรือลงคะแนนในที่ประชุม โดยบุคคลใดจะนำไปฟ้องร้องไม่ได้

"ส่วนกรณีที่มีการยื่นเรื่องถอดถอนกับป.ป.ช. นั้นต้องพิจารณาในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชี้ชัดว่าเป็นสิทธิ เสรีภาพ และหากมีการยื่นเรื่องถอดถอนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ที่พบการใช้อำนาจหน้าที่กระทำการที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ สามารถนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาต่อสู้ได้ ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวไม่มีความยาก หากทำตามกฎเกณฑ์ "นายเอกชัย กล่าว

ด้าน นายวีรพัฒน์ กล่าวว่าตามที่มีผู้ใช้สิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 271 ดำเนินการยื่นถอดถอนสมาชิกรัฐสภา 312 คนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ต้องพิจารณากระบวนการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ระบุให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องตามคำร้องให้ ป.ป.ช.พิจารณาตรวจสอบโดยเร็ว

"ผมมองว่าต้องมีการเตือนนายนิคม ว่าอย่าหลับหูหลับตาส่งไปให้ทันที เนื่องจากมาตรา 272 ระบุให้พิจารณาตามคำร้องมาตรา 271 และมาตรา 270 ประกอบ โดยมาตรา 270 นั้นระบุว่าเมื่อมีผู้ใดจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หากนายนิคม มองว่าเป็นประเด็นที่อยู่ระหว่างการถกเถียง มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสม แต่ไม่ใช่กรณีจงใจขัดต่อรัฐธรรมนูญเพื่อกระทำการทุจริต เป็นการใช้อำนาจรัฐธรรมนูญ หากนายนิคมไม่ส่งเรื่องไปยังป.ป.ช.ผมมองว่ามีคำอธิบายได้ "นายวีรพัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวงเสวนาดังกล่าวเป็นการอภิปรายสลับกับการถามคำถาม ประกอบกับหาข้อสรุปกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และการต่อสู้หลังจากที่ผู้ยื่นถอดถอน ทั้งนี้นายสุพจน์ เลียดประถม สว.ตราด เสนอว่าส.ว.ทั้ง 52 คนที่ถูกยื่นถอนถอนควรแยกการต่อสู้ เนื่องจากส.ว.ไม่ใช่ผู้ที่เสียบบัตรแทนแทน อีกทั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เสนอให้สภาฯ ซึ่งมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการ ไม่ใช่ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ ส.ว.ให้การรับรอง อย่างไรก็ตามการหารือประเด็นดังกล่าวได้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวางแต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ เนื่องจากมีข่าวแจ้งให้ข้าราชการ, ลูกจ้างรัฐสภาออกจากพื้นที่หลังมีเหตุการชุมนุมปิดล้อมถนนหลายเส้นทาง

ก่อนปิดการเสวนา นายดิเรก ถึงฝั่ง สว.นนทบุรี ระบุว่าหลังการเสวนา เดิมจะมีการหารือถึงการต่อสู้ในคำวินิจฉัยของศาล และจะมีนายนิคม ไวยรัชพานิช ประธานวุฒิสภา ร่วมด้วยแต่ตนได้รับแจ้งจากนายนิคมว่า จะไม่เข้าที่ประชุมรัฐสภาเนื่องจากทราบมาว่าจะมีกลุ่มผู้ชุมนุมบุกรวบตัว แต่การเสวนาดังกล่าวนายนิคมได้ติดตามตลอด อย่างไรก็ตามการหารือเรื่องดังกล่าวจะนัดประชุมอีกครั้ง ในวันที่ 26 พ.ย. ส่วนจะใช้สถานที่ใดจะให้นายสุรชัย แจ้งอีกครั้ง

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-------------------------------

ปฏิรูปให้เหมือนเดิม !!?

โดย : นิธิ เอียวศรีวงศ์

ก่อนอื่น ต้องขอประทานโทษ อาจารย์ประเวศ วะสี เป็นอย่างยิ่ง ที่ขอเอาบทความของท่านมาวิจารณ์ ไม่ใช่เพื่อคัดค้านท่านในฐานะบุคคล แต่เพื่อชี้ให้เห็นว่า การมองปัญหาและทางออกของชนชั้นนำตามประเพณี แม้ในบุคคลที่มีความหวังดีอย่างสุจริตใจต่อส่วนรวม ก็ยังขาดความเข้าใจต่อความซับซ้อนที่มีอยู่จริงในสังคมไทย และทำให้ทั้งปัญหาและทางออกในทรรศนะของเขา มันง่ายเกินกว่าความเป็นจริง จนนำไปปฏิบัติไม่ได้

หากไม่นับการปฏิวัติแล้ว มีจุดพลิกผันในประวัติศาสตร์อย่างที่ท่านอาจารย์ประเวศจินตนาการถึงหรือไม่ เท่าที่ผมทราบ อาจกล่าวได้ว่า ไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์เลย คนรุ่นหลังอาจชี้ว่าที่จุดใดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์ แนวทางความเป็นไปของสังคมได้เปลี่ยนอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น การค้นพบเครื่องจักรไอน้ำ หรือเพลโต หรือการขยายตัวของพุทธศาสนาสายที่เรียกกันว่าลังกาวงศ์ แต่หากศึกษากรณีต่างๆ เหล่านี้เท่าที่หลักฐานทางประวัติศาสตร์เหลือให้ศึกษาได้ ก็จะพบว่า มีความเปลี่ยนแปลงอื่น เล็กๆ จนแทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น เกิดสะสมมาจนกระทั่ง "โครงสร้าง" (ตามคำที่ท่านอาจารย์ชอบใช้) เก่า ไม่อาจดำรงอยู่ต่อไปได้ ต้องถูกปรับเปลี่ยนตามไปด้วย เช่น การผลิตในอังกฤษก่อนเครื่องจักรไอน้ำได้พัฒนาไปสู่การผลิตเพื่อตลาดอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว ไม่ว่าในทางหัตถอุตสาหกรรม, เกษตรกรรม รวมแม้กระทั่งภาคการเงิน มีความต้องการอย่างเหลือล้นที่จะได้แหล่งกำเนิดพลังงานใหม่ ที่สามารถทำงานได้เร็วขึ้น และหนักขึ้น มากกว่ากำลังคนและกำลังสัตว์หรือสายน้ำ เครื่องจักรไอน้ำเป็นคำตอบที่ตรงกับความต้องการที่สุด เพราะผลิตขึ้นได้ไม่ยากไปกว่าความรู้ทางเทคโนโลยีที่อังกฤษมีอยู่เวลานั้น

เราไม่อาจชี้ต้นเหตุของการปฏิวัติอุตสาหกรรมไปที่เครื่องจักรไอน้ำได้ แต่ต้องชี้ไปที่ความเปลี่ยนแปลงนานาชนิดที่เกิดขึ้นในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมาว่าเป็นต้นเหตุสำคัญกว่า ซึ่งยากที่จะพูด จึงชี้ไปที่เครื่องจักรไอน้ำ เพราะเป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจได้ง่ายดี

แม้แต่การปฏิวัติ ก็ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะใครคนใดคนหนึ่ง มีเหตุทั้งเล็กและใหญ่สั่งสมกันมานาน ก่อนที่จะปะทุขึ้นเป็นการปฏิวัติอเมริกัน, ฝรั่งเศส, รัสเซีย, จีน หรือเวียดนามและอินโดนีเซีย หรือแม้แต่สยาม (เราไม่อาจพูดถึงนักเรียนไทยคุยกันที่ปารีส โดยไม่พูดถึงความเสื่อมโทรมและความแย้งกลับของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามได้)

นี่ดูเหมือนเป็นเรื่องถกเถียงทางวิชาการ (สายสังคมศาสตร์) เท่านั้น แต่ที่จริง การมองโลกแบบจุดพลิกผัน มักทำให้เห็นการกระทำหรือไม่กระทำของคนหรือสถาบันว่าเป็นตัวตัดสินมากเกินไป ดังเช่น การขอพระราชอำนาจในการตั้งนายกฯ ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ว่าจะแก้ปัญหาประชาธิปไตยไทยให้สงบราบเรียบได้ เพราะเป็นประชาธิปไตยแบบ "ราชประชาสมาศัย" หรือใช้รัฐประหารในการแก้ปัญหาประชาธิปไตย ก็มาจากความเชื่อเรื่องจุดพลิกผันนั้นเอง

เพื่อความเป็นธรรมต่ออาจารย์ประเวศ ท่านไม่ได้คิดว่าบุคคลหรือสถาบันจะสร้างจุดพลิกผันได้ ท่านเสนอว่าสังคมเข้มแข็งต่างหากที่จะสร้างจุดพลิกผันได้

