--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2554

ศพทหารเซ่นศึกปะทะชายแดนเขมร ถึงบุรีรัมย์แล้ว

ศพของ จ.ส.อ.บุญรัตน์ สุขจิตร์ อายุ 50 ปี ทหารสังกัด ร.23 พัน 4 ค่ายสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกบุรีรัมย์ ที่ปฏิบัติราชการกรมทหารพรานที่ 26 ในเหตุปะทะกันระหว่างกองกำลังทหารไทยกับฝ่ายกัมพูชา ที่บริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 22 เม.ย.ได้กลับถึงภูมิลำเนาที่จ.บุรีรัมย์แล้ว

ทันทีที่ศพมาถึง กองทหารเกียรติยศทำพิธีรับศพอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางความโศกเศร้าอาลัยของครอบครัว ญาติ ผู้บังคับบัญชา และเพื่อนๆ ทหาร ที่มาเฝ้ารอรับศพเป็นจำนวนมาก โดยศพของจ.ส.อ.บุญรัตน์ จะตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดกลางอารามหลวง ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ และจะประกอบพิธีพระราชทานเพลิงในวันที่ 28 เมษายน 2554 ที่จะถึงนี้ ส่วนการปูนบำเหน็จและเลื่อนชั้นยศขึ้นอยู่ที่ทางกองทัพจะพิจารณา

ทางด้านนางศิริชนม์ สุขจิตร์ อายุ 44 ปี ภรรยา จ.ส.อ.บุญรัตน์ กล่าวทั้งน้ำตาว่า เสียใจกับการเสียชีวิตของสามี แต่ก็ภาคภูมิใจที่สามีสละชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และอยากให้ทางราชการช่วยเหลือครอบครัว โดยเฉพาะให้ส่งเสียบุตรชายบุตรสาวทั้ง 2 คนให้เรียนจบในระดับอุดมศึกษา และอยากให้เข้ารับราชการทหารเหมือนพ่อ เนื่องจากขณะนี้ตนขาดที่พึ่ง เพราะได้สูญเสียเสาหลักในครอบครัวไปแล้ว

ที่มา.ข่าวสดออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันเสาร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2554

ทักษิณ.ลั่นรวยมาจากการทำกระดาษให้เป็นเงิน

ทักษิณ ชินวัตรโฟนอินในงานแถลงนโยบายเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย รับถือสัญชาติมอนเตรเนโกร แต่จะไม่สละสัญชาติไทย ลั่นมีความจงรักภักดี และเพื่อไทยได้เป็นแกนนำตั้งรัฐบาลแน่

เช้าวันนี้ (23 เม.ย.) ที่ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี เช้าวันนี้ (23 เม.ย.) มีการประชุมการแถลงนโยบายประกาศความพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง ของพรรคเพื่อไทย ได้มีคณะกรรมการบริหารพรรค ตลอดจนเจ้าหน้าที่พรรคเข้าร่วมประชุม โดยมีการกำหนดคำขวัญหาเสียงของพรรคว่า "ขอคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคนอีกครั้ง" โดยจะชูแนวนโยบายว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ คนเคยทำสนับสนุน”

ในเวลา 11.35 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วีดีโอลิ้งค์ เข้ามาในงานแถลงเปิดตัวนโยบายของพรรค โดย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยจะได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแน่นอน และยืนยันถึงความจงรักภักดี และจะไม่สละสัญชาติไทย

"ผมเป็นคนไทยที่ถูกบังคับให้ถือสัญชาติมอนเตเนโกร แต่จะไม่สละสัญชาติไทย วันนี้ผมจะมาแนะนำนโยบายให้แก่พรรคเพื่อไทย ผมเริ่มจากไม่มีอะไรจนมารวยจากการทำกระดาษให้เป็นเงิน และผมจะทำกระดาษให้เป็นเงินแก่ประชาชน ผมมีฐานะแล้วเข้ามาการเมือง แต่สุดท้ายเขาก็ปล้นทรัพย์ไป ผมเป็นคนกตัญญูขอยืนยันว่านอกจากความจงรักภักดีของทั้ง 2 พระองค์ไม่เคยเปลี่ยนแปลงจากใจผม"

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ในปี 2549 เกิดการรัฐประหาร วันรุ่งขึ้นก็กล่าวหาผมไม่จงรักภักดี นี่คือการเมืองมันดุร้าย ความจงรักภักดีต่อในหลวงเป็นเรื่องอยู่ในใจทุกคนไม่ต้องแสดงออก ความวุ่นวายเกิดขึ้นเพราะหลายคนเอาความจงรักภักดีมาเกี่ยวการเมือง ตนเห็นด้วยกับการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง เสนอให้ออกระเบียบการหาเสียงห้ามนำสถาบันมาเกี่ยวกับการเมือง นั่นคือนายประพันธ์ นัยโกวิทย์ กรรมการ กกต. ผู้จงรักภักดี ตนจะทำหน้าที่ด้วยความจงรักภักดี พระเจ้าอยู่หัวเป็นประมุข ตนถูกฝึกมาว่าคำสั่งของผู้บังคับบัญชาคือพรจากสวรรค์ จึงต้องเชื่อฟัง

พ.ต.ท.ทักษิณ ยังแสดงความมั่นใจว่าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลแน่นอน และจะจัดงานเฉลิมฉลอง 84 พรรษายิ่งใหญ่ ส่วนเรื่องประชาธิปไตย เวลานี้ประเทศไทยรั้งท้ายชาวบ้านเพราะผลสำรวจค่านิยมประชาธิปไตย พบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 52 % แต่ไทยได้อยู่ที่ 32.1%

"ตลอด 5 ปีที่ผ่านมาเราทำลายกันด้วยคำว่าไม่จงรักภักดี ผบ.ทบ.ออกพูดว่าอย่าบีบให้ต้องจับอาวุธ คุณออกมาพูดทำไมไม่มีใครกลัวใคร ผมกลับไปไม่มีใครทำร้ายราชบัลลังก์แน่นอน" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว

ที่มา: เรียบเรียงจากเอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

ทหารเขมรได้ยิงปะทะทหารไทยอีก ฝั่งปราสาทตาเมือนธม

23 เมษา. 2554 10:05 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานด่วน ว่า ทหารเขมรได้ยิงปะทะกับทหารไทยอีก ฝั่งปราสาทตาเมือนธม ตั้งอยู่ในช่องเขาตาเมือน เทือกเขาพนมดงรัก บ้านหนองคันนาสามัคคี หมู่ 8 ต.ตาเมียง อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ เจ้าหน้าที่จึงเร่งอพยพชาวบ้านวุ่น

