จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
โดย เรืองยศ จันทรคีรี
ถ้ามองในทรรศนะเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ความเคลื่อนไหวในการปลุกระดมก็ถือเป็นสิ่งที่สำคัญซึ่งทางฝ่ายรัฐจะต้องจับตาเฝ้ามอง มีหลายคนในคณะรัฐบาลหรือที่เกี่ยวข้องกับ ศอฉ. ได้เอาเหตุผลดังกล่าวเข้ามาอ้างอิงถึงสำหรับการจะยกเลิกหรือคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ร้ายแรงเอาไว้ต่อไป...เหตุผลนั้นก็คือ เมื่อยังมีการเคลื่อนไหวในทำนองปลุกระดมมวลชน รัฐก็ไม่สามารถที่จะผ่อนคลายสถานการณ์ ซึ่งเป็นไปได้มากที่ภายหลังวันที่ 7 กรกฎาคมมีโอกาสสูงและเป็นไปได้สำหรับคนไทยที่จะต้องอาศัยอยู่กับความคุ้นเคยภายใต้บรรยากาศของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ร้ายแรง?
ในที่นี้เราคงไม่ถกกันว่า “ความมั่นคงของรัฐมันคืออะไรกันแน่?” เพราะมีบางแนวคิดเคยเสนอให้เห็นข้อแตกต่างระหว่างความมั่นคงของรัฐกับความมั่นคงของรัฐบาล ปัจจุบันนี้เข้าใจว่าทั้งสองความมั่นคงได้ถูกควบแน่นจนกลายเป็นเนื้อเดียวกันที่แยกออกจากกันได้ยาก...กรณีการปลุกระดมยังมีข้อสงสัยอีกมากนัก น่าสงสัยถึงเป้าหมายของการปลุกระดม ปลุกระดมเพื่ออะไรกัน? เป็นการปลุกระดมเพื่อสั่นคลอนความมั่นคงของรัฐหรือผู้ปลุกระดมนั้นมีความชิงชัง ไม่ชอบต่อการบริหารจัดการของคณะรัฐบาล พูดง่ายๆคือปรารถนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงคณะรัฐบาลเสียใหม่โดยทางหนึ่งทางใด ซึ่งเป็นไปโดยหนทางสันติ?
แต่อย่างไรก็ตามภายใต้สภาวการณ์เช่นนี้มันเป็นเรื่องพูดยาก เพราะที่ผ่านมาบรรดาผู้ชุมนุมได้อ้างตัวเองว่า “ปลุกระดมเพื่อหวังให้ประชาชนเข้าร่วมในการชุมนุม เรียกร้องรัฐบาลให้ดำเนินการยุบสภา” แต่ในฝ่ายรัฐไม่ได้เห็นอย่างนั้น จะเป็นวาทกรรมหรือไม่วาทกรรมก็ช่างหัวเถอะ เพราะผลสุดท้ายมันออกมาเป็นความรุนแรง รัฐบาลกับหน่วยงานความมั่นคงอ้างข้อมูลหลักฐานระบุว่า “การปลุกระดมดังกล่าวไม่ใช่เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยตามปรกติ แต่เป็นวิธีวางแผนเพื่อโค่นล้มทำลายระบอบ” รัฐกับหน่วยงานความมั่นคงยังชี้ให้เห็นการชุมนุมและปลุกระดมทั้งหมดถูกแฝงเอาไว้ด้วยกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งยังรวมพวกมีทรรศนะส่อล้มเจ้าเป็นหุ้นส่วนอยู่ในความเคลื่อนไหวนั้นด้วย?
จนถึงบัดนี้เมื่อรัฐและหน่วยงานความมั่นคงยังติดตามความเคลื่อนไหว ประกบติดตัวบุคคลซึ่งสงสัยว่าเป็นแกนนำ เฝ้ามองว่าบุคคลต้องสงสัยเหล่านั้นยังปลุกระดมอยู่หรือไม่? ตรงนี้จึงเป็นคำถามถึงความหมายของการปลุกระดม อาจถามแบบผู้ใหญ่ลีสมัยก่อนได้ว่าการปลุกระดมนั้นคืออะไร? ส่วนใหญ่นั้นเป็นที่เข้าใจกันว่าในการปลุกระดมมักจะเป็นการพูดหรือสื่อสารในสิ่งซึ่งไม่ใช่ความจริงหรือข้อเท็จจริง เป็นการบิดเบือน สร้างความเข้าใจผิด ทั้งนี้ เพื่อชักจูงบุคคลให้เข้าสนับสนุนหรือร่วมเคลื่อนไหวสู่เป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใด? การปลุกระดมในความหมายส่วนใหญ่จึงหนีไม่พ้น “การสื่อความโดยวิธีต่างๆ ซึ่งไปกระทบความมั่นคงของรัฐ”
ในแง่ความหมายของความมั่นคงเราพอเข้าใจกันได้ เป็นต้นว่ายุยงส่งเสริมให้เปลี่ยนระบอบการปกครอง เป็นการพูดจาที่โจมตีจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง สร้างความเข้าใจผิดหรือความเสียหายไปในด้านต่างๆที่ไม่ดี...คืออะไรต่างๆเหล่านี้ถือเป็นเรื่องพอเข้าใจกันได้ แต่ก็น่าสงสัยว่าถ้าจะมีการวิพากษ์วิจารณ์เปิดเผยตีแผ่เกี่ยวกับเบื้องหลังต่างๆของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ, คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือใครต่อใครในคณะรัฐบาล...มีคำถามว่าพฤติกรรมลักษณะนี้มันจะเข้าข่ายเป็นการปลุกระดมหรือโจมตีใส่ร้ายทำลายความมั่นคงของชาติหรือเปล่า?
อาจยกตัวอย่างการตีแผ่และเปิดเผยเรื่องที่ดินปริศนาบนเกาะสมุย ซึ่งดูพรรคเพื่อไทยก็รุกเข้าไปใกล้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ซ้ำเรื่องมันยังฟังขึ้นเสียด้วย หนังสือพิมพ์บางฉบับช่วยกันชี้พิรุธ 10 ประการ เกี่ยวกับที่ดินแปลงนั้นที่มีต้นตออย่างไม่ชอบมาพากล...ประเด็นตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน นักการเมือง หรือนักเคลื่อนไหวได้หยิบเอากรณีนี้ไปกล่าวโจมตีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ เราต้องถามว่านี้เป็นการปลุกระดมด้วยหรือไม่?
กรณีข้อสงสัยอีกมากมายเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันของรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลชุดนี้ แม้กระทั่งการตั้งคำถามต่อรัฐบาลที่มีแนวคิดอยากซื้อดาวเทียมไทยคมเป็นของรัฐ ซึ่งก็มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงรายการปั่นหุ้น เป็นการสร้างข่าวให้ราคาหุ้นมีความเคลื่อนไหวหลังจากหยุดนิ่งมานาน แล้วสื่อมวลชนอีกไม่น้อยได้ตรวจสอบ ให้สัมภาษณ์ถึงนอมินีที่อยู่เบื้องหลังนักการเมืองถือโอกาสฟันผลกำไรไปได้หลายร้อยล้านบาท บางข่าวแฉข้อมูลถึงการเตรียมตัวเพื่อหาเม็ดเงินเตรียมการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้...
การขุดแฉและเปิดเผยข้อเท็จจริงในลักษณะนี้ถามว่ามันเป็นการปลุกระดมหรือไม่? เข้าข่ายพยายามทำลายความมั่นคงของรัฐหรือเปล่า? โดยเฉพาะถ้าความมั่นคงของรัฐบาลถูกทำให้เชื่อเป็นความมั่นคงของรัฐก็แสดงว่ารัฐนี้ชักจะไม่มั่นคงเสียแล้ว?
**********************************************************************
วันพุธที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เชือดนายทุน‘หนุนแดง’ ถูกต้อง หรือ สะใจ?!
อนาคตของเราเป็นเดิมพัน เสียงระฆังลั่นให้ขึ้นเวที!..ถึงเวลาคีย์ข้อมูลว่าด้วยเรื่องการอายัดบัญชีและห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน 83 บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคลมีอาการเหมือนรถติดเป็นอัมพฤกษ์-อัมพาต เพราะ 108 คณะกรรมการจากการแต่งตั้งของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพ่งพินิจแล้วพบว่า...
ทั้ง 83 บัญชีรายชื่อเข้าข่ายเป็นนายทุนเลี้ยงดูปูเสื่อ “คนเสื้อแดง” ให้อิ่มหมีพีมัน 83 บัญชีรายชื่อบุคคลรวมถึงนิติบุคล มีวงเงินหมุนเวียนรวมกันประมาณ 151,941,410,000 บาท หากจำนวนเงินทั้งหมดไหลเข้าไปเลี้ยงดูปูเสื่อคนเสื้อแดงจริงๆ...คงต้องบอกว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยมากที่สุดในโลก และหากใครบางคน
คิดว่า เงินคือพระเจ้า...ถามว่าเงินจำนวนมากมายมหาศาลดังกล่าวสามารถสนับสนุนให้ “บุคคลในสภาหินอ่อน” เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ? คำตอบ คือ เป็นไปได้...แต่ต้องถามต่อว่าแล้วใครจะทำ! ในเมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” ยังต้องทำมาหากิน...มีธุรกิจการค้าเอาเงินไป
ลงทุนหมุนเวียน...จะเจ๊ง จะเจ๊า หรือได้กำไร ไม่มีใครสามารถตอบได้...นอกจาก “ศักยภาพ” ในด้านการลงทุนของแต่ละบุคคล เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ผ่านมาแล้วผ่านไป...มิใช่เงินก้อนโตที่นอนนิ่งเหมาะแก่การจับจ่ายใช้สอย เฉกเช่น “งบประมาณ” ของแผ่นดิน คุ้มหรือไม่? กับการลงทุนซึ่งมิอาจคาดเดากับผลลัพธ์ที่จะ
เกิดขึ้นในอนาคต...ทั้งที่รู้เห็นเต็มสองตาว่า “ผู้ที่จะโค่นล้ม” มิใช่บุคคลในอาชีพเดียวกัน ซึ่งเป็น “นักการเมือง” เพียงอย่างเดียว เพราะวันนี้ “อำนาจ” หลากหลายเส้นทางได้มุ่งสู่ถนนการเมือง...โดยการเกาะกลุ่มรวมตัวกันเพื่อ “ประสานประโยชน์” ให้เข้ากับพวกพ้องฝ่ายตน คนเหล่านี้มีเงิน...มีอำนาจ...และมีสื่อซึ่งถือเป็น
“อาวุธร้าย” ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างครบถ้วน ขณะที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” หลายบุคคลถูกลดบทบาทเป็นเพียง “ประชาชนคนธรรมดา” เพราะในประเทศไทยไม่มีอำนาจอะไรยิ่งใหญ่เหนือไปกว่า “อำนาจทางการเมือง” ความชั่วร้ายเหล่านี้มิใช่หรือที่ประชาชน “รุ่นแล้วรุ่นเล่า”
ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” แต่สุดท้ายก็ต้อง “ถอยไปตั้งหลัก” เพราะสรรพกำลังยังมิอาจต่อกรกับ “อำนาจมืด” ดังกล่าวได้ 28 มิถุนายนนี้...กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเรียก 83 บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคล เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นำเงินส่วนตัวไปทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?
และจำนวนเท่าได? เพื่อแลกมาซึ่งความอิสระปราศจากข้อหาการสนับสนุน “การก่อการร้าย” และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวต้องเข้าให้ข้อมูลธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ หรือธุรกรรมการเงินต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือพัวพันกับการเป็นท่อน้ำเลี้ยง
“คนเสื้อแดง” หรือไม่ หากไม่มารายงานตัว..คุกรออยู่! นี่คือระเบียบตามกฎหมาย ที่ผ่านมา...ต้องยอมรับว่า “การคอรัปชั่น” ยังติดหูติดตา แถมเป็นการคอรัปชั่น “ซึ่งๆหน้า” ภายนอกแต่งสูทดูดี...แต่ภายในไม่รู้เป็นพวก “กระสือกระหัง” หรือไม่ เพราะเห็นทำตัว “อดอยากปากแห้ง” กินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า...
ไม่เว้นแม้กระทั่งอุปกรณ์ไฮเทคนอกโลก เฉกเช่น “ดาวเทียม” เรื่องนี้ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่า “83 บัญชีรายชื่อ” จะโดนเชือดในฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” หรือไม่? ทำไปเพื่อความสะใจ...ทำไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง คล้ายๆ พวก “รูปชั่วตัวดำ” ที่ทำตัวลึกลับหลบๆ ซ่อนๆ ร้องครวญครางซี๊ดอ้า...ซี๊ดอ้า
เพียงลำพังในห้องแคบสี่เหลี่ยม...เพราะไม่มีหญิงคนใดเหลียวมอง จำเป็นต้องเขียนถึงเรื่องดังกล่าวในฐานะตัวแทนประชาชน ซึ่งอาจมองไม่เห็นและคิดไม่ถึงเท่ากับมันสมองของ “ขุนนาง” ระดับประเทศ เราจะไม่พูดถึงกระบวนการชี้แจง..แต่จะเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบ...ว่ากันตรงๆ
ก็คือ “รัฐบาล” ต้องแสดงออกอย่างจริงใจ...มิใช่ “ปรองดองบนปองร้าย” อย่าทำเสมือนว่า..ชัยชนะที่อยู่เหนือฝ่ายตรงข้ามยังเป็นความต้องการที่ล้นปรี่ถึงคอหอย เพราะทุกวันนี้พรรครัฐบาลโดยการนำของ “ประชาธิปัตย์” ยังคงเป็นเส้นขนานกับพรรคฝ่ายค้าน “เพื่อไทย” อย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้น...การตรวจสอบ
“เชือด” นายทุนหนุน “คนเสื้อแดง” จึงเป็นคำตอบที่สำคัญในการ “เรียกคืน” ศรัทธาของประชาชน หากผิดจริงแบบหลักฐานแน่นปึ๊ก...รัฐบาลจะลงดาบฟันให้คอขาดก็มีแต่คนชม แต่ถ้าลงดาบแบบหลักฐานครึ่งๆกลางๆ พิจารณาแล้วคิดว่า “น่าจะใช่” การปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นเรื่อง “ผิดมหันต์” เพราะนอกจากจะ
เป็นการ “ดิสเครดิต” ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล...มันยังเป็นการสร้าง “ความแตกแยก” ระหว่างคนไทยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น “ช่วงเวลาที่พวกท่านกำชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ได้...เป็นเวลาที่ต้องมีความเมตตาปราณีอย่างถึงที่สุด” คำพูดของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ “แมนเดลา” ต้องการบอกผู้มีอำนาจ
ทั่วโลกว่า...หากบุคคลใดยิ่งใหญ่ถึงขั้นสามารถหยิบยื่น “ความเป็นความตาย” ให้แก่ผู้อื่นได้...สิ่งที่พวกเขาควรทำ นั่นคือ การให้ “ความเมตตา” เพราะวันใดที่คนอยู่ใต้อำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่ในวันข้างหน้า...เขาก็จะให้ “ความเมตตา” กับพวกท่านเช่นเดียวกัน!
ที่มา.บางกอกทูเดย์
ทั้ง 83 บัญชีรายชื่อเข้าข่ายเป็นนายทุนเลี้ยงดูปูเสื่อ “คนเสื้อแดง” ให้อิ่มหมีพีมัน 83 บัญชีรายชื่อบุคคลรวมถึงนิติบุคล มีวงเงินหมุนเวียนรวมกันประมาณ 151,941,410,000 บาท หากจำนวนเงินทั้งหมดไหลเข้าไปเลี้ยงดูปูเสื่อคนเสื้อแดงจริงๆ...คงต้องบอกว่าเป็นการชุมนุมที่ใช้เงินฟุ่มเฟือยมากที่สุดในโลก และหากใครบางคน
คิดว่า เงินคือพระเจ้า...ถามว่าเงินจำนวนมากมายมหาศาลดังกล่าวสามารถสนับสนุนให้ “บุคคลในสภาหินอ่อน” เกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริงหรือ? คำตอบ คือ เป็นไปได้...แต่ต้องถามต่อว่าแล้วใครจะทำ! ในเมื่อบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” ยังต้องทำมาหากิน...มีธุรกิจการค้าเอาเงินไป
ลงทุนหมุนเวียน...จะเจ๊ง จะเจ๊า หรือได้กำไร ไม่มีใครสามารถตอบได้...นอกจาก “ศักยภาพ” ในด้านการลงทุนของแต่ละบุคคล เงินดังกล่าวจึงเป็นเงินที่ผ่านมาแล้วผ่านไป...มิใช่เงินก้อนโตที่นอนนิ่งเหมาะแก่การจับจ่ายใช้สอย เฉกเช่น “งบประมาณ” ของแผ่นดิน คุ้มหรือไม่? กับการลงทุนซึ่งมิอาจคาดเดากับผลลัพธ์ที่จะ
เกิดขึ้นในอนาคต...ทั้งที่รู้เห็นเต็มสองตาว่า “ผู้ที่จะโค่นล้ม” มิใช่บุคคลในอาชีพเดียวกัน ซึ่งเป็น “นักการเมือง” เพียงอย่างเดียว เพราะวันนี้ “อำนาจ” หลากหลายเส้นทางได้มุ่งสู่ถนนการเมือง...โดยการเกาะกลุ่มรวมตัวกันเพื่อ “ประสานประโยชน์” ให้เข้ากับพวกพ้องฝ่ายตน คนเหล่านี้มีเงิน...มีอำนาจ...และมีสื่อซึ่งถือเป็น
“อาวุธร้าย” ในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามอย่างครบถ้วน ขณะที่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยง “คนเสื้อแดง” หลายบุคคลถูกลดบทบาทเป็นเพียง “ประชาชนคนธรรมดา” เพราะในประเทศไทยไม่มีอำนาจอะไรยิ่งใหญ่เหนือไปกว่า “อำนาจทางการเมือง” ความชั่วร้ายเหล่านี้มิใช่หรือที่ประชาชน “รุ่นแล้วรุ่นเล่า”
ตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษได้ออกมาต่อสู้เพื่อเรียกร้อง “ความเป็นธรรม” แต่สุดท้ายก็ต้อง “ถอยไปตั้งหลัก” เพราะสรรพกำลังยังมิอาจต่อกรกับ “อำนาจมืด” ดังกล่าวได้ 28 มิถุนายนนี้...กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเรียก 83 บัญชีรายชื่อบุคคลและนิติบุคคล เข้าชี้แจงข้อเท็จจริงว่า นำเงินส่วนตัวไปทำอะไร? ที่ไหน? อย่างไร?