แต่สังคมเข้มแข็งเป็นอย่างไร แค่คนออกมาชุมนุมกันตามท้องถนนเท่านั้นคือสังคมเข้มแข็งหรือ คนในสังคมไทยออกมาชุมนุมในท้องถนนกันมาหลายครั้งหลายหนแล้ว นับตั้งแต่เรียกร้องให้รัฐบาลไทยชิงดินแดนมาจากอินโดจีนของฝรั่งเศส และเลือกตั้งสกปรก จนถึง 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภามหาโหดปี 35, ขับไล่ระบอบทักษิณเมื่อปี 48-56 และปัจจุบัน, รวมทั้งเมษา-พฤษภาเลือดใน 2553 ด้วย แต่ยิ่งมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น "พื้นที่" ให้ประชาชนมีส่วนร่วมก็ไม่ได้ขยายขึ้นแต่อย่างไร สื่อเคยถูกรัฐควบคุม แต่เมื่อปล่อยให้สื่อคุมกันเองแล้ว ถามว่าในทุกวันนี้สื่อยังเป็น "พื้นที่" แห่งเสรีภาพที่รับผิดชอบอยู่หรือไม่ การเลือกตั้งถูกทำให้ไม่น่าไว้วางใจ และต้องมีอำนาจอื่นที่ไม่ต้องยึดโยงกับประชาชนคอยตรวจสอบควบคุมเสมอ (ดังคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญซึ่งล่อนจ้อนกับทฤษฎีนี้จนหมดตัว) "พื้นที่" ในกระบวนการตุลาการก็ถูก "อภิวัตน์" ไปส่วนหนึ่งเสียแล้ว

กัมมันตภาพของประชาชนมี "พื้นที่" น้อยลง แม้เรามีพลเมือง "ที่มีจิตสำนึก รู้เท่าทัน" มากขึ้นก็ตาม

ท่านอาจารย์พูดถึงอำนาจที่ยิ่งใหญ่จนตรวจสอบไม่ได้ว่าคือ "ระบอบทักษิณ" คำนี้แปลว่าอะไร? เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณ ชินวัตร ถ้าเกี่ยวก็ไม่ใช่ "ระบอบ" ถ้าไม่เกี่ยว อำนาจนี้ย่อมสลับซับซ้อนกว่าคุณทักษิณและพรรคเพื่อไทย

ผมจึงเชื่อมานานแล้วว่า "ระบอบทักษิณ" เป็นระบอบที่ผู้นำทางการเมืองไทยทุกยุคทุกสมัย ทั้งที่มาจากการเลือกตั้งและรัฐประหารล้วนทำอย่างเดียวกันตลอด คือหลีกเลี่ยงและขจัดการตรวจสอบ รับประโยชน์จากการวางนโยบายสาธารณะ (ตัวเองรับหรือพรรคพวกรับก็ไม่ต่างกัน) นอกจากหีบบัตรเลือกตั้งแล้ว ก็ไม่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากไปกว่านั้น และด้วยเหตุที่ยังใช้การเลือกตั้งเป็นความชอบธรรมทางการเมือง จึงพยายามทุกวิถีทางมิให้การเลือกตั้งเป็นการแข่งขันที่เท่าเทียมและเสรี

การทำลายระบอบทักษิณจึงอาจไม่เกี่ยวกับคุณทักษิณ ไม่ว่าแกเป็นนายกฯ หรือคนอื่นเป็น ก็ต้องช่วยกันทำลายระบอบนี้

และระบอบนี้ไม่ได้ดำรงอยู่ในเมืองไทยเพียงเพราะคุณทักษิณมีอำนาจ "ทางการเงิน, การเมือง และสังคม" เท่านั้น ถึงคนอื่นๆ ไม่มีอำนาจเท่านั้น ก็ยังบริหารประเทศในระบอบทักษิณอยู่เหมือนกัน การยกสาเหตุทั้งหมดไปให้อำนาจของคุณทักษิณ ดูจะง่ายเกินไป เพราะอำนาจในสังคมไทยมีความหลากหลายและซับซ้อนกว่านั้นมากทีเดียว

นักวิชาการบางกลุ่มกล่าวถึงอำนาจในการเมืองไทยว่า แบ่งออกเป็นหลายเครือข่าย ไม่ใช่เฉพาะนักการเมืองเท่านั้น นักธุรกิจ ปัญญาชน นักการศาสนา นักปลุกระดม นักวิชาการ ฯลฯ หรือแม้แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็เป็นเครือข่ายอำนาจอีกอย่างหนึ่ง เครือข่ายเหล่านี้มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อน ในบางครั้งบางสถานการณ์ บางเครือข่ายอาจเป็นศูนย์รวม (node) ของเครือข่ายอำนาจกว้างขวางที่สุด เพราะเครือข่ายอื่นพากันเข้ามาเชื่อมเป็นพันธมิตร เพื่อร่วมแบ่งปันผลประโยชน์ แต่ในอีกบางครั้งบางสถานการณ์ ก็อาจปลีกตัวออกไปเพื่อไปร่วมกับเครือข่ายอื่น

ไม่มีใครหรอกครับที่มีอำนาจขึ้นมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าจะมาด้วยหีบบัตรเลือกตั้งหรือรถถัง เขาคือคนหนึ่งในเครือข่ายของเขา และเครือข่ายของเขาก็ร่วมเชื่อมพันธมิตรกับเครือข่ายอื่น และนี่คือฐานรากของ "ระบอบทักษิณ" ที่ไม่ได้เกิดกับคุณทักษิณคนเดียว

อย่างไรก็ตาม ในรอบสักสองทศวรรษที่ผ่านมา เกิดคนหน้าใหม่ที่เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น นั่นคือคนชั้นกลางระดับล่าง หรือที่บางคนเรียกว่าคนชั้นกลางใหม่ (คงเพื่อเทียบกับคนชั้นกลางที่สนับสนุนนักศึกษาใน 14 ตุลา และเป็นม็อบมือถือในเหตุการณ์พฤษภามหาโหด ซึ่งต่างก็ "ใหม่" ในตอนนั้นเหมือนกัน) คนเหล่านี้สร้างเครือข่ายที่อาจแตกต่างจากเครือข่ายในการเมืองไทยมาก่อน เพราะเน้นการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันน้อยกว่า แต่เน้นความเหมือนด้านจุดยืนทางการเมืองมากกว่า เครือข่ายเหล่านี้มีมาก่อนเสื้อแดงเสียอีก แต่อาจถูกบดบังด้วยระบบ "หัวคะแนน" เสียจนทำให้เรามองไม่เห็น และคิดว่าพรรคทรท.ชนะการเลือกตั้งจากระบบหัวคะแนนแต่เพียงอย่างเดียว (คำอธิบายที่นักวิชาการฝรั่งให้ก็คือ พรรคทรท.สามารถควบรวมพรรคเล็กได้หมด จึงทำให้ได้หัวคะแนนเกือบทั้งระบบในกำมือ แต่ผมสงสัยว่าเป็นคำอธิบายที่ไม่เพียงพอ และคงต้องมีการศึกษาประเด็นเชิงประจักษ์มากกว่านี้)

เครือข่ายที่เกิดใหม่ของคนเหล่านี้เริ่มเชื่อมพันธมิตรกับเครือข่ายอื่น ที่สำคัญคือเครือข่ายของพรรค ทรท.เก่า (รวมทั้งพรรค พท.ด้วยแน่) แต่ไม่สามารถเชื่อมพันธมิตรกับเครือข่ายอำนาจอื่นๆ ได้ แม้กระนั้นก็เป็นระบบเครือข่ายที่มีคนจำนวนมากอยู่ในนั้น เรื่องจึงอยู่ที่ว่า เขาจะสามารถเชื่อมพันธมิตรกับเครือข่ายอื่นได้หรือไม่ หรือในทางกลับกัน เครือข่ายอื่นจะสามารถเข้ามาเชื่อมพันธมิตรกับเขาได้หรือไม่ แต่ความคิดที่จะทำลายเครือข่ายทั้งกลุ่มออกไปทั้งยวงนั้น เป็นไปไม่ได้ และไม่มีทางเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

จริงอย่างที่อาจารย์ประเวศคิด นั่นคือหากคนส่วนใหญ่หลุดจากเครือข่าย และกลายเป็นพลเมืองผู้รู้เท่าทันและกัมมันตะ สภาพการเมืองไทยย่อมเปลี่ยนไปแน่นอน แต่นี่คือวิธีคิดถึงสังคมในฐานะเป็นที่รวมของปัจเจกบุคคล แต่สังคมเช่นนี้ไม่มีในความเป็นจริงทั่วโลก นอกจากจินตนาการของผู้คน

สังคมไหนๆ ก็ตาม ปัจเจกบุคคลย่อมมีพฤติกรรม (รู้ทันและกัมมันตะ) จากปัจจัยแวดล้อม มงคลสูตรพูดถึงปฏิรูปเทสวัสโส ก็หมายถึงปัจจัยแวดล้อมทางสังคมนี่แหละครับ และหนึ่งในปัจจัยแวดล้อมของมนุษย์คือความสัมพันธ์หรือเครือข่าย การเกิดเครือข่ายใหม่จึงเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะมีคนจำนวนมากขึ้นที่ได้ข่าวสารข้อมูลมากขึ้นจากหลายมุมมอง และกัมมันตะมากขึ้น (อย่างน้อยก็มากกว่าสังกัดอยู่แต่ในเครือข่ายเก่าตลอดไป)