จ.ส.ต.ธวัชชัย รัตนสงคราม นายก อบต.ตาเมียง เผยว่า มีกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกลงบริเวณทุ่งนาทิศตะวันตกบ้านหนองคันนา เบื้องต้น ไม่มีรายงานบ้านเรือน หรือที่ตั้งหน่วยราชการได้รับความเสียหาย รวมทั้งชาวบ้านทุกคนปลอดภัย ขณะที่ กำลังทหารในพื้นที่ได้เข้าคุ้มกันชาวบ้านบางส่วนที่เดินทางกลับมาดูแลทรัพย์สินตัวเองออกจากเขตพื้นที่สีแดงไปยังศูนย์อพยพโคกกลางแล้ว

ด้าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า การปะทะกันครั้งใหม่เกิดขึ้นบริเวณจุดเดิม คือ พื้นที่ใกล้ปราสาทตาควาย โดยทหารเริ่มโจมตีกันด้วยปืนกลเล็ก ก่อนระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่กัน ทั้งนี้ เชื่อว่าวิถีอาวุธจะไม่มาถึงจุดอพยพ เนื่องจากอยู่นอกรัศมีทำการของอาวุธดังกล่าว ขณะที่ กำลังทหารไทยได้เตรียมพร้อมรับสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา ส่วนสาเหตุการปะทะในครั้งนี้ เป็นปัญหาเดิมที่ฝ่ายกัมพูชาต้องการยั่วยุ ด้วยการยิงเข้ามาในจุดเริ่มต้น ตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา เนื่องจากตามข้อตกลงระหว่างไทย-กัมพูชาทั้ง 2 ประเทศ จะไม่ปรับแต่งพื้นที่ที่ยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งกัมพูชาได้ทำผิดข้อตกลง

ที่มา.เนชั่น
////////////////////////////////////////////////////////////////////

เพื่อไทยแพแตก พลเอกไป-พลตรีมา ?

พรรคใหญ่ หลายก๊ก-หลายมุ้ง ประวัติศาสตร์กำลังซ้ำรอย

คล้ายกับพรรคไทยรักไทย เมื่อคราวฤดูกาลเลือกตั้ง

ที่มีการควบรวมพรรคเล็ก พรรคน้อย กลุ่มก๊วนส.ส.เข้าสังกัด

แต่ยังไม่ทันลงสนาม ก็ถึงคราวแพแตก หัวหน้ามุ้งต้องแยกวง

ซ้ำวนกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่ทั้ง สุพล ฟองงาม เลขาธิการพรรค พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค และพันธมิตรเก่าอย่าง เสนาะ เทียนทอง ต้องพิจารณาวาระ "แยกทาง"

เหตุผลทางการเมือง ไม่มีนักการเมืองขาใหญ่คนไหนบอกชัด แต่ทางไปของ "ก๊กบิ๊กจิ๋ว" มีเพียง 3 ทาง

ทางแรก ไปรวมกับเสนาะ ที่พรรคประชาราช

ทางที่สอง ไปร่วมสังกัดกับ บรรหาร ศิลปอาชา ที่พรรคชาติไทยพัฒนา

ทางที่สาม โก่งราคา ค่างวด แล้วอยู่ต่อร่วมทางเดินเดิมกับเพื่อไทย ในสนามเลือกตั้ง

ทั้งนี้ปรากฏการณ์เขย่าพรรค มีมา ตั้งแต่ต้นปี ด้วยเหตุการณ์ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ทำทีทำท่าจะลาออกไปตั้งพรรคใหม่ แต่ประกาศกลับใจในค่ำคืนถัดมากลางงานสมรสของลูกชาย

ตามมาด้วยปฏิกิริยาส่ออาการราคาตก ของอดีตดาวสภา เมื่อพรรคและ "ทักษิณ" เฉยเมยไม่แสดงอาการทัดทาน ต่อการลาออกจาก ส.ส. แต่ขอไปปราศรัยช่วยหาเสียง

สลับกับบรรยากาศขาขึ้นให้ชื่นมื่นก่อนสงกรานต์ เมื่อพรรคเสื้อแดงแห่ขบวนพี่น้องตระกูลชินวัตร ไปจัดตั้งเวทีวีดีโอลิงค์ อวยพรวันเกิด "ป๋าเหนาะ" จาก "นายใหญ่" ถึงบ้านพักในสนามกอล์ฟอัลไพน์ ขอให้เข้าร่วมงานพรรค รองรับอนาคตเลือกตั้งครั้งที่กำลังจะมาถึง

ยังไม่ทันเห็นวันยุบสภา เหตุผลการเมืองก็ปรากฏ เมื่อ "บิ๊กจิ๋ว" ส่งสัญญาณ ไม่พอใจคำปราศรัยของ จตุพร ที่พาดพิงสถาบัน ทั้งที่ พล.อ.ชวลิต เองมักปราศรัยทุกเวทีด้วยประเด็นเนื้อหาเหตุการณ์ 2475 เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครอง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำ นปช. เป้าที่ถูกปล่อยข่าวโจมตี มองว่า พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ใหญ่พอ ไม่ใช่คนฟังไม่ได้ศัพท์แล้วจับมากระเดียด เมื่อฟังเสียงตนเองปราศรัยครบถ้วนแล้ว ก็คงรู้ว่าตนตำหนิคนที่สั่งทหารสลายการชุมนุม ถ้าทำผิดจริง จะไม่อยู่เป็นภาระของเพื่อนและของพรรคเพื่อไทย

จตุพร เชื่อว่า พล.อ.ชวลิต เป็นผู้ใหญ่เป็นลูกผู้ชายพอ ท่านก็เคยโดนคดีอย่างนี้ ตนไม่เชื่อว่าพล.อ.ชวลิต จะ ลาออกด้วยเหตุคำปราศรัยของตน

แต่ความเชื่อของ "จตุพร" ก็ไม่เป็นจริง แต่การลาออก-ลาจากของ "บิ๊กจิ๋ว" มีน้ำหนักมากขึ้น ด้วยการ "ลาประชุม" คณะกรรมการยุทธศาสตร์ของพรรค และยกเลิกการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรค ทำให้เกิดความสั่นคลอนภายในพรรค

พร้อม ๆ กับช่วงเวลาที่มีรายชื่อ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี จากพรรคเพื่อไทยปรากฏขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นคนในบ้าน อย่าง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร -มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ก็ยังมีชื่อคนไกล อยู่นอกพรรค ให้เป็นที่ระแวงของคนในไปอีกทาง โดยเฉพาะชื่อ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ที่แม้จะไม่ได้เข้ามาเป็นสมาชิกพรรค แต่ติดป้ายยี่ห้อแผนปรองดองเป็นเครื่องหมายการค้า

ขณะที่พรรคปั่นป่วนแพแตก-ไร้หัว- ไร้ทิศทาง หัวหน้าพรรค "ในนาม" ยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ ทำได้เพียงอ่านแถลงการณ์ ยืนยันพรรคเพื่อไทยยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขไม่เห็นด้วยกับการจาบจ้วงสถาบัน หรือการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ...

