--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

เสื้อแดงนัด 18 เม.ย. เปิดศึกยกใหม่ ศอฉ.เพิ่มมาตรการเข้ม

เมื่อ 17 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่การชุมนุมนปช. บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ว่า ในเวลา 23.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ปราศรัยบนเวที ย้ำว่า วันที่ 18 เม.ย. คนเสื้อแดงประกาศนัดหมายชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งแผ่นดินครั้งยิ่งใหญ่ กำหนดท่าทีการเคลื่อนขบวนไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังจากพี่น้องประชาชนกลับบ้านช่วงสงกรานต์ ขณะนี้ทุกคนมีความพร้อมร่วมยุทธการครั้งยิ่งใหญ่

ก่อนหน้านี้ เวลา 21.30 น. ที่หน้าเวทีปราศรัย การ์ดนปช. ติดตั้งเครื่องฉายสปอตไลต์แรงสูง 3 เครื่องที่ยอดอาคารสูง อาทิ อาคารเกษรพลาซ่า อาคารเซ็นทรัลเวิลด์ เนื่องจากเกรงว่าจะมีการนำสไนเปอร์มาซุ่มยิง เพื่อลอบสังหารแกนนำนปช.ในระหว่างการปราศรัย และยังมีการ์ดนปช.จำนวนหนึ่ง ใช้กล้องส่องทางไกลส่องตรวจสังเกตการณ์บนยอดอาคารในช่วงที่แกนนำนปช.ปราศรัยด้วย

สำหรับความเคลื่อนไหว ในช่วงเช้า เวลาประมาณ 05.00 น. เกิดฝนตกโปรยปรายมาตลอดช่วงเช้า จนกระทั่งเวลา 10.00 น. ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทำให้ผู้ชุมนุมต่างวิ่งหลบฝนเข้าไปอยู่ตามที่พัก ใต้อาคาร บางส่วนขึ้นไปหลบฝนบริเวณสกายวอล์ก หรือทางเดินใต้รถไฟฟ้า บีทีเอส ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนนั่งปักหลักการร่มรับฟังการปราศรัยของแกนนำบนเวที ด้วยอากาศที่ไม่ร้อนอบอ้าวทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมยังคงปักหลักอยู่ต่อไปได้

เวลา 10.00 น.นายณัฐวุฒิ แถลงข่าวบริเวณด้านหลังเวทีว่า ตั้งแต่วันที่ 17 เม.ย. เป็นต้นไป นปช.จะมีการเชิญครอบครัวผู้เสียชีวิตมาร่วมแถลงข่าวเพื่อเรียกร้องจิตสำนึกในการรับผิดชอบทางการเมืองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในเหตุการณ์ทางการเมืองเมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยครั้งนี้เชิญครอบครัว นายจรูญ ฉายแม้น อายุ 46 ปี มีอาชีพเป็นคนขับรถแท็กซี่ ซึ่งถูกยิงเสียชีวิตหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา โดยในการดูแลมูลนิธิไทยคมจะให้ทุนการศึกษาแก่ลูกของผู้เสียชีวิตจนจบปริญญาตรี

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนกังวลว่าเหตุการณ์หลังจากนี้จะยิ่งกว่า 10 เม.ย. เพราะรัฐบาลใช้พิมพ์เขียว 6 ตุลาฯ 2519 มีวาทกรรมเรื่องผู้ก่อการร้าย ปลุกระดมคนจำนวนหนึ่ง จัดสรรปรับเปลี่ยนกำลังเพื่อหาคนที่จะสนองคำสั่งในการสลายการชุมนุม หากยังดึงดันใส่ร้ายป้ายสีอยู่ เราจะกลับบ้านได้อย่างไร ในเมื่อมีร่างไร้วิญญาณอีกว่า 20 คนที่นอนรอนายอภิสิทธิ์อยู่ นายอภิสิทธิ์จะไม่เสียอะไรหากยุบสภา จึงขอให้คืนอำนาจประชาชน

แกนนำนปช. ตั้งคำถามว่าเหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการใดๆ กับกลุ่มคนเสื้อสีชมพู ซึ่งเป็นการชุมนุมเกิน 5 คนเหมือนกัน ดังนั้นเห็นได้เลยว่าบ้านเมืองนี้ไม่เป็นนิติรัฐ ไม่มีการพูดเรื่องกฎหมาย มีแต่การกดหัว ใครอยู่ตรงข้ามรัฐบาลก็จะถูกเล่นงานทางกฎหมาย การที่คนเสื้อสีชมพูที่ออกมาต่อต้านนปช.และคัดค้านการยุบสภาของรัฐบาล เราเห็นว่าเป็นเกมการเมืองอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นายอภิสิทธิ์ไม่ต้องการแพ้คนเสื้อแดง จึงสร้างสถานการณ์ให้เกิดคน 2 กลุ่ม ออกมาเผชิญหน้ากัน กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่จะนัดชุมนุมในวันพรุ่งนี้ที่มหาวิทยาลัยรังสิต ถ้ากลุ่มพันธมิตรมีการสร้างสถานการณ์ด้วยวิธีการนำแดงเทียมเข้ามาก่อกวนการชุมนุม กลุ่มคนเสื้อแดงก็จะไม่รับผิดชอบ ทางรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบเสียเอง และขอยืนยันว่าจะไม่นำกลุ่มคนเสื้อแดงไปก่อกวนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรโดยเด็ดขาด

สำหรับเรื่องหมายจับ 24 แกนนำ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หมายที่ออกก่อนจะประกาศใช้พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ทางแกนนำได้ลงนามมอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นเรื่องของบช.น. เพื่อขอกำหนดวันเข้ามอบตัวในวันที่ 15 พ.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐใช้เป็นข้ออ้างจับกุมแกนนำโดยใช้วิธีรุนแรง ซึ่งเราดำเนินการตามแบบของพันธมิตรฯ และเมื่อแสดงเจตนาโดยเปิดเผยเช่นนี้เชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรมเหมือนกับแกนนำพันธมิตรฯ

ส่วนความเคลื่อนไหวฝั่งรัฐบาล เมื่อเวลา 20.30 น. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงผลการประชุมรอบค่ำว่า ทุกคนเห็นพ้องตรงกันในเรื่องด่านตรวจเวลานี้ที่มีประสิทธิภาพไม่พอ จะเพิ่มความเข้มข้นการปฏิบัติงาน หากมีหลักฐานชัดเจน รถจักรยานยนต์ รถปิกอัพ หรือกลุ่มบุคคลที่จะเข้าไปร่วมชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด หากฝ่าฝืนจะจับกุมทันที ส่วนการที่แกนนำ นปช.ที่ถูกออกหมายจับไปแล้ว ได้แจ้งกับเจ้าหน้าที่ว่าจะเดินทางมามอบตัวในวันที่ 15 พ.ค. ขอย้ำว่าหมายจับออกโดยศาล หากเจ้าหน้าที่เจอหรือมีโอกาสก็ต้องจับกุมทันที

สำหรับข้อมูลที่ ศอฉ.รับทราบว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงจะเปิดเวทีแห่งใหม่ในพื้นที่บริเวณสีลม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ ก็คงต้องสกัดกั้นไม่ให้เดินทางไป เพราะเวทีที่ราชประสงค์แห่งเดียวก็สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ดังนั้นเวทีไหนๆ ก็มีไม่ได้เด็ดขาด หากเหตุการณ์เมื่อจะต้องเกิดการปะทะ ก็ต้องทำ แต่จะต้องอยู่ใขอบเขตของกฎหมายที่เหมาะสม ทางเจ้าหน้าที่พยายามใช้กฎหมายอย่างดีที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดอันตราย วันนี้อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด


ที่มา.ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
************************************************

วันเสาร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2553

"สดศรี"เผยเสียง"อภิชาต"ลงคะแนนไม่ยุบ"ปชป" ฐานะกกต.ไม่ใช่นายทะเบียน ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ลงมติสั่งยุบ

