--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มุมแดงแจงสี่เบี้ย ข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

รับกับสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงจนถึงขั้นปะทะกันระหว่างไทยกับกัมพูชา “ลูกไม้ใต้ต้น” ฉบับนี้ จึงขอนำเสนอ ส.ส.รุ่นเก๋าแห่งพรรคเพื่อไทย “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” ส.ส.นครราชสีมา ที่ยืนหยัดอยู่ในสภามากว่า 20 ปี ซึ่งท่านสวมหมวกอีกใบที่เกี่ยวข้องกับการทหารโดยตรงคือ ประธานกรรมาธิการทหาร สภาผู้แทนราษฎร

>>ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา

“ปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของชายแดนมันมีมานานแล้ว ไม่ใช่เฉพาะกัมพูชาอย่างเดียว แต่รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่การแบ่งปันเขตแดนในประเทศอื่น เช่น ลาว พม่า หรือมาเลเซีย เสร็จสิ้นไปหมดแล้ว จึงไม่พบความขัดแย้ง ในบริเวณนี้นัก ยกเว้นกัมพูชา ที่ยังมีพื้นที่ทับซ้อนหลายแห่งทั้งบนบกและในทะเล”

>>มูลเหตุของความขัดแย้ง

“สาเหตุหลักเนื่องจากทั้งไทยและ กัมพูชาเองต่างถือแผนที่กันคนละฉบับ จึงทำ ให้แนวเขตแดนไม่ตรงกัน ทำให้ต่างคนต่างถือ ว่าดินแดนในแผนที่เป็นของตัวเอง จนมีการ นำเรื่องเขาพระวิหารเข้าพิจารณาในศาลโลก ตั้งแต่ประมาณปี 2505 จึงทำให้เกิดปัญหามา เรื่อยๆ จนปัจจุบัน”

>>ความรุนแรง

ถึงขั้นปะทะกันในครั้งนี้“การเมืองในประเทศที่กำลังมีการ เคลื่อนไหวกันอยู่ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดปัญหาความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายการยั่วยุประเทศเพื่อนบ้าน แม้จริงๆ แล้วไม่อยากจะมองเป็นอย่างนี้ อย่างไรก็ตาม แต่ถ้าไม่มีอะไรที่เป็นเลศนัย มีการแฝงประโยชน์จากกลุ่มการเมือง ก็มอง ได้อย่างชัดเจนว่า พี่น้องประชาชนที่มาชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลผลักดันทหารเขมรให้ออกจากพื้นที่ตามแผนที่ที่เรามี ซึ่งก็เท่ากับว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นของเรา จึงทำ ให้รัฐบาลต้องออกอาการอย่างที่เราเห็น และทะเลาะกับกัมพูชาตามที่เป็นข่าว”

>>วิถีชีวิตชาวบ้านทั้งสองฝั่ง

ต่างพึ่งพากัน“เรื่องนี้แน่นอน เพราะถ้าใครไปเที่ยว เขาพระวิหาร ก็ต้องพักที่ฝั่งไทย แต่ที่ผ่าน มามันเป็นเรื่องของการปลุกเร้ากระแสคลั่ง ชาติของผู้นำชุมชน ผู้นำประชาชนบางกลุ่ม ที่ต้องการให้ประชาชนมองเห็นว่าที่ดินตรง นี้เป็นที่ดินของไทย ซึ่งถ้าไม่มีข้อพิพาทคง ไม่เกิดเหตุอะไรขึ้น แล้วที่ผ่านมาเราก็ปล่อยปละละเลยกันมายาวนานมากจนกระทั่งมันไล่ไม่ออก เพราะฉะนั้น ต้องหาทางเจรจา หาข้อยุติโดยเร็ว”

>>หลายฝ่ายมองว่า

เป็นเรื่องของผลประโยชน์“ถ้ามองในมุมของผลประโยชน์ ก็อาจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเมืองในประเทศ อาจมีการเบี่ยงเบนประเด็นของเรื่องบางเรื่อง ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงประเด็น ให้ประชาชนสนใจในเรื่องการเมืองของไทย กับกัมพูชา ในเวลาเดียวกันก็อาจทำให้รัฐบาล ลอยตัวได้ในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่น แต่อย่างไรก็ตาม คิดว่าวันนี้นี่ปัญหาหลักๆ คือ ปัญหาของเขตแดน และปัญหาของพระวิหาร ซึ่งศาลตัดสินไปแล้ว แต่มีคนกลุ่มหนึ่ง บอกว่า สามารถเรียกร้องกลับคืนมาได้ เพราะมีการสงวนสิทธิเอาไว้ แต่ว่ามันมีกำหนดระยะเวลาเอาไว้ ซึ่งมันเกินกำหนด ระยะเวลามานานแล้ว แต่เราก็เอากลับมา ฟื้นเรื่องนี้กันใหม่”

“ถามว่าทำได้ไหม ก็ต้องบอกว่าถ้าทำ ได้ก็ดี แต่ยังไงก็ตาม ต้องเป็นแบบสันติวิธี แล้วไม่ให้เกิดการต่อสู้ขึ้น เพราะรบกันไม่มี อะไรดี มีแต่เสียกับเสีย ไม่มีประโยชน์”

>>สิ่งที่รัฐบาลควรทำในขณะนี้

“รัฐบาลจำเป็นต้องเดินเกมด้วยการ ทูตอย่างเร่งด่วน เพราะการปะทะกันไม่ได้ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ซึ่งนอก จากจะเสียหายทั้งสองฝ่ายแล้ว ประชาชนยังเดือดร้อน ในขณะที่ประเทศชาติก็ลำบาก เพราะฉะนั้น การสู้รบกันจะไม่มีใครชนะ แต่จะทำให้เกิดความเสียหายมากมาย โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องเจอกันตลอด การปะทะกันก็เปรียบเสมือนลิ้นกับ ฟัน ถ้าจะต้องมาทะเลาะกันอยู่ทุกวันคงทำ ไม่ได้ ยิ่งถ้าแค่เสียงปืนดังแล้วยังปล่อยให้ อยู่อย่างนี้ มันก็ยังจะมีการปะทะเกิดขึ้นได้ อีก แล้วเมื่อหยุดปะทะแล้วไม่เจรจากันต่อ ก็มีโอกาสที่จะเกิดการปะทะกันได้อีก”

>>รัฐบาลจะทำอย่างไรต่อไป

หลังการหยุดยิง“วันนี้ต้องให้คณะกรรมการปักปันเขต แดนหรือ JBC ซึ่งทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชา เป็นคณะกรรมการร่วมอยู่ และให้ทั้งสองฝ่าย ตกลงร่วมกันอย่างรวดเร็วต่อเนื่องและทำ อย่างจริงจัง ซึ่งเดิมมีการประชุมกันมาหลาย ปีแต่ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะต่างคนต่าง หลีกเลี่ยงกันบ้าง ต่างฝ่ายต่างมีปัญหาบ้าง แล้วในที่สุดก็ไม่ได้ทำอย่างจริงจังต่อเนื่อง ที่สำคัญจำเป็นต้องมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ย ซึ่งนี่แค่พื้นที่บนบกที่เป็นพื้นที่ทับซ้อนเท่านั้น ยังมีปัญหาในเรื่องของพื้นที่บริเวณ เกาะกูด อ่าวไทยและหลักเขตที่ 78 อีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ใหญ่กว่านี้มาก เพราะเป็นอาณาเขตพื้นที่ขนาดใหญ่ ซึ่งนี่เป็นแค่จุด เริ่มต้น”

>>การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

“เรื่องของเขตแดนพื้นที่ทับซ้อน หากต่างคนต่างเกี่ยงกันแบบนี้ คงปล่อยให้ เป็นต่อไปไม่ได้ คือถ้าเรามองจริงๆ หากตกลงกันไม่ได้ คงมาปั่นหัวปั่นก้อยไม่ได้ พอถึงเวลาจริงๆ จึงน่าใช้พื้นที่ทับซ้อนทำประโยชน์ร่วมกัน แต่ก็จะเกิดปัญหาตามมา อีกเพราะจะมีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ยอมเพราะถือว่าดินแดนเป็นของเรา แต่ความ จริง ณ วันนี้ ต่างประเทศก็ประกาศไปแล้วว่าดินแดนวัดแก้วสิกขาเป็นของเรา แต่อยู่ดีๆ มาบอกให้มาบูรณะร่วมกัน เก็บประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งถ้าทำได้ก็ดี เป็นเจ้าของทั้งสองประเทศ แต่เวลาเดียวกันกลุ่ม พี่น้องประชาชนจะยอมรับได้หรือไม่ รัฐบาลก็ลำบาก”

>>รัฐบาลถูกกดดันมวลชนรอบด้านในหลายเรื่อง

“แน่นอนตอนนี้รัฐบาลถูกกดดันจาก ทั้งมวลชนเสื้อเหลืองและเสื้อแดง ถามว่า วันนี้รัฐบาลเปิดศึกหลายด้านคงไม่ไหว ในประเทศยังย่ำแย่ขนาดนี้ แล้วไปรบกับ เพื่อนบ้านอีกคงไม่ได้ ตอนนี้จึงดูเหมือนว่า รัฐบาลค่อนข้างคลอนแคลน แล้วจะเอาอะไร ไปต่อสู้กับข้าศึกศัตรู”

>>หลายฝ่ายมองว่าฮุนเซน

ฉวยโอกาสตอนรัฐบาลไทยอ่อนแอ“ทางกัมพูชาเขามีการดำเนิน กลยุทธ์และทางการทูตกันต่อเนื่องอยู่แล้ว กับประเทศไทย ซึ่งเขามองดูว่าวันนี้มันมีปัญหากันระหว่างไทยกับกัมพูชา เขาก็จะพยายามที่จะแก้ปัญหาการเมืองภายในของเขา ในการเรียกศรัทธาจากพี่น้องประชาชนในประเทศ ในเวลาเดียวกันเขา ก็รู้อยู่แล้วว่าการเมืองไทยเป็นอย่างไร แล้วไมตรีที่มีต่อกันกับรัฐบาลชุดนี้มีค่อนข้างน้อย ไม่ใช่เฉพาะรัฐมนตรีต่างประเทศ (กษิต ภิรมย์) เท่านั้น แต่ยังมีอย่างอื่นด้วย ทำให้เขามองว่า ประเทศไทยยังไม่เป็นมิตร ที่ดีต่อเขา”

“ประกอบกับประสบการณ์ที่ผ่านมา ของเขาประสบปัญหาค่อนข้างเยอะ แต่ก็ ได้รับการช่วยจากประเทศใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือจีน ทำให้เขามองว่าเขา มีหลัก มีแบ็กอัพ มีแหล่งที่จะสนับสนุนเขา เพราะฉะนั้น เราอย่าไปมองว่าเราจะเอา ชนะกัมพูชาได้ง่ายๆ เขามีแบ็กเยอะ ในขณะที่เราถูกโดดเดี่ยว เราจะทำเก่งคงไม่ได้ ตอนนี้คงไม่คุ้มแน่”

>>เรื่องการทูตของรัฐบาลนี้

ค่อนข้างล้มเหลว“หลายฝ่ายเห็นว่าเรื่องของการทูต การต่างประเทศในรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร กับรัฐบาลปัจจุบันต่างกันอย่างลิบลับ เพราะยุคของทักษิณเศรษฐกิจดี ประชาชนคนในชาติมีความเป็นหนึ่งเดียวกันในช่วงที่มีปัญหาการเผาสถานทูตไทย ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนในเรื่องของความเด็ดขาด การสั่งอพยพคนไทย การตัดสัมพันธ์ทางการทูต แต่ในยุครัฐบาลนี้ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ค่อนข้างลำบาก เพราะบ้านเมืองระส่ำระสาย เศรษฐกิจไม่ดี การทหารก็มัวแต่อิงการ เมือง ห่วงแต่เรื่องของการเมือง จึงทำให้ความใส่ใจในเรื่องนี้น้อยลงไป เพราะฉะนั้น นายกฯ ต้องรีบดำเนินการโดยด่วนในการ นำคนไทยที่ติดคุกในกัมพูชาออกมาโดยเร็ว ที่สุด ซึ่งความจริงตั้งแต่วันถูกจับนายกฯ ต้องแสดงภาวะผู้นำก็ให้กัมพูชาปล่อยคนไทยออกมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว”

>>คนส่วนหนึ่งมองว่า

เราอาจเสียพื้นที่ทับซ้อน“เรื่องศาลโลกผมไม่แน่ใจ แต่เขาท้า ให้เราไปขึ้นศาลโลก ซึ่งผมคิดว่าเราคงไม่กล้าขึ้น เพราะขึ้นไปเราก็เจอตอแน่ เพราะประเทศหลักหนุนเขาทั้งนั้น”

>>เรื่องของศึกภายใน

ระหว่างรัฐบาลกับคนเสื้อแดง“เรื่องนี้คงยุติได้แต่ต้องใช้เวลาสักพัก ซึ่งตัวจักรสำคัญก็คือ คณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ ซึ่งเขาก็ค่อยๆ ทำงาน แต่อาจเพราะรัฐให้ความสำคัญค่อนข้างน้อย เพราะมีเรื่องใหญ่ที่ต้องคอยรับมือมากกว่า”

>>การปฏิรูปการเมือง

“จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปฏิรูปการ เมือง เพื่อให้เกิดจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ไม่ใช่เกิดเหตุเพื่อชิงความได้เปรียบทาง การเมือง เช่นตัวอย่างที่เห็นอย่างชัดเจน ณ ปัจจุบัน อย่างการแบ่งเขตเลือกตั้งที่มุ่งหวังเอาเปรียบทางการเมืองโดยไม่คำนึง ถึงอะไร”

>>ความพร้อม

ในการเลือกตั้งครั้งหน้า“เรื่องของความพร้อมคิดว่าทุกคนคงพร้อมรับการเลือกตั้งตลอดเวลา แต่จะ ได้รับเลือกหรือไม่ ก็ต้องขึ้นกับพี่น้องประชาชน ซึ่งหากเลือกพรรคเพื่อไทยเข้ามาเกินครึ่งก็ไม่น่าเป็นปัญหากับการตั้งรัฐบาล”

ครบถ้วนกระบวนความสำหรับมิติ ปัญหา “ไทย-กัมพูชา” ผ่านมิติมวยมุมแดง “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” ประธาน กมธ.ทหาร

ที่มา.สยามธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

"ไตรรงค์" เผย "ฮุนเซน" บอกไม่มี "ทวิภาคี" อีกต่อไป-อาจยื่นให้ศาลโลกรื้อฟื้นคำพิพากษา

"ไตรรงค์" พบ "ฮุนเซน" ในการประชุมสุดยอดธุรกิจไทย-กัมพูชาครั้งที่ 1 ประจำปี 2554 ระบุ นายกฯ กัมพูชายันไม่มี "ทวิภาคี" อีกต่อไป และอาจยื่นให้ศาลโลกรื้อฟื้นคำพิพากษาปราสาทพระวิหาร

รายงานจากกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ว่าเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี และนายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้าพบสมเด็จฯฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยนายไตรรงค์และคณะได้เดินทางไปยังกรุงพนมเปญ เพื่อเข้าเยี่ยมคารวะสมเด็จฯฮุน เซน และจัดกิจกรรมการประชุมสุดยอดธุรกิจไทย-กัมพูชาครั้งที่ 1 ประจำปี 2554

นายไตรรงค์ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าร่วมหารือกับสมเด็จฯฮุน เซน ว่า ทั้งสองฝ่ายหารือในเรื่องการค้าระหว่างไทยและกัมพูชา จากนั้นสมเด็จฯฮุน เซน ได้หยิบยกปัญหาเขตแดนมาหารือ โดยฝากไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ว่ากัมพูชามีเจตนารมณ์ที่จะยุติความขัดแย้งชายแดนระหว่างกัน ร่วมแสวงหาหลักหมุดชายแดนโดยพร้อมปฏิบัติตามคำแนะนำของยูเอ็นเอสซีที่ให้ หยุดยิงเป็นการถาวรและเจรจาทวิภาคี แต่สิ่งที่ต้องการของสมเด็จฯฮุน เซน คือน่าจะมีสักขีพยานในการเจรจา สักขีพยานจะมาจากสมาชิกทุกชาติของอาเซียน หรือเป็นประธานอาเซียนก็ได้ และสมเด็จฯฮุน เซน ไม่ต้องการเห็นสงครามคำพูดระหว่างกัน

ด้านสมเด็จฯฮุน เซน แถลงถึงสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า การประชุมสองฝ่ายระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ยุติลง ต่อไปจะไม่มีการประชุมทวิภาคีอีกแล้ว การประชุมครั้งต่อไปต้องมีฝ่ายที่สาม จะต้องมีประธานอาเซียนซึ่งปัจจุบันเป็นอินโดนีเซีย ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ เป็นการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ผู้ไปนั่งประชุมคือบุคคลที่สามแล้ว

สมเด็จฯฮุน เซน กล่าวต่อว่า อาเซียนไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องชายแดนไทย-กัมพูชาได้ อาเซียนทำได้เพียงขัดขวางไม่ให้สองคนทะเลาะกัน ยูเอ็นเอสซีไม่มีบทบาทแก้ไขให้ปัญหามันจบสิ้นได้ แต่กัมพูชายังมีทางเดินของตัวเอง โดยจะฟ้องไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice-ICJ) หรือศาลโลก ให้พิจารณารื้อฟื้นคำพิพากษาในคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อปี 2505 อีกครั้ง เพื่อยุติข้อขัดแย้งในปัญหาเส้นพรมแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาอย่างชัดเจน

ที่มา.ประชาไท
////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

คอป.ซัก "ผบ.หน่วย" ทหารแตกทัพเหตุ 10 เมษา 53 ถามใช้ "อาวุธ" อะไร ขน "ยานเกราะ" ออกมาทำไม ?

