--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2554

นักข่าวพลเมือง: ทหารขึ้นป้าย “ใครใช้ให้พวกมึงเผาบ้านเมือง” เสื้อแดงบ่อนไก่ฮือปลด

เจ้าหน้าที่ทหารขึ้นป้าย 2 ผืน ประณามเสื้อแดงเผาเมืองที่สะพานลอยย่านบ่อนไก่ พร้อมนั่งเฝ้าป้าย อ้างรับคำสั่งนายมาปฏิบัติการ ก่อนรีบเดินทางกลับ หลังเสื้อแดงในชุมชนขู่จะสมทบเพิ่ม ชาวบ้านเชื่อเป็นเรื่องทหารมาข่มขวัญหลังแดงบ่อนไก่จัดทำบุญเมื่อสัปดาห์ก่อน ล่าสุดคนเสื้อแดงช่วยกันปลดป้ายแล้ว



ป้ายผ้าของชาวชุมชนในวันจัดงานทำบุญรำลึกผู้เสียชีวิตย่านบ่อนไก่ (ถ่ายเมื่อค่ำของวันที่ 5 มีนาคม 54)

ป้ายผ้า 2 ผืน ที่ถูกนำมาติดที่สะพานลอย เมื่อ 11 มี.ค. 54


ทหาร 2 คน ที่นำป้ายผ้ามาติดและคอยมาเฝ้าป้ายผ้าอยู่ตีนสะพานลอยอีกฝั่งหนึ่ง


เสื้อแดงบ่อนไก่ช่วยกันเก็บป้ายผ้าออกหลังจากที่ทหารกลับไปแล้ว

"อาสาสมัครศูนย์ข้อมูลประชาชนฯ (ศปช.)" รายงานว่า ได้รับแจ้งจากประชาชนในชุมชนบ่อนไก่ว่า มีทหารนำป้ายผ้ามาติดตรงสะพานลอยด้านหน้าชุมชน บริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพฯ สาขาบ่อนไก่ อันเป็นจุดที่เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมามีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม 2553 โดยคืนวันที่ 5 มีนาคม ชาวเสื้อแดงชุมชนบ่อนไก่ ได้ใช้ปิดป้ายผ้าขนาดใหญ่ว่า “15 ศพ บ่อนไก่ เราไม่ลืม”

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุพบป้ายผ้า 2 ผืน เขียนข้อความว่า “เรียกร้องประชาธิปไตยทำไมต้องเผาด้วย” และ “แล้วใครใช้ให้พวกมึงเผาบ้านเมือง” ติดอยู่ตรงสะพานลอย โดยมีเสื้อแดงในชุมชนบ่อนไก่ราว 4-5 คนยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์อยู่ทางด้านตีนสะพานลอย ขณะที่คนซึ่งอ้างว่าเป็นทหารที่มาติดป้ายจำนวน 2 คน คอยเฝ้าอยู่อีกฝั่งหนึ่ง

เมื่อผู้สื่อข่าวไปสอบถามถึงที่มาและเหตุผลในการติดป้ายนี้ เจ้าหน้าที่สองคนดังกล่าวบอกว่าเป็นทหาร แต่ไม่ยอมบอกสังกัด โดยอ้างว่า “ไม่สามารถที่จะบอกได้” โดยทั้ง 2 คนอธิบายว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาให้นำป้ายผ้าทั้ง 2 ผืนมาติดที่จุดนี้และคอยเฝ้าไว้ด้วย

เมื่อถามว่า เขาเป็นคนนำป้ายผ้าในลักษณะเดียวกันนี้ไปติดบริเวณคลองเตยด้วยหรือไม่ เขาบอกว่าไม่ใช้ชุดของเขาแต่อาจจะเป็นชุดอื่น และกล่าวด้วยว่ามีคำสั่งให้ทหารกระจายกำลังกันทำในลักษณะนี้ในช่วงนี้ซึ่งจะมีการชุมนุมในวันพรุ่งนี้ ทั่วกรุงเทพฯ

อนึ่งชาย 2 คนที่อ้างว่าเป็นทหารนั้น ใส่ชุดทหารครึ่งท่อน และสวมเสื้อนอกคลุมเขียนข้อความว่า “รือเสาะ 51 หน่วยปฏิบัติการพิเศษ”

คนเสื้อแดงบ่อนไก่ที่เห็นเหตุการณ์ไม่พอใจและพยายามติดต่อเพื่อนในชุมนุมให้ออกมาขับไล่ แต่ไม่ได้มีคนออกมาเพิ่มเติมเพราะในตอนกลางวัน ส่วนใหญ่จะออกไปทำงานข้างนอกกัน ต่อมามีสมาชิกในชุมชนที่ทำงานอยู่ในบริเวณใกล้เคียงที่ทราบข่าวได้เดินทางมาถึง และเข้าไปถ่ายรูป และบอกว่า “น้องๆ กลับไปเถอะเดี่ยวพวกเสื้อแดงที่อยู่ในชุมชนกำลังจะออกมาไล่แล้ว” เจ้าหน้าที่ทหารทั้ง 2 คนจึงรีบออกไปทันที
หลังจากที่ทหารกลับไป เวลาประมาณ 11.00 น. คนเสื้อแดงกลุ่มดังกล่าวได้ช่วยกันเก็บป้ายผ้าออก โดยคนเสื้อแดงในชุมชนรายหนึ่งอธิบายว่า “ไม่พอใจที่ทหารเอาป้ายผ้านี่มาติด ถ้าปล่อยไว้เท่ากับเรายอมรับว่าเรา คือ คนในชุมชนบ่อนไก่ เผาเมืองบ้านเมือง เราไม่ได้เผา และการเผาเกิดขึ้นในวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 หลังจากทหารใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมชุมแล้ว ดังนั้นมาว่าเรา เรียกร้องประชาธิปไตยแล้วเผาไม่ได้ ในชุมชนเราไม่มีการเผาเลย แล้วที่เผาที่อื่นก็เกิดขึ้นหลังจากพวกทหารใช้ความรุนแรงแล้ว ซึ่งอันนั้นเข้าใจว่าเป็นผลหรือเป็นการตอบโต้การใช้ความรุนแรงของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงเหตุการณ์แบบนั้นก็ไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน”

ขณะที่อีกคนเห็นว่า “นี่อาจจะเป็นวิธีการข่มขวัญ ข่มขู่ให้พวกเรากลัว เนื่องจากเราได้ออกมาจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2554 ที่ผ่านมา พวกนี้เป็นวัวสันหลังหวะ กลัวความจริง เลยพยายามบิดเบือน ซึ่งไม่มีทางสำเร็จหรอก”

 รายงานเพิ่มเติมว่า เคยเกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้มาก่อนแล้ว โดยเมื่อวันที่ 1 เม.ย. ปี 53 ช่วงที่มีการชุมนุมของ นปช. ในกรุงเทพมหานคร นายอนุสรณ์ ปั้นทอง ส.ส.พรรคเพื่อไทย เคยแจ้งความให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน จับกุมเจ้าหน้าที่ทหารยศจ่าสิบเอกพร้อมเจ้าหน้าที่เทศกิจ กทม. ซึ่งตระเวนกรีดป้ายผ้าของผู้ชุมนุม นปช. ที่เรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา บริเวณใกล้กับอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ ย่านหลักสี่

โดยเจ้าหน้าที่ทหารคนดังกล่าวให้การสารภาพว่า ได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาที่อยู่ใน ศอ.รส. ให้มาทำลายป้ายดังกล่าว อย่างไรก็ตามนายทหารคนดังกล่าวได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายทหารท่านหนึ่ง ก่อนที่จะเจรจากับทางเจ้าหน้าที่และปล่อยตัวไปในที่สุด เนื่องจากนายอนุสรณ์ไม่ติดใจเอาความ ขอเพียงแค่ให้ทางตำรวจลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ที่มา.ประชาไท
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ความท้าทายเบื้องหน้า นปช. แดงทั้งแผ่นดิน

รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

การให้ประกันตัวแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) “แดงทั้งแผ่นดิน” พร้อมกับการจับกุมนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ในข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (ป.อาญา ม.112) เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงทางความคิด แนวทางนโยบาย และยุทธศาสตร์ยุทธวิธีอย่างกว้างขวางภายในขบวนประชาธิปไตย จึงสมควรที่จะอภิปรายกันอย่างสร้างสรรค์และเป็นมิตร เพื่อผลักดันให้ขบวนประชาธิปไตยยกระดับคุณภาพทางความคิดและการจัดตั้งไปสู่ขั้นตอนใหม่

1. กลยุทธ์ปล่อยตัว นปช. ปราบปราม “แดงสยาม”

เป็นที่ชัดเจนว่า ฝ่ายปกครองเผด็จการต้องการตอกลิ่มความแตกแยกให้ขยายกว้างขึ้นระหว่างแกนนำ นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” กับแกนนำคนเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ โดยหวังผลสองด้าน คือ ในด้านหนึ่ง ให้แกนนำ นปช. เกิดอาการหลงทิศผิดทาง ยึดติดอยู่กับแนวทางการต่อสู้และการจัดตั้งแบบเก่าที่เชื่อว่า สามารถต่อรองทำให้พวกตนได้รับการปล่อยตัว รวมทั้งให้มวลชนเกิดการระแวงสงสัยในตัวแกนนำ นปช. ซึ่งก็คือ กลยุทธ์ “ปล่อยตัวแกนนำ นปช.เพื่อทำลาย” ส่วนในอีกด้านหนึ่ง ผู้ปกครองเผด็จการก็พุ่งปลายหอกแห่งการปราบปรามมาที่แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงย่อย ๆ ที่ไม่ได้สังกัด นปช. ที่พวกเขาเชื่อว่า “เป็นแดงล้มเจ้า” โดยหันมาใช้อาวุธข้อหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” อย่างเอาการเอางาน โดยเชื่อว่า นปช. จะไม่เคลื่อนไหวต่อต้านเนื่องจากแกนนำ นปช.ไม่ต้องการ “ติดเชื้อโรคแดงล้มเจ้า”

ฉะนั้น จังหวะก้าวและท่าทีของแกนนำ นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” ต่อการเคลื่อนไหวอิสระของเสื้อแดงกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่สังกัดนปช. และต่อการกวาดล้าง “แดงสยามและแดงอื่นๆ” ของฝ่ายปกครองจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะกำหนดว่า แกนนำ นปช. จะยังดำรง “ภาวะการนำ” และ “ความเชื่อมั่น” ในหมู่มวลชนไว้ได้หรือไม่ ในเบื้องต้น จะต้องเข้าใจว่า การให้ประกันตัวชั่วคราวนี้เป็นกลยุทธ์หลอกลวงของฝ่ายปกครองหลังจากที่ปราบปรามคนเสื้อแดงทั้งด้วยอาวุธและกฎหมายมายาวนานและเป็นที่ชัดเจนว่า ไม่ประสบความสำเร็จ นี่เป็นการรุกทางการเมืองที่แหลมคมที่มุ่งทำลายทั้งแกนนำ นปช.และแกนนำคนเสื้อแดงอื่นๆ โดยตรง แกนนำ นปช. จะต้องรับมืออย่างถูกต้องด้วยการสามัคคีกับแกนนำเสื้อแดงกลุ่มต่างๆ ร่วมกันเคลื่อนไหวต่อต้านการปราบปรามรอบใหม่ด้วยเครื่องมือ ม.112 ของฝ่ายปกครองอย่างจริงจัง เพื่อยุติความกังวลสงสัยในหมู่มวลชน และพัฒนายกระดับการนำของขบวนประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม การสามัคคีร่วมมือระหว่างแกนนำ นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” และกลุ่มเสื้อแดงอื่นๆ จะต้องยืนอยู่บนความเข้าใจร่วมกันในหลักการสำคัญจำนวนหนึ่ง