และจำนวนเท่าได? เพื่อแลกมาซึ่งความอิสระปราศจากข้อหาการสนับสนุน “การก่อการร้าย” และนี่คือเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลอ้างว่าจำเป็นต้องคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เนื่องจากบุคคลดังกล่าวต้องเข้าให้ข้อมูลธุรกรรมการเงินที่ผิดปกติ หรือธุรกรรมการเงินต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องหรือพัวพันกับการเป็นท่อน้ำเลี้ยง
“คนเสื้อแดง” หรือไม่ หากไม่มารายงานตัว..คุกรออยู่! นี่คือระเบียบตามกฎหมาย ที่ผ่านมา...ต้องยอมรับว่า “การคอรัปชั่น” ยังติดหูติดตา แถมเป็นการคอรัปชั่น “ซึ่งๆหน้า” ภายนอกแต่งสูทดูดี...แต่ภายในไม่รู้เป็นพวก “กระสือกระหัง” หรือไม่ เพราะเห็นทำตัว “อดอยากปากแห้ง” กินทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า...
ไม่เว้นแม้กระทั่งอุปกรณ์ไฮเทคนอกโลก เฉกเช่น “ดาวเทียม” เรื่องนี้ทำให้ถูกตั้งข้อสงสัยว่า “83 บัญชีรายชื่อ” จะโดนเชือดในฐานะ “ฝ่ายตรงข้าม” หรือไม่? ทำไปเพื่อความสะใจ...ทำไปเพื่อสนองความต้องการของตนเอง คล้ายๆ พวก “รูปชั่วตัวดำ” ที่ทำตัวลึกลับหลบๆ ซ่อนๆ ร้องครวญครางซี๊ดอ้า...ซี๊ดอ้า
เพียงลำพังในห้องแคบสี่เหลี่ยม...เพราะไม่มีหญิงคนใดเหลียวมอง จำเป็นต้องเขียนถึงเรื่องดังกล่าวในฐานะตัวแทนประชาชน ซึ่งอาจมองไม่เห็นและคิดไม่ถึงเท่ากับมันสมองของ “ขุนนาง” ระดับประเทศ เราจะไม่พูดถึงกระบวนการชี้แจง..แต่จะเน้นย้ำถึงความโปร่งใสในการตรวจสอบ...ว่ากันตรงๆ
ก็คือ “รัฐบาล” ต้องแสดงออกอย่างจริงใจ...มิใช่ “ปรองดองบนปองร้าย” อย่าทำเสมือนว่า..ชัยชนะที่อยู่เหนือฝ่ายตรงข้ามยังเป็นความต้องการที่ล้นปรี่ถึงคอหอย เพราะทุกวันนี้พรรครัฐบาลโดยการนำของ “ประชาธิปัตย์” ยังคงเป็นเส้นขนานกับพรรคฝ่ายค้าน “เพื่อไทย” อย่างปฏิเสธไม่ได้ ฉะนั้น...การตรวจสอบ
“เชือด” นายทุนหนุน “คนเสื้อแดง” จึงเป็นคำตอบที่สำคัญในการ “เรียกคืน” ศรัทธาของประชาชน หากผิดจริงแบบหลักฐานแน่นปึ๊ก...รัฐบาลจะลงดาบฟันให้คอขาดก็มีแต่คนชม แต่ถ้าลงดาบแบบหลักฐานครึ่งๆกลางๆ พิจารณาแล้วคิดว่า “น่าจะใช่” การปฏิบัติเช่นนี้ถือเป็นเรื่อง “ผิดมหันต์” เพราะนอกจากจะ
เป็นการ “ดิสเครดิต” ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล...มันยังเป็นการสร้าง “ความแตกแยก” ระหว่างคนไทยให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น “ช่วงเวลาที่พวกท่านกำชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่สุดไว้ได้...เป็นเวลาที่ต้องมีความเมตตาปราณีอย่างถึงที่สุด” คำพูดของ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแอฟริกาใต้ “แมนเดลา” ต้องการบอกผู้มีอำนาจ
ทั่วโลกว่า...หากบุคคลใดยิ่งใหญ่ถึงขั้นสามารถหยิบยื่น “ความเป็นความตาย” ให้แก่ผู้อื่นได้...สิ่งที่พวกเขาควรทำ นั่นคือ การให้ “ความเมตตา” เพราะวันใดที่คนอยู่ใต้อำนาจขึ้นมาเป็นใหญ่ในวันข้างหน้า...เขาก็จะให้ “ความเมตตา” กับพวกท่านเช่นเดียวกัน!
ที่มา.บางกอกทูเดย์
พิชญ์ฉะประชาธิปไตยไทยไม่ไปพร้อมสิทธิมนุษยชน
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในหัวข้อ "ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน: หลังสลายการชุมนุม" ในกิจกรรม Light Up Night ซึ่งจัดโดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 22 มิ.ย.ว่า ขณะที่บางสังคมมองว่าประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่ไปคู่กัน ขาดกันไม่ได้ โดยเชื่อว่าสิทธิมนุษยชนจะทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพ บางครั้งมีการใช้สองคำนี้แทนกัน ในการประชุมเรื่องสิทธิมนุษยชนก็มีนักกิจกรรมเรื่องประชาธิปไตยเข้าร่วม ขณะที่ในการประชุมเรื่องประธิปไตยก็มีนักสิทธิมนุษยชนเข้าร่วมเช่นกัน แต่ในบางสังคม หลักการเรื่องสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยถูกแยกออกจากกัน โดยเปลี่ยนให้สิทธิมนุษยชนเป็นเพียงมาตรฐานที่รัฐมอบให้ จะยกเลิกเมื่อใดก็ได้ ไม่ใช่สิทธิที่มาจากประชาชนเอง ส่วนประชาธิปไตยก็เป็นเพียงทางเลือกของแต่ละประเทศ
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสิทธิมนุษยชนต้องไปควบคู่กับประชาธิปไตย ไม่ใช่การมองปัญหาสิทธิมนุษยชนรายกรณี แต่ต้องเชื่อมกับประชาธิปไตยให้ได้ รวมถึงมีกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง โดยพิชญ์ได้วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่มีกลไกในการป้องกันด้านสิทธิมนุษยชน โดยจะเห็นจากก่อนและขณะเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม กรรมการสิทธิฯ ไม่ได้ทำอะไร ขณะที่พอหลังเหตุการณ์ก็ค่อยตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ เขาตั้งคำถามด้วยว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เคยบอกว่าจะสังเกตการชุมนุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นหายไปไหน เมื่อเกิดการสลายการชุมนุมและการชุมนุมสิ้นสุดลง
ที่มา.ประชาไท
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าสิทธิมนุษยชนต้องไปควบคู่กับประชาธิปไตย ไม่ใช่การมองปัญหาสิทธิมนุษยชนรายกรณี แต่ต้องเชื่อมกับประชาธิปไตยให้ได้ รวมถึงมีกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิทางการเมือง โดยพิชญ์ได้วิจารณ์การทำงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติว่าไม่มีกลไกในการป้องกันด้านสิทธิมนุษยชน โดยจะเห็นจากก่อนและขณะเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุม กรรมการสิทธิฯ ไม่ได้ทำอะไร ขณะที่พอหลังเหตุการณ์ก็ค่อยตั้งคณะกรรมการขึ้นเพื่อตรวจสอบหาข้อเท็จจริง
นอกจากนี้ เขาตั้งคำถามด้วยว่า กลุ่มสิทธิมนุษยชนที่เคยบอกว่าจะสังเกตการชุมนุมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงนั้นหายไปไหน เมื่อเกิดการสลายการชุมนุมและการชุมนุมสิ้นสุดลง
ที่มา.ประชาไท
“เทพไท” ระบุ “ณัฐวุฒิ” ควรเลิกกดดันศาลขอ "ณัฐวุฒิ" ลงสมัคร
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจจะส่งนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช. ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 แทนนายทิวา เงินยวง อดีตส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ที่เสียชีวิต ว่า ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่อยู่กทม.มานั้น เคยไปพื้นที่ดังกล่าวบ้างหรือไม่ เวลาเดินจะหลงซอย ขับรถจะหลงทางหรือไม่ ทั้งนี้ เชื่อว่าผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์สามารถต่อสู้กับผู้สมัครของพรรคเพื่อไทยได้
สำหรับกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ระบุว่านายณัฐวุฒิสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.ได้นั้น โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นกลลวงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่
ส่วนกรณีที่นายจตุพรระบุว่าจะขออนุญาตจากศาลให้นายณัฐวุฒิไปลงสมัคร ถือเป็นการวัดใจศาลนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ถือเป็นการจงใจกดดันศาล และที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีการเตรียมแผนสำรองเรื่องตัวผู้สมัครไว้ เพราะมั่นใจว่านายณัฐวุฒิจะได้ลงสมัครนั้น เกรงว่าจะทำให้กลายเป็นบรรทัดฐานให้นักโทษคนอื่น ๆ ได้ อีกทั้งโทษก่อการร้ายของนายณัฐวุฒินั้นไม่ใช่ลหุโทษ แต่เป็นโทษหนัก ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปกดดันหรือวัดใจศาลเพื่อทำให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร ผลักดันให้นายณัฐวุฒิ ลงสมัครส.ส.กทม.เขต 6 ในนามพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นหน้าที่ของกกต.เขตเลือกตั้งที่จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละพรรค ซึ่งจากประวัติของนายณัฐวุฒิที่ลงในเว็บไซต์ วิกิพีเดีย พบว่า นายณัฐวุฒิ จบการศึกษาปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัญฑิต ในปี 2541 และจบปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เมื่อปี 2548 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 101 (4)ค. ระบุคุณสมบัติของว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.ว่าต้องศึกษาในพื้นที่นั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 5 ปีติดต่อกัน
ดังนั้นหากนายณัฐวุฒิจะลงสมัครก็ขอให้ชี้แจงต่อสังคมให้ชัดเจนว่าจะใช้คุณสมบัติข้อใดในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะบ้านนายณัฐวุฒิ อยู่ที่ จ.นนทบุรี ส่วนบ้านเกิดอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช และตัวเองขอร้องนายจตุพรว่า อย่าให้สภานี้กลายเป็นสภาโจ๊กไปมากกว่านี้ขอให้เอาข้อเท็จจริงมาพูดให้ชัดเจน พรรคเพื่อไทยน่าจะมีปัญญาหาคนดีที่สังคมไม่แคลงใจ โดยเฉพาะจะตอบประชาชนเจ้าของสิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างไรว่า ตัวผู้สมัครเองสามารถลงสมัครได้แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้จะเลือกตัวเอง จึงขอร้องพรรคเพื่อไทยอย่าสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ทีมา.Spring News
สำหรับกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และแกนนำกลุ่มนปช.ระบุว่านายณัฐวุฒิสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม.ได้นั้น โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่แน่ใจว่าเป็นกลลวงของพรรคเพื่อไทยหรือไม่
ส่วนกรณีที่นายจตุพรระบุว่าจะขออนุญาตจากศาลให้นายณัฐวุฒิไปลงสมัคร ถือเป็นการวัดใจศาลนั้น นายเทพไท กล่าวว่า ถือเป็นการจงใจกดดันศาล และที่ระบุว่าพรรคเพื่อไทยไม่มีการเตรียมแผนสำรองเรื่องตัวผู้สมัครไว้ เพราะมั่นใจว่านายณัฐวุฒิจะได้ลงสมัครนั้น เกรงว่าจะทำให้กลายเป็นบรรทัดฐานให้นักโทษคนอื่น ๆ ได้ อีกทั้งโทษก่อการร้ายของนายณัฐวุฒินั้นไม่ใช่ลหุโทษ แต่เป็นโทษหนัก ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลที่จะไปกดดันหรือวัดใจศาลเพื่อทำให้เกิดความปั่นป่วนในสังคม
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายจตุพร ผลักดันให้นายณัฐวุฒิ ลงสมัครส.ส.กทม.เขต 6 ในนามพรรคเพื่อไทย ว่า เป็นหน้าที่ของกกต.เขตเลือกตั้งที่จะพิจารณาคุณสมบัติของผู้สมัครแต่ละพรรค ซึ่งจากประวัติของนายณัฐวุฒิที่ลงในเว็บไซต์ วิกิพีเดีย พบว่า นายณัฐวุฒิ จบการศึกษาปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัญฑิต ในปี 2541 และจบปริญญาโทจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) เมื่อปี 2548 ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ 101 (4)ค. ระบุคุณสมบัติของว่าที่ผู้สมัครเลือกตั้งส.ส.ว่าต้องศึกษาในพื้นที่นั้น ๆ ไม่น้อยกว่า 5 ปีติดต่อกัน
ดังนั้นหากนายณัฐวุฒิจะลงสมัครก็ขอให้ชี้แจงต่อสังคมให้ชัดเจนว่าจะใช้คุณสมบัติข้อใดในการลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะบ้านนายณัฐวุฒิ อยู่ที่ จ.นนทบุรี ส่วนบ้านเกิดอยู่ที่ จ.นครศรีธรรมราช และตัวเองขอร้องนายจตุพรว่า อย่าให้สภานี้กลายเป็นสภาโจ๊กไปมากกว่านี้ขอให้เอาข้อเท็จจริงมาพูดให้ชัดเจน พรรคเพื่อไทยน่าจะมีปัญญาหาคนดีที่สังคมไม่แคลงใจ โดยเฉพาะจะตอบประชาชนเจ้าของสิทธิ์เลือกตั้งได้อย่างไรว่า ตัวผู้สมัครเองสามารถลงสมัครได้แต่กลับไม่มีสิทธิ์แม้จะเลือกตัวเอง จึงขอร้องพรรคเพื่อไทยอย่าสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นกว่าที่เป็นอยู่
ทีมา.Spring News
'เฉลิม'ถาม 7 ข้อบี้ ‘มาร์ค-กรณ์’ตอบซื้อไทยคม
ร.ต.อ.ดร.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนและประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ตามที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายศิริโชค โสภา ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้ข่าวว่ารัฐบาลไทยจะซื้อคืนดาวเทียมไทยคมจากกองทุนเทมาเสค ของประเทศสิงคโปร์ ตนจึงขอตั้งคำถามไปยังนายกรณ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 7 ข้อ คือ
ข้อที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช และนายศิริโชค โสภา สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปพบผู้บริหารของกองทุนเทมาเซกเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ประเทศสิงคโปร์ ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะ รมว.คลังเนื่องจากนายกรณ์ให้สัมภาษณ์ว่าไปอย่างเงียบๆ หากไปในฐานะ รมว.คลัง ควรจะต้องมีเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการกระทรวงเดินทางไปด้วย ไม่ใช่นายศิริโชค ซึ่งเป็น สส.เท่านั้น และหลังจากนายกรณ์พบผู้บริหารกองทุนฯแล้ว ทางกองทุนฯ แถลงว่า มาพบเป็นเรื่องไม่ปกติเป็นการมาพบเพื่อเรื่องส่วนตัว
2. มีแหล่งข่าวอันน่าเชื่อถือได้ว่า ระหว่างสนทนา ผู้บริหารเทมาเสคได้แจ้งให้ นายกรณ์ทราบว่าหากจะมีการติดต่อซื้อหุ้นของกองทุนเทมาเสค ให้นายกรณ์ไปติดต่อกับ บมจ.ไทยคมและบมจ.ชินคอร์ปฯ โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนายกรณ์ยังไม่ได้มีการติดต่อทั้ง 2 บริษัทแต่อย่างใด แต่นายกรณ์กลับให้สัมภาษณ์ว่าจะซื้อหุ้นคืนจากเทมาเสคก่อน
3.โครงสร้างผู้ถือหุ้น บมจ.ไทยคม มีบมจ.ชินคอร์ปฯ ถือหุ้น 41 เปอร์เซ็นต์ ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ 59 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน บมจ.ไทยคมเป็นของประเทศไทย ไม่ใช่ของประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นการที่นายกรณ์และรัฐบาลสร้างกระแสชาตินิยมเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้อธิบายชัดเจนว่ามีดาวเทียมหลายดวงที่มีฐานที่ตั้ง ในประเทศไทย ถ้ารัฐบาลอ้างเรื่องความมั่นคงจะซื้อดาวเทียมทุกดวงหรือไม่
4.จากการที่นายกรัฐมนตรี รมว.คลัง และนายศิริโชค ได้ออกมาประกาศเจตนาของรัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคม ทราบหรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวมีผลต่อการขึ้นลงของราคาหุ้นบมจ.ไทยคม อีกทั้งรัฐบาลและนายกรณ์ได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ทราบ เพื่อให้หยุดการซื้อขายหุ้นไทยคมก่อนออกมาให้ข่าวหรือไม่ หากไม่มีการแจ้งถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นในต่างประเทศนายกรณ์จะต้องลาออกทันที เพราะขณะนี้นายกรณ์เป็น รมว.คลัง ไม่ใช่พ่อค้าเหมือนในอดีต
5. จากการตรวจสอบการพบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น บมจ.ไทยคม เพิ่มขึ้นอย่างมากผิดปกติในเดือนมี.ค. 2553 โดยเพิ่มเป็นวันละ 100 ล้านบาท 200 ล้านบาท 346 ล้านบาท 418 ล้านบาท บางวันพุ่งสูงถึง 734 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละประมาณ 4.60 – 5.60 บาท จากปกติมีการซื้อขายเพียงวันละไม่กี่ 10 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยหากินบนคราบน้ำตาประชาชน
ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มิ.ย. 2553 มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคมผ่าน นสพ.บางกอกโพสต์ฉบับเดียว ทำให้หุ้นบริษัทไทยคม ในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นชนเพดาน จากราคาหุ้น 5.45 บาท เพิ่มขึ้นถึง 7.05 บาท สูงขึ้น 29% มียอดซื้อขาย 124 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 825 ล้านบาท