สดศรีžเผยมติยุบ ปชป.เป็นไปตามขั้นตอน กม. เสียงโหวต 4:1 อภิชาตžลงคะแนนเสียงข้างน้อยในฐานะ กกต. ไม่ใช่นายทะเบียนพรรคการเมือง เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่คณะทำงานให้ยุบ จึงเท่ากับเป็นเสียงนายทะเบียนไปแล้ว คณะทำงานด้านกฎหมายประชาธิปัตย์ระบุห่วงเรื่องเทคนิคทางบัญชีกรณี 29 ล้าน มากกว่าปม 258 ล้าน

นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับผิดชอบงานด้านกิจการพรรคการเมือง ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 เมษายน กรณีมติกกต. เสียงข้างมาก 4 ต่อ 1 เสียง เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์กรณีอาจมีพฤติกรรมอำพรางเงินบริจาค 258 ล้านบาทจากบริษัททีพีไอโพลีน จำกัด(มหาชน) และให้ส่งเรื่องดังกล่าวให้อัยการสูงสุด ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ทั้งที่นายทะเบียนพรรคการเมือง คือนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. เป็นเสียงข้างน้อยที่ไม่เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า เรื่องนี้จะต้องแยกแยะออกเป็น 2 เรื่อง เนื่องจากว่านายอภิชาต สวมหมวก 2 ใบ คืน ประธานกกต. และนายทะเบียนพรรคการเมือง ก่อนหน้านี้นายอภิชาตในฐานะนายทะเบียนได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเป็นตัวแทนของนายทะเบียน 9 คน เพื่อพิจารณารวบรวมหลักฐานทั้งหมดเพื่อสอบสวนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 12 เมษายน ในช่วงเช้า กกต. ได้ถามไปยังนายทะเบียนว่าคดีดังกล่าวพิจารณาแล้วเสร็จหรือไม่ นายทะเบียนได้ตอบมาว่าคณะทำงานของนายทะเบียนได้ประชุมและพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งคณะทำงานนายทะเบียนได้มีมติ 7 ต่อ 2 ให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งถือเป็นมติของนายทะเบียน

นางสดศรี กล่าวว่า จากนั้นเมื่อนายทะเบียนมีมติให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงได้มีการเรียกประชุมกกต. ชุดใหญ่ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน เนื่องจากเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญ นายทะเบียนจึงได้ขอให้มีการพิจารณาร่วมกัน และในการประชุมของ กกต. ได้มีการเปิดโอกาสให้คณะทำงานของนายทะเบียน นำเสนอขอมูลรายละเอียดเป็นรายบุคคล จนครบทั้ง 9 คน จากนั้น กกต.ทั้งหมดจึงนำข้อมูลที่ได้รับมาพิจารณาก่อนที่จะลงมติ ซึ่งในการประชุม กกต. นายอภิชาตลงมติในฐานะ กกต.คนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะนายทะเบียน เพราะถือว่าหน้าที่ของนายทะเบียนได้แล้วเสร็จ และมีมติเห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้น การที่นายอภิชาตมีมติไม่เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงถือเป็นมติของ กกต. ไม่ใช่มติของนายทะเบียน ทั้งนี้ หากคณะทำงานของนายทะเบียนมีความเห็นเสียงข้างมากไม่สมควรยุบพรรคประชาธิปัตย์ กกต.ไม่จำเป็นที่จะต้องนำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณาอีก ดังนั้น ทุกอย่างถือว่าได้เป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ส่วนเรื่องการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงถือเป็นการกดดันให้ กกต. มีมติยุบพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่นั้น นางสดศรีกล่าวว่า การชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงไม่มีผลกดดันใดๆ ต่อ กกต. เพราะที่ผ่านมากลุ่มคนเสื้อแดงได้มาชุมนุมที่อาคาร กกต.ถึง 3 ครั้ง หากเป็นเพราะการกดดันคงจะต้องรีบพิจารณาให้เสร็จตั้งแต่ในครั้งแรกที่กลุ่มผู้ชุมนุมเดินทางมา อย่างไรก็ตาม คดีการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับและอาจดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ที่ประชุม กกต.มีมติเป็นเเอกฉันท์ 5 ต่อ 0 เสียง ให้ยุบพรรค และเชื่อว่าในสัปดาห์หน้านายทะเบียนจะยื่นเรื่องไปยังอัยการสูงสุดเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป ซึ่งจะใช้เวลาเท่าใดนั้นขึ้นอยู่กับศาล เพราะถือว่า กกต.ได้ทำหน้าที่เสร็จสิ้นแล้ว

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไปพบนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ที่ จ.ตรัง เมื่อวันที่ 16 เมษายนที่ผ่านมา นายชวนได้กล่าวถึงข้อเสนอให้มาเป็นหัวหน้าทีมสู้คดียุบพรรค ว่า เมื่อพรรคมีปัญหา ก็ต้องช่วยเหลือกัน จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหา ทั้งนี้ ในการประชุมคณะทำงานด้านกฎหมาย วันที่ 20 เมษายน เบื้องต้นจะทำความเข้าใจประเด็นข้อกฎหมายก่อน และเชิญฝ่ายเหรัญญิกและนายทะเบียนพรรคสมัยนายบัญญัติ บรรทัดฐาน เป็นหัวหน้าพรรคมาให้ข้อมูล สำหรับนายบัญญัติ และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ อดีตเลขาธิการพรรค และนายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองเลขาธิการพรรคในช่วงนั้น จะให้มาชี้แจงในการประชุมครั้งต่อไป

นายนิพิฏฐ์กล่าวว่า จะหารือเรื่องการทำหนังสือยื่นคำร้องคัดค้านคำสั่งนายทะเบียนไปยังศาลปกครอง โดยจะขอให้ระงับการส่งฟ้อง และขอให้ศาลไต่สวนว่ามติ กกต.ดังกล่าวมิชอบ คาดว่าจะใช้ระยะเวลาหนึ่งในการสืบพยาน ถือเป็นการต่อสู้ยกแรกก่อนไปว่ากันในศาลรัฐธรรมนูญ โดยจะสอบถามว่านายทะเบียนพรรคมีหลักฐานอะไรจึงได้ตัดสินให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันว่าการคำสั่งนายทะเบียนพรรคถือเป็นคำสั่งทางปกครอง เพราะศาลปกครองเองก็เคยยกเลิกการเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2548 เพราะหันคูหาผิดด้านมาแล้ว ส่วนตัวไม่ห่วงกรณีเงิน 258 ล้านบาท เท่ากรณีเงินสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท

กรณีเงิน 29 ล้านบาท เป็นเรื่องทางเทคนิคในการทำบัญชี ที่อาจต้องไปว่ากันในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม พรรคมีอายุ 64 ปี ไม่มีเหตุผลที่จะถูกยุบด้วยเรื่องทำบัญชีผิดพลาด ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใหญ่ๆ ถูกยุบด้วยเรื่องนี้มาก่อน อย่างพรรคไทยรักไทย พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูกยุบด้วยข้อหาทุจริตการเลือกตั้ง ขณะที่พรรคเล็กส่วนใหญ่ ถูกยุบด้วยข้อหาหาสมาชิกได้ไม่ครบ

50,000 คน ไม่จัดตั้งสาขาพรรค 4 ภาค หรือไม่ประชุมใหญ่สามัญพรรคตามที่กฎหมายกำหนด ไม่เคยเห็นพรรคไหนถูกยุบเพราะทำบัญชีผิดมาก่อนŽ นายนิพิฏฐ์กล่าว


