โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
กรณีนายชวรัตน์ ชาญวีระกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำผู้ว่าราชการจังหวัดที่อ้างว่ามีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวจำนวน 23 คน ไปหารือข้าราชการด้านการท่องเที่ยวและศึกษาดูงานที่ประเทศสเปน ตามโครงการพัฒนาวิสัยทัศน์และสมรรถนะผู้ว่าราชการจังหวัด และนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการบริหารราชการจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ประจำปีงบประมาณ 2553 ระหว่างวันที่ 14-21 มิถุนายนที่ผ่านมา
ทั้งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กำชับรัฐมนตรีและข้าราชการทุกหน่วย รวมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. งดเดินทางไปทัศนศึกษาต่างประเทศชั่วคราว ถ้าโครงการใดที่ไม่มีความจำเป็น โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทยขอให้ระงับโครงการเดินทางไปดูงานต่างประเทศไว้ก่อน เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจของประเทศไม่เอื้ออำนวย แต่นายชวรัตน์กลับนำข้าราชการกระทรวงมหาดไทยเดินทางไปตามโครงการดังกล่าว
ขณะที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ก็มีปัญหากับคณะกรรมาธิการต่างๆที่เดินทางไปต่างประเทศถึง 12 คณะ โดยอ้างว่าศึกษาดูงาน ทั้งที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้ขอร้องว่าให้ช่วยประหยัดงบประมาณ ซึ่งแต่ละคณะมีค่าใช้จ่ายในการดูงานประมาณ 2.3 ล้านบาท และบางคณะใช้จนเหลือไม่ถึง 10 บาท ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากขอร้อง เพราะเป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ
เหตุการณ์ดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงจิตสำนึก ความเสียสละ และความรับผิดชอบของรัฐมนตรีและนักการเมืองไทยว่าเป็นอย่างไร
ที่สำคัญทุกฝ่ายรู้ดีว่าการอ้างเดินทางไปดูงานหรือศึกษางานในต่างประเทศแต่ละปี ที่กลายเป็นประเพณีที่เกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม จะต้องกำหนดไว้ในแผนงบประมาณนั้น เป็นการไปศึกษาดูงาน หรือไปเที่ยว ผลาญงบประมาณที่เป็นเงินภาษีของประชาชน
ไม่ว่าจะมีเสียงประณามและวิพากษ์วิจารณ์อย่างไร นักการเมืองหรือข้าราชการก็ไม่สนใจ และยังไม่สำนึกต่อกระแสสังคมเลยแม้แต่น้อย
โดยเฉพาะกรณีกระทรวงมหาดไทยที่นอกจากไม่เกรงกลัวคำสั่งของนายอภิสิทธิ์แล้ว ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้แค่ไร้น้ำยาเท่านั้น แต่ยังไร้ศักดิ์ศรีที่จะเป็นผู้นำรัฐบาลอีกด้วย
อีกทั้งยังเป็นการตอกย้ำเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการปรับคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาว่า ทำไมนายอภิสิทธิ์จึงไม่กล้าแตะต้องรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่มีข่าวพาดพิงเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันมากมาย
นายอภิสิทธิ์จึงไม่ได้เป็นแค่ผู้นำรัฐบาลที่ไร้น้ำยาและไร้ศักดิ์ศรีเท่านั้น แต่ยังถูกประณามว่าเป็น “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” ที่ไร้ความชอบธรรมที่จะเป็นผู้นำประเทศต่อไปอีกด้วย
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ศอฉ.ไล่บี้เสื้อแดงส่งกองร้อยรักษาความสงบลงคุมพื้นที่
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ศอฉ. เดินหน้ากดดันคนเสื้อแดงต่อเนื่อง ตั้งกองร้อยรักษาความสงบลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อ้างพบความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ สั่งตรวจเข้มพื้นที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง แย้มต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ตำรวจตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร” แต่ยังไม่พบตัว โอนสำนวนเป็นคดีพิเศษแล้ว 162 คดี ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่กองขยะแถวรามอินทรา เชื่อคนร้ายเตรียมก่อเหตุแต่กลัวความผิดจึงเอามาทิ้ง “จตุพร” ปูด ศอฉ. เรียกระดมมือสไนเปอร์ ตั้งคำถามกำลังคิดจะทำอะไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพบระเบิดที่จังหวัดอุดรธานีว่า เป็นเรื่องที่เคยบอกไปแล้วว่ายังมีความพยายามทำเรื่องเหล่านี้อยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้เกิด อยากบอกกับประชาชนที่เห็นแตกต่างว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงเพราะรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาต่างๆอยู่
“การปรับเปลี่ยนความคิดเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองต้องปราศจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า การต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินคิดว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) น่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนครบกำหนดวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งยังไม่รู้ว่า ศอฉ. สรุปเรื่องนี้อย่างไร แต่เข้าใจว่าคงต่ออายุไม่ครบทุกพื้นที่
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ยังไม่พบตัวนายกำพล คำคง ผู้ต้องหาที่จ้างวานให้ก่อเหตุระเบิดพรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามอยู่ ส่วนหมายจับจะขออนุมัติจากศาลเร็วๆนี้
ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่รามอินทรา
“ได้รับรายงานว่ามีการพบถังแก๊สผูกระเบิดแบบเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยถูกนำมาวางทิ้งกองขยะภายในซอยรามอินทรา 81 พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว จากการเก็บกู้พบว่าเป็นการต่อวงจรระเบิดเข้ากับถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม มีแบตเตอรี่และพบเชื้อปะทุในถังแก๊สพร้อมใช้งาน คาดว่าน่าจะเตรียมระเบิดไว้ก่อเหตุสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เกรงว่าตำรวจจะสาวมาถึงตัวคนทำจึงนำไปทิ้งไว้” พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวและว่า จากพฤติกรรมที่พบเชื่อว่าน่าจะทำงานกันเป็นทีม โดยมีกลุ่มคอยจัดทำระเบิดให้
สั่งตำรวจเพิ่มระวังเหตุร้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐานได้ทำหนังสือแจ้งกับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เพิ่มความระมัดระวังเหตุร้ายให้มากขึ้น และเพิ่มการตรวจสอบยานพาหนะที่นำมาจอดทิ้งไว้ตามพื้นที่สัญลักษณ์ต่างๆ เพราะเชื่อว่ากำลังมีความพยายามก่อความวุ่นวายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง
ตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร”
พ.ต.อ.ทรงพล วัฒนะชัย รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการปฏิบัติภารกิจของ ศอฉ. ในการติดตามตัวแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีว่า กรณีของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ตำรวจได้ติดตามในทุกพื้นที่ ทั้งบ้านพักภรรยา บุตร บ้านพักบิดามารดา แม้กระทั่งเพื่อนสนิทหรือสถานที่ต่างๆที่จะไปพักพิงได้ โดยดำเนินการในทุกมิติ ทุกช่องทางแต่ยังไม่พบตัว ส่วนกรณีของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายอดิศร เพียงเกษ แกนนำ นปช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบังคับการตำรวจปราบปรามแบ่งการทำงานออกเป็น 7 ชุดในการติดตามตัว
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายอริสมันต์หลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้น พ.ต.อ.ทรงพลกล่าวว่า การตรวจสอบเส้นทางเข้าออกตามปรกติไม่พบนายอริสมันต์ หากไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านอาจเป็นการเดินเท้าออกไปในช่องทางที่ไม่ปรกติ
ศอฉ. ส่งทหารลงพื้นที่เสื้อแดง
พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ระบุว่า ยังมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดีในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และอีสาน จึงจำเป็นจะต้องส่งทหารเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูล โดยเน้นการทำงานของสายตรวจร่วมกับตำรวจ ทหาร ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจในพื้นที่สำคัญๆ รวมไปถึงบ้านบุคคลสำคัญ ศาล สัญลักษณ์ทางการเมือง และมีกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อยลงพื้นที่ทำงานทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีที่ใดบ้าง สัปดาห์หน้าถึงจะเสนอรัฐบาลพิจารณาได้ ชัดเจนว่าจะต้องต่ออายุการใช้งานออกไปอีกแต่คงไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ส่วนเหตุระเบิดที่ข้างพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลหรือ ศอฉ. เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะถึงไม่มีเหตุระเบิดก็ต่ออายุได้อยู่แล้ว เนื่องจากยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบทั่วประเทศอยู่
ดีเอสไอเผยคดีพิเศษพุ่ง 162 คดี
พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับโอนคดีต่างๆจากตำรวจมาเป็นคดีพิเศษรวม 162 คดี และกำลังรอการโอนคดีวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นคดีพิเศษ ส่วนการเรียกสอบถามการทำธุรกรรมต้องสงสัยนั้น ถ้าไม่พบข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมถือว่าการสอบถามสิ้นสุด ยกเว้นกรณีไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ก็จะพิจารณาตั้งข้อกล่าวหาต่อไป แต่จะไม่มีการควบคุมตัว
ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในความไม่ปรกติสุข จะต่อการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต่อไปไม่ต้องสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมา และอย่าโยนมาให้คนเสื้อแดง ส่วนกรณีที่โฆษกพรรคภูมิใจระบุว่าเหตุระเบิดข้างที่ทำการพรรคเป็นการพยายามลอบสังหารนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคนั้น คิดว่าเป็นการพูดที่เกินเลย เป็นการอาศัยสถานการณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
“จตุพร” ปูดระดมมือยิงสไนเปอร์
“ผมได้ข่าวมาว่ามีการเตรียมพลซุ่มยิงที่ใช้สไนเปอร์อยู่ใน ศอฉ. และล่าสุดเห็นว่าไปรวมกันอยู่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ 20 กว่านาย ผมอยากถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไร” นายจตุพรกล่าว
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นบัญชีดำนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เข้าประเทศ เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่ากำลังมีการเดินสายล็อบบี้ประเทศต่างๆเพื่อกดดันประเทศไทยด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
“นายโรเบิร์ตเริ่มเดินสายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก มีการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายเรื่องและยังก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยร่วมประชุมกับแกนนำคนเสื้อแดง ถือว่ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์จึงควรห้ามเข้าประเทศ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
ศอฉ. เดินหน้ากดดันคนเสื้อแดงต่อเนื่อง ตั้งกองร้อยรักษาความสงบลงพื้นที่ทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด อ้างพบความเคลื่อนไหวก่อความไม่สงบ สั่งตรวจเข้มพื้นที่สำคัญที่เป็นสัญลักษณ์ทางการเมือง แย้มต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ตำรวจตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร” แต่ยังไม่พบตัว โอนสำนวนเป็นคดีพิเศษแล้ว 162 คดี ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่กองขยะแถวรามอินทรา เชื่อคนร้ายเตรียมก่อเหตุแต่กลัวความผิดจึงเอามาทิ้ง “จตุพร” ปูด ศอฉ. เรียกระดมมือสไนเปอร์ ตั้งคำถามกำลังคิดจะทำอะไร
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการพบระเบิดที่จังหวัดอุดรธานีว่า เป็นเรื่องที่เคยบอกไปแล้วว่ายังมีความพยายามทำเรื่องเหล่านี้อยู่ เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องป้องกันไม่ให้เกิด อยากบอกกับประชาชนที่เห็นแตกต่างว่าไม่ควรใช้ความรุนแรงเพราะรัฐบาลกำลังแก้ปัญหาต่างๆอยู่
“การปรับเปลี่ยนความคิดเรื่องการต่อสู้ทางการเมืองต้องปราศจากความรุนแรงเป็นเรื่องที่สำคัญ” นายอภิสิทธิ์กล่าวและว่า การต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินคิดว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) น่าจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาก่อนครบกำหนดวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งยังไม่รู้ว่า ศอฉ. สรุปเรื่องนี้อย่างไร แต่เข้าใจว่าคงต่ออายุไม่ครบทุกพื้นที่
พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) กล่าวว่า ยังไม่พบตัวนายกำพล คำคง ผู้ต้องหาที่จ้างวานให้ก่อเหตุระเบิดพรรคภูมิใจไทย เจ้าหน้าที่กำลังเร่งติดตามอยู่ ส่วนหมายจับจะขออนุมัติจากศาลเร็วๆนี้
ถังแก๊สผูกระเบิดโผล่รามอินทรา
“ได้รับรายงานว่ามีการพบถังแก๊สผูกระเบิดแบบเดียวกับที่พรรคภูมิใจไทยถูกนำมาวางทิ้งกองขยะภายในซอยรามอินทรา 81 พื้นที่สถานีตำรวจนครบาลคันนายาว จากการเก็บกู้พบว่าเป็นการต่อวงจรระเบิดเข้ากับถังแก๊สขนาด 15 กิโลกรัม มีแบตเตอรี่และพบเชื้อปะทุในถังแก๊สพร้อมใช้งาน คาดว่าน่าจะเตรียมระเบิดไว้ก่อเหตุสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เกรงว่าตำรวจจะสาวมาถึงตัวคนทำจึงนำไปทิ้งไว้” พล.ต.ท.สัณฐานกล่าวและว่า จากพฤติกรรมที่พบเชื่อว่าน่าจะทำงานกันเป็นทีม โดยมีกลุ่มคอยจัดทำระเบิดให้
สั่งตำรวจเพิ่มระวังเหตุร้าย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.สัณฐานได้ทำหนังสือแจ้งกับทุกหน่วยงานในสังกัดให้เพิ่มความระมัดระวังเหตุร้ายให้มากขึ้น และเพิ่มการตรวจสอบยานพาหนะที่นำมาจอดทิ้งไว้ตามพื้นที่สัญลักษณ์ต่างๆ เพราะเชื่อว่ากำลังมีความพยายามก่อความวุ่นวายเพื่อเป้าหมายทางการเมือง
ตั้ง 7 ชุดไล่ล่า “อริสมันต์-สุภรณ์-อดิศร”
พ.ต.อ.ทรงพล วัฒนะชัย รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการตำรวจนครบาล แถลงผลการปฏิบัติภารกิจของ ศอฉ. ในการติดตามตัวแกนนำคนเสื้อแดงที่หลบหนีว่า กรณีของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แดงทั้งแผ่นดิน ตำรวจได้ติดตามในทุกพื้นที่ ทั้งบ้านพักภรรยา บุตร บ้านพักบิดามารดา แม้กระทั่งเพื่อนสนิทหรือสถานที่ต่างๆที่จะไปพักพิงได้ โดยดำเนินการในทุกมิติ ทุกช่องทางแต่ยังไม่พบตัว ส่วนกรณีของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และนายอดิศร เพียงเกษ แกนนำ นปช. สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบังคับการตำรวจปราบปรามแบ่งการทำงานออกเป็น 7 ชุดในการติดตามตัว
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่านายอริสมันต์หลบอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านนั้น พ.ต.อ.ทรงพลกล่าวว่า การตรวจสอบเส้นทางเข้าออกตามปรกติไม่พบนายอริสมันต์ หากไปอยู่ประเทศเพื่อนบ้านอาจเป็นการเดินเท้าออกไปในช่องทางที่ไม่ปรกติ
ศอฉ. ส่งทหารลงพื้นที่เสื้อแดง
พล.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ระบุว่า ยังมีข้อมูลความเคลื่อนไหวของผู้ไม่หวังดีในพื้นที่กรุงเทพฯ ภาคเหนือ และอีสาน จึงจำเป็นจะต้องส่งทหารเข้าไปดูแลความสงบเรียบร้อยและทำความเข้าใจเกี่ยวกับการบิดเบือนข้อมูล โดยเน้นการทำงานของสายตรวจร่วมกับตำรวจ ทหาร ควบคู่กับการตั้งจุดตรวจในพื้นที่สำคัญๆ รวมไปถึงบ้านบุคคลสำคัญ ศาล สัญลักษณ์ทางการเมือง และมีกองร้อยรักษาความสงบเรียบร้อยลงพื้นที่ทำงานทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด ส่วนการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังไม่ได้ข้อยุติว่าจะมีที่ใดบ้าง สัปดาห์หน้าถึงจะเสนอรัฐบาลพิจารณาได้ ชัดเจนว่าจะต้องต่ออายุการใช้งานออกไปอีกแต่คงไม่ครบทั้ง 24 จังหวัด ส่วนเหตุระเบิดที่ข้างพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่าไม่ใช่ฝีมือของรัฐบาลหรือ ศอฉ. เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะถึงไม่มีเหตุระเบิดก็ต่ออายุได้อยู่แล้ว เนื่องจากยังพบความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อความไม่สงบทั่วประเทศอยู่
ดีเอสไอเผยคดีพิเศษพุ่ง 162 คดี
พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับโอนคดีต่างๆจากตำรวจมาเป็นคดีพิเศษรวม 162 คดี และกำลังรอการโอนคดีวางเพลิงเผาทรัพย์เป็นคดีพิเศษ ส่วนการเรียกสอบถามการทำธุรกรรมต้องสงสัยนั้น ถ้าไม่พบข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับการชุมนุมถือว่าการสอบถามสิ้นสุด ยกเว้นกรณีไม่สามารถชี้แจงข้อสงสัยได้ก็จะพิจารณาตั้งข้อกล่าวหาต่อไป แต่จะไม่มีการควบคุมตัว
ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำ นปช. กล่าวว่า รัฐบาลไม่ควรสร้างสถานการณ์ให้เห็นว่าบ้านเมืองอยู่ในความไม่ปรกติสุข จะต่อการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต่อไปไม่ต้องสร้างสถานการณ์อะไรขึ้นมา และอย่าโยนมาให้คนเสื้อแดง ส่วนกรณีที่โฆษกพรรคภูมิใจระบุว่าเหตุระเบิดข้างที่ทำการพรรคเป็นการพยายามลอบสังหารนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำพรรคนั้น คิดว่าเป็นการพูดที่เกินเลย เป็นการอาศัยสถานการณ์เพื่อเพิ่มมูลค่าให้ตัวเอง
“จตุพร” ปูดระดมมือยิงสไนเปอร์
“ผมได้ข่าวมาว่ามีการเตรียมพลซุ่มยิงที่ใช้สไนเปอร์อยู่ใน ศอฉ. และล่าสุดเห็นว่าไปรวมกันอยู่ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ 20 กว่านาย ผมอยากถามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการ ศอฉ. ว่าคุณกำลังคิดจะทำอะไร” นายจตุพรกล่าว
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคแถลงเรียกร้องให้รัฐบาลขึ้นบัญชีดำนายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นบุคคลต้องห้ามไม่ให้เข้าประเทศ เนื่องจากพบข้อเท็จจริงว่ากำลังมีการเดินสายล็อบบี้ประเทศต่างๆเพื่อกดดันประเทศไทยด้วยข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง
“นายโรเบิร์ตเริ่มเดินสายที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรก มีการให้ข้อมูลที่ไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยหลายเรื่องและยังก้าวล่วงสถาบันเบื้องสูงด้วย ก่อนหน้านี้ก็เคยร่วมประชุมกับแกนนำคนเสื้อแดง ถือว่ามีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์จึงควรห้ามเข้าประเทศ” โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
‘ฉุกเฉิน’คนใช้ลืมตัว ทำชาติวุ่นวาย!