6. การที่นายกรณ์ อธิบายว่าจะซื้อเฉพาะดาวเทียม โดยไม่ซื้อ บริษัทไทยคม นั้นทำได้จริงหรือ เรื่องนี้เป็นการสร้างความสับสนและเข้าใจผิดและปั่นกระแสคลั่งชาติขึ้นมา
7. ถ้าจะซื้อคืนดาวเทียมได้เตรียมการบริหารจัดการอย่างไร เพราะพบว่าไม่มีการเตรียมการเรื่องนี้
“เรื่องนี้สรุปว่ามีวาระซ่อนเร้น มีการใช้สถานะไปทำการอินไซเดอร์ข้อมูลเพื่อเก็งกำไรจำนวนมากนับ 1,000 ล้านบาทจากการซื้อและเทขาย สะท้อนว่าคนพวกนี้มีเถยจิตเป็นโจร ผมฟันธงว่ามีคนอัปรีย์จัญไรหากินบนคราบน้ำตาประชาชนได้ประโยชน์ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท กรณีนี้หากเกิดในต่างประเทศบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องต่อการทำผิดกฎตลาดหลักทรัพย์ จะต้องลาออกจากตำแหน่งทันที จึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์และกรณ์ตอบคำถามทั้ง 7 ข้อดังกล่าว
ทั้งนี้เปิดประชุมสภาผู้แทนเมื่อไหร่พรรคฝ่ายค้านจะนำไปตั้งกระทู้ถามในสภา หรือถ้ารัฐบาลอยู่ยาวอย่างที่พูดก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม กล่าว
ที่มา.ข่าวเพื่อไทย
ข้อที่ 1 นายกรณ์ จาติกวณิช และนายศิริโชค โสภา สส.พรรคประชาธิปัตย์ เดินทางไปพบผู้บริหารของกองทุนเทมาเซกเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ประเทศสิงคโปร์ ในฐานะส่วนตัวหรือในฐานะ รมว.คลังเนื่องจากนายกรณ์ให้สัมภาษณ์ว่าไปอย่างเงียบๆ หากไปในฐานะ รมว.คลัง ควรจะต้องมีเจ้าหน้าที่ หรือข้าราชการกระทรวงเดินทางไปด้วย ไม่ใช่นายศิริโชค ซึ่งเป็น สส.เท่านั้น และหลังจากนายกรณ์พบผู้บริหารกองทุนฯแล้ว ทางกองทุนฯ แถลงว่า มาพบเป็นเรื่องไม่ปกติเป็นการมาพบเพื่อเรื่องส่วนตัว
2. มีแหล่งข่าวอันน่าเชื่อถือได้ว่า ระหว่างสนทนา ผู้บริหารเทมาเสคได้แจ้งให้ นายกรณ์ทราบว่าหากจะมีการติดต่อซื้อหุ้นของกองทุนเทมาเสค ให้นายกรณ์ไปติดต่อกับ บมจ.ไทยคมและบมจ.ชินคอร์ปฯ โดยตรง แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่าจนถึงปัจจุบันนายกรณ์ยังไม่ได้มีการติดต่อทั้ง 2 บริษัทแต่อย่างใด แต่นายกรณ์กลับให้สัมภาษณ์ว่าจะซื้อหุ้นคืนจากเทมาเสคก่อน
3.โครงสร้างผู้ถือหุ้น บมจ.ไทยคม มีบมจ.ชินคอร์ปฯ ถือหุ้น 41 เปอร์เซ็นต์ ผู้ถือหุ้นรายย่อยในตลาดหลักทรัพย์ 59 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบัน บมจ.ไทยคมเป็นของประเทศไทย ไม่ใช่ของประเทศสิงคโปร์ ดังนั้นการที่นายกรณ์และรัฐบาลสร้างกระแสชาตินิยมเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งนายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ นักวิชาการประจำสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ ได้อธิบายชัดเจนว่ามีดาวเทียมหลายดวงที่มีฐานที่ตั้ง ในประเทศไทย ถ้ารัฐบาลอ้างเรื่องความมั่นคงจะซื้อดาวเทียมทุกดวงหรือไม่
4.จากการที่นายกรัฐมนตรี รมว.คลัง และนายศิริโชค ได้ออกมาประกาศเจตนาของรัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคม ทราบหรือไม่ว่าการกระทำดังกล่าวมีผลต่อการขึ้นลงของราคาหุ้นบมจ.ไทยคม อีกทั้งรัฐบาลและนายกรณ์ได้แจ้งให้ตลาดหลักทรัพย์ทราบ เพื่อให้หยุดการซื้อขายหุ้นไทยคมก่อนออกมาให้ข่าวหรือไม่ หากไม่มีการแจ้งถือว่าผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าเกิดขึ้นในต่างประเทศนายกรณ์จะต้องลาออกทันที เพราะขณะนี้นายกรณ์เป็น รมว.คลัง ไม่ใช่พ่อค้าเหมือนในอดีต
5. จากการตรวจสอบการพบว่าปริมาณการซื้อขายหุ้น บมจ.ไทยคม เพิ่มขึ้นอย่างมากผิดปกติในเดือนมี.ค. 2553 โดยเพิ่มเป็นวันละ 100 ล้านบาท 200 ล้านบาท 346 ล้านบาท 418 ล้านบาท บางวันพุ่งสูงถึง 734 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละประมาณ 4.60 – 5.60 บาท จากปกติมีการซื้อขายเพียงวันละไม่กี่ 10 ล้านบาท ซึ่งเรื่องนี้เป็นพฤติกรรมที่น่าสงสัยหากินบนคราบน้ำตาประชาชน
ทั้งนี้ ในวันที่ 14 มิ.ย. 2553 มีข่าวว่ารัฐบาลจะซื้อดาวเทียมไทยคมผ่าน นสพ.บางกอกโพสต์ฉบับเดียว ทำให้หุ้นบริษัทไทยคม ในตลาดหลักทรัพย์สูงขึ้นชนเพดาน จากราคาหุ้น 5.45 บาท เพิ่มขึ้นถึง 7.05 บาท สูงขึ้น 29% มียอดซื้อขาย 124 ล้านหุ้น คิดเป็นมูลค่า 825 ล้านบาท
6. การที่นายกรณ์ อธิบายว่าจะซื้อเฉพาะดาวเทียม โดยไม่ซื้อ บริษัทไทยคม นั้นทำได้จริงหรือ เรื่องนี้เป็นการสร้างความสับสนและเข้าใจผิดและปั่นกระแสคลั่งชาติขึ้นมา
7. ถ้าจะซื้อคืนดาวเทียมได้เตรียมการบริหารจัดการอย่างไร เพราะพบว่าไม่มีการเตรียมการเรื่องนี้
“เรื่องนี้สรุปว่ามีวาระซ่อนเร้น มีการใช้สถานะไปทำการอินไซเดอร์ข้อมูลเพื่อเก็งกำไรจำนวนมากนับ 1,000 ล้านบาทจากการซื้อและเทขาย สะท้อนว่าคนพวกนี้มีเถยจิตเป็นโจร ผมฟันธงว่ามีคนอัปรีย์จัญไรหากินบนคราบน้ำตาประชาชนได้ประโยชน์ ไม่ต่ำกว่า 800 ล้านบาท กรณีนี้หากเกิดในต่างประเทศบุคคลที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องต่อการทำผิดกฎตลาดหลักทรัพย์ จะต้องลาออกจากตำแหน่งทันที จึงเรียกร้องให้อภิสิทธิ์และกรณ์ตอบคำถามทั้ง 7 ข้อดังกล่าว
ทั้งนี้เปิดประชุมสภาผู้แทนเมื่อไหร่พรรคฝ่ายค้านจะนำไปตั้งกระทู้ถามในสภา หรือถ้ารัฐบาลอยู่ยาวอย่างที่พูดก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ ร.ต.อ.ดร.เฉลิม กล่าว
ที่มา.ข่าวเพื่อไทย
รัฐต้องเคลียร์ "ไทยคม" ซื้อทำไม-ใครปั่นหุ้น
บทบรรณาธิการ
พร้อม ๆ กับที่กระแสข่าวเรื่องรัฐบาลไทยเจรจาเทมาเส็ก
ซื้อคืนกิจการดาวเทียม "ไทยคม" โดยข้อมูลส่วนใหญ่ออกมาจากนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เดินทางไปเจรจากับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ก็ยอมรับในเบื้องต้นว่า มีความพยายามเจรจาเพื่อซื้อคืนจริงนั้น สื่อมวลชนหลาย ๆ แขนงต่างพร้อมใจกันตั้งคำถามในหลาย ๆ มิติที่ว่าด้วยเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสมที่รัฐบาลจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
คำถามแรกที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเป็นเหตุผลหลักอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลต้องการซื้อคืน
กิจการดาวเทียมไทยคมนอกเหนือไปจากประเด็น "ความ
ไม่เหมาะสม" ที่ธุรกิจนี้ตกอยู่ในมือเอกชนที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของเป็นคนต่างชาติ หากการดำเนินงานของดาวเทียมไทยคมมีปัญหาต่อการดำเนินนโยบายความมั่นคงของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลย่อมสามารถบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการต่อการกระทำผิดได้มิใช่หรือ
การสร้างความคลุมเครือระหว่างประเด็นที่รัฐบาลต้องการซื้อกิจการ (แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะซื้อแบบไหน ซื้อโดยใคร ฯลฯ) ปะปนไปกับประเด็นที่อ้างว่าบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการผิดข้อสัญญาสัมปทาน ยิ่งสร้างความสับสนให้กับสาธารณะ กลายเป็นข้อคลางแคลงใจว่าทั้ง 2 เรื่องเป็น "แท็กติก" ในการดำเนินการของรัฐบาล เพื่อกดดันภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำโดย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ เช่นเดียวกับบทบาท สถานะของทั้งนายกรณ์และนายศิริโชคที่เพราะเหตุใดจึงเป็นตัวแทนรัฐบาลไปเจรจาในลักษณะดังกล่าว
แต่ประเด็นร้อนที่กำลังถูกเรียกร้องความชัดเจนโปร่งใส จากสังคมมากที่สุดนั่นคือ การออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาซื้อขายกิจการของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ก่อให้เกิดข้อครหาเรื่อง "ปั่นหุ้น" และมีผลต่อราคาซื้อขายหุ้นไทยคมอย่างชัดเจน มีผู้ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากกรณีดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้กำลังรอผลการติดตามตรวจสอบของกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
แม้นายกรณ์จะออกมายืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องใด ๆ นอกเหนือไปจากการเดินทางไปชี้แจงกับเทมาเส็กที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบไม่ปกติเพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน แต่ดูเหมือนสาธารณะยังต้องการคำอธิบายที่การเจรจา ดังกล่าวถูกนำไปขยายผล ต่อยอด โดยเฉพาะจากการให้ข้อมูลของนายศิริโชคที่ระบุไปถึงมูลค่าการตีราคาสินทรัพย์ ราคาที่คาดว่าจะซื้อขายกิจการ การนำเอาบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจเข้าไปซื้อกิจการ ฯลฯ นั้นเหมาะสมหรือไม่
และถึงที่สุดท่าทีจากนายกฯอภิสิทธิ์จะแบ่งรับแบ่งสู้ว่าอาจไม่มีการซื้อคืน แต่เมื่อกระบวนการเจรจามาจนถึงจุดนี้ รัฐบาลต้องมีคำอธิบายให้ได้ว่า เจตนาในเรื่องของ "ไทยคม" เป็นอย่างไร และมีการ "ปั่นหุ้น" หรือจะดำเนินการกับ ผู้กระทำผิดหรือไม่อย่างไรด้วย
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
พร้อม ๆ กับที่กระแสข่าวเรื่องรัฐบาลไทยเจรจาเทมาเส็ก
ซื้อคืนกิจการดาวเทียม "ไทยคม" โดยข้อมูลส่วนใหญ่ออกมาจากนายศิริโชค โสภา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใกล้ชิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมถึง นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นผู้เดินทางไปเจรจากับกลุ่มเทมาเส็กของสิงคโปร์ก็ยอมรับในเบื้องต้นว่า มีความพยายามเจรจาเพื่อซื้อคืนจริงนั้น สื่อมวลชนหลาย ๆ แขนงต่างพร้อมใจกันตั้งคำถามในหลาย ๆ มิติที่ว่าด้วยเหตุผล ความจำเป็นและความเหมาะสมที่รัฐบาลจะดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
คำถามแรกที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าเป็นเหตุผลหลักอะไรบ้างที่ทำให้รัฐบาลต้องการซื้อคืน
กิจการดาวเทียมไทยคมนอกเหนือไปจากประเด็น "ความ
ไม่เหมาะสม" ที่ธุรกิจนี้ตกอยู่ในมือเอกชนที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่หรือเจ้าของเป็นคนต่างชาติ หากการดำเนินงานของดาวเทียมไทยคมมีปัญหาต่อการดำเนินนโยบายความมั่นคงของรัฐไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย รัฐบาลย่อมสามารถบังคับใช้กฎหมาย ดำเนินการต่อการกระทำผิดได้มิใช่หรือ
การสร้างความคลุมเครือระหว่างประเด็นที่รัฐบาลต้องการซื้อกิจการ (แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะซื้อแบบไหน ซื้อโดยใคร ฯลฯ) ปะปนไปกับประเด็นที่อ้างว่าบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ดำเนินการผิดข้อสัญญาสัมปทาน ยิ่งสร้างความสับสนให้กับสาธารณะ กลายเป็นข้อคลางแคลงใจว่าทั้ง 2 เรื่องเป็น "แท็กติก" ในการดำเนินการของรัฐบาล เพื่อกดดันภาคเอกชน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทำโดย
เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐ เช่นเดียวกับบทบาท สถานะของทั้งนายกรณ์และนายศิริโชคที่เพราะเหตุใดจึงเป็นตัวแทนรัฐบาลไปเจรจาในลักษณะดังกล่าว
แต่ประเด็นร้อนที่กำลังถูกเรียกร้องความชัดเจนโปร่งใส จากสังคมมากที่สุดนั่นคือ การออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาซื้อขายกิจการของบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ก่อให้เกิดข้อครหาเรื่อง "ปั่นหุ้น" และมีผลต่อราคาซื้อขายหุ้นไทยคมอย่างชัดเจน มีผู้ได้ประโยชน์เสียประโยชน์จากกรณีดังกล่าว ซึ่งในขณะนี้กำลังรอผลการติดตามตรวจสอบของกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)
แม้นายกรณ์จะออกมายืนยันได้ว่าไม่เกี่ยวข้องใด ๆ นอกเหนือไปจากการเดินทางไปชี้แจงกับเทมาเส็กที่ประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 12 เมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นแบบไม่ปกติเพิ่งจะเกิดขึ้นในวันที่ 11 มิถุนายน แต่ดูเหมือนสาธารณะยังต้องการคำอธิบายที่การเจรจา ดังกล่าวถูกนำไปขยายผล ต่อยอด โดยเฉพาะจากการให้ข้อมูลของนายศิริโชคที่ระบุไปถึงมูลค่าการตีราคาสินทรัพย์ ราคาที่คาดว่าจะซื้อขายกิจการ การนำเอาบริษัทกึ่งรัฐวิสาหกิจเข้าไปซื้อกิจการ ฯลฯ นั้นเหมาะสมหรือไม่
และถึงที่สุดท่าทีจากนายกฯอภิสิทธิ์จะแบ่งรับแบ่งสู้ว่าอาจไม่มีการซื้อคืน แต่เมื่อกระบวนการเจรจามาจนถึงจุดนี้ รัฐบาลต้องมีคำอธิบายให้ได้ว่า เจตนาในเรื่องของ "ไทยคม" เป็นอย่างไร และมีการ "ปั่นหุ้น" หรือจะดำเนินการกับ ผู้กระทำผิดหรือไม่อย่างไรด้วย
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
วันอังคารที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2553
"อีดี้จวบ"ฟันธงการเมืองเปลี่ยน สึนามิจะกวาดไปทั้งหมด ผมหยุดแล้ว ขอ"แบ็ค ทู เบสิค" เล่นบทMatchmaker
"ประจวบ ไชยสาส์น" เป็นรัฐมนตรีมาแล้ว 7 กระทรวง หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เขาล้างมือในอ่างทองคำ คืนสู่สามัญ กลับไปทำธุรกิจ กลับไปทำกิจกรรมเพื่อสังคม
วันนี้ ประจวบ สวมบท "Matchmaker" เชื่อมการลงทุนในอินโดจีน สัปดาห์ที่แล้ว เขาเปิดสายการบินโซลาร์ เอวีเอชั่น บินเชื่อมกรุงเทพ -ร้อยเอ็ด
ชั่วโมงนี้ "อีดี้จวบ"มองการเมืองเพียงสั้นๆ ว่า พูดยาก เขียนลำบาก
แต่บนความยากและลำบาก อดีตผู้แทนการค้าไทย มีคำอธิบาย ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ คิดไม่ได้ เหมือน คนชื่อ ประจวบ ไชยสาส์น
ล่าสุด ประจวบ ลดน้ำหนักจาก 110 กิโลกรัม เหลือ 90 กิโลกรัม เปิดบ้านย่านประดิพัทธิ์ ให้สัมภาษณ์ มติชน ออนไลน์ ตลอดบ่าย
@สุขภาพยังแข็งแรงดีนะครับ
ก็รู้สึกสบายขึ้น(นะ) เพราะผมอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก โดยออกกำลังกายก็ส่วนหนึ่ง แต่สูตรจริงๆ ทั้งหมดมี 6 ข้อ คือ 1. กินให้เป็น ในสัดส่วนที่ร่างกายเรารับได้ คือ เปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด จากที่เคยกินเนื้อดิบ กินซกเล็ก สมัยออกพื้นที่ลงหาเสียง หมู เห็ด เป็ด ไก่ กินหมด ช่วงหลังก็เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนนิสัย หันมากินผักกับปลา
แต่ก็มีคนเตือนว่า อย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวกระดูกผุหมด เขาเตือนให้กินเนื้อเดือนละครั้ง ผมก็กล้ำกลืนกินเนื้อเดือนละครั้ง จาก 110 กิโลกรัม พฤษภาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันผมเหลือ 90 กิโลกรัม
ข้อ 2. ขับถ่ายให้เป็นเวลา 3. นอนให้หลับ 4. บริหารอารมณ์ให้นิ่งไม่ยินดียินร้าย ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง 5. ออกกำลังกายให้เหงื่อซึม อายุเกิน 60 ต้องออกกำลังกายให้เหงื่อซึม เพราะคนอายุเยอะถ้าออกกำลังกายเหงื่อโชกมีโอกาสน็อคได้ เช่น เดิน ตีกอล์ฟ ก็โอเค ผมก็ตีอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
@ มีเป้าหมาย จะลดอีกกี่กิโล
หมอบอกว่าอยากให้ลงถึง 80 กิโล ก็พอ เพราะปี 2535 สมัยเหตุการณ์รสช. เคยลดจาก 110 เหลือ 70 กิโลกรัม มาแล้ว ก็ใช้สูตรนี้ด้วย แต่ช่วงนั้นอายุยังไม่มาก ก็ออกกำลังกายได้มาก ช่วงนั้นหมอบอกเคล็ดลับง่ายๆ เลยว่า กินเท่าไหร่ให้เอาออกมากกว่าที่กิน โดยการออกกำลังกายนั่นเอง
@ อะไรที่ทำให้คุณนิ่งได้