ผู้ร่วมชุมนุมในระยะ 7-8 ปีที่ผ่านมา จะเป็นพลเมืองที่ "รู้เท่าทัน" ได้อย่างไร ในเมื่อการชุมนุมของทุกฝ่ายล้วนถูกกำกับโดยผู้นำการชุมนุม ผู้เข้าร่วมไม่ได้มีส่วนร่วมมากไปกว่ามือตบและตีนตบ ทั้งสองฝ่ายต่างส่งเสียงเชียร์ให้แก่คำพูดที่บิดเบือนความจริง เพราะไม่สนใจติดตามข้อมูลเพียงพอจะรู้ว่าอะไรจริงหรือไม่จริง รวมทั้งจริงแค่ไหน และไม่จริงแค่ไหน

ผมนึกอย่างไรก็นึกไม่ออกว่า นี่คือสัญญาณของการเกิดสังคมเข้มแข็งได้อย่างไร

แทนที่จะไปกำหนดสังคม เราปล่อยให้สังคมได้ต่อสู้ขัดแย้งกันด้วยความเท่าเทียมและยุติธรรมไม่ดีกว่าหรือครับ พลเมืองที่รู้เท่าทันและกัมมันตะ เกิดขึ้นจากการได้ร่วมในการต่อสู้ถกเถียงกันบนพื้นฐานของข้อเท็จจริง และแน่นอนโดยมีเสรีภาพเต็มเปี่ยม หากเราต้องการความก้าวหน้าของสังคม ช่วยกันระแวดระวังให้การต่อสู้ถกเถียงนั้นได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกัน และได้รับความยุติธรรมเสมอหน้ากัน น่าจะช่วยให้เกิดขึ้นได้ง่ายกว่า การวางแผนให้เสร็จว่าต้องเดินไปอย่างไร ไม่ใช่หรือครับ

ที่จริงผมยังสงสัยด้วยว่า พลเมืองที่รู้เท่าทันและกัมมันตะสามารถแก้ไขอะไรในสังคมประชาธิปไตยปัจจุบันได้ ระหว่างความพยายามจะหยุดยั้งการละเมิดชีวิตของผู้คนด้วยแนวคิดเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่ กับความพยายามยุติการเหยียดผิว(ดำ)ในสหรัฐ อย่างแรกไม่ประสบความสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด ในขณะที่อย่างหลังประสบความสำเร็จอย่างมาก ความแตกต่างอยู่ที่ว่าอย่างหลังสามารถเอาชนะสมองของคนอเมริกันได้ แต่อย่างแรกไม่สามารถทำสำเร็จ คนอเมริกันยังเชื่อว่าอย่างไรเสีย บรรษัทควรมีอำนาจมากกว่ารัฐ

อำนาจในโลกปัจจุบันไม่ได้มาจากปากกระบอกปืน แต่มาจากการช่วงชิงนิยามความชอบธรรมต่างหาก

ที่มา.มติชนออนไลน์
------------------------------------

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แผนรุก 2 พรรค หลังศึกตุลาการ !!?

อุณหภูมิทางการเมืองกลับมาร้อนขึ้นอีกระดับ หลังจากที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมากวินิจฉัยว่า กระบวนการและเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ขัดต่อมาตรา 68 และอีกหลายมาตราสำคัญ

แม้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 20 พ.ย.จะไม่ชี้ชัดถึง "บทลงโทษ" ทั้งการยุบพรรคหรือถอดถอนสมาชิกภาพสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หรือสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)

แต่คำวินิจฉัยดังกล่าวย่อมถูกนำไปใช้เป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการตามขั้นตอนการต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)

และย่อมเป็นบรรทัดฐานในการขีดเส้นทางตั้งรับของพรรคเพื่อไทย ในฐานะเสียงข้างมาก-ผู้ถูกกล่าวหาตามคำร้องนำมาซึ่งแนวทางตั้งรับของพรรคเพื่อไทย ผ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืนไม่ยินยอมรับอำนาจ-คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวม 9 ข้อ ประกอบด้วย

1.การที่สมาชิกรัฐสภา 312 คน ร่วมเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว ก็เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดย่อมต้องมาจากการเลือกตั้งของปวงชน

2.การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น มาตรา 291 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เป็นอำนาจของรัฐสภา โดยมีข้อห้ามแก้ไขอยู่ 2 ข้อ คือการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมที่มาของ ส.ว. ย่อมไม่เกี่ยวข้อง

"ทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองก็เคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 ว่า รัฐสภาจะใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291"

3.การแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการที่รัฐสภากระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยรับรองไว้เองอีกโสตหนึ่งดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้พิจารณาได้

4.คำวินิจฉัยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตัวแทนของปวงชนที่รับมอบอำนาจมาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีความชอบธรรม และเป็นประชาธิปไตย ไม่ว่าจะแก้ทั้งฉบับ หรือรายมาตรา ก็ไม่อาจกระทำได้ เพราะถูกขัดขวางโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กล่าวมาแล้ว

5.ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 3 ใน 9 คน เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาก่อน และอีก 1 คน เคยแสดงความเห็นไว้ชัดเจนว่า การลงโทษบุคคลย้อนหลังกระทำได้ ถ้าไม่ใช่การลงโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย และลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี โดยผู้ถูกตัดสิทธิไม่ได้มีโอกาสรับทราบข้อหาและต่อสู้ชี้แจงแต่อย่างใด

"ดังนั้น หากตุลาการทั้ง 3 หรือ 4 คน ดังกล่าวต้องถอนตัว ผลของคำวินิจฉัยจะกลับเป็นตรงกันข้าม"

6.การที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่า ร่างแก้ไขเพิ่มเติมขัดต่อมาตราต่าง ๆ นับว่าเป็นอันตรายที่สุด เพราะเป็นการใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

"ถ้าอ้างเช่นนี้ การที่มาตรา 309 ขัดต่อมาตรา 3 เรื่องกำหนดหลักนิติธรรม และมาตรา 6 เรื่องกำหนดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ ในขณะที่ประกาศคำสั่งของ

คณะรัฐประหาร เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และการ กระทำที่เกี่ยวเนื่องกัน ย่อมถูกโต้แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญได้หมด เช่นนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดแจ้งที่สุด"

7.การก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีการกระทำที่ผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ เป็นการกระทำที่แทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติโดยชัดแจ้ง และสภาก็คงปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เลย

8.เมื่อรัฐสภาได้ลงมติในวาระที่ 3 และนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ขั้นตอนต่อไป จะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ว่าจะทรงเห็นชอบด้วยหรือไม่ จนกว่าจะพ้น 90 วัน และมิได้พระราชทานคืนมา การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัย ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อการใช้พระราชอำนาจ และการกระทำในพระปรมาภิไธย

9.หากรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ ก็ย่อมเป็นไปตามนั้น แต่หากไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับงาน หรืออำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ดังเช่นที่รัฐธรรมนูญในอดีตทุกฉบับ ก่อนปี 2540 วางหลักการไว้

"การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะดีหรือไม่ ถูกใจหรือไม่ เหมาะสมหรือไม่ ย่อมจะถูกตัดสินโดยประชาชนในการเลือกตั้ง และนี่ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ศาลจะก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจนี้แทนไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะเป็นการยึดอำนาจของประชาชนไปใช้เช่นเดียวกับการรัฐประหาร"

ทั้งนี้ นอกจากคำแถลงการณ์ 9 ข้อ พรรคเพื่อไทยยังเตรียมยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีกด้วย

ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ก็อยู่ระหว่างขั้นตอนการเตรียมยื่นคำร้อง-ข้อมูลเพื่อยื่นถอดถอน และดำเนินคดีอาญาต่อ ส.ส.-ส.ว. และผู้เกี่ยวข้อง ผ่านองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อส่งเรื่องต่อให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาต่อไป

โดยทีมกฎหมายพรรคเชื่อว่า กระบวนการพิจารณาหลังจากนี้จะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็น "บรรทัดฐาน" และมีผล "ผูกพัน" ทุกองค์กร

เป็นกระบวนการที่ยึดโยงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐ

ประกอบกับมาตรา 27 ระบุว่า สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 รับรองไว้โดยชัดแจ้งโดยปริยาย หรือโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมได้รับความคุ้มครอง และผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานของรัฐโดยตรงในการตรากฎหมาย การใช้บังคับกฎหมาย และการตีความกฎหมายทั้งปวง

อันสะท้อนยุทธวิธีการรบของ ปชป.ได้จากมุมคิดของหัวหน้าพรรค "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ที่เปิดเผยภายหลังรับฟังคำวินิจฉัยของศาล เมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา

