--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันศุกร์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2557

ก้าวเล็กๆเพื่อ ปชต. ก้าวที่ยิ่งใหญ่เพื่อประเทศ !!

เมื่อครั้งที่สหรัฐอเมริกา ส่งยานอพอลโล 11 ไปลงดวงจันทร์ พร้อมนักบินอวกาศ ได้มีวลีเด็ดประโยคหนึ่งเกิดขึ้นในการเหยีบพื้นดวงจันทร์ครั้งแรกของมนุษย์ นั่นคือ
แม้เป็นก้าวเล็กๆของมนุษย์ แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ

สำหรับประเทศไทยยามนี้ แม้อาจจะไม่ได้มีเหตุการณ์ถึงขั้นก้าวไปยืนบนดวงจันทร์ แต่เหตุการณ์ “ก้าวเดินไปข้างหน้า เพื่อที่จะใช้สิทธิในการเลือกตั้ง”ของผู้หญิงตัวเล็กๆ 2 คน เมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา
ต้องถือว่า มิได้เป็นเพียงแค่ก้าวเล็กๆของสตรีใจกล้า แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่สำหรับอนาคตประชาธิปไตยของประเทศนี้

เป็นก้าวที่กล้าในภาวะที่ประเทศชาติต้องถูกต้อนเข้าสู่มุมอับ เจอทางตันจากการปิดล้อมทางการเมือง ด้วยการปลุกสร้างกระแสเกลียดชังของพลังบริสุทธิ์กลุ่มหนึ่งให้ออกมาขับไล่ระบอบทักษิณ แล้วบานปลายเป็นการแช่แข็งปิดประเทศไทย

แม้ว่านายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะประกาศอ้างตลอดว่า ใช้แนวทางอารยะขัดขืนเพื่อคัดค้านการเลือกตั้ง ด้วยการชุมนุมอย่างสงบ สันติ ปราศจากความรุนแรง

สอดรับกับแนวทางของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ระบุเช่นเดียวกันว่าบอยคอตการเลือกตั้ง แต่ไม่ขัดขวางการเลือกตั้ง

แต่ภาพจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็คือการไปปิดล้อมการรับสมัครเลือกตั้ง เกิดความรุนแรงจากความพยายามที่จะปิดล้อมพยายามที่จะบุกรุกเข้าไปในสถานที่ กระทั่งนำไปสู่ความสูญเสียชีวิตของทั้งผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แม้ว่าบทเรียนจากความรุนแรงที่สนามกีฬาไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง จะทำให้นายสุเทพ ประกาศว่า แม้ไม่สนับสนุนการเลือกตั้ง แต่ก็จะไม่ขัดขวางการเลือกตั้ง

สุดท้ายก็ยังคงมีกรณีที่แตกต่างจากคำประกาศของนายสุเทพ และเกิดความสูญเสียชีวิต และบาดเจ็บกันขึ้นอีกครั้ง

ความจริงถูกฟ้องโดยคลิปเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่มีการแชร์กันสนั่นโลกออนไลน์ คลิปแรกคือกรณีที่หญิงสาวคนหนึ่งพยายามรักษาสิทธิของเธอด้วยการฝ่าดงม็อบต่อต้านประชาธิปไตยของกปปส.ราว 500 คน เข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

ในคลิป สตรีผู้นี้ได้พูดกับม็อบกปปส.ที่หน้าประตูเขตสวนหลวงที่ถูกม็อบปิดล็อกไว้ และใช้ม็อบขวางไว้จำนวนมากว่า “เราต้องรักษาสิทธิของเรา ทำไมต้องขออนุญาตใคร คุณสุเทพพูดไว้แล้วว่าคัดค้านแต่ไม่ขัดขวาง แล้วนี่ไง(เธอชี้ไปที่ประตู จุดที่ม็อบนำผ้าคล้องประตูไว้)ว่า นี่ไงเป็นการขัดขวาง แต่ฉันไม่ยอม ยังไงก็จะเข้าไปใช้สิทธิของฉัน ฉันจะเลือกใครก็สิทธิของฉัน”

จากนั้นเธอก็ตัดสินใจที่จะปีนข้ามประตูรั้วที่ขวางไว้เข้าไปในพื้นที่เลือกตั้ง
วินาทีนั้นได้ปรากฏเสียงโห่ร้องดีใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งรายอื่นๆที่โดนม็อบขัดขวาง พร้อมกับส่งเสียงให้เธอว่า “สุดยอดๆเลย”

เป็นเสียงแสดงความยินดีร่วมให้กำลังใจ ที่ดังลั่นจนกลบเสียงนกหวีด

ต่อมาได้มีการสัมภาษณ์ หญิงสาวผู้นี้ ทำให้สังคมได้รับทราบชื่อของเธอว่า นางสาวสุวินันท์ ชัยปราโมทย์ โดยคำให้สัมภาษณ์ ของหญิงกล้าผู้นี้กับทาง Police News โดยสรุปก็คือ
“วันนี้เป็นวันเลือกตั้งล่วงหน้าที่ใฝ่ฝันมานาน ด้วยใจรักประชาธิปไตยและความยุติธรรม เวลา 08.05 น.โดยประมาณ เสียงม็อบ กปปส.ประกาศเราจะแสดงออกเพื่อคัดค้านการเลือกตั้งโดยสันติอหิงสา เดินเข้ามาอีก100เมตรจะถึงเขตและมีเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยประมาณนึง ก็คิดว่าคงไม่มีอะไรมาก พอเดินมาใกล้ๆ อ้าว ม็อบนกหวีดทั้งนั้นที่มายืนขวางประตูแต่เช้าเลย ทั้งชายฉกรรจ์หน้าตาเหมือนคนใต้หลายคนถือธงชาติด้ามโตหลายอัน ปิดหน้าปิดตาดูน่ากลัวมาก และผู้หญิงเป่านกหวีดอีกหลายคน

ประตูรั้วของเขตปิด เป็นประตูรั้วแสตนเลสสีเงินแบบโปร่ง แต่มองเห็นชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่นั่งทำตาปริบๆว่าผู้ใช้สิทธิ์จะเข้ามายังไง

พอจะเลื่อนเปิดประตู อ้าวเจอผ้าขาวม้าผืนใหญ่มัดประตูไว้แน่นหลายชั้น ยื่นมือเข้าไปแกะท่ามกลางเสียงผู้ชายหน้าโหดหลายคนตะโกนบอก “เข้าไม่ได้ เข้าไม่ได้” เมื่อถามว่าทำไม คำตอบคือ “มีคำสั่งห้ามเข้า” พอถามว่าใครสั่ง คำตอบที่ได้รับคือ “คุณสุเทพ”!!!