ไม่รู้ว่า...เสียงเรียกร้องของประชาชนที่ต้องการให้มีการประกาศ “ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จะเข้าไปถึงโสดประสาทของรัฐบาลชุดนี้หรือไม่? ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยออกประกาศ ฉบับที่ 1 ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 และมาตรา 11 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 ซึ่งกฎหมายนี้ได้กำหนดเงื่อนไข
และเงื่อนเวลาในการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ใน ตัวบทในมาตรา 5 วรรคสอง มาตรา 5 (วรรคสอง) การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี
โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปอีกเป็นคราวๆ ละไม่เกินสามเดือน (วรรคสาม)เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบหรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น
ประเด็นเพิ่มเติม คือ หากหลังจากสิ้นสุดการกำหนดระยะเวลาการประกาศในวันที่ 7 ก.ค.53 หรือครบสามเดือนแล้วรัฐบาลมีความจำเป็นอะไรที่ต้องขอขยายระยะเวลา เพราะเงื่อนไขในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ผ่านพ้นไปแล้ว และผู้ชุมนุมก็ถูกคุมขังสลายตัวไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53 อย่างไรก็ตาม
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อให้สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ได้เข็มข้นขึ้นกว่าอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในมาตรา 5 ทำให้มีอำนาจในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า...เป็นผู้ร่วมกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
และสามารถใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โดยการใช้อำนาจตามมาตรานี้เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ที่มีลักษณะเข้มข้น...ทำให้รัฐบาลสามารถ “ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพ” ของประชาชนได้มากกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินแบบธรรมดา ซึ่งในมาตรา 11 วรรคท้ายได้กำหนดเงื่อนเวลา
การใช้อำนาจตามมาตรา 11 นี้โดยให้ประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว มาตรา 11 (วรรคท้าย) เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรง ตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว หากวิเคราะห์กันตามเจตนารมภ์ของตัวบทยอมเห็นว่า...
กฎหมายได้วางหลักให้ “นายกรัฐมนตรี” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยไม่มีบทให้สามารถขออนุมัติต่ออายุหรือขอขยายระยะเวลาได้เหมือนกับมาตรา 5 เพื่อไม่ให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจอย่างเข็มข้นในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในเรื่องนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างชัดเจน ซ้ำร้ายหากผู้ปฏิบัติงานมุ่งสร้างสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงขึ้นในกรุงเทพมหานครจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมทำลายประเทศอย่างร้ายแรงเหมือนเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้
นายกรัฐมนตรีกล่าวเสมอว่า...บ้านเมืองต้องปกครองโดย “นิติรัฐ” ซึ่งหมายความว่าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลก็ต้องยอมตนอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นกัน การปฏิบัติหน้าที่ทางราชการที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย...ย่อมแสดงออกถึงความไม่เป็นนิติรัฐโดยรัฐบาลเอง
เป็นการกระทำที่เรียกว่า “ลุแก่อำนาจ” รัฐบาลพึงตระหนักว่า...การตีความการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ต้องกระทำโดยเคร่งครัด จะตีความอย่างกว้าง โดยไม่สนใจต่อเสรีภาพของประชาชน ย่อมเป็นความไม่ชอบธรรมที่ฝ่ายปกครองไม่พึงกระทำ
สรุปได้ว่า...การที่รัฐบาลจะขอขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา 11 ย่อมกระทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้ขยายระยะเวลาในมาตรา 11 ซ้ำยังต้องประกาศยกเลิกโดยเร็วเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์ชัดเจนว่าได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53
ที่มา.บางกอกทูเดย์
และเงื่อนเวลาในการยกเลิกสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ใน ตัวบทในมาตรา 5 วรรคสอง มาตรา 5 (วรรคสอง) การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้บังคับตลอดระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนด แต่ต้องไม่เกินสามเดือนนับแต่วันประกาศ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องขยายระยะเวลาให้นายกรัฐมนตรี
โดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจประกาศขยายเวลาการบังคับใช้ออกไปอีกเป็นคราวๆ ละไม่เกินสามเดือน (วรรคสาม)เมื่อสถานการณ์ฉุกเฉินสิ้นสุดลงแล้ว หรือเมื่อคณะรัฐมนตรีไม่ให้ความเห็นชอบหรือเมื่อสิ้นสุดกำหนดเวลาตามวรรคสอง ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น
ประเด็นเพิ่มเติม คือ หากหลังจากสิ้นสุดการกำหนดระยะเวลาการประกาศในวันที่ 7 ก.ค.53 หรือครบสามเดือนแล้วรัฐบาลมีความจำเป็นอะไรที่ต้องขอขยายระยะเวลา เพราะเงื่อนไขในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ผ่านพ้นไปแล้ว และผู้ชุมนุมก็ถูกคุมขังสลายตัวไปหมดแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53 อย่างไรก็ตาม
ในสถานการณ์ที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 11 แห่ง พ.ร.ก. สถานการณ์ฉุกเฉินฯ เพื่อให้สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ได้เข็มข้นขึ้นกว่าอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ในมาตรา 5 ทำให้มีอำนาจในการจับกุมและควบคุมตัวบุคคลที่สงสัยว่า...เป็นผู้ร่วมกระทำให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน
และสามารถใช้กำลังทหารเข้าระงับเหตุร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ โดยการใช้อำนาจตามมาตรานี้เป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ที่มีลักษณะเข้มข้น...ทำให้รัฐบาลสามารถ “ก้าวล่วงสิทธิเสรีภาพ” ของประชาชนได้มากกว่าสถานการณ์ฉุกเฉินแบบธรรมดา ซึ่งในมาตรา 11 วรรคท้ายได้กำหนดเงื่อนเวลา
การใช้อำนาจตามมาตรา 11 นี้โดยให้ประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็วเมื่อสถานการณ์ร้ายแรงตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว มาตรา 11 (วรรคท้าย) เมื่อเหตุการณ์ร้ายแรง ตามวรรคหนึ่งยุติลงแล้ว ให้นายกรัฐมนตรีประกาศยกเลิกประกาศตามมาตรานี้โดยเร็ว หากวิเคราะห์กันตามเจตนารมภ์ของตัวบทยอมเห็นว่า...
กฎหมายได้วางหลักให้ “นายกรัฐมนตรี” ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงโดยเร็วเมื่อเหตุการณ์ได้ผ่านพ้นไปแล้ว โดยไม่มีบทให้สามารถขออนุมัติต่ออายุหรือขอขยายระยะเวลาได้เหมือนกับมาตรา 5 เพื่อไม่ให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจอย่างเข็มข้นในการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชน
หากรัฐบาลไม่ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดในเรื่องนี้ย่อมเป็นการกระทำที่ขัดต่อบทบัญญัติตามกฎหมาย เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอย่างชัดเจน ซ้ำร้ายหากผู้ปฏิบัติงานมุ่งสร้างสถานการณ์ที่มีความร้ายแรงขึ้นในกรุงเทพมหานครจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมทำลายประเทศอย่างร้ายแรงเหมือนเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้
นายกรัฐมนตรีกล่าวเสมอว่า...บ้านเมืองต้องปกครองโดย “นิติรัฐ” ซึ่งหมายความว่าบ้านเมืองต้องปกครองด้วยหลักกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย รัฐบาลก็ต้องยอมตนอยู่ภายใต้กฎหมายเช่นกัน การปฏิบัติหน้าที่ทางราชการที่เกินกว่าขอบเขตของกฎหมาย...ย่อมแสดงออกถึงความไม่เป็นนิติรัฐโดยรัฐบาลเอง
เป็นการกระทำที่เรียกว่า “ลุแก่อำนาจ” รัฐบาลพึงตระหนักว่า...การตีความการบังคับใช้กฎหมายที่มีบทบัญญัติขัดต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ต้องกระทำโดยเคร่งครัด จะตีความอย่างกว้าง โดยไม่สนใจต่อเสรีภาพของประชาชน ย่อมเป็นความไม่ชอบธรรมที่ฝ่ายปกครองไม่พึงกระทำ
สรุปได้ว่า...การที่รัฐบาลจะขอขยายระยะเวลาประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงตามมาตรา 11 ย่อมกระทำไม่ได้เพราะกฎหมายไม่มีบทบัญญัติให้ขยายระยะเวลาในมาตรา 11 ซ้ำยังต้องประกาศยกเลิกโดยเร็วเมื่อสถานการณ์ผ่านพ้นไปแล้ว ซึ่งสถานการณ์ชัดเจนว่าได้ผ่านพ้นไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค. 53
ที่มา.บางกอกทูเดย์
กวีประชาไท: เมื่อเรื่องเศร้าของเราต่างกัน
เพียงคำ ประดับความ
เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
น้ำตาของฉันให้ผู้ยากไร้
ชาวไร่ชาวนาจากบ้านมาไกล
ขอประชาธิปไตย...ไม่ใช่ลูกปืน
ถูกกดขี่บีฑา...เดินทางมาร้องทุกข์
ขอคืนความสุขใช่บุกมาฝ่าฝืน
กรุงเทพฯ เมืองฟ้ามาขอแบ่งปันที่ยืน
เมื่อความขมขื่น...ถูกเยียวยาก็จะไป
น้ำตาของเธอ...แด่มหานครที่รัก
แด่ซากปรักตึกโค่นหักใจหาย
เมื่อความทรงจำตกอยู่กลางกองไฟ
อกเธอหมองไหม้...ร้องไห้อยู่ทั้งคืน
โจรถ่อยหยาบช้า...การศึกษาก็ต่ำ
ยกขบวนรุกล้ำมาคุกคามข่มขืน
ละเมิดพรมแดนเธอแสนกล้ำกลืน
จึงขอทวงคืน...พื้นที่ศิวิไลซ์
เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
และความใฝ่ฝันเราต่างกัน (ด้วย) ใช่ไหม
เธอจึงเย็นชามองไม่เห็นความตาย
ปล่อยซากศพเรียงราย...เดียวดายอยู่กลางเมือง
เลือดเราต่างสี...หรือเราต่างกันที่ใด
เป็นคนเท่ากันไหมใต้ฟ้าสีทองเหลือง
แผ่นดินเหลืองทองที่อวดอ้างว่ารองเรือง
หรือความรักอันเปล่าเปลือง...ทำให้เรื่องบานปลาย
เมื่อเรื่องเศร้า...ของเราต่างกัน
เรื่องเศร้าของฉัน...คือนิทานที่หล่นหาย
เรื่องเศร้าของเธอถูกเยียวยาอย่างสาใจ
ความคับแค้นจึงกลาย...เป็นฟืนไฟเผาเมือง!!!
(ความคับแค้นจักกลาย...เป็นสงครามกลางเมือง!!)
ความเชยของอาจารย์ปู่
โดย เกษียร เตชะพีระ
ผลพวงอย่างหนึ่งของวิกฤตการเมืองไทยรอบ 5 ปีที่ผ่านมาคือ นักคิด นักเขียน นักข่าว นักวิจัย นักวิชาการต่างชาติทั่วโลกหันมาใส่ใจติดตามค้นคว้าศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทยอย่างเข้มข้นถี่ยิบชนิดที่ไม่เคยเป็นมานานนับแต่หลังรัฐประหารของ รสช. เมื่อปี พ.ศ.2534 และการลุกฮือพฤษภาประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2535
เหมือนเมืองไทยถูกจีน แขก ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น นานาชาติช่วยกันจับเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์ล่อนจ้อน ยกขึ้นส่องกับแดด พลิกตะแคงกลับตาลปัตรหัวเท้าไปมา พลางหยิบแว่นขยายสอดแยงเพ่งสำรวจตรวจสอบรอบด้านทุกซอกมุมขุมขนรูเหงื่อก็มิปาน
มันย่อมทำให้อีลีตไทยผู้อาจแอบซุกอะไรต่อมิอะไรไว้ตามซอกหลืบลับตาคนนอกจอทีวีหรือบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ได้ใครจะไปรู้ - พากันเสียวไส้พิกล...แหะๆ
ในบรรดาฝรั่งช่างสอดรู้สอดเห็นเหล่านี้ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Joshua Kurlantzick) ชาวอเมริกันเป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจ
หลังจบรัฐศาสตร์จากวิทยาลัย Haverford เขาทำงานเป็นนักเขียนนักข่าวของนิตยสารอเมริกันชื่อดังหลายฉบับ เช่น Time, The New Republic, American Prospect, Mother Jones, Current History เป็นต้น มีผลงานดีเด่นด้านข่าวเอเชียจนได้ทุนศึกษาฝึกอบรมและถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญการเมืองและเศรษฐกิจเอเชียอาคเนย์รวมทั้งความสัมพันธ์ของภูมิภาคนี้กับจีน สังกัดสถาบันศึกษาวิจัยนโยบายชั้นนำของสหรัฐต่างๆ เช่น University of Southern California Center on Public Diplomacy, Pacific Council on International Policy, Carnegie Endowment for International Peace และ Council on Foreign Relations
ในปัจจุบันหนังสือของโจชัวที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ได้แก่ Charm Offensive : How China s Soft Power Is Transforming the World (ค.ศ.2007)
หลังรัฐประหารของ คปค. เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา โจชัวก็หันมาจับจ้องมองการเมืองไทยและเริ่มผลิตข้อเขียนบทวิเคราะห์ทยอยออกมาต่อเนื่องเป็นชุดทางสื่อสิ่งพิมพ์ เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ, รัฐประหาร คปค., ขบวนการเสื้อเหลือง, ขบวนการเสื้อแดง, สภาพเศรษฐกิจสังคมและสถาบันหลักต่างๆ ของไทย
ปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้ เขาตีพิมพ์บทความชื่อ " Democracy in Danger " (ประชาธิปไตยในอันตราย) ลงพิมพ์ในนิตยสารการเมืองรายเดือนเก่าแก่ของอังกฤษชื่อ Prospect Magazine ฉบับที่ 171 ประจำเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010(www.prospectmagazine.co.uk/2010/05/democracy-in-danger/)
ข้อน่าสนใจอยู่ตรงโจชัวเลือกหยิบวิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวแบบวิเคราะห์เพื่อชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยหลายประเทศของโลกก็กำลังเผชิญอันตรายทำนองเดียวกัน อันเป็นกระแสที่นักรัฐศาสตร์เรียกโดยรวมว่า " Reversal of democracy "(ประชาธิปไตยพลิกกลับ) นับแต่ราวปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา
ดังสังเกตุได้ว่าผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ทยอยกันถูกยึดอำนาจด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญถี่ขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ เช่น ประธานาธิบดีเอสตราดาของฟิลิปปินส์ (ค.ศ.2001), นายกฯทักษิณของไทยและนายกฯการาเซของฟิจิ (ค.ศ.2006), นายกฯหญิงเบกุม คาลีดา เซีย ของบังกลาเทศ (ค.ศ.2007), ประธานาธิบดีราวาโลมานานาของมาดากัสการ์และประธานาธิบดีเซลายาของฮอนดูรัส (ค.ศ.2009) เป็นต้น
จน Freedom House อันเป็นองค์กร NGO ในอเมริกาที่คอยติดตามสำรวจตรวจสอบออกรายงานรายปีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของระบอบการเมืองทั่วโลกแจ้งล่าสุดว่าเสรีภาพในโลกตกต่ำติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว (ค.ศ.2006-2009) นับเป็นช่วงโน้มต่ำของเสรีภาพในโลกที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีที่ Freedom House ทำรายงานสำรวจข้อมูลเรื่องนี้มา (www.freedomhouse. org/template.cfm?page=505)
นับเป็นปรากฏการณ์กระแสทวนสวน คลื่นประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ซึ่ง Samuel P. Huntington นักรัฐศาสตร์อเมริกันผู้ล่วงลับ (ค.ศ.1927-2008) ระบุว่าเกิดขึ้นกว้างขวางทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ.1974 เป็นต้นมา ในหนังสือ The Third Wave : Democratization in the Late Twentieth Century (ค.ศ.1991)
-โจชัว เคอร์แลนท์ซิค วิเคราะห์ว่าที่ประชาธิปไตยตกอยู่ในอันตรายปัจจุบันนี้นั้น มูลเหตุเกิดจาก : -
1) ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม (ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าแนวนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายประชานิยมอันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองของหลายรัฐบาล ต่างก็กดดันให้ฝ่ายบริหารมีลักษณะรวบอำนาจรวมศูนย์ยิ่งขึ้นทั้งคู่-ตามข้อวิเคราะห์ของนักเขียนนักกิจกรรมชาวแคนาดา Naomi Klein และศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกัน SaskiaSassen)
2) สถาบันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอ่อนแอ, คอร์รัปชั่นแพร่หลาย (ลองนึกถึงกลุ่มอาการอ่อนเปลี้ยระส่ำระสายของ กกต., วุฒิสภา, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ ตอนปลายรัฐบาลทักษิณก็จะเห็นภาพได้)
3) ความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางกับคนจน-คนชั้นล่าง
จะเห็นได้ว่านี่เป็นการกลับตาลปัตรสูตรสำเร็จประชาธิปไตยแต่เดิมของรัฐศาสตร์สมัยอาจารย์ปู่ Huntington เลยทีเดียว กล่าวคือ : -
-สูตรประชาธิปไตยเดิมสมัย Samuel Huntington (เผอิญสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดลินิวส์, 12 มิ.ย. 2553 พอดี) :
-เศรษฐกิจเติบโต --> คนชั้นกลางเติบใหญ่เรืองอำนาจ --> ประชาธิปไตย