บนสถานการณ์อึมครึม ที่พรรคอันเป็นที่รวมกลุ่มมุ้งหลากหลาย ต้องตกอยู่ในที่นั่งลำบากเมื่อเดินร่วมกับแนวทางของ นปช.

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คำพูดนายกฯ กับเท้าทหาร..

โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน

(ที่มา คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12 หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน)

ปกติเราไม่ควรเอาข่าวลือมาเป็นเรื่องจริงจัง ไม่ควรหยิบคำเล่าลือมาขยายให้ความสำคัญ แต่บรรยากาศความปั่นป่วนด้วยข่าวลือตลอดวันที่ 21 เมษายนนั้น ต้องขอเอามาพูดอย่างจริงจังเสียหน่อย

เพราะการลือระดับเขย่าบ้านเขย่าเมืองหลายริคเตอร์

ลือกันว่ามีปฏิวัติ อลหม่านไปทั่วประเทศ
เริ่มจากบรรยากาศทหารตบเท้า แล้วตามด้วยจอทีวีมืดไป 2 ชั่วโมงเพราะดาวเทียมขัดข้อง

ในสำนักงานหนังสือพิมพ์รับโทรศัพท์ชาวบ้านแทบสายไหม้ ส่วนใหญ่โทร.จากต่างจังหวัดด้วย

สะท้อนให้เห็นอะไร สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนคนไทยตกอยู่ในความหวาดผวา

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากปัญหา ท่าทีที่ขึงขังจริงจังของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำเสื้อแดง ที่มีกรณีหมิ่นสถาบันเป็นชนวนเหตุ

แล้วหลังจากนั้น นายทหารใหญ่พากันออกมาขานรับ ผบ.ทบ.กันสะพรึบ

ตามด้วยประเพณีตบเท้าตามกรมกองต่างๆ เพื่อแสดงท่าทีสนับสนุน ผบ.ทบ.

พอเริ่มตบหลายหน่วย พร้อมกับการเริ่มพูดจาของผู้การผู้พันอันดุดัน ลักษณะพร้อมจะทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา

แบบนี้บรรดาประชาชนเจ้าของเงินภาษีอากรจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แต่ไม่มีสิทธิครอบครองอาวุธเหล่านั้น ก็ย่อมอยู่ในอาการหวั่นไหวเป็นธรรมดา

ด้วยการตบเท้าที่มีปริมาณเกินพอดี การพูดจาที่ทำให้สถานการณ์เขม็งเกลียวเกินไปทำให้เริ่มเกินเลยไปจากการแสดงจุดยืนปกป้องสถาบัน

แน่นอนว่าภาระหน้าที่หลักของกองทัพคือการปกป้องสถาบันสูงสุดของคนไทยทั้งชาติ

เมื่อมีการพาดพิงเบื้องสูงอันทำให้ทหารรู้สึกว่าไม่เหมาะสมก็สามารถแสดงท่าทีได้

แต่ถ้าการตบเท้านั้น ไม่อยู่เพียงแค่ขอบเขตป้องสถาบัน กลายเป็นตบเท้าแสดงพลัง แล้วยังบอกว่า ผบ.ทบ.สั่งอะไรก็ได้ พร้อมจะปฏิบัติทันทีภายในไม่กี่ชั่วโมง

แบบนี้การเคลื่อนไหวของทหารจะเริ่มถูกโยงไปยังสถานการณ์การเมือง

สถานการณ์ที่มีการมองกันมาตลอดว่า โอกาสเลือกตั้งยังไม่แน่นอน เพราะกลุ่มอำนาจบางกลุ่มหวั่นเกรงว่าพรรคการเมืองอีกขั้วจะเป็นฝ่ายชนะ

ก่อนหน้านี้ ผบ.สูงสุดถึงกับต้องนำ ผบ.ทุกเหล่ามายืนแถลงไม่มีการปฏิวัติ ไม่สนับสนุนนายกฯมาตรา 7 ในการเลือกตั้งก็จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ให้การเมืองว่ากันเอง

แต่การตบเท้าในขณะนี้ ทำให้ชาวบ้านลืมคำแถลงเดิมจากที่มองว่าทหารทำได้เพื่อปกป้องสถาบันสำคัญของคนไทย แต่ตอนนี้เริ่มรู้สึกว่าไปเกี่ยวกับจะเลือกตั้งไม่เลือกตั้งไหม

รัฐบาลอภิสิทธิ์ซึ่งแสดงท่าทีให้ประเทศเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง กำหนดวันยุบสภาต้นเดือนพฤษภาคม เลือกตั้งปลายมิถุนายน ได้รัฐบาลใหม่สิงหาคม

ต้องถามว่าแล้วรู้สึกอย่างไรกับบรรยากาศในบ้านเมืองวันนี้ ที่มีคนทั้งประเทศผวาพร้อมกันอย่างไม่นัดหมาย