ที่ห้องประชุมสำนักงานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) มีการประชุมแสดงความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาข้อสรุปและตรวจสอบหาความจริงจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม 2553

โดยยกกรณีเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ในวันที่เจ้าหน้าที่ขอคืนพื้นที่ถนนราชดำเนิน จนเหตุการณ์รุนแรงลุกลามทำให้ทั้งสองฝ่าย คือ พลเรือนและทหาร เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก  ในการประชุมแสดงความคิดเห็นในครั้งนี้ ทาง คอป. ได้เชิญตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยมี พ.อ.ธรรมนูญ วิถี ผอ.กองยุทธการ ตัวแทนกองทัพภาคที่ 1 กล่าวชี้แจงในฐานะผู้บังคับบัญชาหน่วยทหารที่เข้าประจำจุดพื้นที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ถ.ดินสอ เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ว่า  ในส่วนหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาตนเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ในจุดที่มีการชุมนุมและได้รับบาดเจ็บ เบื้องต้นต้องขออนุญาตแสดงความเสียใจและขออภัยขอโทษผู้ที่ได้รับความสูญเสียในวันนั้น ที่ไม่ได้มาในวันนี้ด้วย เป็นความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ด้วยความจริงใจ มีทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ขณะเดียวกันก็มีผู้ที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บซึ่งเป็นพี่น้องประชาชนหลายคน

"ในวันนี้ที่มาคุยกันเพื่อให้รับทราบสาเหตุที่แท้จริง... จนเจ้าหน้าที่ต้องออกมาปฏิบัติงาน ข้างหน้า คือ พี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น 

ผมในฐานะที่นำกำลังมา 3 กองร้อย ผมยืนยันว่าได้บอกกับผู้ใต้บังคับบัญชา ว่า ข้างหน้า คือ พี่น้องคนไทยทุกคน อย่าทำอะไรที่เป็นเหตุความรุนแรง เราจะมีการประชุมวันละสองรอบ คำสั่งที่ได้รับ คือ ไปกำชับลูกน้องให้ปฏิบัติตามคำสั่ง ข้างหน้าไม่ใช้ฝ่ายตรงข้ามที่รังเกียจเดียดฉันท์กัน ผมชื่นชมพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯเป็นการส่วนตัว ยืนยันว่าเมื่อเข้ามาทำหน้าที่ไม่ได้คิดว่าฝั่งตรงข้ามเป็นศัตรู"

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า ในเรื่องของฝ่ายความมั่นคง การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองมีหลายวิธี บางประเทศใช้พลังประชาชน เมื่อเห็นว่ารัฐบริหารงานไม่เป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือทุจริตคอรัปชั่น ส่วนฝ่ายความมั่นคงมองว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีโมเดลอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ใช้ พรรค มวลชน และกองกำลัง นี่คือ พื้นฐานที่ต้องพิสูนจ์กันต่อไป ว่าเรื่องนี้มีอยู่จริงหรือไม่

ประเด็นใหญ่ในวันที่ 10 เมษายน ผมมีภารกิจที่ใช้กัน ว่า "ขอคืนพื้นที่" บางฝ่ายก็ไม่อยากจะใช้ โดยมีภารกิจทำให้สะพานพระปิ่นเกล้า กับ สะพานพระราม 8 ต้องเปิดใช้งานได้เปิดการจราจรได้

จากนั้นเป็นการแบ่งมอบให้หน่วยที่รับผิดชอบ  หน่วยหลัก คือ กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ รับผิดชอบถนนราชดำเนินนอกที่รับผิดชอบแยกมิสกวัน ถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์ ถึงแยก จปร. กองพลที่ 2 รักษาพระองค์ซึ่งตนรับผิดชอบในส่วนนั้นด้วยรับผิดชอบตั้งแต่ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสี่แยกคอกวัว เพื่อที่จะเปิดการจราจรที่สะพานพระปิ่นเกล้า ภารกิจมีเท่านี้ มีเวลาปฏิบัติภารกิจตั้งแต่ เวลา 1 3.00 น.

"ในข้อเท็จจริง คือ ยังไม่ได้เริ่มปฏิบัติภารกิจ กำลังของกองพลที่ 2 ที่อยู่ในกองทัพภาคที่ 1 ส่วนหนึ่งและอยู่ในสโมสรกองทัพบก ไม่สามารถเคลื่อนย้ายออกไปได้ ในแง่ทหารไม่สามารถออกไปจากที่รวมพลไปได้ เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมนำคนมาปิดกั้น" 

ในระหว่างนั้นเจ้าหน้าที่คงต้องปฏิบัติภารกิจตามขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก ตามกฎการใช้กำลังเป็นหลัก เจ้าหน้าที่ต้องออกไปจากกองทัพภาคที่ 1 ให้ได้  จากกองทัพภาคที่ 1 มาถึงลานพระบรมรูปทรงม้าเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นราชดำเนินนอก เลี้ยวขวาเส้นแยกวังแดงเพื่อไปที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จากตรงนั้นไปมีการเจรจากันมาโดยตลอด ผู้ที่อยู่บริเวณนั้นไม่ยอมให้เราผ่านไป จำเป็นต้องขยับขยายกันบ้าง ใช้แก๊สน้ำตาไป 1 ลูก ทางนั้นโยนกลับมา 4 ลูก

"ผมโดนแก๊สน้ำตาไป 4 รอบ แต่ไม่โกรธกัน ต่างคนต่างปฏิบัติหน้าที่ ทางฝ่ายผู้ชุมนุมก็ต้องการรักษาพื้นที่ไว้ เพราะเขาคิดว่าจะไปรื้อเวทีที่สะพานผ่านฟ้า แต่เราคิดว่าจะเปิดพื้นที่จากอนุสาวรีย์ไป ต่างฝ่ายต่างปฏิบัติหน้าที่ คิดกันอย่างนั้น จนกระทั่งไปถึงที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาไปหยุดประมาณ 17.00 น. ก่อนค่ำมืด จุดที่ไปถึงระหว่างกลุ่ม นปช. ที่ตรึงกันบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ขณะนั้นกำลังอยู่ใกล้กันมาก มีรถปิคอัพขวางเท่านั้น  ทั้งสองฝ่ายแลกข้าวแลกน้ำกันแล้ว พูดคุยกันแล้วคิดว่าผู้บังคับบัญชาสั่งอย่างไรก็จะปฏิบัติต่อ แต่ไม่มีลักษณะที่จะเกิดการใช้อาวุธที่รุนแรงจนเสียชีวิต ในส่วนของกองพลทหารราบที่ 2  รักษาพระองค์ไปหยุดที่โรงเรียนสตรีวิทยา  ภาพเป็นอย่างนั้นอาจจะมีการผลักดันกันไป มีพระสงฆ์มานั่งก็ต้องนิมนต์ท่านเชิญออกข้างนอก นายสั่งให้เดินต่อไป มีการพูดคุยกันไม่มีลักษณะรุนแรง จนถึงขนาดบาดเจ็บเสียชีวิต"

ส่วนของอีกหน่วย คือ กองพลที่ 2 รักษาพระองค์ จากแยกสะพานวันชาติ เลี้ยวขวาไปหน้าวัดบวรนิเวศ  ผ่านวงเวียน ไปที่สี่แยกคอกวัว เพื่อไปบรรจบกัน กลุ่มหนึ่งไปหยุดที่โรงเรียนสตรีวิทยาอีกกลุ่มไปหยุดที่สี่แยกคอกวัว ผลักดันกันไม่สามารถเคลื่อนต่อไปได้ กำลังของพี่น้องเสื้อแดงมากขึ้นเรื่อยๆ

กลับไปที่กองพลทหารราบที่ 1 ที่้ต้องเดินทางให้ถึงสะพานมัฆวานรังสรรค์แต่เดินไปไม่ถึง และต้องมีกำลังส่วนหนึ่งที่ไปคอยผลักดันไม่ให้กำลังผู้ชุมนุมที่เดินทางมาจากสี่แยกราชประสงค์มาสมทบได้ แต่ปรากฏว่าสกัดกั้นไม่สำเร็จตรงเชิงสะพานยมราช เพราะมีฝ่ายตรงข้ามเป็นจำนวนมากและได้รับการตอบโต้อย่างหนัก  และมีผู้บังคับบัญชาได้เห็นผู้ที่คิดว่าเป็นแกนนำกองกำลัง มายืนสั่งการมีการใช้ยุทโธปกรณ์ เป็นจำนวนมาก กองพลทหารราบที่ 1 กลับไปไม่ถึงสะพานมัฆวานฯ ต้องกลับเข้าไปในทำเนียบรัฐบาล ทางราชดำเนินนอกไม่สามารถขอคืนพื้นที่ได้

ส่วนที่สอง คือ โรงเรียนสตรีวิทยากับสี่แยกคอกวัว ซึ่งถ้าผมเป็นฝ่ายตรงข้ามต้องคิดแล้วว่า จะทำอย่างไรที่จะผลักดันกำลังสองกลุ่มนี้ออกไปได้ ขณะที่เราจับมือกันแล้วคุยกันแล้ว  ผู้บังคับบัญชาสั่งว่าค่ำแล้ว ต้องถอนกำลังออก ในการจะถอนกำลังออก เวลา 17.00 น. ส่วนกองพลที่ 1 ถอนกำลังออก เพราะว่าทางฝ่ายผู้ชุมนุมมีกำลังจำนวนมาก ในส่วนที่เหลืออยู่ถูกล้อมหมดแล้ว ผู้บัญชาการกองพลเรียกรวมว่าจะถอยออกอย่างไร เพื่อปรับกำลัง แนวทางคือว่า จะมีการวางกำลังส่วนหน้าไว้เล็กน้อยและถอนกำลังเข้าไปในกองทัพบก ตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา 

ระหว่างนั้นสี่แยกคอกวัว มีกำลังพลของกรมหทารราบที่ 2 รักษาพระองค์ถูกยิงด้วยเอ็ม 79 หลายลูก  ทหารได้รับบาดเจ็บหลายคน ผู้บังคับหน่วยก็ขอถอนกำลังกลับเข้าไปที่สโมสรทหารบก ระหว่างทางผู้บังคับบัญชาต้องการให้กำลังของทางผู้บังคับหน่วยที่สี่แยกคอกวัว ปิดกั้นท้ายไว้ส่วนหนึ่งเพื่อไม่ให้กำลังจากวัดบวรนิเวศ บีบเข้ามาทางหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา ที่มีคนมาล้อมหมดแล้ว  กองพลที่ 1 ทานไม่ไหวกลับเข้าไปในกองทัพแล้ว ทหารที่มาจากปราจีนบุรีเอง ได้รับบาดเจ็บมาก โดนระเบิด เอ็ม 79 ประมาณ 15-16 ลูก  

พอทหารที่สี่แยกคอกวัวถอนกลับไปแล้ว กลุ่ม นปช.ที่สี่แยกคอกวัวก็เคลื่อนมาจากวัดบวรนิเวศ มาปิดทางด้านข้างของวัดบวรนิเวศ จากสะพานวันชาติมาทางสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ขณะนี้มีคนล้อมทั้งหมด ข้างหน้าที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นปช.เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 2 พัน เป็น 5 พันคน ตอนนั้นคิดว่าจะถอนคุยกันได้ แต่บังเอิญว่า มีอาวุธสงครามอยู่ที่สี่แยกคอกวัว น่าจะเป็นอันตราย ผู้บัญชาการเกรงว่าจะมีอันตราย สั่งให้มีการรวมผู้บัญชาการกองโดยการไปรวมตัวที่หลังรถสายพานลำเลียงพล(รสพ.) ระหว่างที่กำลังประชุมชี้แจงปรับกำลังที่จะถอนตัว 

ข้างหน้ามีการสับเปลี่ยนกำลังกัน ผมก็ลุกขึ้นไปกำชับให้ผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ด้านหน้าให้วางกำลังหนาแน่น เพราะว่ามีกำลังที่อยู่บริเวณนั้นเดิมเป็นผู้หญิง แต่ตอนนั้นเป็นกลุ่มชายฉกรรจ์มาพร้อมกับรถเครื่องขยายเสียงขนาดใหญ่ เพื่อกลบเสียงสั่งการ และระหว่างที่ผมลุกไปแล้วไปแจ้งเตือนลูกน้องให้กระชับกำลัง แล้วหันหลังกลับมา ซึ่งห่างจากวงผู้บังคับบัญชาประมาณ 10 เมตร เกิดระเบิดขึ้น 1 ลูก กึ่งกลางเส้นเหลืองของถนน อยู่ด้านข้างของวงสนทนาสั่งการของผู้บังคับบัญชา  ไม่แน่ในว่าเป็นเอ็ม 79 หรือระเบิดขว้าง  มีผู้บังคับบัญชาและกำลังพลบาดเจ็บหลายนาย  ตัวผมเองมีบาดแผลที่นิ้วมือซ้ายและขาซ้าย แต่ยังสามารถควบคุมสติได้ 

ในเวลาต่อมา 2-3 นาที มีระเบิดเพลิง 1 ลูกตกลงมาใกล้กัน ระหว่างนี้แถวทหารถูกกลุ่มพี่น้องที่เป็นวัยรุ่นดันมาด้านหลัง จะถอยออกมาเป็นรูปตัวยู จะถึงแนวที่ผู้บังคับบัญชาได้รับบาดเจ็บ ตรงนี้จะมีระเบิดหรือเอ็ม 79 ลงมาอีก 1 ลุก ตรงนี้จะมีผู้บังคับบัญชาบาดเจ็บมาก แล้วผู้บัญชาการก็ขาหักไปไม่ได้ ต้องลากกันไป แตกทัพ จนมาถึงเชิงสะพานวันชาติ

พี่น้องที่ขยับเข้ามาประมาณกึ่งกลางของถนนดินสอ ไม่แน่ใจว่าเป็นส.ส.กทม.ท่านหนึ่งที่เดินตามกลุ่ม นปช. เข้ามา ทางผมก็ให้ผู้พันไปเรียนให้ท่านทราบว่าพอได้แล้ว มีผู้บังคับบัญชาบาดเจ็บ ท่านก็โทรไปหาพิธีกรบนเวที สั่งให้หยุด เพราะว่ามีการบาดเจ็บ แล้วเราก็ถอนกลับไป ผมคิดว่าสองท่านนั้น เป็นคนโทรไปบอกให้หยุด ท่านผู้บังคับบัญชาต้องลงไปหลบซ่อนในคลองสะพานวันชาติ เพราะว่าไม่สามารถออกไปได้  ผมทราบว่าที่พี่น้อง นปช.มีความโกรธแค้น เป็นข้อมูลมีพี่น้องเราส่งไปให้เพื่อนผู้ชุมนุมทราบว่า ฝ่ายทหารมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต กลุ่มของผมอยู่ในกลุ่มที่สองที่พี่น้องได้รับข้อมูลว่า มีคนเจ็บคนตาย

ตอนนั้นมีกำลังพลกลุ่มหนึ่งที่ได้รับบาดเจ็บ ขึ้นรถไปเลี้ยวซ้ายไปทางวัดบวรฯ มีพี่น้องกลุ่มหนึ่งที่เข้ามาปิดทางวัดบวรฯ เห็นทหารกลุ่มหนึ่งได้รับบาดเจ็บจึงลากลงมาตี  ผมดูในทีวีก็มีพี่น้องเสื้อแดงบอกว่าพอแล้วอย่าทำ เขาก็มาห้ามก็มีบาดเจ็บ