-ส่วนสูตรประชาธิปไตยในอันตรายของ Joshua Kurlantzick ที่ประมวลสรุปจากกรณีเมืองไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กลับเป็นเช่นนี้คือ :
-ความไม่มั่นใจอันเกิดจากโลกาภิวัตน์ (เช่น เศรษฐกิจพังทลายช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) นำไปสู่
--> คนชั้นกลางหันไปเป็นอนุรักษนิยม
--> คนชั้นกลางขัดแย้งกับผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง+พันธมิตรชนชั้นล่างของผู้นำนั้น
--> คนชั้นกลางหันไปสนับสนุนวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการโค่นรัฐบาล
--> ประชาธิปไตยพลิกกลับ หรือเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบที่ชนชั้นนำครอบงำ
นั่นหมายความว่า หากคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปแตกแยกขัดแย้งกันเรื่องสิทธิประชาธิปไตยแล้ว ระบบการเมืองอาจพังทลายและประชาธิปไตยพลิกกลับได้
อนึ่ง คำว่า " คนชั้นล่างลงไป " ข้างต้นนี้ กล่าวได้ว่าหมายถึงคนกลุ่มเดียวกับที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า "คนชั้นกลางระดับล่าง" , หรือที่ทีมวิจัยของ อ.อภิชาต สถิตนิรามัย แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ระบุในขั้นต้นว่าได้แก่ "ลูกจ้างและเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000 บาท โดยสรุปคือ เสื้อแดงไม่ใช่คนจนแต่จนกว่าเสื้อเหลือง ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของเสื้อเหลืองคือมีงานประจำ มีการศึกษาและฐานะทางสังคมสูงกว่า...รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 31,000 บาท" (www.prachatai3.info/journal/ 2010/06/29973)
หรือถ้าให้ผมเปรียบเทียบ : - ขณะที่สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับบนและกลางได้แก่ 1) ธนาคารพาณิชย์ (แหล่งสินเชื่อเพื่อการลงทุนและการบริโภค), 2) ตลาดหุ้น (แหล่งเสี่ยงแล้วอาจรวยจากการเก็งกำไร) และ 3) ช็อปปิ้ง มอลล์ (แหล่งบริโภคนิยม) - ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าโจมตีเผาทำลายระหว่างการชุมนุมของ นปช.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้คนชั้นกลางในกรุงโกรธจนควันออกหูนั้น
สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับล่างจะได้แก่ 1) นายทุนเงินกู้นอกระบบ, 2) สลากกินแบ่ง-หวยใต้ดิน และ 3) ตลาดสดแบกะดินกลางแจ้งทั้งหลาย เช่น คลองถม ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันแต่มักอยู่ชายขอบหรือนอกระบบ ถูกทางราชการกำกับควบคุมตามกฎหมายน้อยกว่า ทำให้มาตรฐานต่ำกว่าและในบางแง่ราคา/ดอกเบี้ยแพงกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้มีทุนน้อย/รายได้ต่ำกว่านั่นเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลให้คนชั้นกลางระดับล่างนิยมชมชอบโครงการของรัฐบาลทักษิณอย่างสินเชื่อเอสเอ็มอี, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, หวยบนดิน, หวยออนไลน์, 30 บาทรักษาทุกโรค, บ้านเอื้ออาทร, แท็กซี่เอื้ออาทร, คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร
และมาตรการประชา (บริโภค) นิยมอื่นๆ ที่ภาครัฐช่วยให้พวกเขาลดรายจ่าย, เพิ่มรายได้ และเอื้อมมือถึงสินค้าบริโภคคงทนทั้งหลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวให้ถึงที่สุด เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ผันผวนไร้เสถียรภาพเป็นรากเหง้าที่มาของสภาพประชาธิปไตยในอันตรายเพราะมันทำให้คนชั้นกลางกลายเป็นอนุรักษนิยมเลิกคิดปฏิรูป เบื่อการเมือง เน้นทำมาหาเงินเอาตัวรอด (โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อเทียบกับกระแสการเมืองของคนชั้นกลางสมัยหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 หรือหลังพฤษภาประชาธิปไตย พ.ศ.2535 ใหม่ๆ)
แบบแผนของประชาธิปไตยพลิกกลับก็คือ : คนชั้นกลางหันไปร่วมมือกับชนชั้นนำเก่าประท้วงต่อต้านผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง, ใช้วิธีการไม่ประชาธิปไตยขับโค่นรัฐบาล, สร้างระบอบประชาธิปไตยที่เน้นชนชั้นนำยิ่งขึ้น, เพื่อให้ตัวเองได้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไว้ต่อไป
นำไปสู่การที่คนชั้นล่างรวมตัวประท้วงโต้กลับคนชั้นกลางบ้าง (เช่น ม็อบคาราวานคนจนที่จตุจักร-นปก.-นปช. vs. พธม.) เกิดความแตกแยกถาวรทางชนชั้น, พันธมิตรคนชั้นกลาง-คนชั้นล่างที่เป็นฐานค้ำจุนประชาธิปไตยแต่เดิมเสื่อมสลาย, ระบอบประชาธิปไตยจึงพังทลายลงในที่สุดด้วยรัฐประหารของกองทัพ เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยให้คนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปหันมาขัดแย้งกันยืดเยื้อเรื้อรัง
แบบแผนทำนองนี้ [ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม-->รัฐประหารในนามเสรีนิยมที่คนชั้นกลางสนับสนุนเพื่อล้มประชาธิปไตย] ซึ่งอาจมีวิถีทางผลลัพธ์พลิกแพลงหลากหลายแตกต่างกันไปบ้าง อาจพบเห็นได้ไม่เพียงในเมืองไทย หากรวมทั้งฟิลิปปินส์, เวเนซุเอลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว, รัสเซีย เป็นต้น
ดังนั้น ข้อสรุปสูตรสำเร็จของรัฐศาสตร์ยุคคลื่นประชาธิปไตยระลอก 3 ที่ว่าสร้างคนชั้นกลางแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตยจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น จึงถูกโจชัวตั้งข้อสงสัยว่ามันยังจะจริงอยู่ต่อไปอีกหรือไม่? ดังที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกันรายหนึ่งบ่นให้เขาฟังว่า : -
"คุณมีพวกคนไทยหัวเสรีนิยมทั้งหลายที่ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่อย่างพม่า แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารในเมืองไทยปี ค.ศ.2006 พวกเขาจะทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ยังไง? "
สำหรับหนทางในการกอบกู้ประชาธิปไตยให้พ้นจากอันตรายของความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลาง vs. คนชั้นล่างลงไปนั้น โจชัวเสนอแนะในเบื้องต้นว่า :
-ต้องหาทางฟื้นฟูปลูกสร้างพันธมิตรระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปขึ้นมาใหม่บนฐานการยอมรับอำนาจการเมืองของฝ่ายหลังตามหลักประชาธิปไตย (กล่าวคือ เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข, หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง, เสียงข้างมากได้ปกครอง)
-ในขณะเดียวกันก็ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเพื่อปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย, ให้เสียงข้างน้อยมีตัวแทนในการใช้อำนาจด้วย, เพื่อป้องกันระบอบทรราชย์ของเสียงข้างมากที่ผู้มีอำนาจนึกจะล่วงละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยในนามเสียงข้างมากอย่างไรก็ทำได้
-ส่งเสริมรัฐบาลผสมของตัวแทนคนชั้นล่างลงไปกับคนชั้นกลาง
-สร้างเสริมระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม (ตามหลักเสรีนิยม - รัฐบาลมีอำนาจจำกัดหรือที่เรียกว่า limited government อำนาจของรัฐบาลถูกจำกัดด้วยสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของพลเมือง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนึกจะอ้างอำนาจพิเศษมาต้มยำทำแกงพลเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสีใดสีหนึ่งก็ได้ตามใจชอบ - โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคอยคุมเส้นจำกัดอำนาจรัฐ/ขอบเขตสิทธิพลเมืองนั้นๆ)
ที่มา. มติชนออนไลน์
ผลพวงอย่างหนึ่งของวิกฤตการเมืองไทยรอบ 5 ปีที่ผ่านมาคือ นักคิด นักเขียน นักข่าว นักวิจัย นักวิชาการต่างชาติทั่วโลกหันมาใส่ใจติดตามค้นคว้าศึกษาวิเคราะห์เจาะลึกวิพากษ์วิจารณ์สังคมการเมืองไทยอย่างเข้มข้นถี่ยิบชนิดที่ไม่เคยเป็นมานานนับแต่หลังรัฐประหารของ รสช. เมื่อปี พ.ศ.2534 และการลุกฮือพฤษภาประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ.2535
เหมือนเมืองไทยถูกจีน แขก ฝรั่ง เกาหลี ญี่ปุ่น นานาชาติช่วยกันจับเปลื้องถนิมพิมพาภรณ์ล่อนจ้อน ยกขึ้นส่องกับแดด พลิกตะแคงกลับตาลปัตรหัวเท้าไปมา พลางหยิบแว่นขยายสอดแยงเพ่งสำรวจตรวจสอบรอบด้านทุกซอกมุมขุมขนรูเหงื่อก็มิปาน
มันย่อมทำให้อีลีตไทยผู้อาจแอบซุกอะไรต่อมิอะไรไว้ตามซอกหลืบลับตาคนนอกจอทีวีหรือบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสก็ได้ใครจะไปรู้ - พากันเสียวไส้พิกล...แหะๆ
ในบรรดาฝรั่งช่างสอดรู้สอดเห็นเหล่านี้ โจชัว เคอร์แลนท์ซิค (Joshua Kurlantzick) ชาวอเมริกันเป็นคนหนึ่งที่น่าสนใจ
หลังจบรัฐศาสตร์จากวิทยาลัย Haverford เขาทำงานเป็นนักเขียนนักข่าวของนิตยสารอเมริกันชื่อดังหลายฉบับ เช่น Time, The New Republic, American Prospect, Mother Jones, Current History เป็นต้น มีผลงานดีเด่นด้านข่าวเอเชียจนได้ทุนศึกษาฝึกอบรมและถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลต่างๆ ก่อนจะผันตัวเองมาเป็นนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญการเมืองและเศรษฐกิจเอเชียอาคเนย์รวมทั้งความสัมพันธ์ของภูมิภาคนี้กับจีน สังกัดสถาบันศึกษาวิจัยนโยบายชั้นนำของสหรัฐต่างๆ เช่น University of Southern California Center on Public Diplomacy, Pacific Council on International Policy, Carnegie Endowment for International Peace และ Council on Foreign Relations
ในปัจจุบันหนังสือของโจชัวที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเยล ได้แก่ Charm Offensive : How China s Soft Power Is Transforming the World (ค.ศ.2007)
หลังรัฐประหารของ คปค. เมื่อ 19 กันยายน พ.ศ.2549 เป็นต้นมา โจชัวก็หันมาจับจ้องมองการเมืองไทยและเริ่มผลิตข้อเขียนบทวิเคราะห์ทยอยออกมาต่อเนื่องเป็นชุดทางสื่อสิ่งพิมพ์ เกี่ยวกับรัฐบาลทักษิณ, รัฐประหาร คปค., ขบวนการเสื้อเหลือง, ขบวนการเสื้อแดง, สภาพเศรษฐกิจสังคมและสถาบันหลักต่างๆ ของไทย
ปลายเดือนพฤษภาคมศกนี้ เขาตีพิมพ์บทความชื่อ " Democracy in Danger " (ประชาธิปไตยในอันตราย) ลงพิมพ์ในนิตยสารการเมืองรายเดือนเก่าแก่ของอังกฤษชื่อ Prospect Magazine ฉบับที่ 171 ประจำเดือนมิถุนายน ค.ศ.2010(www.prospectmagazine.co.uk/2010/05/democracy-in-danger/)
ข้อน่าสนใจอยู่ตรงโจชัวเลือกหยิบวิกฤตการเมืองไทยเป็นตัวแบบวิเคราะห์เพื่อชี้ว่าระบอบประชาธิปไตยหลายประเทศของโลกก็กำลังเผชิญอันตรายทำนองเดียวกัน อันเป็นกระแสที่นักรัฐศาสตร์เรียกโดยรวมว่า " Reversal of democracy "(ประชาธิปไตยพลิกกลับ) นับแต่ราวปี ค.ศ.2001 เป็นต้นมา
ดังสังเกตุได้ว่าผู้นำรัฐบาลจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ทยอยกันถูกยึดอำนาจด้วยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญถี่ขึ้นเรื่อยมาเป็นลำดับ เช่น ประธานาธิบดีเอสตราดาของฟิลิปปินส์ (ค.ศ.2001), นายกฯทักษิณของไทยและนายกฯการาเซของฟิจิ (ค.ศ.2006), นายกฯหญิงเบกุม คาลีดา เซีย ของบังกลาเทศ (ค.ศ.2007), ประธานาธิบดีราวาโลมานานาของมาดากัสการ์และประธานาธิบดีเซลายาของฮอนดูรัส (ค.ศ.2009) เป็นต้น
จน Freedom House อันเป็นองค์กร NGO ในอเมริกาที่คอยติดตามสำรวจตรวจสอบออกรายงานรายปีเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตยของระบอบการเมืองทั่วโลกแจ้งล่าสุดว่าเสรีภาพในโลกตกต่ำติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว (ค.ศ.2006-2009) นับเป็นช่วงโน้มต่ำของเสรีภาพในโลกที่ยาวนานที่สุดในรอบเกือบ 40 ปีที่ Freedom House ทำรายงานสำรวจข้อมูลเรื่องนี้มา (www.freedomhouse. org/template.cfm?page=505)
นับเป็นปรากฏการณ์กระแสทวนสวน คลื่นประชาธิปไตยระลอกที่ 3 ซึ่ง Samuel P. Huntington นักรัฐศาสตร์อเมริกันผู้ล่วงลับ (ค.ศ.1927-2008) ระบุว่าเกิดขึ้นกว้างขวางทั่วโลกนับแต่ปี ค.ศ.1974 เป็นต้นมา ในหนังสือ The Third Wave : Democratization in the Late Twentieth Century (ค.ศ.1991)
-โจชัว เคอร์แลนท์ซิค วิเคราะห์ว่าที่ประชาธิปไตยตกอยู่ในอันตรายปัจจุบันนี้นั้น มูลเหตุเกิดจาก : -
1) ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม (ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่าแนวนโยบายโลกาภิวัตน์เสรีนิยมใหม่ทางเศรษฐกิจและแนวนโยบายประชานิยมอันเป็นปฏิกิริยาตอบสนองทางการเมืองของหลายรัฐบาล ต่างก็กดดันให้ฝ่ายบริหารมีลักษณะรวบอำนาจรวมศูนย์ยิ่งขึ้นทั้งคู่-ตามข้อวิเคราะห์ของนักเขียนนักกิจกรรมชาวแคนาดา Naomi Klein และศาสตราจารย์สังคมวิทยาชาวอเมริกัน SaskiaSassen)
2) สถาบันตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอ่อนแอ, คอร์รัปชั่นแพร่หลาย (ลองนึกถึงกลุ่มอาการอ่อนเปลี้ยระส่ำระสายของ กกต., วุฒิสภา, สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฯลฯ ตอนปลายรัฐบาลทักษิณก็จะเห็นภาพได้)
3) ความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลางกับคนจน-คนชั้นล่าง
จะเห็นได้ว่านี่เป็นการกลับตาลปัตรสูตรสำเร็จประชาธิปไตยแต่เดิมของรัฐศาสตร์สมัยอาจารย์ปู่ Huntington เลยทีเดียว กล่าวคือ : -
-สูตรประชาธิปไตยเดิมสมัย Samuel Huntington (เผอิญสอดคล้องกับคำสัมภาษณ์ของประธานคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดลินิวส์, 12 มิ.ย. 2553 พอดี) :
-เศรษฐกิจเติบโต --> คนชั้นกลางเติบใหญ่เรืองอำนาจ --> ประชาธิปไตย
-ส่วนสูตรประชาธิปไตยในอันตรายของ Joshua Kurlantzick ที่ประมวลสรุปจากกรณีเมืองไทยและประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กลับเป็นเช่นนี้คือ :
-ความไม่มั่นใจอันเกิดจากโลกาภิวัตน์ (เช่น เศรษฐกิจพังทลายช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง) นำไปสู่
--> คนชั้นกลางหันไปเป็นอนุรักษนิยม
--> คนชั้นกลางขัดแย้งกับผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง+พันธมิตรชนชั้นล่างของผู้นำนั้น
--> คนชั้นกลางหันไปสนับสนุนวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการโค่นรัฐบาล
--> ประชาธิปไตยพลิกกลับ หรือเกิดระบอบประชาธิปไตยแบบที่ชนชั้นนำครอบงำ
นั่นหมายความว่า หากคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปแตกแยกขัดแย้งกันเรื่องสิทธิประชาธิปไตยแล้ว ระบบการเมืองอาจพังทลายและประชาธิปไตยพลิกกลับได้
อนึ่ง คำว่า " คนชั้นล่างลงไป " ข้างต้นนี้ กล่าวได้ว่าหมายถึงคนกลุ่มเดียวกับที่ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า "คนชั้นกลางระดับล่าง" , หรือที่ทีมวิจัยของ อ.อภิชาต สถิตนิรามัย แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ระบุในขั้นต้นว่าได้แก่ "ลูกจ้างและเกษตรกร มีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 17,000 บาท โดยสรุปคือ เสื้อแดงไม่ใช่คนจนแต่จนกว่าเสื้อเหลือง ฐานะทางเศรษฐกิจสังคมของเสื้อเหลืองคือมีงานประจำ มีการศึกษาและฐานะทางสังคมสูงกว่า...รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 31,000 บาท" (www.prachatai3.info/journal/ 2010/06/29973)
หรือถ้าให้ผมเปรียบเทียบ : - ขณะที่สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับบนและกลางได้แก่ 1) ธนาคารพาณิชย์ (แหล่งสินเชื่อเพื่อการลงทุนและการบริโภค), 2) ตลาดหุ้น (แหล่งเสี่ยงแล้วอาจรวยจากการเก็งกำไร) และ 3) ช็อปปิ้ง มอลล์ (แหล่งบริโภคนิยม) - ซึ่งล้วนตกเป็นเป้าโจมตีเผาทำลายระหว่างการชุมนุมของ นปช.ครั้งที่ผ่านมา ทำให้คนชั้นกลางในกรุงโกรธจนควันออกหูนั้น
สถาบันหลักทั้ง 3 ของคนชั้นกลางระดับล่างจะได้แก่ 1) นายทุนเงินกู้นอกระบบ, 2) สลากกินแบ่ง-หวยใต้ดิน และ 3) ตลาดสดแบกะดินกลางแจ้งทั้งหลาย เช่น คลองถม ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันแต่มักอยู่ชายขอบหรือนอกระบบ ถูกทางราชการกำกับควบคุมตามกฎหมายน้อยกว่า ทำให้มาตรฐานต่ำกว่าและในบางแง่ราคา/ดอกเบี้ยแพงกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็เข้าถึงได้ง่าย เหมาะสำหรับผู้มีทุนน้อย/รายได้ต่ำกว่านั่นเอง
นี่จึงเป็นเหตุผลให้คนชั้นกลางระดับล่างนิยมชมชอบโครงการของรัฐบาลทักษิณอย่างสินเชื่อเอสเอ็มอี, แปลงสินทรัพย์เป็นทุน, กองทุนหมู่บ้านละล้าน, หวยบนดิน, หวยออนไลน์, 30 บาทรักษาทุกโรค, บ้านเอื้ออาทร, แท็กซี่เอื้ออาทร, คอมพิวเตอร์เอื้ออาทร
และมาตรการประชา (บริโภค) นิยมอื่นๆ ที่ภาครัฐช่วยให้พวกเขาลดรายจ่าย, เพิ่มรายได้ และเอื้อมมือถึงสินค้าบริโภคคงทนทั้งหลายอย่างไม่เคยมีมาก่อน