"ผมว่าประเด็นเหล่านี้มันชัดว่าเป็น กระบวนการที่ไม่ชอบ แล้วถามว่าเมื่อกระบวนการมันไม่ชอบนี้ แล้วเราบอกว่าจะไม่เป็นไรอย่างนั้นหรือ ถ้างั้นต่อไปจะโกงกันยังไงก็ได้ ถูกมั้ย ลงคะแนนยังลงแทนกันได้ เอกสารเสนอก็ปลอมกันได้ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วล่ะครับ"

เขาบอกว่า บทลงโทษกรณีดังกล่าว อย่างน้อยที่สุด บุคคลที่ดำเนินการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ ตามคำวินิจฉัยครั้งนี้ ควรแสดงความรับผิดชอบทางใดทางหนึ่ง

"ผมก็พูดตรง ๆ เดี๋ยวนี้ไม่อยากเรียกร้องอะไร เพราะไม่เคยมีการตอบสนอง ไม่เคยมีคำตอบอยู่แล้ว ตั้งแต่กฎหมายนิรโทษกรรมแล้ว สุดท้ายก็เพียงแต่บอกว่าขอเก็บไว้ 180 วัน แล้วสัญญาว่าจะไม่ยุ่ง นี่เพียงพอแล้วหรือต่อความรับผิดชอบ"

"ส่วนกรณีที่มีการกระทำความผิดรัฐธรรมนูญ หรือกระทำผิดกฎหมายตามที่ศาลระบุนี้ เราก็จะดำเนินการต่อไปครับ ในกระบวนการถอดถอน หรือกระบวนการกล่าวโทษทางอาญาครับ"

"ประเด็นจะมีประเด็นเดียวครับว่า ใครคือผู้เสียหาย หรือจะหวังพึ่งอัยการ คือกระบวนการของกรณีนี้ ด้วยความเคารพอำนาจหน้าที่ของทุกฝ่ายนะครับ คือ ป.ป.ช.ท่านก็อาจจะมีกระบวนการของท่าน แต่ผมมองว่ามันไม่ช้า ตรงที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้ผูกพันทุกองค์กร ไม่ใช่แค่ชี้ไว้แล้ว แต่ผูกพันทุกองค์กร เพราะฉะนั้นเมื่อศาลบอกว่าคนนี้ทำผิดรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ป.ป.ช.ก็ต้องยึดถือตามที่ศาลชี้ว่าคนนี้ทำผิด"

จากถ้อยคำของ "อภิสิทธิ์" จึงถูกแปรสัญญาณตรงถึงคณะทำงานด้านกฎหมาย อันมี "วิรัตน์ กัลยาศิริ" หนึ่งในผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เป็นหัวขบวนหลัก

แหล่งข่าวในทีมกฎหมาย ปชป.เปิดเผยว่า แม้เบื้องต้นยังต้องรอคำวินิจฉัยกลางที่กำลังจะจัดทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ ปชป.ได้เตรียมข้อมูล-เอกสาร รวมถึงร่างคำร้องไว้เรียบร้อย โดยสรุปเป็นไปได้อย่างน้อย 5 สำนวน เพื่อเดินหน้าต่อยอดกระบวนการดังกล่าว

สำนวนแรก ดำเนินคดีอาญาตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ กรณีปลอมแปลงเอกสาร-กดบัตรแทนกัน โดยทีมกฎหมาย ปชป.ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะยื่นฟ้องพาดพิงถึงบุคคลใดบ้าง

โดยอาศัยความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 265 ที่ระบุว่า ผู้ใดปลอมแปลงเอกสารสิทธิ หรือเอกสารราชการ ต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท และมาตรา 157 ที่ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ระวางโทษจำคุก ตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 2,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงการพิจารณายึดโยงถึงความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ

สำนวนสอง การยื่นถอดถอน "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภา ผ่าน ป.ป.ช. ตามความผิดมาตรา 157

สำนวนสาม การยื่นถอดถอน "นิคม ไวยรัชพานิช" รองประธานรัฐสภา ผ่าน ป.ป.ช. ตามความผิดมาตรา 157

"ทั้งสองสำนวนข้างต้น เป็นประเด็นที่ทีมกฎหมายพรรคคาดว่าจะดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เพราะคำวินิจฉัยของศาลแทบจะชี้มูลความผิดของทั้งนายสมศักดิ์และนายนิคมไว้อย่างชัดเจนแล้ว ดังนั้น ป.ป.ช.อาจใช้เวลาพิจารณาไม่มากนัก"

สำนวนสี่ การยื่นถอดถอน 312 ส.ส. และ ส.ว. ในฐานะร่วมกันลงมติเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ของ ส.ว. ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อกฎหมาย

สำนวนห้า ภายหลังที่ ส.ส.+ส.ว.จำนวน 312 คน อ่านคำแถลงการณ์เมื่อวันที่ 18 พ.ย.เพื่อแสดงจุดยืนไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ประกอบกับคำแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 21 พ.ย.ที่ผ่านมา ย่อมประสบช่องในการยื่นฟ้อง ที่ถูกตีความว่าเป็นกบฏต่อไป

"ประเทศไทยออกแบบให้รัฐธรรมนูญสูงสุดเหนือรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และเหนือศาล เมื่อสูงสุดก็ต้องมีคนตรวจสอบ การออกแบบจึงอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ"

เป็นแผนรับ-ตำรารบของ 2 ขั้วการเมือง ที่เริ่มต้นขึ้นนับจากนี้

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------

สงคราม เก่า-ใหม่.

โดย.พญาไม้

ถ้าสมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง..มันก็คงจะไม่มีอะไรแตกต่างกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร..พรรคที่มีผู้แทนมากที่สุดในสภาล่าง..ก็จะมีผู้แทนมากที่สุดในวุฒิสภา

ก็แล้วเราจะมีวุฒิสภาไว้ทำอะไร

เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญก็คือเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องการและปรารถนาให้อำนาจแต่ละอำนาจมีผู้ตรวจสอบดูแล

ที่มาของวุฒิสภาจึงเป็นการเมืองเรื่องใหญ่ที่ฝ่ายตรงกันข้ามกับ ทักษิณ ชินวัตน จะยอมไม่ได้ และดูเหมือนว่า..ฝ่ายของทักษิณเองก็มุ่งมั่นที่จะเอาชนะในเรื่องนี้..เพราะตราบเท่าที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ทั้งหลายยังจ้องจับทุกอากัปกิริยาของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย..พวกเขาก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน
การต่อสู้ระหว่างการเมืองสองฝ่ายจึงยังคานต่อกัน

พรรคเพื่อไทย และ ทักษิณ ชินวัตร..มีเงื่อนไขของดินสนับสนุนในขณะที่อ่อนแอในส่วนที่สูงกว่าอย่างที่รู้กันอยู่ว่า..

บ้านมีรั้วนั้นต่อต้านฝ่ายทักษิณ..ในขณะที่ได้รับความนิยมในชนชั้นรากหญ้า

การเมืองที่คาราคาซังเช่นนี้..แม้ว่าจะผ่านมาแล้วถึง 10 ปี..แต่ก็ยังจะเป็นเช่นนี้อยู่ต่อไป..เพราะรัฐธรรมนูญที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันคือปัญหา

และรัฐธรรมนูญนี้ไม่สามารถจะแก้ไขให้เป็นแบบอื่นได้..ตราบเท่าที่ศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เห็นด้วย

ดังนั้น หากจะให้บ้านเมืองสงบทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับในอำนาจทางการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างมี..และต้องยอมรับในกันและกัน

ฝ่ายอนุรักษ์นิยมต้องเรียนรู้ความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่..เท่าๆ กับฝ่ายก้าวหน้าต้องรู้ว่า..การพลิกผันดังใจไม่ใช่เรื่องที่เกิดได้ง่าย

มิฉะนั้น..ทางออกของมันจะเป็นความรุนแรงเมื่อสงครามกลางเมืองระเบิดขึ้นมา

ที่มา.บางกอกทูเดย์
----------------------------

วันเสาร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

แถลงการณ์นิติราษฎร์ เรื่องคำวินิจฉัยศาลรธน.กรณีแก้ไขรธน.เรื่องที่มาสว.