เมื่อแย้งว่านายสุเทพบอกคัดค้าน แต่ไม่ขัดขวาง ทางการ์ดก็ยังยืนกรานว่าเข้าไม่ได้ แถมยังดึงมือปัดมือไม่ให้แกะผ้าผูกปิดประตูออก ทำให้วินาทีนั้นรู้สึกถูกริดรอนสิทธิ์อย่างมาก รับไม่ได้เลย แต่ใจไม่มีความกลัวอันธพาลเลยแม้แต่น้อย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่ายังไงก็ต้องไปใช้สิทธิ์ของเราให้ได้ ก็เราคนไทย ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แล้วทำไมเราต้องยอมคนแบบนี่

วินาทีนั้นเลยโยนรองเท้าเข้าไปก่อน แล้วปีนรั้วขึ้นข้ามไปโดยไม่สนใจเสียงโห่ของม็อบคนเลวพวกนี้เลย เจ้าหน้าที่หญิงสองสามคนวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจปรบมือดีใจต้อนรับ รีบพาเข้าไปคูหาเลือกตั้ง เขาบอก “พี่คือผู้ใช้สิทธิ์ในเขตคนแรกเลยน่ะค่ะที่เข้ามาได้ พี่กล้ามากเลยนะคะ”
เลยบอกไปว่า ดิฉันรับไม่ได้กับบ้านป่าเมืองเถื่อนแบบนี้ นี่หรือประเทศไทย

เป็นอันว่าเธอผู้กล้าก้าวข้ามการขัดขวาง สามารถที่จะเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อให้ประชาธิปไตยของไทยเดินหน้าต่อไปตามระบบที่ถูกต้องที่ควรจะเป็น

เมื่อใช้สิทธิเลือกตั้งเสร็จ ตอนจะกลับออกจากหน่วยเลือกตั้ง เธอก็ต้องปีนรั้วอีก แต่เจ้าหน้าที่แนะนำให้ปีนออกด้านหลังเพื่อความปลอดภัย แต่กลายเป็นว่าลำบากกว่าปีนเข้าซะอีก เพราะด้านหลังรั้วกับหลังคาห่างกันแค่หนึ่งฟุต รั้วก็สูงเกือบสองเมตรได้ แถมทางด้านหลังรั้วยังเป็นทางเดินปูนบนทางระบายน้ำอีก เลยต้องปีนพร้อมกับนอนคร่อมรั้วเพื่อออกมาทางด้านหลัง และเดินออกถนนใหญ่เพื่อกลับมาที่รถ
เสร็จสิ้นการใช้สิทธิทางประชาธิปไตย อันแสนทรหดในความรูสึกของเธอ พร้อมกับระบุว่า

 หากมีบุคคลกล้าอย่างดิฉันอีก ก็เชื่อว่า จะสามารถเดินหน้าพาประเทศเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยได้อย่างแน่นอน!!”

และแน่นอนเช่นกันในโลกโซเชี่ยล ในสื่อต่างๆพูดกันแชร์กันสนั่นไปหมด

เช่นเดียวกับอีกคลิปหนึ่งที่สุภาพสครีพยายามเดินเข้าคูหาเลือกตั้ง บริเวณเขตจตุจักร ท่ามกลางกลุ่มผู้ชุมนุมกปปส. ที่พยายามขัดขวางไม่ให้เข้าไปเลือกตั้ง ด้วยวิธีการสารพัดทั้งจากผู้หญิงด้วยกัน และจากผู้ชายร่างใหญ่กว่าแข็งแรงกว่า ที่ทั้งฉุดกระชาก ทั้งเอาธงชาติคลุมหัวเพื่อลากตัวเธอให้เข้าไปเลือกตั้ง ทั้งๆที่เธอเป็นเพียงผู้หญิงวัย 50 ปี ที่มีเพียงไฟฉายในมือเท่านั้น

แต่เธอก็กล้าที่จะเดินฝ่าม็อบเข้าไป และกล้าที่จะบอกเหตุผลของการถือไฟฉายเข้าไปว่า ประเทศไทยมันมืดนัก ไฟฉายจะส่องทางไปแสวงหาประชาธิปไตยได้ ด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้ง ประเทศชาติจะได้พ้นความมืดมิดเสียที ซึ่งทราบชื่อในภายหลังว่า นางสาวพิจาริณี รัตนชำนอง

สตรีทั้ง 2 คนใช้ความสงบ สันติ และปราศจากความรุนแรงอย่างแท้จริง เป็นธงนำหน้าในการเดินฝ่าคนในกลุ่ม กปปส. ที่ปิดล้อมหน่วยเลือกตั้งเข้าไปเพื่อที่จะใช้สิ?ตามกฎหมายของเธอ

สำหรับผู้ชายก็ไม่น้อยหน้ากัน ที่จุดเลือกตั้งวัดธาตุทอง ก็เป็นอีกแห่งที่ถูกม็อบ กปปส.ปิดล้อม เพื่อขัดขวางไม่ให้คนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เมื่อเข้าไม่ได้ชายผู้หนึ่งซึ่งมาตั้งแต่เช้าเพราะต้องการใช้สิทธิ จึงเลือกที่จะนั่งประท้วงกลางแดด ต่อหน้ากลุ่ม กปปส จนถึงเวลา 10.30 น.