ที่มา.มติชนออนไลน์
************************************************

หน่วยพยาบาลภาคสนาม







ขณะนี้ หน่วยพยาบาลภาคสนาม มีความต้องการ ยาพาราเซตามอน ยาแก้เจ็บคอ และเวชภัณฑ์จำนวนมาก
จึงขอความอนุเคราะห์ จากผู้มีจิตศรัทธาในประชาธิปไตย ร่วมช่วยเหลือผู้ชุมนุมด้วย นะครับ..
เต้นท์พยาบาลภาคสนาม อยู่ติดหลังเวทีปราศรัยใหญ่ราชประสงค์
หรือติดต่อ คุณ สุรีพร บุญช่วย (ปุ๊ก) 089-2001237,085-1187680
หรือ คุณ หญิง 081-2547343

ผู้ก่อการร้าย! ทำลายการทูต

เห็นการทูตไทยวันนี้แล้ว...ทำให้คิดถึง “พระยาโกษาปาน” ผู้ที่ทำหน้าที่ทางการทูตไทยได้อย่างดีและยอดเยี่ยม...จนได้รับคำยกย่องจากฝรั่งเศสและพระนารายณ์มหาราช เพราะหน้าที่การทูตมีมากมายเกินกว่าที่เราจะคิดและรู้จัก...แต่วันนี้ประเทศไทยกลับมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ด้อยคุณค่าในสายตาประชาคมโลก เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาประเทศที่แสดงท่าทีต่อเจ้ากระทรวงการฑูต “กษิต ภิรมย์” แล้วเหนื่อยแทนคนไทยทั้งชาติเพราะไม่ว่าเขา

จะไปที่ใดในโลกก็มักจะไปพูดเจรจาไล่ล่าไล่บี้เขาในเรื่อง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของไทย ล่าสุด...เวทีโลกที่นิวยอร์ก เขาว่ากันด้วยเรื่องของ “นิวเคลียร์” แต่เจ้ากระทรวงบัวแก้วของเราดันผ่าไปตำหนิประเทศต่างๆ ว่า ไม่ให้ความร่วมมือกับเขาในการไล่ล่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อยากถามดังๆ ตรงๆ ว่า นายกษิต คุณไม่สบายหรือเปล่า?... จู่ๆ ก็ไปพล่ามกลางเวทีโลกว่าตำรวจสากลไม่ให้ความร่วมมือทั้งประเทศรัฐเซีย ประเทศในเขตอาหรับ และ

ประเทศอื่นๆ เพียงแค่ประเด็นเขาเชิญคุณไปพูดกับสิ่งที่คุณพูดมันคนละเรื่องเป็นหนังคนละม้วน หรือว่าภารกิจหลักที่คุณโม้เอาไว้ตั้งแต่ต้นก่อนรับตำแหน่ง คือ “ไล่บี้ทักษิณ” ต่อให้เถียงหัวชนฝาสร้างความ “ร้าวฉาน” ต่อนานาอารยประเทศคุณต้องยอมทำถึงขนาดนั้นเลยหรือ?!ในเมื่อรัฐบาลนี้ไม่ฟังเสียงนานาชาติที่เขามองเห็น...อีกไม่นานประเทศไทยจะต้องปิดประเทศไปเสีย...เพราะสิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นความจริงเพียงแต่คนในรัฐบาล “ตามืดบอด” เพราะอำนาจที่มัน

ครอบงำอยู่นั่นเอง...แล้วก็ทำเป็นคนปากดีเอาแต่ใจไม่สนใจต่างประเทศ อย่าลืมว่า...แผนที่ในโลกนี้ประเทศไทยมีเพียงแค่หยิบมือเดียว การที่จะไปแข็งขืนต่อต้านเขาไม่ใช่เรื่องง่าย...และต้องถามต่อว่าประเทศของเราในวันนี้มี “ศักยภาพ” อะไรที่ทำให้ประชาคมโลกเขาน่าปีติชื่นชมบ้างเพราะแม้แต่เรื่องในประเทศของตัวเองยังเอาไม่รอด...นักการเมืองคิดแต่จะแสวงหาอำนาจ...แล้วก็ใช้อำนาจอย่างไม่ลืมหูลืมตา...จนกระทั่งประเทศชาติจะล่มจมด้วยน้ำมือของคนเพียงไม่

กี่คนสุดท้ายยังไปทำตัว “อหังการ์” ให้คนอื่นดูหมิ่นดูแคลนประเทศเราอีกอย่างนั้นหรือการที่อาศัยเวทีโลกไปพูดจาสามหาวอย่างนั้นยิ่งทำให้ “กษิต ภิรมย์” มีแต่เสียกับเสีย เว้นเสียแต่จะปิดประเทศไม่สนใจใคร หากคุณคิดอย่างนั้น...ประเทศไทยของเราจะกลับมาอยู่กันแบบกดขี่ไม่ให้โงหัวลองพิจารณาดูด้วยหน้าที่ของการเป็น “นักการทูต” ว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว กัมพูชา มาเลเซีย วันนี้ความสัมพันธ์ของเรากับของเขายังดีอยู่หรือไม่ หรืออยากจะให้บานปลายไปถึง

ประเทศจีน...เพราะอย่าลืมว่ารัฐเซีย จีน เวียดนาม กัมพูชา ล้วนต่างก็เป็นพันธมิตรที่ดีซึ่งกันและกัน ไม่ทราบว่า “กษิต ภิรมย์” เคยย้อนถามตัวเองด้วยจิตสำนึกแล้วหรือยังว่าทำไมนานาชาติยังอ้าแขนต้อนรับคนไทยที่ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” และไม่ให้ความร่วมมือกับทางการไทยเลยแม้แต่น้อย ก็เพราะเขาเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วและเขามองออกว่า...สิ่งที่คุณไล่ล่าอยู่นี้มันคือ การเมืองของประเทศไทย แต่คุณก็พยายามไปยัดเยียดว่า “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เป็น

ผู้ก่อการร้าย...ซึ่งเขาฟังแล้วต่างก็ได้แต่แอบขำในลำคอ ใครกันคือ “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งวันหนึ่งเคยร่วมกันปิดสนามบิน...แต่ถูกยกย่องจากผู้มีอำนาจในประเทศยกย่องให้เป็น “ผู้ก่อการดี”เมื่อเป็นเช่นนี้...ต่างประเทศซึ่งผ่านร้อนผ่านหนาวเข้าสู่ความเป็น “อารยะ” จะมีใครบ้างอยากให้ความร่วมมือกับ “ผู้ก่อการร้าย” ที่ขึ้นมาเป็นรัฐมนตรีตอบว่าคงไม่มี...ชัดไหม “กษิต ภิรมย์”


ที่มา.บางกอกทูเดย์
*******************************************

การลิดรอนสิทธิในการสื่อสารคือเผด็จการ

โดย ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

รัฐบาลอาจจะมีอำนาจตามกฎหมายที่จะดำเนินการปิดเว็บไซต์ 36 แห่งตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 และออกประกาศของกระทรวง ICT เมื่อ 12 เมษายน 2553 ห้ามเผยแพร่ภาพและวิจารณ์การใช้กำลังทหารติดอาวุธสงครามสลายการชุมนุมจนเป็นเหตุให้มีการบาดเจ็บและเสียชีวิตในวันที่ 10 เมษายน 2553 แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังทำเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรง การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์กำลังเป็นรัฐบาลเผด็จการ โดยมิได้ตระหนักว่าผลของการใช้อำนาจเผด็จการนี้จะยิ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งที่ขยายวงกว้าง และฝักรากลึกยืดเยื้อในสังคมไทยไปอีกนาน กล่าวคือ

ประการแรก การที่รัฐบาลเน้นปิดกั้นข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ต ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของโลกอินเทอร์เน็ตต่อสังคมปัจจุบัน ที่อินเทอร์เน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินชีวิตประจำวัน คนใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียนรู้ เพื่อการแสดงออกทางความคิด เพื่อการสร้างสรรค์อัตลักษณ์ เพื่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร โดยสรุปแล้วคือคนใช้อินเทอร์เน็ตสร้างสรรค์สังคม ทั้งสังคมในชีวิตประจำวันและสังคมในอุดมคติ