กล่าวให้ถึงที่สุด เศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ที่ผันผวนไร้เสถียรภาพเป็นรากเหง้าที่มาของสภาพประชาธิปไตยในอันตรายเพราะมันทำให้คนชั้นกลางกลายเป็นอนุรักษนิยมเลิกคิดปฏิรูป เบื่อการเมือง เน้นทำมาหาเงินเอาตัวรอด (โดยเฉพาะหลังวิกฤตเศรษฐกิจการเงิน พ.ศ.2540 เมื่อเทียบกับกระแสการเมืองของคนชั้นกลางสมัยหลัง 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 หรือหลังพฤษภาประชาธิปไตย พ.ศ.2535 ใหม่ๆ)
แบบแผนของประชาธิปไตยพลิกกลับก็คือ : คนชั้นกลางหันไปร่วมมือกับชนชั้นนำเก่าประท้วงต่อต้านผู้นำอำนาจนิยมจากการเลือกตั้ง, ใช้วิธีการไม่ประชาธิปไตยขับโค่นรัฐบาล, สร้างระบอบประชาธิปไตยที่เน้นชนชั้นนำยิ่งขึ้น, เพื่อให้ตัวเองได้กุมอำนาจส่วนใหญ่ไว้ต่อไป
นำไปสู่การที่คนชั้นล่างรวมตัวประท้วงโต้กลับคนชั้นกลางบ้าง (เช่น ม็อบคาราวานคนจนที่จตุจักร-นปก.-นปช. vs. พธม.) เกิดความแตกแยกถาวรทางชนชั้น, พันธมิตรคนชั้นกลาง-คนชั้นล่างที่เป็นฐานค้ำจุนประชาธิปไตยแต่เดิมเสื่อมสลาย, ระบอบประชาธิปไตยจึงพังทลายลงในที่สุดด้วยรัฐประหารของกองทัพ เหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยให้คนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปหันมาขัดแย้งกันยืดเยื้อเรื้อรัง
แบบแผนทำนองนี้ [ผู้นำจากการเลือกตั้งกลายเป็นอำนาจนิยม-->รัฐประหารในนามเสรีนิยมที่คนชั้นกลางสนับสนุนเพื่อล้มประชาธิปไตย] ซึ่งอาจมีวิถีทางผลลัพธ์พลิกแพลงหลากหลายแตกต่างกันไปบ้าง อาจพบเห็นได้ไม่เพียงในเมืองไทย หากรวมทั้งฟิลิปปินส์, เวเนซุเอลา, ฮอนดูรัส, นิการากัว, รัสเซีย เป็นต้น
ดังนั้น ข้อสรุปสูตรสำเร็จของรัฐศาสตร์ยุคคลื่นประชาธิปไตยระลอก 3 ที่ว่าสร้างคนชั้นกลางแล้ว ระบอบเสรีประชาธิปไตยจะแพร่หลายไปทั่วโลกนั้น จึงถูกโจชัวตั้งข้อสงสัยว่ามันยังจะจริงอยู่ต่อไปอีกหรือไม่? ดังที่นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนอเมริกันรายหนึ่งบ่นให้เขาฟังว่า : -
"คุณมีพวกคนไทยหัวเสรีนิยมทั้งหลายที่ประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในที่อย่างพม่า แต่กลับสนับสนุนรัฐประหารในเมืองไทยปี ค.ศ.2006 พวกเขาจะทำทั้งสองอย่างไปด้วยกันได้ยังไง? "
สำหรับหนทางในการกอบกู้ประชาธิปไตยให้พ้นจากอันตรายของความแตกแยกขัดแย้งระหว่างคนชั้นกลาง vs. คนชั้นล่างลงไปนั้น โจชัวเสนอแนะในเบื้องต้นว่า :
-ต้องหาทางฟื้นฟูปลูกสร้างพันธมิตรระหว่างคนชั้นกลางกับคนชั้นล่างลงไปขึ้นมาใหม่บนฐานการยอมรับอำนาจการเมืองของฝ่ายหลังตามหลักประชาธิปไตย (กล่าวคือ เมื่อคนเราเท่ากัน อำนาจย่อมเกิดจากตัวเลข, หนึ่งคนมีหนึ่งเสียง, เสียงข้างมากได้ปกครอง)
-ในขณะเดียวกันก็ใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนเพื่อปกป้องสิทธิของเสียงข้างน้อย, ให้เสียงข้างน้อยมีตัวแทนในการใช้อำนาจด้วย, เพื่อป้องกันระบอบทรราชย์ของเสียงข้างมากที่ผู้มีอำนาจนึกจะล่วงละเมิดสิทธิของเสียงข้างน้อยในนามเสียงข้างมากอย่างไรก็ทำได้
-ส่งเสริมรัฐบาลผสมของตัวแทนคนชั้นล่างลงไปกับคนชั้นกลาง
-สร้างเสริมระบอบรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม (ตามหลักเสรีนิยม - รัฐบาลมีอำนาจจำกัดหรือที่เรียกว่า limited government อำนาจของรัฐบาลถูกจำกัดด้วยสิทธิเสรีภาพในร่างกาย ชีวิต ทรัพย์สินของพลเมือง ไม่ใช่ว่ารัฐบาลนึกจะอ้างอำนาจพิเศษมาต้มยำทำแกงพลเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งสีใดสีหนึ่งก็ได้ตามใจชอบ - โดยมีศาลตุลาการอิสระเป็นกรรมการคอยคุมเส้นจำกัดอำนาจรัฐ/ขอบเขตสิทธิพลเมืองนั้นๆ)
ที่มา. มติชนออนไลน์
วันพฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2553
"ไอซีที"งงกรมปกครองเด้ง"สมาร์ทการ์ด"คืนสงสัยทะเลาะกันเอง เล็งเลิก17ล้านใบ"จุติ"ลั่นไม่ผิดยุเอกชนฟ้อง
รายงานข่าวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แจ้งว่า กรมการปกครอง (ปค.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) ได้มีหนังสือลงวันที่ 14 มิถุนายน 2553 ถึงปลัดไอซีที เรื่องการส่งมอบบัตรประจำตัวประชาชนแบบอเนกประสงค์ (สมาร์ทการ์ด) ระบุว่า ตามที่ไอซีทีได้ฝากบัตรสมาร์ทการ์ด 600,000 บัตร ให้ ปค.รับฝากและเก็บรักษาไว้ที่สำนักบริหารการทะเบียนในระหว่างรอความเห็นชอบ ปค.ได้ตรวจสอบและพิจารณาแล้วมีความเห็นดังนี้ 1.รูปแบบบัตรนั้นมีเส้นสีแดง (MICROTEXT) พาดผ่านตำแหน่งพิมพ์รูปภาพด้านหน้าบัตร ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะแบบบัตรที่ออกด้วยระบบคอมพิวเตอร์แบบอเนกประสงค์ตามท้ายกฎกระทรวงหลายฉบับที่กำหนดให้บัตรมีสีขาวลายพื้นสีฟ้า 2.สัญลักษณ์ด้านหลังบัตรซึ่งเป็นจุดตรวจสอบบัตร ภาพแรกที่ปรากฏบน HOLOGRAM ไม่ใช่รูปแผนที่ประเทศไทย ซึ่งไม่เป็นไปตามลักษณะบัตรตามท้ายกฎกระทรวง จึงขอให้ไอซีทีส่งเจ้าหน้าที่มารับมอบบัตรที่ฝากไว้ไปแก้ไขปรับปรุงรูปแบบลักษณะบัตรให้ถูกต้องตามกฎกระทรวง และให้เร่งส่งมอบ ปค.ต่อไป เพราะขณะนี้ไม่มีบัตรออกให้กับประชาชน
แหล่งข่าวจากไอซีทีกล่าวว่า เส้นสีแดงและสัญลักษณ์ด้านหลังบัตรเป็นเรื่องความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตรที่เพิ่มเติมขึ้นจากรูปแบบบัตรสมาร์ทการ์ดเดิม โดยรูปแบบดังกล่าวนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดี ปค. เมื่อครั้งนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทนอธิบดี ปค. ได้ทำหนังสือถึงไอซีที ลงวันที่ 25 เมษายน 2553 ระบุว่า ปค.ทดสอบบัตรเสร็จสิ้นแล้ว ผลการทดลองบัตรตัวอย่าง 25,000 บัตร สามารถทำงานร่วมกับระบบของ ปค.ได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการตรวจรับบัตรสมาร์ทการ์ดไอซีทีจะต้องไปตรวจรับบัตรงวดที่ 2 อีกจำนวน 4 ล้านบัตร แต่ยังติดปัญหาว่าขณะนี้ยังไม่สามารถจัดหาสถานที่จัดเก็บได้ และยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาต่อไปอย่างไร เมื่อ ปค.ไม่ยอมรับรูปแบบบัตรดังกล่าว คณะกรรมการคงหารือ และมีแนวโน้มอาจพิจารณายกเลิกการผลิตบัตรสมาร์ทการ์ดจำนวนที่เหลืออีก 17 ล้านบัตรด้วย ขณะเดียวกันยังมีจำนวนสมาร์ทการ์ดอยู่ในกระบวนการผลิตอีก 4 ล้านบัตรด้วย
"การบอกเลิกการผลิต เอกชนต้องฟ้องไอซีทีแน่ ตอนนี้โครงการนี้อยู่ในภาวะลูกผีลูกคน เรามืดแปดด้านทั้งที่เอกสารที่เรามีอยู่ทั้งหมดถูกต้องทุกอย่าง เรามองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะกันเองของผู้บริหารในมหาดไทย แต่เขาไม่ยอมรับว่ามีปัญหาภายในกันเอง" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวถึงความเป็นมาก่อนเกิดปัญหา ปค.ปฏิเสธไม่รับบัตรว่า ช่วงก่อนหน้านั้น ทราบว่าบัตรสมาร์ทการ์ดเดิมจะหมดลงในเดือนมิถุนายน 2553 จึงได้ประสานไปยังบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด เอกชนผู้รับจ้างเร่งการผลิตบัตรงวดที่ 2 จำนวน 5 ล้านบัตร ให้ก่อนจำนวน 1 ล้านบัตร เพื่อให้ทันกับการใช้งาน โดยเริ่มทยอยส่งมอบให้ ปค.ได้ล็อตแรก 300,000 บัตร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ล็อตสอง 300,000 บัตรในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 รวมเป็น 600,000 บัตรแรกที่ ปค.รับมอบไป ต่อมาการส่งมอบสมาร์ทการ์ดอีกจำนวน 400,000 บัตร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ปค.แจ้งมาว่าจะไม่รับฝากบัตรจำนวนดังกล่าว และจะขอคืนสมาร์ทการ์ดทั้ง 2 งวดก่อนหน้านี้กลับไป ไอซีทีจึงได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยขอความร่วมมือไปยังบริษัท วี-สมาร์ท เพื่อฝากบัตรจำนวน 400,000 บัตรหลังไว้ก่อน
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการไอซีที กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เรียกคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจ้างเหมาจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดมาชี้แจง ยืนยันว่าไอซีทีไม่ผิด แต่ไม่สามารถไปบังคับให้กระทรวงมหาดไทยรับบัตรได้ รวมถึงไม่สามารถทำอะไรกับบัตรที่เอกชนผลิตออกมาแล้ว ดังนั้นถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ความเสี่ยงที่ไอซีทีจะรับผิดชอบความเสียหายนั้นถือว่าน้อย เพราะไอซีทีไม่ผิด
"เอกชนฟ้องก็ดี จะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เรายืนยันว่าเราไม่ผิด ทุกอย่างจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ"นายจุติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการขาดแคลนบัตรสมาร์ทการ์ดช่วงที่ผ่านมา กรมการปกครองไม่สามารถออกบัตรสมาร์ทการ์ดให้กับประชาชนที่ยื่นขอทำบัตรประชาชนใหม่ได้ จึงได้ออกบัตรเหลือง หรือบัตร บ.ป.2 ให้ผู้ที่มาขอทำบัตรประชาชนนำไปใช้แทนชั่วคราว
วันเดียวกัน นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครองได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบกรณีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบตนเองกรณีบัตรสมาร์ทการ์ดอย่างไม่เป็นธรรม
ที่มา.มติชนออนไลน์
แหล่งข่าวจากไอซีทีกล่าวว่า เส้นสีแดงและสัญลักษณ์ด้านหลังบัตรเป็นเรื่องความปลอดภัยและป้องกันการปลอมแปลงบัตรที่เพิ่มเติมขึ้นจากรูปแบบบัตรสมาร์ทการ์ดเดิม โดยรูปแบบดังกล่าวนายมงคล สุระสัจจะ อธิบดี ปค. เมื่อครั้งนั่งตำแหน่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน รักษาราชการแทนอธิบดี ปค. ได้ทำหนังสือถึงไอซีที ลงวันที่ 25 เมษายน 2553 ระบุว่า ปค.ทดสอบบัตรเสร็จสิ้นแล้ว ผลการทดลองบัตรตัวอย่าง 25,000 บัตร สามารถทำงานร่วมกับระบบของ ปค.ได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ในวันที่ 28 มิถุนายนนี้ คณะกรรมการตรวจรับบัตรสมาร์ทการ์ดไอซีทีจะต้องไปตรวจรับบัตรงวดที่ 2 อีกจำนวน 4 ล้านบัตร แต่ยังติดปัญหาว่าขณะนี้ยังไม่สามารถจัดหาสถานที่จัดเก็บได้ และยังไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาต่อไปอย่างไร เมื่อ ปค.ไม่ยอมรับรูปแบบบัตรดังกล่าว คณะกรรมการคงหารือ และมีแนวโน้มอาจพิจารณายกเลิกการผลิตบัตรสมาร์ทการ์ดจำนวนที่เหลืออีก 17 ล้านบัตรด้วย ขณะเดียวกันยังมีจำนวนสมาร์ทการ์ดอยู่ในกระบวนการผลิตอีก 4 ล้านบัตรด้วย
"การบอกเลิกการผลิต เอกชนต้องฟ้องไอซีทีแน่ ตอนนี้โครงการนี้อยู่ในภาวะลูกผีลูกคน เรามืดแปดด้านทั้งที่เอกสารที่เรามีอยู่ทั้งหมดถูกต้องทุกอย่าง เรามองว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการทะเลาะกันเองของผู้บริหารในมหาดไทย แต่เขาไม่ยอมรับว่ามีปัญหาภายในกันเอง" แหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวกล่าวถึงความเป็นมาก่อนเกิดปัญหา ปค.ปฏิเสธไม่รับบัตรว่า ช่วงก่อนหน้านั้น ทราบว่าบัตรสมาร์ทการ์ดเดิมจะหมดลงในเดือนมิถุนายน 2553 จึงได้ประสานไปยังบริษัท วี-สมาร์ท จำกัด เอกชนผู้รับจ้างเร่งการผลิตบัตรงวดที่ 2 จำนวน 5 ล้านบัตร ให้ก่อนจำนวน 1 ล้านบัตร เพื่อให้ทันกับการใช้งาน โดยเริ่มทยอยส่งมอบให้ ปค.ได้ล็อตแรก 300,000 บัตร เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2553 ล็อตสอง 300,000 บัตรในวันที่ 10 พฤษภาคม 2553 รวมเป็น 600,000 บัตรแรกที่ ปค.รับมอบไป ต่อมาการส่งมอบสมาร์ทการ์ดอีกจำนวน 400,000 บัตร เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2553 ปค.แจ้งมาว่าจะไม่รับฝากบัตรจำนวนดังกล่าว และจะขอคืนสมาร์ทการ์ดทั้ง 2 งวดก่อนหน้านี้กลับไป ไอซีทีจึงได้แก้ไขปัญหาเบื้องต้นโดยขอความร่วมมือไปยังบริษัท วี-สมาร์ท เพื่อฝากบัตรจำนวน 400,000 บัตรหลังไว้ก่อน
ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการไอซีที กล่าวว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายนที่ผ่านมา ได้เรียกคณะกรรมการตรวจรับพัสดุการจ้างเหมาจัดทำบัตรสมาร์ทการ์ดมาชี้แจง ยืนยันว่าไอซีทีไม่ผิด แต่ไม่สามารถไปบังคับให้กระทรวงมหาดไทยรับบัตรได้ รวมถึงไม่สามารถทำอะไรกับบัตรที่เอกชนผลิตออกมาแล้ว ดังนั้นถ้ามีการฟ้องร้องเกิดขึ้น ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ความเสี่ยงที่ไอซีทีจะรับผิดชอบความเสียหายนั้นถือว่าน้อย เพราะไอซีทีไม่ผิด
"เอกชนฟ้องก็ดี จะได้รู้ว่าความจริงคืออะไร แต่เรายืนยันว่าเราไม่ผิด ทุกอย่างจึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ"นายจุติกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ปัญหาการขาดแคลนบัตรสมาร์ทการ์ดช่วงที่ผ่านมา กรมการปกครองไม่สามารถออกบัตรสมาร์ทการ์ดให้กับประชาชนที่ยื่นขอทำบัตรประชาชนใหม่ได้ จึงได้ออกบัตรเหลือง หรือบัตร บ.ป.2 ให้ผู้ที่มาขอทำบัตรประชาชนนำไปใช้แทนชั่วคราว
วันเดียวกัน นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ อดีตอธิบดีกรมการปกครองได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบสภาผู้แทนราษฎร ให้ตรวจสอบกรณีที่ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งกรรมการสอบตนเองกรณีบัตรสมาร์ทการ์ดอย่างไม่เป็นธรรม
ที่มา.มติชนออนไลน์
“สั่งปิดเว็บมั่ว
อันตรายที่สุดของมนุษย์ คือการคาดหวัง
เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ “สั่งปิดเว็บไซต์” สูงที่สุดในโลก!! จนคนทนไม่ไหว "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" ทำจดหมายถึงรัฐบาล เรียกร้องให้ เปิดรายชื่อเว็บที่ถูกปิดตามคำสั่ง ศอฉ. พร้อมชี้แจงเหตุผล....๐
เห็นใจ "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" กับปรากฏการณ์ “สั่งปิดเว็บมั่ว” แต่ขอทายไว้ล่วงหน้า จะไม่มี “คำตอบใดๆ” ในเรื่องนี้จาก รัฐบาลมาร์ค และ ศอฉ. ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ โปรดทำใจไว้แต่เนิ่นๆ....๐
คนอย่าง คณิต ณ นคร ย่อมคิดเป็น? และอาจ “คิดลึก” กว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานสอบฯ การตรงดิ่งไปหารือกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกลาโหม ถึงกระทรวง คือ “คำถาม” ที่ต้องรอคำตอบ “ท่านไปของท่านทำไม?......๐
พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ เตรียมทหารรุ่น 8 รุ่นพี่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ตท.10) 2 รุ่น, ที่ผ่านมา...มีหลายครั้งที่ ปลัดกระทรวงกลาโหมคนนี้ พูดจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก ถูกใจชาวบ้านระดับรากหญ้า แต่อาจขัดหู “ใครบางคน”??.....๐
คนเสื้อแดง กับ คนในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แย้ ที่จะมุดลงรู หรือมุดดิน!! คนที่เชื่ออย่างนี้ และคิดอย่างนั้น คือ ทนายประจำตัว ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชื่อ นพดล ปัทมะ ที่กำลังรับบทหนักในเวลานี้....๐
ขอสะกิด “นายกรัฐมนตรีมาร์ค” ไหนๆ ก็คิดการใหญ่ถึงขนาด ปฏิรูปประเทศ และเละละเปะปะไปถึงการ “ปฏิรูปสื่อ” ก็โปรดหาเวลาตั้งคณะกรรมการ “ปฏิรูปรัฐบาล” เสียด้วย คงจะทำให้คนไทยหายใจสะดวกขึ้น??....๐
“สื่อ” ที่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะรีบ “ปฏิรูป” โดยเร็วที่สุด คือ ทีวีช่องหอยเน่า ของ “กรมกร๊วก” ที่กำลัง “เน่าสนิท” จาก “บางรายการ” ที่คนรุมด่าทั้งเมือง องอาจ คล้ามไพบูลย์ อย่าได้คิดเกรงใจ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ให้มากกว่า “สร้างความถูกต้องให้กับสังคม” เลยนะ!!.....๐
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...ข้าราชการใหญ่ที่จะ เกษียณอายุราชการ กลับบ้านเลี้ยงหลาน ในระดับ 11 มี 10 คน หนึ่งจำนวนนั้นชื่อ สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่จะมาแทน ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ ที่เคยมีคนส่งชื่อเข้าประกวดปีที่แล้ว แต่ “สถิตย์” แซงทางโค้งเข้าป้ายเสียก่อน.....๐
ปัญหามีว่า กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังผู้เป็น “บั๊ดดี้” นายกรัฐมนตรีจะเอาด้วยหรือไม่? เพราะ อำพน กิตติอำพน มาอีกสาย!! ถ้าพลาด?? ก็ยังมีก๊อกสอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะผลักดันให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทน สุรชัย ภู่ประเสริฐ.....๐
ดีแล้ว?? จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที อย่ามัว “ฝันกลางวัน” ที่จะคิดส่ง “ดาวเทียมรัฐบาล” ขึ้นฟ้าเอง มาปลุก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ตื่นจากหลับ ดันบรอดแบนด์ราคาถูก เข็นไว-แมกซ์ให้ประชาชน ได้ใช้แค่ 99 บาท ต่อเดือน จะดูดีกว่า เท่กว่า และ “สมราคา” ในการมานั่งกระทรวงนี้ และอย่าลืมเคลียร์เรื่อง “สัมปทาน 3 จี” ว่ามันมีอะไรซับซ้อนซะอีกเรื่อง?