เป็นอีกกรณีของก้าวที่กล้า เพื่อประชาธิปไตยที่น่ายกย่อง เพราะนี่คือสงบ สันติ อย่างแท้จริง
แต่ที่จุดเลือกตั้งจตุจักรอีกเช่นกัน ที่นอกจากจะมีการใช้ควารุนแรงกับนางสาวพิจาริณีแล้ว ยังมีเหตุการณ์ทำร้ายชายคนหนึ่งที่จะเข้าไปเลือกตั้งเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน แถมยังฉวยโอกาสขโมยโทรศัพท์ที่ชายคนนี้ถ่ายภาพเหตุการณ์เอาไว้ไปด้วย

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 มกราคมที่ผ่านมา ในกรณีของการเลือกตั้งล่วงหน้า ที่ทำให้เกิดภาพลบกับประเทศไทย นั่นหมายความรวมถึงกรณีการยิงจนมีผู้เสียชีวิตที่แถวๆวัดศรีเอี่ยม หรือกรณีของเขตลาดกระบัง ที่ผู้ต้องการใช้สิทธิ ได้ใช้ไม้ตีกลุ่มม็อบ กปปส. ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าสลดใจ

เราไม่สนับสนุนความรุนแรงไม่ว่าจากฝ่ายใดทั้งสิ้น รวมทั้งต้องการเห็นการยุติปัญหาทางการเมืองในครั้งนี้โดยสันติ เพราประเทศชาติบอบช้ำมามากแล้ว และที่สำคัญหากยังดันทุรังทำตัวเป็นมะเร็งร้ายของแผ่นดิน ของประเทศกันต่อไป หากเกิดความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ใครจะรับผิดชอบ

อยากให้แกนนำใหญ่อย่างนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้พิจารณาถึงความพยายามรักษาสิทธิ์ของสุภาพสตรีทั้ง 2 ท่าน ว่านี่คือสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาธิปไตยและประเทศชาติอย่างแท้จริงมิใช่หรือ
การปาวๆแต่วาจาว่าไม่ได้รุนแรง ไม่ได้ขัดขวางการเลือกตั้งนั้น จนถึงขั้นนี้แล้ว ไม่คิดที่จะแสดงความ
เป็นลูกผู้ชายรับผิดชอบต่อสิ่งที่พูดแล้วทำไม่เคยได้บ้างหรือ???

ไม่อายสุภาพสตรีที่มีใจแกร่ง และรักประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเลยหรืออย่างไร!!!

ที่มา.บางกอกทูเดย์
---------------------------------------------

คืน สู่ วันวาน !!?

โดย.พญาไม้

ประเทศมันจะเป็นประเทศต่อไปได้อย่างไร..หากว่ากลไกของประเทศมันผิดเพี้ยนไปจากความเป็นปรกติอย่างเชื่อมกันไม่ติด

หากจะนำประวัติศาตร์ของประเทศไทยที่ยาวนานเกือบหนึ่งพันปีมาตรวจสอบแล้ว..ยกเว้นเหตุการณ์ตอนทำศึกสงครามแพ้พม่าจนเสียกรุง 2 ครั้งแล้ว

ต้องนับว่า..เหตุการในช่วงขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุด
และจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครสามารถตอบได้ว่า..หายนะแห่งแผ่นดินนี้จะจบลงในรูปแบบไหน จะจบลงอย่างไร และจะจบลงเมื่อไหร่

แบบไหน..

ประเทศยังจะเป็นประชาธิปไตยต่อไปหรือไม่ หรือจะเป็นประเทศที่ปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่งกับสภาประชาชนของเขา และประกาศไล่ล่ายึดทรัพย์คนฝ่ายตรงกันข้ามและสถาปนาตำแหน่งต่างๆ ทั้งในรูปแบบข้าราชการประจำและการเมืองตามประกาศิตของท่านผู้นำการปฏิวัติ

อย่างไร..

ประชาชนทั้งชาติจะยอมมอบประเทศให้กับคนกลุ่มหนึ่งที่ใช้เครื่องขยายเสียงและรถกระจายเสียงบุกเข้าไปปิดกั้นสถานที่ราชการต่างๆ ไม่ให้บริการประชาชน ไม่ให้ใช้กฏหมายในทุกๆ รูปแบบ ปิดกั้นการทำหนังสือเดินทาง ปิดหนทางรถพยาบาลไม่ให้นำคนไข้เข้าไปรับการรักษา อย่างนั้นหรือ
และหากว่าหลังจากนั้น ประชนชนอีกฝ่ายลุกขึ้นมาทำแบบเดียวกัน รัฐบาลของคนกลุ่มนั้นจะทำอย่างรัฐบาลปัจจุบันหรือไม่หรือจะใช้ความเป็นรัฐบาลสั่งการให้ตำรวจทหารจับกุมคุมขังเอาไปเข้าคุก
ประเทศมันก็จะโคจรอยู่ในวงกลมอุบาทว์ไม่มีวันสิ้นสุดไม่มีวันจบสิ้น

จะจบลงเมื่อไหร่..