ในระบอบประชาธิปไตย หากรัฐบาลเห็นว่ากิจกรรมใดๆ ที่เว็บไซต์เหล่านั้นกระทำเป็นการละเมิดกฎหมาย รัฐบาลก็สามารถใช้กระบวนการยุติธรรม เพื่ออาศัยอำนาจศาลในการปิดเว็บไซต์เหล่านั้น การอาศัยอำนาจศาลนับได้ว่าเป็นวิธีควบคุมการละเมิดกฎหมายอย่างถูกต้องและชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย

แต่การปิดกั้นการสื่อสารด้วยอำนาจทางการบริหาร ด้วยการอ้าง พรก. ฉุกเฉินซึ่งให้อำนาจรัฐบาลอย่างล้นพ้นเกินการตรวจสอบได้เพื่อการปิดกั้นข่าวสาร ไม่แตกต่างจากการเอากระบอกปืนมาจ่อหัวไม่ให้คนพูดคุยถกเถียง การปิดเว็บไซต์ของรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิการติดต่อสื่อสารและการสร้างสรรค์สังคมของประชาชนอย่างร้ายแรง รัฐบาลกำลังวิสามัญฆาตกรรมการสื่อสารของผู้คนในสังคมโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม

ประการที่สอง รัฐบาลอาจมองว่าการปิดเว็บไซต์เป็นวิธีการที่ถูกต้องในการระงับความขัดแย้งในปัจจุบัน แต่รัฐบาลต้องศึกษาให้เข้าใจว่าความขัดแย้งนี้ผังรากลึกในสังคมไทยมายาวนานกว่าการชุมนุมที่เพิ่งผ่านมาเพียงเดือนหนึ่งนี้

ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้มิใช่ความขัดแย้งทางการเมืองในระยะสั้น รัฐบาลควรศึกษาให้เข้าใจว่าความขัดแย้งนี้ยืดเยื้อมาเป็นทศวรรษแล้ว การเคลื่อนไหวทางการเมืองในปัจจุบันเป็นผลมาจากการที่ประชาชนส่วนหนึ่ง เกิดความรู้สึกว่าพวกเขาถูกทำให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสองต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนกลายมาเป็นสำนวนเรียกตนเองว่า "ไพร่" ส่วนปัญหาระยะยาวยิ่งกว่านั้น รัฐบาลนี้คงพอรู้อยู่บ้างว่าผู้คนในสังคมไทยตกอยู่ในภาวะของความไม่เท่าเทียมกันทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองมายาวนานและฝังรากลึกเพียงใด

การปิดกั้นข่าวสาร ปิดกั้นการสื่อสารในสื่อทางเลือก จะยิ่งทำให้กลุ่มคนที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยช่องทางการสื่อสารทั่วไป รู้สึกถึงการถูกกดทับให้กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกันในสังคมมากยิ่งขึ้น

ประการที่สาม การปิดกั้นการสื่อสารนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์มีกรอบความเข้าใจเรื่องการสื่อสารอย่างคับแคบและดูถูกประชาชน ในขณะนี้รัฐบาลกำลังมุ่งสื่อสารกับประชาชนเพียงด้านเดียว สื่อหลักที่รัฐบาลใช้คือ "ฟรีทีวี" ซึ่งอยู่ในการควบคุมของรัฐทั้งหมด รัฐบาลอาจคิดว่าการสื่อสารผ่านทีวีเหล่านี้มีต้นทุนต่ำและได้ผลสูง รัฐบาลมีความเชื่อว่า ประชาชนจะเชื่อฟังข่าวสารที่รัฐบาลนำเสนอด้านเดียวอย่างเชื่องๆ

แต่รัฐบาลหารู้ไม่ว่าพฤติกรรมการบริโภคสื่อในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว ฟรีทีวีเป็นเพียงทางเลือกหนึ่งในหลายๆทางเลือก ไม่ว่าจะเป็นเคเบิลทีวีหรือจานดาวเทียม ตลอดจนหนังสือพิมพ์และสื่อทางเลือกต่างๆในอินเทอร์เน็ต ดังนั้นจึงมีเพียงคนที่สนับสนุนรัฐบาลหยิบมือเดียว ที่พร้อมจะเชื่อและรับรู้ข่าวสารผ่านทางฟรีทีวี ส่วนประชาชนผู้ตื่นตัวทางการเมืองจำนวนมากจะหันไปหาสื่อทางเลือกอื่นๆเพื่อรับรู้ข่าวสารมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ไม่เพียงรัฐบาลจะไม่สามารถโน้มน้าวให้คนเชื่อในสิ่งที่รัฐบาลนำเสนอผ่านฟรีทีวีเท่านั้น แต่สื่อทางเลือกอื่นๆจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อนำเสนอข่าวสารที่ให้แง่มุมที่แตกต่างจากที่รัฐบาลเสนอ

ประการสุดท้าย การปิดกั้นข่าวสารไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ได้เลยแม้แต่น้อย แต่กลับจะขยายวงของความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น ทำให้กลุ่มคนที่อยู่ตรงกลางๆ หรือไม่ได้ "เป็นแดง" กลับถูกผลักหรือต้องเดิน "เส้นทางสายแดง" มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรกับ "การเข้าป่า" เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว ซึ่งการเข้าป่าเป็นเส้นทางที่นักศึกษาหลายคนเลือกเดินโดยมิได้มีใจเป็นคอมมิวนิสต์มาก่อน

หนทางในการ "ลงใต้ดิน" ของชุมชนในอินเทอร์เน็ตนั้นมีได้หลายทาง คนในโลกอินเทอร์เน็ตเห็นการปิดกั้นข่าวสารในโลกอินเทอร์เน็ตเป็นเรื่องน่าขัน เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะสามารถสร้างทางลัดทางลอด ก้าวข้ามการปิดกั้นควบคุมของรัฐได้เสมอ การที่เว็บไซต์บางเว็บมิได้หลีกลี้จากอำนาจรัฐแต่ต้น มิได้หมายความว่าเว็บไซต์เหล่านั้นไม่รู้ทางเลี่ยง หากแต่พวกเขาต้องการดำเนินการอย่างโปร่งใส อยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐไทยและพร้อมรับการตรวจสอบการละเมิด

แต่หากรัฐบาลผลักไสให้เว็บไซต์เหล่านี้ลงใต้ดินเสียแล้ว กฎหมายของรัฐไทยก็จะไร้ความหมาย และการละเมิดและผลของการละเมิดกฎหมายก็จะรุนแรงยิ่งกว่า ในอนาคตอันใกล้ เชื่อได้ว่ารัฐบาลนายอภิสิทธิ์จะไม่สามารถรับผิดชอบต่อผลกระทบจากการต่อต้านของชุมชนอินเทอร์เน็ตได้

กล่าวโดยสรุป หากรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะไม่ตระหนักถึงประเด็นต่างๆ ข้างต้น แต่กระทำการใดๆ เพียงเพื่อรักษาอำนาจของตนและพวกพ้อง นายอภิสิทธิ์และพวกพ้องก็จะยังคงดำรงอำนาจอยู่ได้ด้วยข้ออ้างทางกฎหมายอย่างแน่นอน แต่ทว่า นายอภิสิทธิ์จะได้รับการตีตราว่าเป็นเผด็จการผู้สร้างความขัดแย้งยืดเยื้อในสังคมไทยตลอดไป




ที่มา. มติชนออนไลน์
********************************************

ยกสุดท้าย นายกฯอภิสิทธิ์

เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์

เป็นความผิดพลาดในระดับยุทธ ศาสตร์ในระดับเดินหมากผิดตาเดียว แพ้ทั้งกระดาน

หมากตาเดียวนั้นคือ ปฏิบัติการขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ซึ่งเป็นปฏิบัติการทางทหาร

กลายเป็นเงื่อนไขให้ปัญหาต่างๆ ที่ปะทุคุกรุ่นมาก่อนแล้ว ระเบิดออกอย่างรุนแรงบนถนนราชดำเนิน ต่อหน้าต่อตาคนทั้งประเทศ