2. ลักษณะเฉพาะของมวลชนคนเสื้อแดง

การประชุมแกนนำเสื้อแดงภาคตะวันตก 7 จังหวัดเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2554 ได้ตกผลึกทางความคิดและการจัดตั้งที่สำคัญ เป็นการบรรลุเอกภาพอย่างเป็นไปเองโดยปราศจากการชี้นำจาก นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” และคาดได้ว่า แกนนำเสื้อแดงในภาคอื่น ๆ จะทยอยกันบรรลุเอกภาพในลักษณะเดียวกัน ทั้งหมดนี้ เป็นเครื่องหมายแสดงว่า การรวมตัวทางความคิดและจัดตั้งของมวลชนคนเสื้อแดงในท้องที่ทั่วประเทศกำลังเกิดการยกระดับคุณภาพครั้งสำคัญอย่างเป็นไปเอง

ขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดงเป็นขบวนการเคลื่อนไหวของมวลชนที่ยิ่งใหญ่ไพศาลที่สุดเท่าที่เคยมีมา มีความหลากหลาย เป็นประชาธิปไตย และเป็นอิสระอย่างสูง ประกอบด้วยชั้นชนต่าง ๆ หลากอาชีพ อายุ เพศ ศาสนา และมีหลายขนาด ตั้งแต่กลุ่มเล็กไม่ถึงสิบคน ไปจนถึงกลุ่มขนาดใหญ่กลุ่มละหลายพันคน กระจายกันหลายพันกลุ่มในเกือบทุกจังหวัดของประเทศไทย

นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญยิ่งของขบวนประชาธิปไตยเสื้อแดง กลุ่ม นปช.นั้นประกอบด้วยแกนนำจำนวนหนึ่งและมวลชนเสื้อแดงจำนวนมาก แต่ก็ไม่ครอบคลุมขบวนคนเสื้อแดงทั้งหมด ความจริงที่ว่า การชุมนุมใหญ่ของ นปช.ทุกครั้ง มีผู้คนเข้าร่วมมากกว่าการจัดกิจกรรมของกลุ่มเสื้อแดงอื่นๆ มิได้หมายความว่า มวลชนเสื้อแดงที่มาร่วมทั้งหมดขึ้นต่อ นปช.

มวลชนคนเสื้อแดงนั้นไม่ยึดติดว่า ต้องเป็น นปช.หรือไม่ แต่ที่พวกเขามาร่วมชุมนุมกับแกนนำ นปช.อย่างสม่ำเสมอเป็นจำนวนมากนั้น เพราะลักษณะของมวลชนคนเสื้อแดงคือ ความเป็นประชาธิปไตยและเสรีชน

ในด้านความเป็นประชาธิปไตย พวกเขาได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรงของตนเองว่า อุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางประชาธิปไตยในประเทศไทยคืออะไร การสังหารหมู่เมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ทำให้พวกเขาตกผลึกชัดเจนว่า พวกเขาไม่ต้องการสิ่งที่เรียกว่า “ระบอบประชาธิปไตยจารีตนิยม” ซึ่งเปลือกนอกอาจเป็นเผด็จการทหารหรือเป็นระบอบรัฐสภาหุ่นเชิด แต่มีเนื้อในเป็นเผด็จการของพวกจารีตนิยม พวกเขาต้องการระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยมที่อำนาจอธิปไตยที่แท้จริงเป็นของปวงประชามหาชนในลักษณะเดียวกันกับที่มีแพร่หลายอยู่แล้วในบรรดาประเทศที่เป็นอารยะ

เพื่อบรรลุเป้าหมายดังกล่าว มวลชนคนเสื้อแดงจึงสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงทุกกลุ่ม เห็นคนเสื้อแดงทุกกลุ่มเป็นดั่งพี่น้อง เห็นแกนนำทุกกลุ่มประดุจญาติสนิท แต่พวกเขารู้ว่า ในกลุ่มต่าง ๆ นั้น แกนนำ นปช.มีศักยภาพมากที่สุดในทางบุคลากร ความสามารถส่วนบุคคล ทรัพยากร ตลอดจนความสัมพันธ์กับทักษิณ ชินวัตรและพรรคเพื่อไทย สามารถสร้างผลสะเทือนทางการเมืองและมีอิทธิพลต่อสื่อมวลชนกระแสหลักได้ยิ่งกว่าแกนนำกลุ่มอื่นๆ จึงมีโอกาสมากกว่าที่จะผลักดันการต่อสู้ให้ก้าวไปในทิศทางใหญ่ที่พวกเขาต้องการ พวกเขาจึงหนุนช่วยแกนนำ นปช. อย่างเอาการเอางาน นัยหนึ่ง มวลชนคนเสื้อแดงกำลัง “ใช้งาน” แกนนำ นปช. ไปบรรลุจุดประสงค์ของตนแม้จะรู้ว่า แกนนำ นปช. มีขีดจำกัดทางเป้าหมายและทางความคิดที่สำคัญ

ในขณะเดียวกัน มวลชนคนเสื้อแดงก็เป็นเสรีชน จึงมีการเรียนรู้เป็นของตนเอง บทเรียนอันเจ็บปวดเมื่อเมษายน-พฤษภาคม 2553 ทำให้พวกเขายกระดับความคิดขึ้นสู่ขั้นใหม่ สุกงอมและชัดเจนในเป้าหมาย พวกเขาจึงตรวจสอบ ประเมิน และวิจารณ์ แกนนำนปช.และแกนนำกลุ่มอื่น ๆ อย่างสม่ำเสมอ และในเมื่อ นปช. “แดงทั้งแผ่นดิน” เป็นกลุ่มที่มีผลสะเทือนมากที่สุด แกนนำ นปช.จึงต้องถูกประเมินวิจารณ์มากที่สุดด้วยทั้งจากมวลชนและจากแกนนำกลุ่มอื่นๆ นี่คือ “ภาระของการเป็นแกนนำใหญ่” ที่ควรแบกรับไว้ด้วยความอดทน อดกลั้น อ่อนน้อมถ่อมตน และใจกว้าง

วาทกรรม “แดงเทียม” “แดงเสี้ยม” ที่ใช้กล่าวหากันระหว่างกลุ่มต่างๆ นั้นจึงสะท้อนถึงความไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นการทำลายความสามัคคี สมควรยุติ เพราะในขบวนประชาธิปไตยไม่มี “แดงแท้” ไม่มี “แดงเทียม” ไม่มี “แดงเสี้ยม” มีแต่ “แดง” เท่านั้น

ความเป็นเสรีชนของคนเสื้อแดงยังหมายความว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของพวกเขา ไม่มีใครเป็น “ครูสั่งสอน” ของพวกเขา และที่สำคัญคือ ไม่มีใครไป “จัดตั้ง” พวกเขา พวกเขาเรียนรู้เอง เติบโตเอง รวมทั้ง “จัดตั้งตนเอง” ในรูปแบบและจังหวะก้าวที่ช้าเร็วของพวกเขาเองอีกด้วย วิธีการที่เอาความคิดสูตรสำเร็จรูปและการจัดตั้งแบบรวมศูนย์จากบนสู่ล่างไปยัดเยียดให้กับพวกเขา จึงขัดกับธรรมชาติของคนเสื้อแดงที่เป็นเสรีชน มีแต่จะทำลายความหลากหลายและริเริ่มสร้างสรรค์ของพวกเขา

3. ขบวนการมวลชนประชาธิปไตยแห่งศตวรรษที่ 21

ประสบการณ์ในการต่อสู้เผด็จการทั่วโลกช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระแสคลื่นการลุกขึ้นสู้ของประชาชนในตะวันออกกลาง ได้แสดงให้เห็นว่า ขบวนการมวลชนประชาธิปไตยสมัยใหม่มีลักษณะที่แตกต่างจากการเคลื่อนไหวประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 19-20 และกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือ แบบอย่างแรกสุดของขบวนการมวลชนสมัยใหม่นี้เอง
ลักษณะสำคัญของขบวนการมวลชนแบบใหม่นี้คือ ไม่มีแกนนำ หรือมีหลายแกนนำ อีกทั้ง “แกนนำ” ที่ปรากฏก็ไม่ใช่แกนนำในความหมายเดิมที่เป็น “ผู้ชี้นำ ผู้กำหนดวาระ ผู้กำหนดยุทธศาสตร์ยุทธวิธี ผู้ออกคำสั่ง” หากเป็นแต่เพียงผู้ประสานงาน ผู้ส่งสัญญาณ

ขบวนการมวลชนสมัยใหม่นี้เกิดขึ้นในระบอบเผด็จการที่ฝังรากลึกมายาวนาน ผู้ปกครองมีเครือข่ายอำนาจและผลประโยชน์ที่กว้างขวางหยั่งลึก แทรกแซงควบคุมองค์กรสังคมและสื่อสารมวลชนทุกส่วนอย่างเบ็ดเสร็จ การต่อสู้ของมวลชนจึงต้องใช้การจัดตั้งและเครื่องมือที่ผู้ปกครองควบคุมได้น้อยที่สุดคือ การรวมตัวจัดตั้งในรูปสภาหรือสมัชชาประชาชนในแนวนอนและจากล่างสู่บน ที่ไม่มีแกนนำหรือ มี “หลายแกนนำ” ใช้สื่อสารไร้สาย เครือข่ายสังคมอินเทอร์เน็ต และสื่อดิจิตอลเป็นเครื่องมือสื่อสาร โฆษณาเผยแพร่ข้อมูล และรณรงค์ต่อสู้กับผู้ปกครองเผด็จการ ประสานกับการต่อสู้บนท้องถนนไปสู่ชัยชนะ

สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นคนแรกที่เข้าใจลักษณะของการเคลื่อนไหวมวลชนสมัยใหม่นี้และเรียกชื่อได้อย่างสวยงามว่า การเคลื่อนไหวแบบ “แกนนอน” ขบวนคนเสื้อแดงได้พัฒนาเข้าสู่การเคลื่อนไหวมวลชนลักษณะดังกล่าวอย่างชัดเจนภายหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2553 ที่ซึ่งคนเสื้อแดงแต่ละกลุ่มคือ “แกนนอน” ที่รวมตัวกัน ริเริ่มสร้างสรรค์และเคลื่อนไหวอย่างอิสระ ด้วยเครื่องมือดิจิตอลหลากหลายในมือ แม้แต่นักรบไซเบอร์ที่มีอยู่หลายพันคนในปัจจุบัน แต่ละคนก็เป็นเสมือน “แกนนอนออนไลน์” ในตัวเอง

แกนนำไม่ว่ากลุ่มใดจะต้องเข้าใจลักษณะเฉพาะในขั้นตอนใหม่นี้ของคนเสื้อแดง ความพยายามที่จะ “ดึงมวลชนกลับ” ให้เข้ามาอยู่ในกรอบความคิดสูตรสำเร็จและการจัดตั้งแนวดิ่งที่ตายตัวอันเป็นลักษณะของการเคลื่อนไหวในศตวรรษที่ 19-20 นั้นขัดกับธรรมชาติของมวลชน และจะถูกมวลชนปฏิเสธ ที่ผ่านมา แกนนำ นปช.เป็นหนี้ต่อการเคลื่อนไหวแบบแกนนอนนี้เอง ที่ประสานหนุนช่วยในยามที่ถูกคุมขัง แน่นอนว่า นปช. มีลักษณะจำเพาะที่ไม่ใช่ “แกนนอน” แต่ก็สามารถเป็นกำลังสำคัญผลักดันการก้าวไปของขบวนเสื้อแดงแห่งศตวรรษที่ 21 ด้วยการสนับสนุนส่งเสริม ร่วมมือและประสานกัน

ที่มา.ประชาไท
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

กลับไปสภา !!??