นโยบายจะให้มีเลือกตั้ง คืนอำนาจให้ประชาชนของนายกฯอภิสิทธิ์

ทำไมจึงไม่หนักแน่นเท่าเสียงตบเท้าของทหาร

คำพูดของนายกฯกับเสียงเท้าของทหาร ใครดังกว่ากัน


////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

ไปสู่... รัฐไทยใหม่ รัฐประชาธิปไตย

ขบวนประชาธิปไตยที่ก่อตัวมาตั้งแต่กลางปี 2549 ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน ได้ขยายตัวเติบใหญ่ จนปัจจุบัน กลายเป็นขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงที่มีจำนวนนับล้านคนทั่วประเทศ ได้ผ่านบทเรียนการต่อสู้อันยากลำบาก กระทั่งต้องสูญเสียอย่างสาหัสในการเคลื่อนไหวเมษายน-พฤษภาคม 2553 ประสบการณ์อันนองเลือดและเจ็บปวดทำให้ขบวนประชาธิปไตยยกระดับขึ้นสู่ขั้นตอนใหม่ เกิดการถกเถียงอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง ค่อย ๆ ตกผลึกทางความคิด ชัดเจนถึงเป้าหมายและยุทธศาสตร์ของขบวนว่า จะเดินต่อไปอย่างไรเพื่อไปบรรลุประชาธิปไตยที่แท้จริง

1. เป้าหมายคือ “รัฐประชาธิปไตย”บทเรียนที่ผ่านมา ทำให้รู้ชัดว่า ประเทศไทยยังคงล้าหลังในทางเศรษฐกิจและการเมือง ประชาชนส่วนข้างมากของสังคมยังยากจน มิใช่เพราะโง่หรือ “ขี้เกียจ” แต่เป็นเพราะขาดโอกาสในการศึกษา บริการทางการแพทย์ อาชีพ และแหล่งเงินทุน อันเนื่องมาจากระบอบการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หากแต่มีเนื้อในที่เป็นระบอบเผด็จการจารีตนิยมที่รวมศูนย์อำนาจและโภคทรัพย์ไปยังผู้ปกครองจำนวนหนึ่ง มีเปลือกนอกที่สลับกันเป็นช่วง ๆ ระหว่างเผด็จการทหารที่เปิดเผย กับระบอบรัฐสภาและรัฐบาลเลือกตั้งที่อ่อนแอ ระบอบนี้มีรัฐประหารและตุลาการเป็นเครื่องมือสำคัญ เคลือบคลุมด้วยการครอบงำทางความคิดของลัทธิเทวสิทธิ์
หนทางที่จะให้ประเทศไทยบรรลุความเจริญก้าวหน้า เศรษฐกิจรุ่งเรือง ประชาชนมั่งคั่งก็คือ ต้องทำให้การเมืองเป็นประชาธิปไตย ไปบรรลุเป้าหมายที่ สร้างระบอบประชาธิปไตยที่ปวงประชามหาชนชาวไทยเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยอย่างแท้จริง
ที่ผ่านมา ขบวนประชาธิปไตยได้มีคำขวัญว่า สร้าง “รัฐไทยใหม่” ซึ่งในเบื้องต้นหมายถึง “รัฐไทยที่ทุกคนเท่าเทียมกัน มีความยุติธรรมและไม่เป็นสองมาตรฐาน” สะท้อนถึงความเรียกร้องต้องการของคนเสื้อแดงที่เจ็บแค้นจากความอยุติธรรมและการเลือกปฏิบัติที่ได้รับจากผู้ปกครองตลอดหลายปีมานี้

รัฐไทยใหม่ที่ว่านี้ในทางรูปธรรมคืออะไร? คำตอบคือ เป็นรัฐไทยที่มีระบอบการเมืองการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจทุนนิยมเสรีและทันสมัย ดังที่มีอยู่แล้วในบรรดาประเทศอารยะ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ยุโรปเหนือและสแกนดิเนเวีย ออสเตรเลีย สเปน ฝรั่งเศส คานาดา สหรัฐอเมริกา เป็นต้น นัยหนึ่ง รัฐไทยใหม่ก็คือรัฐประชาธิปไตยเสรีนิยม นั่นเอง

การไปบรรลุเป้าหมายดังกล่าวจำต้องมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจ เพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคทางการเมืองแก่ประชาชน และมีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสังคมไปยังประชาชนอย่างถ้วนหน้า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไม่เคยมีมาก่อน การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในวันนี้จึงมี “ลักษณะปฏิวัติสังคม” นัยหนึ่ง ขบวนประชาธิปไตยจะต้องเดินแนวทาง “ปฏิวัติประชาธิปไตยเสรีนิยม”
รัฐไทยใหม่ที่เป็นรัฐประชาธิปไตยนั้น มีลักษณะพื้นฐานสามประการคือ

        1. ความเห็นชอบจากประชาชน ผู้ที่เข้าสู่อำนาจการเมืองต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเจ้าของอำนาจอธิปไตย และการใช้อำนาจนั้นในการปกครองบ้านเมืองต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชน ในทางรูปธรรมคือ อำนาจอธิปไตยทั้งสาม ได้แก่ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ต้องมาจากการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนผ่านระบบเลือกตั้งตัวแทนที่เสมอภาคและยุติธรรม

        2. สิทธิพื้นฐานสามประการของประชาชน รัฐที่มาจากความเห็นชอบของประชาชนมีหน้าที่สำคัญในเบื้องต้นคือ ให้การปก
ป้องคุ้มครองสิทธิมนุษย์ขั้นพื้นฐานสามประการของปัจเจกชน ได้แก่
         · สิทธิในชีวิตและร่างกายที่ไม่อาจละเมิดโดยผู้อื่นและโดยรัฐ
         · สิทธิในการพูด แสดงความคิดเห็น และจัดตั้งสมาคมหรือพรรคการเมือง ที่เจตนาสุจริตและไม่ถูกจำกัดโดยรัฐ
         · สิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคล ที่จะแสวงหาโอกาส ประกอบอาชีพ ทำธุรกรรม สะสมและสืบทอดแก่ทายาท

        3. การจำแนกและตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจอธิปไตยทั้งสาม เพื่อจำกัดการใช้อำนาจรัฐมิให้เป็นอันตรายต่อสิทธิ
เสรีภาพของปัจเจกบุคคล เพื่อป้องกันการรวมศูนย์อำนาจการเมืองที่อาจเป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตย
อุปสรรคขัดขวางประชาธิปไตยที่สำคัญที่สุดในเศรษฐกิจการเมืองไทยปัจจุบันคือ ระบอบเผด็จการจารีตนิยม ซึ่งหลายสิบปีมานี้ ได้ตั้งหน้าบ่อนทำลายการเติบโตของหน่ออ่อนประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า และลงเอยเป็นการใช้กำลังปราบปรามประชาชนหรือรัฐประหารทุกครั้ง หนทางไปสู่เป้าหมายของขบวนประชาธิปไตยจึงต้องเป็นการ “ขจัดระบอบเผด็จการจารีตนิยม” ลิดรอนและขจัดอำนาจเผด็จการทางการเมืองทั้งที่แฝงเร้นและเปิดเผย ทำการ “ปฏิวัติประชาธิปไตย” ให้อำนาจอธิปไตยมาอยู่ในมือของปวงประชามหาชนชาวไทยอย่างแท้จริง โดยหลังจากการเปลี่ยนผ่านอำนาจในทางปฏิบัติแล้ว ต้องทำให้เป็นรูปแบบระบอบการเมืองที่ยั่งยืนและชอบธรรมด้วยการปฏิรูปรัฐธรรมนูญตามหลักการประชาธิปไตยข้างต้นให้สมบูรณ์