จากนั้น คณะกรรมการ คอป. ได้ตั้งคำถามกับ พ.อ.ธรรมนูญหลายข้อดังนี้

@ พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ คณะอนุกรรมการตรวจสอบความจริง คอป. ถามว่า ในส่วนต้นกองทัพบกยังมีคำสั่งไม่ให้ใช้อาวุธในการปฏิบัติการ ถ้าเป็นอย่างนั้นอยู่ แต่มีภาพจากข่าวจาก นสพ.ว่าทหารได้ใช้ รถถังตามข่าว ซึ่งความจริง คือ รถสายพานลำเลียงพล รสพ. ไปด้วยหรือเปล่า ถ้าเอาไปจะประเมินอย่างไร เพราะลักษณะยานยนต์ เหมือนใช้ในสงคราม คนมองหรือตีความจะมองว่า ไม่ควรใช้กับประชาชน มันจะทำให้เกิดความรู้สึกยั่วยุหรือเปล่า

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า กองพลทหารราบที่ 2ไม่มีรถยานยนต์หุ้มเกราะมาด้วย เมื่อมาปฏิบัติภารกิจตรงนั้น เมื่อมาถึงสี่แยกวังแดงก็ได้รับแจ้งว่า ทางหน่วยเหนือได้มอบรถบรรทุกยานเกราะไม่ใช่รถถัง เพราะรถถังจะมีปืนใหญ่ รถบรรทุกยานยนต์หุ้มเกราะจะเหมือนยานยนต์รบของทหารราบใช้บรรทุกคนโดยใช้รถเป็นเกราะกำบัง เหยียบเข้าที่หมายโดยไม่ใช้กำลัง กองทัพบกทราบว่า มีกองกำลัง ในห้วงที่ผ่านมา มีเอ็ม 79 ยิงไปที่สถานีโทรทัศน์ มีหลายที่ซึ่งมีอาวุธ ก็ได้ใช้รถหุ้มเกราะเป็นที่กำบัง ซึ่งเราใช้มาตลอด และพลรบก็ไม่มีอาวุธที่จะใช้ปฏิบัติภารกิจในการคืนพื้นที่  โดยพลขับอยู่ข้างบน 1 คน แล้วกำลังพลเดินตามไป

"ในวันเกิดเหตุใช้ รสพ. คันที่สองบังไว้ในการประชุมวางแผนจะถอนตัว ภาพอาจจะดูว่าเป็นการนำยานเกราะมาทำร้ายประชาชน แต่เป็นการป้องกัน "

@ พล.ท.พีระพงษ์ ถามต่อว่า  กระบวนการตัดสินใจย่อมเล็งเห็นผลว่า ประชาชนไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจหรอก แม้กระทั่งสื่อยังไปมองว่าเป็นรถถัง เวลาประกอบกำลังได้มีการคุยกันบ้างหรือไม่ ว่า การนำรถประเภทนี้มากำบังมันอันตรายมาก ชาวบ้านจะเข้าใจผิดว่าเป็นการยั่วยุสถานการณ์ มีประโยคเหล่านี้บ้างหรือไม่ในการประชุมจัดกำลัง

พ.อ.ธรรมนูญ กระบวนการที่จะสนับสนุนรถถัง ผมไม่ได้อยู่ในกระบวนการ แต่อยากจะเรียนว่า กองพลทหาราบที่ 2 ที่ผมมาอยู่ตรงนั้น ทางผู้บังคับบัญชาก็คงใคร่ครวญดูแล้วว่ามีอันตราย ก็ได้กำชับอีกว่าข้างบนเป็นพลขับ ขับมาไม่มีเจ้าหน้าที่ใช้ปืนอยู่บนรถ ตัวพลขับเองระหว่างเกิดเหตุได้รับบาดเจ็บไม่สามารถนำรถคันดังกล่าวออกมาได้

@ พล.ท.พีระพงษ์ ถามอีกว่า ตอนปฏิบัติการขั้นต้นยังมีการสั่งไม่ให้ใช้อาวุธ เพราะเป็นประชาชน แต่ไม่มีใครคาดคิดว่า จะถูกยิงมาจากทางฝั่งที่อยู่ในกลุ่มประชาชน แต่ไม่ได้บอกว่าประชาชนเป็นคนยิง ตอนที่ออกไปได้ถืออาวุธไปหรือไม่

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า จะเห็นว่ากองทัพภาคที่ 1 มีแต่กระสุนยาง ผมได้รับคำแจ้งเตือนจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงแจ้งว่า 1. มีรถตู้สองคันจอดที่ถนนราชดำเนิน และมีกองกำลังติดอาวุธ นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ผู้บังคับบัญชาจะปฏิบัติอย่างไร 2. กองกำลังที่เจ้าหน้าที่ได้พูดถึง เราใช้กำลังจำนวนหนึ่งไปขอเปิดจราจรปรากฏว่า การที่เราไม่สามารถสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมจากสี่แยกราชประสงค์ ซึ่งในขณะนั้นมาเต็มแล้ว มีกำลังมากกว่าฝ่ายทหารมาก กองทัพบกได้นำกำลังกองพลทหารราบที่ 9 ทางฝั่งธนมาสนับสนุน ปรากฏว่าหน่วยนี้ปฏิบัติตามนโยบายจอดรถเชิงสะพานพระปิ่นเกล้า ปรากฏว่า ทั้งรถและอาวุธถูกยึดไปหมด นี่เป็นข้อมูล 2 ประการ

@ นายสมชาย หอมละออ คณะอนุกรรมการตรวจสอบหาความจริง คอป. ถามว่า กำลังพลนอกจากอุปกรณ์ที่ใช้ควบคุมฝูงชน นอกจากโล่ กระบอง อาวุธอย่างอื่นมีอีกมั้ย เช่น เอ็ม 16 ลูกระเบิด หรือ มีเฉพาะกองพล 9 ที่มาทีหลังแล้วติดอาวุธ ซึ่งติดอยู่ที่สะพานปิ่นเกล้า

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เรื่องลูกระเบิดขว้างไม่มีใช้เด็ดขาด มีแค่ลูกซอง ส่วนอาวุธหนึ่งกองร้อยมี 3 หมวด ในแต่ละหมวดมีผู้บังคับหมู่ 3 คน ทางกองทัพบกให้เฉพาะผู้บังคับหมู่ใช้อาวุธได้ เป็นผู้ถืออาวุธ แล้วเอาไว้บนรถ แล้วกำหนดจำนวนที่แน่นนอนควบคุมไว้ จะปฏิบัติได้เมื่อมีคำสั่งที่ทาง ผบ.ทบ. บอกว่าเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตของผู้นั้น เท่ากับว่า 1 กองร้อยมี 10 กระบอก อยู่บนรถ

นายสมชาย ถามว่า ในความเห็นส่วนตัว ในฐานะนักการทหาร เวลามีเฮลิคอปเตอร์บินมาแล้วโปรยโยนระเบิดควันลงมา คิดว่ามันถูกต้องหรือไม่ คิดว่าเป็นการยั่วยุหรือไม่ในความรู้สึกของนักการทหาร

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า "ผมไม่ทราบ เพราะว่าอยู่ทางโรงเรียนสตรีวิทยา ในส่วนตัวก็เห็นการปฏิบัติ แต่ขออนุญาตไม่มีความเห็นตรงนี้ แต่ผลที่ได้รับคือเจ้าหน้าที่ทหาร เพราะว่าลมจากใต้ไปเหนือคนที่โดน คือ พวกผมครับ "

นายสมชาย ถามว่า มีคนใช้อาวุธกับทหารแต่งกายชุดดำหรือคล้ายจะดำ ยืนยันได้หรือไม่ มีข้อมูลบอกได้ไหม ที่ว่าบอกเห็นและระบุตัวได้ด้วย ว่าเป็นคนสั่งการยิงใส่ทหารเริ่มจากที่ถนนราชดำเนินพอจะระบุได้หรือไม่ว่าเป็นใคร

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า ที่ถนนราชดำเนินนอกที่บอกว่าเป็นภารกิจของกองพลที่ 1 ซึ่งผู้บัญชาการกองพลที่  1 ยืนยันด้วยตัวเองในที่ประชุมว่ามีผู้ยืนสั่งการ ในแง่ของทางการทหาร ผมคิดว่าเส้นหลักการรบมันอยู่ที่ราชดำเนินนอก ทำที่ราชดำเนินนอก กองพลที่ 1 ถอยไปแล้ว จุดต่อไปคือ สี่แยกคอกวัว ระเบิดลง 15 ลูก กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์แตกไปแล้วก็มาถึงจุดที่ผมอยู่  ผมมองว่าแนวทางการปฏิบัติเป็นเช่นนี้ แต่ถามว่าเห็นหรือไม่ ผมก็บอกได้ว่า ผมเห็นแต่แสงและเสียงลูกที่ 1 เห็นระเบิดเพลิง เห็นเอ็ม 79 ลูกที่ 3 เห็นแต่รถ เห็นแต่ในทีวี เห็นภาพที่มีผู้ถ่ายมาว่าเป็นแบบนั้น อย่างนั้นอย่างนี้ที่ถนนราชดำเนินกลางแต่ไม่เห็นตัว 

@ ด้านนายสมชาย ถามอีกว่า ก่อนที่จะปฏิบัติการได้มีการคาดการณ์หรือเตรียมพร้อมรับกับสถานการณ์หรือไม่ อย่างไร 

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า คิดว่ามีอาวุธ ต้องมีอาวุธ อาจจะเป็นปืนเล็กยาว ทหารที่อยู่ข้างหน้า 4 แถวใช้โล่กับกระบองเท่านั้น ตอนหลังเปลี่ยนเป็นเสื้อเกราะ ทราบว่ามีการใช้อาวุธ แต่ส่วนตัวไม่คิดว่าจะมีการใช้ระเบิดขว้างและเอ็ม 79 ไม่แน่ใจว่าประมาทหรือประเมินสถานการณ์ต่ำไป  เพราะถ้าเป็นปืนเล็กยิงเข้ามาอย่างน้อยก็ยังมีเสื้อเกราะ 

@นายสมชาย ถามว่า กำลังพลที่มาใช้ในการขอคืนพื้นที่ได้มีการฝึกยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนมากน้อยแค่ไหน และระยะเวลาการฝึก อุปกรณ์ต่างๆมีความพร้อมอย่างไร

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า ในการฝึกทางกองทัพได้สั่งการให้ดำเนินการเป็นขั้นตอนตามลำดับ แนวทางการควบคุมการใช้กำลัง 7 ขั้นตอน ยึดถือกันอย่างเคร่งครัด ผู้ปฏิบัติฝึกมาในที่ตั้ง และมาฝึกในพื้นที่ จะเห็นภาพข่าวจำลองสถานการณ์ และคนปฏิบัติจริงๆ จากกองทัพภาคที่ 1 ถึงสตรีวิทยา มีการปฏิบัติอย่างสุภาพบุรุษ

"กองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ กองพลที่ 1 เป็นต้นแบบ กองพล 11 เป็นเจ้าตำรับในการฝึกให้หน่วยอื่นไปปฏิบัติ มีการฝึกซ้อม มีขั้นตอนการปฏิบัติ กำลังพลต้องพกสมุดเล็ก ๆ แนวทางการปฏิบัติกฏ การปะทะต้องทำอย่างไรบ้าง ต้องท่องและมีความเข้าใจ ยืนยันว่ามีการฝึก" 

@ นายสมชาย ถามอีกว่า ในการฝึกมีผู้รู้หรือผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นมาเป็นผู้ฝึกหรือไม่ หรือฝึกกันเอง

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า ผมเข้าใจว่ากองพลที่ 1 น่าจะมีจากหน่วยงานอื่น คือ ตำรวจนครบาลมาฝึกให้ แต่กองพล 1 เป็นหน่วยหลักและต้นแบบที่กำหนดให้มาจัดการฝึกให้กับหน่วยอื่น

@ คณะกรรมการ คอป.อีกคนหนึ่งถามว่าวันที่ 10 เมษายน มีอาวุธปืนลูกซอง แล้วมีอาวุธปืนอะไรอีกไหม

พ.อ.ธรรมนูญ บอกว่า ข้างหน้า 4 แถวแรก ไม่มีอาวุธหนัก ครั้งหน้าถ้ามีอีกคนที่อยู่ 4 แถวหน้าจะโดนหนัก คงไม่มีใครอยากไปอยู่อีกแล้ว แถวต่อไปถึงจะให้ปืนลูกซอง ส่วนแถวต่อไปจะเป็นกองบังคับหมู่ปืนเล็ก  และใน 1 กองร้อย จะมี 9 คนที่ใช้อาวุธปืนเอ็ม 16 ได้ แต่การปฏิบัติภารกิจต้องเอาไว้ในรถ แต่ถ้ามีเหตุการณ์ทราบว่าอีกฝ่ายมีกองกำลังติดอาวุธก็ต้องอยู่ที่ดุลพินิจ ของผู้บังคับบัญชาว่า จะเอามาป้องกันตนหรือไม่ หรืออย่างเหตุที่ผ่านมา ซึ่งรับแจ้งว่าพล 9 ถูกยึดอาวุธไป อย่างนี้ก็ต้องนำอาวุธออกไป

คณะกรรมการ คอป.ถามอีกว่าสรุปวันนั้นก็มีอาวุธปืนเอ็ม 16 

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า ใช่ครับ  แต่ระเบิดขว้างไม่มีเด็ดขาด

ขณะที่ @ นายวสันต์ สายรัศมี อาสาสมัครกู้ภัยอยู่ในเหตุการณ์ 10 เมษายน ถามว่า  4 แนวหน้าที่ พ.อ.ธรรมนูญ บอกว่า คือ โล่ กับกระบอก แต่ภาพที่เห็นในวันนั้น คือ แนวหน้าโล่กับกระบอกแต่แนวที่ 2-3 คือ ลูกซอง  หลังจาก 2-3 ทำไมใช้ปืนเอ็ม 16

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า เป็นแนวตามที่ได้เรียนให้ทราบแล้วหลักๆ คือ กองร้อย 150  คน 4 แถวแรกเป็นกำลังโล่กระบอง เป็นหลัก แล้วถอยไปอีก ถ้าข้างหน้ามีกองกำลังคิดอาวุธ อนุญาตให้นำลงมาได้สำหรับป้องกันตน ตรงสี่แยกคอกวัว ผมไม่ได้อยู่ด้วย เขาปฏิบัติมาตั้งแต่บ่ายสองถึง 4 โมง ดันกันไปดันกันมา ก็อาจจะเป็นไปได้เมื่อ1-2 แนวที่ได้ปฏิบัติอาจจะล้า แล้วถอยออกมาก็เป็นไปได้ ในแนวที่สองที่อยู่ห่างกันเป็นลูกซองอาจจะเป็นไปได้

@ นายวสันต์ ถามต่อว่า แนวปะทะที่สี่แยกคอกวัวทหารเริ่มเข้าหาประชาชนหลังจากเริ่มเคารพธงชาติไม่ถึง 1 นาที ยืนยันว่าในช่วงก่อน 6 โมงเย็น ท่านบอกว่ามีเสียงเอ็ม 79 บอกได้เลยว่าเป็นแค่ถังแก๊สที่ทางฝั่ง นปช.กลิ้งไปหาทหารแล้ว ระเบิดประมาณ 1 ทุ่ม แล้วทหารบอกว่ามี นปช. ใช้อาวุธหรือขว้างไป บอกได้เลย ไม่ใช่ ตอนที่ทหารเจ็บ นั่นคือ ระเบิดที่ทหารขว้างไปใส่กลุ่ม นปช. แล้วระเบิดลูกนี้ตกไปที่กลุ่มทหารไม่ใช่ นปช. เพราะระเบิดขว้างไปติดสายไฟแล้วเด้งกลับลงมาทางฝ่ายทหาร แล้วบอกว่าฝั่งประชาชนขว้างใส่ทหาร ซึ่งตอนนั้นผมยังช่วยทหารที่บาดเจ็บ