เมื่อมันไม่มีวันสิ้นสุด มันก็ไม่มีวันจบสิ้น และอย่าหวังพึ่งอำนาจของกองทัพในตอนนั้น เพราะถึงวันนั้นกองทัพก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะกองทัพก็คือประชาชนสองฝ่ายในเครื่องแบบทหารของชาติ การสั่งการเอนเอียงไปทางหนึ่งทางใด อาจจะเป็นภัยกับกองทัพเสียเอง

ถึงวันนี้ ไทยทั้งชาติต้องกลับไปหาความเป็นจริงที่ว่า..กฏหมายของประเทศจะต้องถูกบังคับใช้ให้เป็นไปตามเจตนารมย์แห่งกฏหมาย

เรื่องจะปฏิรูปจะแก้ไขประเทศ มันไม่ใช่หน้าที่ของคนไทยตนเดียว

ที่มา.บางกอกทูเดย์
----------------------------------------

วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557

สมัชชารัฐสภา อาเซียน !!?

โดย. ณกฤช เศวตนันทน์

ที่ผ่านมาเรามักกล่าวถึงความร่วมมือในด้านเศรษฐกิจของเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียน แต่ท่านผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าอาเซียนมีความร่วมมือในด้านนิติบัญญัติหรือ รัฐสภาด้วย

บทความฉบับนี้จะได้มาทำความรู้จัก "สมัชชารัฐสภาอาเซียน" ซึ่งเป็นความร่วมมือในอีกรูปแบบหนึ่งของอาเซียน

"สมัชชา รัฐสภาอาเซียน" หรือ AIPA (ASEAN Inter-Parliamentary Assembly) เริ่มก่อตั้งอย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐสภาแห่งชาติในอา เซียนและบูรณาการการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติให้มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมถึงเพิ่มช่องทางการทำงานร่วมกันของเหล่าประเทศสมาชิกอาเซียน โดย สมัชชารัฐสภาอาเซียนทำหน้าที่เป็นเสมือนเวทีประชุมแลกเปลี่ยนและปรึกษาหารือ กันระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิก ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับแก้กฎหมายของแต่ละประเทศให้เป็นไปตามข้อตกลงต่าง ๆ ของอาเซียน ตลอดจนร่วมกันผลักดันให้อาเซียนก้าวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

ในปี พ.ศ. 2558 ร่วมกันภายใต้หลักของการเคารพสิทธิมนุษยชนตามระบอบประชาธิปไตยและความมั่นคงในอาเซียน
ปัจจุบัน สมาชิกของสมัชชารัฐสภาอาเซียน ประกอบด้วย รัฐสภาแห่งชาติของประเทศจากสมาชิกอาเซียนจำนวน 10 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย กัมพูชา อินโดนีเซีย สปป.ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม บรูไน และพม่า

โดยปกติสมัชชารัฐสภาอาเซียนจะจัดประชุมใหญ่อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 34 ได้จัดขึ้นที่ประเทศบรูไน ระหว่างวันที่ 17-23 กันยายน พ.ศ.2556 ภายใต้หัวข้อ "บทบาทของ AIPA ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน" ผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 300 คน ประกอบไปด้วย รัฐสภาประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้แทนจากประเทศผู้สังเกตการณ์เข้าร่วมการประชุมอีกจํานวน 6 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเบลารุส แคนาดา สาธารณรัฐประชาชนจีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหพันธรัฐรัสเซีย และสภายุโรป

ทั้งนี้ในการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียนนั้น ประธานรัฐสภาของประเทศที่เป็นเจ้าภาพการประชุมในปีนั้น ๆ จะดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมัชชารัฐสภาอาเซียน ดังนั้น ประธานของสมัชชารัฐสภาอาเซียนคนปัจจุบัน จึงได้แก่ เปฮิน ดาโต๊ะฮัจยี อีซา อิบราฮิม ประธานรัฐสภาแห่งบรูไน นั่นเอง

การประชุมใหญ่สมัชชารัฐสภา อาเซียนครั้งที่ 34 ที่ผ่านมานั้น มีการพิจารณากันในเรื่องต่าง ๆ อาทิ การสนับสนุนประชาคมการเมืองและความมั่นคงอาเซียน การสนับสนุนการเติบโตและการพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อย่างยั่งยืน โดยมีข้อเสนอของอินโดนีเซียและเวียดนามในเรื่องการ สนับสนุนบทบาทของสมัชชารัฐสภาอาเซียน ในการตอบสนองต่อความท้าทายของการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนเพื่อลดช่องว่างการพัฒนาในภูมิภาค การสนับสนุนบทบาทคนรุ่นใหม่เพื่อความพร้อมต่ออนาคตของอาเซียน รวมทั้งข้อเสนอของไทยในเรื่อง

ความ ร่วมมือในการทําให้อาเซียนเป็นเขตปลอดการล่วงละเมิดต่อเด็ก โดยในการประชุมครั้งต่อไปครั้งที่ 35 นั้น สปป.ลาวได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานระหว่างวันที่ 14-20 กันยายน 2557 ณ กรุงเวียงจันทน์ โดย เปฮิน ดาโต๊ะ

ฮัจยี อีซา อิบราฮิม ประธานรัฐสภาแห่งบรูไน ได้ทำการมอบตําแหน่งให้กับ นางปรานี ยาท่อตู้ ประธานสภาแห่งชาติ สปป.ลาว เพื่อการรับหน้าที่เจ้าภาพต่อไปอย่างเป็นทางการแล้ว

สมัชชา รัฐสภาอาเซียนที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ มีความแตกต่างไปจากรัฐสภาของสหภาพยุโรป (European Parliament) อยู่มาก เนื่องจากรัฐสภาของสหภาพยุโรปเป็นองค์กรที่มีสถานะทางอำนาจเหนือรัฐ (Supranational Power) ที่สามารถบัญญัติกฎหมาย พิจารณา รับรองกฎระเบียบและอนุมัติงบประมาณของสหภาพยุโรปได้ โดยการมีอำนาจ เหนือรัฐของรัฐสภายุโรปเกิดจากความยินยอมที่จะสละอำนาจอธิปไตยเป็นบางส่วน ของประเทศสมาชิก ในขณะที่สมัชชารัฐสภาอาเซียนจะไม่มีอำนาจเหนือประเทศสมาชิก และไม่ได้ทำหน้าที่เป็นรัฐสภาที่จะบัญญัติกฎหมายที่ครอบคลุมอาเซียนทุกประเทศได้ เหตุผล ก็น่าจะมาจากความแตกต่างและความหลากหลายของระบบการเมืองการปกครองของประเทศ สมาชิกที่มีทั้งประชาธิปไตยแบบระบบรัฐสภา เช่น ประเทศไทย กัมพูชา สิงคโปร์ และมาเลเซีย กับประชาธิปไตยแบบ