2. ยุทธศาสตร์ “เผยแพร่ความจริง ขยายปริมาณ สร้างคุณภาพ”การปกครองของกลุ่มเผด็จการทั้งหลายประกอบด้วยอำนาจสองด้านคือ อำนาจทางวัตถุ กับอำนาจทางความคิด อำนาจทางวัตถุคือการใช้กำลังรุนแรงของอำนาจรัฐข่มขู่ จับกุมคุมขัง กระทั่งเข่นฆ่าผู้ที่ต่อต้าน เครื่องมือนี้ประกอบด้วยกลไกตำรวจ ศาล คุกตะราง และกองทัพ ส่วนอำนาจทางความคิดคือการครอบงำทางความเชื่อและอุดมการณ์ ใช้ข้ออ้างทางศีลธรรมคุณความดี ความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์มาสร้างความชอบธรรมของตนในจิตใจประชาชน นัยหนึ่ง อำนาจทางวัตถุเป็นการปกครองทางร่างกาย อำนาจทางความคิดเป็นการปกครองทางจิตใจ

การปกครองเผด็จการทั่วโลกที่อยู่ได้ต่อเนื่องยาวนานนั้น ต้องอาศัยการครอบงำทางความคิดจิตใจเป็นด้านหลัก ใช้กลไกการโฆษณาชวนเชื่อทั้งทางตรงและทางอ้อมในภาครัฐ การศึกษา ศาสนา และสื่อมวลชนกระแสหลัก เพื่อเคลือบคลุมให้ระบอบปกครองมีภาพของความดีงามสูงส่ง มีความถูกต้องชอบธรรม เพื่อสร้าง “ความยินยอมพร้อมใจ” ในหมู่ประชาชน จากนั้นจึงเสริมด้วยการใช้อำนาจทางวัตถุ คือกลไกอำนาจรัฐ ทหาร ตำรวจ ศาล คุกตะราง เจาะจงปราบปรามบุคคลเฉพาะรายที่ไม่สวามิภักดิ์

การล่มสลายของระบอบเผด็จการทั้งหลายจึงเริ่มจากการเสื่อมของอำนาจครอบงำทางความคิด เมื่อผู้ปกครองค่อย ๆ สูญเสียการควบคุมทางความคิด จิตใจและอุดมการณ์ในหมู่มวลชน พวกเขาก็จะสูญเสียสถานะความเป็นผู้ปกครองอันชอบธรรมในสายตาประชาชนไปด้วย ยิ่งผู้ปกครองสูญเสียพลังครอบงำทางความคิดในหมู่ประชาชนไปมากเท่าใด พวกเขาก็จำต้องหันมาใช้อาวุธทางอำนาจรัฐที่เพิ่มระดับความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น จากข่มขู่คุกคาม เป็นจับกุมคุมขัง เป็นการเข่นฆ่าอย่างเปิดเผย ซึ่งกลับยิ่งเป็นการเผยโฉมหน้าอัปลักษณ์ของตนออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ การปกครองใดที่ต้องใช้อำนาจและกำลังรุนแรงในการกดขี่ประชาชนเป็นด้านหลัก การปกครองนั้นก็ไม่อาจอยู่ได้นาน เมื่อฝ่ายประชาชนสามารถรวมตัวจัดตั้ง ต่อสู้ต่อต้าน ก็จะนำไปสู่การล่มสลายของเผด็จการในที่สุด

นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 พวกเผด็จการจารีตนิยมของไทยได้สูญเสียฐานะครอบงำทางความคิดจิตใจในหมู่ประชาชนไปอย่างรวดเร็ว และจำต้องหันมาใช้กลไกอำนาจรัฐที่เป็นความรุนแรงอย่างเปิดเผยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึงการฆ่าหมู่ประชาชนเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 การต่อสู้ให้ได้ชัยชนะของประชาธิปไตยนั้นต้องเปลี่ยนดุลกำลังอำนาจรัฐจากปัจจุบันที่ฝ่ายเผด็จการเป็นหลัก ให้ฝ่ายประชาธิปไตยมาเป็นด้านหลัก แต่การเปลี่ยนดุลกำลังดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ ต้องเปลี่ยนดุลกำลังอำนาจทางความคิดก่อน นั่นคือ ฝ่ายประชาธิปไตยต้องชนะศึกทางความคิด ให้ประชาชนส่วนข้างมากของสังคม “รู้ความจริง” อันเป็นเนื้อแท้ภายใต้หน้ากากนักบุญของพวกเผด็จการ กระทั่งในวันหนึ่ง เมื่อ “ความจริง” ทั้งหมดได้ไปสู่ประชาชนเป็นจำนวนส่วนข้างมากพอแล้ว ความชอบธรรมของระบอบปกครองเผด็จการก็จะสิ้นสุดลง

ฉะนั้น หนทางไปสู่ชัยชนะของฝ่ายประชาธิปไตยคือ การเคลื่อนไหวรณรงค์เผยแพร่ทางความคิด ให้ประชาชนจำนวนมากได้ “รู้ความจริง” ถึงเนื้อแท้ของการปกครองเผด็จการ ให้ผู้คนจำนวนมากขึ้น ๆ มีจุดยืนหันมาสู่ประชาธิปไตย ปฏิเสธการปกครองเผด็จการจารีตนิยม ทั้งยกระดับคุณภาพด้วยการรวมตัวจัดตั้งและเคลื่อนไหวตามสภาพการณ์ เมื่อปริมาณและคุณภาพของประชาชนที่ “รู้ความจริง” มีมากขึ้นถึงจุดที่เปลี่ยนดุลกำลังทางความคิดได้ การเปลี่ยนผ่านดุลกำลังในอำนาจรัฐก็จะเกิดขึ้นในรูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขเฉพาะในขณะนั้น

ยุทธศาสตร์การเอาชนะเผด็จการในขั้นตอนปัจจุบันจึงเป็นการ “เผยแพร่ความจริง ขยายปริมาณ สร้างคุณภาพ”

////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ปะทะไทย-กัมพูชา การค้าชายแดนยังคงปกติ

นายอิสิวุฒิ ตั้งเกียรติ นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดนและการท่องเที่ยวไทย-กัมพูชา จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า เหตุไทยและกัมพูชาปะทะกันที่ชายแดนด้าน จ.สุรินทร์ ไม่ได้ส่งผลกระทบมาถึงภาคการค้าด้านชายแดนด้านนี้แต่อย่างใด โดยการค้ายังคงดำเนินไปตามปรกติ รวมทั้งการเดินทางเข้า-ออก ของชาวไทยและชาวกัมพูชาที่ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การปะทะกัน ส่งผลให้ชาวกัมพูชาที่ทำการค้า บริเวณตะเข็บชายแดนด้าน จ.จันทบุรี ตลอดจนชาวกัมพูชาที่อยู่ติดกับ จ.จันทบุรี ทั้ง จ.พระตะบอง และกรุงไพลิน ต่างวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้กว้างขวาง โดยส่วนใหญ่ต่างหวั่นผลกระทบที่จะตามมา ที่จะมีผลต่อการค้าต่อกันทางด้านการค้า การประกอบอาชีพต่างๆ ของชาวกัมพูชา ที่ทำมาหากินอยู่ตามตะเข็บชายแดนด้าน จ.จันทบุรี เพราะเกรงว่าจะมีการปิดพรมแดน ซึ่งจะส่งผลกระทบทั้งต่อชาวไทยและชาวกัมพูชาเอง

" เหตุการณ์การปะทะกันด้านชายแดน จ.สุรินทร์ ไม่ใช่ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อการค้า การเข้าออกของชาวไทย ชาวกัมพูชา ที่เดินทางผ่านทางด้านชายแดน จ.จันทบุรี ในขณะนี้ แต่ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นทางด้านการค้า ณ บริเวณชายแดน จ.จันทบุรี ในตลอดช่วงกว่า 10 วันมานี้ก็คือ ผู้ประกอบการค้าชาวกัมพูชา ต่างลดการสั่งซื้อสินค้าบริโภคและอุปโภคไทยลงกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ โดยมีสาเหตุมาจากสินค้าไทยมีราคาแพงขึ้น " นายกสมาคมผู้ประกอบการค้าชายแดนฯ กล่าว

ที่มา.เนชั่น
////////////////////////////////////////////////////////////////

ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชายุติแล้ว จนท.ตาย1เจ็บ5

จากทวิตเตอร์ policespokesman ทวีตข้อความว่า การปะทะชายแดนไทย-เขมรใกล้ปราสาทตาควาย,ตาเมือน สถานการณ์การปะทะยุติแล้ว จนท.ตาย1เจ็บ5ประชาชนปลอดภัยทรัพย์สินเสียหายอยู่ระหว่างตรวจสอบ

สำหรับรายชื่อทหารบาดเจ็บ-ตายจากการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชารวม6นายนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุโดนสะเก็ดระเบิด ถูกนำตัวส่ง รพ.ศูนย์สุรินทร์

1.จ.ส.อ.ธนเศรษฐ สาคร (ยังไม่ทราบสังกัด)
2.ส.อ.กิตติเดช ทองศรี (ยังไม่ทราบสังกัด)
3.ทหารพรานศุภชัย ฤทธิ์แสง (ยังไม่ทราบสังกัด)
4.ทหารพรานอดิเรก แซ่อึ้ง (ยังไม่ทราบสังกัด)
5.ทหารพรานทองเลื่อน ศรีสุข (ยังไม่ทราบสังกัด)
6.ทหารพรานบุญฤทธิ์ บัวงาม สังกัด ร้อยทหารพราน 2606 เบื้องต้นมีรายงานว่าเสียชีวิตแล้ว

///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คืบหน้าทหารไทย-กัมพูชาปะทะเดือด ทหารไทยตายแล้ว1เจ็บ6

เกิดเหตุทหารไทยปะทะกับทหารกัมพูชา บริเวณปราสาทตาควาย ต.บักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ส่งผลให้มีทหารได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่งกระสุนปืนใหญ่ตกเข้าในหมู่บ้าน ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายในเบื้องต้น 3 หลัง ชาวบ้าน 20 หมู่บ้านใน ต.บักได ต้องเร่งอพยพออกจากบ้านกันอย่างอลหม่าน

นายวินันท์ สุขประสบ กำนันตำบลบักได อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ กล่าวว่า สถานการณ์ขณะนี้ได้อพยพลูกบ้าน 20 หมู่บ้าน เกือบหมื่นคนออกจากหมู่บ้านมาร่วมกัน 3 จุด ประกอบด้วย ที่โรงเรียนพนมดงรักวิทยา ต.จีกแดก ที่บ้านโคกกลาง และที่นิคมสร้างตนเอง อ.ปราสารท ซึ่งเป็นจุดอพยพตามแผนที่ทางภาครัฐได้เตรียมการไว้หากเกิดภัยสงคราม

“ขณะนี้ชาวบ้านหลายคนอยู่ในอาการหวาดวิตกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะเสียงปืนเล็ก และปืนใหญ่ยิงเข้าใส่หมู่บ้านในฝั่งไทยอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนแตกตื่นวิ่งหลบหนีกันอลหมาน จนเกิดความวุ่นวาย” นายวินันท์ กล่าว

ในเบื้องต้นได้มีการประสานไปยังที่ว่าการอำเภอพนมดงรัก และสภ.พนมดงรัก เจ้าหน้าที่ อพปร. เข้ามาช่วยเหลือในการอพยพประชาชนออกจากพื้นที่ โดยขณะนี้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมากเนื่องจากเหตุเกิดในช่วงเช้า ทำให้หลายคนยังไม่ได้ทานอาหาร จึงอยากวิงวอนทางภาครัฐเร่งช่วยเหลือในเรื่องอาหาร น้ำดื่ม และสุขาเคลื่อนที่ โดยด่วน