23 November 2013
แถลงการณ์คณะนิติราษฎร์
เรื่อง คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๖ กรณีรัฐสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ มาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง และยกเลิกมาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ซึ่งเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา และมีผู้ร้องมายังศาลรัฐธรรมนูญว่า การแก้ไขเพิ่มรัฐธรรมนูญดังกล่าวเป็นการกระทำการเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น คณะนิติราษฎร์พิจารณาแล้ว มีความเห็นต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ดังนี้

- ๑. -

ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญนั้น เป็นองค์กรของรัฐที่จัดอยู่ในหมวดศาล ซึ่งหมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการเหมือนกับศาลอื่น ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอานาจหน้าที่ในเรื่องใดนั้นย่อมเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถก่อตั้งอำนาจของตนขึ้นด้วยตัวเองได้ ในการพิจารณาพิพากษาคดีศาลรัฐธรรมนูญต้องสำรวจตรวจสอบในเบื้องต้นเสียก่อนว่าคดีที่มีผู้ร้องมานั้นอยู่ในเขตอำนาจที่ตนจะรับไว้พิจารณาหรือไม่ หากไม่มีบทบัญญัติใดของรัฐธรรมนูญให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญในการพิจารณาพิพากษาคดีในเรื่องนั้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญย่อมไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนั้น หากต้องการให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเช่นนั้น ย่อมจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเสียก่อน หลักการดังกล่าวนี้มีขึ้นเพื่อให้เกิดการดุลและคานอำนาจตามหลักนิติรัฐและหลักประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ศาลรัฐธรรมนูญหาได้วินิจฉัยอำนาจหน้าที่ของตนไปตามหลักการข้างต้นไม่ แต่กลับอ้างอิงหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อยและหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างผิดพลาดคลาดเคลื่อนเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และใช้การอ้างอิงที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนดังกล่าวนั้นไปเชื่อมโยงกับ “หลักนิติธรรม” ตามมาตรา ๓ วรรคสองเพื่อสถาปนาอำนาจของตนเองในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านบทบัญญัติมาตรา ๖๘ ซึ่งไม่ใช่เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในอันที่จะตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า สาระสาคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดของประเทศเป็นของประชาชน การแสดงออกซึ่งอำนาจของประชาชนนั้นอาจเป็นการใช้อำนาจโดยตรง การใช้อำนาจโดยผู้แทน และการใช้อำนาจผ่านองค์กรของรัฐซึ่งมีจุดเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตามประชาชนประกอบด้วยบุคคลจำนวนมากซึ่งมีเจตจำนงทางการเมืองและความคิดเห็นตลอดจนผลประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป การค้นหาเจตจำนงของประชาชนเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อยุติโดยความเห็นพ้องต้องกันของทุกคนโดยเอกฉันท์ในทุกเรื่องย่อมเป็นไปไม่ได้ ระบอบประชาธิปไตยจึงจำเป็นต้องคิดค้นวิธีการให้ได้มาซึ่งข้อยุติ นั่นคือ การถือเอาเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน อย่างไรก็ตาม ระบอบประชาธิปไตยต้องคุ้มครองเสียงข้างน้อยด้วย เพื่อให้ข้อยุติที่ได้จากเสียงข้างมากนั้นเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล ทั้งนี้ การคุ้มครองเสียงข้างน้อยหมายถึงการเปิดโอกาสให้เสียงข้างน้อยได้แสดงความคิดเห็นโน้มน้าวใจให้บุคคลอื่นเห็นด้วยกับตน เพื่อที่ความเห็นของเสียงข้างน้อยที่มีเหตุมีผลจะได้มีโอกาสในการเป็นเสียงข้างมากในวันใดวันหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียงข้างมากจะต้องยอมตามเสียงข้างน้อยตลอดเวลา

ศาลรัฐธรรมนูญเป็นกลไกหนึ่งที่สร้างหลักประกันให้เสียงข้างน้อยได้ใช้เป็นช่องทางในการตรวจสอบเสียงข้างมาก แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้หมายความว่าศาลรัฐธรรมนูญจะต้องช่วยสนับสนุนให้เสียงข้างน้อยบรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการเสมอ ตามหลักของการจัดโครงสร้างองค์กรของรัฐตามรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีฐานะเป็น “ผู้แทน” ของเสียงข้างน้อย แต่ศาลรัฐธรรมนูญเป็น “คนกลาง” ซึ่งมีหน้าที่ต้องคุ้มครองเจตจำนงของเสียงข้างมากและประกันเสรีภาพของเสียงข้างน้อย ทั้งนี้ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติมอบอำนาจไว้ อย่างไรก็ดี เมื่อพิเคราะห์คำวินิจฉัยนี้แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญได้พรรณนาหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย การตรวจสอบถ่วงดุล และการคุ้มครองเสียงน้อยอย่างยืดยาว และสรุปอย่างง่าย ๆ โดยนัยว่าเสียงข้างน้อย “ไม่มีที่อยู่ที่ยืน” โดยไม่ได้ยกข้อเท็จจริงใดมาสนับสนุนว่าในขณะนี้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุลเสียงข้างมากหรือไม่คุ้มครองเสียงข้างน้อยจน “ไม่มีที่อยู่ที่ยืน” อย่างไร กล่าวโดยจำเพาะเจาะจงกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนี้ หากเสียงข้างมากได้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้สมาชิกวุฒิสภามาจากการเลือกตั้งแล้วเสียงข้างน้อยไม่เห็นด้วย เสียงข้างน้อยก็ยังคงมีโอกาสในการรณรงค์ในการเลือกตั้งเพื่อให้ตนเป็นเสียงข้างมากและกลับมาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามความต้องการของตนที่ต้องสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยได้ ไม่มีบทบัญญัติใดเลยที่บังคับว่าสมาชิกวุฒิสภาจะต้องมาจากการเลือกตั้งในรูปแบบที่ฝ่ายเสียงข้างมากได้ดำเนินการแก้ไขไปตลอดกาล

นอกจากที่ได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญสมควรต้องตระหนักและสำนึกว่าการออกแบบโครงสร้างของสถาบันการเมืองว่าจะมีลักษณะอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของประชาชนและองค์กรทางการเมืองที่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย หาใช่หน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในอันที่จะกำหนดโครงสร้างของสถาบันการเมืองให้เป็นไปตามทัศนะของตนไม่

ในคำวินิจฉัยนี้ ที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอ้าง “หลักนิติธรรม” อย่างเลื่อนลอยเพื่อสร้างอำนาจให้ตนเองเข้าควบคุมขัดขวางเสียงข้างมากจนทาให้ความต้องการของเสียงข้างน้อยบรรลุผล จึงมิใช่การปรับใช้ “หลักนิติธรรม” เพื่อคุ้มครองเสียงข้างน้อย แต่เป็นการช่วยเหลือเสียงข้างน้อย จนมีผลทำลายเจตจำนงของเสียงข้างมาก รังแกเสียงข้างมาก เบียดขับให้เสียงข้างมาก “ไม่มีที่อยู่ที่ยืน” และสถาปนา “เผด็จการของเสียงข้างน้อย” ขึ้นในที่สุด

- ๒. -

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้าง “หลักนิติธรรม” ตามมาตรา ๓ วรรคสองเพื่อสถาปนาอำนาจของตนเองในการตรวจสอบการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญผ่านมาตรา ๖๘ นั้น หากพิจารณาจากถ้อยคำของบทบัญญัติในมาตรา ๖๘ แล้ว เห็นได้ว่า มาตรา ๖๘ เป็นกรณีที่มีบุคคลหรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญหรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หากมีผู้ทราบเรื่องดังกล่าว ผู้นั้นสามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว เหตุแห่งการเสนอคำร้องตามมาตรา ๖๘ จึงต้องเป็นกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใช้สิทธิและเสรีภาพกระทำการ แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏในคดีนี้เป็นกรณีที่รัฐสภาใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในฐานะองค์กรผู้ทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มิใช่กรณีที่ “บุคคล” หรือ “พรรคการเมือง” ใช้ “สิทธิและเสรีภาพ” ตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้แต่อย่างใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๖๘ วรรคสอง กำหนดให้บุคคลมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย หมายความว่า บุคคลต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดก่อน ภายหลังอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวมีมูล อัยการสูงสุดจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม ในคดีนี้ไม่ได้มีการยื่นคำร้องผ่านอัยการสูงสุด แต่เป็นการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ และศาลรัฐธรรมนูญก็รับคำร้องไว้พิจารณาทั้ง ๆ ที่ตามข้อเท็จจริง ผู้ร้องไม่ได้เสนอเรื่องผ่านอัยการสูงสุดตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้

ในคำวินิจฉัยนี้ ศาลรัฐธรรมนูญได้ตำหนิว่า รัฐสภาได้ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยไม่ชอบด้วยกระบวนการขั้นตอน แต่เมื่อพิจารณาการรับคำร้องในคดีนี้ของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว จะเห็นได้ว่าเป็นศาลรัฐธรรมนูญเองต่างหากที่ไม่เคารพกระบวนการขั้นตอนก่อนการยื่นคำร้องดังที่บัญญัติไว้ตามมาตรา ๖๘ อีกทั้งคำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญรับไว้ยังเป็นเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญซึ่งไม่ได้เป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพกระทาการของบุคคลอันเป็นวัตถุแห่งคดีตามบทบัญญัติในมาตรา ๖๘ แต่ประการใด

ด้วยเหตุผลทั้งปวงที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าศาลรัฐธรรมนูญจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญสถาปนาอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดีนี้ขึ้นมาเอง โดยที่ไม่มีอานาจรับคำร้องดังกล่าวไว้ จึงเป็นการขยายแดนอำนาจออกไปจนศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นองค์กรที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญและอยู่เหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ มีผลเป็นการทาลายหลักนิติรัฐประชาธิปไตยลง ก่อให้เกิดสภาวการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีอานาจสูงสุดเด็ดขาด ความร้ายแรงดังกล่าวย่อมส่งผลให้คาวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญนี้เสียเปล่าและไม่มีผลใด ๆ ในทางกฎหมาย