โดย ปราปต์ บุนปาน

สัปดาห์ก่อนมีโอกาสชมรายการโทรทัศน์แนววิเคราะห์ข่าว

พิธีกรท่านหนึ่งเป็นห่วงว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังเกิดขึ้น จะเต็มไปด้วยการใช้ถ้อยคำหยาบคายอย่างไม่เคยมีมาก่อนในสภาผู้แทนราษฎรยุคเก่าๆ

พิธีกรอีกรายจึงโต้ว่า คุณแน่ใจได้อย่างไรว่า ส.ส.ยุคเก่าอภิปรายโดยไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย?
คุณจำเนื้อหาการอภิปรายในสภาสมัยก่อนได้จริงหรือ? คุณได้รับฟังการอภิปรายเหล่านั้นผ่านทางโทรทัศน์และวิทยุจริงหรือ? และการอภิปรายในสภายุคเก่ามีการถ่ายทอดภาพ/เสียงผ่านสื่ออยู่ตลอดจริงหรือ?
นี่อาจเป็นการปะทะกันระหว่าง "ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์" กับ "ความทรงจำ" ที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้คนในสังคม

ในความทรงจำว่าด้วยการเมืองไทยร่วมสมัย ภาพของนักการเมืองก็ถูกวาดไว้อย่างไม่สวยงามสักเท่าใดนัก

เพราะดูเหมือนกลุ่มคนผู้มีอำนาจรัฐซึ่งถูกด่ามากที่สุด จะเป็นนักการเมืองจากการเลือกตั้ง

ระบบรัฐสภาหรือรัฐธรรมนูญถูกล้มถูกฉีก ก็เพราะข้ออ้างสำคัญประการหนึ่ง คือ "นักการเมืองเลว"
แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่ง นักการเมืองจากการเลือกตั้ง ก็เป็นหนึ่งในผู้ถือครองอำนาจรัฐเพียงไม่กี่กลุ่ม

ที่สามารถถูกด่าและตรวจสอบได้อย่างละเอียดมากที่สุด

เพราะพวกเขามีที่มาจากประชาชน จึงต้องพร้อมจะแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชน

อย่างไรก็ตาม ความทรงจำทางการเมืองในราว 2 ทศวรรษหลัง กลับสร้างให้นักการเมืองกลายเป็นต้นตอแห่งความเสียหายต่างๆ (ทั้งที่พวกเขาอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของปัญหาเท่านั้น)

กระทั่งอำนาจสำคัญหลายประการในการตัดสินชะตากรรมของประเทศ ค่อยๆ ถูกพรากออกมาจากสภา

จนมีคนบอกว่าเรามีสภาก็เหมือนไม่มี
คำถามคือ สภาไทยไร้ค่าขนาดนั้นจริงหรือ?
ถ้าพิจารณาจริงๆ สภาผู้แทนราษฎรชุดปี 2550 ก็มีการอภิปรายถกเถียงในประเด็นน่าสนใจจำนวนมาก

อันแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

แต่ขณะเดียวกัน ก็มีการต่อสู้นอกสภาดำเนินเคียงคู่กันไปด้วย

เพราะสภาอาจรองรับประเด็นความขัดแย้งต่างๆ ไว้ได้ไม่หมด

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าสภาจะไร้ความหมาย
เพราะแม้แต่แกนนำ นปช. ก็ยังแสดงความต้องการที่จะกลับมาต่อสู้ในระบบรัฐสภา

แน่นอนว่า ขบวนการเสื้อแดงบนท้องถนนยังเดินหน้าต่อไปอย่างมีนัยสำคัญ

แต่หากพรรคเพื่อไทย/กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการได้อำนาจรัฐและสิทธิคุ้มครองอันมั่นคงแล้ว

พวกเขาก็จำเป็นต้องทำการต่อสู้ในพื้นที่สภาด้วย

ฉะนั้น ในระยะยาวที่ไม่ใช่แค่การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ (ซึ่งน่าจะตามมาด้วยการเลือกตั้งครั้งต่อไป) รัฐสภาจึงยังคงเป็นเวทีทางการเมืองที่สำคัญ

แต่สภาจะ "ทำงาน" หรือ "ไม่ทำงาน" ก็ไม่ได้อยู่ที่ ส.ส. หรือ ส.ว.เท่านั้น

หากยังอยู่ที่ "ความทรงจำ" หรือ "ความรับรู้" ที่คนในสังคมมีต่อสภาด้วย

ถ้าพวกเราไม่เชื่อในการเมืองระบบ "ตัวแทน"
ก็ยากที่กลไกของระบบรัฐสภาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา.มติชนออนไลน์,คอลัมน์สถานีคิดเลขที่ 12
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

วัฒนา. นำตัว อดิศร เพียงเกษ เข้ามอบตัวที่ดีเอสไอแล้ว

"วัฒนา"ดอดนำตัว"อดิศร เพียงเกษ"เข้ามอบตัวที่ดีเอสไอแล้ว คาดจะได้รับการประกันตัวเช่นเดียวกับแกนนำนปช. คืนอื่น

ที่สำนักงานกรมสืบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 9.25 น.วันนี้(10 มี.ค.) นายวัฒนา เมืองสุข อดีตรมว.พาณิชย์ ได้ประสานนำตัวนายอดิศร เพียงเกษ ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย เข้ามอบตัวต่อพนักงานสืบสวนดีเอสไอ โดยทันทีที่เดินทางมาถึง เจ้าหน้าที่ได้นำตัวนายอดิศร เข้าพบนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ที่ท้องทำงานชั้น 11 จากนั้นจะลงมาให้การสอบปากคำต่อพนักงานสอบสวนที่สำนักคดีอาญาพิเศษ

เบื้องต้นคาดว่าจะได้รับการประกันตัวในวงเงินเดียวกับ 7 แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) คนอื่นๆ ที่ศาลได้เรียกเงินประกันตัวจำนวน 6 แสนบาท และอาจจะกำหนดเงื่อนไขการประกันเช่นเดียวกันกับผู้ต้องการรายอื่นๆ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คดีฟิลลิป มอร์ริส ปมร้อนไม่ไว้วางใจรัฐบาล

ภายหลังจากที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษได้มีคำสั่งไม่ฟ้องผู้บริหาร บริษัท ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ยูไนเต็ด จำกัด และพวกอีก 14 คน ตามสำนวนคดีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ส่งมาให้พิจารณา ในกรณีของการสำแดงราคานำเข้าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโร และ แอลเอ็ม (L&M) จากประเทศฟิลิปปินส์ต่ำกว่าความเป็นจริง จนทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียรายได้กว่า 68,000 ล้านบาท

โดยเหตุผลที่สั่งไม่ฟ้อง ทางอัยการชี้แจงว่า เมื่อพิจารณาจากพยานหลักฐานต่าง ๆ แล้ว ยังฟังไม่ได้ว่าผู้ต้องหาสำแดงราคาเป็นเท็จ จึงส่งสำนวนคดีกลับไปยัง DSI เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นร้อน ๆ อีกประเด็นหนึ่ง ที่พรรคฝ่ายค้านจะนำไปใช้ในการอภิปรายในสภาครั้งนี้ โดยมีการนำข้อมูลของคดีนี้เชื่อมโยงไปถึง "เสี่ย ก." ว่า เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการตัดตอนคดีนี้

ย้อนคดีมาร์ลโบโร

ย้อนรอยคดีนี้ในช่วงปี 2544-2546 กรมศุลกากรได้ตั้งข้อสังเกตว่าบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรและแอลเอ็มที่นำเข้ามาจากฟิลิปปินส์ อาจจะสำแดงราคาต้นทุนการนำเข้า (CIF) ต่ำกว่าความเป็นจริง จึงส่งเรื่องให้ DSI เป็นคดีพิเศษในช่วงปี 2549 ได้สืบสวนเก็บข้อมูลและพยานหลักฐานต่าง ๆ พร้อมเปรียบเทียบราคาต้นทุนบุหรี่นำเข้าที่แจ้งกรมศุลกากรประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนกับราคาต้นทุนการนำเข้า (CIF) ที่ทางบริษัท ฟิลลิป มอร์ริสฯแจ้งไว้กับศุลกากรไทย

พบว่า บุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรของ บริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ฟิลิปปินส์) ส่งมาขายให้กับบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ในช่วงนั้นแจ้งราคาต้นทุนนำเข้าไว้ที่ซองละ 7.76 บาท แต่ส่งไปขายให้กับบริษัทคิง เพาเวอร์ แจ้งราคาที่ซองละ 27.46 บาท และเทียบกับประเทศอื่น ๆ อาทิ สิงคโปร์ แจ้งราคา CIF ซองละ 20 บาท มาเลเซียซองละ 19.95 บาท ส่วนบุหรี่ยี่ห้อ L&M ก็เช่นเดียวกัน โรงงานผลิตที่ประเทศฟิลิปปินส์ส่งมาขายให้บริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ซองละ 5.88 บาท แต่ส่งไปขายให้บริษัท คิง เพาเวอร์ซองละ 16.81 บาท เป็นต้น

จากข้อมูล DSI ได้เปรียบเทียบราคาบุหรี่ยี่ห้อมาร์ลโบโรที่สำแดงราคาซองละ 7.76 บาท บุหรี่ยี่ห้อ L&M แจ้งราคาที่ซองละ 5.88 บาท กับบุหรี่ไทยพบว่ามีราคาใกล้เคียงกับบุหรี่ยี่ห้อกรองทิพย์ ซึ่งแจ้งราคาต้นทุนก่อนออกจากโรงงานไว้ที่ซองละ 7.946 บาท พร้อมกับให้ข้อมูลถึงส่วนแบ่งการตลาดของบุหรี่ต่างประเทศที่ขยายตัวจาก 5% เป็น 25% ในช่วง 10 ปี (2539-2548) โดยแย่งตลาดบุหรี่ไทยได้อย่างรวดเร็ว

ในระหว่างที่ DSI รวบรวมพยานหลักฐานและขยายผลคดีอยู่นั้น ทางรัฐบาลฟิลิปปินส์ทำเรื่องร้องเรียนไปถึงองค์การการค้าโลก (WTO) ปี 2551 กล่าวหาว่ากรมศุลกากรไทยไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงของ WTO ไม่ยอมรับราคาบุหรี่ทั้ง 2 ยี่ห้อที่นำเข้ามาจากฟิลิปปินส์และมีการใช้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรกำหนดราคาขึ้นมาใช้ในการคำนวณภาษี โดยไม่เป็นไปตามหลักการของราคา GATT จนกระทั่ง 15 พ.ย. 2553 ทางคณะกรรมการไต่สวนข้อพิพาทของ WTO ระบุว่า "การดำเนินการต่าง ๆ ของไทย เป็นการละเมิดกติกาการค้าโลกประเด็นแรก ไทยละเมิดข้อกำหนดที่ให้ประเทศสมาชิกต้องยอมรับราคาส่งออก เป็นราคาศุลกากร ไม่ว่าผู้ซื้อและผู้ขายจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่" ล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้ทำเรื่องขออุทธรณ์คดีนี้ไปถึง WTO แล้ว

ดังนั้น จะสังเกตเห็นได้ว่าข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯกับรัฐบาลไทยสามารถแยกออกได้เป็น 2 กรณี คือ 1.เป็นคดีที่ DSI พยายามจะดำเนินคดีกับบริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯ โดยส่ง ให้อัยการฟ้องต่อศาลภาษีอากรของไทย

2.ทางบริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯ ไปฟ้อง WTO ว่ากรมศุลกากรใช้อำนาจในการประเมินภาษีกับบริษัท โดยที่ไม่ปฏิบัติตามกติกาสากลของ WTO ซึ่งกรณีนี้ฝ่ายไทยเป็นฝ่ายแพ้คดีในยกแรก และล่าสุดทางกระทรวงการคลังได้มีการยื่นอุทธรณ์กับ WTO ไปแล้ว

ส่วนกรณีที่ 1 ที่ DSI ส่งสำนวนคดีไปให้อัยการ และอัยการสั่งไม่ฟ้อง เรื่องนี้จึงกลายเป็นประเด็นการเมืองที่ฝ่ายค้านนำไปเป็นประเด็นอภิปรายและมีการเชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคน โดยเฉพาะ "เสี่ย ก." ที่ถูกฝ่ายค้านกล่าวถึงเป็นพิเศษ