มีสูตรอีกข้อหนึ่งก็คือ ทำงานให้สังคมบ้าง ไม่ใช่ทำแบบทุ่มสุดตัวนะ ตอนนี้ก็ออกงานสังคม ที่ออกประจำตอนนี้ก็คือไปร่วมกับ “สมาคมทันตแพทย์เอกชน “ ไปทำฟันให้ชาวบ้านฟรี เราก็มีส่วนไม่มาก แค่อำนวยความสะดวก หารถรา อาหาร และค่าจ่ายค่าโรงแรม ค่าที่พัก ก็ตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภูมิภาค
@ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำให้ใจคุณนิ่งขึ้น
มันทำให้จิตใจเราดีขึ้น เพราะเห็นสภาพชาวบ้านที่สุขภาพย่ำแย่ ตอนนี้ก็กำลังหาพรรคพวก สาขาอื่น เช่น เอาหมอภูมิแพ้ ไปรักษาชาวบ้าน
@ คุณกำลังสร้างเครือข่ายเพื่อสังคมหรือ อย่างไร
ก็ที่เราเรียก CSR (Corporate Social Responsibility) คือ ทำมูลนิธิไชยสาสน์เพื่อสังคม ตัว C ก็คือ ไชยสาส์น Social Responsibility
@ หมายความว่า วางมือทางการมือไปแล้ว แล้วหันมาทำ CSR
มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะการเมืองทำมาเยอะแล้ว ตอนนี้การเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่ง ก็ให้ลูกทำ ตอนนี้เราพยายามขีดเส้นเดินงานเพื่อสังคม สำหรับมูลนิธิไชยสาส์น ตั้งมาปีที่ 6 แล้ว พออายุ 60 ผมก็ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมา ก็มีพรรคพวกมาช่วย ให้ทุนนักศึกษาพันกว่าทุน
@ คุณตั้งใจล้างมือในอ่างทองคำ ไม่ยุ่งกับกับการเมือง หรือรอเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง
เราต้องเข้าใจว่าสังคมเปลี่ยนไปเยอะ คนวัยผมหรือมากกว่านั้นตามสังคมไม่ทันแล้ว เพราะสังคมมันคนละยุคกัน โดยเฉพาะแนวความคิด ทัศนคติ ภาพพจน์ คนรุ่นใหม่เขาไม่รับ คือคล้ายเป็นเรื่องความคิดที่ต่างยุคต่างสมัย ต่างสปีดกัน
คนอายุ 70 กว่า เมื่อก่อนนี้โอกาสดีที่สุดคือ ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาก็ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น แต่เด็กทุกวันนี้ กระบวนการเรียนรู้มันหลากหลาย จนเราตามไม่ทัน เมื่ออะไรที่อยู่ในสมองของเด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ถ้าเป็นซอฟแวร์มันเป็นคนละระบบกัน ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ ให้เด็กรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น อย่างลูกชายต่อพงษ์(ไชยสาส์น) หรือจักรพรรดิ (ไชยสาส์น ) เขาก็เติบโตมาในสังคมอีกแบบ อย่างมากเขาก็จะมาขอคำปรึกษา
นี่ถือว่าเป็น social change ประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องมีกระบวนการ กระบวนทัศน์และเวลา
เขาบอกว่า ในศตวรรษใหม่ จะใช้เวลา 100 ปี แต่ก่อนหน้านั้น 200-300 ปี วัฒนธรรมถึงจะเปลี่ยนกว่าจะปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยขึ้นมา
อย่างผู้หญิงในอังกฤษใช้เวลา 300 ปีกว่าจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง ของเราปุ๊บปั๊บได้มาพร้อมกัน ถือเป็นการเรียนลัด ผมบอกว่า 2575 ครบ 100 ปี วัฒนธรรมทางการเมืองจะเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนยังไง อันนี้จะเป็นวิชั่น ถ้าเราสามารถมองเห็นได้ว่า 22 ปี ข้างหน้าจะครบ 100 ปีของการเปลี่ยนแปลง จากระบอบหนึ่งสู่อีกระบอบหนึ่ง ระบอบใหม่ก็จะต้องพยายาม สร้างความเป็นตัวเป็นตนขึ้น
@ คุณรู้ทันความเปลี่ยนแปลงก่อน จึงถอยตัวออกมา แต่ขณะเดียวกันคนรุ่นคุณก็อยู่ในสภาอีกเยอะ
แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยมีบทบาท ส่วนใหญ่นั่งเป็นพระอันดับอยู่ข้างหลังเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าไปก็สู้เด็กไม่ได้ ทฤษฎีอดัม สมิธ ของไตรรงค์ (สุวรรณคีรี) กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อันใหม่ มันคนละทฤษฎี แต่ก็ดีที่อย่างน้อยๆ มีคนเป็นหลัก
อย่างพี่ฑูรย์ (ไพฑูรย์ แก้วทอง ) อายุ 74 แล้ว ผมก็บอกว่า อย่าไปคิดมากเลยพี่ อย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่เข้าไป เขาก็ไม่เอาเราออก ถ้าเราไม่เข้าจะเอาออกได้ยังไง อย่างเรา ไม่มีใครเอาเราออก เพราะเราไม่เข้าไง (หัวเราะ)
ทุกวันนี้ชีวิตผมถึงสนุก เพราะทำอะไรหลายอย่าง นอกจากงานสังคมแล้ว ผมยังทำธุรกิจมากมาย หลักของผมก็คือ ”แบ็ค ทู เบสิค” ผมทำธุรกิจก่อนเข้าการเมืองตั้งแต่ปี 2518 ทำมา 9 ปี ด้านการส่งแรงงานไปต่างประเทศ พอเข้าการเมือง เราก็หยุด
ผมเข้าการเมืองมาตั้งแต่ ปี 2526 ออกจากการเมืองจริงๆ ก็ปี 2550 หมายความว่า หมดยุคทักษิณ (ชินวัตร) ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้แทนการค้าไทย หลังจากนั้นก็มาทำธุรกิจเต็มตัว
ธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตัวเป็นตนขณะนี้ก็คือ บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ GBC (Global Business Consultant) ทำในแถบภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว พม่า เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน เราก็ให้คำแนะนำไป ทีมงานก็มีทั้งญี่ปุ่น ฝรั่ง และอีกหลายคนที่มาช่วยๆ กัน เป็นฟรีแลนซ์ ล่าสุด ก็เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทญี่ปุ่น เข้าไปสร้างเขื่อนพลังน้ำในลาว และไปช่วยเหลือกลุ่มคุณเจริญ (สิริวัฒนภักดี ) ไปปลูกกาแฟในลาวที่ปักซอง จำปาสัก ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้
@ เทียบงานการเมืองกับธุรกิจ อันไหนสนุกกว่ากัน
ทำอะไรก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งใจ
@ ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชีวิตคุณจะเปลี่ยนมั๊ย
ก็คงจะเปลี่ยน(นะ) เพราะมันล้า แล้วลูกๆเขาก็สนใจ โพซิชั่นทางการเมืองของผม จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องกระแส เพราะเราอยู่กับชาวบ้านมานาน ถ้าเป็นไปได้คราวหน้า จะให้ลูกสาวลงอีกคนที่อุดรฯ
@ คุณมองการเมืองไทยอย่างไรบ้าง
ไม่อยากพูด การเมืองไทยพูดยาก เขียนลำบาก
@ แล้ววิเคราะห์การเมืองอย่างไร เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะยังมามั๊ย
พูดยาก เขียนลำบาก (หัวเราะ) แต่ยูเอ็นเขาเตือนเรา ป็นข้อเท็จจริงว่า บ้านมืองเราเหมือนสึนามิทางการเมือง พอแผ่นดินไหว รอยแยกก็วิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วน้ำก็ลงไปในรอยแยก ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว พอกระแทกลงไปในรอยแยก มันก็กระฉอกออกมา พอกระฉอกก็กวาดไปหมดทุกอย่าง
ฉะนั้น ตอนนี้ รอยแยกมันลึกมาก แล้วน้ำกำลังไหลลง แล้วมันจะล้นเมื่อไหร่ พอล้นมันก็จะออกมา ซึ่งผมก็ยังคิดว่า 22 ปี จากนี้ อาจจะมีอัตราเร่ง เนื่องจากมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลง ก็อาจจะเร็ว อาจจะพูดถึง 10 ปี แล้วโครงสร้างการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
ผมเคยบอกว่า โครงสร้างเดิมเรามันล้าสมัย ฉะนั้นวิชารัฐศาสตร์ การปกครอง ผมอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็น”วิชารัฐศาสตร์การบริการสาธารณะ” ไม่ได้ปกครอง ถามว่าปกครองเขาทำไม เดี๋ยวนี้คนปกครองตนเอง เช่น นายก อบต. จบปริญญาโท ฉะนั้นวันนี้ต้องเปลี่ยน
@ แล้วราชการจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
นี่คือสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยน คนรุ่นใหม่เขาไม่อยากเป็นข้าราชการแล้ว มันไม่มีแรงจูงใจ ฉะนั้นลักษณะขององค์กร เป็นลักษณะขององค์กรที่กำลังจะตาย มีแต่ออก ไม่มีเข้า
แล้วความเสื่อมขององค์กร มันขึ้นอยู่กับว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเป็น เพราะโพซิชั่นไม่ถูก ทุกวันนี้คนอยากไปบริการชาวบ้าน เขาไม่อยากไปเป็นนาย ในเมื่อองค์กรบอกว่า คุณต้องเป็นนายเขา เขาก็อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องออก มาทำมาค้าขาย การทำมาค้าขาย ก็คือ การให้บริการสังคม สมัยนี้ถ้าไม่บริการก็เจ๊ง พื้นฐานตรงนี้จึงมีคำถามว่า แบบมันจะเป็นยังไงต่อไป
ถ้าฟันธงว่า ขณะนี้งบประมาณบริหารปาเข้าไป 80 % ก็คือ over head งบพัฒนาไม่มี ไม่พอ ต้องไปกู้มา ฉะนั้น การบริหารจัดการแบบนี้ไปไม่รอด ฉะนั้น ทำยังไงถึงจะต้องทำตรงนี้ ลดคอร์ส ลดคน ปรับโครงสร้าง
คิดง่ายๆ คือ เอาราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกให้หมด ถ้าไม่มีตรงนี้ จากกลางลงไปท้องถิ่น โดยมีงบประมาณพัฒนาเพิ่มมาอย่างน้อย 30 % ถามว่าใครจะทำ ทำได้มั๊ย ถ้าจะปฏิรูปกันจริงๆ
อาจจะไปดูว่าสายต่างๆ เช่น ตำรวจ มีภาค ถ้าไม่มีภาคจะลดคอร์สได้อีกเท่าไหร่ แล้วเอาตำรวจของจังหวัดไปขึ้นกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ถามว่าทำได้มั๊ย เพราะเรามีดีเอสไอ ก็จับตำรวจ ท้องถิ่นที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทำได้มั๊ย หรือกลัวปูไต่ออกจากกระด้ง
ตอนที่เอาการปกครองท้องถิ่นมา ผมเป็นประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรกที่เขียนไว้ในมาตรา 198 ,199 ฉบับแก้ไขรสช. โอ้โห ! จะเป็นจะตายกัน ภาคใต้จะแบ่งแยกดินแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะไปอยู่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ เขาอยากปกครองตนเอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เคลื่อนไหวทั่วประเทศ
นั่นคือจุดเริ่มต้น วันนี้ท้องถิ่นโตขึ้น แต่ก็มีเสียงนินทาว่าโกง มีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แล้วระดับชาติไม่มีเหรอ แล้ววันนี้การศึกษาเป็นตัวชี้วัด ผิดถูกชั่วดียังไง เขาก็มีความรู้ วันนี้ วุฒิอย่างต่ำสุดคือ ปริญญาโท ปริญญาเอกก็กำลังมาแรง นี่คือสิ่งที่ถามว่าจะเป็นยังไงต่อไป
ฉะนั้น การเมืองส่วนกลางในอนาคตต้องเล็ก ดูเรื่องความมั่นคง ป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การศึกษา เป็นระดับนโยบาย Implementer ก็เป็ระดับท้องถิ่น
อย่างงบประมาณนมโรงเรียน ก็ให้อบต.เป็นคนจัดซื้อ จะโกงจะกินยังไงก็ไปดูกันสิ ดีกว่าซื้อทีทั่วประเทศ กินเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าซอยย่อยลงไป ให้ซื้อเอง กินเท่าไหร่เรามองเห็นนะ ตรวจสอบได้ง่ายกว่า
วันนี้นักการเมืองหลายคน อยากหันกลับไปทำงานให้เป็นรูปธรรม ในการเมืองท้องถิ่นมากกว่าอยากทำการเมืองระดับบน
@ แต่โครงสร้างแบบเก่าก็ต้องเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นธรรมชาติ แต่แรงเหวี่ยงจะเร็วขึ้นด้วยอัตราเร่งที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจ ระบบสื่อสารต่างๆ ที่จะทำให้มันหมุนเร็วขึ้น พอเร็วขึ้น สูงขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ถามว่า คนที่คิดว่าจะควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยังมีคนคิด คนอยากจะทำ คนอยากจะเป็น คิดผิดเลย ผมยังบอกว่า ผมถอยออกมา เพราะผมไม่อยากจะคิดว่าผมเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม เรามีส่วนในการที่จะผลักดัน ในส่วนที่เราทำอยู่ อะไรก็แล้วแต่ที่เราทำอยู่ เราทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ทำธุรกิจก็ทำธุรกิจที่ดี มีธรรมาภิบาล ทำการศึกษาก็มีเป้าหมาย ฉะนั้น เราเป็นเพียง ส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่มีความสามารถใด ๆที่จะนั่งลงเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วบอกว่าฉันจะเขียนแบบการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว
ฉะนั้น ไม่มีโรดแมป ไม่มีบลูปริ้น แต่สังคมเป็นแพทเทิร์น เป็นกระบวนทัศน์ เป็นขบวนการ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือหมุนไป ในทิศทางที่มันควรจะเป็นในลักษณะที่คนในสังคม หรือทรัพยากรในสังคม ที่จะใส่ลงไป แล้วมันจะเป็นทางไหน เซ็ตตัวยังไง มันจะเป็นเรื่องของมันเอง
@ คุณมองความขัดแย้งเรื่องชนชั้นกลางกับคนรากหญ้าอย่างไร
จริงๆ ไม่ใช่เรื่อง conflict แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก เป็นเรื่องของความรู้สึกรู้สา เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยร้อนไม่ค่อยหนาว เพราะเขาไม่ได้มาส่วนร่วม ในการที่จะไม่เคยบอกให้เขามีส่วนร่วม มีคนมาทำให้หมด
เราไม่เป็นเมืองขึ้น แต่ถามว่าประชาชนมีส่วนมั๊ย วีรบุรุษเอกชนคนไหนมีส่วนบ้าง ที่รู้สึกรู้สากันจริงๆ ก็ตอนสงครามเย็นว่าเราสูญเสีย เราเสียสละ เขาบอกว่าเราทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปทั้งภาคอีสาน คนได้สัมปทานไปตัดไม้
ทฤษฎีที่ว่า คอมมิวนิสต์คือเหา เหามันอยู่ในหัวทำยังไง ให้เหาหมด ก็ต้องโกนผม แต่ถามว่าคนอีสานโง่พอที่จะไปตัดไม้ ทำลายป่าให้บ้านเมืองแห้งแล้งหรือ หรือว่าใครกันแน่
ถามว่า เราจะไปทางไหน ใครจะมาเขียนโรดแมปประเทศ จะเขียนยังไง เขียนให้ออกมาสวยหรู แต่ถามว่า คุณเป็นดีไซน์เนอร์ แล้ววิศกรอยู่ไหน ใครเป็นคนก่อสร้าง คนก่อสร้างมีทักษะหรือเปล่า จะรื้อหรือจะตอกเข็มตัวไหน
ฉะนั้น อย่าไปคิดเป็นซุปเปอร์แมน แต่เฝ้าสังเกตแล้วคอยติดตาม การที่เราทำให้คนชั้นล่าง หันตัวมาเป็นชนชั้นกลางมากขึ้นนั่นคือคำตอบ ส่วนชนชั้นสูงมีอยู่หยิบมือเดียว ก็จะกินตัวมันเอง ถ้าไม่รักษา คนที่กินก็คือลูกหลานนั่นแหละ และจะถูกกินโดยระบบ นั่นคือเทรนด์ที่มันจะเกิด แล้วเขาก็จะกระจายตัวเอง ไม่ได้เป็นใหญ่ เขาจะเป็นกลาง
กลางร้อยกลาง ดีกว่าหนึ่งใหญ่ นั่นคือความคิดคนรุ่นใหม่ กระจายไปกลางๆ มีเพื่อนเยอะด้วย เดินไปไหนคนก็ไม่หมั่นไส้ แต่เราจะทำยังไงให้คนชั้นล่างขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง
ความหมาย middle class ของผม ไม่ได้หมายความถึงสถานทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึง Knowledge เขาจะกลายมาเป็นชนชั้นกลางโดยองค์ความรู้ ที่เราใช้คำว่า knowledge based society ไม่ใช่ Economics ที่เราจะอัดฉีดเข้าไป ไม่ใช่ไทยเข้มแข็ง ที่อัดเข้าไป มันไม่มีค่าเท่าอีกแบบหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ขบวนการเรียนรู้ของคนผ่านระบบการศึกษาในระบบ หรือนอกระบบ ทุกวันนี้คนหา ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต แล้วถามว่า คนอายุ 70 กว่าๆ มีใครนั่งหาข้อมูลอยู่หน้าอินเตอร์เน็ตบ้าง เคาะแป้นยังไม่เป็นเลย แล้วจะไปคิดโน่นคิดนี้แทนคนอื่น อย่างผมทุกวันนี้ให้ลูก ให้เลขาฯ หาข้อมูลให้ แล้วที่เขาหาให้มันเป็นมหาสุมทรกว้างใหญ่ไพศาล คนรุ่นเรา เป็นกบอยู่ในสระน้ำ ฉะนั้น มันเป็นยุคของเขา
@ การพูดเรื่องปฎิรูปประเทศไทยของรัฐบาลปัจจุบัน มีความหมายแค่ไหน
ก็จะให้เขาทำอะไรล่ะ อยากอยู่ก็ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น อยู่ไปก็ต้องมีอะไรทำ แต่ประสิทธิผลของมัน มันจะส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องไปถามอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร กับคุณสมัคร สุนทรเวช นั่งดีดขิมอยู่ 12 ปี ในการปฏิรูปประเทศ วันรุ่งขึ้นก็โดนปฏิวัติ นั่นพูดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว(นะ ) แล้วตอนนี้จะเอาอีกแล้วเหรอ (ครับ) ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เรียนรู้กัน แต่ถ้าใครถามมากก็บอกว่า พูดยาก เขียนลำบาก
ที่มา.มติชนออนไลน์
วันนี้ ประจวบ สวมบท "Matchmaker" เชื่อมการลงทุนในอินโดจีน สัปดาห์ที่แล้ว เขาเปิดสายการบินโซลาร์ เอวีเอชั่น บินเชื่อมกรุงเทพ -ร้อยเอ็ด
ชั่วโมงนี้ "อีดี้จวบ"มองการเมืองเพียงสั้นๆ ว่า พูดยาก เขียนลำบาก
แต่บนความยากและลำบาก อดีตผู้แทนการค้าไทย มีคำอธิบาย ที่นักการเมืองส่วนใหญ่ คิดไม่ได้ เหมือน คนชื่อ ประจวบ ไชยสาส์น