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. ที่ระดมคนเสื้อแดงเข้ามาชุมนุมในกรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 12-14 มีนา คม และทดสอบความอดทนอดกลั้นของรัฐบาลหลายครั้งหลายหน

แม้จะมีความโน้มเอียงในการใช้ "การทหาร" แก้ปัญหาการเมือง เนื่องจากรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากกองทัพในยุคของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อย่างเต็มที่

แต่กระแสสังคมก็กดดันจนนายอภิสิทธิ์ ยอมเดินเข้าโต๊ะเจรจากับนปช.ก่อนจะลงเอยด้วยความล้มเหลว

สถานการณ์พัฒนาไปอีกขั้น โดย ผู้ชุมนุมขยายเวทีไปยังสี่แยกราชประสงค์ ทำให้ธุรกิจ เศรษฐกิจบริเวณนั้นเป็นอัมพาตอย่างสิ้นเชิง

ก่อนการปะทะในวันที่ 10 เมษายน รัฐบาลได้สั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีของชาวเสื้อแดง และเว็บไซต์ของเสื้อแดงอีกกว่า 30 เว็บ

เพื่อตัดเครือข่ายการประสานงานและแจ้งข่าวสารของเสื้อแดง

และกลายเป็นชนวนปะทะ ระหว่างคนเสื้อแดงกับทหารที่รักษาการสถานีบริการภาคพื้นดินของไทยคมที่อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี ในวันที่ 9 เมษายน

ทหารยอมล่าถอย หลังจากใช้น้ำฉีด ใช้แก๊ส น้ำตาแล้วไม่ได้ผล

เช้ารุ่งขึ้น 10 เมษายน จึงเกิดเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกกองทัพภาค 1

ตามมาด้วยปฏิบัติการขอพื้นที่ถนนราชดำเนิน และสะพานผ่านฟ้าคืน ในช่วงเที่ยงของวันที่ 10 เมษายน

ผลของคำสั่งขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุม ทำให้ มีกองกำลังทหาร อาวุธครบมือ พร้อมรถเกราะ รถสายพานลำเลียง เดินทางเข้าไปที่บริเวณใกล้อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ผู้ชุมนุมที่บางตาในตอนแรก เสริมกำลังเข้ามาอย่างรวดเร็ว กลายเป็นการเผชิญหน้าในเวลาย่ำค่ำที่ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

เป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์ที่สุดสำหรับความรุนแรง

อุณหภูมิของความเกลียดชังที่บ่มไว้อย่างเป็นระบบ และความขัดแย้งต่างๆ ที่สั่งสมมาจากยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และความเคียดแค้นจากเดือนเมษายน 2552 ฯลฯ ได้จังหวะระเบิดออกอย่างฉับพลัน

มีกลุ่มฉวยโอกาสออกมาใช้อาวุธสงครามยิงใส่ ทหาร จนสูญเสียนายทหารระดับพันเอก ผู้บังคับ บัญชาระดับพลตรีบาดเจ็บ และกำลังพลเสียชีวิต อีกหลายนาย

รถหุ้มเกราะ รถสายพานลำเลียง รถฮัมวี อาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมากถูกทำลายและถูกยึด

เป็นอีกครั้งที่กองทัพไทยโดนฉีกหน้าเสียหายยับเยิน

โดยมีกระแสข่าวระบุว่า เบื้องหลัง เกิดความขัด แย้งและการชิงอำนาจในกองทัพ ที่แตกออกเป็นสายอำนาจปัจจุบันและสายอำนาจเก่า

ส่วนฝ่ายประชาชนเสื้อแดง เอาชีวิตมาสังเวยถนนราชดำเนินอีกร่วม 20 คน เป็นการเสียชีวิตปริศนา เพราะฝ่ายทหารยืนยันว่าไม่ได้ใช้กระสุนจริงยิงใส่ประชาชน

ขณะที่เสื้อแดงระบุว่า ฝ่ายทหารใช้สไนเปอร์ หรือพลแม่นปืนซุ่มบนตึกสูง ยิงเด็ดหัวทีละคน

จนบัดนี้ ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่า ชีวิตเหล่านี้เป็นผลงานของใครกันแน่

สภาพมิคสัญญีที่เกิดใจกลางกรุงเทพฯ ใกล้แหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติมาชุมนุมกัน คือถนนข้าวสาร และย่านสนามหลวง ทำให้ภาพเหตุ การณ์ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก

แต่เรื่องราวยังไม่จบเพียงเท่านี้

กลุ่มผู้ชุมนุมยุบเวทีผ่านฟ้า ย้ายไปรวมเป็นเวทีเดียวที่ราชประสงค์ ขยายพื้นที่ชุมนุมไปในถนนธุรกิจรอบๆ และเตรียมเคลื่อนไหวใหญ่อีกระลอก

ยิ่งสร้างผลกระทบและแรงกดดันต่อนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล

แต่รัฐบาลยังเดินหน้าต่อ นอก จากยืนยันไม่ยุบสภา ไม่ลาออกแล้ว ยังผลักดันให้ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ดำเนินการต่อผู้ชุมนุมและผู้สนับ สนุน

โดยจะเรียกนักธุรกิจ นักการเมือง ที่สนับสนุนการชุมนุมเข้าราบ 11

และยังส่งตำรวจไปจับกุมแกนนำเสื้อแดงที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ในเช้าวันที่ 16 เมษายน แต่คว้าน้ำเหลว

ผลจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน แม้รัฐบาลจะพยายามเดินหน้า

แต่เป็นการเดินหน้าที่อ่อนเปลี้ย และมีแนวโน้มว่าอาจจะไม่ได้รับ ความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่

เนื่องจากเป็นการใช้มาตรการแข็งกร้าวแบบการทหาร เข้าจัด การกับความขัดแย้งทางการเมือง

ผลจากวันที่ 10 เมษายน ทำ ให้สถานะของนายอภิสิทธิ์เปลี่ยนแปลง อย่างพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ

ประการหนึ่ง กองทัพ โดยพล.อ. อนุพงษ์ ได้กล่าวในการแถลงข่าวว่า ปัญหาการเมืองจะต้องยุติด้วยการ เมือง และอาจจะต้องมีการยุบสภา

ซึ่งเท่ากับบีบให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา ขณะที่ข่าวเบื้องลึกระบุว่า ฝ่ายทหารจะไม่รับนโยบายขอพื้นที่คืนอีกต่อไป

ประการหนึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลได้เปลี่ยนท่าที ยุติการสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ โดยจะใช้การเจรจาภายใน บีบให้นายอภิสิทธิ์ลาออกจากตำแหน่ง เพื่อเปลี่ยนตัวนายกฯ ลดการเผชิญหน้ากับเสื้อแดง

และยังมีปัจจัยสำคัญเข้ามาเกี่ยวข้องคือการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติเห็นควรยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากความผิดในเรื่องเงินบริจาค 258 ล้านบาทและเงินอุดหนุนพรรคการ เมือง 29 ล้านบาท รอการตัดสินของศาลรัฐ ธรรมนูญต่อไป

เท่ากับลดอำนาจต่อรองของพรรคประชาธิปัตย์ลงไปอีก

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในสภาพโดดเดี่ยวเคว้งคว้าง

รอเวลา"ร่วง"!?


ที่มา.ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ รายงานพิเศษ
*****************************************************

ใครฆ่าทหาร...!!!??