ระบบประธานาธิบดีอย่างอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และพม่า หรือบรูไนที่ปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทำให้หลายประเทศสมาชิกยังไม่อาจใช้รัฐสภาในระบบเดียวกันได้

อย่างไรก็ดีแม้ว่าอาเซียนจะยังไม่พร้อมที่จะมีระบบรัฐสภาที่มีอำนาจเหนือรัฐสมาชิก ได้อย่างเช่นสภายุโรป แต่สมัชชารัฐสภาอาเซียนที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ถือได้ว่ามีประโยชน์ และเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐสภาของประเทศสมาชิกอาเซียนให้มีความใกล้ชิดกันมากขึ้นได้เป็นอย่างดี

เชื่อว่าในการประชุมสมัชชารัฐสภาอาเซียนที่กำหนดจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนั้น จะยิ่งสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นให้กับอาเซียน อันจะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่สมบูรณ์แบบ

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------

เช็คขุมกำลังหน่วยปฏิบัติการพิเศษ พร้อมจู่โจม !!?

สำหรับกำลังตำรวจที่มีศักยภาพเพียงพอจะเป็นชุด "จู่โจม" ตามที่ ศรส. ประกาศว่าจะส่งไปจับกุมบรรดาแกนนำนั้น คงหนีไม่พ้นพวก "หน่วยปฏิบัติการพิเศษ" ของตำรวจหน่วยต่างๆ ที่ได้รับการฝึกฝนให้ปฏิบัติการด้านการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งปัจจุบันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหน่วย "พิเศษ" แบบนี้อยู่ 5 หน่วยงาน ได้แก่ 1. นเรศวร 261 กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน 2. อรินทราช 26 กองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ กองบัญชาการตำรวจนครบาล 3. สยบไพรี กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 4. สยบบริปูสะท้าน กองบังคับการปราบปราม กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และ 5.ปราบไพรีอริศัตรูพ่าย กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1

หากมีการใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษเหล่านี้ก็จะอยู่ในความรับผิดชอบของ พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รอง ผบ.ตร. และมี พล.ต.ท.ปริญญา จันทร์สุริยา ผบช.ประจำสำนักงาน ผบ.ตร. ผู้เชี่ยวชาญด้านสืบสวน เป็นรองหัวหน้า และมี พล.ต.ต.ศรกฤษ แก้วผลึก ผบก.ฝรก. เป็นประจำชุด

แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ คาดว่า หน่วยปฏิบัติการพิเศษที่จะถูกเลือกมาเป็นลำดับแรกๆ คือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษอรินทราช 26 ซึ่งมีความเชี่ยวชาญการใช้อาวุธและยุทธวิธีพิเศษ ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี มีขีดความสามารถในการปฏิบัติการพิเศษต่อภัยคุกคามที่เป็นอาชญากรรม และการก่อการร้าย ด้วยการแย่งชิงตัวประกัน การจับกุม ตามแนว "การบริหารวิกฤตการณ์" ซึ่งการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่ม กปปส. ในครั้งนี้อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของหน่วยอรินทราช 26 โดยตรง เพราะอยู่ในพื้นที่เมืองหลวง และปริมณฑล

หน่วยอรินทราช 26 เป็นหน่วยปฏิบัติการพิเศษระดับกองร้อย สังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ขึ้นตรงกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล หน่วยงานนี้ได้รับการฝึกอบรมอย่างเข้มข้นเป็นระยะ มีอุปกรณ์ครบมือ เช่น ปืนยิงแห, ปืนไฟฟ้า, ปืนพก, ปืนลูกซอง, ปืนกลเบา, ปืนไรเฟิล, ระเบิดมือ, รวมถึงอุปกรณ์ต่อต้านการจลาจล

นอกจากสถานการณ์อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบแล้ว การเลือกหน่วยอรินทราช 26 เป็นชุดปฏิบัติการลำดับแรกๆ เนื่องจาก ทั้งพล.ต.อ.วรพงษ์ และ พล.ต.ท.ปริญญา เคยเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของหน่วยอรินทราช 26 มาก่อน ทั้งในตำแหน่งผบช.น. ซึ่งพล.ต.อ.วรพงษ์ เคยทำหน้าที่ และในตำแหน่งรองผบช.น. ที่ พล.ต.ท.ปริญญา เคยทำหน้าที่ ทำให้มีความคุ้นเคยกับทีมปฏิบัติการเป็นอย่างดี

ถัดมาคือหน่วยปฏิบัติการพิเศษนเรศวร 261 เป็นหน่วยที่มีขีดความสามารถในการยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ การยุทธส่งทางอากาศ การรบพิเศษ และการปฏิบัติการพิเศษ เพื่อตอบโต้ต่อภัยคุกคามที่เป็นทหาร และไม่ใช่ทหาร ในการสงครามพิเศษ และการแก้ไขปัญหา การก่อความไม่สงบ, การก่อการร้าย ทุกรูปแบบ ด้วยการปฏิบัติการปกปิด มีพื้นที่รับผิดชอบปฏิบัติการทั่วประเทศ มีความเชี่ยวชาญในการจู่โจมทางอากาศ ซึ่งเหมาะกับภารกิจจู่โจมชิงตัวแกนนำโดยวิธีการโรยตัวจากที่สูง ซึ่งหน่วยงานนี้มีการฝึกฝนภารกิจดังกล่าวเป็นระยะ