ล่าสุด ประจวบ ลดน้ำหนักจาก 110 กิโลกรัม เหลือ 90 กิโลกรัม เปิดบ้านย่านประดิพัทธิ์ ให้สัมภาษณ์ มติชน ออนไลน์ ตลอดบ่าย
@สุขภาพยังแข็งแรงดีนะครับ
ก็รู้สึกสบายขึ้น(นะ) เพราะผมอยู่ในช่วงลดน้ำหนัก โดยออกกำลังกายก็ส่วนหนึ่ง แต่สูตรจริงๆ ทั้งหมดมี 6 ข้อ คือ 1. กินให้เป็น ในสัดส่วนที่ร่างกายเรารับได้ คือ เปลี่ยนพฤติกรรมการกินทั้งหมด จากที่เคยกินเนื้อดิบ กินซกเล็ก สมัยออกพื้นที่ลงหาเสียง หมู เห็ด เป็ด ไก่ กินหมด ช่วงหลังก็เปลี่ยนทัศนคติ เปลี่ยนนิสัย หันมากินผักกับปลา
แต่ก็มีคนเตือนว่า อย่างนี้ไม่ได้ เดี๋ยวกระดูกผุหมด เขาเตือนให้กินเนื้อเดือนละครั้ง ผมก็กล้ำกลืนกินเนื้อเดือนละครั้ง จาก 110 กิโลกรัม พฤษภาคมปีที่แล้ว ปัจจุบันผมเหลือ 90 กิโลกรัม
ข้อ 2. ขับถ่ายให้เป็นเวลา 3. นอนให้หลับ 4. บริหารอารมณ์ให้นิ่งไม่ยินดียินร้าย ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง 5. ออกกำลังกายให้เหงื่อซึม อายุเกิน 60 ต้องออกกำลังกายให้เหงื่อซึม เพราะคนอายุเยอะถ้าออกกำลังกายเหงื่อโชกมีโอกาสน็อคได้ เช่น เดิน ตีกอล์ฟ ก็โอเค ผมก็ตีอาทิตย์ละ 2 ครั้ง
@ มีเป้าหมาย จะลดอีกกี่กิโล
หมอบอกว่าอยากให้ลงถึง 80 กิโล ก็พอ เพราะปี 2535 สมัยเหตุการณ์รสช. เคยลดจาก 110 เหลือ 70 กิโลกรัม มาแล้ว ก็ใช้สูตรนี้ด้วย แต่ช่วงนั้นอายุยังไม่มาก ก็ออกกำลังกายได้มาก ช่วงนั้นหมอบอกเคล็ดลับง่ายๆ เลยว่า กินเท่าไหร่ให้เอาออกมากกว่าที่กิน โดยการออกกำลังกายนั่นเอง
@ อะไรที่ทำให้คุณนิ่งได้
มีสูตรอีกข้อหนึ่งก็คือ ทำงานให้สังคมบ้าง ไม่ใช่ทำแบบทุ่มสุดตัวนะ ตอนนี้ก็ออกงานสังคม ที่ออกประจำตอนนี้ก็คือไปร่วมกับ “สมาคมทันตแพทย์เอกชน “ ไปทำฟันให้ชาวบ้านฟรี เราก็มีส่วนไม่มาก แค่อำนวยความสะดวก หารถรา อาหาร และค่าจ่ายค่าโรงแรม ค่าที่พัก ก็ตระเวนไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วภูมิภาค
@ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม ทำให้ใจคุณนิ่งขึ้น
มันทำให้จิตใจเราดีขึ้น เพราะเห็นสภาพชาวบ้านที่สุขภาพย่ำแย่ ตอนนี้ก็กำลังหาพรรคพวก สาขาอื่น เช่น เอาหมอภูมิแพ้ ไปรักษาชาวบ้าน
@ คุณกำลังสร้างเครือข่ายเพื่อสังคมหรือ อย่างไร
ก็ที่เราเรียก CSR (Corporate Social Responsibility) คือ ทำมูลนิธิไชยสาสน์เพื่อสังคม ตัว C ก็คือ ไชยสาส์น Social Responsibility
@ หมายความว่า วางมือทางการมือไปแล้ว แล้วหันมาทำ CSR
มันน่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะการเมืองทำมาเยอะแล้ว ตอนนี้การเมืองไม่อยากเข้าไปยุ่ง ก็ให้ลูกทำ ตอนนี้เราพยายามขีดเส้นเดินงานเพื่อสังคม สำหรับมูลนิธิไชยสาส์น ตั้งมาปีที่ 6 แล้ว พออายุ 60 ผมก็ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นมา ก็มีพรรคพวกมาช่วย ให้ทุนนักศึกษาพันกว่าทุน
@ คุณตั้งใจล้างมือในอ่างทองคำ ไม่ยุ่งกับกับการเมือง หรือรอเวลาที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง
เราต้องเข้าใจว่าสังคมเปลี่ยนไปเยอะ คนวัยผมหรือมากกว่านั้นตามสังคมไม่ทันแล้ว เพราะสังคมมันคนละยุคกัน โดยเฉพาะแนวความคิด ทัศนคติ ภาพพจน์ คนรุ่นใหม่เขาไม่รับ คือคล้ายเป็นเรื่องความคิดที่ต่างยุคต่างสมัย ต่างสปีดกัน
คนอายุ 70 กว่า เมื่อก่อนนี้โอกาสดีที่สุดคือ ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาก็ยึดติดกับสิ่งเหล่านั้น แต่เด็กทุกวันนี้ กระบวนการเรียนรู้มันหลากหลาย จนเราตามไม่ทัน เมื่ออะไรที่อยู่ในสมองของเด็กรุ่นใหม่กับคนรุ่นเก่า ถ้าเป็นซอฟแวร์มันเป็นคนละระบบกัน ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือ ให้เด็กรุ่นใหม่มีบทบาทมากขึ้น อย่างลูกชายต่อพงษ์(ไชยสาส์น) หรือจักรพรรดิ (ไชยสาส์น ) เขาก็เติบโตมาในสังคมอีกแบบ อย่างมากเขาก็จะมาขอคำปรึกษา
นี่ถือว่าเป็น social change ประชาธิปไตยเป็นวัฒนธรรมทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมใดๆ ก็แล้วแต่ ต้องมีกระบวนการ กระบวนทัศน์และเวลา
เขาบอกว่า ในศตวรรษใหม่ จะใช้เวลา 100 ปี แต่ก่อนหน้านั้น 200-300 ปี วัฒนธรรมถึงจะเปลี่ยนกว่าจะปลูกเมล็ดพันธุ์ประชาธิปไตยขึ้นมา
อย่างผู้หญิงในอังกฤษใช้เวลา 300 ปีกว่าจะมีสิทธิ์เลือกตั้ง ของเราปุ๊บปั๊บได้มาพร้อมกัน ถือเป็นการเรียนลัด ผมบอกว่า 2575 ครบ 100 ปี วัฒนธรรมทางการเมืองจะเปลี่ยนไป แต่จะเปลี่ยนยังไง อันนี้จะเป็นวิชั่น ถ้าเราสามารถมองเห็นได้ว่า 22 ปี ข้างหน้าจะครบ 100 ปีของการเปลี่ยนแปลง จากระบอบหนึ่งสู่อีกระบอบหนึ่ง ระบอบใหม่ก็จะต้องพยายาม สร้างความเป็นตัวเป็นตนขึ้น
@ คุณรู้ทันความเปลี่ยนแปลงก่อน จึงถอยตัวออกมา แต่ขณะเดียวกันคนรุ่นคุณก็อยู่ในสภาอีกเยอะ
แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยมีบทบาท ส่วนใหญ่นั่งเป็นพระอันดับอยู่ข้างหลังเสียมากกว่า เพราะเอาเข้าไปก็สู้เด็กไม่ได้ ทฤษฎีอดัม สมิธ ของไตรรงค์ (สุวรรณคีรี) กับทฤษฎีเศรษฐศาสตร์อันใหม่ มันคนละทฤษฎี แต่ก็ดีที่อย่างน้อยๆ มีคนเป็นหลัก
อย่างพี่ฑูรย์ (ไพฑูรย์ แก้วทอง ) อายุ 74 แล้ว ผมก็บอกว่า อย่าไปคิดมากเลยพี่ อย่างนี้แหละ ถ้าเราไม่เข้าไป เขาก็ไม่เอาเราออก ถ้าเราไม่เข้าจะเอาออกได้ยังไง อย่างเรา ไม่มีใครเอาเราออก เพราะเราไม่เข้าไง (หัวเราะ)
ทุกวันนี้ชีวิตผมถึงสนุก เพราะทำอะไรหลายอย่าง นอกจากงานสังคมแล้ว ผมยังทำธุรกิจมากมาย หลักของผมก็คือ ”แบ็ค ทู เบสิค” ผมทำธุรกิจก่อนเข้าการเมืองตั้งแต่ปี 2518 ทำมา 9 ปี ด้านการส่งแรงงานไปต่างประเทศ พอเข้าการเมือง เราก็หยุด
ผมเข้าการเมืองมาตั้งแต่ ปี 2526 ออกจากการเมืองจริงๆ ก็ปี 2550 หมายความว่า หมดยุคทักษิณ (ชินวัตร) ตำแหน่งสุดท้ายคือ ผู้แทนการค้าไทย หลังจากนั้นก็มาทำธุรกิจเต็มตัว
ธุรกิจที่เป็นตัวเป็นตัวเป็นตนขณะนี้ก็คือ บริษัทที่ปรึกษาระหว่างประเทศ GBC (Global Business Consultant) ทำในแถบภูมิภาคอาเซียน เช่น เวียดนาม ลาว พม่า เป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุน เราก็ให้คำแนะนำไป ทีมงานก็มีทั้งญี่ปุ่น ฝรั่ง และอีกหลายคนที่มาช่วยๆ กัน เป็นฟรีแลนซ์ ล่าสุด ก็เป็นที่ปรึกษาให้กับบริษัทญี่ปุ่น เข้าไปสร้างเขื่อนพลังน้ำในลาว และไปช่วยเหลือกลุ่มคุณเจริญ (สิริวัฒนภักดี ) ไปปลูกกาแฟในลาวที่ปักซอง จำปาสัก ผมก็เป็นที่ปรึกษาให้
@ เทียบงานการเมืองกับธุรกิจ อันไหนสนุกกว่ากัน
ทำอะไรก็เหมือนกัน ถ้าเราตั้งใจ
@ ถ้าไม่มีรัฐประหาร ชีวิตคุณจะเปลี่ยนมั๊ย
ก็คงจะเปลี่ยน(นะ) เพราะมันล้า แล้วลูกๆเขาก็สนใจ โพซิชั่นทางการเมืองของผม จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องกระแส เพราะเราอยู่กับชาวบ้านมานาน ถ้าเป็นไปได้คราวหน้า จะให้ลูกสาวลงอีกคนที่อุดรฯ
@ คุณมองการเมืองไทยอย่างไรบ้าง
ไม่อยากพูด การเมืองไทยพูดยาก เขียนลำบาก
@ แล้ววิเคราะห์การเมืองอย่างไร เลือกตั้งครั้งหน้าพรรคเพื่อไทยจะยังมามั๊ย
พูดยาก เขียนลำบาก (หัวเราะ) แต่ยูเอ็นเขาเตือนเรา ป็นข้อเท็จจริงว่า บ้านมืองเราเหมือนสึนามิทางการเมือง พอแผ่นดินไหว รอยแยกก็วิ่งอย่างรวดเร็ว แล้วน้ำก็ลงไปในรอยแยก ทำให้น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว พอกระแทกลงไปในรอยแยก มันก็กระฉอกออกมา พอกระฉอกก็กวาดไปหมดทุกอย่าง
ฉะนั้น ตอนนี้ รอยแยกมันลึกมาก แล้วน้ำกำลังไหลลง แล้วมันจะล้นเมื่อไหร่ พอล้นมันก็จะออกมา ซึ่งผมก็ยังคิดว่า 22 ปี จากนี้ อาจจะมีอัตราเร่ง เนื่องจากมีตัวแปรที่เปลี่ยนแปลง ก็อาจจะเร็ว อาจจะพูดถึง 10 ปี แล้วโครงสร้างการเมืองไทยจะเป็นอย่างไร
ผมเคยบอกว่า โครงสร้างเดิมเรามันล้าสมัย ฉะนั้นวิชารัฐศาสตร์ การปกครอง ผมอยากให้เปลี่ยนชื่อเป็น”วิชารัฐศาสตร์การบริการสาธารณะ” ไม่ได้ปกครอง ถามว่าปกครองเขาทำไม เดี๋ยวนี้คนปกครองตนเอง เช่น นายก อบต. จบปริญญาโท ฉะนั้นวันนี้ต้องเปลี่ยน
@ แล้วราชการจะเปลี่ยนความคิดอย่างไร ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
นี่คือสิ่งที่กำลังจะเปลี่ยน คนรุ่นใหม่เขาไม่อยากเป็นข้าราชการแล้ว มันไม่มีแรงจูงใจ ฉะนั้นลักษณะขององค์กร เป็นลักษณะขององค์กรที่กำลังจะตาย มีแต่ออก ไม่มีเข้า
แล้วความเสื่อมขององค์กร มันขึ้นอยู่กับว่าทำไมเขาถึงไม่อยากเป็น เพราะโพซิชั่นไม่ถูก ทุกวันนี้คนอยากไปบริการชาวบ้าน เขาไม่อยากไปเป็นนาย ในเมื่อองค์กรบอกว่า คุณต้องเป็นนายเขา เขาก็อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ได้ ก็ต้องออก มาทำมาค้าขาย การทำมาค้าขาย ก็คือ การให้บริการสังคม สมัยนี้ถ้าไม่บริการก็เจ๊ง พื้นฐานตรงนี้จึงมีคำถามว่า แบบมันจะเป็นยังไงต่อไป
ถ้าฟันธงว่า ขณะนี้งบประมาณบริหารปาเข้าไป 80 % ก็คือ over head งบพัฒนาไม่มี ไม่พอ ต้องไปกู้มา ฉะนั้น การบริหารจัดการแบบนี้ไปไม่รอด ฉะนั้น ทำยังไงถึงจะต้องทำตรงนี้ ลดคอร์ส ลดคน ปรับโครงสร้าง
คิดง่ายๆ คือ เอาราชการบริหารส่วนภูมิภาคออกให้หมด ถ้าไม่มีตรงนี้ จากกลางลงไปท้องถิ่น โดยมีงบประมาณพัฒนาเพิ่มมาอย่างน้อย 30 % ถามว่าใครจะทำ ทำได้มั๊ย ถ้าจะปฏิรูปกันจริงๆ
อาจจะไปดูว่าสายต่างๆ เช่น ตำรวจ มีภาค ถ้าไม่มีภาคจะลดคอร์สได้อีกเท่าไหร่ แล้วเอาตำรวจของจังหวัดไปขึ้นกับราชการบริหารส่วนท้องถิ่น ถามว่าทำได้มั๊ย เพราะเรามีดีเอสไอ ก็จับตำรวจ ท้องถิ่นที่ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ ทำได้มั๊ย หรือกลัวปูไต่ออกจากกระด้ง
ตอนที่เอาการปกครองท้องถิ่นมา ผมเป็นประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นครั้งแรกที่เขียนไว้ในมาตรา 198 ,199 ฉบับแก้ไขรสช. โอ้โห ! จะเป็นจะตายกัน ภาคใต้จะแบ่งแยกดินแดน กำนัน ผู้ใหญ่บ้านจะไปอยู่ที่ไหน นั่นคือสิ่งที่เขาอยากทำ เขาอยากปกครองตนเอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็เคลื่อนไหวทั่วประเทศ
นั่นคือจุดเริ่มต้น วันนี้ท้องถิ่นโตขึ้น แต่ก็มีเสียงนินทาว่าโกง มีเจ้าพ่อ เจ้าแม่ แล้วระดับชาติไม่มีเหรอ แล้ววันนี้การศึกษาเป็นตัวชี้วัด ผิดถูกชั่วดียังไง เขาก็มีความรู้ วันนี้ วุฒิอย่างต่ำสุดคือ ปริญญาโท ปริญญาเอกก็กำลังมาแรง นี่คือสิ่งที่ถามว่าจะเป็นยังไงต่อไป
ฉะนั้น การเมืองส่วนกลางในอนาคตต้องเล็ก ดูเรื่องความมั่นคง ป้องกันประเทศ การต่างประเทศ การศึกษา เป็นระดับนโยบาย Implementer ก็เป็ระดับท้องถิ่น
อย่างงบประมาณนมโรงเรียน ก็ให้อบต.เป็นคนจัดซื้อ จะโกงจะกินยังไงก็ไปดูกันสิ ดีกว่าซื้อทีทั่วประเทศ กินเท่าไหร่ไม่มีใครรู้ แต่ถ้าซอยย่อยลงไป ให้ซื้อเอง กินเท่าไหร่เรามองเห็นนะ ตรวจสอบได้ง่ายกว่า
วันนี้นักการเมืองหลายคน อยากหันกลับไปทำงานให้เป็นรูปธรรม ในการเมืองท้องถิ่นมากกว่าอยากทำการเมืองระดับบน
@ แต่โครงสร้างแบบเก่าก็ต้องเหนี่ยวรั้งการเปลี่ยนแปลง
ก็เป็นธรรมชาติ แต่แรงเหวี่ยงจะเร็วขึ้นด้วยอัตราเร่งที่เป็นตัวแปรทางเศรษฐกิจ ระบบสื่อสารต่างๆ ที่จะทำให้มันหมุนเร็วขึ้น พอเร็วขึ้น สูงขึ้น ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ถามว่า คนที่คิดว่าจะควบคุมการเปลี่ยนแปลงของสังคม ก็ยังมีคนคิด คนอยากจะทำ คนอยากจะเป็น คิดผิดเลย ผมยังบอกว่า ผมถอยออกมา เพราะผมไม่อยากจะคิดว่าผมเป็นผู้เปลี่ยนแปลงสังคม เรามีส่วนในการที่จะผลักดัน ในส่วนที่เราทำอยู่ อะไรก็แล้วแต่ที่เราทำอยู่ เราทำเพื่อการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
ทำธุรกิจก็ทำธุรกิจที่ดี มีธรรมาภิบาล ทำการศึกษาก็มีเป้าหมาย ฉะนั้น เราเป็นเพียง ส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลง แต่เราไม่มีความสามารถใด ๆที่จะนั่งลงเป็นอะไรก็แล้วแต่ แล้วบอกว่าฉันจะเขียนแบบการเปลี่ยนแปลงประเทศนี้ แค่คิดก็ผิดแล้ว
ฉะนั้น ไม่มีโรดแมป ไม่มีบลูปริ้น แต่สังคมเป็นแพทเทิร์น เป็นกระบวนทัศน์ เป็นขบวนการ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงหรือหมุนไป ในทิศทางที่มันควรจะเป็นในลักษณะที่คนในสังคม หรือทรัพยากรในสังคม ที่จะใส่ลงไป แล้วมันจะเป็นทางไหน เซ็ตตัวยังไง มันจะเป็นเรื่องของมันเอง
@ คุณมองความขัดแย้งเรื่องชนชั้นกลางกับคนรากหญ้าอย่างไร
จริงๆ ไม่ใช่เรื่อง conflict แต่เป็นเรื่องของจิตสำนึก เป็นเรื่องของความรู้สึกรู้สา เมื่อก่อนเขาไม่ค่อยร้อนไม่ค่อยหนาว เพราะเขาไม่ได้มาส่วนร่วม ในการที่จะไม่เคยบอกให้เขามีส่วนร่วม มีคนมาทำให้หมด
เราไม่เป็นเมืองขึ้น แต่ถามว่าประชาชนมีส่วนมั๊ย วีรบุรุษเอกชนคนไหนมีส่วนบ้าง ที่รู้สึกรู้สากันจริงๆ ก็ตอนสงครามเย็นว่าเราสูญเสีย เราเสียสละ เขาบอกว่าเราทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปทั้งภาคอีสาน คนได้สัมปทานไปตัดไม้
ทฤษฎีที่ว่า คอมมิวนิสต์คือเหา เหามันอยู่ในหัวทำยังไง ให้เหาหมด ก็ต้องโกนผม แต่ถามว่าคนอีสานโง่พอที่จะไปตัดไม้ ทำลายป่าให้บ้านเมืองแห้งแล้งหรือ หรือว่าใครกันแน่
ถามว่า เราจะไปทางไหน ใครจะมาเขียนโรดแมปประเทศ จะเขียนยังไง เขียนให้ออกมาสวยหรู แต่ถามว่า คุณเป็นดีไซน์เนอร์ แล้ววิศกรอยู่ไหน ใครเป็นคนก่อสร้าง คนก่อสร้างมีทักษะหรือเปล่า จะรื้อหรือจะตอกเข็มตัวไหน
ฉะนั้น อย่าไปคิดเป็นซุปเปอร์แมน แต่เฝ้าสังเกตแล้วคอยติดตาม การที่เราทำให้คนชั้นล่าง หันตัวมาเป็นชนชั้นกลางมากขึ้นนั่นคือคำตอบ ส่วนชนชั้นสูงมีอยู่หยิบมือเดียว ก็จะกินตัวมันเอง ถ้าไม่รักษา คนที่กินก็คือลูกหลานนั่นแหละ และจะถูกกินโดยระบบ นั่นคือเทรนด์ที่มันจะเกิด แล้วเขาก็จะกระจายตัวเอง ไม่ได้เป็นใหญ่ เขาจะเป็นกลาง
กลางร้อยกลาง ดีกว่าหนึ่งใหญ่ นั่นคือความคิดคนรุ่นใหม่ กระจายไปกลางๆ มีเพื่อนเยอะด้วย เดินไปไหนคนก็ไม่หมั่นไส้ แต่เราจะทำยังไงให้คนชั้นล่างขึ้นมาเป็นคนชั้นกลาง
ความหมาย middle class ของผม ไม่ได้หมายความถึงสถานทางเศรษฐกิจ แต่หมายถึง Knowledge เขาจะกลายมาเป็นชนชั้นกลางโดยองค์ความรู้ ที่เราใช้คำว่า knowledge based society ไม่ใช่ Economics ที่เราจะอัดฉีดเข้าไป ไม่ใช่ไทยเข้มแข็ง ที่อัดเข้าไป มันไม่มีค่าเท่าอีกแบบหนึ่ง
ในขณะเดียวกัน ขบวนการเรียนรู้ของคนผ่านระบบการศึกษาในระบบ หรือนอกระบบ ทุกวันนี้คนหา ข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ต แล้วถามว่า คนอายุ 70 กว่าๆ มีใครนั่งหาข้อมูลอยู่หน้าอินเตอร์เน็ตบ้าง เคาะแป้นยังไม่เป็นเลย แล้วจะไปคิดโน่นคิดนี้แทนคนอื่น อย่างผมทุกวันนี้ให้ลูก ให้เลขาฯ หาข้อมูลให้ แล้วที่เขาหาให้มันเป็นมหาสุมทรกว้างใหญ่ไพศาล คนรุ่นเรา เป็นกบอยู่ในสระน้ำ ฉะนั้น มันเป็นยุคของเขา
@ การพูดเรื่องปฎิรูปประเทศไทยของรัฐบาลปัจจุบัน มีความหมายแค่ไหน
ก็จะให้เขาทำอะไรล่ะ อยากอยู่ก็ได้อยู่แล้ว ฉะนั้น อยู่ไปก็ต้องมีอะไรทำ แต่ประสิทธิผลของมัน มันจะส่งผลก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ต้องไปถามอาจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร กับคุณสมัคร สุนทรเวช นั่งดีดขิมอยู่ 12 ปี ในการปฏิรูปประเทศ วันรุ่งขึ้นก็โดนปฏิวัติ นั่นพูดเมื่อ 30 ปีที่แล้ว(นะ ) แล้วตอนนี้จะเอาอีกแล้วเหรอ (ครับ) ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ไม่เรียนรู้กัน แต่ถ้าใครถามมากก็บอกว่า พูดยาก เขียนลำบาก
ที่มา.มติชนออนไลน์
กระทรวงต่างประเทศกำลังตอแหลเรื่องไทยได้รับเกียรติในกรรมการสิทธิมนุษยชนโลกทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่ใช่อย่างมันว่าเลย !!!