แหล่งข่าวรายงานว่ามีกระสุนปืนใหญ่จากเขมรยิงเข้ามาบริเวณบ้านไทยสันติสุข ต.บักได โดยทหารเขมรได้ยิงปืนมาจากตีนเขา โดยทหารเขมรนำกำลังรับจากกองพลน้อย 42 กองพลทหารภูมิภาคที่ 4 ประเทศกัมพูชา ที่มี พล.ท.เจียมอน ผบ.กองพลภูมิภาคที่ 4 ซึ่งเป็นผู้ที่รับผิดชอบพื้นที่ จ.พระวิหาร-จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา และเป็นผู้บัญชาการ โดยตั้งกำลังห่างจากชายแดนไทย 6 กม. อยู่บริเวณ บ้านกู่ ต.บันเตีย อ.สำโรง จ.อุดรมีชัย ประเทศกัมพูชา โดยมีอาวุธหนักทั้งปืนใหญ่ รถถัง อาวุธขนาดกลาง มีปืน ค. ปืนอาร์พีจี 7 จำนวนมาก

สำหรับกองกำลังทหารเขมรได้แยกกันอยู่ 2 จุดคือ ปราสาทตาเมือนควาย 1 จุด จำนวน 500 นาย และตาเมือนธม 1 จุด อีก 500 นาย ซึ่งแต่ละจุดมีรถถังจุดละ 5 คัน โดยกองกำลังเขมรที่อยู่ชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ได้รับการสนับสนุนกองกำลังทหารบก บันเตียเมียนเจย จำนวน 1 กองพัน โดยมีอาวุธหนักปืนใหญ่ประมาณ 3 กระบอก รถถัง 5 คัน ซึ่งเป็นกองกำลังที่เดินทางมาจากชายแดนเขาพระวิหาร เข้ามาสมทบกองพลน้อย 42

ความคืบหน้าล่าสุด ผลจากการปะทะ เป็นเหตุให้ทหารพรานเสียชีวิต 1นาย ทราบชื่อ บุญชิด บัวงาม สังกัดร้อยทหารพราน2606 จากจุดปะทะปราสาทตาควาย และมีทหารได้รับบาดเจ็บ 6 นาย มี 3 นายเจ็บหนักเพราะสะเก็ดระเบิด

ที่มา.เนชั่น
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ตท.10"เพื่อไทย"จวกทหารตบเท้าป้องผบ.ทบ.

พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะเตรียมทหารรุ่น 10 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายทหารผนึกกำลังกันออกมาปกป้องสถาบันเบื้องสูงว่า เป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้คิดเรื่องนี้ ทหารออกมาทำเช่นนี้อยากถามว่าออกมาปกป้องพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ใช่หรือไม่ เหมือนเป็นการออกมาขู่ประชาชนมากกว่า ใครหมิ่นสถาบันหรือไม่นั้นเป็นเรื่องของศาลที่จะตัดสินว่าใครผิดหรือใครถูก แต่เรื่องนี้เป็นการพูดของคนเพียงคนเดียวบนเวทีชุมนุม ดังนั้นหากจะเอาผิดก็ต้องเอาผิดที่คนเพียงคนเดียวไม่ใช่พรรค เพราะพรรคไม่ได้เข้าไปรู้เรื่องอะไรด้วย และตนยืนยันว่าจะไม่ลาออกตามพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานพรรคเพื่อไทย อย่างแน่นอน

ด้านพล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะจปร. 7 กล่าวว่า ยืนยันว่าตนจะไม่ลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยตามพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตประธานพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะตนเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย ดังนั้นเวลาที่พรรคเกิดปัญหาขึ้นตนก็พร้อมที่จะยืนหยัดร่วมแก้ไขปัญหากับพรรคต่อไป และตนจะเดินทางไปร่วมงานเปิดตัวนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทยในวันที่ 23 เม.ย.ที่ศูนย์ประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตด้วย

ขณะที่พล.ท.พิรัช สวามิวัศน์ คนสนิทพล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ยืนยันว่านายทหารในพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ไม่คิดที่จะลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยอย่างแน่นอน เพราะนายทหารเหล่านี้เป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 กับพ.ต.ท.ทักษิณ ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะลาออกจากพรรค ส่วนกรณีที่พล.อ.ชวลิตตัดสินใจลาออกนั้น เป็นเหตุผลส่วนตัว แต่เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบให้นายทหารคนอื่นๆ ลาออกตามอย่างแน่นอน

ที่มา.เนชั่น
////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ไทย-เขมร ปะทะเดือดปราสาทตาควาย

ไทย-เขมร ปะทะเดือดอีก ที่ปราสาทตาควาย ยิงกันไม่หยุด ยังไม่ทราบความเสียหาย

ผู้สื่อข่าวประจำจังหวัด สุรินทร์ได้รายงานว่า เมื่อช่วงเวลา 06.00 น.ได้เกิดการประทะกันอย่างหนัก ระหว่าง ทหารไทยกับทหารกัมพูชา ที่ปราสาทตาเมือน ปราสาทตาควาย บ้านไทยสันติสุข อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองร้อยทหารพรานที่ 23 โดยมีการระดมยิงใส่กันด้วยอาวุธหนัก อย่างต่อเนื่อง และถึงขณะนี้ก็ยังมีการยิงกันอยู่

รายงานจากพื้นที่เบื้องต้นระบุ กระสุนปืนใหญ่ของกัมพูชาตกลงในหมู่บ้าน จึงได้มีการอพยพชาวบ้านไทยสันติสุข ต.บักได อ.พนมดงรัก ไปยังบ้านตาลวก ต.บักได ขณะที่ชาวบ้านรายงานว่า เห็นทหารไทยบาดเจ็บ 3-4 นาย มีรายงานจากพื้นที่ด้วยว่า บริเวณช่องกร่าง ใกล้บ้านบุอำเปาว์ บ้านรุน บ้านหัวอ่าง ต.บักได ห่างจากชายแดนระหว่าง 8-12 กิโลเมตร ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังมาก และมีเสียงปืนยิงตอบโต้กันจำนวนนับพันนัด จนถึงเวลาเกือบ 8 นาฬิกา การยิงโต้ตอบกันยังดำเนินต่อไป


//////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2554

คมปาก. ปลอดประสพ เฉือนปาก เทพเทือก

นับนิ้วเช้าเย็น-ปชป.ได้200ที่นั่ง
“เพื่อไทย”เกทับ! การันตี 265 อั๊พ!