พ.อ.ธรรมนูญกล่าวว่า เสียงถังแก๊สระเบิดกับเสียงระเบิดเอ็ม 79 นักการทหารจะฟังได้ เสียงเอ็ม 79 นับได้ 15 ลูก อาจจะมีถังแก๊สระเบิดด้วยเพราะว่าพี่น้องเราใช้ถังแก๊สและมีไฟฟู่ออกมาแรงมาก 5-10 เมตร ถ้าจุดอาจจะระเบิด แต่นั่นไม่กลัวเท่าไร และไม่คิดว่ามีอาวุธ เอ็ม 79 ซึ่งเราไม่รู้ว่ามาจากไหน แต่ในหลักการมี มวลชน มีพระ มีกองกำลัง  ในแง่ของการต่อสู้ ในอดีตสู้ด้วยพลังประชาชน สู้ด้วยกองกำลังติดอาวุธ อันไหนจะนำมาใช้ในตอนไหน นี่เป็นหลักการ หลายคนต้องศึกษาตรงนี้ เมื่อเข้าใจตรงนี้ จะรู้ว่าสู้กับอะไร ป้องกันร่วมกัน

"ถ้าในที่ประชุมนี่ หารือกันแล้วว่า ทหารติดคุก ผมยอม ถ้าทำแล้วทุกอย่างดีขึ้น กองกำลังสลายไป พรรคเพื่อไทยกับพรรคประชาธิปัตย์จับมือกัน ผมยอมเป็นตัวแทนกองทัพบก บอกแล้วว่าเราพยายามทำ ทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุ  ขนาดฝึกกันมาขนาดนี้ เรายังได้รับบาดเจ็บ วันนี้ก็เข้าใจเป็นวิธีการต่อสู้ใช้กองกำลัง ไม่ชนะแต่ต่อสู้กันในแง่ของการเมือง ถ้าทุกฝ่ายรู้เท่าทันทุกฝ่ายต้องหันมาช่วยกัน ผมเจ็บนอนโรงพยาบาล 10 กว่าวันผมไม่เคยโกรธ  พล.อ.ร่มเกล้า ก็ปั๊มหัวใจกันต่อหน้า "

"เป็นไปได้ที่เป็นระเบิดขว้างแล้วไปติดสายไฟได้ แต่ผมยืนยันกองทัพภาคที่ 1 ไม่มีเด็ดขาดที่จะเอาระเบิดขว้างติดตัวไป และลูกระเบิดที่เป็นสิ่งประดิษฐ์เราก็ตรวจพบ "

@ นาย สมชายถามว่า ช่วงก่อนที่จะมีระเบิดที่ทำให้ทหารบาดเจ็บก่อนนั้นเข้าใจว่ามีเหตุการณ์รุนแรงเกิดก่อนแล้วในพื้นที่อื่น ส่วนนี้จากเหตุที่เกิดขึ้นหน้ากองทัพบก จะมีผลต่อเนื่องให้เกิดความรุนแรงหน้าโรงเรียนสตรีวิทยาหรือไม่ และหน่วยของท่านเป็นทหารราบ อาจจะคาดเรื่องความรุนแรงอยู่บ้าง ถึงมีรถหุ้มเกราะ ให้นายทหารเพื่อประชุมหารือกัน เพราะไม่ได้ใช้บังเกอร์ ในการจัดกำลัง มีหน่วยคุ้มกันที่อยู่ตามยอดตึกต่างๆหรือไม่เพื่อคุ้มกัน หน่วยทหารราบที่ปฏิบัติหน้าที่ในการควบคุมฝูงชน

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า การจัดกำลังคุมกันการปฏิบัติในส่วนของหน่วย ใช้รถเกราะในการคุ้มกัน แต่ภาพอาจจะน่ากลัวอย่างที่ประชาชนรู้สึก ผมก็รู้สึกแบบนั้น มีข่าวเรื่องมีอาวุธขึ้นมา ส่วนระวางป้องกันที่จะดูแลตามที่สูงในวันนั้น เรารับภารกิจในพื้นราบ เมื่อไปถึงในช่วงเย็นกำลังที่จะเข้าไปในถนนดินสอ ยังไม่ได้จัดกำลังไปบนยอดตึก ขณะเดียวกันที่มีเฮลิคอปเตอร์บินวนอยู่มีแสงไฟที่อยู่รอบตึกยิงอาวุธใส่ทหารบนเฮลิคอปเตอร์ได้รับบาดเจ็บ การประมาณสถานการณ์ น่าจะทราบว่า มีคนอยู่บนยอดตึกยิงฮ. อาจจะยิงลงมาใส่เราด้วย การคุ้มกันยอดตึกในเวลานั้นก็ทำไม่หมด บนอาคารโรงเรียนสตริวิทยาก็ไม่ได้ขึ้นไป
    
@ ตัวแทนเอ็นบีที ถามว่า มีไหมที่กำลังพลหน่วยใดหน่วยหนึ่งถูกปลูกฝังมาว่าประชาชนกลุ่มนี้เป็นพวกล้มสถาบันเป็นศัตรูของชาติ

พ.อ.ธรรมนูญ กล่าวว่า "ผมเรียนชี้แจงตั้งแต่แรก ยืนยันว่า ไม่มี พี่น้องเสื้อแดงที่อยู่ในกรมผม พ่อแม่เขาก็เสื้อแดง ไม่มีการปลุกระดมว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้"

ที่มา.มติชนออนไลน์
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ทวิภาคี

ผลการชี้แจงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) กรณีข้อพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยมีนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ของไทย และนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา พร้อมด้วยรัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนเข้าร่วมด้วยนั้น

นางมาเรีย ริเบริโอ วิออตติ ประธานยูเอ็นเอสซี แถลงเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาทำสัญญาหยุดยิงอย่างถาวร และขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ความอดกลั้นถึงที่สุด หลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ทั้งไม่เห็นด้วยกับคำร้องของฝ่ายกัมพูชาที่จะให้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพของสหประชาชาติเข้าประจำการบริเวณปราสาทพระวิหาร

นอกจากนี้ยูเอ็นเอสซียังแถลงการณ์ยืนยันสนับสนุนสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ที่จะไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้วยการเจรจาภายใต้การดำเนินการในระดับภูมิภาค เพื่อการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ ซึ่งสอดคล้องกับท่าทีของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ยืนยันว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งเรื่องเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาต้องใช้การเจรจาทวิภาคีเท่านั้น

แต่มีคำถามว่า หากฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมเจรจาทวิภาคี และปล่อยให้ปัญหายืดเยื้อ ฝ่ายไทยจะดำเนินการอย่างไร เหมือนสถานการณ์เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายกัมพูชาต้องการแสดงให้เห็นว่ากลไกทวิภาคีเดินหน้าไม่ได้ ขณะที่ฝ่ายไทยที่วันนี้ใช้แถลงการณ์ของยูเอ็นเอสซีบีบให้กัมพูชากลับมาเจรจาทวิภาคีนั้น ฝ่ายไทยก็ต้องไม่หลงกลใช้ความรุนแรงใดๆตอบโต้กัมพูชาที่อาจใช้วิธีการต่างๆยั่วยุด้วย เพราะมิฉะนั้นยูเอ็นเอสซีหรืออาเซียนก็อาจเข้ามาแทรกแซงให้ใช้กลไกพหุภาคีแก้ปัญหาทันที

ที่สำคัญการเจรจาทวิภาคีได้หยุดชะงักมาเกือบ 2 ปีแล้ว นับแต่มีการประชุมครั้งล่าสุดที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ 6-7 เมษายน 2552 ซึ่งอุปสรรคสำคัญไม่ใช่เรื่องเอ็มโอยู 43 แต่เพราะฝ่ายกัมพูชาไม่พอใจที่ไทยพยายามกีดกันไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกของยูเนสโกรับรองให้ปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก

ดังนั้น ปัญหาระหว่างไทยกับกัมพูชาจึงจะยืดเยื้อต่อไป แม้จะไม่ได้ปิดตายการเจรจาแบบทวิภาคี แต่การเจรจาอาจไม่คืบหน้าใดๆอย่างที่นายวา กิมฮอง ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมของกัมพูชา ประกาศไม่รับข้อเสนอใดๆของฝ่ายไทยที่จะให้มีการประชุมเจบีซี

เช่นเดียวกับนายฮอร์ นัม ฮง ที่จะต้องใช้นโยบายทางการทูตเพื่อฟ้องประชาคมโลกต่อไปเรื่อยๆในฐานะประเทศเล็กที่ถูกรังแกจนกว่าปราสาทพระวิหารจะได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก การเจรจาทวิภาคีจึงจะกลับมาอีกครั้ง ซึ่งต้องถามนายอภิสิทธิ์กับนายกษิตว่าจะแก้เกมนี้อย่างไร ขณะที่คนไทยจำนวนหนึ่งก็ประณามว่ารัฐบาลนี้กำลังขายชาติและอ่อนแอเกินไป

ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

*********************************************************************

เขมร รบ ไทย ขบเหลี่ยมชิงแหล่งพลังงานในทะเล

โดย : ธนบูลย์ จิรานุวัฒน์ นักวิชาการกฎหมายระหว่างประเทศ

วัฒนธรรมข้ามชาติยังกลืนกลาย ไม่ร้ายเท่าบรรษัทไร้พรมแดนไร้มนุษยธรรม เช่นที่เมาะตะมะ สำหรับประเทศที่ไม่ชัดเจนเขตแดน ย่อมมีผลประโยชน์เหยียบไว้

โลกนี้มีบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านพลังงาน 2 บริษัท คือ 1. แอตแลนติก ริชฟิลล์ หรือ อาร์โก้ (Atlantic Rich Field Company Limited, ARCO) ในสหรัฐอเมริกาทางภาคเหนือ จดทะเบียนบริษัทลูกชื่อ เอ็กซอน ( EXXON) เพื่อนำเข้าน้ำมัน และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แปรรูปจากน้ำมัน และสารเคมี เช่น ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง เม็ดพลาสติก ฯลฯ

2. บริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ (Standard Oil Company Limited) บริษัทลูกขายปลีกน้ำมันชื่อโมบิล (Mobile) และนำเข้าน้ำมัน แปรรูปผลิตภัณฑ์น้ำมันและสารเคมี เช่นเดียวกับ บริษัทแอตแลนติก ริชฟิลล์ ทุกอย่าง

บริษัททั้งสองทำทีแข่งขันกันเกือบจะกลบเกลื่อนร่องรอยการร่วมกันกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันและก๊าซในสหรัฐอเมริกา จากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ (end-users) ได้สำเร็จ

แต่แล้วปรากฏกระทาชายชื่อ นายอากูเอล่า โผล่ขึ้นมาฟ้องบริษัททั้งสองในข้อหาผูกขาดตลาดด้วยวิธีร่วมกันกำหนดราคาขายปลีก เพราะกฎหมายสหรัฐอเมริกาเปิดช่องไว้ ห้ามทำการค้าผูกขาด ไม่ว่ากรรมวิธีใด ๆ เช่น ร่วมกันกำหนดราคาขายปลีกของสินค้า เป็นผู้ค้าสินค้าประเภทหนึ่งแล้วเข้าไปซื้อกิจการค้าข้างเคียง หรือต้องพึ่งพาเกี่ยวเนื่องกัน แล้วทำทีกำหนดราคาขายขึ้นเองให้กระทบกระเทือนใน
กลุ่มผู้ค้า หรือในกลุ่มลูกค้า ซึ่งเป็นวิธีผูกขาดตลาดแบบแยบยล..เหล่านี้เป็นเรื่องห้ามเด็ดขาด

บทบัญญัติกฎหมาย Anti-Trust Law (กฎหมายห้ามผูกขาดตลาดการค้า หรือกรรมวิธีในทางการค้า) หรือคนอเมริกันเรียกให้เกียรติแก่ 2 คนผู้เสนอบัญญัติว่า Clayton – Sherman Act

เมื่อบริษัททั้งสองถูกฟ้องและแพ้คดีในบางประเด็นสำคัญ จึงทำให้สาธารณชนในสหรัฐฯ รู้รายละเอียดกลวิธีการผูกขาดการค้าของบริษัททั้งสอง เช่น วิธีหลบเลี่ยงกฎหมาย รายรับรายจ่ายของบริษัท มีกลุ่มหรือบริษัทในเครือแค่ไหน อย่างไร? รวมตลอดถึงได้รู้ถึงเส้นทางการทำการค้าของบริษัททั้งสอง

ในชั้นศาลอุทธรณ์ บริษัททั้งสองมาทำข้อตกลงกับโจทก์ผู้ฟ้องร้องคดีนอกศาล จึงได้รู้ถึงยอดรายรับของบริษัททั้งสองทำกำไรได้หลายหมื่นแสนล้านดอลลาร์ต่อปี ยอดรายรับนี้ถูกนำมาคำนวณเพื่อเสียภาษีนิติบุคคล ตามกฎหมายสรรพากรของสหรัฐฯ (The Internal Revenue Code)

และเพื่อป้องกันถูกฟ้องจากลูกค้าอื่นๆ อีก และป้องกันความลับกรรมวิธีทำการค้าขายน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีต่าง ๆ มิให้รั่วไหล ในที่สุด บริษัททั้งสองจึงตกลงแบ่งแดนทำการค้า โดยให้บริษัท Atlantic Rich Field และบริษัทในเครือยังคงทำการค้าขายปลีกน้ำมันในสหรัฐฯ ต่อไป

ส่วนบริษัท Standard Oil Company Limited กับในเครือไปหาแหล่งพลังงานน้ำมันและก๊าซนอกทวีปอเมริกา และเป็นผู้ขายน้ำมันดิบให้แก่กลุ่มบริษัทค้าปลีกน้ำมันในสหรัฐฯ

ด้วยเหตุนี้ สแตนดาร์ดฯ บริษัทแม่ จึงไปซื้อบริษัทยูโนแคล (UNOCAL) มาเป็นบริษัทลูก และยูโนแคลก็ไปตั้งบริษัทหลาน คือ เชฟรอน (CHEVRON) เพื่อข้ามทวีปมาอาเซีย

ไม่เพียงเท่านั้น บริษัทแม่(สแตนดาร์ดฯ) ได้ซื้อบริษัทโตแตล (TOTAL) ของฝรั่งเศส (เคยร่ำรวยจากขุดเจาะ ค้าน้ำมันในลิเบีย แล้วถูกเจ้าของประเทศคว่ำบาตร) เพื่อเข้ามาในกัมพูชาและไทย

ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะกฎหมายฝรั่งเศสห้ามมิให้นำบริษัทฝรั่งเศสออกไปจากประเทศ ดังนั้น บริษัทยังคงมีสัญชาติฝรั่งเศส มีที่ทำการการค้าเป็นหลักแหล่งในประเทศฝรั่งเศส

ยูโนแคล แสวงหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ (oil and natural gas) ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย กัมพูชา และ เวียดนาม

ตัวอย่างโด่งดังไปทั่วโลก คือ กรณี ยูโนแคลได้สัมปทานขุดเจาะพลังงานพม่าในอ่าวเมาะตะมะ คือ บ่อชเว ขณะนั้น รัฐบาลพม่าหรือ SLORG ได้บังคับเกณฑ์แรงงาน (the concentration camp ) ชนกลุ่มน้อย เช่น กะเหรี่ยง มอญ คะฉิ่น ฯลฯ มาทำงานค่ายแรงงานของยูโนแคล มีทหารพม่ารับจ้างคุมบังคับทำงานวางท่อก๊าซ

เผอิญในกลุ่มแรงงานนั้นมีหญิงท้องแก่คนหนึ่งกับสามี ต่อมาเธอคลอดลูกและทำงานไม่ได้ ทหารพม่าเกิดบ้าเลือดขึ้นมา จับทารกลูกกะเหรี่ยงโยนเข้ากองไฟตายอนาถ แม่เข้าไปขัดขวางก็ถูกจับโยนใส่กองไฟไปด้วย

ปรากฏว่า ทารกตาย แม่บาดเจ็บสาหัส กระทั่ง ผัวเมียคู่นี้ทนไม่ไหวหาโอกาสหนีออกมาได้ เข้ามาถึงเชียงใหม่มาพบตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชนชาวอเมริกัน จึงพาทั้งคู่บินไปสหรัฐอเมริกา นำเรื่องขึ้นฟ้องคดีสู่ศาลลอสแองเจลิส มลรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกำกับดูแลของศาลอุทธรณ์เขต 9 สหรัฐอเมริกา

ในอเมริกาเรียกว่า คดีจอห์นโด ปรปักษ์กับยูโนแคล [บริษัทลูกของสแตนดาร์ดออยล์อีกแห่งที่ไปลงทุนในพม่า (John Doe v. Unocal) ] ตั้งชื่อโจทก์ให้เป็นฝรั่ง แต่ความจริงคือกะเหรี่ยง