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
เป็นประเทศประชาธิปไตยที่ “สั่งปิดเว็บไซต์” สูงที่สุดในโลก!! จนคนทนไม่ไหว "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" ทำจดหมายถึงรัฐบาล เรียกร้องให้ เปิดรายชื่อเว็บที่ถูกปิดตามคำสั่ง ศอฉ. พร้อมชี้แจงเหตุผล....๐
เห็นใจ "เครือข่ายพลเมืองเน็ต" กับปรากฏการณ์ “สั่งปิดเว็บมั่ว” แต่ขอทายไว้ล่วงหน้า จะไม่มี “คำตอบใดๆ” ในเรื่องนี้จาก รัฐบาลมาร์ค และ ศอฉ. ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ โปรดทำใจไว้แต่เนิ่นๆ....๐
คนอย่าง คณิต ณ นคร ย่อมคิดเป็น? และอาจ “คิดลึก” กว่า อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เซ็นคำสั่งแต่งตั้งให้เป็นประธานสอบฯ การตรงดิ่งไปหารือกับ พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกลาโหม ถึงกระทรวง คือ “คำถาม” ที่ต้องรอคำตอบ “ท่านไปของท่านทำไม?......๐
พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ เตรียมทหารรุ่น 8 รุ่นพี่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา (ตท.10) 2 รุ่น, ที่ผ่านมา...มีหลายครั้งที่ ปลัดกระทรวงกลาโหมคนนี้ พูดจาตรงไปตรงมาแบบขวานผ่าซาก ถูกใจชาวบ้านระดับรากหญ้า แต่อาจขัดหู “ใครบางคน”??.....๐
คนเสื้อแดง กับ คนในพรรคเพื่อไทย ไม่ใช่แย้ ที่จะมุดลงรู หรือมุดดิน!! คนที่เชื่ออย่างนี้ และคิดอย่างนั้น คือ ทนายประจำตัว ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ชื่อ นพดล ปัทมะ ที่กำลังรับบทหนักในเวลานี้....๐
ขอสะกิด “นายกรัฐมนตรีมาร์ค” ไหนๆ ก็คิดการใหญ่ถึงขนาด ปฏิรูปประเทศ และเละละเปะปะไปถึงการ “ปฏิรูปสื่อ” ก็โปรดหาเวลาตั้งคณะกรรมการ “ปฏิรูปรัฐบาล” เสียด้วย คงจะทำให้คนไทยหายใจสะดวกขึ้น??....๐
“สื่อ” ที่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ควรจะรีบ “ปฏิรูป” โดยเร็วที่สุด คือ ทีวีช่องหอยเน่า ของ “กรมกร๊วก” ที่กำลัง “เน่าสนิท” จาก “บางรายการ” ที่คนรุมด่าทั้งเมือง องอาจ คล้ามไพบูลย์ อย่าได้คิดเกรงใจ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ให้มากกว่า “สร้างความถูกต้องให้กับสังคม” เลยนะ!!.....๐
ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป...ข้าราชการใหญ่ที่จะ เกษียณอายุราชการ กลับบ้านเลี้ยงหลาน ในระดับ 11 มี 10 คน หนึ่งจำนวนนั้นชื่อ สถิตย์ ลิ่มพงษ์พันธุ์ ปลัดกระทรวงการคลัง คนที่จะมาแทน ไม่ใช่ใครที่ไหน คือ อำพน กิตติอำพน เลขาธิการสภาพัฒน์ ที่เคยมีคนส่งชื่อเข้าประกวดปีที่แล้ว แต่ “สถิตย์” แซงทางโค้งเข้าป้ายเสียก่อน.....๐
ปัญหามีว่า กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีคลังผู้เป็น “บั๊ดดี้” นายกรัฐมนตรีจะเอาด้วยหรือไม่? เพราะ อำพน กิตติอำพน มาอีกสาย!! ถ้าพลาด?? ก็ยังมีก๊อกสอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะผลักดันให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี แทน สุรชัย ภู่ประเสริฐ.....๐
ดีแล้ว?? จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีไอซีที อย่ามัว “ฝันกลางวัน” ที่จะคิดส่ง “ดาวเทียมรัฐบาล” ขึ้นฟ้าเอง มาปลุก คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ให้ตื่นจากหลับ ดันบรอดแบนด์ราคาถูก เข็นไว-แมกซ์ให้ประชาชน ได้ใช้แค่ 99 บาท ต่อเดือน จะดูดีกว่า เท่กว่า และ “สมราคา” ในการมานั่งกระทรวงนี้ และอย่าลืมเคลียร์เรื่อง “สัมปทาน 3 จี” ว่ามันมีอะไรซับซ้อนซะอีกเรื่อง?
คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
‘ความจริง’ ต้องไม่ตาย
‘ความจริง’ ต้องไม่ตาย
สังหารหมู่ประชาชน ที่มาชุมนุม สงบ สันติ อหิงสา..แต่ทว่า “ถูกเข่นฆ่า” ใครก็รับไม่ได้ สัปดาห์ที่จะถึง อาทิตย์หน้าที่จะมา “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ “จีเจ อเล็กซานเดอน์ คนูปส์” ทนายคนดัง ทำคดีสังหารหมู่ชาวบ้าน ทั้งที่ ยูโกสลาเวีย รวันดา และเซอร์ราลิโอซ ฟ้องศาลอาชญากรโลก..ที่ฆ่า “เสื้อแดง” ตายเป็นเบือ มีการ “ใช้อำนาจลับ”...กำชับ อย่าให้ “ทนายทักษิณ” เข้าประเทศไทย อย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อไม่ให้มีการ “ค้นหาความจริง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในระบบประชาธิปไตย.... “ข้อมูลข่าวสารทุกด้าน” ต้องเปิดให้สาธารณชนได้ทราบ ไม่มีการปิดบัง!!! ใครสั่ง “ตม.” ไม่ให้เขาเข้าประเทศ...ถือเป็น “เผด็จการ” เบ็ดเสร็จ?..ที่น่าทุเรศ เสียจัง??
---------------------------------
‘เล่าปี่’ ยังสู้ไม่ได้!!
เพราะที่ว่าแน่ๆ “พนมมือไหวทั้งสิบทิศ” ยังชิดซ้าย?? กับการพลิกตำราพิชัยยุทธ ของ “ท่านพี่เนวิน ชิดชอบ” ปรมาจารย์ตั๊กม๊อแห่งพรรคภูมิใจไทย...ก่อนจะมาเป็น “เจ้าก๊ก” ใหญ่อยู่ในประเทศไทย ต้องเจียมตัว เจียมบอดี้ มาไม่ใช่น้อย การก้มกราบคราวนั้นจะเห็นว่าทำหลายครั้ง ด้วยเส้นทางการคารวะคน อย่างพินอบพิเทาสุดใจขาดดิ้น..ไม่ว่าจะเป็น คนสนิททักษิณ อย่าง “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” หรือ “คุณพี่โป๋” ธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาฯ “นายกฯ สมัคร สุนทรเวช” จึงทำให้ดวงท่านวิ่งกระฉูด ยิ่งใหญ่อย่างโลดเต้น!! ต้องบอกว่า ที่ยิ่งใหญ่มาได้ทุกวันนี้...เพราะกลยุทธคารวะทุกที่...จึงได้ดิบได้ดีอย่างที่เห็น??
----------------------------------
‘เดินหน้า’ อย่าได้หยุด
“ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องดับเครื่องชน กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่คัดค้านโครงการนี้อย่าง สุดสุด เพราะการก่อสร้าง อุโมงค์ลอดถนนจรัลสนิทวงศ์ กับ พรานนก เป็นสิ่งที่ ชาวบ้าน ประชาชน ต้องการยิ่งนักจุดเชื่อมต่อย่านนี้...รถติดบรรลัยวอดวายสิ้นดี อย่างหนัก ที่มีเสียง “จิ้งจกทัก” ว่าชาวบ้านร้านตลาดไม่ต้องการ..แท้ที่จริงแล้ว มีนักการเมืองท้องถิ่น “สก.” ไปตีขนาดหางบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขาถึง “๑๔ ล้านบาท”..พอไม่ได้ผลประโยชน์สมใจนึกบางลำภู ก็อาศัยคราบนักการเมืองท้องถิ่น โวยจนโครงการถูกระงับ!! ไถเงินเขาตั้ง ๑๔ ล้านบาท...พอไม่ได้ ก็ลุแก่อำนาจ?..ช่างบาตรใหญ่ เสียจริงๆ นะครับ????
----------------------------------
‘ทองแท้’ ย่อมไม่กลัวไฟ
ทำดี มีคุณภาพ เสียอย่าง “อดีตรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ” ได้รับเกียรติ อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลงาน เข้าต่อสายตาของชาวโลก จึงมีเสียงสนับสนุน พรึ่บพรั่บเป็นเอกฉันท์ ให้เป็น “ประธานคณะกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ชาติ” คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย..ซึ่งทำให้การผลักดันโครงการต่างๆ ไปได้สวย โดยได้ตำแหน่งนี้ จาก “เม็ดงาน”....ไม่อาศัย “คราบการเป็นรัฐบาล” เสียด้วย เพราะ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” โดย “กลุ่มพญานาค” ของ “อดีตรัฐมนตรีพินิจ” ถูก “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตัดทางเติบโตด้านการเมือง...เพราะ “ขัดขวาง” และ “กีดกัน” ไม่ให้ใครบางคน มีความชอบธรรม เข้ามาบริหารชาติ ด้วย “สันดานโกง”!! ด้วยความดีที่ทำ...กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง จึงให้เป็นผู้นำ...เพราะชอบในวีรกรรม แห่งความเที่ยงตรง??
----------------------------------
ไม่มีอะไรในก่อไผ่!!!
“รถเมล์เอ็นจีวี” จากประเทศจีน ล็อตมหาอภิอมตะนิรันดร์กาล ๔,๐๐๐ คัน..เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ในเมืองไทย กล่าวได้เลยว่า, เป็นการหาผลประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ จน “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นกองเชียร์ให้กับ “รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช” และ “รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ในวันนั้น รับไม่ได้เลย เพราะมีการเรียกค่าต๋งคันละ ๒ ล้าน...งาบกันปากมันส์ ตามสันดานเช่นเคย มาบัดนี้, แว่วมาอีกว่า “ค่าปากถุง” กับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ผงาดขึ้นไปเป็นคันละ ๕ ล้านบาท เสร็จสรรพ!! โครงการนี้สำเร็จแล้วล่ะก้อ...มีคนรวยสะบัดช่อ?...รอเป็นมหาเศรษฐีโลก กันเลยล่ะครับ??
----------------------------------
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
สังหารหมู่ประชาชน ที่มาชุมนุม สงบ สันติ อหิงสา..แต่ทว่า “ถูกเข่นฆ่า” ใครก็รับไม่ได้ สัปดาห์ที่จะถึง อาทิตย์หน้าที่จะมา “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ “จีเจ อเล็กซานเดอน์ คนูปส์” ทนายคนดัง ทำคดีสังหารหมู่ชาวบ้าน ทั้งที่ ยูโกสลาเวีย รวันดา และเซอร์ราลิโอซ ฟ้องศาลอาชญากรโลก..ที่ฆ่า “เสื้อแดง” ตายเป็นเบือ มีการ “ใช้อำนาจลับ”...กำชับ อย่าให้ “ทนายทักษิณ” เข้าประเทศไทย อย่างไม่น่าเชื่อ เพื่อไม่ให้มีการ “ค้นหาความจริง” ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ในระบบประชาธิปไตย.... “ข้อมูลข่าวสารทุกด้าน” ต้องเปิดให้สาธารณชนได้ทราบ ไม่มีการปิดบัง!!! ใครสั่ง “ตม.” ไม่ให้เขาเข้าประเทศ...ถือเป็น “เผด็จการ” เบ็ดเสร็จ?..ที่น่าทุเรศ เสียจัง??
---------------------------------
‘เล่าปี่’ ยังสู้ไม่ได้!!
เพราะที่ว่าแน่ๆ “พนมมือไหวทั้งสิบทิศ” ยังชิดซ้าย?? กับการพลิกตำราพิชัยยุทธ ของ “ท่านพี่เนวิน ชิดชอบ” ปรมาจารย์ตั๊กม๊อแห่งพรรคภูมิใจไทย...ก่อนจะมาเป็น “เจ้าก๊ก” ใหญ่อยู่ในประเทศไทย ต้องเจียมตัว เจียมบอดี้ มาไม่ใช่น้อย การก้มกราบคราวนั้นจะเห็นว่าทำหลายครั้ง ด้วยเส้นทางการคารวะคน อย่างพินอบพิเทาสุดใจขาดดิ้น..ไม่ว่าจะเป็น คนสนิททักษิณ อย่าง “ผดุง ลิ้มเจริญรัตน์” หรือ “คุณพี่โป๋” ธีรพล นพรัมภา อดีตเลขาฯ “นายกฯ สมัคร สุนทรเวช” จึงทำให้ดวงท่านวิ่งกระฉูด ยิ่งใหญ่อย่างโลดเต้น!! ต้องบอกว่า ที่ยิ่งใหญ่มาได้ทุกวันนี้...เพราะกลยุทธคารวะทุกที่...จึงได้ดิบได้ดีอย่างที่เห็น??
----------------------------------
‘เดินหน้า’ อย่าได้หยุด
“ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ต้องดับเครื่องชน กับนักการเมืองท้องถิ่น ที่คัดค้านโครงการนี้อย่าง สุดสุด เพราะการก่อสร้าง อุโมงค์ลอดถนนจรัลสนิทวงศ์ กับ พรานนก เป็นสิ่งที่ ชาวบ้าน ประชาชน ต้องการยิ่งนักจุดเชื่อมต่อย่านนี้...รถติดบรรลัยวอดวายสิ้นดี อย่างหนัก ที่มีเสียง “จิ้งจกทัก” ว่าชาวบ้านร้านตลาดไม่ต้องการ..แท้ที่จริงแล้ว มีนักการเมืองท้องถิ่น “สก.” ไปตีขนาดหางบริษัทรับเหมาก่อสร้างเขาถึง “๑๔ ล้านบาท”..พอไม่ได้ผลประโยชน์สมใจนึกบางลำภู ก็อาศัยคราบนักการเมืองท้องถิ่น โวยจนโครงการถูกระงับ!! ไถเงินเขาตั้ง ๑๔ ล้านบาท...พอไม่ได้ ก็ลุแก่อำนาจ?..ช่างบาตรใหญ่ เสียจริงๆ นะครับ????