by เสรีชน
สื่อไทย และ นสพ ต่างๆ กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับการโกหกตอแหลซึ่งเป็นงานถนัดของพรรคประชาธิปดอีกครั้ง คราวนี้นาย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มันออกมาหลอกคนไทยซึ่งไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ The United Nations Commission on Human Rights (UNCHR)
1 ให้เกียรติเลือกไทยเป็นสมาชิก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 182 เสียง ซึ่งสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในจำนวนประเทศที่ลงแข่งขัน 14 ประเทศจากทั่วโลก
2 ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council - HRC) สมัยที่ 14 มีมติเลือก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คณะผู้แทนถาวรไทย ประจำกรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จากประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยมีวาระ 1 ปี ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 - มิถุนายน 2554 ตอกย้ำให้เห็นว่าชัดเจนถึงความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆทั่วโลกต่อประเทศไทย นโยบายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และความสามารถของประเทศไทยที่จะส่งเสริมความร่วมมือและการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความไว้วางใจที่นานาชาติมีต่อความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในการผลักดันให้การดำเนินงานของ HRC มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ HRC กำลังจะก้าวเข้าสู่การทบทวนการดำเนินงานและสถานะขององค์กรหลังจัดตั้งมา 5 ปี
ในฐานะผู้ติดตามเรื่องสิทธินุษยชนระหว่างประเทศมานาน
ต้องขอเรียนข้อเท็จจริงให้ชาวประชาไท และคนเสื้อแดงรู้ความจริงดังนี้
1 การลงสมัครสมาชิกของไทย ค่อนข้างชัดว่าเราจะชนะแน่นอน เพราะเขามีโควต้าให้ประเทศต่างๆ ผลัดกันเข้าเป็นสมาชิก สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องเรียนว่า หน้าแหกมาแล้ว เพราะในการเลือกตั้งเมื่อสมัยแรก เราสอบตก โดยประเทศที่ได้รับเลือกได้แก่ Bhutan, People's Republic of China, India, Indonesia, Japan, Malaysia, Nepal, Pakistan, Qatar, Republic of Korea, Saudi Arabia, Sri Lanka ลองดูชื่อซีว่า ซาอุดี ปากี จีนอย่างงี้ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีแค่ไหน ทุกคนกทราบดี เกิดอะไรขึ้นที่เทียนอันเหมิน รถถังไล่ขยี้นักศึกษาที่มีไม้กระบอง ทุกคนรับทราบกันทั่วโลก
งานนี้ UN ใช้การผลัดกันเป็นสมาชิก แม้หลายประเทศมี bad record ว่าเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก ก็ยังได้เป็นสมาชิกดังประเทศเอเซียที่กล่าวมา หรือนอกจากประเทศเอเซียแล้วประเทศในภูมิภาคอื่น อาทิ ซูดานที่มีการฆ่าล้างผลาญกัน ละเมิดสิทธิรุนแรงมากที่สุดก็ได้รับเลือกในสมัยแรกก่อนไทยด้วยซ้ำในโควต้าประเทศอัฟริกา เอรีเตรีย เอธิโอเปีย รัสเซีย ลิเบีย อัลจีเรีย คิวบา ประเทศเหล่านี้ล้วนมีข้อด่างพล้อย และละเมิดสิทธิของประชาชนชาติตนเองมากมาย เป็นต้น จนกระทั่งคณะกรรมการนี้ได้รับการตั้งข้อสงสัยว่า การเข้าเป็นสมาชิกโดยใช้การแบ่งปัน และผลัดกันเข้าเป็นมากกว่าการพิจารณาจาก record ทางด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก นสพ นิวยอร์คไทม์ ถึงกับวิจารณ์อย่างแรงและตรงๆ ในบทความเรื่องสหประชาชาติที่น่าละอายว่า several of its member countries themselves had dubious human rights records, including states whose representatives have been elected to chair the commission
ฉะนั้น ข้อฝอยข้อแรกของนายชวนนท์ จึงรับฟังไม่ได้เลย
2 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวก็เช่นกัน เป็นการเวียนกันดำรงตำแหน่งคราวละหนึ่งปี ประเทศที่ละเมิดสิทธิและอยู่ในคณะกรรมการต่างก็มีโอกาสเป็นประธานในการประชุมนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ไทย
และประเทศที่ได้รับเลือกก็เป็นเรื่องโควต้าตามภูมิภาค การแบ่งปันผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศทางการเมือง ไม่ได้เกี่ยวพันกับเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนแต่อย่างไร
เพราะเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของไทย
ได้รับการชมเชยจาก องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International หรือ Amnesty หรือ AI) ซึ่งเป็นองค์การเอกชนที่มีจุดประสงค์ "ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน และเพื่อแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ" โดยนิรโทษกรรมสากลได้รับความน่าเชื่อถือมาก และเคยได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพมาแล้ว เขาวิจารณ์รัฐบาลไทยในยุคมาร์กนาซีตรงๆในกรณีพฤษภาอำมหิตว่า รัฐบาลได้สังหารผู้บริสุทธิ์ไปเกือบร้อยคน และบาดเจ็บร่วมสองพันคนทั้งที่ประชาชนเหล่านั้นมาเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐบาลยุบสภา มีการใช้ปืนและอาวุธสงครามกับประชาชนโดยไม่ได้แจ้งเตือนและรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล
นี่คือ เกียรติประวัติที่แท้จริงของรัฐบวยหัวคูนของมาร์กนาซี
ที่พยายามจะกลบเกลื่อนความชั่วร้ายอำมหิตของฝ่ายตน โดยการกล่าวอ้างข้อมูลเท็จด้านสิทธิมนุษยชน โดยไม่ละอายแก่ใจ และสักแต่มีปากก็เหมือนรูก้นใช้ผายลมไปวัน ๆ
สลดใจจจริงๆ กับประเทศแหลๆ แบบนี้ !!!!
ที่มา Webboard ประชาไท
สื่อไทย และ นสพ ต่างๆ กำลังหลงใหลได้ปลื้มกับการโกหกตอแหลซึ่งเป็นงานถนัดของพรรคประชาธิปดอีกครั้ง คราวนี้นาย นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ มันออกมาหลอกคนไทยซึ่งไม่รู้เรื่องสิทธิมนุษยชน ว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติหรือ The United Nations Commission on Human Rights (UNCHR)
1 ให้เกียรติเลือกไทยเป็นสมาชิก ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นถึง 182 เสียง ซึ่งสูงที่สุดเป็นลำดับที่ 2 ในจำนวนประเทศที่ลงแข่งขัน 14 ประเทศจากทั่วโลก
2 ที่ประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (Human Rights Council - HRC) สมัยที่ 14 มีมติเลือก นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว คณะผู้แทนถาวรไทย ประจำกรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นประธานคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จากประเทศสมาชิกทั้งหมด โดยมีวาระ 1 ปี ระหว่างเดือนมิถุนายน 2553 - มิถุนายน 2554 ตอกย้ำให้เห็นว่าชัดเจนถึงความเชื่อมั่นของประเทศต่างๆทั่วโลกต่อประเทศไทย นโยบายและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย และความสามารถของประเทศไทยที่จะส่งเสริมความร่วมมือและการหารืออย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนทั่วโลก ทั้งยังสะท้อนถึงความไว้วางใจที่นานาชาติมีต่อความเป็นผู้นำของประเทศไทย ในการผลักดันให้การดำเนินงานของ HRC มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงที่ HRC กำลังจะก้าวเข้าสู่การทบทวนการดำเนินงานและสถานะขององค์กรหลังจัดตั้งมา 5 ปี
ในฐานะผู้ติดตามเรื่องสิทธินุษยชนระหว่างประเทศมานาน
ต้องขอเรียนข้อเท็จจริงให้ชาวประชาไท และคนเสื้อแดงรู้ความจริงดังนี้
1 การลงสมัครสมาชิกของไทย ค่อนข้างชัดว่าเราจะชนะแน่นอน เพราะเขามีโควต้าให้ประเทศต่างๆ ผลัดกันเข้าเป็นสมาชิก สำหรับประเทศไทยนั้น ต้องเรียนว่า หน้าแหกมาแล้ว เพราะในการเลือกตั้งเมื่อสมัยแรก เราสอบตก โดยประเทศที่ได้รับเลือกได้แก่ Bhutan, People's Republic of China, India, Indonesia, Japan, Malaysia, Nepal, Pakistan, Qatar, Republic of Korea, Saudi Arabia, Sri Lanka ลองดูชื่อซีว่า ซาอุดี ปากี จีนอย่างงี้ คุ้มครองสิทธิมนุษยชนดีแค่ไหน ทุกคนกทราบดี เกิดอะไรขึ้นที่เทียนอันเหมิน รถถังไล่ขยี้นักศึกษาที่มีไม้กระบอง ทุกคนรับทราบกันทั่วโลก
งานนี้ UN ใช้การผลัดกันเป็นสมาชิก แม้หลายประเทศมี bad record ว่าเป็นประเทศที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนมาก ก็ยังได้เป็นสมาชิกดังประเทศเอเซียที่กล่าวมา หรือนอกจากประเทศเอเซียแล้วประเทศในภูมิภาคอื่น อาทิ ซูดานที่มีการฆ่าล้างผลาญกัน ละเมิดสิทธิรุนแรงมากที่สุดก็ได้รับเลือกในสมัยแรกก่อนไทยด้วยซ้ำในโควต้าประเทศอัฟริกา เอรีเตรีย เอธิโอเปีย รัสเซีย ลิเบีย อัลจีเรีย คิวบา ประเทศเหล่านี้ล้วนมีข้อด่างพล้อย และละเมิดสิทธิของประชาชนชาติตนเองมากมาย เป็นต้น จนกระทั่งคณะกรรมการนี้ได้รับการตั้งข้อสงสัยว่า การเข้าเป็นสมาชิกโดยใช้การแบ่งปัน และผลัดกันเข้าเป็นมากกว่าการพิจารณาจาก record ทางด้านการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง ทำให้คณะกรรมการดังกล่าวขาดความน่าเชื่อถือลงอย่างมาก นสพ นิวยอร์คไทม์ ถึงกับวิจารณ์อย่างแรงและตรงๆ ในบทความเรื่องสหประชาชาติที่น่าละอายว่า several of its member countries themselves had dubious human rights records, including states whose representatives have been elected to chair the commission
ฉะนั้น ข้อฝอยข้อแรกของนายชวนนท์ จึงรับฟังไม่ได้เลย
2 การที่ไทยได้รับเลือกเป็นประธานคณะกรรมการดังกล่าวก็เช่นกัน เป็นการเวียนกันดำรงตำแหน่งคราวละหนึ่งปี ประเทศที่ละเมิดสิทธิและอยู่ในคณะกรรมการต่างก็มีโอกาสเป็นประธานในการประชุมนี้ทั้งนั้น ไม่ใช่เฉพาะแต่ไทย
และประเทศที่ได้รับเลือกก็เป็นเรื่องโควต้าตามภูมิภาค การแบ่งปันผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศทางการเมือง ไม่ได้เกี่ยวพันกับเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนแต่อย่างไร
เพราะเกียรติประวัติด้านสิทธิมนุษยชนของไทย
ได้รับการชมเชยจาก องค์การนิรโทษกรรมสากล (Amnesty International หรือ Amnesty หรือ AI) ซึ่งเป็นองค์การเอกชนที่มีจุดประสงค์ "ในการค้นคว้าและดำเนินการป้องกันและยุติการทำร้ายสิทธิมนุษยชน และเพื่อแสวงหาความยุติธรรมสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ" โดยนิรโทษกรรมสากลได้รับความน่าเชื่อถือมาก และเคยได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพมาแล้ว เขาวิจารณ์รัฐบาลไทยในยุคมาร์กนาซีตรงๆในกรณีพฤษภาอำมหิตว่า รัฐบาลได้สังหารผู้บริสุทธิ์ไปเกือบร้อยคน และบาดเจ็บร่วมสองพันคนทั้งที่ประชาชนเหล่านั้นมาเรียกร้องทางการเมืองให้รัฐบาลยุบสภา มีการใช้ปืนและอาวุธสงครามกับประชาชนโดยไม่ได้แจ้งเตือนและรุนแรงเกินกว่ามาตรฐานสากล
นี่คือ เกียรติประวัติที่แท้จริงของรัฐบวยหัวคูนของมาร์กนาซี
ที่พยายามจะกลบเกลื่อนความชั่วร้ายอำมหิตของฝ่ายตน โดยการกล่าวอ้างข้อมูลเท็จด้านสิทธิมนุษยชน โดยไม่ละอายแก่ใจ และสักแต่มีปากก็เหมือนรูก้นใช้ผายลมไปวัน ๆ
สลดใจจจริงๆ กับประเทศแหลๆ แบบนี้ !!!!
ที่มา Webboard ประชาไท
บิ๊กเซอร์ไพรส์ พาลูก 5 ขวบ กราบศพพ่อ (เสธ.แดง)
สาวเมืองคอนพาลูกชาย5ขวบเข้ากรุงกราบศพพ่อ อ้างเป็น "เมีย-ลูก" ของ "เสธ.แดง" ลั่นพร้อมตรวจดีเอ็นเอ ไม่คิดเรียกร้องอะไร แค่ต้องการให้ลูกอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ...