สู้คดีกัน 2 ศาล ศาลชั้นต้น ยูโนแคลแพ้คดี ถูกสั่งจ่ายค่าเสียหายและค่าปรับไหมแก่โจทก์เป็นเงิน 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คดีไปถึงศาลอุทธรณ์ ๆ พิจารณาจะพิพากษากำหนดให้จ่ายค่าเสียหายและค่าปรับไหมสูงถึง 1 แสนล้านเหรียญ บริษัทยูโนแคลรู้ผลล่วงหน้า ก่อนจะอ่านคำพิพากษาหนึ่งสัปดาห์ จึงชิงไปเจรจากับผู้เสียหาย โดยเสนอจะชดใช้ค่าเสียหายและค่าปรับไหมให้โจทก์ 5 หมื่นล้านเหรียญเพื่อให้เรื่องจบ

ผลตกลงกันได้ แต่เงิน 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ มูลนิธิสาธารณกุศลที่ช่วยออกค่าทนาย และค่าใช้จ่ายระหว่างดำเนินคดีให้โจทก์ หักค่าใช้จ่ายไป ผัวเมียกะเหรี่ยงคู่นี้ได้ประมาณ 2 หมื่นล้านเหรียญ
เมื่อแพ้คดีนี้ ยูโนแคลต้องลงจากตำแหน่งและมอบสิทธิตามสัญญาสัมปทานทั้งหมดให้บริษัท เชฟรอน ดำเนินการแทน โดยก่อนหน้านี้ยูโนแคลเคยได้สัมปทานในอ่าวไทยเกือบทั้งหมดรวมทั้งอ่าวตั่งเกี๋ยด้วย

พลังงานในอ่าว “ฮุน เซน” กับใคร? จ้องเขมือบ
ประเทศกัมพูชา นายกฯฮุน เซน ได้ทำสัญญายกสัมปทานให้โตตาล(สแตนดาร์ดออยล์) ไปแล้ว ส่วนประเทศไทยให้สัมปทานการแก่ เชฟรอน สรุป ทั้ง เชฟรอน ทั้ง โตแตล ก็คือ สแตนดาร์ด ออยล์ ที่ได้พลังงานทั้งอ่าว 100 เปอร์เซ็นต์

ถ้าไปดูรายรับ รายจ่าย ย้อนหลังประมาณ 10 ปี ผลกำไร ๆ ต่อปีของบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ หลายแสนล้านเหรียญ หรือทริลเลี่ยนดอลล่าร์ (ศูนย์ 18-19 ตัว) ถ้าแปลงค่าเป็นบาทคูณด้วย 30 จะใช้เป็นเงินงบประมาณบริหารประเทศไทยได้ 30 ถึง 50 ปี

จากแผนที่อ่าวไทยจะมีเส้นประสีแดง แสดงอาณาเขต ตรงนั้นจะมีสี่เหลี่ยม 2 อันซ้อนกัน คือ ของเขมรกับไทย ต้องไปประกาศเขตแดนทางทะเลที่สหประชาชาติ ประเทศไทยลากไปสุดแค่เส้นรุ้งที่ 109 แต่จริง ๆ อ่าวไทยไปสุดเส้นรุ้ง 112 คือ เว้นไว้ 3 ช่องซึ่งรวมเนื้อที่ประมาณ 3 หมื่นตารางกิโลเมตร

ส่วนกัมพูชาไม่ประกาศเลย เพราะอะไร? ก็จะรอใช้แผนที่ 1 ต่อ 2 แสน ที่กำลังเจรจาปักปันเขตแดนอยู่ ซึ่งจะล้ำมากินเนื้อที่ใน 3 ช่องนั่นเอง

อย่างนี้หมายความอย่างไร ไปเรียกตรงนั้นว่า "พื้นที่ทับซ้อน" 

แหล่งพลังงานตรงจุดนั้น นอกจาก น้ำมัน แก๊สธรรมชาติ ปากหลุมยังมีหินคาร์บอนไฮเดรทที่เผาไหม้แล้วให้ความร้อนถึง 179 องศา บริษัทที่มีเครื่องมือเอาขึ้นมาได้ คือบริษัท บีพี หรือ บริทิช ปิโตรเลียม(อังกฤษ) บริษัทที่มีสิทธิขนไปใช้คือ สหรัฐอเมริกา

ถามว่า มีคนกลุ่มไหนบ้างไปถือหุ้นในบริษัทพลังงานเหล่านี้ เช่น บริษัท มิตซุย ออยล์ คอมปานี ลิมิเต็ด อยากรู้มากกว่านี้ไปเปิดเว็บไซต์บริษัทโมอีโก้ (ญี่ปุ่น) และในนั้นมี ปตท. ปตท.สผ. รวมทั้งบริษัทไทยชื่อแปลก ๆ ถือหุ้นอีกมาก

ทำไม ฮุน เซน จึงอยากได้ที่ดินบริเวณเขาพระวิหาร 4.6 ตร.กม. รวมถึงที่ดินบนริมขอบของจังหวัดตราดไปถึงอุบลราชธานี...ลองคิดดู มีการคำนวณไว้ใน ค.ศ.1993 บ่อพลังงานเล็ก ๆ บ่อเดียวในบริเวณอ่าวไทย มีน้ำมันมูลค่า 5 ล้านล้านบาท มาถึง ค.ศ.2011 น้ำมันถึง 100 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาเรล อีกสามปีข้างหน้าจะขึ้นไปอีกเท่าไหร่

ในประเทศรอบอ่าวโอมาน, อิหร่าน และซาอุฯ เขาขายน้ำมันได้ ราษฎรก็พลอยรวยไปด้วย เพราะรัฐบาลจ่ายเงินเดือนให้ คิดเป็นหลายแสนบาทต่อครอบครัว รถยนต์ในประเทศใช้น้ำมันฟรีตลอดชีวิต
ทำไมประชาชนไทยต้องซื้อน้ำมันแพง ลิตรละ 30-40 บาท... ถ้าในทะเลมี 1,000-2,000 บ่อ คิดไหมนักการเมือง นายทุนใหญ่ในประเทศนี้จะมีเอี่ยวไหม?

นายกฮุน เซน ลงนามให้สัมปทานโตตาลไปแล้วในส่วนของกัมพูชา ส่วนที่เหยียบไว้ในส่วนที่สร้างวาทกรรม "พื้นที่ทับซ้อน" น่าจะเป็นแสนล้านบาท แล้วอย่างนี้ MOU จะแปลได้ไหมว่า คือ มันนี่, ออยล์ และ อันเดอร์ เทเบิล "เงินใต้โต๊ะ"

ที่เหยียบไว้นี่แหละ จะมีคนพวกหนึ่งรู้เห็นเป็นใจ ให้เอาเงินไปใส่ในกระเป๋าผู้นำเขมร จากนั้นค่อยแอบไปแบ่งกันนอกประเทศ

ส่วนรัฐไทยถูกล่ามด้วยโซ่ เอ็มโอยู ?

เรื่องนี้ฝ่ายค้านหรือคนในรัฐบาลกัมพูชาเอง อย่างน้อยก็นายสม รังสี กับเจ้ารณฤทธิ์ ก็รู้ดีและอยากบ่อนเซาะเก้าอี้นายกฯฮุน เซน ถ้าถึงขั้นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศขึ้นมาเมื่อไหร่ จะได้เห็นการทุจริตมโหฬารในรัฐบาลกัมพูชา 

นี่อาจเป็นสาเหตุหนึ่ง ทำให้ผู้นำกัมพูชา เบี่ยงเบน หาเรื่องรบกับไทย เพื่อจะอยู่ในอำนาจต่อไป การรบกับไทยจึงเป็นปลายเหตุ เป็นความโหดเหี้ยมเอาประชาชนเป็นเหยื่อ

การยิงปืนใหญ่ ยิงจรวดใส่กัน โดยไม่ให้ทหารราบเคลื่อนเข้ายึดพื้นที่ทางบกที่เราได้เปรียบ(เขมรต้องตกหน้าผาเขาพระวิหาร) ถือว่าผิดตำราพิชัยสงคราม และไม่ใช้กองทัพอากาศหนุนช่วย เปรียบเสมือนนักมวยสากล ถ้าใช้แย็ปอย่างเดียวได้แต้มเดียว ถ้ามีมัดฮุค หมัดครอส ชกเขาร่วงลงไปได้ 3 แต้ม แต่ไม่ทำ

ที่รบกันชายแดนไทย-เขมร มันก็โอ้ละพ่อ!

นานาประเทศต้องถือผลประโยชน์ของประเทศมาก่อน เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องรอง ต้องรักษาทรัพยากรของคนทั้งประเทศไว้เพื่อคนรุ่นต่อๆ ไป ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญต้องทำเรื่องอาณาเขตให้ชัดเจนเสียก่อน ไม่เช่นนั้น จะแบ่งพื้นที่ทรัพยากรเป็นของประเทศใดยังไม่ได้ 

จับพิรุธการตัดสินคดีรวบรัด ทำร้ายคนไทย
ส่วนคดีศาลพนมเปญตัดสินคนไทย 5 คนนั้น เป็นการพิจารณาคดีอย่างรวบรัดตัดตอน (Summary Execution) ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้าม

ถ้าพิสูจน์ได้ว่า จับคนไทยในดินแดนไทย ก็คือการลักพาตัว ลากเข้าไปในเขมรยัดข้อหาตัดสินอีก ประเทศไหนจะยอม(มีแต่ไทย) ส่วนจะอ้างว่า คนไทยยอมสารภาพ ก็เขมรนำคนไทยไปขังในสภาพแย่ ๆ ห้ามติดต่อกับทูต กับทนาย และมีท่าทีข่มขู่ คนไทยย่อมเกิดความหวาดกลัว เรียกว่า น็อน คอมโนนิกาโด(non communicado) คือ มิอาจจะติดต่อกับใครได้ นี่เป็นการกดดัน ทรมานอย่างหนึ่ง กติกาสากลห้ามทำเช่นนี้ ผู้นำประเทศใดทำเช่นนี้ ย่อมมีความผิด จะอ้างความเป็นนายกฯ เพื่อได้รับการยกเว้นไม่ต้องขึ้นศาลนั้น ไม่ได้

พยานของเราไปแสดงหลักฐานในศาลกัมพูชา มีทั้ง น.ส.3 กับ ส.ค. มีตราครุฑของราชอาณาจักรไทย ศาลเขมรก็ไม่ยอมรับ ก็ให้บันทึกไว้จะเป็นพยานหลักฐานไว้ฟ้องคดีในศาลสากล

ถ้าฟ้องสำเร็จ นายกฯฮุน เซน จะต้องจ่ายชดใช้ความเสียหายและค่าปรับไหม ให้คนไทยทั้งหมด เทียบเคียงคำพิพากษาคดี Filartiga (ฟิลาร์ติก้า ผู้นำประเทศปารากวัย สั่งฆ่าประชาชน แล้วหนีไปสหรัฐฯ ประชาชนยื่นฟ้อง ในที่สุดศาลสหรัฐอเมริกา ตัดสินในค.ศ.1980 ให้จ่าย 10 ล้านดอลลาร์)  จะต้องจ่ายให้ผู้เสียหายคนละ 10 ล้านดอลลาร์ หรืออาจสูงถึง 700 ล้านดอลลาร์
นี่คือข้อมูลเสนอให้ตรวจสอบ พิสูจน์ เพื่อให้ประชาชนพี่น้องไทยได้เห็นความจริง.

หมายเหต: ปรับปรุงจากการบรรยายเวทีเครือข่ายประชาชนไทยรักชาติ และกองทัพธรรมมูลนิธิ 8 กุมภาพันธ์ 2554
อาจค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้จากแหล่ง 1.WWW.findlaw.com 2.www.moeco.co.jp 3.JOINT DEVELOPMENT IN THE GULF OF THAILAND


ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ช็อตเด็ด อ สมศักดิ์ เจียมฯ

สื่อแหกคอก !!!??

กรณีสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยออกแถลงการณ์ พร้อมเป็นคนกลางจัดเวทีหาทางออกกรณีข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนพื่อประชาธิปไตย สืบเนื่องจากสถานการณ์ความรุนแรงชายแดนไทย-กัมพูชา อันเกิดจากกรณีข้อพิพาทในพื้นที่ชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหาร และการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ซึ่งรัฐบาลยืนยันไม่สามารถทำตาม 3 ข้อเรียกร้องของพันธมิตรฯได้คือ การยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล ไทย-กัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและการจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 43) ให้รัฐบาลถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลก และการผลักดันชาวกัมพูชาออกจากดินแดนไทย

แม้สมาคมนักข่าววิทยุฯจะอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งการรับรู้ข่าวสารของสังคม และก่อให้เกิดความเข้าใจในข้อมูล ข้อเท็จจริงของทุกฝ่ายอย่างรอบด้าน เนื่องจากได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนว่าการให้ข้อมูลของแต่ละฝ่ายก่อให้เกิดความสับสนในข้อเท็จจริง ซึ่งอาจไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติบ้านเมืองที่ยังมีสถานการณ์ที่น่าห่วงใยในอีกหลายด้านนั้น

สมาคมนักข่าววิทยุฯก็ต้องพิจารณาตัวเองเช่นกันว่าเหมาะสมหรือไม่ที่จะเสนอเป็นตัวกลาง ไม่ว่าจะในรูปใดก็ตาม เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาประชาชนทราบดีว่าปัญหานี้เป็นประเด็นการเมือง ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีการหารือกันทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ อีกทั้งยังเคยมีความสัมพันธ์และผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้จึงไม่ใช่เรื่องข้อเท็จจริงเท่านั้น แต่อาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายที่ไม่เปิดเผยอีกมากมาย ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯเองก็ประณามนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายก รัฐมนตรี ว่าเป็นผู้นำที่โกหกปลิ้นปล้อน และมีผลประโยชน์ซ่อนเร้น ขณะที่รัฐบาลก็ใช้สื่อมากมายชี้แจงกับประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่สามารถทำให้พันธมิตรฯเชื่อ ทั้งยังไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจและเชื่อได้อีก ต้องถือเป็นความบกพร่องและไร้ประสิทธิภาพของรัฐบาลอย่างยิ่ง

การเสนอตัวจัดเวทีกลางเพื่อถกประเด็นของสมาคมนักข่าววิทยุฯจึงไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง และอาจทำให้ภาพขององค์กรสื่อโดยรวมต้องเสื่อมเสียและมัวหมองไปด้วย แม้สมาคมนักข่าววิทยุฯจะอ้างว่าเพื่อประโยชน์แห่งการรับรู้ข่าวสารของสังคมในข้อมูลและข้อเท็จจริงของทุกฝ่ายอย่างรอบด้านก็ตาม แต่สมาคมนักข่าววิทยุฯก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า องค์กรสื่ออาจถูกมองว่าเป็นเครื่อง มือและมีผลประโยชน์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยเฉพาะสื่อวิทยุและโทรทัศน์ที่ถูกมองในแง่ลบมาโดยตลอด

ดังนั้น วิธีที่จะทำให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและข้อเท็จจริงที่ดีที่สุด สมาคมนักข่าววิทยุฯต้องให้สมาชิกสื่อยึดมั่นในจรรยาบรรณด้วยการเสนอข่าวสารและข้อมูลอย่างตรงไปตรงมาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เลือกปฏิบัติหรือทำตามใบสั่งของรัฐบาล โดยเฉพาะสื่อกระแสหลัก

ที่มา.หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

**********************************************************************

ไทย-กัมพูชาบ้านใกล้เรือนเคียง

คนเดินตรอก
วีรพงษ์ รามางกูร

การปะทะกันระหว่างทหารไทยกับกัมพูชาในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้ ภาพผู้คนต้องอพยพหลบลี้หนีภัยจากการปะทะกันเป็นภาพที่น่าสลดใจเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวการเสียชีวิตของพลเรือนและทหารของทั้ง 2 ฝ่ายไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็เป็นข่าวที่สะเทือนใจ เสียดายชีวิตคนหนุ่มของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นอย่างยิ่ง ข่าวว่าฝ่ายใดเสียชีวิตหรือฝ่ายใดบาดเจ็บเท่าไหร่ อย่างไร ล้วนเป็นข่าวที่เศร้าสลดใจเท่าเทียมกัน เพราะการบาดเจ็บ การเสียชีวิตของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองของทั้ง 2 ประเทศก่อขึ้น หาใช่เพราะประชาชนของทั้ง 2 ฝ่ายไม่