ครบรอบ 7 วันเหตุการณ์ 10 เมษาเลือด

จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์เพิ่มขึ้นเป็น 23 คน

แต่ยังไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ

จากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้สั่งการสูงสุดทางการเมือง

จากคณะรัฐมนตรีที่เห็นชอบร่วมกันในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อันนำมาสู่การใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมจนเกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตและทรัพย์สินประชาชน

จากพรรคการเมือง"หุ้นส่วนอำนาจ"ของรัฐบาล

ตลอดจนบรรดาผู้นำกองทัพซึ่งเปรียบเสมือนเสาค้ำยันรัฐบาล ทั้งยังมีส่วนสำคัญในฐานะ"เครื่องมือ"ของรัฐบาลในปฏิบัติการสลายการชุมนุม

ใครคิดจะชิ่งหนีตอนนี้คงไม่ทัน

การฉวยโอกาสผสมโรงเรียกร้องให้รัฐบาล"ยุบสภา"หลังเกิดเหตุ

ก็ไม่ช่วยให้ภาพของตนเองดูดีขึ้นเท่าไหร่

โดยเฉพาะผู้นำกองทัพที่เอาชีวิตทหารผู้ใต้บังคับบัญชาไปแลกกับการปกป้องรัฐบาล

หันปากปืนเข้าหาประชาชน

การให้โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ซึ่งเป็นคนเดียวกับโฆษกกองทัพบกออกมาเล่าความข้างเดียวผ่านสื่อในมือ

ทิ้งน้ำหนักลงในเรื่องทหารเป็นฝ่ายสูญเสียจากการถูกโจมตีโดยกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งยังพิสูจน์ไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าเป็นใคร อยู่ฝ่ายใด หรือเป็นมือที่สาม สี่ ห้า ฯลฯ

มีคลิปภาพและเสียงออกมาเสร็จสรรพ

ถามว่าแล้วยังไง?

ศพทหารช่วยให้นายกฯ รัฐบาลและกองทัพมีความชอบธรรมมากขึ้นหรืออย่างไร

ในเมื่อรัฐบาลรู้อยู่แล้วจากเหตุระเบิดป่วนเมืองรายวันที่ผ่านมา ว่ากลุ่ม "มือที่สาม" ซึ่งจ้องฉวยโอกาสขยายสถานการณ์ความรุนแรงนั้น มีตัวตนอยู่จริง

และกลุ่มที่รัฐบาลไม่รู้ชัดว่าเป็นใครและยังจับกุมไม่ได้นี้เอง

ได้แฝงตัวเข้ามาก่อเหตุฆ่าทหารและประชาชนกลางเมือง

เมื่อเป็นเช่นนี้หากมีใครสักคนกล่าวหารัฐบาลส่งทหารออกไปเป็นเหยื่อ

ก็คงไปว่ากล่าวเขาไม่ได้

อย่าว่าแต่ตลอดเวลาที่ผ่านมารัฐบาลถูกวิพากษ์วิจารณ์มากว่าการไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหา "มือที่สาม" เพราะต้องการใช้เป็นเครื่องมือทำลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

สุดท้ายจนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีใครสรุปได้ชัดเจนจริงๆ ว่ามือที่สามดังกล่าว

ยื่นยาวออกมาจากฝ่ายใดกันแน่


ที่มา.ข่าวสดรายวัน
คอลัมน์ เหล็กใน
***********************************************

พลิกแฟ้มประวัติศาสตร์"กองทัพแตก"ชนวน"นองเลือด"

เชื่ออย่างยิ่งว่าคนไทยส่วนใหญ่จะไม่คาดฝันว่าเหตุการณ์เมื่อค่ำๆ ของวันที่ 10 เม.ย. 2553 จะเกิดการปะทะที่นำไปสู่การสูญเสียมากมายถึงเพียงนี้ มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บร่วมพันคน

แต่หากย้อนกลับไปสแกนสถานการณ์ก่อนหน้านี้ตั้งแต่กลุ่มเสื้อแดงเริ่มชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มี.ค. บวกกับดูสมการอำนาจในกองทัพไทยที่ประสบกับภาวะเสียดุลครั้งใหญ่ก็จะเห็นว่าการนองเลือดเที่ยวนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ภาพของชายชุดดำถืออาวุธครบมือ เล็งเป้ายิงฝ่ายทหารตั้งแต่ระดับผู้บัญชาการ สถานการณ์ปาระเบิด ยิงคนเสื้อแดง อาจเป็นภาพที่ไม่คุ้นตาผู้คนในสังคมไทย แต่ถ้าจับอาการกองทัพที่มีความแตกแยก ถึงขั้นมี "ไส้ศึก" คอยให้ข้อมูลแก่กลุ่มคนเสื้อแดงหรือที่เรียกว่า "ทหารแตงโม"

ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ จตุพร พรหมพันธุ์ และวีระ มุสิกพงศ์ 3 แกนนำ นปช. รู้ทุกครั้งว่าในที่ประชุม ศอ.รส. มีการพูดคุยเรื่องอะไรบ้าง มีการแจกเอกสารกี่แผ่นไม่ว่าจะลับแค่ไหนก็หลุดรอดมาถึงมือ 3 เกลอ นปช. ได้ทุกที ขณะที่ฝ่ายเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวอะไรรัฐบาลไม่เคยรู้ จึงถูกชักจูงให้หลงเกมแทบจะตลอดต้องตามแก้เกมกันพัลวัน

พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ อดีตที่ปรึกษากองทัพไทย นายทหารที่ใกล้ชิดกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังเคยยอมรับเองว่าสภาพของกองทัพตอนนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เพราะว่านายทหารจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) หรือที่เรียกติดปากว่า "บูรพาพยัคฆ์" ขึ้นเป็นใหญ่ทั้งแผงไล่ตั้งแต่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.ท.คณิต สาพิทักษ์

เป็นไปได้ที่จะถูกต่อต้านจาก "ภายใน"

อาการ "อั้น" ของทหารกลุ่มอื่นที่ไต่ระดับขึ้นไม่ได้และคาดว่าจะไม่ได้อีกนาน เพราะ "บูรพาพยัคฆ์" จัดโผล่วงหน้าหลายปี ทำให้เกิดสภาพ "แตงโม" ขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนในยุทธการลาดหลุมแก้ว เมื่อวันที่ 9 เม.ย. กลุ่มเสื้อแดงไปล้อมสถานีดาวเทียมไทยคม ทั้งที่ขณะนั้นอยู่ในภาวะการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่กลุ่มเสื้อแดงก็สามารถบุกเข้าไปภายในบริเวณอาคารได้อย่างง่ายดาย

ขณะที่ทหาร ซึ่งมีอำนาจมหาศาลตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน "แตกพ่าย" ไม่เป็นท่า ไม่สามารถปกป้องสถานที่อันเป็นหัวใจของระบบการสื่อสารของชาติเอาไว้ได้

ณัฐวุฒิ รู้ขนาดว่ามีกำลังพิเศษจู่โจมตามมาจัดการเสื้อแดง จึงดักรออย่างรู้เท่าทัน และค้นจนยึดอาวุธปืนเอาไปเก็บไว้ได้ สุดท้ายกลุ่มเสื้อแดงบังคับให้ต่อสัญญาณพีเพิลแชนแนลได้สำเร็จ เท่ากับว่าการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นแค่เศษกระดาษที่ไร้ความหมาย ขณะที่เสื้อแดงที่ราชประสงค์ ซึ่งมีจำนวนแค่หยิบมือไม่ถูกแตะต้องแม้แต่ปลายเล็บ

เหตุการณ์วันนั้น ทำให้สามเกลอยิ่งมั่นใจในพลัง "แตงโม" ว่ามีมากพอที่จะทำให้อำนาจรัฐง่อยเปลี้ยเสียขา สามารถชุมนุมยืดเยื้อโดยไม่ถูกสลาย และถ้าเสี้ยมหนักเข้าก็จะมีของแถมอย่าง "ชายชุดดำ"

การที่ความแตกแยกในกองทัพเป็น "ตัวแปร" ให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดในการต่อสู้ทางการเมืองของภาคประชาชนไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นครั้งนี้เป็นครั้งแรก