"เกียรติ สิทธีอมร" โต้

เมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2554 นายเกียรติ สิทธีอมร ประธานผู้แทนการค้าไทย ได้ออกมาชี้แจงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่า "เสี่ย ก." อาจจะมีส่วนพัวพันกับการล้มคดีนี้ว่า ในช่วงปีแรกที่นายกฯเดินทางไปอเมริกา ก็ได้รับเรื่องร้องเรียนจากทางการสภาธุรกิจอเมริกันในกรณีของมาร์ลโบโล นายกฯอภิสิทธิ์ย้ำว่าต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายทั้งในประเทศและต่างประเทศ นี่จึงเป็นที่มาที่ทำให้ผมเข้าไปเกี่ยวข้อง

"ทางฝ่ายค้านพยายามโยงเรื่อง WTO กับการดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายไทย ซึ่งมีหลายประเด็นที่อาจจะเกี่ยวข้องกัน และก็มีบางประเด็นที่ไม่เกี่ยวเนื่องกันเลย อย่าโยงแบบเหมารวมรายละเอียดขอให้ไปฟังกันในสภามีคำอธิบาย และมีเอกสารหลักฐานทุกประการ"

ฝ่ายค้านหนุนดีเอสไอ

ขณะที่นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ที่ออกมากล่าวหาบริษัทฟิลลิป มอร์ริสว่า กรณีฟิลิปปินส์ฟ้องร้องประเทศไทยต่อคณะกรรมการไต่สวนข้อพิพาทขององค์การการค้าโลก (WTO) เป็นการฟ้องเรื่องวิธีการในการประเมินภาษีของไทยในกรณีบุหรี่นำเข้าจากฟิลิปปินส์ไม่ถูกต้อง ซึ่งมีการฟ้องหลายเรื่อง ทั้งภาษีศุลกากร ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีการค้าต่าง ๆ ซึ่งปรากฏ บางเรื่องเราก็ชนะ บางเรื่องเราก็แพ้

"เรื่องที่แพ้ เป็นเรื่องภาษีศุลกากร เป็นเรื่องวิธีการประเมิน ซึ่งตามหลักของ GATT มี 6 วิธี แต่ไม่ได้แพ้เพราะไปคำนวณภาษีผิด และต้องแยกกัน กรณีดีเอสไอกำลังจะดำเนินคดีในข้อหาสำแดงเท็จ ซึ่งเป็นเรื่องภายในประเทศ เมื่อนำของเข้าประเทศ ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ. ศุลกากรของไทย ก็ต้องสำแดงตาม พ.ร.บ.ศุลกากร แต่ระบบวิธีในการคิดคำนวณภาษีเราเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก เรายอมรับระบบ GATT ซึ่งทั่วโลกก็ใช้กันแบบนี้" นายยุทธพงศ์กล่าว

ล่าสุด อัยการได้ส่งคดีมาร์ลโบโรกลับไปที่ DSI แล้ว เหลือแค่รอฟังคำตอบว่า DSI จะเสนอเรื่องให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้องอีกครั้งหรือไม่ นี่คือ ที่มาถึงต้นสายปลายเหตุที่ทำให้คดีพิเศษที่ร้อนที่สุดในปี 2554 กลับมาอยู่บนหน้าสื่อ และกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง

DSI จะแย้ง-ไม่แย้ง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ กล่าวว่า กรมได้รับสำนวนสั่งไม่ฟ้องจากอัยการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งทำได้ 2 แนวทาง คือ 1.หากดีเอสไอเห็นด้วยกับความเห็นของอัยการ เรื่องก็จะยุติลง หรือดีเอสไอไม่เห็นด้วยกับการสั่งไม่ฟ้อง ก็จะต้องทำความเห็นแย้งและส่งเรื่องกลับไปที่อัยการอีกครั้งหนึ่ง

ขณะนี้กรมได้มอบหมายให้กลุ่มงานคดีความเห็นแย้งพิจารณาเรื่องนี้ในรายละเอียด ซึ่งคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 เดือน และยังไม่สามารถบอกได้ว่ากรมจะมีความเห็นอย่างไร

ส่วนแหล่งข่าวจากบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด กล่าวในเรื่องนี้ว่า บริษัทยังไม่ได้รับทราบเรื่องการสั่งไม่ฟ้องของอัยการ คงต้องรอหนังสืออย่างเป็นทางการก่อน และคงไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ทหารลิเบียทำร้ายนักข่าว BBC บาดเจ็บ 3 ราย

มีรายงานเข้ามาว่านักข่าวจากสำนักข่าว BBC ที่พยายามเดินทางเข้าเมือง Zawiya (ซึ่งเป็นเขตปะทะล่าสุด) ถูกทหารฝ่ายรัฐบาลลิเบียรุมทำร้ายโดยการต่อย ใส่เข่า กระแทกด้วยปืนไรเฟิล และถูกจับขังไว้ 21 ชั่วโมง

ล่าสุดนักข่าวทั้งสามคนออกจากลิเบียแล้ว

นักข่าวทั้งสามคนพยายามเดินทางไปยังเมือง Zawiya และแสดงตัวว่าเป็นนักข่าว แต่โดนจับโดยมัดมือ และปิดตา ไปยังค่ายทหารแห่งหนึ่งในนครหลวง Tripoli ซึ่งพวกเขาโดนทำร้ายที่นี่ นอกจากนี้พวกเขายังถูกสั่งให้ยืนหันหน้าเข้ากำแพง และโดนทหารลิเบียเอาปืนจ่อขู่ ซึ่งยิงกระสุนจริงให้เฉียดตัวนักข่าวทั้งสามด้วย

ระหว่างการถูกคุมตัว นักข่าวลิเบียยังเห็นชาวลิเบียคนอื่นๆ จากเมือง Zawiya ที่โดนจับและทรมาน

ตัวแทนของรัฐบาลลิเบียออกมาขอโทษกับการกระทำครั้งนี้ แต่ทาง BBC ก็ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของฝ่ายรัฐบาลลิเบีย อย่างไรก็ตาม BBC ยังยืนยันว่าจะส่งนักข่าวเข้าไปทำข่าวในลิเบียต่อไป

สถานการณ์ล่าสุดในลิเบียขณะนี้ ยังมีการปะทะกันที่เมือง Zawiya ทางตะวันตก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลอ้างว่ายึดครองได้เบ็ดเสร็จแล้ว ส่วนเมือง Ras Lanuf ทางตะวันออกซึ่งเป็นแหล่งน้ำมันที่ฝ่ายต่อต้านยึดครองอยู่ ก็โดนถล่มจากทางอากาศอย่างหนัก

ที่มา BBC
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2554

สุเทพระบุผู้ชุมนุมวิ่งเข้าใส่กระสุนปืนเอง



ลอนดอน วันที่ 9 มีนาคม 2554เอเอสทีวีรายงานข่าวเมื่อวันที่ 5 มีนาคมว่า รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณกล่าวถึงการเสียชีวิตของกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนเมษายนและพฤษภาคมเมื่อปี 2553 โดยมีใจความว่า “เราไม่คิดเข่นฆ่าประชาชน ไม่เคยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเข้าสลายการชุมนุม แต่ที่ตาย เพราะวิ่งเข้ามาใส่”

และนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความกลุ่มคนเสื้อแดง ได้ตอบโต้นายสุเทพว่า
“เราขอแสดงจุดยืนที่ชัดเจนตรงนี้ว่า ข้อเท็จจริงคือประชาชนไทยทั้ง 91 ไม่ได้วิ่งเข้ามาใส่ลูกกระสุนที่สังหารพวกเขา แต่กระสุนเหล่านั้นต่างหากที่ถูกกองทัพและตำรวจใช้ระดมยิงเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่ปราศจากอาวุธและไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะหลบหนีเข้าไปยังสถานที่ที่ปลอดภัย” นายอัมสเตอร์ดัมกล่าว “เมื่อรัฐเห็นว่าการเรียกร้องสิทธิประชาธิปไตยเป็นการกระทำที่ไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แล้วอย่างนี้ ผู้ถูกกระทำจะคาดหวังความยุติธรรมจากศาลของพวกเขาอย่างไร?” เวลานี้การไต่สวนที่อิสระในเหตุการณ์สังหารหมู่กรุงเทพมหานครเป็นสิ่งจำเป็นเร่งด่วน อย่างไม่ต้องสงสัยเลย โดยเฉพาะหลังจากที่คำกล่าวที่ไม่น่าให้อภัยและน่าชิงชังของรองนายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยถูกเผยแพร่

นายอัมสเตอร์ดัมกล่าวต่อว่า “หลังจากเหตุการณ์การสังหารประชาชนจำนวนมากผ่านมาเกือบปี แต่รัฐบาลยังคงไม่ทำการสอบสวนให้แล้วเสร็จ หรือนำตัวเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมารับผิด แต่กลับเลื่อนตำแหน่งให้เหล่าสถาปนิกผู้สร้างความรุนแรง มันถึงเวลาแล้วที่นายสุเทพจะเลิกอ่านตำราของกัดดาฟี่เรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และเริ่มตอบคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ในเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่มีมานานแล้ว

รองนายกรัฐมนตรีสุเทพ ซึ่งมีหน้าที่รักษาความเรียบร้อยภายในประเทศและนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหนึ่งในบุคคลที่จะถูกพรรคฝ่ายค้านลงติไม่ไว้วางใจในสภา การอภิปรายจะมีขึ้นในอาทิตย์นี้ และจะมีการอภิปรายถึงข้อกล่าวหาที่ระบุในคำร้องของคนเสื้อแดงต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่ยื่นในวันที่ 31 มกราคมที่ผ่านมาด้วย

ท่านใดที่สนใจ สามารถอ่านคำร้องศาลอาญาระหว่างประเทศได้ที่
http://robertamsterdam.com/thai/?p=683

เครื่องบินรบ-รถถังรัฐบาลลิเบีย ยังถล่มฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก

เครื่องบินรบและรถถังของรัฐบาลลิเบีย ยังถล่มที่มั่นฝ่ายต่อต้านอย่างหนัก ขณะที่มหาอำนาจเกี่ยงกันเป็นผู้นำบังคับใช้เขตห้ามบิน

กองกำลังที่ภักดีต่อพันเอกโมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำลิเบีย ได้ส่งรถถังและเครื่องบินรบ ถล่มที่มั่นของฝ่ายต่อต้านอย่างหนักหน่วง เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ในขณะที่สหรัฐย้ำว่า การบังคับใช้เขตห้ามบินเพื่อขัดขวางปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของฝ่ายพันเอกกัดดาฟี จะต้องได้รับฉันทามติจากโลกด้วย ขณะที่ตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ วิกฤติการอพยพหนีภัยสงครามและความหิวโหย กำลังเพิ่มแรงกดดันให้กับบรรดารัฐบาลชาติมหาอำนาจให้เร่งดำเนินการ แต่หลายชาติก็ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนจากการลงโทษด้วยมาตรการคว่ำบาตร ไปใช้มาตรการทางทหารแต่เพียงลำพัง โดยนางฮิลลารี่ คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ ให้สัมภาษณ์ สกาย นิวส์ ว่าการบังคับใช้เขตห้ามบิน ต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาคมนานาชาติ สหประชาชาติควรเป็นผู้ตัดสินใจเรื่องนี้ ไม่ใช่สหรัฐ

ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ของสหรัฐ นายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน ของอังกฤษ ต่างก็เห็นชอบร่วมกันว่า ให้เร่งเดินหน้าแผนการที่วางไว้ รวมทั้งการให้องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้ ใช้ปฏิบัติการตอบโต้สถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ เท่าที่จะทำได้ที่รวมทั้ง การสอดแนม , การบรรเทาทุกข์ด้านมนุษยธรรม , การบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรด้านอาวุธ และกำหนดเขตห้ามบิน

แต่ในขณะที่อังกฤษและฝรั่งเศส กำลังหาทางให้สหประชาชาติออกมติแก้ปัญหา เช่น การกำหนดเขตห้ามบิน เพื่อป้องกันไม่ให้พันเอกกัดดาฟีใช้กำลังทางอากาศถล่มพลเมืองของตนเองนั้น รัสเซียและจีน ซึ่งเป็นสองชาติที่มีอำนาจในการวีโตในคณะมนตรีความมั่นคง ยังคงไม่แสดงท่าทีใด ๆ ต่อแนวคิดนี้ ที่อาจนำไปสู่การถล่มระบบป้องกันทางอากาศของลิเบีย