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเดินทางไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพ สินค้าชื่อดังย่านปิ่นเกล้า เพื่อขอพบ และพูดคุยกับ น.ส.ลัดดาวัลย์ พลฤทธิ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช หลังทราบข้อมูลว่า น.ส.ลัดดาวัลย์ อ้างว่าเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก โดยเธออ้างว่า ได้คบหากับ เสธ.แดง มานานจนมีบุตรชายด้วยกัน แต่ยังไม่เคยมีใครนำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินไปถึงที่ร้านตามนัดหมายก็พบ น.ส.ลัดดาวัลย์ พร้อมบุตรชายทราบชื่อคือ ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" อายุ 5 ขวบ มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าให้ฟังว่า รู้จักกับ เสธ.แดง ตั้งแต่ปี 2546 ช่วงนั้นตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง มีภารกิจที่ต้องติดตามข่าวสารของ เสธ.แดง จึงมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ และติดต่อกันเรื่อยมา ทำให้ตนทราบว่า เสธ.แดง เป็นพ่อหม้ายมีลูกติด ส่วนภรรยาเสียชีวิตไปแล้วจึงตัดสินใจคบหากระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดี และมีสัมพันธ์กัน หลังจากที่รู้จักกันได้ประมาณ 1 ปี
น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่อว่า จากนั้นเมื่อปี 2547 ตนได้ตั้งครรภ์กับ เสธ.แดง ซึ่งทาง เสธ.แดง ก็แสดงความรับผิดชอบมาตลอด จนคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชาย ทำให้ เสธ.แดง ดีใจมาก โดยตั้งชื่อให้ว่า ด.ช.นักรบ และยินยอมให้ใช้นามสกุล สวัสดิผล พร้อมทั้งยังเป็นผู้ตั้งชื่อเล่นให้ด้วยว่า น้องแดงน้อย ซึ่งในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตนพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วน เสธ.แดง ก็คอยดูแลส่งเสีย และมักหาเวลานัดพบตนกับลูกอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กระทั่งปัจจุบันนี้บุตรชายเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เสธ.แดง ก็มักจะพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปขี่ม้า และพาไปดูรถถัง โดยความฝันของ เสธ.แดง คืออยากให้ลูกเป็นนายทหาร และเป็นนักรบที่เก่งให้ได้เหมือนอย่างพ่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพอทราบ ข่าวการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แล้วรู้สึกอย่างไร น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า รู้สึกใจหาย และเสียใจมากเพราะ เสธ.แดง ถูกยิงก่อนวันที่น้องแดงน้อย จะเปิดเทอมเพียง 1 วัน ซึ่งในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. ตนพยายามโทรศัพท์หา เพื่อบอกว่าลูกกำลังจะไปโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งมีญาติสนิทมาแจ้งข่าวว่า เสธ.แดง ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางดึกอาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนั้นพยายามให้กำลังใจตัวเองด้วยการสวดมนต์ไหว้พระบอกกล่าวต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ และทำใจเรื่อยมา จนเสธ.แดง สิ้นลมที่วชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงสาเหตุ ที่ตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสังคม น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า ตนพาลูกเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมากราบศพ เสธ.แดง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในวันพรุ่งนี้ (22 มิ.ย.) ก็จะมีพิธีพระราชเพลิงศพที่วัดโสมนัสแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะพากันไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อถ่ายรูปหน้าศพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก และจะอยู่กันอย่างเงียบๆ จนเสร็จพิธี พอคิดอีกทีก็รู้สึกสงสารลูกที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลับๆ มาตลอด 5 ปีแล้ว ซึ่งจากนี้ไปน้องแดงน้อย ควรอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และบอกใครๆ ได้เต็มปากว่า เป็นลูกชายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล โดยเฉพาะหากตนมีโอกาสทำความฝันของ เสธ.แดง ด้วยการส่งเสียผลักดันให้ลูกได้เป็นนายทหารจริงๆ ลูกจะได้ไม่รู้สึกลังเลที่จะบอกใครต่อใครว่าเป็นทายาทของ เสธ.แดง
"ตนขอยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อขอรับสิทธิ์หรือขอความช่วย เหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น เพราะวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำธุรกิจหาเลี้ยงลูกด้วยลำแข้งของตัวเอง ที่ตัดสินใจเอาเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนก็เพื่อความชอบธรรมของลูก ที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมเท่านั้น โดยตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่างว่า น้องแดงน้อย เป็นทายาทของ เสธ.แดงจริงๆ และตนก็ไม่กลัวถ้าหากมีใครต้องการให้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยผลตรวจทางดีเอ็น เอ" น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว
ด้าน ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างไร้เดียงสาว่า "คุณพ่อหนูชื่อ ขัตติยะ สวัสดิผล ตอนนี้ตายไปแล้วเพราะถูกผู้ร้ายยิง หนูคิดถึงคุณพ่อมาก อยากให้คุณพ่อพาไปสวนสัตว์ ดูจระเข้ ดูฮิปโป ขี่ช้าง อยากให้คุณพ่อสอนยิงปืนใส่ก้อนหินให้อีก หนูจะตั้งใจเรียนเพราะอยากเป็นทหารเหมือนคุณพ่อ".
เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 21 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเดินทางไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งภายในห้างสรรพ สินค้าชื่อดังย่านปิ่นเกล้า เพื่อขอพบ และพูดคุยกับ น.ส.ลัดดาวัลย์ พลฤทธิ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช หลังทราบข้อมูลว่า น.ส.ลัดดาวัลย์ อ้างว่าเป็นภรรยาอีกคนหนึ่ง ของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง" ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก โดยเธออ้างว่า ได้คบหากับ เสธ.แดง มานานจนมีบุตรชายด้วยกัน แต่ยังไม่เคยมีใครนำเรื่องนี้มาเปิดเผยให้สังคมได้รับรู้
ทั้งนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวเดินไปถึงที่ร้านตามนัดหมายก็พบ น.ส.ลัดดาวัลย์ พร้อมบุตรชายทราบชื่อคือ ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" อายุ 5 ขวบ มานั่งรออยู่ก่อนแล้ว จากการสอบถาม น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าให้ฟังว่า รู้จักกับ เสธ.แดง ตั้งแต่ปี 2546 ช่วงนั้นตนทำงานเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง มีภารกิจที่ต้องติดตามข่าวสารของ เสธ.แดง จึงมีการแลกเบอร์โทรศัพท์กันไว้ และติดต่อกันเรื่อยมา ทำให้ตนทราบว่า เสธ.แดง เป็นพ่อหม้ายมีลูกติด ส่วนภรรยาเสียชีวิตไปแล้วจึงตัดสินใจคบหากระทั่งเกิดความรู้สึกที่ดี และมีสัมพันธ์กัน หลังจากที่รู้จักกันได้ประมาณ 1 ปี
น.ส.ลัดดาวัลย์ เล่าต่อว่า จากนั้นเมื่อปี 2547 ตนได้ตั้งครรภ์กับ เสธ.แดง ซึ่งทาง เสธ.แดง ก็แสดงความรับผิดชอบมาตลอด จนคลอดลูกออกมาเป็นบุตรชาย ทำให้ เสธ.แดง ดีใจมาก โดยตั้งชื่อให้ว่า ด.ช.นักรบ และยินยอมให้ใช้นามสกุล สวัสดิผล พร้อมทั้งยังเป็นผู้ตั้งชื่อเล่นให้ด้วยว่า น้องแดงน้อย ซึ่งในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ตนพาลูกกลับไปอยู่ที่บ้านเกิดที่ จ.นครศรีธรรมราช ส่วน เสธ.แดง ก็คอยดูแลส่งเสีย และมักหาเวลานัดพบตนกับลูกอย่างสม่ำเสมอเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง กระทั่งปัจจุบันนี้บุตรชายเรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ทุกครั้งที่เจอหน้ากัน เสธ.แดง ก็มักจะพาลูกไปเที่ยวสวนสัตว์ ไปขี่ม้า และพาไปดูรถถัง โดยความฝันของ เสธ.แดง คืออยากให้ลูกเป็นนายทหาร และเป็นนักรบที่เก่งให้ได้เหมือนอย่างพ่อ
ผู้สื่อข่าวถามว่าพอทราบ ข่าวการเสียชีวิตของ เสธ.แดง แล้วรู้สึกอย่างไร น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า รู้สึกใจหาย และเสียใจมากเพราะ เสธ.แดง ถูกยิงก่อนวันที่น้องแดงน้อย จะเปิดเทอมเพียง 1 วัน ซึ่งในช่วงเช้าวันที่ 14 พ.ค. ตนพยายามโทรศัพท์หา เพื่อบอกว่าลูกกำลังจะไปโรงเรียน แต่ก็ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งมีญาติสนิทมาแจ้งข่าวว่า เสธ.แดง ถูกยิงตั้งแต่ช่วงกลางดึกอาการเป็นตายเท่ากัน ตอนนั้นพยายามให้กำลังใจตัวเองด้วยการสวดมนต์ไหว้พระบอกกล่าวต่อสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ขอให้เกิดปาฏิหาริย์ และทำใจเรื่อยมา จนเสธ.แดง สิ้นลมที่วชิรพยาบาลเมื่อวันที่ 17 พ.ค.ที่ผ่านมา
เมื่อถามถึงสาเหตุ ที่ตัดสินใจออกมาเปิดเผยเรื่องนี้ต่อสังคม น.ส.ลัดดาวัลย์ ตอบว่า ตนพาลูกเดินทางมากรุงเทพฯ เพื่อมากราบศพ เสธ.แดง เป็นครั้งสุดท้าย เพราะในวันพรุ่งนี้ (22 มิ.ย.) ก็จะมีพิธีพระราชเพลิงศพที่วัดโสมนัสแล้ว ทีแรกตั้งใจว่าจะพากันไปที่วัดตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อถ่ายรูปหน้าศพเก็บไว้ เป็นที่ระลึก และจะอยู่กันอย่างเงียบๆ จนเสร็จพิธี พอคิดอีกทีก็รู้สึกสงสารลูกที่ต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างลับๆ มาตลอด 5 ปีแล้ว ซึ่งจากนี้ไปน้องแดงน้อย ควรอยู่ในสังคมได้อย่างมีศักดิ์ศรี และบอกใครๆ ได้เต็มปากว่า เป็นลูกชายของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล โดยเฉพาะหากตนมีโอกาสทำความฝันของ เสธ.แดง ด้วยการส่งเสียผลักดันให้ลูกได้เป็นนายทหารจริงๆ ลูกจะได้ไม่รู้สึกลังเลที่จะบอกใครต่อใครว่าเป็นทายาทของ เสธ.แดง
"ตนขอยืนยันว่าไม่ได้ออกมาเรียกร้องเพื่อขอรับสิทธิ์หรือขอความช่วย เหลือจากผู้ใดทั้งสิ้น เพราะวางแผนเอาไว้แล้วว่าจะทำธุรกิจหาเลี้ยงลูกด้วยลำแข้งของตัวเอง ที่ตัดสินใจเอาเรื่องนี้ออกมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนก็เพื่อความชอบธรรมของลูก ที่ต้องใช้ชีวิตต่อไปในสังคมเท่านั้น โดยตนพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงทุกอย่างว่า น้องแดงน้อย เป็นทายาทของ เสธ.แดงจริงๆ และตนก็ไม่กลัวถ้าหากมีใครต้องการให้พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยผลตรวจทางดีเอ็น เอ" น.ส.ลัดดาวัลย์ กล่าว
ด้าน ด.ช.นักรบ สวัสดิผล หรือ "น้องแดงน้อย" ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวอย่างไร้เดียงสาว่า "คุณพ่อหนูชื่อ ขัตติยะ สวัสดิผล ตอนนี้ตายไปแล้วเพราะถูกผู้ร้ายยิง หนูคิดถึงคุณพ่อมาก อยากให้คุณพ่อพาไปสวนสัตว์ ดูจระเข้ ดูฮิปโป ขี่ช้าง อยากให้คุณพ่อสอนยิงปืนใส่ก้อนหินให้อีก หนูจะตั้งใจเรียนเพราะอยากเป็นทหารเหมือนคุณพ่อ".
ช่างลืมง่าย
“เงินของแผ่นดิน คือ เงินของ (พวก) ฉัน” เพราะกลุ่มคน “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” ทั้งในและนอกรัฐธรรมนูญ คิดกันอย่างนี้…บ้านเมืองไทย มันถึงพัฒนากันได้ไม่ถึงไหน? เดินหน้า 3 ก้าว (ก็) ต้องถอยหลัง 2 ก้าว เป็นอย่างนี้ มาหลายปีดีดัก เรื่อง “โกงกิน” เงินงบประมาณฯ จากภาษีประชาชน ผ่านสารพัดโครงการ
จึงกลายเป็นวังวนของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ที่วันๆ เปลี่ยนหน้าเวียนกันมาโกง ชนิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หมด “คนรุ่นเก่า” นึกว่านักการเมือง “รุ่นใหม่…สายเลือดใหม่” จะยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชน มากและดีกว่าเดิม แต่ที่ไหนได้...กลับเลวระยำตำบอนซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียยิ่งกว่า???
ทุกวันนี้...นักลงทุนต่างชาติ ที่ทำใจไม่ได้ และไม่ได้เตรียมใจเผื่อตั้งงบลงทุน “นอกบัญชี” จ่ายให้ “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” ล่ะก็ อยู่บนแผ่นดินไทยไม่ได้!!! แต่ถ้าจัดเตรียมงบประมาณก้อนนี้เอาไว้ นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ ก็จะต้องคิดหาหนทางเอาเงินคืนจากคนไทยและแผ่นดินไทย จะด้วยกลวิธีใดๆ ก็ตาม
ทั้งหลบเลี่ยงภาษี กดขี่ค่าจ้างแรงงาน ลดสวัสดิการคนงานไทย ลดสเปคการผลิต เพิ่มราคาสินค้า ฯลฯ แม้กระทั่ง สร้างปัญหามลพิษทุกรูปแบบ ถ้ามันจำเป็นพวกเขาก็ต้องทำ ที่ต้องทำเพราะ “ถูกบีบ” จาก “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” วันนี้...รัฐบาลภายใต้การนำของ “2 จอมพล” ในความหมายของ
พลพรรคเพื่อไทย คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจชนะ “คนเสื้อแดง” แต่มันจะยั่งยืน...ยาวนานแค่ไหน? ยังตอบกันไม่ได้ ชนะได้...ก็แพ้ได้! หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากชัยชนะที่มี อาทิ สร้างแผนปรองดองระหว่างคนในชาติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยไม่มีระบบ 2 มาตรฐาน
“เลือกที่รัก...มักที่ชัง” คิดจะ “ปรองดอง” ต้องเลิก “ปองร้าย” คิดจะพัฒนาประเทศไทย สร้างโอกาสให้กับคนไทย ก็ต้องเลิกกอบโกยและโกงเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่ผ่านมา...โกงกินให้ถูกจับได้ไล่ทัน (ก็) ยังไม่เอาผิดกัน กลับสร้างปมใหม่ หวังให้คนไทยหลงลืมประเด็นเก่า แล้วคนไทย...ก็ช่างกระไร? ลืมกันเกือบ
หมดเสียแล้วว่า...รัฐบาลของ “2 จอมพล” ได้เคยทำอะไรเอาไว้กับโครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็ง และการจัดซื้อจัดจ้างอีกนับสิบนับร้อยโครงการ ลืมแม้กระทั่ง จะเอาผิด “คนสั่งฆ่าประชาชน” แถมยังคิดจะมอบตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” ให้ กับฆาตกรกันเสียอีก!.
คอลัมน์.ปัญหาโลกแตกภูตะวัน
ที่มา.บางกอกทูเดย์
จึงกลายเป็นวังวนของกลุ่มคนเพียงหยิบมือ ที่วันๆ เปลี่ยนหน้าเวียนกันมาโกง ชนิด “มือใครยาวสาวได้สาวเอา” หมด “คนรุ่นเก่า” นึกว่านักการเมือง “รุ่นใหม่…สายเลือดใหม่” จะยึดถือผลประโยชน์ของชาติและประชาชน มากและดีกว่าเดิม แต่ที่ไหนได้...กลับเลวระยำตำบอนซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียยิ่งกว่า???
ทุกวันนี้...นักลงทุนต่างชาติ ที่ทำใจไม่ได้ และไม่ได้เตรียมใจเผื่อตั้งงบลงทุน “นอกบัญชี” จ่ายให้ “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” ล่ะก็ อยู่บนแผ่นดินไทยไม่ได้!!! แต่ถ้าจัดเตรียมงบประมาณก้อนนี้เอาไว้ นักลงทุนต่างชาติเหล่านี้ ก็จะต้องคิดหาหนทางเอาเงินคืนจากคนไทยและแผ่นดินไทย จะด้วยกลวิธีใดๆ ก็ตาม
ทั้งหลบเลี่ยงภาษี กดขี่ค่าจ้างแรงงาน ลดสวัสดิการคนงานไทย ลดสเปคการผลิต เพิ่มราคาสินค้า ฯลฯ แม้กระทั่ง สร้างปัญหามลพิษทุกรูปแบบ ถ้ามันจำเป็นพวกเขาก็ต้องทำ ที่ต้องทำเพราะ “ถูกบีบ” จาก “ผู้มีอำนาจ...มากบารมี” วันนี้...รัฐบาลภายใต้การนำของ “2 จอมพล” ในความหมายของ
พลพรรคเพื่อไทย คือ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ อาจชนะ “คนเสื้อแดง” แต่มันจะยั่งยืน...ยาวนานแค่ไหน? ยังตอบกันไม่ได้ ชนะได้...ก็แพ้ได้! หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์จากชัยชนะที่มี อาทิ สร้างแผนปรองดองระหว่างคนในชาติอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม โดยไม่มีระบบ 2 มาตรฐาน
“เลือกที่รัก...มักที่ชัง” คิดจะ “ปรองดอง” ต้องเลิก “ปองร้าย” คิดจะพัฒนาประเทศไทย สร้างโอกาสให้กับคนไทย ก็ต้องเลิกกอบโกยและโกงเงินงบประมาณแผ่นดิน ที่ผ่านมา...โกงกินให้ถูกจับได้ไล่ทัน (ก็) ยังไม่เอาผิดกัน กลับสร้างปมใหม่ หวังให้คนไทยหลงลืมประเด็นเก่า แล้วคนไทย...ก็ช่างกระไร? ลืมกันเกือบ
หมดเสียแล้วว่า...รัฐบาลของ “2 จอมพล” ได้เคยทำอะไรเอาไว้กับโครงการชุมชนพอเพียง โครงการไทยเข้มแข็ง และการจัดซื้อจัดจ้างอีกนับสิบนับร้อยโครงการ ลืมแม้กระทั่ง จะเอาผิด “คนสั่งฆ่าประชาชน” แถมยังคิดจะมอบตำแหน่ง “รัฐบุรุษ” ให้ กับฆาตกรกันเสียอีก!.
คอลัมน์.ปัญหาโลกแตกภูตะวัน
ที่มา.บางกอกทูเดย์
วันจันทร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553
“คาถารักษาอำนาจ”
๐ รายงานข่าวจากปกหน้า 1 วันนี้ คงบอกเล่าเก้าสิบท่านผู้อ่านไว้เรียบร้อย? จากวันนี้ต่อไป จะเปลี่ยนแปลงอะไร? ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา และ โอกาสที่มันจะต้องเป็น!!....๐ เหลือแต่รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังอยู่ยงคงกระพันเพราะ “คาถารักษาอำนาจ” จาก หลวงตา ศอฉ.แห่งทุ่งบางเขน??.....๐ สงสาร (และเห็นใจ)
นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยคนที่ 27 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โลกทัศน์ของผู้นำคนนี้ มีแค่ “ชายชรา 3 คน” ในดวงใจ อานันท์ ปันยารชุน-ประเวศ วะสี และ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่จะส่งวอไปรับให้มาเป็น “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ”......๐ 3 ผู้เฒ่าที่ว่านี้ มีอะไรประทับใจ “มาร์ค” ในการปฏิรูปประเทศนักหนา?