- ๓. -

นอกจากจะปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้แล้ว ในการดำเนินกระบวนพิจารณายังปรากฏความบกพร่องในส่วนที่เกี่ยวกับองค์คณะของตุลาการผู้พิจารณาคดีอีกด้วย กล่าวคือ ในชั้นของการรับคำร้องไว้พิจารณานั้น นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ ตุลาการผู้หนึ่งที่นั่งพิจารณาคดียังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรณีย่อมต้องถือว่านายทวีเกียรติไม่ได้เป็นตุลาการในองค์คณะที่รับคำร้องคดีนี้ไว้พิจารณา เมื่อนายทวีเกียรติไม่ได้เป็นตุลาการในองค์คณะที่รับคำร้องไว้ จึงย่อมไม่สามารถร่วมวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ได้เริ่มต้นไปแล้วก่อนที่ตนจะเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ การออกเสียงลงในคะแนนในประเด็นแห่งคดีของนายทวีเกียรติจึงไม่ชอบด้วยหลักกฎหมายวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ เนื่องจากหากยอมให้ตุลาการที่ไม่ได้เป็นองค์คณะในชั้นรับคำร้องไว้พิจารณา ได้เข้าร่วมเป็นองค์คณะในชั้นวินิจฉัยคดี กรณีอาจส่งผลให้มติในคดีเปลี่ยนแปลงไปได้

นอกจากจะปรากฏปัญหาความบกพร่องในส่วนที่เกี่ยวกับองค์คณะที่รับคำร้องไว้พิจารณาแล้ว ยังปรากฏว่าตุลาการอีกสามคน คือ นายนุรักษ์ มาประณีต นายจรัญ ภักดีธนากุล เคยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และนายสุพจน์ ไข่มุกด์ เคยดำรงตำแหน่งเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายจรัญ ภักดีธนากุล ได้เคยอภิปรายในการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ ๓๐/๒๕๕๐ (เป็นพิเศษ) วันศุกร์ที่ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๐ แสดงความคิดเห็นสนับสนุนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการสรรหา และแสดงทัศนะที่เป็นปฏิปักษ์อย่างชัดแจ้งต่อการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการเลือกตั้ง ดังนั้น จึงถือได้ว่า นายจรัญ ภักดีธนากุลมีเหตุซึ่งมีสภาพร้ายแรงอันอาจทำให้การพิจารณาคดีไม่เป็นกลาง นายจรัญ ภักดีธนากุลจึงไม่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการวินิจฉัยคดีนี้ได้ โดยสามัญสานึกของความเป็นตุลาการ และจริยธรรมแห่งวิชาชีพ นายจรัญ ภักดีธนากุลย่อมต้องถอนตัวออกจากการเข้าร่วมเป็นองค์คณะ ดังที่ได้กระทำมาแล้วในการพิจารณาคดีในคำวินิจฉัยที่ ๑๘-๒๒/๒๕๕๕

โดยเหตุที่นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และนายจรัญ ภักดีธนากุล ได้ลงมติเป็นเสียงข้างมาก ๕ ต่อ ๔ เสียงในประเด็นที่ว่าเนื้อหาของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการฝ่าฝืนมาตรา ๖๘ วรรค ๑ ดังนั้น หาก ๕ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ และนายจรัญ ภักดีธนากุล ไม่สามารถเข้าร่วมเป็นองค์คณะในการพิจารณาคดีนี้ได้จึงย่อมทำให้มติเสียงข้างมากดังกล่าวเปลี่ยนแปลงไปกลายเป็นเสียงข้างน้อยคือ ๓ ต่อ ๔ เสียง

- ๔. –

ในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การดำเนินการเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ เป็นไปโดยมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ วรรคหนึ่ง เพราะเหตุที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่เสนอนั้น ไม่ใช่ร่างที่นายอุดมเดช รัตนเสถียร และคณะ ยื่นต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๕๕๖ แต่เป็นร่างที่จัดทำขึ้นใหม่โดยมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๖ วรรคสอง และมาตรา ๒๔๑ วรรคหนึ่ง จนมีผลให้ผู้เคยดารงตาแหน่งสมาชิกวุฒิสภาที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลงสามารถสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้อีกโดยไม่ต้องรอให้พ้นระยะเวลา ๒ ปี ซึ่งถือเป็นการแก้ไขเปลี่ยนแปลงที่ขัดกับหลักการของร่างเดิม จึงจำเป็นต้องมีสมาชิกรัฐสภาร่วมลงชื่อเพื่อยื่นเสนอมาเป็นร่างใหม่ เมื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในกรณีนี้ไม่มีการเสนอมาเป็นร่างใหม่ ย่อมส่งผลให้การเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ วรรคหนึ่ง นั้น

ตามกระบวนการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ หลังจากที่มีผู้ยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต่อประธานรัฐสภาแล้ว จะมีการตรวจสอบความถูกต้องของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมโดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในชั้นนี้อาจมีการแก้ไขเพิ่มเติมได้ และเมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้วประธานรัฐสภาจะบรรจุร่างดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภา ตามข้อเท็จจริงในคดีนี้ หลังจากที่ประธานรัฐสภาบรรจุร่างดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมของรัฐสภาแล้วไม่ปรากฏว่ามีการแก้ไขหลังจากนั้นอีกแต่อย่างใด ทั้งนี้ประธานรัฐสภาได้ส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไปให้สมาชิกรัฐสภาทุกคนและสมาชิกรัฐสภาทุกคนก็ได้ใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นฐานในการพิจารณาลงมติวาระที่ ๑ ขั้นรับหลักการ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงใดที่แสดงให้เห็นว่าสมาชิกรัฐสภาคนใดใช้ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับอื่นนอกจากฉบับที่ประธานรัฐสภาได้ส่งไปให้ในการพิจารณาลงมติ และไม่ปรากฏข้อเท็จจริงอีกเช่นกันว่าสมาชิกรัฐสภาผู้เข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโต้แย้งว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมซึ่งเป็นฐานในการพิจารณานั้นไม่ใช่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ตนร่วมเสนอ กรณีจึงถือไม่ได้ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในส่วนนี้มีความบกพร่อง

- ๕. -

ประเด็นการกำหนดวันในการแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภาภายหลังการรับหลักการในวาระที่ ๑ นั้น เมื่อพิจารณาตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ ได้กาหนดให้สมาชิกรัฐสภาที่เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้สมาชิกผู้นั้นเสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อ ๖ ประธานคณะกรรมาธิการภายในกำหนดเวลาสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะได้กำหนดระยะเวลาในการแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่น

กรณีตามข้อเท็จจริงปรากฏว่าในการประชุมของรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน ๒๕๕๖ ได้มีการลงมติให้ใช้กำหนดเวลาในการเสนอคำแปรญัตติภายใน ๑๕ วันตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ ไม่ได้มีการลงมติให้กาหนดระยะเวลาในการแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่น ดังนั้นระยะเวลาในการเสนอคำแปรญัตติจึงเป็นไปตามที่ข้อบังคับการประชุมได้กาหนดเอาไว้ คือ ภายในสิบห้าวันนับแต่วันถัดจากวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม และสิ้นสุดในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๖ โดยระยะเวลาสิ้นสุดนั้นเป็นไปตามผลของข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ ไม่ได้เกิดจากการใช้อำนาจของประธานรัฐสภาให้มีการนับเวลาย้อนหลังตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยแต่อย่างใด นอกจากนี้สิทธิในการแปรญัตติของสมาชิกรัฐสภานั้นได้เริ่มขึ้นทันทีนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการโดยผลแห่งข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ซึ่งสมาชิกรัฐสภาสามารถที่จะเสนอคำแปรญัตติได้ตลอดเวลาจนถึงระยะเวลาสิ้นสุดในวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๖ เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น ๑๕ วัน ไม่ใช่มีเวลาให้สมาชิกรัฐสภาเสนอคำแปรญัตติเพียง ๑ วันดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้ ทั้งตามข้อเท็จจริงยังปรากฏชัดเจนว่ามีสมาชิกรัฐสภาได้เสนอคำแปรญัตติเป็นจานวน ๒๐๒ คน อันแสดงให้เห็นว่าการนับระยะเวลาดังกล่าวนั้นไม่ได้มีผลกระทบต่อการทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแต่อย่างใด การใช้อำนาจของประธานรัฐสภาและประธานวุฒิสภาจึงเป็นการดำเนินกิจการไปตามข้อบังคับ ซึ่งชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๕ แล้ว