ส่วนสถานการณ์ในลิเบีย มีรายงานว่า ในเมืองซาวิยาห์ ซึ่งตกอยู่ในมือของฝ่ายต่อต้าน และอยู่ใกล้กับกรุงทริโปลีที่สุดนั้น มีประชาชนจำนวนมากติดอยู่ท่ามกลางการโจมตีอย่างหนักของฝ่ายพันเอกกัดดาฟี เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา โดยมีการใช้ทั้งรถถังราว 40-50 คัน และเครื่องบินรบยิงถล่ม แต่ก็ยังไม่สามารถเข้าถึงใจกลางเมืองได้ อาคารจำนวนมากถูกทำลาย รวมทั้งมัสยิดแห่งหนึ่งด้วย



ที่มา.เนชั่น
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

2 ปีกว่า ที่โกหก

ผลงานทุกอย่างเป็นแค่ประติมากรรมน้ำลาย
คนไทยเดือดร้อนหนัก,,,ของแพงสินค้าขาด
หลังการทำรัฐประหาร 19 กันยา 2549 ประเทศไทยตกอยู่ในสภาพเดินหน้าไม่ได้ ทุกอย่างมีปัญหาไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมือง เรื่องของประชาธิปไต เรื่องของการแตกต่างทางความคิด
สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอย่างหนักมาโดยตลอด

แม้แต่กระทั่งเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องของปากท้องประชาชน ซึ่งก่อนหน้าการทำรัฐประหารกำลังดำเนินไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจไทยกำลังโงหัวขึ้นมาหลังจากที่บอบช้ำเพราะการแก้ปัญหาแบบผิดๆ ด้วยการทำตามคำสั่งของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟอย่างเคร่งครัดของรัฐบาลชวน หลีกภัย แห่งพรรคประชาธิปัตย์

ซึ่งผลจากการเป็นเด็กดีให้กับไอเอ็มเอฟ ผลจากการขายทรัพย์สินโดยฝีมือของปรส. ภายใต้การตัดสินใจแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในขณะนั้น ภายใต้การไฟเขียวและหนุนหลังอย่างเต็มที่ของนายชวน ทำให้เศรษฐกิจไทยยิ่งดิ่งเหว

แม้แต่พระสงฆ์องค์เจ้าอย่างหลวงตามหาบัว ผู้ซึ่งพึ่งจะมรณะภาพไปเมื่อไม่นานนี้ ก็ยังต้องมาวุ่นวายกับเรื่องทางโลกด้วยการออกมาเป็นแกนนำในการทอดผ้าป่าหาทองคำไปช่วยชาติ
กว่าเศรษฐกิจของไทยจะเริ่มโงหัวได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี แต่สุดท้ายก็ต้องมาเบรคลงด้วยการทำรัฐประหารของคมช. ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้กับบ้านเมืองเลยซักนิด มีแต่จะซ้ำเติมทุกอย่างให้เลวร้ายลง
ที่สำคัญรัฐบาลหลัง 19 กันยา 49 ล้วนขาดเสถียรภาพเพราะปัญหาการเมืองไม่จบ
จนสุดท้ายเมื่อกลุ่มอำนาจพิเศษผนึกกำลังกับกลุ่มทหารพลิกเกมประชาธิปไตยที่แท้จริง ผลักดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และให้พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ในแง่ของเกมการเมืองอาจจะดูเหมือนว่าสามารถตรึงสถานการณ์ให้อยู่ภายใต้อำนาจที่หนุนหลังนายอภิสิทธ์ได้

แต่ในความเป็นจริง ปัญหาการคิดต่างยังไม่เคยหมดสิ้นไป... ขนาดที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์เลือกใช้วิธีการสลายการชุมนุมของประชาชนจนกระทั่งมีคนตาย 91 ศพ บาดเจ็บกว่า 2 พันคน ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดต่างและการเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงหยุดยั้งลงได้
การสลายการชุมนุมของประชาชนด้วยกองกำลังทางทหารทำให้เพียงแค่สร้างบทเรียน ให้ประชาชนต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ในการต่อสู้ทางการเมืองเท่านั้น

ในขณะที่รัฐบาลเองก็รู้ดีว่านับวันกระแสการโหนทหารและกลุ่มอำนาจพิเศษเพื่อขึ้นมาเป็นรัฐบาลนั้นมีแต่จะถูกโจมตีและขุดคุ้ยมากขึ้นเรื่อยๆ จึงถือเป็นจุดอ่อนที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลในขณะนี้
ครั้นจะสร้างผลงานขึ้นมาเพื่อสร้างคะแนนนิยม และสร้างภาพลักษณ์ให้กับรัฐบาลก็ยังไม่สามารถทำได้ เพราะเอาเข้าจริงๆรัฐบาลของนายอภิสิทธ์ ไล่ลงมาตั้งแต่ตัวนายอภิสิทธิ์ในฐานะนายกรัฐมนตรี ไปจนถึงรัฐมนตรีทุกคนไม่ได้มีฝีมือที่แท้จริงในการที่จะแก้ปัญหาของชาติและกอบกู้ภาวะเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้เลย
สิ่งที่ทำได้เป็นที่กระฉ่อนฉาวและพูดกันทั้งประเทศก็คือ ผลงานในเรื่องทุจริต คอร์รัปชั่นทีอื้อฉาวเป็นอย่างมาก มากเสียยิ่งกว่าสมัยรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่คมช.อ้างว่ามีการทุจริตมากจนต้องทำรัฐประหารด้วยซ้ำ

นโยบายขายฝัน 99 วันทำได้จริงของพรรคประชาธิปัตย์ จนถึงวันนี้ยังเป็นแค่เพียงประติมากรรมน้ำลาย ที่ประชาชนไม่สามารถจับต้องได้
ยิ่งนโยบาย “ประชาชนต้องมาก่อน” ยิ่งเห็นชัดเจนว่าระยะเวลา 2 ปีกว่าในการเป็นรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ สิ่งที่ประชาชนได้รับกลายเป็นความเดือดร้อนไปหมดทุกเรื่อง

อย่างเรื่องกรณีน้ำมันปาล์ม คำตอบของนโยบายประชาชนต้องมาก่อนก็คือ ประชาชนต้องแห่มาเข้าคิวซื้อน้ำมันปาลม์ก่อนใคร เพราะถ้ามาช้าก็ไม่ได้น้ำมันไปใช้

ทั้งๆ ที่สต๊อกของน้ำมันปาล์มซึ่งปกติจะต้องมีการรักษาไว้ให้อยู่ในระดับ 2 แสนตันอยู่ตลอดเวลา แต่ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม 2553 เป็นต้นมา กลับมีไอ้โม่งเข้ามาทำให้สต๊อกน้ำมันปาล์มลดลงไปเรื่อยๆ โดยไม่มีการนำเข้ามาทดแทน กระทั่งน้ำมันในสต๊อกหมดเกลี้ยง ปัญหาจึง
ปะทุขึ้นมาอย่างหนักในช่วงกุมภาพันธ์ 54

เป็นความเดือนร้อนของประชาชนท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีการสวาปามน้ำมันปาล์มกันจนปากมันแผล็บ
จนถึงวันนี้ราคาคุยที่ว่าปัญหาน้ำมันปาล์มจะจบสิ้นลงภายในวันเดียวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ก็ยังเป็นปัญหาอยู่
ซ้ำยังเกิดกรณีอเน็จอนาจใจกับการหาแพะไล่จับปลาซิวปลาสร้อยของรัฐบาลชุดนี้ โดยบางคนไปซื้อน้ำมันปาล์มในราคาขายตามกำหนดคือขวดละ 47 บาท เอามาวางขายในราคาแค่ขวดละ 49 บาท
ซึ่งในแง่ผู้บริโภคแล้วหลายคนเต็มใจทีจะซื้อในราคา 49 บาท ดีกว่าทีจะตระเวณขับรถไปหาซื้อตามจุดธงฟ้า หรือหาซื้อตามห้าง เพราะคิดแค่ขึ้นรถเมล์ต่อเดียว ไปกลับก็ 14-6 บาทแล้ว ฉะนั้นซื้อในราคา 49 บาทย่อมถูกกว่าไปหาซื้อเองมากมาย

แต่คนขายซึ่งได้กำไรแค่ขวดละ 2 บาทวันหนึ่งขายได้ 10 หรือ 20 ขวดมีกำไรแค่ 20-40 บาทเพื่อจะเอามาเลี้ยงครอบครัว กลับโดนตำรวจโดนกรมการค้าภายในจับกุม

ปัญหาประชาชนต้องมาก่อน ต้องเดือดร้อนก่อนไม่ได้หยุดยั้งแค่เพียงเรื่องของน้ำมันปลาม์ ขณะนี้ได้ลามไปสู่ปัญหาน้ำตาลทรายขาดแคลนต้องเข้าคิวซื้อ ต้องซื้อปันส่วนแบบจำกัดจำนวน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าตลกอย่างยิ่งในสายตาของชาวโลก เพราะไม่เพียงประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ปลูกปลาม์น้ำมัน ปลูกอ้อยได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยยังประกาศตัวเป็นครัวของโลก แต่ก้นครัวกลับไม่มีน้ำมันปลาม์ ไม่มีน้ำตาลใช้

เป็นความล้มเหลวอย่างมากถึงมากที่สุด ที่ประจานผลงานและฝีมือการบริหารของรัฐบาลนี้ได้เป็นอย่างดี
ฝีมือบริหารที่สร้างความเดือดร้อนขาดแคลนให้กับประชาชนอย่างหนัก ไม่ได้มีเพียงแค่สินค้าอุปโภคบริโภคเท่านั้น แม้แต่บัตรประชาชน รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ยังบริหารจนขาดแคลนได้
ประชาชนคนไทยต้องย้อนยุคกลับไปใช้ใบเหลือง ต้องไปต่อใบเหลืองหลายรอบจนใบเหลืองแทบขาดวิ่น นี่คือผลงานของรัฐบาลที่ประกาศว่าประชาชนต้องมาก่อน
ซึ่งปัญหาบัตรประชาชนขาดแคลนก็ไม่ต่างจากปัญหาสินค้าขาดแคลน คือยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นฉาวคาวทุจริตเหมือนกันไม่มีผิด!!!