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์สนั่นเมือง กับการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ตัดสินใจลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย ว่าเบื้องหลังจริงๆแล้ว อะไรคือเหตุผลที่แท้จริง
แต่ที่น่าตลกก็คือ คนบางคนไม่รู้จัก ไม่ได้คุ้นเคย หรือว่าใกล้ชิดกับ พล.อ.ชวลิต เลยสักนิด กลับมีการวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะ ว่าเพราะเรื่องนั้นเรื่องนี้

โดยเฉพาะความพยายามสร้างกระแสที่ว่า เกิดจากกรณีการขึ้นเวที นปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ของแกนนำ นปช. ซึ่งถูกมองว่าเชื่อมโยงกับพรรคเพื่อไทย

ซึ่งประเด็นที่เกิดแรงกดดันนั้นก็เป็นเพราะมีการไปตีความในเรื่องคำพูดของแกนนำ นปช. โดยเป็นการตีความที่ขึ้นกับขั้วหรือจุดยืนของผู้ตีความนั่นเอง เลยกลายเป็นประเด็นขึ้นมา

แต่หากดูใบลาออกของ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้มีการอธิบายความใดๆไว้เลย เป็นแค่ใบลาออกที่แจ้งความจำนงว่าต้องการลาออกเท่านั้นเอง โดยไม่ได้ยกเหตุผลในเรื่องความอึดอัดใจ หรือแรงกดดันอะไรทั้งสิ้น
ซึ่งนายบรรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ยังกล่าวถึงการที่ พล.อ.ชวลิต ลาออกจากการเป็นประธานพรรคเพื่อไทย เพียงแค่ว่า......

เชื่อว่ากลุ้มใจในหลายเรื่อง
แต่ยอมรับว่าโดยส่วนตัวแล้วยังไม่ได้คุยกัน จึงไม่ทราบถึงสาเหตุการลาออกที่แท้จริง ??
ในขณะที่นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการลาออกจากพรรคเพื่อไทยของ พล.อ.ชวลิต ว่ารู้สึกใจหาย เสียดายและคิดถึง

แต่ก็เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่มีต่อกันมาช้านานจะไม่ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง พล.อ.ชวลิต กับพรรคขาดหายไปไหน

ที่ผ่านมาได้ทราบมาบ้างว่า พล.อ.ชวลิตถูกอะไรบางอย่างบีบคั้นใจ จนต้องบ่นกับตนมานานว่ามีอะไรทิ่มแทงใจตลอดเวลา ซึ่งในส่วนของพรรคก็เข้าใจ พล.อ.ชวลิต
แต่ก็เชื่อว่าการลาออกนั้นไม่กระทบกระเทือนกับกระแสพรรค
เพราะ พล.อ.ชวลิตยังไม่ได้มีการแจ้งความจำนงจะลงเลือกตั้งในเขตใด

“พล.อ.ชวลิตเป็นที่เคารพของ ส.ส.อีสาน โดยเฉพาะที่จังหวัดนครพนม แต่ไม่เชื่อว่าจะมี ส.ส.พรรคเพื่อไทย วู่วามลาออกตาม พล.อ.ชวลิตไป เพราะส่วนตัวก็ยังเชื่อว่าการไปของ พล.ชวลิต เป็นการไปเพียงชั่ว

คราวเท่านั้น” นายปลอดประสพกล่าว
สำหรับในส่วนของพรรคเพื่อไทยนั้นได้หารือและเห็นตรงกันว่าจะปรับท่าที และจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่มีปัญหาอย่างที่เคยเกิดขึ้นอีก

ส่วนเรื่องที่นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช เคยประกาศจะมาร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยนั้น จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร นายปลอดประสพ ยอมรับว่า ไม่ทราบ เพราะนายเสนาะก็มีพรรคของตัวเองอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาก็ร่วมงานการเมืองกับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว ทั้งตอนเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน
กรณีที่เกิดขึ้น ทำให้มีการฉกฉวยจังหวะ มองในทำนองที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจจะแตก และอาจจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และจำนวนส.ส.ก็เป็นได้

ซึ่งบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยยังเชื่อมั่นว่า การลาออกของ พล.อ.ชวลิตในครั้งนี้ ไม่น่าที่จะกระทบไปถึงผลการเลือกตั้ง

ในขณะที่นายปลอดประสพ ได้มีการหยิบยกในเรื่องของผลโพลล่าสุดที่ได้ผลสรุปออกมาว่า พรรคเพื่อไทย ได้เสียงมากถึง 267 เสียง ว่าทางพรรคประเมินจำนวนเสียงที่พรรคจะได้รับเลือกจากประชาชนอยู่ตลอดเวลา

และผลก็ออกมาว่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 265 เสียง
อีกทั้งในส่วนของพื้นที่ กทม.คาดว่าจะได้ 16-18 เสียง จาก 33 เสียง
โดยส่วนที่เหลือเว้นไว้ให้พรรครักษ์สันติ 3 เสียง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะ”พรรคคู่ปรับทางการเมือง” ย่อมไม่มีการยอมกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะในศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง จึงไม่แปลกที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ จะพูดถึงแนวโน้มภายหลังเลือกตั้งจะมีพรรคไหนที่ได้ ส.ส.เกิน 200 เสียงบ้าง ว่า การเป็นเลขาธิการพรรค ทำให้เดี๋ยวนี้เก่งเลข เนื่องจากต้องนั่งนับอยู่ทุกวันทั้งเช้าทั้งเย็น นับตลอดเวลา

โดยแม้จะเชื่อว่าผลที่ได้จะอยู่ที่ 200 กว่าเสียง แต่คงยากที่จะตั้งรัฐบาลพรรคเดียว
“มั่นใจว่า 2 ปีที่ผ่านมาประชาชนเห็นเหตุการณ์และวิกฤตการณ์ของบ้านเมือง ประชาชนก็เห็นว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้ารัฐบาลที่สามารถพาบ้านเมืองฟันฝ่าวิกฤตการณ์เหล่านี้มาได้ คิดว่ามีคะแนนนิยมที่อยู่ในใจประชาชนอยู่ โดยนายอภิสิทธิ์เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด ส่วนผมเป็นรองนายกฯ ที่ดีที่สุด”นายสุเทพพูดแบบที่สามารถมองได้ว่าเข้าข้างตัวเองสุดๆ
หรือเชื่อมั่นในกำลังหนุนพิเศษแบบสุดๆเลยก็เป็นได้.....!!

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////