สำหรับการตัดสิทธิผู้ขอแปรญัตติ ผู้สงวนคำแปรญัตติ และผู้สงวนความเห็นในการอภิปรายวาระที่ ๒ เป็นจำนวน ๕๗ คนนั้น เมื่อพิจารณาเนื้อหาคำเสนอแปรญัตติของบรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ถูกตัดสิทธินั้นเห็นได้ชัดเจนว่าขัดต่อหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ ๑ มาแล้ว จึงเป็นการเสนอคำแปรญัตติที่ต้องห้ามตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ วรรค ๓ การไม่ให้สิทธิแก่สมาชิกจานวน ๕๗ คนในกรณีนี้จึงมิใช่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยข้อบังคับและรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด

สมควรกล่าวด้วยว่า เมื่อพิจารณาคาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นนี้ พบว่ามีปัญหาในการหยิบยกข้อเท็จจริงและอ้างข้อกฎหมายอย่างยิ่ง ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่า “การนับระยะเวลาในการแปรญัตติย่อมไม่อาจนับเวลาย้อนหลังได้ แต่ต้องนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป การเริ่มนับระยะเวลาย้อนหลังไปจนทำให้เหลือระยะเวลาขอแปรญัตติเพียง ๑ วัน เป็นการดำเนินที่ขัดต่อข้อบังคับการประชุมและไม่เป็นกลาง จึงไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๕ วรรค ๑ และวรรค ๒ ทั้งขัดต่อหลักนิติธรรมตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรค ๒ ด้วย” โดยศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้อธิบายว่าข้อบังคับการประชุมฯข้อใดที่กำหนดว่าการนับระยะเวลาในการแปรญัตติต้องนับตั้งแต่วันที่ที่ประชุมมีมติเป็นต้นไป ตรงกันข้าม ข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๙๖ วรรคแรก บัญญัติว่า “การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข ๗ เพิ่มเติมขั้นคณะกรรมาธิการ สมาชิกรัฐสภาผู้ใดเห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ให้เสนอคำแปรญัตติล่วงหน้าเป็นหนังสือต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในกำหนดเวลาสิบห้ำวันนับแต่วันถัดจากวันที่รัฐสภารับหลักการแห่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เว้นแต่รัฐสภาจะได้กำหนดระยะเวลาในการแปรญัตติไว้เป็นอย่างอื่น” กรณีนี้ จะเห็นได้ว่ารัฐสภาได้ดำเนินการตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา แต่ศาลรัฐธรรมนูญกลับวินิจฉัยว่าการดำเนินการของรัฐสภาขัดกับข้อบังคับดังกล่าว โดยที่ไม่ปรากฏข้อบังคับข้อใดเลยกำหนดให้นับระยะเวลาตามแบบที่ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวอ้าง คำวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงปราศจากบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่ยกขึ้นอ้างอิง มีผลให้คำวินิจฉัยนี้ขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๖ วรรค ๔ เท่ากับว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ไปตามอำเภอใจ ไม่ได้วินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายดังที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ให้เป็นหน้าที่ของศาลตามมาตรา ๑๙๗ วรรคแรก

- ๖. -

ในประเด็นเรื่องการเสียบบัตรแทนกัน ศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวว่ามติของรัฐสภาในการพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นเป็นมติที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จากกรณีที่มีการสืบพยานของฝ่ายผู้ร้องว่ามีสมาชิกรัฐสภาผู้หนึ่งได้แสดงตนและลงมติในที่ประชุมรัฐสภามากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเป็นการใช้สิทธิลงคะแนนแทนสมาชิกรัฐสภาผู้อื่นที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ดังนั้นจึงเป็นการดำเนินการที่ขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต และขัดต่อหลักการที่ให้สมาชิกคนหนึ่งมีเพียงหนึ่งเสียงในการลงคะแนนตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ สาหรับคำวินิจฉัยในส่วนนี้ สมควรชี้ให้เห็นเป็นข้อสังเกตว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้เป็นฐานในการพิจารณานั้น เป็นข้อเท็จจริงที่ได้มาจากผู้ร้อง และบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดี โดยที่ไม่ได้มีการรับฟังข้อเท็จจริงจากผู้ถูกร้อง ทั้งนี้ เนื่องจากผู้ถูกร้องปฏิเสธอานาจในการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ จึงไม่ได้เข้ามาในกระบวนพิจารณา ดังนั้น ข้อเท็จจริงที่ศาลฟังเป็นยุติดังกล่าวจึงเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ผ่านการโต้แย้ง หรือถูกหักล้างจากผู้ถูกร้อง และอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ อย่างไรก็ตาม แม้ข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้จริง คือ มีการแสดงตนและเสียบบัตรแทนกันโดยสมาชิกรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังคงมีหน้าที่ต้องพิสูจน์ว่าบุคคลที่ไม่อยู่ในที่ประชุมรัฐสภา ณ ขณะนั้นและให้ผู้อื่นลงมติแทนโดยการเสียบบัตรเป็นบุคคลใด และมีจำนวนเท่าใด ซึ่งย่อมทำให้การลงมติเฉพาะในนามของบุคคลนั้นมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญและไม่มีผลทางกฎหมาย ส่วนบุคคลที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าลงมติแทนผู้อื่นก็ย่อมต้องมีความรับผิดเป็นส่วนตัวตามกฎหมายต่อไป อย่างไรก็ดี การกระทำผิดของสมาชิกรัฐสภาเพียงบางคนย่อมไม่สามารถทำลายการแสดงเจตนาลงมติโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญของสมาชิกรัฐสภาคนอื่น ๆ ที่ได้กระทำการไปในนามของผู้แทนปวงชนชาวไทย จนถึงขนาดทำให้กระบวนการลงมติของรัฐสภาในกรณีนี้กลายเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้การกระทำผิดของสมาชิกรัฐสภาจำนวนเพียงเล็กน้อยมีผลเป็นการทำลายการลงมติของสมาชิก ๘ รัฐสภาส่วนใหญ่ที่กระทำการโดยชอบเช่นนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจึงมีผลเป็นการทำลายการปฏิบัติหน้าที่โดยซื่อสัตย์สุจริตของสมาชิกรัฐสภาคนอื่นซึ่งได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๒๒ ลงในที่สุด

- ๗. -

ในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขเรื่องที่มาและคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภามีลักษณะเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น

เห็นว่าในระบอบประชาธิปไตย การออกแบบโครงสร้างสถาบันทางการเมืองตลอดจนองค์กรตามรัฐธรรมนูญย่อมเป็นอำนาจขององค์กรผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ คือ ประชาชน ในแง่นี้ ประชาชนย่อมเป็นผู้แสดงเจตจำนงกำหนดที่มา คุณสมบัติ และลักษณะของสถาบันการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลาย ซึ่งประชาชนอาจใช้อำนาจนั้นโดยตรงผ่านการออกเสียงประชามติ หรือผ่านผู้แทน เช่น สภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจใด ๆ ในการเข้ามาชี้นำหรือกำหนดโครงสร้างของสถาบันการเมืองและองค์กรตามรัฐธรรมนูญ กล่าวโดยเฉพาะกับกรณีนี้ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีหน้าที่ในการกำหนดบังคับไว้ในคำวินิจฉัยว่าประเทศไทยควรมีวุฒิสภาหรือไม่ หรือหากมีวุฒิสภา การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาจะเป็นไปด้วยวิธีการใด

การที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ มีเจตจำนงให้สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งมาจากการสรรหานั้น แม้ขณะนั้น สภาร่างรัฐธรรมนูญจะมีฐานะเป็นองค์กรผู้จัดทารัฐธรรมนูญ แต่การกำหนดให้ที่มาของบุคคลผู้จะได้ชื่อว่า “เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย” มาจากการแต่งตั้งนั้น โดยรากฐานย่อมขัดแย้งกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งถือว่าการเลือกตั้งผู้แทนประชาชนเป็นสาระสาคัญของระบอบประชาธิปไตย แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอ้างว่าการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาโดยวิธีการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลจึงทำให้รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ได้เข้ามาแก้ไขโดยกาหนดให้สมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งมาจากการสรรหา และศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การกำหนดไว้เช่นนี้เป็นเจตนารมณ์สาคัญของรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ ซึ่งส่งผลให้ไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ก็ตาม การกล่าวอ้างเช่นนี้ก็เป็นการกล่าวอ้างที่ไม่มีฐานของบทบัญญัติรัฐธรรมนูญรองรับ เนื่องจากหากผู้ร่างรัฐธรรมนูญประสงค์จะให้วุฒิสภาประกอบไปด้วยสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาจานวนหนึ่งไปตลอดกาล ก็ต้องบัญญัติห้ามมิให้แก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนวิธีการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา แต่เมื่อพิจารณาบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วจะเห็นได้ว่า มาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง ห้ามมิให้มีการเสนอญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเฉพาะกรณีที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐเท่านั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การแก้ไขวิธีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่อาจกระทาได้เนื่องจากเป็นการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอานาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ จึงเป็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญกาหนดข้อห้ามมิให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเองตามอำเภอใจ หากปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญกระทำการในลักษณะเช่นนี้ต่อไปได้ ย่อมส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้มีอำนาจในการตัดสินใจว่าบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเรื่องใดสามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้และบทบัญญัติในเรื่องใดไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้