ความไม่มีฝีมือของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์แม้แต่คิดจะลอกเลียนแบบนโยบายประชานิยมของพรรคไทยรักไทยมาใช้ก็ยังทำตัวเป็นอีแอบถึงขนาดใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนกว่า 69 ล้านบาทให้บริษัทต่างชาติมาช่วยคิดโครงการประชาวิวัฒน์ให้ โดยผลงานชิ้นเอกคือการให้ขายไข่เป็นกิโล???
โดนด่าทั้งเมืองว่าแค่คิดวิธีการชั่งไข่ขายเป็นกิโลยังต้องให้ฝรั่งคิดให้ มันน่าอเน็จอนาจใจยิ่งนัก
และอีกปัญหาใหญ่ที่กำลังตั้งเค้าส่อมรสุมคือเรื่องของราคาน้ำมัน ที่กำลังจะสร้างปัญหาอย่างหนักให้กับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เพราะวันนี้ราคาน้ำมันเบนซินได้ขึ้นไปสูงถึงลิตรละ 42 บาทแล้ว!!!
ทั้งต้นทุนค่าขนส่ง ทั้งค่าใช้จ่ายในการครองชีพของคนไทยพุ่งพรวดเห็นๆ

จากประชาชนต้องมาก่อน...กลับกลายเป็นประชาชนต้องเดือดร้อนก่อน อย่างชัดเจนที่สุด
แม้แต่เรื่องนโยบายเรียนฟรี 15 ปีซึ่งเป็นเรื่องเดียวที่พรรคประชาธิปัตย์พยายามอวดอ้างว่าเป็นผลงานทีประสบความสำเร็จและจับต้องได้มากที่สุดนั้น จนวันนี้ประชาชนทั้งประเทศก็ยังงุนงงสงสัยว่าประชาธิปัตย์ละเมอเพ้อพกอยู่ได้อย่างไร

ผู้ปกครองทั่วประเทศไม่ว่าโรงเรียนรัฐหรือโรงเรียนเอกชนยังคงต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกหลานกันทุกคน สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์อ้างว่าเรียนฟรีคือ การให้เศษเงินมาซื้อชุดนักเรียน 1 ชุดเท่านั้น
ส่วนหนังสือเรียนที่บอกว่าไม่ต้องซื้อแต่ให้ใช้ระบบยืมเรียน แล้วโมเมว่าเป็นการเรียนฟรีนั้นก็อยู่ในสภาพเก่าชำรุดจนบางโรงเรียนทนไม่ไหวต้องหาทางระดมทรัพยากรหรือกระเบียดกระเสียนหางบประมาณมาซื้อหนังสือเรียนให้แทน

นี่หรือคือสิ่งที่ใช้ภาษีของประชาชนขึ้นป้ายคัทเอ้าท์อวดหราว่าคนไทยได้เรียนฟรี 15 ปี
ระยะเวลากว่า 2 ปีที่พรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมาเป็นรัฐบาลล้วนแล้วแต่ตลบอบอวลไปด้วยคำโกหกพกลมไปวันๆ จนทำให้รัฐบาลชุดนี้ถูกโจมตีในเรื่องการสร้างประติมากรรมน้ำลายอย่างต่อเนื่อง
แม้แต่ม็อบพันธมิตรซึ่งเคยอุ้มชูสนับสนุนให้ขึ้นมาเป็นรัฐบาล วันนี้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำของม็อบพันธมิตรยังกลับลำมาบอกว่า นายอภิสิทธิ์เป็นคนที่โกหกพกลมมาตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีเลยทีเดียว

จริงๆ แล้วในอดีตนายอภิสิทธิ์ถือเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่น่าจะมีความสามารถ น่าจะมีอนาคตทางการเมืองที่ดี เพราะมีพื้นฐานการศึกษาที่ดี แต่กลับกลายเป็นว่าพื้นฐานการศึกษาที่นายอภิสิทธิ์มี ไม่สามารถช่วยอะไรนายอภิสิทธิ์ได้เลย
นายอภิสิทธิ์เปรียบเหมือนคนที่รู้ธรรมะอย่างมากมาย สามารถเขียนธรรมะเป็นตำราได้เป็นเล่มๆได้อย่างสบาย

แต่ในทางปฏิบัตินายอภิสิทธิ์กลับไม่สามารถทำได้ แม้แต่ธรรมะง่ายๆ
ในเรื่องของศีล 5
การสลายการชุมนุมจนมีคนตาย 91 ราย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 1
การทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นสิ่งที่เข้าข่าย ศีลข้อที่ 2
ส่วนศีลข้อที่ 3 กาเมสุมิจฉานั้น หลายคนคงต้องไปตีความว่าพฤติกรรมที่ฝรั่งเรียกว่า “Closet”นั้นเป็นสิ่งที่เข้าข่ายศีลข้อ 3 หรือไม่!?!
และใครบ้างเป็นคนกระทำ??? ซึ่งนายอภิสิทธิ์น่าจะรู้ดีที่สุด
สำหรับศีลข้อ 4 ประติมากรรมน้ำลายทั้งหลายก็เป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว
ส่วนศีลข้อ 5 พฤติการณ์รัฐบาลลูกจ้างโรงเหล้า สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่ารัฐบาลนี้ปล่อยให้นายทุนโรงเหล้ามอมเมาประชาชนมากเพียงใด

วันนี้แม้แต่ประเทศในตะวันออกกลางรัฐบาลที่กุมอำนาจมายาวนานเป็น 30-40 ปีก็กำลังถูกพลังประชาชนออกมาขับไล่ ไม่รู้เหมือนกันว่าภาพบทเรียนเหล่านั้นจะทำให้รัฐบาลภายใต้กลุ่มอำนาจพิเศษและทหารที่อุ้มชูจะฉุกใจคิดกันบ้างหรือไม่ว่า
โกหกบางคนหรือโกหกบางครั้งนั้นอาจะทำได้ก็จริง... แต่การโกหกทุกคน โกหกทุกครั้งไม่มีวันปิดบังความจริงได้แน่นอน!!!

ที่มา.บางกอกทูเดย์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

12 มีนา มาทำไม !!??

โดย ชฎา ไอยคุปต์


"วันนี้ที่รอคอย"

การนัดชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนเสื้อแดงในวันที่ 12 มีนาคม มีความหมายอย่างไร  ทำไมถึงต้องนัดชุมนุมในวันนี้

ย้อนกลับไปในวันเดียวกัน เมื่อปี 53 วันที่ "12 มีนาคม" คือ วันที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)หรือกลุ่มคนเสื้อแดง นัดหมายคนสีเดียวกันทั่วทั้งประเทศ เดินทางมายังจุดนัดพบ คือ สะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน  การเป่านกหวีดครั้งนั้นเสียงดังไกลพอที่ทุกคนในทั่วทุกภูมิภาคได้ยิน อย่างพร้อมเพรียงก่อนจะเดินทัพเข้ากรุงแบบมืดฟ้ามัวดิน แดงทั้งแผ่นดิน

ถนนทุกสายที่มุ่งเข้าสู่กรุงทั้งรถบัส รถบรรทุก รถกระบะ รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ ขนคนมาเต็มคันรถ เสื้อแดง ธงแดงโบกสะบัดท้าแดดลมแรง ไม่หวั่นต่อแสงแดดแผดเผาในตอนกลางวัน มุ่งออกเดินทางทั้งกลางวันและกลางคืน

ภาพชาวไร่ ชาวสวน ชาวนา ทิ้งจอบวางเสียม แม่ค้าพ่อค้า ปล่อยร้างแผงค้า ทิ้งบ้านเรือน หอบข้าวสาร อาหารแห้ง พริก น้ำปลา ปลาร้าฯลฯ ขนมาเป็นเสบียงอาหาร มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนิน ชูธงประท้วงรัฐบาลที่พวกเขาไม่ได้เลือกมาให้ "ยุบสภา" จัดการ "เลือกตั้งใหม่"  หลังจากภารกิจประท้วงรัฐบาลเมื่อปี 52 ไม่ประสบความสำเร็จ ต้องพ่ายแพ้ต่อกำลังเจ้าหน้าที่ กลับบ้านมือเปล่าพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ 


ในปีถัดมาความคับข้องใจที่สะสมอัดแน่นมาจากปีก่อนหน้า พวกเขามาใหม่ชู ธงเดิม คือ "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่" พร้อมทวง "ความยุติธรรม" หยุด 2 มาตรฐาน ประกาศตัวเป็นคนรากหญ้า  เพื่อหาที่ยืนในสังคม แสดงสิทธิและเสียงของพวกเขาในฐานะ "ไพร่" ชนชั้นที่ต่ำสุดในสังคม เพื่อดึงทุกคนในประเทศให้มีสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค เท่าเทียมกัน ตามระบบการปกครองของไทยที่เรียกว่า "ประชาธิปไตย"  

ภาพการหลั่งไหลของชาวเสื้อแดง คือ การยืนยันว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะวางทุกอย่างลง  เข้าร่วมขบวนการประท้วง เพื่อเรียกร้องการเมืองการปกครองตามสิทธิ เสรีภาพที่พวกเขาทำได้ ตั้งแต่เช้าวันที่ 12 มีนาคม 53  คนเสื้อแดงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯจำนวนมาก เริ่มปรากฏชัดตอนรุ่งอรุณ  ผู้คนเคลื่อนมาคนละทิศคนละทาง มาบรรจบกันเป็นคาราวานแถวยาวเหยียดอยู่รอบชานเมือง รอจังหวะเคลื่อนเข้ากรุงพร้อมกัน โดยตะลุยด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ ตั้งสกัดตรวจแถวขบวนผ่านเข้ากรุงหลายๆ จุดเพื่อตรวจค้นอาวุธ


ขบวนรถคนเสื้อแดงจอดแช่ยาวเหยียดบนถนนหลายสาย ค่อยๆ ขยับเข้าประชิดกรุงเทพฯหางแถวยาวออกไปเรื่อยๆ  เวลา  10.30 น. ที่ลานโรงร้านอาหารครัววังน้อย ( บัวชม )  มีเนื้อที่กว่า 30 ไร่ติดถนนสายพลโยธิน ติดกับตลาดวังน้อย ถนนพลโยธิน หลัก กม.66 ขาเข้า กทม. เขต อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา มีขบวนรถของคนเสื้อแดงสายอีสาน ที่เคลื่อนพลมาจาก อ.ปากช่อง จำนวนหลายพันคัน มีทั้ง รถกระบะ รถตู้  รถบัสขนาดใหญ่ รถบรรทุก และมีคนเสื้อแดงหลายหมื่นคน มารวมพลอัดแน่นเต็มพื้นที่ รถอีกจำนวนมากยังเข้าไปในพื้นที่ไม่หมด ต้องจอดบนถนนพหลโยธินทั้งในช่องทางคู่ขนาด 2 ช่องจราจร และช่องทางด่านอีก 3 ช่องจราจร พบว่ารถจอดยาวตลอดเส้นทาง ยาวไปจนเกือบถึงเขตรอยต่อ อ.หนองแค จ.สระบุรี


ทางด้านถนนสายเอเชีย กองบังคับการตำรวจภูธร จ.อ่างทองรายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่า  กลุ่มคนเสื้อแดงเดินทางผ่านถนนสายเอเชียช่วง จ.อ่างทอง จำนวน 28,200 คน  โดยใช้พาหนะรถบรรทุก 6 ล้อ  120 คัน   รถตู้  500 คัน  กระบะ 1,500 คัน   รถยนต์เก๋ง 2,000 คัน  รถบัส  70 คัน  และรถจักรยานยนต์  50 คัน ยังคงทยอยเดินทางเข้ากรุงเทพฯเป็นระยะ นี่คือรายงานเพียงแค่ช่วงเช้า 

ในวันเดียวกัน กลุ่มคนเสื้อแดงในเมืองได้กระจายกันไปตามจุดต่างเพื่อแสดงเจตนาขับไล่รัฐบาล ก่อนที่ทัพใหญ่จากต่างจังหวัดจะเข้ามาสมทบ  ที่ อนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน วงเวียนใหญ่  นายจตุพร พรหมพันธุ์ พร้อมด้วยนายวิภูแถลง วัฒนภูมิไทย แกนนำคนเสื้อแดง ประกอบพิธีบวงสรวงอนุเสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และทำพิธีกรรม "โองการแช่งน้ำแช่งอำมาตย์" ก่อนเริ่มการปราศรัยเพื่อขับไล่รัฐบาล เรียกร้องให้มีการยุบสภา



แยกหลักสี่  นายวีระ มุสิกพงศ์ และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำอาวุโส ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์หลักสี่ ก่อนเคลื่อนขบวนมาปิดประตูทางเข้าหลักของกรมทหารราบที่ 11 มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ อยู่ด้านใน 

หน้าสวนลุมพินี  นายจรัล ดิษฐาอภิชัย และนางดารุณี กฤตบุญญาลัย แกนนำเสื้อแดง ร่วมกันบวงสรวงอนุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ก่อนเคลื่อนขบวนเข้าถนนสีลม ผ่านด้านหน้าห้างสยามพารากอนจนถึงถนนนราธิวาส

แยกดินแดง คนเสื้อแดงกว่า 800 คนร่วมกันทำพิธีเผาพริกเผาเกลือสาปแช่งรัฐบาล ก่อนออกเดินเท้าจากสวนป่าหัว ถนนมิตรไมตรี ดินแดงไปวนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ,แวะมอบดอกกุหลาบให้ทหารที่ ร.1พัน1รอ.ถนนวิภาวดีและเยี่ยมเยียนสถานีโทรทัศน์ ช่อง 11 ก่อนเดินทางกลับไปร่วมตัวกันที่สวนป่า 