ประชาชนตามบริเวณชายแดน ซึ่งเป็นญาติพี่น้องกันคงไม่มีใครปรารถนาให้เกิดขึ้น บิดามารดาญาติพี่น้องของทหาร ไม่ว่าจะเป็นพลทหารหรือนายทหารก็คงไม่มีใครยินดีปรีดากับการปะทะกันจนเกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย
การใช้กำลังเข้าปะทะกันในโลกสมัยใหม่เป็นของล้าสมัยไปเสียแล้ว สำหรับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่จะนำไปใช้แก้ปัญหา จะมีเหลือก็แต่สหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่สถาปนาตัวเองเป็นตำรวจโลกในนามของสหประชาชาติ ใช้กำลังเข้าแก้ปัญหาของโลกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตน ขอย้ำว่าเพื่อประโยชน์ของสหรัฐเอง เขาเลือกใช้วิธีนี้ได้เพราะเขาเป็นมหาอำนาจชั้นหนึ่งของโลกประเทศเดียวในขณะนี้ ส่วนประเทศเรานั้นไม่ใช่

การเดินแต้มทางการเมืองระหว่างประเทศ เพื่อผลประโยชน์อะไรก็แล้วแต่ ควรต้องมองไปข้างหน้าไกล ๆ ว่าในที่สุดจะลงเอยอย่างไร ประชาคมโลกจะมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างไร

ปัญหาที่เกิดขึ้นควรมองอย่างผู้ที่ใช้ปัญญา มองให้ออกว่าผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศชาติและประชาชนของเราอยู่ที่ใด ภายใต้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ภายใต้ข้อเท็จจริงของกฎหมายระหว่างประเทศ ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ภายใต้เงื่อนไขของการเป็นสมาชิกอาเซียน เราไม่ใช่อภิมหาอำนาจอย่างอเมริกา ในสายตาของประชาคมโลกเราเป็นประเทศเล็กทั้งในแง่เศรษฐกิจ และอำนาจทางทหารประเทศหนึ่งเท่านั้น
ปัญหาชายแดนกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีอยู่ 3 ปัญหาใหญ่ คือ

1.พื้นที่บริเวณรอบ ๆ ปราสาทพระวิหารที่ทางเราขีดไว้ หลังจากที่ศาลโลกได้ตัดสินไปแล้วตั้งแต่ปี 2505 มาสมัยนี้จะยกขึ้นมารื้อฟื้นก็คงจะยาก เพราะเวลาผ่านไปนานแล้วพ้นกำหนดที่จะอุทธรณ์แล้ว คำสงวนที่ท่านถนัด คอมันตร์ สงวนไว้ว่าถ้ามีข้อมูลใหม่ก็จะยกขึ้นมาใหม่ได้ก็ผ่านพ้นไปนานแล้ว

ฝ่ายที่อยากจะรื้อฟื้นน่าจะเป็นฝ่ายกัมพูชา แต่ฝ่ายที่ไม่อยากให้คณะมนตรีความมั่นคงรื้อฟื้นน่าจะเป็นฝ่ายเรา ข่าวคราวเช่นว่าได้แพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว เป็นข่าวที่น่าจะไตร่ตรองดูว่าจะเป็นผลดีหรือผลเสียกับเราในอนาคตข้างหน้าอย่างไร แนวโน้มของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร

จริงอยู่การรับหรือไม่รับเรื่องไว้พิจารณาของคณะมนตรีความมั่นคงก็เป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ แต่เรามีอำนาจทั้งทางเศรษฐกิจ การเงิน การทหารแค่ไหนที่จะทำให้มหาอำนาจ 5 ชาติในคณะมนตรีความมั่นคงไม่รับเรื่องไว้พิจารณาอย่างไร

ถ้าคณะมนตรีความมั่นคงรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว เรื่องก็คงต้องส่งกลับไปที่ศาลโลกอีกครั้ง เพื่ออธิบายเรื่องคำว่า′พระวิหาร′ ซึ่งศาลโลกเคยตัดสินไปแล้วว่าเป็นของกัมพูชาตามแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นและตัดสินว่า เรายอมรับโดยปริยายมานานแล้ว แม้จะมิได้ยอมรับอย่างเป็นทางการก็ตาม ถ้าเรื่องกลับไปศาลโลกใหม่ เราควรมีสติปัญญาพิจารณาว่าเราจะได้เปรียบหรือเสียเปรียบ

สิ่งที่เราควรจะห่วงมากที่สุด ไม่ใช่เรื่องของการสู้รบว่าใครจะชนะใครจะเสียชีวิตเท่าไหร่ เพราะกองทัพกัมพูชาอย่างไรเสียก็คงจะสู้กองทัพไทยไม่ได้อยู่แล้ว หากแต่ประชาคมโลกจะมองว่าอย่างไร เราจะชนะหรือแพ้ในสายตาชาวโลก
บรรพบุรุษของเราเคยสั่งสอนเรามาว่า ที่เราเป็นใหญ่มาได้จากการชนะขอมและรักษาอำนาจเช่นว่านั้นมาได้ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ก็เพราะเรารู้จักประสานประโยชน์ ในที่สุดขอมที่ทำไร่ไถนาอยู่ในดินแดนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็กลายเป็นคนไทย เช่นเดียวกับชาวจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย ในที่สุดก็กลายเป็นคนไทย

ที่สำคัญเราอยู่รอดมาได้เพราะโอนอ่อนผ่อนปรนกับกระแสของมหาอำนาจตลอดมาแต่โบราณ ทั้งจีน อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ท้ายที่สุดอเมริกา ต่อไปอาจจะกลับมาเป็นจีนอีก ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง บรรพบุรุษของเราก็นำพาประเทศชาติเป็นเอกราชมาได้จนบัดนี้

ถ้ากระแสของประชาคมโลกบังคับให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติต้องรับเรื่องไว้พิจารณา ดูตามรูปการณ์แล้วไม่น่าจะเป็นผลดีกับประเทศของเรา

รัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่ายมาแล้วก็ไป ไม่ช้าก็เร็ว แต่ประชาชนของทั้ง 2 ฝั่งที่เป็นญาติพี่น้องกัน ทำมาค้าขายกัน ข้างหนึ่งร่ำรวยไม่มีคนอยากทำงาน ข้างหนึ่งยังยากจนอยากมีรายได้ อยากมีงานทำ เกื้อหนุนกันดีด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย
2.เพิ่งอ่านข่าวว่าหลักเขตแดนที่สยามทำไว้กับฝรั่งเศส เมื่อปี 1909 จำนวน 73 หลัก ตั้งแต่ช่องแม่สงำ จังหวัดศรีสะเกษไปถึงบ้านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด บางแห่งพวกเขมรแดงก็ย้ายเข้าไปในเขตกัมพูชา บางแห่งนายทุนทำไม้คนไทยก็ย้ายหลักเขตเข้ามาในฝั่งไทย เพื่อจะลักลอบตัดไม้ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่ทราบ

แต่เรื่องนี้ก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องยาก ถ้าทั้งเราและกัมพูชาจะมีทัศนคติอย่างบ้านใกล้เรือนเคียง ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น นักวิชาการทั้ง 2 ฝ่ายก็น่าจะทำกันได้ ขออย่างเดียวนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายอย่าใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ทางการเมืองจากเรื่องนี้

สื่อมวลชนอย่าเข้ามาสร้างกระแสชาตินิยมแบบก่อนสงครามโลกครั้งที่สองอีก เรื่องก็อาจจะจบลงได้ ดูอย่างชายแดนไทยมาเลเซียยังตกลงแลกที่ศาลเจ้ากับมัสยิดที่อังกฤษ เอาศาลเจ้าไปไว้ในมาเลเซีย แล้วเอามัสยิดมาไว้ฝั่งไทย ข้อเท็จจริงเราก็ยังตกลงแลกที่กันได้ และไม่ได้สนใจว่าใครเสียที่ไปกี่ตารางนิ้ว ใครได้เกินอีกฝ่ายกี่ตารางนิ้ว ก็ยังทำกันได้ ที่ทำได้เพราะระหว่างทำไม่เป็นข่าว เมื่อไหร่เป็นข่าวลงหนังสือพิมพ์ก็จะทำไม่ได้ทันที ประชาชนทั้ง 2 ฝั่งเขาก็ดีใจ สบายใจ เนื่องมาจากคนกรุงเทพฯไม่รู้

ในโลกสมัยใหม่เรื่องเขตแดนใช่เรื่องใหญ่ถ้าไม่ทำให้เป็นเรื่องใหญ่ เรื่องเศรษฐกิจทำมาค้าขายเป็นเรื่องใหญ่กว่า เรื่องความสงบสุขสำคัญกว่า ดูแต่สิงคโปร์ ลี กวน ยู อยากจะอยู่ร่วมเป็นประเทศมาเลเซีย แต่ตวนกู อับดุล ราห์มัน บิดาของประเทศมาเลเซียมองการณ์ไกลขับไล่สิงคโปร์ออกจากมาเลเซียไปตั้งประเทศใหม่ ความสงบสุขของมาเลเซียเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่เรื่องดินแดน ตวนกู อับดุล ราห์มัน ท่านเลือดคนไทย เพราะมารดาท่านเป็นคนไทย ไม่เห็นมีใครประฌามท่านว่า ท่านทำให้มาเลเซียเสียดินแดน

คำว่า ′จะไม่ยอมเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว′ ซึ่งเป็นผลผลิตมาจากความขมขื่นครั้งมหาอำนาจยุคล่าอาณานิคม เราจะต้องคิดด้วยสติและปัญญา ว่าสมัยนี้ยังคงเป็นประโยชน์ หรือเป็นโทษกับเราหรือไม่ เมื่อกระแสของโลกกลายเป็น ′โลกาภิวัตน์′ กลายเป็นโลกที่ไร้พรมแดนในวันนี้ เราเองก็ปรับตัวอนุวัตรไปตามกระแสเช่นว่านั้นเสียแล้วด้วย มาร่วมกันหาประโยชน์จากของที่เรามีอยู่ร่วมก็ไม่ดีกว่าหรือ

อีกกี่ร้อยกี่พันปีเราก็คงมีเพื่อนบ้านเป็นมาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา ต่อไปก็เป็นอินโดนีเซีย บังกลาเทศ อินเดีย จีน และเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งอารยธรรม และดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ ถ้าหากมีสันติภาพ ความสำคัญของเขตแดนที่มหาอำนาจเจ้าอาณานิคมทำไว้ควรจะลดความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ

ยุโรป อเมริกา เมื่อ 200 กว่าปีก่อนก็เป็นอย่างนี้ จนมีสันนิบาตชาติ จนมีสหประชาชาติ จนมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม การค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น มีอารยธรรมสูงส่งขึ้น ประเทศใหญ่ประเทศเล็กจึงอยู่กันมาด้วยความสงบสุข เจริญรุ่งเรืองมาด้วยกัน

3.เรื่องพื้นที่ทับซ้อนห่างทะเล เมื่อก่อนไม่ค่อยมีปัญหามากนัก เพราะเทคโนโลยีในการขุดค้นทรัพยากรทางทะเลไม่ก้าวหน้ามาก และทรัพยากรที่สำคัญคือ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และการประมง ราคาน้ำมันพลังงาน และสัตว์น้ำในทะเลยังไม่แพงนัก

เมื่อเจ้าอาณานิคมตั้งกฎเกณฑ์เอาไว้ว่า ดินแดนของประเทศต่าง ๆ มีเพียงปืนใหญ่ยิงถึง คือ 3 ไมล์ทะเล ไกลกว่านั้นเป็นน่านน้ำสากล ทุกฝ่ายก็รับกันได้ทั้ง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเจ้าอาณานิคม

เมื่อมีการขยายเขตไหล่ทวีปในแง่ทรัพยากรไปถึง 200 ไมล์ทะเลก็เกิดปัญหาพื้นที่ทับซ้อนกัน พื้นที่ทับซ้อนนี้ไม่มีวันจะตกลงกันได้ ทั้ง 2 ฝ่ายก็เลยเสียโอกาสในการจะได้ทำประโยชน์ในพื้นที่ที่ทับซ้อนกันนี้

เรื่องนี้เราก็ได้ตระหนัก จึงได้พูดคุยเจรจากับมาเลเซียตกลงกันไม่ต้องขีดเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปในทะเลกัน แต่ตั้งชื่อเสียใหม่เป็นพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ Joint Development Area ขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน แบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ทำการประมงร่วมกัน

ทิ้งความขัดแย้ง ว่าจะขีดเส้นแบ่งอาณาเขตกันไว้เบื้องหลัง มาลงทุนร่วมกัน ได้ประโยชน์ทั้ง 2 ฝ่าย ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เคยทำ ทำกันมาแล้วกับมาเลเซีย

ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก่อ หรือทั้ง 2 ฝ่ายร่วมกันก่อขึ้นก็ตาม แต่สื่อมวลชนจะถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อก่อกระแสความรักชาติหรือชาตินิยม

การปลุกกระแสชาตินิยมจะติดหรือไม่ก็อยู่ที่สื่อมวลชนจะชี้นำไปในทางใด เราที่เป็นผู้เสพข่าวต้องระลึกเสมอว่า ข่าวจากการสู้รบนั้นต้องกลั่นกรองด้วยสติปัญญา มิฉะนั้นเราเองจะเป็นผู้ทำให้ผู้นำของเราไม่มีทางเลือก ต้องกระทำไปตามกระแสการรักชาติ ซึ่งบางทีไม่ได้เป็นไปตามข่าวที่เราเสพ ถ้าเรามีสติไม่สร้างกระแสบีบบังคับให้ผู้นำทางการเมืองและการทหารของเราไม่มีทางเลือกที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติของเราในระยะยาว พิจารณาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายระหว่างประเทศ ข้อจำกัดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วนในสถานการณ์นั้น ๆ

ข้อสำคัญต้องคิดไปไกล ๆ ว่าถ้าคณะมนตรีความมั่นคงเกิดรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว เราจะรับหรือจะรุกอย่างไร ทางหนีทีไล่จะเป็นอย่างไร จะคิดไปตายเอาดาบหน้าหรือ ลูกหลานของเราจะตายไปเสียเปล่า ๆ เป็นเรื่องที่น่าเสียใจยิ่งนัก
ขอให้ระลึกเสมอว่า ชีวิตคนมีค่ายิ่งกว่าสิ่งใด ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคนไทยหรือชีวิตคนเขมร ล้วนเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ขอให้เราจงตั้งสติให้ดี

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
//////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

อาเซียน


ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ฉบับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2554
โดย สุรนันทน์ เวชชาชีวะ

ความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ทำให้โลก “โฟกัส” มาที่ภูมิภาคนี้อีกครั้งในบริบทของความร่วมมือ “อาเซียน” ที่หลายชาติมองว่าจะเป็นแกนในการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในยุคทองของเอเชียแปซิฟิกที่มี จีนและอินเดีย เป็น “หัวรถจักร” นำไปก่อนแล้ว

อย่างในบทความของ Banyan ในนิตยสาร The Economist ฉบับวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ได้วิเคราะห์ไว้อย่างน่าสนใจ ภายใต้หัวข้อ “Loose stalks posing as a sheaf” หรือต้นข้าวที่แยกกันแต่ทำเหมือนเป็นฟ้อนข้าวหรืออยู่ในมัดเดียวกัน อันเป็นการเปรียบเทียบประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ที่มาอยู่ร่วมกันอย่างหลวมๆ แต่ยามวิกฤตไม่สามารถแก้ปัญหาได้

เช่นในกรณีของไทยและกัมพูชานั้น เกิดขึ้นทั้งๆที่อาเซียนมีวัตถุประสงค์ที่จะ “รักษาและขยายสันติภาพ ความปลอดภัย และความมั่นคง ตลอดจนสร้างความเข้มแข็งในคุณค่าของสันติภาพในภูมิภาค” จึงน่า “ผิดหวัง” ที่ทั้งสองประเทศจะมายิงกันบริเวณเขตแดนที่ปราสาทพระวิหาร

ที่เป็นข้อสังเกตของบทความดังกล่าว คือ เมื่อมีเหตุการณ์ปะทะกัน ฝ่ายไทยต้องการที่จะใช้กลไก “ทวิภาคี” ในขณะที่กัมพูชาวิ่งไปใช้กลไกของสหประชาชาติ แต่ไม่มีใครของให้อาเซียนช่วยแต่ประการใด ทั้งๆที่ นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียน ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย และ นายมาร์ตี้ นาทาเลกาวา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซียในฐานะที่อินโดนีเซียเป็นประธานอาเซียนในปัจจุบัน ได้เดินทางระหว่างกรุงเทพและพนมเปญ เพื่อให้มีการเจรจากัน