ถึงแม้ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากจะเห็นว่า ควรคงรูปแบบของวุฒิสภาคงเดิมไว้คือ ให้มีสมาชิกวุฒิสภาส่วนหนึ่งมีที่มาจากการสรรหา ก็เป็นความคิดเห็นและรสนิยมทางการเมืองของตุลาการผู้นั้น ซึ่งอาจโต้แย้งถกเถียงกันได้ แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมจะเอาความคิดเห็นและรสนิยมทางการเมืองของตน เข้าแทนที่บทบัญญัติรัฐธรรมนูญแล้วนำมาวินิจฉัยชี้ขาดคดีไปตามความคิดเห็นและรสนิยมทางการเมืองของตนมิได้ หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องการปกป้องรูปแบบที่เป็นอยู่ของวุฒิสภา ก็ต้องละทิ้งสถานะความเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและไปรณรงค์ร่วมกับฝ่ายเสียงข้างน้อยตามวิถีทางประชาธิปไตย

นอกจากนั้น ที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่ารัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ แก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาโดยห้ามมิให้เป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็เพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาเป็นอิสระจากการเมืองและพรรคการเมือง และเพื่อให้เกิดการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างสมาชิกวุฒิสภาและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อันเป็นข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ การที่สมาชิกรัฐสภาตามคำร้องในคดีนี้แก้ไขคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาโดยตัดลักษณะต้องห้ามดังกล่าวออกไป เป็นการทำให้วุฒิสภากลับกลายไปเป็นสภาญาติพี่น้อง สภาครอบครัว หรือสภาผัวเมีย สูญสิ้นสถานะและศักยภาพแห่งการเป็นสติปัญญาให้แก่สภาผู้แทนราษฎร ทำลายสาระสาคัญของการมีสองสภา เปิดช่องให้ผู้ร่วมกระทำการซึ่งถูกร้องในคดีนี้ได้อำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการที่ไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้นั้น เห็นว่าประเด็นคุณสมบัติของสมาชิกวุฒิสภาหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมิใช่หลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญอันจะแก้ไขมิได้เหมือนกับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐหรือระบอบการปกครองของประเทศซึ่งต้องห้ามตามมาตรา ๒๙๑ (๑) วรรคสอง นอกจากนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่วางอยู่บนเหตุผลข้างต้นก็ไม่อาจยืนยันได้ว่าข้อเท็จจริงจะเป็นเช่นนั้นแน่นอนเสมอไป เพราะวุฒิสภาก็เป็นเช่นเดียวกับสภาผู้แทนราษฎรที่อาจจะมีบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของสมาชิกต่างสภาหรือสภาเดียวกันลงสมัครแข่งขันรับเลือกตั้งในช่วงเวลาเดียวกันหรือไม่ก็ได้ และเมื่อการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ให้แก่ประชาชนชาวไทย การที่ศาลรัฐธรรมนูญอาศัยการให้เหตุผลเช่นนี้มาเป็นฐานในการวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ชอบด้วยมาตรา ๖๘ วรรคหนึ่ง จึงเข้าลักษณะเป็นการใช้จินตนาการเรื่องราวที่อาจเกิดหรือไม่เกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าข้อเท็จจริงแห่งคดี นอกจากนี้ยังเป็นการคาดเดาล่วงหน้าว่าประชาชนจะเลือกบุคคลใดเป็นสมาชิกวุฒิสภาและดูหมิ่นเหยียดหยามประชาชนว่าไม่มีความรู้ความสามารถและวิจารณญาณในการเลือกบุคคลมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา

นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญยังได้วินิจฉัยว่าการที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยกำหนดให้กระบวนการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสภา ๑๐ ผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่จะบัญญัติขึ้นใหม่ เมื่อผ่านการพิจารณาของรัฐสภาแล้ว ให้ดาเนินการประกาศใช้บังคับต่อไปตามขั้นตอนของรัฐธรรมนูญโดยไม่ต้องส่งร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตรวจสอบเสียก่อน เป็นการกระทำที่ขัดกับหลักการถ่วงดุลและคานอำนาจ ทำให้ฝ่ายการเมืองออกกฎหมายได้ตามชอบใจ

เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนนี้เป็นคำวินิจฉัยที่เห็นได้ชัดว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ เนื่องจากการที่รัฐสภาซึ่งทรงอำนาจแก้ไขรัฐธรรมนูญจะใช้อำนาจดังกล่าวกำหนดกฎเกณฑ์ให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภาหรือไม่ อย่างไร ย่อมถือเป็นดุลพินิจของรัฐสภาผู้ทรงอำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ยิ่งไปกว่านั้นการวินิจฉัยในประเด็นนี้ก็เป็นการวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญมีส่วนได้เสียโดยตรงอีกด้วย เพราะเป็นการวินิจฉัยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของตนเอง

- ๘. -

สำหรับประเด็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๑๖ วรรค ๕ ซึ่งกำหนดให้คาวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐนั้น เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นองค์กรตุลาการต้องพิจารณาพิพากษาคดีให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๗ ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะถือได้ว่ามีผลเป็นเด็ดขาดและผูกพันองค์กรอื่นของรัฐนั้น ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ได้ตัดสินไปโดยชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบที่รัฐธรรมนูญกาหนด ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ซึ่งขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือตามอาเภอใจ เมื่อกรณีนี้ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและทำการตัดสินไปโดยที่ไม่มีฐานอำนาจตามรัฐธรรมนูญรองรับ จึงเป็นการใช้อำนาจที่ขัดต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม เป็นการใช้อำนาจซึ่งไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงไม่สามารถอาศัยบทบัญญัติตามมาตราที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อกล่าวอ้างสร้าง “ความศักดิ์สิทธิ์” ให้แก่การใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้

โดยเหตุที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้เป็นคำวินิจฉัยที่ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดแจ้ง เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยคดี คำวินิจฉัยนี้จึงเสียเปล่าและไม่มีผลทางกฎหมายผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นของรัฐแต่อย่างใด

ในส่วนของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้มีการนำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้วเพื่อให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย และในขณะนี้อยู่ในระหว่างการรอลงพระปรมาภิไธยนั้น แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะได้วินิจฉัยโดยปราศจาอำนาจว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนี้มีปัญหาเกี่ยวกับกระบวนการตราและเนื้อหา ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ปรากฏว่าศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยถึงสถานะของร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ด้วยเหตุนี้ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าว และเมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ย่อมใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ ในกรณีที่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและพระราชทานคืนมายังรัฐสภา หรือเมื่อพ้น ๙๐ วันแล้วไม่ได้พระราชทานคืนมา รัฐสภาต้องนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นมาพิจารณาใหม่ ถ้ารัฐสภามีมติยืนยันตามเดิมด้วยคะแนนไม่น้อยกว่า ๒ ใน ๓ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีนาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นขึ้นทูลเกล้าฯถวายอีกครั้งหนึ่ง หากพระมหากษัตริย์ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยพระราชทานคืนมาภายใน ๓๐ วัน ให้นายกรัฐมนตรีนำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้

สมควรกล่าวด้วยว่า แม้คำวินิจฉัยนี้จะไม่มีผลทางกฎหมาย แต่เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้อ่าน “คำวินิจฉัย” ที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ออกสู่สาธารณะแล้ว บรรดากลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ทางการเมืองย่อมฉวยโอกาสนาคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะทั้งฉบับหรือแต่ส่วนหนึ่งส่วนใด ไปใช้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ที่ตนต้องการได้

หากองค์กรของรัฐทั้งหลายยอมรับให้คำวินิจฉัยนี้มีผลในทางกฎหมาย ย่อมส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย การแบ่งแยกอำนาจอย่างมีดุลยภาพ ทำให้รัฐสภาไม่สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนได้ ประการสาคัญ ย่อมมีผลทำให้ศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นผู้มีอำนาจในการอนุญาตว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะทำได้หรือไม่ เพียงใด ซึ่งเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดเด็ดขาดเหนือองค์กรทั้งปวงของรัฐ และประเทศไทยจะกลายเป็น “รัฐตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ในที่สุด

คณะนิติราษฎร์เห็นว่า การกระทำทั้งหลายทั้งปวงของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ นอกจากจะไม่มีผลเป็นการช่วยยุติความขัดแย้งระหว่างเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยในสังคมแล้ว ยังเป็นชนวนก่อให้เกิดวิกฤติในทางรัฐธรรมนูญ อันนามาซึ่งความปั่นป่วนวุ่นวายต่อระบบกฎหมายและสถาบันทางการเมือง จนยากแก่การเยียวยาให้กลับฟื้นคืนดีได้ในอนาคต

คณะนิติราษฎร์ : นิติศาสตร์เพื่อราษฎร
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๖.
------------------------------------------------