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงจากสายเหนือ-อีสาน-ตะวันออก ยังคงเคลื่อนเข้ากรุงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เช้าจนค่ำไปถึงเช้าของวันใหม่เพื่อไปร่วมชุมนุมใหญ่ ในวันที่ 13 มีนาคม จำนวนคนเสื้อแดงในครั้งนั้นนับว่ามหาศาล


นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-20 พฤษภาคมในปีนั้น คนเสื้อแดงได้ปักเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา จัดการเลือกตั้งใหม่ แต่การชุมนุมของคนเสื้อแดงสร้างความเดือดร้อนรำคาญใจให้กับคนกรุง เพราะเกะกะทางเดิน รกรุงรังถนนหนทางในมหานคร จนรัฐบาลต้องขอพื้นที่คืนและกระชับพื้นที่ ปฏิบัติการโดยทหารนำกำลังพลของกองทัพ รถหุ้มเกราะ อาวุธปืนกระสุนยางไปจนถึงกระสุนจริง เข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่ขัดขืนไม่ยอมออกจากพื้นที่ชุมนุม มีทั้งยิงขู่ ยิงจริง

จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก เสียชีวิต 91 ศพ ทั้งทหารและพลเรือน โดยสัดส่วนพลเรือนมากกว่าหลายเท่า และหลายพันคนหวาดผวาเสียงปืนเสียงระเบิด เตลิดกลับบ้านพร้อมกับความเจ็บปวดทั้งกายและใจ พกความคับแค้นใจกลับบ้าน และอีกหลายคนที่ต้องติดคุกเพียงเพราะไปยืนดูเหตุการณ์วันเผาศาลากลาง จนถึงตอนนี้ยังไม่ได้รับอิสรภาพใดๆ

ส่วนแกนนำ 7 คนที่ได้เข้ามอบตัวหลังประกาศยุติการชุมนุมได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว หลังจากที่นอนในเรือนจำมานานกว่า 9 เดือน ก็ออกมาตีปีกได้อีกครั้งหลังจากถูกจองจำโดยไม่ได้รับการสวบสวน มาพร้อมกับพลังคนเสื้อแดงที่รอคอยให้การสนับสนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง พร้อมกับคำประกาศอิสรภาพ "พวกเรากลับมาแล้ว"


เสียงนกหวีดดังขึ้นเป็นครั้งที่ 3 เรียกชาวเสื้อแดงจากทุกมุมเมืองทั้งใกล้และไกล กลุ่มคนที่กลับไปรักษาแผลบอบช้ำจากเหตุสลายการชุมนุมพร้อมแล้วที่จะกลับมาใหม่อีกครั้ง หลังแตกพ่ายกลับบ้านถึง 2 ปีซ้อน วันที่ 12 มีนาคม 2554 "วันนี้ที่รอคอย"

วันที่คนเสื้อแดงแข็งแกร่งพอที่จะออกมาตอบโต้คลายความหวาดกลัว และกลับมาใหม่พร้อมกับข้อเรียกร้องที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับคนเจ็บคนตาย  ซึ่งชาวรากหญ้าได้ตระหนักรู้แล้วว่าเป็นหน้าที่ของประชาชนทุกคน ที่ต้องทุ่มเทความสามารถจิตใจ ในการเข้าร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของชีวิตของทุกคน อย่างไม่มีข้อแม้หรือหมายเหตุใดๆ  
 
เบื้องหลังขบวนการเสื้อแดงกลุ่มคนที่ปรากฎในฉากหน้าอาจจะมีเพียงไพร่ คือ ชาวรากหญ้าที่ทนแดดทนฝนอาสาเป็นทัพหน้าออกมาเคลื่อนไหวแสดงตัวอย่างชัดเจน ลึกไปกว่านั้นยังมีคนอีกมากที่เห็นด้วยกับขบวนการเสื้อแดง คอยหนุนอยู่ด้านหลัง ผ่านข้อเขียน กิจกรรม วงเสวนา ต่อสู้เชิงความคิด และยังมีกลุ่มพ่อค้า นายทุน นักศึกษา ฯลฯ อีกมากที่พร้อมจะกระโดดเข้าร่วม รอเพียงจังหวะสุกงอมเต็มที่เท่านั้น 

12 มีนาคมนี้ คงได้เห็นกันว่า คำทำนายของ "โสรัจจะ นวลอยู่ "นอสตราดามุสเมืองไทย เตือนไว้ใน ศาสตร์แห่งโหร ปี 2554  ว่า เดือนมีนาคม และเมษายนปี 2554  ให้จับตามองลางร้ายที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและบ้านเมือง  เหตุการณ์ทางการเมืองรุนแรงที่จะเกิดขึ้น เหมือนพายเรืออยู่ในอ่าง มันจะวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา เหมือนปีก่อนๆ ไม่มีผิด  เมืองไทยเข้าสู่วิกฤต จะมีประชาชนมาชุมนุมกันเป็นเรือนแสนที่ชุมนุมตามท้องถนน แม้รัฐบาลประกาศห้ามชุมนุมก็ไม่ฟังกัน
"เกิดขึ้นจากความโกรธแค้นและรู้ทันความเคลือบแคลงของรัฐบาล"  ประเด็นนี้ไม่ใช่หมอดูก็ทำนายได้แค่ลืมตามองเท่านั้นเอง




 ที่มา.มติชนออนไลน์
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2554

คุยเปิดอก รมต.สมัยแรก(ไอซีที) "จุติ ไกรฤกษ์" ภารกิจเช็คบิลแก้สัญญามือถือ

อยู่ในกลุ่มหลีกไม่พ้นเป็น 1 ในรัฐมนตรีที่ต้องขึ้นเขียงโดนฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน สำหรับ"จุติ ไกรฤกษ์"รัฐมนตรี(สมัยแรก)แห่งกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร (ไอซีที) ด้วยว่าหลายโปรเจ็คของหน่วยงานในการกำกับดูแล ทั้งบมจ.ทีโอที และบมจ.กสท โทรคมนาคม มีปัญหาเรื่องความโปร่งใส
 ไม่ว่าจะเป็นกรณีการขยายโครงข่าย3G ทั่วประเทศ, การจับมือร่วมธุรกิจระหว่างกลุ่มทรูกับบมจ.กสท โทรคมนาคม รวมถึงการเดินหน้าเช็คบิลเอกชนกรณีแก้ไขสัญญาสัมปทานในอดีต

ผู้สื่อข่าว มีโอกาสพูดคุยกับเจ้ากระทรวงไอซีทีในหลากหลายแง่มุม ดังนี้
เตรียมตัวอะไรบ้างสำหรับอภิปราย
เตรียมไว้ 7 ประเด็น แต่ไม่บอกให้ฝ่ายค้านไปทำการบ้านเอง
เรื่องกสทฯเป็นประเด็นใหญ่ ผมเตรียมตัวไว้ก่อนที่ฝ่ายค้านจะประกาศว่าอยู่ในลิสต์ เพราะเตรียมไว้ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ คาดไว้แล้วว่าต้องโดนแน่ทั้งกรรมาธิการ สตง. เผลอๆ อาจปปช. ดีเอสไอด้วย ก็ไม่หนักใจอะไร
กรณีกสทฯกับทรู กสทฯได้ประโยชน์ ทางกสทฯยืนยันว่าเซ็นสัญญาไม่เร่งรีบ แต่ในประเด็นนี้ผมยืนยันว่า เขาเร่งรีบ ยังบอกไปว่า อุตส่าห์ทำดีมา 99.5% เซ็นช้ากว่านี้ อีก 2 วันจะไม่มีใครว่าเลย ผมพูดแบบนี้ตลอด แต่ก็จำนนในเหตุผลของเขานะ
ส่วนเรื่องทีโอที ถ้าฝ่ายค้านอภิปรายประเด็นนี้ก็เท่ากับเปิดให้ผมหาเสียง บอกได้ว่าอภิปรายผมเรื่องนี้ฝ่ายค้านถึงตาย (หัวเราะ)
ทำไมถึงคิดว่ากรณีกสทฯโดนแน่
เพราะผมคือเบี้ยในกระดานธุรกิจโทรคมนาคมหลักล้านๆ บาท ไม่ใช่แสนล้านนะ ทั้ง 5 เจ้า ทีโอที กสท เอไอเอส ดีแทค ทรูมูฟ ทุกคนแย่งเป็นคนทำคนแรก เพราะจะกวาดลูกค้าไปหมด คุณไปดูธุรกิจส่งถ่ายข้อมูลดาต้าโตก้าวกระโดด ทุกคนก็น้ำลายไหล ใครไปก่อนได้ก่อน  พอดีผู้บริหารกสทฯเป็นคนหนุ่มจึงเห็นโอกาสคว้าก่อน แต่จะเป็นความหวังหรือความตายยังไม่รู้ อย่างน้อยมีใจมีวิชั่นที่จะไป
ที่ผ่านมาเอกชนไม่อยากทำ 3G เพราะอยากรีดไขมันจากสัมปทานให้หมดก่อนค่อยลงทุน 3G ลงระบบใหม่ทีเดียว พอกสทฯโดดมาทำเป็นคนแรก แถมจับมือกับทรู ทุกคนก็เต้นเพราะอ่านเกมผิด ผมก็ตั้งคำถามว่า ทำไมคุณไม่ไปประมูลฮัทช์แข่งกัน ทุกคนมีสิทธิแต่ไม่ประมูลเอง
ตอนกทช. จัดประมูล 3G ผมเองยังคิดแผนว่าจะทำอย่างไรกับ 3 หมื่นครอบครัวพนักงานของ 2 องค์กรนี้ เพราะไม่มีโอกาสรอดเลย กะว่าจะควบรวมทีโอทีกับกสทฯ วันนี้ผมถึงบอกพนักงานทั้ง 2 แห่งว่า พระเจ้าให้โอกาสที่ 2 มาแล้ว เกาะให้แน่อย่าให้หลุดไม่เช่นนั้นลงนรกแน่นอน
ทุกวันนี้ที่สะดุดไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเมือง แต่เป็นเกมธุรกิจแน่นอน กูไม่ได้มึงก็ไม่ต้องมี ถ้าไปก็ไปพร้อมกัน แต่หนนี้หนักหน่อยเพราะไปเปลี่ยนตัวแปรเขา เกิดอยากเป็น First Mover

ทั้ง2องค์กรจะรอดได้ยังไง
ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร ถ้าไม่เปลี่ยนไม่รอด อย่างทีโอที บอร์ดฯยังไม่ทันเลือก รัฐมนตรียังไม่มีนโยบาย คนทีโอทีบอกห้ามเอาคนนอกมา กสทฯก็เหมือนกัน ผู้บริหารคนนอกเหมือนถูกเก็บมาเลี้ยง  วัฒนธรรมข้างในองค์กรต้องเปลี่ยน คนดีๆ มีเยอะแต่ถูกผลักไว้ข้างๆ ไม่มีตำแหน่ง ผมอยากจะร้องไห้แทนประเทศไทยตอนเห็นการจัดการโอนทรัพย์สิน

สัมปทาน 18 ปีทำอะไรกันมาบ้าง ทรัพย์สินแสนกว่าล้านยังไม่ดู แล้วจะทำอะไรได้
ทีโอทีมีเสา มีคลื่น มีไฟเบอร์ออฟติก แต่อยู่ตรงไหนบ้างไม่รู้ ผมถึงสั่งให้เอ็กซ์เรย์ทั้งทีโอที กสทฯว่าเสาอยู่ตรงไหนบ้าง
ถึงนั่งเถียงกับคณะกรรมการมาตรา 22 ที่ดูแลสัมปทานที่บอกว่า คุณบอกไม่เสียหาย แสนกว่าล้านบาทคุณรู้ว่ามีอยู่ แต่

คุณหาเสาตัวเองไม่เจอไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน แล้วยังมาบอกว่าไม่เสียหาย ทุกวันนี้ผมก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง คอยหวดไม้เรียวไป ไม่รู้ว่าไม้จะหักก่อนหรือไหล่จะหลุดก่อน