นเรศวร 261 ประกอบกำลังในลักษณะกองร้อยปฏิบัติการพิเศษ (ร้อย ปพ.) จำนวน 3 กองร้อย, กองร้อยกู้ชีพ และงานเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ขึ้นตรง บก.สนับสนุนทางอากาศ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ขณะที่ทางยุทธการ ขึ้นตรงกับศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้าย กองบัญชาการกองทัพไทย

ขณะที่ชุดปฏิบัติการพิเศษ สยบไพรี ของ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) น่าจะเป็นชุดปฏิบัติการถัดมาที่ ศรส. เลือกใช้ เนื่องจากเป็นหน่วยงานในสังกัดซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศรส.ในขณะนี้ เดิมที่ชุดปฏิบัติการพิเศษสยบไพรี ก่อตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่กวาดล้างคดีอาชญากรรมและยาเสพติด มีขีดความสามารถในการต่อสู้และปราบปรามผู้ก่อการร้าย ผ่านการฝึกอบรมจากหลายหน่วยงาน อาทิ ศูนย์สงครามพิเศษกองทัพบก กรมนาวิกโยธิน กองทัพเรือ กรมปฏิบัติการพิเศษ หน่วยบัญชาการอากาศโยธินกองทัพอากาศ และหน่วยรบพิเศษจากต่างประเทศ DEA ของหน่วยงานยาเสพติดประเทศสหรัฐอเมริกา

ถัดมา หน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบไพรีอริศัตรูพ่าย สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 อาจจะถูกเรียกใช้เช่นกัน แม้หน่วยนี้จะยังไม่ค่อยคุ้นชื่อ แต่กองกำลังมีศักยภาพในปฏิบัติภารกิจจู่โจมไม่แพ้กัน ทั้งการจู่โจมทางอากาศ มีความเชี่ยวชาญในการโรยตัวเข้าอาคาร และปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็วในการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่ผ่านมามีการฝึกฝนจำลองเหตุการณ์สถานการณ์ความวุ่นวายจากการชุมนุมทางการเมืองมาเป็นระยะ หน่วยนี้มีกำลังประมาณ 2 กองร้อย ปัจจุบันขึ้นตรงต่อ พล.ต.ท.นเรศ นันทโชติ ผบช.ภ.1 ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมืองขั้วอำนาจในปัจจุบัน

อีกชุดคือ "สยบริปูสะท้าน" ประกอบกำลังจากหน่วยคอมมานโดกองบังคับการปราบปราม เป็นหน่วยงานที่มีขีดความสามารถในการต่อสู้สูง มีขอบเขตการปฏิบัติงานทั่วประเทศ เหมาะกับภารกิจจู่โจมเพื่อระงับเหตุฉุกเฉิน หรือปราบจลาจล การก่อวินาศกรรม การจับกุมคนร้ายที่มีอาวุธร้ายแรง แต่มีการคาดการณ์ว่าหน่วยนี้น่าจะถูกเรียกใช้ในลำดับท้ายสุดของชุดปฏิบัติการพิเศษทั้ง 5 หน่วย เนื่องจากระยะหลังกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางมีนโยบายเน้นงานมวลชน มีการนำทฤษฎีตำรวจผู้รับใช้ชุมชนมาใช้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับประชาชน การปฏิบัติภารกิจจู่โจมที่มีเป้าหมายที่สุ่มเสี่ยงกับการกระทบกระทั่งกับมวลชน หน่วยนี้อาจลดบทบาทลง

อย่างไรก็ตามมีกระแสข่าวหนาหู สะพัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ภารกิจ "จู่โจม" จับกุมผู้ชุมนุม ที่ ร.ต.อ.เฉลิม ประกาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวอาจเป็นหมัน เนื่องจากตำรวจระดับผู้ปฏิบัติไม่มั่นใจในสถานะของรัฐบาลรักษาการ อีกทั้งภารกิจการ "จู่โจม" จับกุมผู้ชุมนุม ท่ามกลางมวลชนจำนวนมากนั้น เสี่ยงจะเกิดเหตุการณ์บานปลายจนนำไปสู่ความสูญเสีย

อีกทั้งมีการประเมินว่า ในกลุ่มผู้ชุมนุมเองมีหน่วยงานบางหน่วยที่มีขีดความสามารถในการต่อสู้ พร้อมต่อต้านปฏิบัติการต่างๆ ของตำรวจ หากเกิดปฏิบัติการขึ้นจริง อาจเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ซึ่งจะนำไปสู่ความสูญเสียทั้งสองฝ่าย

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
------------------------------------------------------

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

ย่ำสนธยา ที่ ประชาธิปัตย์ !!?

โดย. วีรพงษ์ รามางกูร

อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายชวน หลีกภัย เคยประกาศว่า "ผมเชื่อในระบอบรัฐสภา" ก็เลยเชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคที่เชื่อมั่น เคารพ และศรัทธาในประชาธิปไตย และเป็นสถาบันการเมืองที่จะพาประเทศชาติสู่ความเป็นชาติผู้นำประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ชาติเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นระบบการเมืองพรรคใหญ่2 พรรค เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษเคยฝันหวานว่า เราจะมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคอนุรักษนิยม ตัวแทนของคนชั้นกลางและคนชั้นสูง ขณะเดียวกันก็มีพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่เป็นตัวแทนของฝ่ายก้าวหน้า และจะเป็นตัวแทนของคนชั้นกลางระดับล่างและคนในระดับรากหญ้าที่ต่างช่วยกันนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ประเทศชาติทั้ง 2 พรรคจะต่อสู้ แข่งขันกัน ในกรอบของประชาธิปไตย ในสนามเลือกตั้ง ผลัดกันแพ้เป็นฝ่ายค้าน ผลัดกันชนะเป็นรัฐบาล ตามแต่กระแสโลกาภิวัตน์ของสังคมโลก