----------------------------------
‘ทองแท้’ ย่อมไม่กลัวไฟ
ทำดี มีคุณภาพ เสียอย่าง “อดีตรัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ” ได้รับเกียรติ อย่างยิ่งใหญ่ ด้วยผลงาน เข้าต่อสายตาของชาวโลก จึงมีเสียงสนับสนุน พรึ่บพรั่บเป็นเอกฉันท์ ให้เป็น “ประธานคณะกรรมการความร่วมมือด้านเศรษฐกิจในอนุภูมิลุ่มแม่น้ำโขง ๖ ชาติ” คือ จีน พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา ไทย..ซึ่งทำให้การผลักดันโครงการต่างๆ ไปได้สวย โดยได้ตำแหน่งนี้ จาก “เม็ดงาน”....ไม่อาศัย “คราบการเป็นรัฐบาล” เสียด้วย เพราะ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” โดย “กลุ่มพญานาค” ของ “อดีตรัฐมนตรีพินิจ” ถูก “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ตัดทางเติบโตด้านการเมือง...เพราะ “ขัดขวาง” และ “กีดกัน” ไม่ให้ใครบางคน มีความชอบธรรม เข้ามาบริหารชาติ ด้วย “สันดานโกง”!! ด้วยความดีที่ทำ...กลุ่มลุ่มแม่น้ำโขง จึงให้เป็นผู้นำ...เพราะชอบในวีรกรรม แห่งความเที่ยงตรง??
----------------------------------
ไม่มีอะไรในก่อไผ่!!!
“รถเมล์เอ็นจีวี” จากประเทศจีน ล็อตมหาอภิอมตะนิรันดร์กาล ๔,๐๐๐ คัน..เป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กต์ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ในเมืองไทย กล่าวได้เลยว่า, เป็นการหาผลประโยชน์อย่างยิ่งใหญ่ จน “อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร” ผู้เป็นกองเชียร์ให้กับ “รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช” และ “รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์” ในวันนั้น รับไม่ได้เลย เพราะมีการเรียกค่าต๋งคันละ ๒ ล้าน...งาบกันปากมันส์ ตามสันดานเช่นเคย มาบัดนี้, แว่วมาอีกว่า “ค่าปากถุง” กับโครงการรถเมล์เอ็นจีวี ผงาดขึ้นไปเป็นคันละ ๕ ล้านบาท เสร็จสรรพ!! โครงการนี้สำเร็จแล้วล่ะก้อ...มีคนรวยสะบัดช่อ?...รอเป็นมหาเศรษฐีโลก กันเลยล่ะครับ??
----------------------------------
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
ทางเลือก ที่ไม่น่ารอด?
ลำพังแค่นั่งเก้าอี้บิ๊กธุรกิจก็เยอะแยะแล้ว รัฐบาลยังทำเหมือนเมืองไทยไร้คนมีฝีมือ เพราะใช้บริการ “อานันท์ ปันยารชุน” ทั้งเรื่องปัญหามาบตาพุด และเรื่องปฏิรูปการเมืองไทย เป็นคำถามมาทุกยุคทุกสมัยในสังคมไทย ว่าขาดแคลนคนดี คนมีฝีมือกันหรืออย่างไร?ทำไมในหลายๆ วงการไม่ว่าจะเป็นการเมือง ข้าราชการประจำ หรือแม้แต่นักธุรกิจ จึงได้วนเวียนกับ “คนหน้าเก่า”กันเป็นส่วนใหญ่
ล่าสุดกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่คนในซีกการเมืองที่เป็นขั้วเดียวกัน หรือต่อกันติดกับนายอานันท์ หากหาใครที่เหมาะสมไม่ได้ ก็เป็นต้องโผไปหานายอานันท์ตลอด พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ดูเหมือนจะเข้าข่ายเข้าล็อก เรื่องการเรียกใช้บริการ
นายอานันท์ เหมือนกับเป็นยาพาราเซ็ตตามอล แก้ปวดหัวได้ชะงัดนัก อย่างน้อยที่สุดก็ 2 ครั้ง 2 ครา 2 เรื่อง ช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึงปี เริ่มจากได้รับการทาบทามจากนายอภิสิทธิ์ให้นั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปัญหาเผือกร้อนที่ทำให้รัฐบาลติดชนัก
จะเดินหน้าก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ยาก ที่สำคัญยังกลายปัญหาด้านการลงทุนสำคัญของชาติ เพราะมีเม็ดเงินลงทุนสูงหลายแสนล้านบาท หากการลงทุนล่าช้าไป 1 ปี จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.4% รวมทั้งต่างชาติต่างจับตามองกรณีมาบตาพุดเขม็ง ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ซึ่งจนวันนี้ต่างชาติที่ขี้เกียจรอคำตอบ
ต่างชะลอการลงทุนในไทย หลบลมร้อนไปลงทุนที่อื่นกันเป็นแถวแล้ว ยาแก้ปวดหัวยี่ห้อ “อานันท์” ช่วยนายอภิสิทธิ์ได้เพียงแค่ หยุดไม่ให้เรื่องครึกโครมมากไปกว่าที่เป็น แต่การแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังไม่บรรลุผล เพราะงานนี้จริงๆ แล้วนายอานันท์เองก็ทำตัวลำบาก เพราะแม้จะยินดี
กับตำแหน่งที่รัฐบาลตั้งให้ แต่โดยส่วนตัวก็ทำตัวเป็น “เจ้าพ่อเอ็นจีโอ”มาตลอด ซึ่งกรณีมาบตาพุด เป็นเรื่องปัญหากระทบกระทั่งระหว่างการลงทุนกับชุมชน และความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและกติกาต่างๆ ทำให้เรื่องนี้จึงยังคาราคาซังอยู่จนวันนี้ แต่เพราะชื่อชั้นของนายอานันท์ ที่แม้งานไม่บรรลุ กระแสสังคม
และภาพลักษณ์ก็ยังสามารถที่จะเป็นบวกได้ ทำให้เมื่อนายอภิสิทธิ์ ต้องการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับแผนปรองดอง และต้องการหาตัวคนมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ นายอานันท์ จึงเข้าสเป็กของนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง และก็เช่นเคยไม่มีอิดเอื้อนใดๆ นายอานันท์ ตอบรับเป็นประธาน
คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศให้อีก 1 งาน… ทำให้ชื่ออานันท์ ขลังยิ่งขึ้น หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นการทรมานผู้สูงอายุหรือไม่ เพราะนายอานันท์นั้นเกิด 9 สิงหาคม 2475 เท่ากับว่าปีนี้อายุ 78 ปีเข้าไปแล้ว... แต่นายอานันท์กลับพอใจอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันความเป็น “อานันท์” ให้กับสังคมไทย
เพิ่มมากขึ้น ก็แม้แต่ในวงการธุรกิจ นายอานันท์ก็เพิ่งผงาดขึ้นไปนั่งเป็นประธานกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ แทนนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา มาแล้ว... นอกเหนือจากการนั่งแป้นคุมสหยูเนี่ยนมาตลอด สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้อายุ 78 ปี ไม่ได้มีปัญหาสำหรับนายอานันท์ในการรับสารพัดตำแหน่งเลย แต่สำหรับการแก้ไข
ปัญหาของชาติ จะได้ประโยชน์แค่ไหนนั้นคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละเรื่องที่รับหน้าเสื่ออยู่ในเวลานี้ ล้วนหนักๆ ทั้งนั้น แถมความคืบหน้าก็ยังค่อนข้างล่าช้า ดังนั้นกรณีของการปฏิรูปประเทศไทย หากนายอานันท์เร่งทำเพื่อความปรองดองภายในชาติเป็นหลัก และปราศจากอคติระหว่างกลุ่ม ระหว่างความคิด
ที่แตกต่างกันในเวลานี้ได้จริงๆ ก็ต้องถือเป็นเรื่องดี เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยยังมีบรรยากาศของการแตกต่างทางความคิดกันอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งแทนที่ภาครัฐบาล และนายทหารใหญ่ๆ ทั้งหลาย จะเร่งคลี่คลายสถานการณ์ กลับยังปล่อยให้มีการเหยียบย่ำซ้ำเติม ทำลายล้างความคิดเห็นที่แตกต่างที่ไม่เป็นที่ถูกใจให้เห็น
เป็นระยะๆ ประเด็นเหล่านี้แหละที่รัฐบาลควรจะต้องคำนึง อย่างน้อยที่สุดการที่กรุงเทพโพลล์สำรวจผลงาน 1 ปี 6 เดือนรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาแล้วปรากฏว่า สอบตกเรียบทุกด้านเป็นเรื่องน่าคิด การที่รัฐบาลได้แค่ 3.79 จากคะแนนเต็ม10 และในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ก็ได้คะแนนแค่ 4.48
จากคะแนนเต็ม 10 ครั้นจะหวังพรรคร่วมรัฐบาลมาช่วยเสริมคะแนนก็คงเป็นไปไม่ได้ จะหวังกลไกข้าราชการประจำ วันนี้ก็กำลังถูกจับตาว่าเข้าทฤษฎีหาคนดีมีฝีมืออื่นๆ ไม่ได้แล้วหรืออย่างไร... ด้วยเช่นกัน เพราะกำลังกระฉ่อนเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 หรือระดับปลัดกระทรวง 15 ตำแหน่งกำลังวุ่นๆ ไม่น้อย
โดยมีข่าวว่า อาจจะมีรายการดึง นายอำพน กิตติอำพน จากตำแหน่งเลขาธิการ สภาพัฒน์ ข้ามห้วยไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากนายอำพนนั้น ฝีมือการทำงานที่ผ่านมาเป็นที่ถูกอกถูกใจพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง ทางพรรคภูมิใจไทยก็เลยอากจะให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมากกว่า
น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า หากนานๆ ไป นายอำพน จะเป็นเหมือนนายอานันท์ หรือไม่... ที่ใครๆ ก็อยากเรียกใช้บริการ ทั้งหมดจึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในยามนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีปัญหาในเรื่องการเฟ้นหาคนดี คนเก่งมาร่วมงานเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องใหญ่ๆ ก็จะวนเวียน ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่านายอานันท์นี่แหละ
ที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้นมาได้บ้าง หากว่านายอานันท์จะทุ่มเทการทำงานจริงๆ และหวังว่าจะไม่ลืมคำพูดในอดีตที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุก และสันติในสังคม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความเอื้ออาทร และการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องความคิด...”
ที่มา.บางกอกทูเดย์
ล่าสุดกรณีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุด ที่คนในซีกการเมืองที่เป็นขั้วเดียวกัน หรือต่อกันติดกับนายอานันท์ หากหาใครที่เหมาะสมไม่ได้ ก็เป็นต้องโผไปหานายอานันท์ตลอด พรรคประชาธิปัตย์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็ดูเหมือนจะเข้าข่ายเข้าล็อก เรื่องการเรียกใช้บริการ
นายอานันท์ เหมือนกับเป็นยาพาราเซ็ตตามอล แก้ปวดหัวได้ชะงัดนัก อย่างน้อยที่สุดก็ 2 ครั้ง 2 ครา 2 เรื่อง ช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึงปี เริ่มจากได้รับการทาบทามจากนายอภิสิทธิ์ให้นั่ง เป็นประธานคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อช่วยแก้ไขปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ปัญหาเผือกร้อนที่ทำให้รัฐบาลติดชนัก
จะเดินหน้าก็ไม่ได้จะถอยหลังก็ยาก ที่สำคัญยังกลายปัญหาด้านการลงทุนสำคัญของชาติ เพราะมีเม็ดเงินลงทุนสูงหลายแสนล้านบาท หากการลงทุนล่าช้าไป 1 ปี จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ 0.4% รวมทั้งต่างชาติต่างจับตามองกรณีมาบตาพุดเขม็ง ว่ารัฐบาลจะเอาอย่างไร ซึ่งจนวันนี้ต่างชาติที่ขี้เกียจรอคำตอบ
ต่างชะลอการลงทุนในไทย หลบลมร้อนไปลงทุนที่อื่นกันเป็นแถวแล้ว ยาแก้ปวดหัวยี่ห้อ “อานันท์” ช่วยนายอภิสิทธิ์ได้เพียงแค่ หยุดไม่ให้เรื่องครึกโครมมากไปกว่าที่เป็น แต่การแก้ไขปัญหาแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดยังไม่บรรลุผล เพราะงานนี้จริงๆ แล้วนายอานันท์เองก็ทำตัวลำบาก เพราะแม้จะยินดี
กับตำแหน่งที่รัฐบาลตั้งให้ แต่โดยส่วนตัวก็ทำตัวเป็น “เจ้าพ่อเอ็นจีโอ”มาตลอด ซึ่งกรณีมาบตาพุด เป็นเรื่องปัญหากระทบกระทั่งระหว่างการลงทุนกับชุมชน และความไม่ชัดเจนของรัฐบาลและกติกาต่างๆ ทำให้เรื่องนี้จึงยังคาราคาซังอยู่จนวันนี้ แต่เพราะชื่อชั้นของนายอานันท์ ที่แม้งานไม่บรรลุ กระแสสังคม
และภาพลักษณ์ก็ยังสามารถที่จะเป็นบวกได้ ทำให้เมื่อนายอภิสิทธิ์ ต้องการสร้างภาพลักษณ์เชิงบวกให้กับแผนปรองดอง และต้องการหาตัวคนมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศ นายอานันท์ จึงเข้าสเป็กของนายอภิสิทธิ์อีกครั้ง และก็เช่นเคยไม่มีอิดเอื้อนใดๆ นายอานันท์ ตอบรับเป็นประธาน
คณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศให้อีก 1 งาน… ทำให้ชื่ออานันท์ ขลังยิ่งขึ้น หลายคนอาจจะคิดว่า เป็นการทรมานผู้สูงอายุหรือไม่ เพราะนายอานันท์นั้นเกิด 9 สิงหาคม 2475 เท่ากับว่าปีนี้อายุ 78 ปีเข้าไปแล้ว... แต่นายอานันท์กลับพอใจอย่างยิ่ง เพราะเท่ากับเป็นการยืนยันความเป็น “อานันท์” ให้กับสังคมไทย
เพิ่มมากขึ้น ก็แม้แต่ในวงการธุรกิจ นายอานันท์ก็เพิ่งผงาดขึ้นไปนั่งเป็นประธานกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ แทนนายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา มาแล้ว... นอกเหนือจากการนั่งแป้นคุมสหยูเนี่ยนมาตลอด สะท้อนให้เห็นว่า วันนี้อายุ 78 ปี ไม่ได้มีปัญหาสำหรับนายอานันท์ในการรับสารพัดตำแหน่งเลย แต่สำหรับการแก้ไข
ปัญหาของชาติ จะได้ประโยชน์แค่ไหนนั้นคงต้องเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะแต่ละเรื่องที่รับหน้าเสื่ออยู่ในเวลานี้ ล้วนหนักๆ ทั้งนั้น แถมความคืบหน้าก็ยังค่อนข้างล่าช้า ดังนั้นกรณีของการปฏิรูปประเทศไทย หากนายอานันท์เร่งทำเพื่อความปรองดองภายในชาติเป็นหลัก และปราศจากอคติระหว่างกลุ่ม ระหว่างความคิด
ที่แตกต่างกันในเวลานี้ได้จริงๆ ก็ต้องถือเป็นเรื่องดี เพราะทุกวันนี้ สังคมไทยยังมีบรรยากาศของการแตกต่างทางความคิดกันอยู่ค่อนข้างสูง ซึ่งแทนที่ภาครัฐบาล และนายทหารใหญ่ๆ ทั้งหลาย จะเร่งคลี่คลายสถานการณ์ กลับยังปล่อยให้มีการเหยียบย่ำซ้ำเติม ทำลายล้างความคิดเห็นที่แตกต่างที่ไม่เป็นที่ถูกใจให้เห็น
เป็นระยะๆ ประเด็นเหล่านี้แหละที่รัฐบาลควรจะต้องคำนึง อย่างน้อยที่สุดการที่กรุงเทพโพลล์สำรวจผลงาน 1 ปี 6 เดือนรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ ออกมาแล้วปรากฏว่า สอบตกเรียบทุกด้านเป็นเรื่องน่าคิด การที่รัฐบาลได้แค่ 3.79 จากคะแนนเต็ม10 และในฐานะนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ก็ได้คะแนนแค่ 4.48
จากคะแนนเต็ม 10 ครั้นจะหวังพรรคร่วมรัฐบาลมาช่วยเสริมคะแนนก็คงเป็นไปไม่ได้ จะหวังกลไกข้าราชการประจำ วันนี้ก็กำลังถูกจับตาว่าเข้าทฤษฎีหาคนดีมีฝีมืออื่นๆ ไม่ได้แล้วหรืออย่างไร... ด้วยเช่นกัน เพราะกำลังกระฉ่อนเกี่ยวกับเรื่องตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 หรือระดับปลัดกระทรวง 15 ตำแหน่งกำลังวุ่นๆ ไม่น้อย
โดยมีข่าวว่า อาจจะมีรายการดึง นายอำพน กิตติอำพน จากตำแหน่งเลขาธิการ สภาพัฒน์ ข้ามห้วยไปนั่งเป็นปลัดกระทรวงการคลัง แต่เนื่องจากนายอำพนนั้น ฝีมือการทำงานที่ผ่านมาเป็นที่ถูกอกถูกใจพรรคภูมิใจไทยเป็นอย่างยิ่ง ทางพรรคภูมิใจไทยก็เลยอากจะให้ไปเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมากกว่า
น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งว่า หากนานๆ ไป นายอำพน จะเป็นเหมือนนายอานันท์ หรือไม่... ที่ใครๆ ก็อยากเรียกใช้บริการ ทั้งหมดจึงเป็นภาพสะท้อนชัดเจนว่า ในยามนี้รัฐบาลอภิสิทธิ์ มีปัญหาในเรื่องการเฟ้นหาคนดี คนเก่งมาร่วมงานเป็นอย่างมาก เพราะเรื่องใหญ่ๆ ก็จะวนเวียน ดังนั้นก็ได้แต่หวังว่านายอานันท์นี่แหละ
ที่จะช่วยให้ภาพลักษณ์ของรัฐบาลดีขึ้นมาได้บ้าง หากว่านายอานันท์จะทุ่มเทการทำงานจริงๆ และหวังว่าจะไม่ลืมคำพูดในอดีตที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า “สำหรับผมเองแล้ว ความผาสุก และสันติในสังคม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมาจากความเอื้ออาทร และการเคารพซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะการเคารพในเรื่องความคิด...”