ซึ่งอาเซียนก็ยอมให้แต่ละคนไปตามทางของตน ไม่สามารถเข้ายุ่งเกี่ยวได้เพราะหลักการที่จะไม่เข้าไปแทรกแซงประเทศสมาชิก โดยนายปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการศูนย์อาเซียนศึกษา สถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งประเทศสิงคโปร์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ทั้งสองประเทศได้ละเมิดข้อตกลงอาเซียน แต่อาเซียนไม่สามารถบังคับใช้กติกาที่ตกลงกันไว้ การไล่ออกจากการเป็นสมาชิกนั้นเป็นไปไม่ได้ ทั้งไม่มีบทลงโทษอื่นกำหนดไว้แต่อย่างใด

ในบทความยังวิพากษ์อย่างติดตลกด้วยว่า “อาเซียน” นั้นเก่งในการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ประนีประนอมมากกว่าจะท้าทาย และจะอ้างถึงหลักการในอธิปไตยของแต่ละประเทศทั้งๆที่การเขามายุ่งเกี่ยวของผู้ที่ทำตัวเป็นตัวกลางนั้นมีความตั้งใจที่ดี ส่วนคนที่จะมาประชุมร่วมกันในอาเซียนนั้นขอให้มีคุณสมบัติเพียง พูดภาษาอังกฤษได้ ชอบเล่นกอล์ฟ ร้องคาราโอเกะ และกินทุเรียน

หากมองไปที่สมาชิกทั้ง 10 ประเทศแล้ว มีความแตกต่างกันมาก ไม่ว่าจะเป็น บรูไน ซึ่งเป็นรัฐอิสลามปกครองโดยสุลต่าน สิงคโปร์ ที่เป็นเกาะที่ทั้งเมืองเป็นประเทศที่ร่ำรวย ประเทศเผด็จการคอมมิวนิสต์ 2 ประเทศ คือ ลาว และ เวียดนาม พม่า ซึ่งปกครองโดยรัฐทหารที่เพิ่งมีการ “เลือกตั้ง” พร้อมทั้ง กัมพูชา และ ประเทศ 5 ประเทศที่เป็นสมาชิกดั้งเดิม ซึ่งรวมตัวกันในยุค “สงครามเย็น”

วันนี้ทั้งหมดตกลงกันว่าจะก้าวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจในปี 2015 ซึ่งการเป็นเขตการค้าเสรีมีความท้าทายมาก เพราะความแตกต่างดังกล่าว และการที่อาเซียนไม่มีองค์กรตรงกลางที่เข้มแข็งที่จะบริหารจัดการความขัดแย้งหรือผลักดันความร่วมมืออย่างจริงจัง

บทความของ Banyan วิเคราะห์ได้ตรงเป้าและเป็นเรื่องที่รู้กัน และวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่องในหมู่สมาชิกอาเซียน โดยเฉพาะนักวิชาการและนักการทูตที่อยากเห็นอาเซียนพัฒนาด้วยความเข้มแข็งและเติบใหญ่มีอำนาจต่อรองอย่างสหภาพยุโรป

ซึ่งอาเซียนคงต้องใช้เวลามากกว่า สหภาพยุโรป และที่ผ่านมาสหภาพยุโรปก็ใช่ว่าจะรวมกันง่ายๆ แม้ทุกวันนี้ยังประสบปัญหาพอควร แต่อย่างน้อยทุกประเทศเห็นประโยชน์ของการอยู่ร่วมกันและความพยายามที่จะทำให้ระบบเศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียว

ที่น่าเสียดายคือบทบาทของไทย ซึ่งถือว่าเป็น “ตัวหลัก” ในการประสานสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิก เพราะเป็นตัวตั้งตัวตีให้เกิดอาเซียนขึ้นมา และระดับการพัฒนาประเทศ ความมั่นคงทางการเมืองในอดีต และ “เครดิต” กับประเทศมหาอำนาจต่างๆได้ “สะสม” ไว้มากพอควร แต่มาวันนี้ไทยกลับเป็นคู่กรณีเสียเอง ทั้งเครดิตระหว่างประเทศก็ร่อยหรอ ความมั่นคงภายในทางการเมืองตกต่ำ

บทบาทการนำในอาเซียนจึงถูกช่วงชิง ดังจะเห็นความพยายามของเวียดนามและอินโดนีเซีย ในฐานะประธานอาเซียนต่อจากไทย ซึ่งสมัยที่ไทยเป็นนั้นล้มเหลวในการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนอับอายไปทั่วโลก ถึงเวลาหรือยังที่รัฐบาลจะกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์การต่างประเทศของไทย รวมทั้งผู้ที่รับผิดชอบที่น่าจะถึงเวลาปรับเปลี่ยนได้แล้ว!!

มีแต่คำถาม..แต่ไม่มีคำตอบ

ถามกันว่า..พันธมิตรปรารถนาอะไร..จากการเคลื่อนไหวทางการเมือง ครั้งล่าสุด..บนการเคลื่อนไหวที่ไร้พลัง มวลชนแต่สมบูรณ์ด้วยพลังอำนาจพันธมิตรฯ..จิกตีรัฐบาลอภิสิทธิ์...ในเรื่องการทุจริตกอบกินโกงโกย..เป็นเป้าหมายใหญ่..เป็นเป้าหมายเดียวกับที่โจมตีใส่รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร มาแล้วอภิสิทธิ์ โดนหนักหนากว่า..กับข้อหาไร้ประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่ไม่ถูกก้าวล่วงในเรื่องความจงรักภักดีไม่มีใครตอบได้..ทำไม สองเกลอซึ่งเคยเป็นหนึ่งเดียวกันในวันล้มทักษิณ..ถึงแตกแยกแตกคอกัน ขนาดนี้..ไม่มีใครคาดคิด อำนาจและ ผลประโยชน์..จะสร้างปาฏิหาริย์แห่ง ความย่อยยับได้ถึงระดับนี้

มีแต่คำถาม..พันธมิตรได้อะไรจากคำขาด..ที่ไม่มีรัฐบาลใดๆ สามารถปฏิบัติได้คนโง่ที่สุดในโลก..ก็คิดได้.. การจะให้รัฐบาลอภิสิทธิ์..นำตัวนักโทษชาวไทย 2 คนออกมาจากคุกกัมพูชาโดยปราศจากมลทินนั้น.. ภายใน 3 วันนั้น..เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดในโลกแล้ว สนธิ ลิ้มทองกุล กับ จำลอง ศรีเมือง เป็นคนโง่อย่างนั้นหรือคนไม่ขี้คุย..อย่าง จำลอง ศรีเมือง มั่นอกมั่นใจอะไรนักหนา..กับชัยชนะ ครั้งที่ 9 และกล่าวอย่างโอ้อวดว่า.. เขาเป็นมืออาชีพในการไล่ล่ารัฐบาล..ถ้าจะถามว่า..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เข้าใจหรือไม่..ว่าสถานะของเขาใน ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันนี้..ได้จบสิ้นลงไปแล้ว..คำตอบน่าจะใช่..อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ..เข้าใจและรู้แจ้งแทงตลอด..

เขาจึงไม่ขัดขืนในการเปลี่ยนหมายกำหนดการให้การเลือกตั้งร่นเข้ามาและเร็วถึงขนาด..ไม่ต้องรอกฎหมายลูก..แทบจะฉับพลันทันที..คำตอบในเรื่องนี้..จึงมีอยู่ว่า..น่า จะมีการเลือกตั้งในเร็วๆ วันนี้..ไม่ใช่เพราะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใจดี..แต่เพราะความไม่สามารถในการเป็นนายกรัฐมนตรี..ทำให้การส่งกำลังบำรุงหยุด ชะงักและขาดตอนคำถามใหม่มีอยู่ว่า...ก่อนหน้า วันเลือกตั้ง..จะมีอะไรไหม..เพราะ หากไม่มีอะไร..มันก็จะกลับไปเหมือน เก่า..เข้าวงจรดั่งเดิม..

ที่มา.สยามธุรกิจ
/////////////////////////////////////////////

เบี้ยเดินหมาก

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

ผมไม่ทราบหรอกว่า เหตุใดจึงเกิดการปะทะกันกับกัมพูชาขึ้นที่ชายแดน ใครจะได้อะไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมก็เดาไม่ออก ใครในที่นี้รวมถึงฝ่ายกัมพูชาซึ่งดูเหมือนมีเอกภาพในหมู่ชนชั้นนำกว่าไทย และฝ่ายไทยซึ่งแบ่งออกเป็นกลุ่มอำนาจหลากหลาย เช่นพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งก็มีหลายพรรค ไปจนถึงกองทัพ ซึ่งก็มีกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในกองทัพเองหลายกลุ่ม และไปจนถึงอำนาจนอกระบบ ซึ่งก็ไม่ได้มีกลุ่มเดียวอีกนั่นแหละ

ผมเพียงแต่ค่อนข้างแน่ใจว่า ไม่ว่าเหตุปะทะที่ชายแดนจะเกิดจากฝ่ายใดก็ตาม จุดมุ่งหมายไม่ใช่เพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทเรื่องเขตแดนระหว่างไทยและกัมพูชา เพราะทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายกลุ่มอำนาจอันหลากหลายของไทย ต่างรู้ดีว่าการจุดชนวนปะทะกัน ไม่มีทางที่จะทำให้ข้อขัดแย้งเรื่องพรมแดนคลี่คลายไปทางหนึ่งทางใดได้ ทุกฝ่ายน่าจะรู้อยู่แล้วว่า เงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นจริงในปัจจุบันทำให้ไม่มีทางที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด จะสามารถตกลงข้อพิพาทเรื่องเขตแดนให้เป็นไปตามใจชอบของตนแต่ฝ่ายเดียวได้

แม้แต่การปลุกระดมให้ทำสงครามอย่างที่แกนนำพันธมิตร บางคนใช้ ก็รู้กันอยู่แล้ว แม้แต่แก่ตัวผู้ปลุกระดมเองว่า ไม่มีทางที่กัมพูชาหรือไทยจะชนะขาดได้อย่างแน่นอน ฉะนั้นการปลุกระดมไปสู่สงคราม จึงไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสงคราม แต่เพื่อการเมืองภายในของพันธมิตร เองมากกว่า

กล่าวโดยสรุปก็คือ เหตุปะทะกันที่ชายแดน ไม่ว่าใครจะเป็นฝ่ายเริ่มต้น ล้วนมีจุดมุ่งหมายเพื่ออะไรสักอย่างในการเมืองภายใน ไม่ของกัมพูชา ก็ของไทยเอง หรือของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม การเล่นการเมืองอย่างสุ่มเสี่ยงเช่นนี้เป็นเรื่องน่ากลัว เพราะ"บานปลาย"ได้ง่าย อีกทั้งน่ากลัวแก่ไทยเสียยิ่งกว่ากัมพูชาด้วย เพราะอย่างน้อยภาวะการนำของกัมพูชาในขณะนี้ดูจะเป็นเอกภาพ จะหยุดหรือเบี่ยงประเด็นไปเมื่อไรก็ได้ ในขณะที่ในเมืองไทยเป็นตรงกันข้าม คือขาดเอกภาพอย่างยิ่ง ผมอยากจะพูดอย่างนี้ด้วยซ้ำว่า ไม่เคยมีครั้งไหนที่ชนชั้นนำไทยจะแตกร้าวกันอย่างหนักเท่าเวลานี้ ไม่ว่าจะมองไปที่เครือข่ายชนชั้นนำตามจารีต, กองทัพ, นักการเมือง, ทุน, นักวิชาการ, หรือแม้แต่คนชั้นกลางด้วยกันเอง
ความไม่เป็นเอกภาพของชนชั้นนำนั้นมีข้อดีในตัวเองด้วยนะครับ อย่างน้อยก็เกิดการถ่วงดุลอำนาจกันบ้าง แต่ในวิกฤตการณ์บางอย่าง ก็กลับกลายเป็นความอ่อนแอ ทั้งสังคมและชนชั้นนำจะตกเป็นเหยื่อของนักปลุกระดม (demagogue)ได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตมองโลกในแง่ดีว่า ภาวะสุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น กลับมีความสุ่มเสี่ยงในเมืองไทยน้อยลง เพราะเกิดปัจจัยใหม่ในการเมืองไทย นั่นคือสังคมโดยรวมมีสติเป็นตัวของตัวเอง ไม่ตกเป็นเครื่องมือการแย่งอำนาจกันด้วยเล่ห์กระเท่ห์ของชนชั้นนำอย่างหมดตัวเหมือนที่เคยเป็นมา (เช่นนักศึกษาไม่ออกมาเดินขบวนเรียกร้องสงคราม อย่างที่นักศึกษาเคยทำเมื่อสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม)

ผมอยากวิเคราะห์ความมีสติของสังคมดังที่กล่าวนี้ว่า มาจากอะไรบ้าง เพื่อจะได้มองเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยเอง

1/ การปลุกระดมด้วยลัทธิชาตินิยมแบบระรานของแกนนำพันธมิตร ไม่ประสบความสำเร็จ อย่างน้อยก็ไม่ทำให้ฝูงชนที่ร่วมชุมนุมมีปริมาณเพิ่มขึ้นมากนัก จึงไม่เป็นเงื่อนไขให้กลุ่มอำนาจกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมืองของตนเองได้สะดวก

อันที่จริงชาตินิยมแบบระรานนั้น เป็นอุดมการณ์ที่ทหารใช้กันมานาน เพราะให้ความชอบธรรมแก่อำนาจทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมของกองทัพ แต่เพราะคนไทยส่วนใหญ่ไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดนี้ในครั้งนี้ จึงทำให้กลุ่มอำนาจในกองทัพบางกลุ่มไม่อาจใช้ชาตินิยมแบบระรานนี้ ไปยึดอำนาจทางการเมืองมาอยู่ในกลุ่มของตนได้
2/ เหตุใดคนไทยจำนวนมากจึงไม่ตกอยู่ใต้มนตร์สะกดของลัทธิชาตินิยมแบบระราน ผมคิดว่าส่วนหนึ่งมาจากการที่คนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้เรียนรู้แล้วว่า ความเข้มแข็งของชาตินั้นไม่ได้มาจากพื้นที่อันกว้างขวางของดินแดน บูรณภาพทางดินแดนมีความสำคัญก็จริง แต่ยืดหยุ่นได้มากกว่าหนึ่งตารางนิ้ว ในการประเมินความเข้มแข็งของชาติ จำเป็นต้องนำปัจจัยอื่นๆ เข้ามาบวกลบคูณหารด้วย เช่นปัจจัยทางเศรษฐกิจ, วัฒนธรรม, การรวมกลุ่มระหว่างประเทศ, สถานะของไทยในการเมืองโลก, และอนาคตอันยาวไกลของบ้านเมือง ทั้งหมดเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับกองทัพ และทหารก็ไม่ได้มีความสามารถที่จะกำหนดชะตากรรมของชาติมากกว่าคนกลุ่มอื่นแต่อย่างใด

3/ ถ้าคนไทยจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ คิดอย่างที่ผมว่าไว้ในข้อสอง ก็หมายความว่ากองทัพต้องหันกลับมาทบทวนบทบาทของตนในสังคมไทยใหม่ ถ้ากองทัพยังอยากจะดำรงอยู่อย่างมีความสำคัญในสังคมอยู่บ้าง การปกป้องชาติอาจทำได้ด้วยกำลังทหาร แต่กำลังทหารอย่างเดียวไม่พอ และไม่สำคัญที่สุดด้วย มีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่สำคัญกว่านั้น ซึ่งเราต้องใส่ใจมากกว่าความแข็งแกร่งของกองทัพ ถ้ากองทัพคิดว่าตัวจะมีบทบาทเหมือนเดิมตลอดไป

ในไม่ช้ากองทัพเองนั่นแหละจะกลายเป็นสิ่งที่คนไทยจำนวนมากเห็นว่าเป็น"ส่วนเกิน"ของชาติ และหนักไปกว่านั้นคืออาจเห็นว่าเป็น"ตัวถ่วง"ก็ได้

4/ สิ่งที่เคยเป็น "อาญาสิทธิ์" ทุกชนิดในสังคมไทย ถูกท้าทาย, ถูกตั้งคำถาม, ถูกตั้งข้อสงสัย, หรือถูกปฏิเสธ ไปหมดแล้ว ในสภาพเช่นนี้ ไม่มีชาติใดสามารถรบกับใครได้หรอกครับ อาจปะทะกันที่ชายแดนได้ แต่รบกับเขานานๆ ชนิดที่เรียกว่า "สงคราม" ไม่ได้