ถ้าบอร์ดทีโอทีลาออกจนเหลือไม่ครบ7
ก็ประชุมไม่ได้ กระทบ 3G แน่นอน เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ก็ต้องให้กระทรวงการคลังผู้ถือหุ้นใหญ่พิจารณาว่าจะตั้งใหม่หมดหรือตั้งเพิ่ม แต่บอร์ดฯที่ลาออกไม่เกี่ยวกับกรณี 3G แต่กลัวถูกฟ้องจากที่มีมติว่าจะฟ้องเอกชนกรณีแก้สัญญา

สุดท้ายบอร์ดทีโอทีก็ไม่ฟ้องเอไอเอส
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ธงของผมยังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนคือเอาเงินคืนให้รัฐ คณะกรรมการเจรจายังไม่ได้สรุปว่าจะเจรจาได้ไม่ได้ เรื่องฟ้องกับเจรจาคนละเรื่อง เรื่องฟ้องเป็นการทำให้อำนาจต่อรองของรัฐยังอยู่ รัฐยังมีสิทธิฟ้อง ผมหวังว่าจะจบที่การเจรจามากกว่าขึ้นศาล เว้นแต่ประธานคณะกรรมการเจรจาบอกว่า ไม่จบไม่คืบไปกว่านี้แล้วก็จะเสนอครม.ให้พิจารณาว่าจะไปทางไหนต่อ ถ้าเขาไม่ยอมจ่าย หรือจ่ายแต่ไม่ใช่ที่รัฐต้องการ
ส่วนเรื่องทีโอทีจะเอาอย่างไรต่อไป เป็นกลยุทธ์ในการต่อสู้ขออุบไว้ก่อน สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร ยืนยันว่าทั้งหมดอยากให้เจรจาจบบนโต๊ะ ไม่ต้องการฟ้อง ต่างคนต่างไปทำมาหากินของตนเองดีที่สุด ผมอยากให้เจรจาถึงที่สุดแล้วมาดูว่ารับได้หรือไม่ได้

คิดว่าจะเจรจาสำเร็จ
สำเร็จถ้าไม่งก ก็อย่างที่บอก ถ้าผมงกน้อยก็โดนหาว่าเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ตัวเลขตอนนี้ที่จะเจรจายังไม่มีใครเปิดไต๋ ตรรกะและเหตุผลของทั้ง 2 ฝ่ายจะตัดสิน  เพราะที่คลังคิดมา แสนห้าพันล้านบาทพูดตรงๆ ว่า สุดโต่ง ในเชิงประโยชน์รัฐก็ดี แต่จะเดินมาพบกันครึ่งทางได้อย่างไร ผมอยากให้มีการจ่าย มากน้อยก็ต้องจ่าย คราวหลังจะได้ไม่มีใครทำอย่างนี้อีก และจะได้ตามไปดูต่อว่า ผู้บริหารคนไหนทำให้เสียหาย ไม่อย่างนั้นก็จะทำกันอีก
 เรื่องการเจรจาอีกไม่นานก็จะรู้แนวโน้มว่าจะได้ไม่ได้ จ่ายไม่จ่าย น่าจะรู้ก่อนเลือกตั้งใหม่

เอกชนยืนยันว่าไม่ได้ทำอะไรผิด
ก็ต้องยืนยันแบบนั้น ไม่เช่นก็เข้าคุก ธงของทนายจำเลย คือ ต้องเข้าอนุญาโตตุลาการ ซึ่งรัฐเข้าทีไรแพ้ทุกที มีทางอีกเยอะต้องให้จบเป็นเรื่องๆ ไป ต่อไปถ้าผมเป็นฝ่ายค้านก็ต้องมานั่งดูว่า จะมีคนมาเปลี่ยนสิ่งที่ทำไว้แล้วไหม ที่พูดนี่ไม่ได้เตรียมเป็นฝ่ายค้านนะ แต่อนาคตไม่แน่นอน

ค่าเสียหายมีตัวเลขที่ต้องการแล้ว
เรื่องตัวเลข ถ้าไปเรียกจากเขาน้อย วันหน้ามีคนไปฟ้องว่า ผมทำให้รัฐเสียหาย ผมก็ต้องรับผิดแต่เพียงผู้เดียว เวลาผมเรียกก็ต้องเรียกตั้งแต่วันที่เสียหาย แล้วครม. ก็ต้องตัดสินให้ผมว่า จะนับวันแรกจากวันไหน ถ้าเป็นผมก็ต้องเป็นวันแรกตั้งแต่แก้ไข เพราะผมไม่มีทางเลือก เหมือนกับที่ผมต้องทำจดหมายส่งไปถึงซีอีโอ ทีโอที และกสท ให้ระมัดระวังเรื่องการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ ระวังโดน ม. 157
เขาก็ขุ่นใจแต่ผมต้องทำ เพราะถ้าไม่ทำ พวกที่เดินขบวนกันอยู่ไปร้องที่โรงพักบอกผมละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ผมก็โดนเต็มๆ ไม่มีใครมาประกันตัวผมหรอก แต่วันนี้ผมก็ทำหน้าที่ผมไปแล้ว
ปัญหาเอไอเอสไม่มีใครอยากทำมันได้แต่ศัตรูไม่ได้อะไรเลย ถ้าผมเรียกตังค์กลับมาได้ คนก็ต้องบอกว่าก็มันต้องจ่าย ไม่ใช่เพราะเราทำ แต่คนถูกฟ้องหรือถูกเรียกตังค์คืนต้องไม่ชอบเป็นธรรมดา
เรามีหน้าที่ก็ต้องรับผิดชอบจะหนีไม่ได้ จะรับแต่ชอบ ไม่รับผิดก็ไม่ได้ คนอย่างผมไม่หนีปัญหา มีอะไรก็แก้ไขกันไป

มีข่าวว่าไปเร่ขายเอไอเอส
ผมไม่ใช่เจ้าของจะไปเร่ขายได้อย่างไร ถามว่าข่าวจากใคร เหมือนข่าวเรื่องไปฮ่องกงไปรับเงินจากประธาน(ซี.พี.) ไปงานเวิล์ดจีเอสเอ็มล่าสุดมีการประชุมมีรัฐมนตรี รัฐวิสาหกิจ และเอกชนหลายประเทศไปกันเยอะแยะ สิ่งที่ทุกคนถามผมเหมือนกันหมด คือ เมื่อไรไทยจะมี 3G ติดปัญหาอุปสรรคอะไร ผมก็บอกไปว่า หวังว่าจะเร็วๆ นี้

ไม่รู้สึกเขินที่ไทยไม่มี 3G
แรกๆ ก็มีบ้าง แต่ไปมาหลายรอบแล้ว ตอนนี้อินโดนีเซียยังล้ำหน้าเราไปแล้ว ส่วนประเทศในเอเชียก็อยากรู้ว่า เราจะจัดการปัญหาอย่างไร อยากรู้ว่า เรื่องอดีตนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร เขาห่วงธุรกิจเขา ห่วงประโยชน์ตัวเอง มองว่าจะมีโอกาสทางธุรกิจอย่างไร ซึ่งผมก็ตอบไม่ได้บอกไปว่า ต้องให้ครม.ตัดสินใจ
แต่ทุกคนพูดเหมือนกันว่า3G เกิดช้ายิ่งขาดทุนโอกาส อินเดียเป็นตัวอย่างประมูล 3G ไม่เสร็จสักที มีการประเมินความเสียหายว่า ทุก 6 เดือนที่ล่าช้าเสียหายราว 1,000 ล้านเหรียญจึงต้องกัดฟันทำ เป็นการลงทุนขั้นพื้นฐาน สิ่งที่รัฐได้คือเศรษฐกิจพัฒนา ได้ภาษีกลับมา

สัมปทานไทยคมถึงไหนแล้ว
รอทางไทยคมตอบหนังสือที่กระทรวงไอซีทีแจ้งมติครม.ให้ทราบว่าต้องมีการยิงดาวเทียมดวงใหม่ ต้องคืนเงินประกัน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ และต้องปรับสัดส่วนผู้ถือหุ้นให้ชินคอร์ปกลับไปถือหุ้นในไทยคม 51% ตามเดิม รัฐยังได้ส่วนแบ่งรายได้จากไอพีสตาร์ตามเดิม คิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร ค่าประกันเอกชนก็ได้กำไรอัตราแลกเปลี่ยน ดาวเทียมดวงใหม่เขาก็อยากยิงอยู่แล้ว

เหมือนเข้าทางเอกชน
ใช่ก็ยอมรับ แต่รัฐก็ได้ไม่น้อย
 
ตอนรับตำแหน่งบอกว่าตั้งใจมาแก้ทุจริตเม็กกะโปรเจ็ค
เอาความจริงของโลกนะ เหมือนเอาก้อนหินทุ่มไปในบึงใหญ่ๆ ที่มีจอกแหนมันก็กระจาย พอน้ำนิ่งมันก็ค่อยๆ ไหลออกมาปิดเหมือนเดิม


ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วงจรอุบาทว์

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บ.ก.ลายจุด แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง รวมตัวทำ Flash Mob ที่หน้ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตะโกนคำว่า "หน้าที่ของข้าราชการคือต้องรับใช้ประชาชน" ซึ่งเป็นคำฮิตและติดปากในละครเรื่อง "คู่เดือด" ที่นำแสดงโดยป๋อ-ณัฐวุฒิ สกิดใจ

นายสมบัติได้เขียนลงในเฟซบุ๊คเพื่อให้เพื่อนๆสมาชิกช่วยกันกระจายข่าวต่อๆกันไป โดยมั่นใจว่าหลังกิจกรรม Flash Mob หน้าดีเอสไอ จะมีกระแสขานรับอย่างถล่มทลาย เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ดีเอสไอออกหมายจับ "แกนนำแดงสยาม" 4 คน และคนเสื้อแดงอีก 39 คน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ว่า

“ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี”

ละครเรื่อง "คู่เดือด" นายณัฐวุฒิ สกิดใจ รับบทเป็น "ปลัดดำ" ข้าราชการใจซื่อมือสะอาด แต่เสียใจในระบบราชการที่ตัวเองโดนสอบสวนทางวินัยและถูกพักงาน เพราะไปเปิดโปงขบวนการชั่วในท้องถิ่น จนถูกกลุ่มข้าราชการชั่วที่รับใช้นายทุนรวมหัวกันกลั่นแกล้ง ด้วยความอัดอั้นจึงระเบิดอารมณ์โดยตะโกนด่าข้าราชการว่า "หน้าที่ของราชการ...คือต้องรับใช้ประชาชน" ซึ่งสร้างกระแสให้กับประชาชนทั่วประเทศอย่างมาก เพราะสังคมไทยวันนี้ยังเต็มไปด้วยความอยุติธรรมและความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น

ข้าราชการจำนวนไม่น้อยไม่ทำหน้าที่รับใช้ประชาชน ทั้งยังฉ้อราษฎร์บังหลวง และใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงประชาชนต่างๆนานา

แม้แต่กระบวนการยุติธรรมยังถูกตั้งคำถามเรื่อง 2 มาตรฐาน โดยเฉพาะคำว่า “ตุลาการภิวัฒน์” ที่กลายเป็นการดึงสถาบันตุลาการเข้ามาเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่นเดียวกับองค์กรอิสระต่างๆตามรัฐธรรมนูญก็ถูกตั้งคำถามเรื่องความสุจริตเที่ยงธรรม และความยุติธรรมที่เสมอภาค

วันนี้สังคมไทยจึงต้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ศาล หรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ทำหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมหรือข้าราชการต้องรับใช้ประชาชน โดยยึดมั่นในกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ทั้งยังต้องมีจริยธรรมและความเป็นธรรมเพื่อให้ประชาชนเสื่อมใสและศรัทธา

คำว่า 2 มาตรฐานและความอยุติธรรมต่างๆจึงไม่ได้แตกต่างจากอำนาจเผด็จการ หรือการทำรัฐประหารที่เป็น “วงจรอุบาทว์” ในสังคมไทยมาตลอด 78 ปี

โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

**********************************************************************