ที่มา.บางกอกทูเดย์
5 กลยุทธ์ในการรับมือกับ “รัฐบาลห่วย”
1. จุดพลังไฟในการทำงาน
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ตัวเรา” หากมัวแต่โทษ “รัฐบาลห่วย” ก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ทางที่ดีกว่าคือ การทำงานหนักเป็น 2 เท่า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบด้านลบที่ไม่คาดฝัน
ตัวอย่างเช่น พ่อค้าแม่ค้าย่านราชประสงค์ หากในช่วงต้นปีมุ่งมั่นทำงานโดยไม่เคยหยุดพักสักวันเดียว วิกฤตการเมืองในเดือนพฤษภาคม ก็อาจถือเป็นโอกาสพักร้อนผ่อนคลาย ในขณะที่คนอื่นวุ่นวายเดือดร้อนเพราะสถานที่ทำมาหากินถูกใช้เป็นสนามรบทางการเมือง
2. ปลดปล่อยตัวเองจากความ “ไม่รู้”
วิกฤตราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553 ได้ปลุกคนไทยตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล โดยเฉพาะเมื่อการเมืองมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน
การศึกษาความรู้เรื่องการเมือง จึงไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยอย่างที่เคยเข้าใจอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การติดตามข้อมูลจากทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ อาจยังไม่เพียงพอเพราะถูกครอบงำจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ
Social Media ตั้งแต่ Twitter ยันถึง Facebook กำลังเป็นสื่อทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากประชาชนในการติดตามข่าวสารเพื่อรับมือกับรัฐห่วย โดยเฉพาะเมื่อสื่อกระแสหลักก็เริ่มหยิบยืมข้อมูลจากโลกออนไลน์ ที่สำคัญ รัฐบาลก็เริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อออนไลน์และยินยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องในบางประเด็นที่อาจมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงทางการเมือง
3. พลังเครือข่าย พลังแห่งความหวัง
ความสุขของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 คือ การมี “ทางเลือก” ที่หลากหลายตามหัวใจปรารถนา ขณะเดียวกัน การปลุกระดมมวลชนเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมแบบคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะสมกับยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อความแตกต่างของปัจเจกชนมีค่ามากกว่าความมั่นคงปลอดภัย
“เครือข่าย” จึงกลายเป็นพลังสำคัญในรวมตัวทางการเมืองของประชาชน เพื่อเรียกร้องและต่อรองกับรัฐบาล โดยที่แต่ละกลุ่มผลประโยชน์มีเสรีภาพในการดำเนินงานตามความถนัดของตนเอง ขณะเดียวกันในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาเร่งด่วน กลุ่มคนที่หลากหลายนี้ก็ยังสามารถรวมตัวเพื่อผลประโยชน์โดยรวมแห่งประเทศชาติได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “เครือข่ายพลังบวก” ที่เกิดจากกลุ่มคนหลากหลายสาขาตั้งแต่นักศึกษา นักธุรกิจ กระทั่งถึง นักสำรวจขั้วโลกและนักออกแบบตัวอักษร โดยในยามปกติกลุ่มคนเหล่านี้ก็ใช้ชีวิตสนุกสนานในชุมชนแห่งวิชาชีพของตน แต่ด้วยแรงบันดาลใจจากโศกนาฎกรรมราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็ทำให้พวกเขาละทิ้งความหมกมุ่นในโลกแคบที่แสนสุขออกมาเผชิญหน้ากับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน เพียงเพื่อถักทอรอยยิ้มคนไทยคืนกลับมา
4. ปันใจรักให้พรรคฝ่ายค้าน
อำนาจประชาชนไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดเพียงแค่ในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ดังที่ถูกทำให้เชื่อกันมานานแสนนาน แต่กระนั้น การเรียกคืนอำนาจจากรัฐบาลที่อ้างว่าได้รับเสียงสวรรค์มาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
ภายใต้ระบบโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีจำกัด ทำให้พรรครัฐบาลต้องจำกัดจำนวนพรรคที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาล นี่จึงทำให้ฝ่ายค้านในระบบประชาธิปไตยไทยมีความเข้มแข็งไม่ถูกดูดกลืนไปเข้าฝ่ายรัฐบาลจนหมดสิ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประชาชนในการปลดอำนาจของรัฐบาลที่ไร้คุณภาพในการบริหารประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการลิ้มรสอำนาจบ้าง ผสานเสริมกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่พอใจในเก้าอี้รัฐมนตรีที่ถูกจัดสรร แต่ทั้งหมดย่อมคุ้มค่าหากได้รัฐบาลใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า
5. นวัตกรรมสังคม นวัตกรรมประชาธิปไตย
ยิ่งเวลาผ่านไป ความต้องการของมนุษย์ก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อน ตั้งแต่ความห่วงใยสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการสร้างตัวตนในโลกเสมือนจริง ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
พลังแห่งเสรีภาพและจินตนาการของปัจเจกชน จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเป็นฝ่ายริเริ่มนวัตกรรมและโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม ในที่สุดเมื่อนวัตกรรมมีความแพร่หลายต่อสังคมในวงกว้างแล้ว รัฐบาลก็จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การถือกำเนิดของธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในประเทศไทย ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ริเริ่มของประชาชน โดยมีการถักทอเชื่อมร้อยเป็นโครงข่ายที่แข็งแกร่งโดยสถาบัน Change Fusion ที่ช่วยประชาสัมพันธ์และจัดหาแหล่งทุนให้กับภารกิจนี้ ในที่สุด รัฐบาลไทยก็ตระหนักและยอมรับ จึงนำไปสู่การจัดทำ “แผนแม่บท” ในการสร้างเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน
ที่มา.Siam Intelligence
ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มต้นที่ “ตัวเรา” หากมัวแต่โทษ “รัฐบาลห่วย” ก็คงไม่เกิดประโยชน์อันใด ทางที่ดีกว่าคือ การทำงานหนักเป็น 2 เท่า เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบด้านลบที่ไม่คาดฝัน
ตัวอย่างเช่น พ่อค้าแม่ค้าย่านราชประสงค์ หากในช่วงต้นปีมุ่งมั่นทำงานโดยไม่เคยหยุดพักสักวันเดียว วิกฤตการเมืองในเดือนพฤษภาคม ก็อาจถือเป็นโอกาสพักร้อนผ่อนคลาย ในขณะที่คนอื่นวุ่นวายเดือดร้อนเพราะสถานที่ทำมาหากินถูกใช้เป็นสนามรบทางการเมือง
2. ปลดปล่อยตัวเองจากความ “ไม่รู้”
วิกฤตราชประสงค์ 19 พฤษภาคม 2553 ได้ปลุกคนไทยตื่นขึ้นมาจากความหลับใหล โดยเฉพาะเมื่อการเมืองมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคน
การศึกษาความรู้เรื่องการเมือง จึงไม่ใช่สิ่งฟุ่มเฟือยอย่างที่เคยเข้าใจอีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การติดตามข้อมูลจากทั้งโทรทัศน์และหนังสือพิมพ์ อาจยังไม่เพียงพอเพราะถูกครอบงำจากผลประโยชน์ทางธุรกิจ
Social Media ตั้งแต่ Twitter ยันถึง Facebook กำลังเป็นสื่อทางเลือกที่ได้รับความนิยมจากประชาชนในการติดตามข่าวสารเพื่อรับมือกับรัฐห่วย โดยเฉพาะเมื่อสื่อกระแสหลักก็เริ่มหยิบยืมข้อมูลจากโลกออนไลน์ ที่สำคัญ รัฐบาลก็เริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของสื่อออนไลน์และยินยอมปฏิบัติตามข้อเรียกร้องในบางประเด็นที่อาจมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงทางการเมือง
3. พลังเครือข่าย พลังแห่งความหวัง
ความสุขของมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 คือ การมี “ทางเลือก” ที่หลากหลายตามหัวใจปรารถนา ขณะเดียวกัน การปลุกระดมมวลชนเพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมแบบคอมมิวนิสต์ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่เหมาะสมกับยุคสมัย โดยเฉพาะเมื่อความแตกต่างของปัจเจกชนมีค่ามากกว่าความมั่นคงปลอดภัย
“เครือข่าย” จึงกลายเป็นพลังสำคัญในรวมตัวทางการเมืองของประชาชน เพื่อเรียกร้องและต่อรองกับรัฐบาล โดยที่แต่ละกลุ่มผลประโยชน์มีเสรีภาพในการดำเนินงานตามความถนัดของตนเอง ขณะเดียวกันในยามที่บ้านเมืองมีปัญหาเร่งด่วน กลุ่มคนที่หลากหลายนี้ก็ยังสามารถรวมตัวเพื่อผลประโยชน์โดยรวมแห่งประเทศชาติได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ “เครือข่ายพลังบวก” ที่เกิดจากกลุ่มคนหลากหลายสาขาตั้งแต่นักศึกษา นักธุรกิจ กระทั่งถึง นักสำรวจขั้วโลกและนักออกแบบตัวอักษร โดยในยามปกติกลุ่มคนเหล่านี้ก็ใช้ชีวิตสนุกสนานในชุมชนแห่งวิชาชีพของตน แต่ด้วยแรงบันดาลใจจากโศกนาฎกรรมราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ก็ทำให้พวกเขาละทิ้งความหมกมุ่นในโลกแคบที่แสนสุขออกมาเผชิญหน้ากับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน เพียงเพื่อถักทอรอยยิ้มคนไทยคืนกลับมา
4. ปันใจรักให้พรรคฝ่ายค้าน
อำนาจประชาชนไม่ได้เริ่มต้นและสิ้นสุดเพียงแค่ในวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง ดังที่ถูกทำให้เชื่อกันมานานแสนนาน แต่กระนั้น การเรียกคืนอำนาจจากรัฐบาลที่อ้างว่าได้รับเสียงสวรรค์มาจากประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย
ภายใต้ระบบโควต้าเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีจำกัด ทำให้พรรครัฐบาลต้องจำกัดจำนวนพรรคที่จะเข้าร่วมกับรัฐบาล นี่จึงทำให้ฝ่ายค้านในระบบประชาธิปไตยไทยมีความเข้มแข็งไม่ถูกดูดกลืนไปเข้าฝ่ายรัฐบาลจนหมดสิ้น ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของประชาชนในการปลดอำนาจของรัฐบาลที่ไร้คุณภาพในการบริหารประเทศ โดยอาศัยความร่วมมือจากพรรคฝ่ายค้านที่ต้องการลิ้มรสอำนาจบ้าง ผสานเสริมกับพรรคร่วมรัฐบาลที่ไม่พอใจในเก้าอี้รัฐมนตรีที่ถูกจัดสรร แต่ทั้งหมดย่อมคุ้มค่าหากได้รัฐบาลใหม่ที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า
5. นวัตกรรมสังคม นวัตกรรมประชาธิปไตย
ยิ่งเวลาผ่านไป ความต้องการของมนุษย์ก็ยิ่งมีความสลับซับซ้อน ตั้งแต่ความห่วงใยสิ่งแวดล้อมไปจนถึงการสร้างตัวตนในโลกเสมือนจริง ดังนั้น จึงเป็นไปได้ยากที่รัฐบาลจะสามารถตอบสนองทุกความต้องการของประชาชนได้อย่างทันท่วงที
พลังแห่งเสรีภาพและจินตนาการของปัจเจกชน จึงเป็นส่วนประกอบสำคัญของรัฐสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเป็นฝ่ายริเริ่มนวัตกรรมและโครงการที่มีคุณค่าต่อสังคม ในที่สุดเมื่อนวัตกรรมมีความแพร่หลายต่อสังคมในวงกว้างแล้ว รัฐบาลก็จะเข้ามาช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การถือกำเนิดของธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ในประเทศไทย ที่เกิดจากการสร้างสรรค์ริเริ่มของประชาชน โดยมีการถักทอเชื่อมร้อยเป็นโครงข่ายที่แข็งแกร่งโดยสถาบัน Change Fusion ที่ช่วยประชาสัมพันธ์และจัดหาแหล่งทุนให้กับภารกิจนี้ ในที่สุด รัฐบาลไทยก็ตระหนักและยอมรับ จึงนำไปสู่การจัดทำ “แผนแม่บท” ในการสร้างเสริมกิจกรรมเพื่อสังคม (Social Enterprise) เพื่อการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจไทยให้สามารถเติบโตต่อเนื่องได้อย่างยั่งยืน
ที่มา.Siam Intelligence
‘แค่น้ำจิ้ม’ ความรุนแรง
‘แค่น้ำจิ้ม’ ความรุนแรง
เหตุการณ์ “เมษาฯโหด-พฤษภาอำมหิต” ของการ “ขอพื้นที่คืน” และ “กระชับพื้นที่”นั้น จะเพิ่มดีกรีหนัก เมื่อยังไม่คืนความเป็นธรรมแก่ “คนเสื้อแดง” ถึง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะทำตัวเป็นยักษ์มีกระบอง ด้วยการคงอำนาจ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ให้มีอำนาจเหนือ “รัฐธรรมนูญ” ยิ่งลาก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ออกไป...ประเทศไทย จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน มากเท่านั้นแหละคุณ เมื่อใช้ “พ.ร.ก.” กดหัวคนเอาไว้...จนกลายสภาพเป็น “หมาจนตรอก” เขาก็ต้องฮึดสู้ จาก “กรกฎาฯ ถึง “ธันวาฯ”...สถานการณ์ทายท้า?..มีเค้าว่า น่าเป็นห่วงสุดกู่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘ดวงเมือง’ นั้นอิงกับ ‘ดาวอังคาร’
ทำมุมหนุนเนื่องกันมา ระหว่าง “ประเทศไทย” กับ “ขุนทหาร” บัดนี้, สถานการณ์ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน ทั้ง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะ “ผู้อำนวยการ ศอฉ.” ต้องคุมวิกฤติให้ดี ที่สำคัญ “ฝ่ายรัฐบาล”...อย่าราดน้ำมัน ใส่กองเพลิงจะลามพรึบทันที ยิ่งการผ่าทางตัน ด้วยการเอาตัวรอด แบบมี “ตัวช่วยเต็มสตีม” เหมือนที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เคยสร้างปาฏิหาริย์ “การยุบพรรค”มานักต่อนักแล้ว...หากคดีเงิน ๒๙ ล้าน ที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายเลือกตั้ง รอดประกาศิต “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ไปได้..จะจี้ต่อมระเบิดให้คนลุกฮือ ถ้า “ประชาธิปัตย์”รอดตัวไป...ชักหวาดหวั่นหัวใจ?..ไทยกับไทย คงแตกดั่งเขาลือ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
มองกันแต่แง่ ‘ภาพลบ’
ความเที่ยงตรง ยึดมั่นกฎข้าราชการ ของ “กษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เขาก็มีคบ??? การไขว่ห้าง ย่างเท้า ก้าวเข้ามาเป็น “ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ” ของ “ท่านธีรกุล นิยม” ถูกต้องตามกฎกติกามารยาท..เสียแต่ว่า ไม่ใช่เป็นการ “ตั้งแท่น” จาก “รัฐมนตรีกษิต” เป็นการชี้ขาด ...ใช้อำนาจโดย “นายกฯ อภิสิทธิ์” กล่าวคือ, “ท่านกษิต ภิรมย์” เป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว ที่ยึดในหลักอาวุโสยิ่งนัก...จึงเสนอบุคคลขึ้นเป็น “ปลัดกระทรวง” ตามระบอบความอาวุโสเป็นที่ตั้ง..แต่ปรากฏว่า ท่านนี้ “นายกฯอภิสิทธิ์” มองว่า สนิทสนมกับ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ชินวัตร อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้เป็นมาดาม ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ชื่อจึงถูกตีตก ชื่อหล่นกระเด็น จึงขอบอก “รัฐมนตรีกษิต” ที่ร่วมรัฐบาล..ก็เป็นคนเอาถ่าน?...อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ล้อเล่น
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
เจ้าหน้าที่ ทั้ง “ทหาร” และ “ตำรวจ” ที่เข้าไปร่วมเสริมทัพ ...ทำงานอยู่ที่ “ศูนย์ ศอฉ.” ต่างพากันร้อนตัวทุกคน ด้วยอำนาจครอบจักรวาล มหาสมุทรนั้น.ปรากฏว่าทุกคดีความ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่ต้องรับหน้าเสื่อ รับผิดชอบ ประการใด “ทหาร-ตำรวจ” แอ่นอก...เหมือนตกนรก กฎหมายตามเล่นงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” ผบ.ตร. รวมทั้ง ขุนศึกทหารและตำรวจระดับบิ๊ก มีชนักติดหลังคดีความเล่นงานเป็นพรวน...ถ้า “นายกฯอภิสิทธิ์” ไม่เร่งขวนขวายหาทางให้ “อัยการ” ทำคดีช่วยแล้ว..ต่อไป “ทหาร-ตำรวจ” จะเข้าเกียร์ว่าง ไม่ทำการ “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่” ตามคำสั่ง “ศอออฉอ” ที่รัฐบาลตั้งมา ทำตาม “รัฐบาลอภิสิทธิ์”.....แต่ต้องรับโทษผิด?...แล้วใครจะคิดรับใช้ อีกล่ะหว่า?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็นคอคอยกับ ‘เนวิน’
“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” จึงไม่น่าจะเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับ “คนสีแดง” ผู้ที่นิยม “ทักษิณ” การรอดปากเหยี่ยวปากกา ของ “อดีตรัฐมนตรีสุริยะ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลก...เพราะท่านได้แหกด่านมะขาม เตี้ย ไปอยู่กับ “พรรคภูมิใจไทย” ของ “เนวิน ชิดชอบ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” มานานหลายปีมะโว้ ที่มีชื่อติดหรา ว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง”....เป็นการบ่ายเบี่ยง เพื่อเล่นงานคนใหญ่คนโต หลุดจากบ่วงกรรมคราวนี้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ดูกระชุ่มกระช่วยเป็นอันมากส์....อย่างไรก็ดี อยากให้ท่านรักษาสุขภาพสักหน่อย “เชียร์บอลโลก” อดหลับอดนอนเช่นนั้น มันสะเทือนสุขภาพ เงินทองมีล้นฟ้า แหเงินสด...ชาตินี้ชาติหน้าใช้ไม่หมด..จะอดนอน ทำลายสังขาร ทำไมเล่าครับ???.