ผมขอยกตัวอย่างจากรายการวิทยุท้องถิ่นแห่งหนึ่งที่ผมเพิ่งได้ยินในเชียงใหม่ เป็นรายการสนทนาที่โฆษกท่านหนึ่งพูดในวันที่มีการปะทะกันที่ชายแดน และมีทหารเสียชีวิตว่า ถึงจะเสียใจต่อความสูญเสียของครอบครัวทหารท่านนั้น แต่คิดย้อนหลังไปไม่กี่เดือนก่อนหน้า ที่ทหารยิงประชาชนซึ่งไม่ได้ถืออาวุธล้มตายจำนวนมากแล้ว ก็มีความรู้สึกพิพักพิพ่วน ด้านหนึ่งก็คือเสียใจ, โกรธแค้นกัมพูชา เพราะอย่างน้อยก็เป็นคนไทยด้วยกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงก็เป็นคนไทยด้วยกันเช่นเดียวกัน

ความหมายของเขานั้นเข้าใจได้ไม่ยากนะครับ แต่ประเด็นสำคัญที่ผมอยากชี้ไว้ก็คือ จะมีกองทัพใดในโลกนี้หรือครับที่สามารถทำสงครามสมัยใหม่ได้ หากประชาชนส่วนหนึ่งรู้สึกอย่างนี้กับทหาร สงครามสมัยใหม่นั้นเป็นสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) คือไม่ได้รบกันที่แนวหน้าอย่างเดียว แต่รบกันทั้งสังคม ไม่เหมือนสงครามสมัยโบราณ ที่มีแต่ทัพของอัศวินรบกัน โดยประชาชนทำมาหากินและหลบหลีกภัยสงครามไปตามเรื่อง ใครแพ้ใครชนะก็ไม่เกี่ยวกับตัว เพราะนายเก่าหรือนายใหม่ก็ไม่สู้จะต่างอะไรกันนัก

5/ ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากก็คือ เสียงของคนชายแดนบ้านภูมิซรอล, บ้านภูมะเขือ, ฯลฯ ดังกว่าที่เสียงของคนชายแดนเคยดังมาในการปะทะกันด้วยอาวุธทุกครั้งของไทย ทีวีไทยเอาผู้ใหญ่บ้านจากหมู่บ้านแถวนั้น มานั่งสนทนากับนักวิชาการ ทีวีอีกหลายช่องไปถ่ายภาพความโกลาหลของประชาชนชายแดนที่ต้องอพยพหลบภัย มานอนกันเกลื่อนกล่นในที่ซึ่งราชการตั้งเป็นศูนย์อพยพ

มีน้ำตาของแม่ที่พลัดหลงกับลูก มีคำให้สัมภาษณ์ของคนที่ต้องทิ้งสมบัติข้าวของและวัวควายไว้โดยไม่มีคนดูแล มีอารมณ์ความรู้สึกของความสับสนวุ่นวายที่ต่างไม่สามารถจัดการกับชีวิตของตนได้ และแน่นอนมีความเสียหายทางวัตถุและชีวิตซึ่งเกิดขึ้น

เสียงของคนเล็กๆ ดังมากขึ้นในสังคมไทยมาหลายปีแล้ว ทั้งจากเอ็นจีโอ, นักวิชาการ, และการเคลื่อนไหวของพวกเขาเอง สงครามหรือปัญหาระหว่างประเทศเคยเป็นพื้นที่หวงห้ามที่ชนชั้นนำตัดสินใจกันเอง (อย่างมีเอกภาพ หรือไม่มีเอกภาพก็ตาม) แต่ครั้งนี้ไม่ใช่นะครับ มีเสียงของคนเล็กๆ สอดแทรกเข้ามา เช่นผู้ใหญ่บ้านท่านที่กล่าวแล้ว เสนอให้เปิดการเจรจากันโดยเร็วเพื่อยุติการใช้อาวุธเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ท่านไม่สนใจหรอกครับว่าจะเปิดการเจรจาอย่างไรจึงจะเป็นผล นั่นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลไปหาทางเอาเอง ท่านไม่ได้เรียกร้องให้ใช้กำลังทหารเข้าไปยึดนครวัด เสียมราบ พระตะบอง

เสียงเหล่านี้ดังเข้ามาในสภาผู้แทนราษฎรด้วย จะเพราะเหตุผลทางการเมืองหรืออะไรก็ตามที แต่เป็นประเด็นหลักของการอภิปรายกระทู้ของฝ่ายค้านต่อปัญหาที่เกิดขึ้น
เราจะอยู่กันต่อไปโดยปิดหูให้แก่เสียงของคนเล็กๆ เหล่านี้ไม่ได้เสียแล้ว และจะใช้วิธีศรีธนญชัยกับเสียงเหล่านี้ ก็คงไม่ได้ผลยั่งยืนอะไร
6/ คู่ขนานกันไปกับเสียงของคนเล็กๆ ผมคิดว่ามีเสียงของนักวิชาการซึ่งอาจไม่ดังเท่า แต่ก็ทำมาอย่างต่อเนื่องให้หันมาทบทวนกรณีพิพาทเรื่องเขตแดนจากข้อมูลหลักฐานที่เป็นจริง และหาทางออกโดยสันติ ก่อนที่นักปลุกระดมจะฉวยเอาประเด็นเหล่านี้ไปเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตน แม้ว่าเสียงของนักวิชาการเหล่านี้อาจไม่จับใจสื่อ และไม่เป็นข่าว แต่ได้สร้างฐานความรู้บางอย่างที่คนเล็กๆ สามารถหยิบฉวยไปใช้ เพื่อยับยั้งการเลือกความรุนแรงในการแก้ปัญหาได้ และในความเป็นจริงเวลานี้ ผมก็ได้พบว่าคนเล็กๆ ที่มีสติดีที่สุดและไม่มีผลประโยชน์ทางการเมืองอะไรกับข้อพิพาทชายแดน ก็กำลังกระตือรือร้นที่จะหยิบเอาฐานความรู้เหล่านี้ไปใช้ในการกำกับนโยบายของรัฐด้วย เช่นในการสัมมนาเรื่อง "สยาม-ขะแมร์ คู่รัก คู่ชัง คู่กรรม คู่เวร" ที่ มธ.เมื่อเร็วๆ นี้ ก็มีชาวบ้านจากภูมิซรอลอุตส่าห์เดินทางมาร่วมการสัมมนาด้วยจำนวนหนึ่ง

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเล็กๆ ไม่ได้ส่งเสียงเพราะตัวเองเดือดร้อนเฉพาะหน้า แต่กำลังเขยิบเข้ามามีส่วนร่วมในการกำกับนโยบายต่างประเทศอย่างเป็นหลักเป็นฐาน ด้วยสิทธิเสมอภาคกับสาวกของเวทีพันธมิตร ที่ราชดำเนิน

ในทุกที่ในโลกนี้ หากเบี้ยสามารถเดินหมากเอง สงครามจะเป็นตาอับตลอดไป แม้เรายังอาจมีข้อพิพาทและการปะทะกันด้วยอาวุธอยู่บ้าง แต่โลกนี้จะไม่มีสงคราม
ที่มา.มติชนออนไลน์.
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

ทำไม "ม็อบแดง" เติบโต ทำไม "ม็อบเหลือง" ถดถอย จับตา 19 ก.พ. "สึนามิแดง" มาแล้ว

ต้องยอมรับว่าปริมาณผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงในวันอาทิตย์ที่ 13 กุมภาพันธ์นั้นมากจริงๆ
ถ้าถามแกนนำนปช. อาจบอกว่าเป็นแสน
แต่รายงานของตำรวจนั้นเป็นหลักหมื่น
การถกเถียงเรื่อง "ตัวเลข" นั้น ต่างฝ่ายต่างก็ตีความเข้าข้างตัวเอง

แต่ภาพที่ปรากฏก็คือ จากเวทีตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย หันหน้าไปทางสี่แยกคอกวัว

"คนเสื้อแดง" เต็มถนนราชดำเนินตั้งแต่หน้าเวทีไปถึงสี่แยกคอกวัว  ส่วนด้านหลังเวทีนั้นยาวเหยียดจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปถึงสะพานผ่านฟ้า

มีบางส่วนล้นไปถึงจปร.

ปริมาณผู้ชุมนุมมากกว่าครั้งก่อนที่ผ่านมา

ในขณะที่ "ม็อบเสื้อเหลือง" ที่ยืนหยัดมานานหลายวันที่สะพานมัฆวานรังสรรค์ กลับมีจำนวนเพียงแค่หลักพันในช่วงค่ำ และหลักร้อยในช่วงกลางวัน

ยิ่ง "ม็อบ 2 สี" มาประชันกันในวันเดียวกัน  ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนถึงความแตกต่างของ "มวลชน" ที่สนับสนุน
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ทำไม "ม็อบเสื้อเหลือง"จึงลดลงอย่างฮวบฮาบ
และทำไม "ม็อบเสื้อแดง" จึงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งที่เพิ่งถูกปราบครั้งใหญ่ไปเมื่อ 8 เดือนก่อน
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แม้จะมี "เอเอสทีวี" และสื่อในเครือจำนวนมากเป็น "นางกวัก" เรียกคน

แต่ดูเหมือนว่าพลานุภาพของ "สื่อ" ในเครือจะลดความศักดิ์สิทธิ์ 

ในขณะที่ผู้ชุมนุมตะโกนเรียกคนหน้าจอให้ "ออกมา...ออกมา..."

แต่ "คนหน้าจอ" กลับนิ่งเฉย

ด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะ "พันธมิตร" ในอดีตไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ในครั้งนี้

หรืออีกด้านหนึ่ง อาจเป็นเพราะปริมาณคนดูเอเอสทีวี ลดน้อยลง

มีการวิเคราะห์กันว่าเหตุผลที่ทำให้ "ม็อบเสื้อเหลือง" ลดลงมาจาก 3 สาเหตุ

สาเหตุแรก คือ ประเด็นการเคลื่อนไหวแบบ "รักชาติ" อย่างรุนแรง ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดสำหรับคนไทยในพ.ศ.นี้ 

ปริมาณคนเข้าร่วมจึงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เมื่อทหารไทย ปะทะกับทหารกัมพูชา

ทั้งที่การปะทะกันครั้งนี้น่าจะสร้างกระแส "คลั่งชาติ" เรียกคนมาร่วมชุมนุมได้อย่างถล่มทลาย
แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของ "พันธมิตร" ในเรื่องนี้

สาเหตุที่สอง มาจาก "คู่ต่อสู้" คือ นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์

"ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตที่เข้มแข็งและมีปริมาณมาก  มาจากการหนุนช่วยของพรรคประชาธิปัตย์ หรือคนที่นิยมพรรคประชาธิปัตย์
เมื่อ "สนธิ ลิ้มทองกุล-พล.ต.จำลอง ศรีเมือง" เลือกที่จะปะทะกับ "อภิสิทธิ์"
เขาจึงรู้ว่า "ม็อบพันธมิตร" ที่คิดว่าขึ้นตรงกับเขานั้น แท้จริงแล้วมี "ใคร" ชักใยอยู่เบื้องหลัง

แต่กว่าทั้งคู่จะรู้  พล.ต.จำลองและนายสนธิก็ถลำมาไกลเกินกว่าจะถอยหลัง

สาเหตุที่สาม  การเคลื่อนไหวของ "ม็อบพันธมิตร" ครั้งนี้ "เบาบาง" มากในเชิง "มวลชน" แต่ "รุนแรง" มากใน "เนื้อหา" การปราศรัยบนเวที
สนธิทำลาย "มิตร" ในอดีตแบบไม่ไว้หน้า  ไม่ว่าจะเป็น "เปลว สีเงิน" ของไทยโพสต์ "เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง" หรือแม้แต่ "อัญชลี  ไพรีรักษ์" ที่เข้าไปช่วยงาน "จุติ ไกรฤกษ์" ในกระทรวงไอซีที

โจมตีกลุ่มพันธมิตรฯที่ไม่ยอมออกมาชุมนุมว่าหลงความหล่อของ "อภิสิทธิ์"

โจมตี พล.ต.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก อย่างรุนแรง ฯลฯ
เขาใช้กลยุทธ์เก่าที่เคยได้ผลมาก่อนในอดีต คือ ทำให้ทุกคน "กลัว" ไม่กล้าวิพากษ์วิจารณ์  โดยลืมไปว่าพลานุภาพของ "มวลชน" และสื่อในเครือนั้นไม่เหมือนเดิม

ยิ่งนานวัน  กลุ่มพันธมิตรฯก็ยิ่งทำลายตัวเองลงเรื่อยๆ

ยิ่งนานวัน กลุ่มพันธมิตรฯก็รู้แล้วว่าใครคือ "เส้นใหญ่" ตัวจริง
.................
ในอีกด้านหนึ่ง  กลุ่ม "คนเสื้อแดง" กลับเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
การระดมคนเป็นหมื่นกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดา
แกนนำนปช.ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ลด "ความรุนแรง" ลง และใช้วิธี "รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่าง" สร้างแนวร่วมมากขึ้น
ที่สำคัญเรื่อง "สองมาตรฐาน" ที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อนำสิ่งที่แกนนำ นปช.ที่ถูกจำคุกโดยไม่ได้ประกันตัวมา

เทียบกับแกนนำ "ม็อบพันธมิตร" ที่เจอข้อหาก่อการร้ายเหมือนกัน  แต่ได้ประกันตัวและออกมานำการเคลื่อนไหวได้

เป้าหมายของ นปช.นั้นต้องการเพิ่มจำนวนคนเข้าร่วมชุมนุมมากขึ้น "เท่าตัว" ทุกครั้ง 
และ 2 ครั้งที่ผ่านมา เขาทำสำเร็จ

การชุมนุมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ แกนนำ นปช.ต้องการเพิ่มจำนวนผู้ชุมนุมอีกเท่าตัว

แม้จะดูเหมือนว่าเป็นการคุยคำโต  แต่วันนี้ไม่มีใครกล้าสบประมาทว่า "เป็นไปไม่ได้"
การเติบโตของ "ม็อบเสื้อแดง" และการถดถอยของ "ม็อบเสื้อเหลือง" นั้นมีบางสิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสวนทางกัน
"ม็อบเสื้อเหลือง" ในอดีตเคยมีฐานมวลชนหลักคือ "คนกรุงเทพ"

"ต่างจังหวัด" เป็นส่วนเสริม
ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" นั้นต้องพึ่งพาจากคนต่างจังหวัด

การชุมนุมใหญ่ในเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2553 "คนเสื้อแดง" จึงต้องระดมคนอีสานและภาคเหนือเข้ามาในกทม.

เพราะรู้ว่าฐานสนับสนุนในเมืองกรุงนั้นไม่มากนัก

แต่วันนี้กลับเปลี่ยนไป 

"คนกรุง" หนุน "ม็อบเสื้อเหลือง" น้อยลง  สังเกตได้จากปริมาณคนในช่วงเย็นวันธรรมดา ซึ่งตามปกติเคยเนืองแน่น  แต่วันนี้กลับมาจำนวนคนเพิ่มน้อยมาก

ในขณะที่ "ม็อบเสื้อแดง" ที่ชุมนุมในช่วงหลังแบบบ่ายไปดึกกลับ ล้วนแต่เป็นคนกรุงและจังหวัดใกล้เคียง

เขาไม่ได้ระดมคนอีสานและภาคเหนือลงมาเลย

แต่วันเสาร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ "จตุพร" ประกาศบนเวทีว่าจะระดม "คนเสื้อแดง" จากภาคเหนือและอีสานมาร่วมด้วย
ไม่มีใครรู้ว่าการเคลื่อนไหวของ "คนเสื้อแดง"ต่อจากนี้ไปจะเดินไปอย่างไร
แม้แต่ "แกนนำ นปช." เอง
เหตุการณ์ในตูนีเซีย และอียิปต์ ทำให้ "คนเสื้อแดง" ฮึกเหิมขึ้น
เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่บอกว่าอะไรที่ทุกคนคิดว่า "เป็นไปไม่ได้"
แท้จริงแล้ว "เป็นไปได้"
"อภิสิทธิ์" ที่เคยชนะในเดือนพฤษภาคม 2553

ก็อาจพ่ายแพ้ได้เช่นกัน

นี่คือ สึนามิการเมืองลูกเดิมระลอกใหม่ที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง

ที่มา.มติชนออนไลน์
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////