แต่ย้อนกลับไปเมื่อเหตุการณ์ 14 ต.ค. 2516 นักศึกษาประชาชนออกมาชุมนุมเรียกร้องรัฐธรรมนูญจาก จอมพลถนอม กิตติขจร ปรากฏว่าเกิดการปะทะกับทหารตำรวจในขณะที่กำลังสลายตัว ว่ากันว่าชนวนเหตุการณ์นองเลือดครั้งนั้นมาจากความไม่ลงรอยกันระหว่างอำนาจ 2 ขั้ว คือขั้ว จอมพลถนอม กิตติขจร จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และขั้ว พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผบ.ทบ. ในขณะนั้นที่ถูกจอมพลถนอม "สตัฟฟ์" ให้นั่งอยู่ในเก้าอี้รองผบ.ทบ.มายาวนานถึง 8 ปีเต็ม ตั้งแต่ปี 2509-2516 จึง "วางยา" ปฏิบัติการแขวนป้าย "ทรราช" ให้แก่

จอมพลถนอม จอมพลสฤษดิ์ และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ต้องหลบหนีไปอยู่ต่างประเทศในที่สุด

ขณะที่หลังเหตุการณ์ พล.อ.กฤษณ์ ขึ้นเป็นผบ.สส. และก้าวขึ้นเป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาล ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ปี 2519

หรือเหตุการณ์พฤกษาทมิฬ ปี 2535 ก็เป็นการเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชน ควบคู่ไปกับความร้าวฉานในกองทัพระหว่างจปร.รุ่น 7 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ที่ซ่องสุมกำลัง "วัดรอยเท้า" จปร.รุ่น 5 นำโดย พล.อ.สุจินดา คราประยูร พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ ชนิดหายใจรดต้นคอ

ว่ากันว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นชนวนความรุนแรงที่บานปลายเป็นการเข่นฆ่าประชาชน มาจากน้ำมือของนายทหาร จปร.7 นั่นเอง สุดท้ายพล.อ.สุจินดา เป็นนายกรัฐมนตรี "มือเปื้อนเลือด" ไปได้อีกหนึ่งราย

เมื่อย้อนไปดูประวัติศาสตร์เหตุการณ์นองเลือดครั้งสำคัญในการเมืองไทย ล้วนเกี่ยวพันกับปัญหา "ความแตกแยก" ขัดแย้งกันเองภายในกองทัพอย่างแยกไม่ออก "ชายชุดดำ" ที่สาดกระสุน ปาระเบิดในค่ำวันที่ 10 เม.ย. ก็เช่นกัน แต่ปัญหาคือกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งยืนยันว่ายึดในแนวทางสันติวิธีกลับไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจหรือพยายามขจัดขบวนการ "คนเสื้อดำ" ให้ออกไปให้พ้นเส้นทางของคนเสื้อแดงเลยแม้แต่น้อย หนำซ้ำยังกลับแสดงท่าทีตอบรับอย่างอบอุ่น นายจตุพร ยอมรับบนเวทีผ่านฟ้าฯ เมื่อวันที่ 13 เม.ย. ว่าถือว่าเป็น "โชคดี" ของกลุ่มเสื้อแดงที่มี "กลุ่มชุดดำ" มาช่วยไม่เช่นนั้นเสื้อแดงจะยิ่งตายมากกว่านี้

สถานการณ์หลังจากนี้จะดุเดือดมากขึ้นเพราะคู่ขัดแย้งเป็นทหารในกองทัพซึ่งมีอาวุธหนักกันทั้งสองฝ่าย

ขณะที่กลุ่มเสื้อแดงเองก็อาศัยความแตกแยกนี้เองเสี้ยมรอยร้าวให้หนักขึ้น ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายรบกันให้เลือดนองอีกหนึ่งรอบเพื่อเป้าหมายเดียวคือ "ล้มรัฐบาล" โดยไม่ใส่ใจว่าจะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเซ่นสังเวยสงครามอำนาจของคนไม่กี่กลุ่มอีกกี่ชีวิต


ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
โดย.เสถียร วิริยะพรรณพงศา
**********************************************

วันศุกร์ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2553

ทรราชย์ ตั้ง ผบ.ทบ.คุม ศอฉ.เดินหน้าลุยแดง-ก่อการร้าย

เมื่อเวลา 21.15 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจว่า สถานการณ์ในปัจจุบันได้พัฒนาขึ้นมาในลักษณะที่มีกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งได้ดำเนินการในการก่อการร้าย โดยอาศัยผู้ชุมนุมที่บริสุทธิเป็นเครื่องมือ ขณะที่การทำงานของรัฐบาลนั้นได้แบ่งออกเป็นสองส่วน คือในส่วนของความเดือดร้อนของประชาชนที่เกี่ยวข้องการความไม่ยุติธรรม หรือการเรียกร้องเรื่องต่างๆ นั้น ฝ่ายการเมืองจะดำเนินการด้วยการพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาต่อไป แต่ปัญหาที่สำคัญคือปัญหาในส่วนที่สอง คือปัญหาการก่อการร้าย เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด เพื่อแก้ปัญหาของชาติและปกป้องสถาบันหลักของชาติ ซึ่ง ศอฉ.พยายามเดินหน้าแก้ปัญหาอยู่

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า สำหรับการบังคับใช้กฎหมายนั้น เมื่อเช้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมแกนนำบางส่วน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้อีก ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลและ ศอฉ.จะดำเนินการขณะนี้คือ การดำเนินการเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเป็นไปได้อย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการขยายผลไปยังกลุ่มคนที่มีส่วนในการสนับสนุนการชุมนุมที่เชื่อมโยงกับการก่อการร้าย ซึ่งได้มีการเรียกคนที่อยู่ในข่ายเหล่านี้ มารายงานตัว และได้มีการมอบหมายให้ ดีเอสไอ รับเรื่องการก่อการร้ายทั้งหมดเข้าไปเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งคาดว่าจะทำให้การดำเนินการตามกฎหมายเป็นไปได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า การดำเนินการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งมักไม่ประสบความไม่สำเร็จที่ผ่านมานั้น ทำให้ต้องมาทบทวนเรื่องของโครงสร้างต่างๆ ในการแก้ปัญหา จึงได้ตัดสินใจปรับโครงสร้าง ศอฉ.เพื่อให้สามารถระดมกำลังในลักษณะที่เป็นเอกภาพและบูรณาการมากยิ่งขึ้น และเพื่อดำเนินการกับการก่อการร้ายเป็นการเฉพาะ จึงได้เปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้รับผิดชอบ จากเดิมที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ เป็นผู้บริหารเรื่องสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งหมด แต่เพื่อให้กระบวนการของการบังคับบัญชาสามารถทำได้เข้มข้น และกระชับมากขึ้น สอดรับกับการปรับโครงสร้างของ ศอฉ.จึงได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหัวหน้าผู้รับผิดชอบ เป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก และเพิ่มอำนาจที่นอกเหนือจากการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วไปแล้ว พล.อ.อนุพงษ์ จะเข้ามาดูแลเรื่องปัญหาการก่อการร้าย โดยตรง


ที่มา.เนชั่นทันข่าว
**********************************************

สื่อนอกชี้รัฐล้มเหลวซ้ำซาก จับแกนนำแดง

สื่อนอกวิเคราะห์รัฐบาลล้มเหลวซ้ำซาก จับกุมแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ชี้สถานการณ์ในขณะนี้ตึงเครียดมาก มีแนวโน้มเกิดความรุนแรง แถมแดงยังมีสื่อในมือ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่ง ต่างก็ออกมาพูดถึงความล้มเหลวของฝ่ายรัฐบาลในความพยายามจับกุมกลุ่มแกนนำเสื้อแดงในวันนี้ โดยอัลจาซีร่า บอกว่า สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดมาก และมีแนวโน้มว่าอาจจะปะทุกลายเป็นความรุนแรง เมื่อมีข่าวลือสะพัดในกลุ่มผู้ชุมนุมว่าการบุกโรงแรม เป็นการเริ่มต้นสลายการชุมนุมของฝ่ายรัฐบาล ขณะที่นักวิเคราะห์การเมืองบอกว่า ตอนนี้เทศกาลสงกรานต์ปิดฉากลงแล้ว ทั้งสองฝ่ายจะกลับมาเผชิญหน้ากันมากยิ่งขึ้น