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
เหตุการณ์ “เมษาฯโหด-พฤษภาอำมหิต” ของการ “ขอพื้นที่คืน” และ “กระชับพื้นที่”นั้น จะเพิ่มดีกรีหนัก เมื่อยังไม่คืนความเป็นธรรมแก่ “คนเสื้อแดง” ถึง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” จะทำตัวเป็นยักษ์มีกระบอง ด้วยการคงอำนาจ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ให้มีอำนาจเหนือ “รัฐธรรมนูญ” ยิ่งลาก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” ออกไป...ประเทศไทย จะเกิดปฏิกริยาต่อต้าน มากเท่านั้นแหละคุณ เมื่อใช้ “พ.ร.ก.” กดหัวคนเอาไว้...จนกลายสภาพเป็น “หมาจนตรอก” เขาก็ต้องฮึดสู้ จาก “กรกฎาฯ ถึง “ธันวาฯ”...สถานการณ์ทายท้า?..มีเค้าว่า น่าเป็นห่วงสุดกู่??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘ดวงเมือง’ นั้นอิงกับ ‘ดาวอังคาร’
ทำมุมหนุนเนื่องกันมา ระหว่าง “ประเทศไทย” กับ “ขุนทหาร” บัดนี้, สถานการณ์ยังหน้าสิ่วหน้าขวาน ทั้ง “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” และ “เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะ “ผู้อำนวยการ ศอฉ.” ต้องคุมวิกฤติให้ดี ที่สำคัญ “ฝ่ายรัฐบาล”...อย่าราดน้ำมัน ใส่กองเพลิงจะลามพรึบทันที ยิ่งการผ่าทางตัน ด้วยการเอาตัวรอด แบบมี “ตัวช่วยเต็มสตีม” เหมือนที่ “พรรคประชาธิปัตย์” เคยสร้างปาฏิหาริย์ “การยุบพรรค”มานักต่อนักแล้ว...หากคดีเงิน ๒๙ ล้าน ที่ใช้ผิดวัตถุประสงค์ของกฎหมายเลือกตั้ง รอดประกาศิต “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” ไปได้..จะจี้ต่อมระเบิดให้คนลุกฮือ ถ้า “ประชาธิปัตย์”รอดตัวไป...ชักหวาดหวั่นหัวใจ?..ไทยกับไทย คงแตกดั่งเขาลือ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
มองกันแต่แง่ ‘ภาพลบ’
ความเที่ยงตรง ยึดมั่นกฎข้าราชการ ของ “กษิต ภิรมย์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เขาก็มีคบ??? การไขว่ห้าง ย่างเท้า ก้าวเข้ามาเป็น “ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ” ของ “ท่านธีรกุล นิยม” ถูกต้องตามกฎกติกามารยาท..เสียแต่ว่า ไม่ใช่เป็นการ “ตั้งแท่น” จาก “รัฐมนตรีกษิต” เป็นการชี้ขาด ...ใช้อำนาจโดย “นายกฯ อภิสิทธิ์” กล่าวคือ, “ท่านกษิต ภิรมย์” เป็นเจ้ากระทรวงบัวแก้ว ที่ยึดในหลักอาวุโสยิ่งนัก...จึงเสนอบุคคลขึ้นเป็น “ปลัดกระทรวง” ตามระบอบความอาวุโสเป็นที่ตั้ง..แต่ปรากฏว่า ท่านนี้ “นายกฯอภิสิทธิ์” มองว่า สนิทสนมกับ “คุณหญิงอ้อ” พจมาน ชินวัตร อดีตสตรีหมายเลขหนึ่ง ผู้เป็นมาดาม ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ชื่อจึงถูกตีตก ชื่อหล่นกระเด็น จึงขอบอก “รัฐมนตรีกษิต” ที่ร่วมรัฐบาล..ก็เป็นคนเอาถ่าน?...อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่ล้อเล่น
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล
เจ้าหน้าที่ ทั้ง “ทหาร” และ “ตำรวจ” ที่เข้าไปร่วมเสริมทัพ ...ทำงานอยู่ที่ “ศูนย์ ศอฉ.” ต่างพากันร้อนตัวทุกคน ด้วยอำนาจครอบจักรวาล มหาสมุทรนั้น.ปรากฏว่าทุกคดีความ “นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ไม่ต้องรับหน้าเสื่อ รับผิดชอบ ประการใด “ทหาร-ตำรวจ” แอ่นอก...เหมือนตกนรก กฎหมายตามเล่นงานให้ได้ ไม่ว่าจะเป็น “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม, “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา “พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ” ผบ.ตร. รวมทั้ง ขุนศึกทหารและตำรวจระดับบิ๊ก มีชนักติดหลังคดีความเล่นงานเป็นพรวน...ถ้า “นายกฯอภิสิทธิ์” ไม่เร่งขวนขวายหาทางให้ “อัยการ” ทำคดีช่วยแล้ว..ต่อไป “ทหาร-ตำรวจ” จะเข้าเกียร์ว่าง ไม่ทำการ “ขอคืนพื้นที่” และ “กระชับพื้นที่” ตามคำสั่ง “ศอออฉอ” ที่รัฐบาลตั้งมา ทำตาม “รัฐบาลอภิสิทธิ์”.....แต่ต้องรับโทษผิด?...แล้วใครจะคิดรับใช้ อีกล่ะหว่า?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็นคอคอยกับ ‘เนวิน’
“สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” จึงไม่น่าจะเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” ให้กับ “คนสีแดง” ผู้ที่นิยม “ทักษิณ” การรอดปากเหยี่ยวปากกา ของ “อดีตรัฐมนตรีสุริยะ” จึงไม่ใช่เรื่องแปลก...เพราะท่านได้แหกด่านมะขาม เตี้ย ไปอยู่กับ “พรรคภูมิใจไทย” ของ “เนวิน ชิดชอบ” และ “สมศักดิ์ เทพสุทิน” มานานหลายปีมะโว้ ที่มีชื่อติดหรา ว่าเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง”....เป็นการบ่ายเบี่ยง เพื่อเล่นงานคนใหญ่คนโต หลุดจากบ่วงกรรมคราวนี้ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” ดูกระชุ่มกระช่วยเป็นอันมากส์....อย่างไรก็ดี อยากให้ท่านรักษาสุขภาพสักหน่อย “เชียร์บอลโลก” อดหลับอดนอนเช่นนั้น มันสะเทือนสุขภาพ เงินทองมีล้นฟ้า แหเงินสด...ชาตินี้ชาติหน้าใช้ไม่หมด..จะอดนอน ทำลายสังขาร ทำไมเล่าครับ???.
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
นิวยอร์กไทม์: ประเทศไทยเล่นไม่เลิกกับผู้ต้องสงสัยว่าหนุนเสื้อแดง
Thailand Acts Against Suspected Red Shirt Backers
By SETH MYDANS
ที่มา – The New York Times
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
กรุงเทพ – รัฐบาลไทยดำเนินขั้นตอนต่อไปในการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มเคลื่อนไหวที่แข็งข้อ ซึ่งรู้จักในนามเสื้อแดง โดยการอายัดทรัพย์สินของบุคคลจำนวนมากที่รัฐบาลอ้างว่า ให้ความช่วยเหลือการประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ และวางแผนที่จะออกหมายศาลเรียกตัวบุคคลเหล่านี้มาสอบสวน
สองเดือนแห่งการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เมื่อกองทัพขับไล่การตั้งค่ายของเสื้อแดงในใจกลางย่านศูนย์การค้าของกรุงเทพ
ในช่วงที่เกิดการประท้วงมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๘ คน และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย ๑,๘๐๐ คน
นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลจัดการกับฝ่ายตรงข้ามโดยใช้แนวทางคู่ขนาน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเน้นนโยบายสมานฉันท์แห่งชาติ ในขณะที่สมาชิกฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายร้อยคนถูกจับกุมตัว และถูกกักขังโดยปราศจากการถูกไต่สวน
โรดแมพเพื่อการสมานฉันท์ของนายกฯในเวลานี้ เพิ่มบรรยากาศแห่งความรุนแรงให้มากขึ้น กลายเป็นเป้าใหม่ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำมาโจมตี
ในวันจันทร์ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สั่งการด้านความมั่นคงของรัฐบาล กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯที่ประกาศใช้ในระหว่างการประท้วงจะยังคงมีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังคงมีการคุกคามที่จะก่อความไม่สงบ
การประท้วงที่ยาวนานและถูกจัดตั้งอย่างดีนั้น แน่นอน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงค่าเดินทาง ทั้งค่าดูแลผู้ประท้วงจำนวนหลายหมื่นคนที่มาจากชนบท รวมไปถึงสื่อที่มีความเชี่ยวชาญ และการรณรงค์เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ
กรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า มีบุคคลจำนวน ๘๓ คน และบริษัทต่างๆซึ่งคิดว่าให้การสนับสนุนผู้ประท้วง ในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางการเงินในลักษณะน่าสงสัยเป็นจำนวนมาก และบ่อยครั้ง และกล่าวต่อว่า วันจันทร์หน้านี้จะเริ่มต้นทำการสอบสวน
ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า “บุคคลเหล่านี้แต่ละคนถูกสงสัยเป็นธรรมดาว่ามีการเคลื่อนไหวในทางการเงินที่ผิดปกติ และเราขอความร่วมมือจากพวกเขาให้มารายงานตัว และให้คำอธิบาย เนื่องจากเรากำลังสอบสวนความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ในขณะนี้”
ผู้ต้องสงสัย ซึ่งได้ลดจำนวนลงจากยอดเดิม ๑๗๐ คน รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการประท้วง เขาถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และต้องอาศัยอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงโทษจำคุกในข้อหาทุจริต
รัฐบาลไทยกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ร่วมกับผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกกักขังอีกอย่างน้อย ๓๙ คนด้วยข้อหาเดียวกัน แกนนำประท้วงคนอื่นๆกำลังหลบหนี หรือไม่ก็อาศัยในต่างประเทศ
จากบัญชีรายชื่อของรัฐบาล ประชาชนที่ถูกจับทั้งหมด ๔๒๒ คนเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องในการประท้วง รัฐบาลกล่าวว่า กำลังตามล่าตัวพวกนี้ที่กำลังหลบหนีอีกหลายร้อยคน
ในบรรดาผู้ที่โดนจับขังมีชาวอังกฤษหนึ่งคน และชาวออสเตรเลียหนึ่งคน ซึ่งได้ขึ้นเวทีกับแกนนำการประท้วง และได้ถูกกล่าวหาว่า ละเมิด พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ
รายงานข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่นี่ ตั้งแต่เดือนกันยายน ได้มีการถอนเงินก้อนโตจากบัญชีธนาคารของสมาชิกในครอบครัวทักษิณ และจากบัญชีของผู้สนับสนุน และได้มีการโอนถ่ายไปยังบัญชีของแกนนำการประท้วง และนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน
ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติของทักษิณ หนึ่งในผู้ที่ถูกหมายศาลเรียกตัว กล่าวกับหนังสือพิมพ์เนชั่นว่า เขาพร้อมที่จะอธิบายการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวน ๓,๗๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างปกติ และการุณ โหสกุล ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามเป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อในบัญชีนี้ เรียกการสอบสวนทางการเงินนี้ว่า “ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกลั่นแกล้งทางการเมือง”
อภิสิทธิ์ตอบโต้การกล่าวหาเช่นนี้ว่า “ผมยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยปรารถนาที่จะกลั่นแกล้งใคร” เขากล่าวว่าจำเป็นต้องมีการควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายต่อไป และผู้ซึ่งถูกอายัดบัญชีนั้นจะยังคงสามารถมีกิจกรรมต่างๆได้ เช่น จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงคนงาน และหนี้ต่างๆได้
จตุพร พรหมพันธ์ หนึ่งในแกนนำเสื้อแดงที่โด่งดัง และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้องทุกข์ต่อเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐาน ซึ่งใช้เป็นประเด็นหลักตลอดการประท้วง
เขากล่าวว่า ผู้สนับสนุนการประท้วงของ “เสื้อเหลือง” ซึ่งต่อต้านรัฐบาลชุดที่แล้ว และสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยถูกสอบสวนในด้านการเงิน หรือถูกลงโทษใดๆ
เนชั่นรายงานว่า รัฐบาลพยายามอุดช่องว่างทั้งหมด โดยการเปลี่ยนฮวงจุ้ยในทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนตำแหน่งการวางเครื่องตบแต่งบางอย่างเพื่อกันความอัปมงคล และเพื่อประกันความเจริญมั่นคง
By SETH MYDANS
ที่มา – The New York Times
แปลและเรียบเรียง – แชพเตอร์ ๑๑
กรุงเทพ – รัฐบาลไทยดำเนินขั้นตอนต่อไปในการรณรงค์ต่อต้านกลุ่มเคลื่อนไหวที่แข็งข้อ ซึ่งรู้จักในนามเสื้อแดง โดยการอายัดทรัพย์สินของบุคคลจำนวนมากที่รัฐบาลอ้างว่า ให้ความช่วยเหลือการประท้วงเมื่อไม่นานมานี้ และวางแผนที่จะออกหมายศาลเรียกตัวบุคคลเหล่านี้มาสอบสวน
สองเดือนแห่งการชุมนุมประท้วงต่อต้านรัฐบาลสิ้นสุดลงในวันที่ ๑๙ พฤษภาคม เมื่อกองทัพขับไล่การตั้งค่ายของเสื้อแดงในใจกลางย่านศูนย์การค้าของกรุงเทพ
ในช่วงที่เกิดการประท้วงมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย ๘๘ คน และได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย ๑,๘๐๐ คน
นับตั้งแต่นั้นมา รัฐบาลจัดการกับฝ่ายตรงข้ามโดยใช้แนวทางคู่ขนาน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะเน้นนโยบายสมานฉันท์แห่งชาติ ในขณะที่สมาชิกฝ่ายตรงข้ามจำนวนหลายร้อยคนถูกจับกุมตัว และถูกกักขังโดยปราศจากการถูกไต่สวน
โรดแมพเพื่อการสมานฉันท์ของนายกฯในเวลานี้ เพิ่มบรรยากาศแห่งความรุนแรงให้มากขึ้น กลายเป็นเป้าใหม่ที่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลนำมาโจมตี
ในวันจันทร์ รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สั่งการด้านความมั่นคงของรัฐบาล กล่าวว่า พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯที่ประกาศใช้ในระหว่างการประท้วงจะยังคงมีผลบังคับใช้ เนื่องจากยังคงมีการคุกคามที่จะก่อความไม่สงบ
การประท้วงที่ยาวนานและถูกจัดตั้งอย่างดีนั้น แน่นอน ย่อมต้องมีค่าใช้จ่ายสูง รวมไปถึงค่าเดินทาง ทั้งค่าดูแลผู้ประท้วงจำนวนหลายหมื่นคนที่มาจากชนบท รวมไปถึงสื่อที่มีความเชี่ยวชาญ และการรณรงค์เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ
กรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า มีบุคคลจำนวน ๘๓ คน และบริษัทต่างๆซึ่งคิดว่าให้การสนับสนุนผู้ประท้วง ในช่วงเก้าเดือนที่ผ่านมา บุคคลเหล่านี้ได้มีการเคลื่อนไหวทางการเงินในลักษณะน่าสงสัยเป็นจำนวนมาก และบ่อยครั้ง และกล่าวต่อว่า วันจันทร์หน้านี้จะเริ่มต้นทำการสอบสวน
ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษกล่าวว่า “บุคคลเหล่านี้แต่ละคนถูกสงสัยเป็นธรรมดาว่ามีการเคลื่อนไหวในทางการเงินที่ผิดปกติ และเราขอความร่วมมือจากพวกเขาให้มารายงานตัว และให้คำอธิบาย เนื่องจากเรากำลังสอบสวนความวุ่นวายทางการเมืองอยู่ในขณะนี้”
ผู้ต้องสงสัย ซึ่งได้ลดจำนวนลงจากยอดเดิม ๑๗๐ คน รวมไปถึงสมาชิกในครอบครัวของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรที่กำลังลี้ภัย ซึ่งเชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดการประท้วง เขาถูกปล้นอำนาจจากการทำรัฐประหารในปี ๒๕๔๙ และต้องอาศัยอยู่ในต่างประเทศเพื่อเลี่ยงโทษจำคุกในข้อหาทุจริต
รัฐบาลไทยกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ร่วมกับผู้ต้องสงสัยซึ่งถูกกักขังอีกอย่างน้อย ๓๙ คนด้วยข้อหาเดียวกัน แกนนำประท้วงคนอื่นๆกำลังหลบหนี หรือไม่ก็อาศัยในต่างประเทศ
จากบัญชีรายชื่อของรัฐบาล ประชาชนที่ถูกจับทั้งหมด ๔๒๒ คนเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องในการประท้วง รัฐบาลกล่าวว่า กำลังตามล่าตัวพวกนี้ที่กำลังหลบหนีอีกหลายร้อยคน
ในบรรดาผู้ที่โดนจับขังมีชาวอังกฤษหนึ่งคน และชาวออสเตรเลียหนึ่งคน ซึ่งได้ขึ้นเวทีกับแกนนำการประท้วง และได้ถูกกล่าวหาว่า ละเมิด พ.ร.บ.ฉุกเฉินฯ
รายงานข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ที่นี่ ตั้งแต่เดือนกันยายน ได้มีการถอนเงินก้อนโตจากบัญชีธนาคารของสมาชิกในครอบครัวทักษิณ และจากบัญชีของผู้สนับสนุน และได้มีการโอนถ่ายไปยังบัญชีของแกนนำการประท้วง และนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายเดียวกัน
ชัยสิทธิ์ ชินวัตร ญาติของทักษิณ หนึ่งในผู้ที่ถูกหมายศาลเรียกตัว กล่าวกับหนังสือพิมพ์เนชั่นว่า เขาพร้อมที่จะอธิบายการทำธุรกรรมทางการเงินจำนวน ๓,๗๐๐ ล้านบาทนี้ ซึ่งเขาเรียกว่าเป็นการดำเนินธุรกิจอย่างปกติ และการุณ โหสกุล ส.ส.ฝ่ายตรงข้ามเป็นอีกคนหนึ่งที่มีชื่อในบัญชีนี้ เรียกการสอบสวนทางการเงินนี้ว่า “ไม่มีอะไรมากไปกว่าการกลั่นแกล้งทางการเมือง”
อภิสิทธิ์ตอบโต้การกล่าวหาเช่นนี้ว่า “ผมยืนยันว่า รัฐบาลไม่เคยปรารถนาที่จะกลั่นแกล้งใคร” เขากล่าวว่าจำเป็นต้องมีการควบคุมธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวายต่อไป และผู้ซึ่งถูกอายัดบัญชีนั้นจะยังคงสามารถมีกิจกรรมต่างๆได้ เช่น จ่ายค่าน้ำค่าไฟ ค่าแรงคนงาน และหนี้ต่างๆได้
จตุพร พรหมพันธ์ หนึ่งในแกนนำเสื้อแดงที่โด่งดัง และ ส.ส.ฝ่ายค้าน ร้องทุกข์ต่อเรื่องการปฏิบัติสองมาตรฐาน ซึ่งใช้เป็นประเด็นหลักตลอดการประท้วง
เขากล่าวว่า ผู้สนับสนุนการประท้วงของ “เสื้อเหลือง” ซึ่งต่อต้านรัฐบาลชุดที่แล้ว และสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ ไม่เคยถูกสอบสวนในด้านการเงิน หรือถูกลงโทษใดๆ
เนชั่นรายงานว่า รัฐบาลพยายามอุดช่องว่างทั้งหมด โดยการเปลี่ยนฮวงจุ้ยในทำเนียบรัฐบาล เปลี่ยนตำแหน่งการวางเครื่องตบแต่งบางอย่างเพื่อกันความอัปมงคล และเพื่อประกันความเจริญมั่นคง
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)