ถึงจำเพาะเจาะจงมาตั้งแต่ไก่โห่ จะต้องใช้บริการ อานันท์-ประเวศ-ไพบูลย์ ให้ได้??....๐ เพิ่ม “ตัวเลือก” ผู้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงทพฯ แทน ทิวา เงินยวง เป็น 6 คน องอาจ คล้ามไพบูลย์ หนักใจหรือไม่ ไม่รู้?? รู้แต่ว่า สาวน้อยเงินหนา อย่าง จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ น่าจะเป็น “เต็งหนึ่ง”......๐
ไม่รู้ก็รู้กันไว้!! จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี คนนี้ เคยไป(ลอง) ทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะผู้ช่วย ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล มาแล้ว......๐ แล้ววันนี้ จะมีใครใหญ่กว่า ปณิธาน วัฒนายากร กับ ศิริโชค โสภา?? ถ้าจะให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีส่วนกระซิบว่าตัดสินใจเลือกใคร “สาวน้อยจิตภัสร์” ก็จะเต็งหาม
โอกาสเข้าสภาจะสูงกว่าคู่ต่อสู้ เพราะพลังอัดฉีด??.....๐ ว่าแต่ว่า “หนูน้อยจิตภัสร์” ต้องเลิกความไฝ่ฝัน ในการเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ของประเทศไทยเสีย!! เพราะเก้าอี้ตัวนั้น มันของ “อาว์มาร์ค” เขา เข้าใจนะจ๊ะหนู??.....๐ “กุหลาบพิษ” ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า กับเก้าอี้ตัวใหม่ใหญ่บ๊ะเริ่มเทิ่ม
เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ของ ถนอม อ่อนเกตุพล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. คงจะช่วย “ปฏิรูปช่องหอยม่วง” ให้สะเหร่อน้อยกว่านี้......๐ ไม่ได้รับผิดชอบดูแล “งานสื่อสารมวลชน” แล้ว แต่คนมากมายยังเข้าใจว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังอยู่หน้าที่เดิมเพราะยังโผล่หน้าออกทีวีวันละ 3 เวลาหลังอาหาร
แถมวันหยุดราชการเพิ่มรอบเช้าอีกต่างหาก??.....๐ รากหญ้าที่เป็นราษฎรชั้น 2 ยังพอจำได้ ยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เทเงินหลายพันล้านผ่าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รมต.ประจำสำนักฯ สมัยนั้น จนมีเครื่องส่งคุณภาพดีที่สุด แต่กลับมามี รายการห่วยสุดเต็มไปหมด!.... องอาจ คล้ามไพบูลย์ ต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การ “เกรงใจ”!!.....๐
เทพไท เสนพงศ์ Who are You?? ถึงออกมาการันตีปกป้อง กรณ์ กับ วอลล์ (เปเปอร์) กรณีใครได้ประโยชน์จากการซื้อดาวเทียมไทยคมคืน??.....๐ ก็ต้องทำงานด้วยปาก? เพราะเป็น โฆษกพรรค ปชป. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ มาแปลก!! สนับสนุน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง
หรือ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 แต่ ขอโทษ!! สมศรี สัตยาธรรม หญิงเหล็ก กกต.ขอเห็นต่าง “ณัฐวุฒิ” ไม่มีสิทธิ์ เพราะมีสำมะโนครัวในกรุงเทพฯ ไม่ถึง 5 ปี!! นี่คือประเทศไทยที่ต้อง “ปฏิรูป”??...คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยคนที่ 27 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่โลกทัศน์ของผู้นำคนนี้ มีแค่ “ชายชรา 3 คน” ในดวงใจ อานันท์ ปันยารชุน-ประเวศ วะสี และ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ที่จะส่งวอไปรับให้มาเป็น “คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ”......๐ 3 ผู้เฒ่าที่ว่านี้ มีอะไรประทับใจ “มาร์ค” ในการปฏิรูปประเทศนักหนา?
ถึงจำเพาะเจาะจงมาตั้งแต่ไก่โห่ จะต้องใช้บริการ อานันท์-ประเวศ-ไพบูลย์ ให้ได้??....๐ เพิ่ม “ตัวเลือก” ผู้ลงสมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงทพฯ แทน ทิวา เงินยวง เป็น 6 คน องอาจ คล้ามไพบูลย์ หนักใจหรือไม่ ไม่รู้?? รู้แต่ว่า สาวน้อยเงินหนา อย่าง จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี ทายาทเบียร์สิงห์ น่าจะเป็น “เต็งหนึ่ง”......๐
ไม่รู้ก็รู้กันไว้!! จิตภัสร์ ภิรมย์ภักดี คนนี้ เคยไป(ลอง) ทำงานที่ทำเนียบรัฐบาล ในฐานะผู้ช่วย ปณิธาน วัฒนายากร โฆษกรัฐบาล มาแล้ว......๐ แล้ววันนี้ จะมีใครใหญ่กว่า ปณิธาน วัฒนายากร กับ ศิริโชค โสภา?? ถ้าจะให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีส่วนกระซิบว่าตัดสินใจเลือกใคร “สาวน้อยจิตภัสร์” ก็จะเต็งหาม
โอกาสเข้าสภาจะสูงกว่าคู่ต่อสู้ เพราะพลังอัดฉีด??.....๐ ว่าแต่ว่า “หนูน้อยจิตภัสร์” ต้องเลิกความไฝ่ฝัน ในการเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก” ของประเทศไทยเสีย!! เพราะเก้าอี้ตัวนั้น มันของ “อาว์มาร์ค” เขา เข้าใจนะจ๊ะหนู??.....๐ “กุหลาบพิษ” ขอแสดงความยินดีล่วงหน้า กับเก้าอี้ตัวใหม่ใหญ่บ๊ะเริ่มเทิ่ม
เลขานุการรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ของ ถนอม อ่อนเกตุพล ที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. คงจะช่วย “ปฏิรูปช่องหอยม่วง” ให้สะเหร่อน้อยกว่านี้......๐ ไม่ได้รับผิดชอบดูแล “งานสื่อสารมวลชน” แล้ว แต่คนมากมายยังเข้าใจว่า สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ยังอยู่หน้าที่เดิมเพราะยังโผล่หน้าออกทีวีวันละ 3 เวลาหลังอาหาร
แถมวันหยุดราชการเพิ่มรอบเช้าอีกต่างหาก??.....๐ รากหญ้าที่เป็นราษฎรชั้น 2 ยังพอจำได้ ยุครัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร เทเงินหลายพันล้านผ่าน สมศักดิ์ เทพสุทิน รมต.ประจำสำนักฯ สมัยนั้น จนมีเครื่องส่งคุณภาพดีที่สุด แต่กลับมามี รายการห่วยสุดเต็มไปหมด!.... องอาจ คล้ามไพบูลย์ ต้องทำอะไรสักอย่าง ที่ไม่ใช่การ “เกรงใจ”!!.....๐
เทพไท เสนพงศ์ Who are You?? ถึงออกมาการันตีปกป้อง กรณ์ กับ วอลล์ (เปเปอร์) กรณีใครได้ประโยชน์จากการซื้อดาวเทียมไทยคมคืน??.....๐ ก็ต้องทำงานด้วยปาก? เพราะเป็น โฆษกพรรค ปชป. น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ มาแปลก!! สนับสนุน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง
หรือ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมส.ส.กทม. เขต 6 แต่ ขอโทษ!! สมศรี สัตยาธรรม หญิงเหล็ก กกต.ขอเห็นต่าง “ณัฐวุฒิ” ไม่มีสิทธิ์ เพราะมีสำมะโนครัวในกรุงเทพฯ ไม่ถึง 5 ปี!! นี่คือประเทศไทยที่ต้อง “ปฏิรูป”??...คอลัมน์.บางกอกกอสซิบกุหลาบพิษ
ที่มา.บางกอกทูเดย์
ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย
ตัดบัวยังเหลือเยื่อใย
แต่เห็น ปฏิกิริยา หมางเมิน เหินห่าง ที่ “ตท.รุ่น ๑๐” มีให้กับเพื่อนร่วมรุ่น “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แล้ว น่าสงสารจับใจ นัยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ให้กำเนิด บังเกิดเกล้า ของ ท่านนายพลโทคนหนึ่ง ของเตรียมทหารรุ่น ๑๐ ได้ถึงแก่กรรม ไปสวรรค์อย่างสงบสุข ด้วยวัยอันควร “บิ๊กป๊อก” ไปร่วมงาน..เพื่อนพลันหันหลัง ยกแผง ยกขบวน นี่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยังสะโล่ ตำแหน่งเป็นเดี่ยวมือหนึ่งของกองทัพบกอยู่แท้ๆ ..เพื่อนยังแสดงออกถึงปฏิกริยาลูกโซ่ ที่ไม่ค่อยแฮปปี้?...หากหลังเดือน “กันยายน” เกษียณไป คงเหงาน่าดู คนเราไม่มีเพื่อนร่วมสมาคม...ยังไงก็ต้องเสียอารมณ์?..จมปลักแน่นอน เลยเท่าที่รู้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ทำลาย ‘ประเพณี’ เบ็ดเสร็จ
ลบล้าง คำสบประมาท “รองผู้บัญชาการทหารบก” จะไม่ได้เป็น “ประมุขกองทัพ” ได้สำเร็จ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ว่า “ไทยคม” พุ่งทะยานเป็นจรวดแล้ว..แต่สู้ราคาเหินหาว ก้าวเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ใครก็ขวางไม่หยุด..ฉุดไม่อยู่ เข้าวินเป็น “ผอบอทอบอ” อย่างแฮปปี้สบาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ เป็นคนที่รู้ใจ เข้าขา กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้เป็นอย่างดี..จนหลายคน พากันอิจฉาเป็นตับ “บิ๊กตู่”จะใหญ่คนเดียว...เรื่อง “ตาอยู่” จะคว้าพุงเพรียวๆ ..เหลียวดู ไม่มีแล้วครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
แข่งเรือ แข่งพาย พอแข่ง กันได้
คนมีอำนาจวาสนา ...ใครขืนมาแข่ง ก็มีแต่แพ้พ่าย ที่หลายฝ่ายเก็งกันจนตัวงอ ว่า “พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง” เสนาธิการทหารบก (ตท.รุ่น๑๐) จะวิ่งผลัด รับไม้ถัดจาก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น “ผบ.ทบ.” นั้น..ไม่อยู่ในความคิด สักนิดเลยครับ กันยายนนี้ จะลุกจาก “เสธ.ทบ.”...จ่อเค้า จะไปรับตำแหน่งใหม่ พ้นจาก “๕เสือกองทัพ” ตำแหน่งที่เขาวางไลน์กำหนดสเปคคร่าวๆ ระหว่างการเป็น “ประธานแห่งกองทัพ” กินตำแหน่ง “อัตตราจอมพล” ..หรือไม่ก็เป็นเสือข้ามห้วย ไปนั่งเป็น “เสนาธิการทหารสูงสุด” ทำงานคู่กับ “บิ๊กตุ่ย” พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาศร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนรัก “ตท.รุ่น๑๐” ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ...บิ๊กพิรุณ ต้องพ้นจาก “๕ เสือ”?....อำนาจไม่เหลือ นั่งตาปริบๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘คนเดือน ตุลาฯ’ ยังแกร่ง
อุดมการณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง ไม่มีล่อกแล่ก! ปอดลอย! ทำตัว ลอกคราบ! เข้าไปรับใช้รัฐบาล เพื่อ “งาบตำแหน่ง” รู้มา “คนเดือนตุลาฯ” ที่เป็นของแท้ตัวจริงเสียงจริง “จาตุรนต์ ฉายแสง”, “พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช”,”เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์” อัศวินโต๊ะกมล สหายที่ร่วมอยู่ในป่าเชอร์วู๊ดเดียวกันมา จะตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” รวบรวมสมาชิก...ที่ไม่ตุกติก ขึ้นมาเชิดชูประชาธิปไตย ถึงจะเป็น “พรรคน้องใหม่” ที่ดูว่าเอี่ยมอ่องป้ายแดง..แต่ทว่าแต่ละคน ล้วนเป็นมันสมองระดับพระกาฬ..ไม่ทำตัวเป็น “เบ้” เข้าไปเป็น “สมุน” หรือ “ลิ่วล้อ” ให้ซีกรัฐบาลคอยจิกหัว และนายทุนพรรคใหม่นี้...เป็นอภิมหาเศรษฐีนี?....เป็นผู้หญิงที่ ทุ่มเพื่อการเมืองสุดตัว??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็น ‘ไฮโซ-ไฮคลาส’ เศรษฐีใหญ่
“จิตต์ภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ทายาทคนโต ของ “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” ..ผู้มีหัวใจเป็นปลื้มในตัว “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อย่างหมดหัวจิต หัวใจ ได้แต่เป็นพรายกระซิบ ไปถึง “จิตต์ภัสร์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต ๖ กทม. แทน “ทิวา เงินยวง” โปรดทำใจ เอาไว้มั่ง ก็ดีหนอ เพราะ “เธ.ไก่อู”..เท่าที่รู้ “สาวเสื้อเหลือง” แย่งกันรักในความหล่อ อย่างไรก็ดี, อยากเห็น “จิตต์ภัสร์” สาวแห่งตระกูล “ภิรมย์ภักดี” ฝ่าฟันฝัน ของตัวเองให้สำเร็จ ที่คิดว่าจะเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งประเทศไทย” ก็ให้เธอ สัมฤทธิ์ความคิด ที่ตั้งเอาไว้ แต่การเปิดตัวปลื้ม “พ.อ.สรรเสริญ”....ฐานเสียงเธอก็ยับเยิน?..เดินไปพบคนรากหญ้า เสียงเธอจะหาย???????????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
แต่เห็น ปฏิกิริยา หมางเมิน เหินห่าง ที่ “ตท.รุ่น ๑๐” มีให้กับเพื่อนร่วมรุ่น “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. แล้ว น่าสงสารจับใจ นัยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ให้กำเนิด บังเกิดเกล้า ของ ท่านนายพลโทคนหนึ่ง ของเตรียมทหารรุ่น ๑๐ ได้ถึงแก่กรรม ไปสวรรค์อย่างสงบสุข ด้วยวัยอันควร “บิ๊กป๊อก” ไปร่วมงาน..เพื่อนพลันหันหลัง ยกแผง ยกขบวน นี่ “พล.อ.อนุพงษ์” ยังสะโล่ ตำแหน่งเป็นเดี่ยวมือหนึ่งของกองทัพบกอยู่แท้ๆ ..เพื่อนยังแสดงออกถึงปฏิกริยาลูกโซ่ ที่ไม่ค่อยแฮปปี้?...หากหลังเดือน “กันยายน” เกษียณไป คงเหงาน่าดู คนเราไม่มีเพื่อนร่วมสมาคม...ยังไงก็ต้องเสียอารมณ์?..จมปลักแน่นอน เลยเท่าที่รู้??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
ทำลาย ‘ประเพณี’ เบ็ดเสร็จ
ลบล้าง คำสบประมาท “รองผู้บัญชาการทหารบก” จะไม่ได้เป็น “ประมุขกองทัพ” ได้สำเร็จ ราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ที่ว่า “ไทยคม” พุ่งทะยานเป็นจรวดแล้ว..แต่สู้ราคาเหินหาว ก้าวเป็น “ผู้บัญชาการทหารบก” ของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ได้ใครก็ขวางไม่หยุด..ฉุดไม่อยู่ เข้าวินเป็น “ผอบอทอบอ” อย่างแฮปปี้สบาย ยิ่งเดี๋ยวนี้ เป็นคนที่รู้ใจ เข้าขา กับ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้เป็นอย่างดี..จนหลายคน พากันอิจฉาเป็นตับ “บิ๊กตู่”จะใหญ่คนเดียว...เรื่อง “ตาอยู่” จะคว้าพุงเพรียวๆ ..เหลียวดู ไม่มีแล้วครับ??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
แข่งเรือ แข่งพาย พอแข่ง กันได้
คนมีอำนาจวาสนา ...ใครขืนมาแข่ง ก็มีแต่แพ้พ่าย ที่หลายฝ่ายเก็งกันจนตัวงอ ว่า “พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง” เสนาธิการทหารบก (ตท.รุ่น๑๐) จะวิ่งผลัด รับไม้ถัดจาก “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น “ผบ.ทบ.” นั้น..ไม่อยู่ในความคิด สักนิดเลยครับ กันยายนนี้ จะลุกจาก “เสธ.ทบ.”...จ่อเค้า จะไปรับตำแหน่งใหม่ พ้นจาก “๕เสือกองทัพ” ตำแหน่งที่เขาวางไลน์กำหนดสเปคคร่าวๆ ระหว่างการเป็น “ประธานแห่งกองทัพ” กินตำแหน่ง “อัตตราจอมพล” ..หรือไม่ก็เป็นเสือข้ามห้วย ไปนั่งเป็น “เสนาธิการทหารสูงสุด” ทำงานคู่กับ “บิ๊กตุ่ย” พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาศร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อนรัก “ตท.รุ่น๑๐” ไม่น่าเชื่อแต่ต้องเชื่อ...บิ๊กพิรุณ ต้องพ้นจาก “๕ เสือ”?....อำนาจไม่เหลือ นั่งตาปริบๆ
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
‘คนเดือน ตุลาฯ’ ยังแกร่ง
อุดมการณ์แน่วแน่เป็นหนึ่ง ไม่มีล่อกแล่ก! ปอดลอย! ทำตัว ลอกคราบ! เข้าไปรับใช้รัฐบาล เพื่อ “งาบตำแหน่ง” รู้มา “คนเดือนตุลาฯ” ที่เป็นของแท้ตัวจริงเสียงจริง “จาตุรนต์ ฉายแสง”, “พรหมมินทร์ เลิศสุรีย์เดช”,”เกรียงกมล เลาหะไพโรจน์” อัศวินโต๊ะกมล สหายที่ร่วมอยู่ในป่าเชอร์วู๊ดเดียวกันมา จะตั้ง “พรรคการเมืองใหม่” รวบรวมสมาชิก...ที่ไม่ตุกติก ขึ้นมาเชิดชูประชาธิปไตย ถึงจะเป็น “พรรคน้องใหม่” ที่ดูว่าเอี่ยมอ่องป้ายแดง..แต่ทว่าแต่ละคน ล้วนเป็นมันสมองระดับพระกาฬ..ไม่ทำตัวเป็น “เบ้” เข้าไปเป็น “สมุน” หรือ “ลิ่วล้อ” ให้ซีกรัฐบาลคอยจิกหัว และนายทุนพรรคใหม่นี้...เป็นอภิมหาเศรษฐีนี?....เป็นผู้หญิงที่ ทุ่มเพื่อการเมืองสุดตัว??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
เป็น ‘ไฮโซ-ไฮคลาส’ เศรษฐีใหญ่
“จิตต์ภัสร์ ภิรมย์ภักดี” ทายาทคนโต ของ “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” ..ผู้มีหัวใจเป็นปลื้มในตัว “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อย่างหมดหัวจิต หัวใจ ได้แต่เป็นพรายกระซิบ ไปถึง “จิตต์ภัสร์” ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต ๖ กทม. แทน “ทิวา เงินยวง” โปรดทำใจ เอาไว้มั่ง ก็ดีหนอ เพราะ “เธ.ไก่อู”..เท่าที่รู้ “สาวเสื้อเหลือง” แย่งกันรักในความหล่อ อย่างไรก็ดี, อยากเห็น “จิตต์ภัสร์” สาวแห่งตระกูล “ภิรมย์ภักดี” ฝ่าฟันฝัน ของตัวเองให้สำเร็จ ที่คิดว่าจะเป็น “นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งประเทศไทย” ก็ให้เธอ สัมฤทธิ์ความคิด ที่ตั้งเอาไว้ แต่การเปิดตัวปลื้ม “พ.อ.สรรเสริญ”....ฐานเสียงเธอก็ยับเยิน?..เดินไปพบคนรากหญ้า เสียงเธอจะหาย???????????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐
คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร
ที่มา.บางกอกทูเดย์
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)