ดีพีเอของเยอรมันบอกว่า การจู่โจมดังกล่าว กลับยิ่งสร้างความโกลาหลให้กับรัฐบาลมากขึ้น การจู่โจมที่เพลี่ยงพล้ำครั้งนี้ เป็นการกระหน่ำนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อีกครั้ง หลังจากกลุ่มเสื้อแดงที่พร้อมทำศึกมากขึ้น กดดันหนักขึ้นให้ประกาศยุบสภา และเลือกตั้งใหม่

ดีพีเอ บอกด้วยว่า กลุ่มเสื้อแดงมีสถานีโทรทัศน์ และวิทยุเป็นของตนเอง รวมทั้งมีผู้สนับสนุนหลายหมื่นทั่วกรุง ที่สามารถระดมกำลังมาได้อย่างรวดเร็วในทุกจุดที่มีการเผชิญหน้าในกรุงเทพ

ส่วนเอเอฟพี บอกว่าการจู่โจมครั้งนี้ จบลงด้วยความล้มเหลวที่น่าดูชม เมื่อเป้าหมายหลบหนีไปได้ทั้งๆที่มีตำรวจปราบจลาจลหลายสิบนายอยู่ใกล้ๆ และทำให้แกนนำการประท้วงประกาศที่จะไล่ล่านายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีแทน ความพยายามที่ผิดพลาดครั้งนี้ เกิดขึ้นไม่กี่วัน หลังกองทัพล้มเหลวในการเคลียร์พื้นที่ในเมืองหลวงจากกลุ่มผู้ประท้วงรัฐบาล จนกลายเป็นเหตุนองเลือดครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 18 ปี

ด้านเอพีบอกว่า วิกฤติการณ์การเมืองของไทยในวันนี้มีการพลิกผันแบบเหนือจริง เมื่อแกนนำการประท้วงหลบหนีการจับกุมไปได้ด้วยเชือก แถมยังจับตำรวจไปด้วย 2 นาย การหลบหนีไปได้ครั้งนี้ ถือเป็นความขายหน้าครั้งล่าสุดของรัฐบาลที่ในช่วงไม่ถึง 30 นาทีก่อนที่จะเกิดเรื่อง ได้ประกาศว่าทางการกำลังล้อมโรงแรมที่แกนนำพักอยู่ ความพยายามในวันนี้ ส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมที่จะเสี่ยงอีกครั้งในการเผชิญหน้ากับกลุ่มเสื้อแดง แต่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ทำได้แต่เพียงสร้างความโกรธให้กับกลุ่มผู้ประท้วง จนนำไปสู่การประกาศสงครามกับรัฐบาล

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
*************************************************

ผบ.ทบ.สั่งด่วนถึง5เสือ ทบ.-ผู้บังคับหน่วยกองทัพบกประชุม19เม.ย. ทำความเข้าใจการทำหน้าที่ของกำลังพล

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีคำสั่งด่วนถึงผู้บังคับหน่วยกองทัพบกระดับพลตรีขึ้นไป ให้เข้าร่วมประชุมผู้บังคับหน่วยขึ้นตรงกองทัพบก (ผบ.นขต.ทบ.) วาระพิเศษ ในวันที่ 19 เม.ย.นี้ เวลา 13.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก

การประชุมครั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ พร้อมด้วย 5 เสือ ทบ.ประกอบด้วย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พร้อมด้วย แม่ทัภาคที่ 1-แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการป้องกันภัยทางอากาศ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้ พล.อ.อนุพงษ์ จะใช้โอกาสครั้งนี้ทำความเข้าใจกับ ผบ.หน่วยระดับนายพลขึ้นไปถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ในการทำหน้าที่ของกำลังพลที่ออกไปทำภารกิจตามประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งเหตุปะทะในการปฏิบัติภารกิจขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ จนนำไปสู่เหตุรุนแรงและเกิดการสูญเสียของทั้งสองฝ่าย และจะชี้แจงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นถึงกรณีที่มีการนำกองทัพบกเข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องความขัดแย้งกับฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และมีความพยายามสร้างข่าวเพื่อให้กองทัพเกิดการแตกแยกกันเอง รวมทั้งกระแสข่าวที่ทหารจะทำการปฏิวัติ


ที่มา.มติชนออนไลน์
*****************************************

เรืองไกร"โผล่เสื้อแดง บอกเป็นตัวประสาน

เมื่อเวลา 15.15 น. นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา ได้เดินทางมาหารือแกนนำนปช.ที่เป็นส.ส. อาทิ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. กรณีที่เพื่อนส.ว.เป็นห่วงสถานการณ์หลังจากเกิดเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่าน และกำลังดำเนินไปสู่จุดรุนแรงมากขึ้น จึงอยากใช้ช่องทางของสภาโดยอยากเสนอให้รัฐบาลใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 179 ที่ระบุ ว่า ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรและสามาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายไม่ได้ ซึ่งในวันนี้ก็มีเพื่อนส.ว.อีกกลุ่มหนึ่งเดินสายไปประสานกับฝ่ายรัฐบาลเพื่อให้ใช้ช่องทางนี้ โดยส.ว.เห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้เห็นช่องทางนี้เหมาะสมที่สุด เพื่อให้เป็นเวทีของรัฐบาล ได้ตอบข้อสงสัยกับส.ว.และส.ส. รวมถึงประชาชนจะได้รับทราบเรื่องที่ควรจะรู้แต่ยังไม่มีการพูดถึงในเรื่องของการตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. รวมทั้งการออก พ.ร.ก.จะต้องมาชี้แจงกับทางสภาให้รับทราบ เพราะในฐานะที่สภามีหน้าที่ควบคุม และ บริหารราชการแผ่นดิน อีกทั้งข้อมูลที่เผยแพร่ตามสื่ออยู่ขณะนี้เป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกันทำให้เกิดความสับสน และส่วนใหญ่ก็เป็นการนำเสนอของฝ่ายรัฐบาล

นายเรืองไกร กล่าวอีกว่า หลังจากที่ตนได้พบแกนนำแล้วที่เป็นส.ส.แล้วก็เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว ซึ่งการประสานงานในครั้งนี้กับทั้ง 2 ฝ่ายแล้วทางกลุ่มเพื่อนส.ว.จะมีการนัดกันในเวลา 18.00 น.เพื่อหารือเพราะหากแนวทางของส.ว.ไม่เป็นผลก็จะแถลงข่าวให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง ส่วนที่รัฐบาลเกรงว่าหากมีการเปิดประชุมสภาแล้วไม่ปลอดภัยก็สามารถที่จะสถานที่ใหม่ก็ได้ แต่รัฐบาลไม่ควรที่จะนำกำลังทหารมาปิดกันกีดขวางทางเข้าสภาเหมือนครั้งที่ผ่านไม่ได้ ขอเพียงเพื่อให้มีการมาดูแลความปลอดภัยเท่านั้น

“ ผมเป็นห่วงว่าจะไม่ทันการณ์ เพราะได้รับสัญญาณมาว่าจะเกิดความรุนแรงภายใน 2 วันนี้ ซึ่งจะหนักกว่าเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผมได้รับทราบมา จึงอยากให้ใช้ช่องทางสภาเพื่อเบรกก่อนที่จะมีการปะทะ และอย่างเร็วที่สุดควรที่จะเปิดสภาในวันที่ 19 เม.ย.นี้ได้เลย เพราะหากจะมารอการเปิดประชุมสภาส.ส.ในวันที่ 21 ม.ย.นั้นจะช้าไปอย่างไรก็ตามรัฐบาลเองอย่าลืมว่าตัวเองเป็นรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ไม่ได้มาจากระบบรัฐประหาร เพราะฉะนั้นจะทำอะไรขอให้คิดให้ดีก่อน” นายเรืองไกรกล่าว


ที่มา.เนชั่นทันข่าว
**********************************************