การเป็นพรรคอนุรักษนิยมไม่ได้เสียหายอะไร เพราะคนจำนวนมากที่เป็นคนชั้นกลางในเมืองทุกแห่งในโลกก็มีความเป็นอนุรักษนิยมเป็นจำนวนมาก ไม่แต่คนในเมือง คนต่างจังหวัดก็มีจำนวนไม่น้อยไปกว่าพวกหัวก้าวหน้าที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่จิตวิญญาณของนักการเมืองทั้ง 2 ฝ่ายต้องเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น แต่บัดนี้ พรรคประชาธิปัตย์ได้ล้มเลิกความคิด วิสัยทัศน์ ทัศนคติ วาทกรรม และการกระทำ กลายเป็นพรรคที่สนับสนุนทหาร สนับสนุนรัฐบาลที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและต่อต้านประชาธิปไตยไปเสียหมด

เริ่มจากเป็นพรรคนำ พรรคแรกของการเป็นพรรคภูมิภาคหรือพรรคภูมิภาคนิยม หาเสียงในภาคใต้โจมตีคู่ต่อสู้ โดยการปลุกเร้าภูมิภาคนิยม ดูถูกดูหมิ่นคู่แข่งทางภาคอีสานและเหนือว่าเป็น "ลาว" ดูถูกหัวหน้าพรรคชาติไทยว่าเป็นจีนเกิดในเมืองจีน ดูถูกว่าหัวหน้าพรรคความหวังใหม่เป็น "ลาว" ใช้การดูหมิ่น "เชื้อชาติ" เป็นยุทธวิธีในการหาเสียง

เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ทำสำเร็จเป็นพรรคของคนภาคใต้ พรรคเพื่อไทยก็ทำตามและทำได้สำเร็จเป็นพรรคภาคอีสานและภาคเหนือ พรรคชาติไทยเป็นพรรคภาคกลาง ซึ่งเป็นอันตรายต่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง

ความที่พรรคประชาธิปัตย์แพ้การเลือกตั้งมาโดยตลอด 30 ปี และแพ้หนักมากในยุคนายอภิสิทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ทั้งที่มีกองทัพและอำนาจเก่ารวมทั้งสื่อมวลชนหลักในกรุงเทพฯ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เป็นตัวช่วยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเอาชนะในการเลือกตั้งไม่ได้สักที เพราะความเป็นอนุรักษนิยมของกลุ่มผู้นำพรรคที่ล้าสมัย ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานจริงมาก่อนประชาธิปัตย์จึงกลัวการเลือกตั้ง

การเป็นพรรคการเมืองที่กลัวการเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาเรียกว่าเป็น Paradoxy เมื่อกลัวการเลือกตั้งก็ตั้งป้อมหาเรื่อง
ติเตียนประณามการเลือกตั้ง เห็นการเลือกตั้งเป็นศัตรูของพรรค

พฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์จึงเป็นพฤติกรรมที่พยายามหลีกเลี่ยงการเลือกตั้งอย่างที่สุด เมื่อต่อต้านหลีกเลี่ยงประณามการเลือกตั้ง ตนก็ไม่มีทางเลือก ต้องทำตัวไปสู่การเป็นผู้สนับสนุนระบอบการปกครองที่ใช้การแต่งตั้ง หรือไม่ก็ใช้วิธีสรรหา ซึ่งเป็นลูกเล่นอย่างหนึ่งของระบบที่ไม่เป็นประชาธิปไตย หันไปสู่การสนับสนุนทหาร พูดจาสนับสนุนองค์กรอิสระที่ใคร ๆ ก็รู้กันทั่วว่า องค์กรอิสระเหล่านี้มีที่มาจากการรัฐประหารของทหาร หรือกระแสกลุ่มอำนาจเดิมซึ่งไม่ต้องการประชาธิปไตยแทนที่จะปฏิรูปตัวเองที่เป็นพรรคอนุรักษนิยม แต่ขณะเดียวกันก็ก้าวหน้าได้ ด้วยการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของประชาคมโลก ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของคนในต่างจังหวัด เลิกใช้วาทกรรมบิดเบือน กล่าวเท็จในเรื่องข้อกฎหมายและหลักการรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีตัวอย่างให้ยกมาเทียบเคียงได้มากมาย หากต้องการ

ทำไปทำมา "ศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์ก็คือประชาธิปไตย" นั่นเอง หนังสือพิมพ์ Washington Post ของอเมริกาพาดหัวตัวใหญ่ว่า "The Enemy of the Democrat party of Thailand is Democracy" ซึ่งเป็นความจริง แม้ว่าแฟนคลับของประชาธิปัตย์อย่างหนังสือพิมพ์กลุ่มเดอะเนชั่นจะออกมาแก้ตัวให้ก็ตาม

การที่พรรคประชาธิปัตย์จัดชุมนุมใหญ่ต่อต้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอยโดยวิธีฉ้อฉลของพรรคเพื่อไทย ใคร ๆ ก็เห็นด้วยจนรัฐบาลต้องถอย แต่กลับฉกฉวยโอกาสชุมนุมขับไล่รัฐบาลต่อ โดยอ้างประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯว่าเป็น "มวลมหาประชาชน" ขับไล่รัฐบาลโดยอ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ซึ่งไม่จริง ผู้ชุมนุมบุกเข้ายึดสถานที่ราชการ ขโมยสิ่งของของราชการ บังคับขู่เข็ญไม่ให้ข้าราชการทำงาน ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ทำการ ข่มขู่ คุกคาม ละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น เสนอตั้งองค์กรทางการเมืองที่ไม่อยู่ในกรอบของกฎหมายและกรอบของประชาธิปไตย สร้างสถานการณ์รุนแรง ยั่วยุให้มีความรุนแรงเพื่อกรุยทางให้ทหารทำการปฏิวัติรัฐประหาร

การดำเนินการชุมนุมครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบได้เลย เพราะดำเนินการโดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นสุเทพ ชวน อภิสิทธิ์ ชินวร ถาวร และผู้นำพรรคคนอื่นที่ยึด "ข้างถนน" เป็นเวทีอภิปราย โจมตีด้วยคำหยาบคายกักขฬะ ใช้วาทกรรมที่โกหกมดเท็จซ้ำ ๆ ซาก ๆปั้นน้ำเป็นตัวครั้งแล้วครั้งเล่าโดยมิได้เกรงใจสมาชิกประชาธิปัตย์ที่เขาเป็น "ผู้ดี" มีจิตใจเป็นธรรมและเป็นนักประชาธิปไตยแม้แต่น้อย

การที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์เกรงกลัวการ "เลือกตั้ง" และยอมรับว่า "ศัตรูของพรรคประชาธิปัตย์คือประชาธิปไตย" อย่างที่หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์พาดหัวข่าว ประชาธิปัตย์ไม่อาจแก้ตัวได้เลย พฤติกรรมที่แสดงว่ากลัวการเลือกตั้งซ้ำ ๆ ซาก ๆ ก็คือการประกาศ "คว่ำบาตร" การเลือกตั้งปฏิรูปอย่างไร ถ้าประชาชนเขาไม่เลือก ประชาธิปัตย์ก็แพ้อยู่ดี ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ผู้จัดการเลือกตั้ง หรือกฎหมายเลือกตั้ง

ปัญหาอยู่ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศเขาไม่เลือกมากกว่า จะให้แก้กฎหมายเลือกตั้งอย่างไรก็ยังแพ้ ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ยังถูกเกาะกุมโดยกลุ่มผู้นำเก่าที่ล้าสมัย ยังคิดแบบเดิม ๆ ยังใช้วิธีเดิม ๆ ในการแข่งขัน ที่สำคัญ เมื่อครั้งเป็นรัฐบาลโดยการช่วยเหลือของกองทัพ ก็พิสูจน์ได้แล้วว่าทำงานไม่เป็น คิดไม่เป็น เป็นแค่ทำความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างต่างประเทศ ทั้งกับเพื่อนบ้านและประเทศอื่น ๆ ภาพพจน์ของประเทศเสียหายเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ

พรรคการเมืองนั้นต้องเอาดีในกรอบของระบอบประชาธิปไตย เงื่อนไขสำคัญของระบอบประชาธิปไตยก็คือการเลือกตั้ง การมีการเลือกตั้งอาจจะไม่เป็นประชาธิปไตย แต่การไม่มีการเลือกตั้งนั้นไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นของแท้ถ้าประชาธิปัตย์เห็นการเลือกตั้งเป็นศัตรูและพยายามต่อสู้ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง โดยการออกตัวไปเป็น "เครื่องมือรับใช้สนับสนุนฝ่ายที่ไม่เป็นประชาธิปไตย" แต่มีอำนาจแฝง เช่น กองทัพ องค์กรอิสระ รวมทั้งการได้ขายจิตวิญญาณประชาธิปไตย เพื่อแลกกับการได้เป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาสั้น ๆ ที่ไม่สง่างาม สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทำลายพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้วในระยะยาว

การ "คว่ำบาตร" การเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์นี้ เป็นการบังคับตัวเองให้ต่อต้านการเลือกตั้ง ซึ่งถูกประณามไปทั่วโลก จะมีชมเชยบ้างก็สื่อมวลชนที่ล้าหลังภายในประเทศการที่พรรคคว่ำบาตร ทำให้ผู้นำพรรคก็ดี สมาชิกที่ภักดีต่อพรรคก็ดี ถูก "บังคับ" ให้ทำตัวเป็นนักต่อต้านประชาธิปไตยไปโดยปริยาย ดังจะเห็นได้จากวาทกรรมต่อต้านการเลือกตั้ง ต่อต้านประชาธิปไตยไปโดยปริยาย วาทกรรมดังกล่าวอย่างไรเสียก็ต้องเป็นวาทกรรมที่เป็นเท็จทั้งในด้านหลักวิชาและข้อเท็จจริง ที่สำคัญก็คือบังคับตัวเองให้ขัดขวางต่อต้านองค์กรที่จัดเลือกตั้งคือ กกต.และกลุ่มชุมนุมต่าง ๆ ให้ต่อต้านขัดขวางการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการต่อต้านประชาธิปไตยโดยตรง แม้จะพยายามหาเหตุผลมาบิดเบือน อย่างไรก็ตามถ้า กกต.เกิดถูกบังคับ จะโดยกฎหมาย หรือความกดดันจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

ส่วนใหญ่อย่างหนักจนต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ได้ ก็จะไม่มีประชาธิปัตย์อยู่ในสภา จะมีพรรคอื่นมาทำหน้าที่ฝ่ายค้านแทน และถ้าฝ่ายค้านนั้นมีวิสัยทัศน์ มีทัศนคติ มีวาทกรรมที่อยู่ในกรอบของกฎหมาย อยู่ในกรอบของประชาธิปไตย เลือกตั้งคราวต่อไป อย่างน้อยคนกรุงเทพฯอาจจะไม่เลือกพรรคประชาธิปัตย์อีกเลยก็ได้ ถึงเมื่อนั้นประชาธิปัตย์อาจจะกลายเป็นพรรคต่ำสิบไปก็ได้

ถ้ายังยืนกรานไม่เปลี่ยนตัวผู้นำในพรรคที่เกาะกุมอำนาจในพรรคมากว่า 40 ปี ยังมีความคิดเดิม ๆ ทำงานไม่เป็นเหมือนเดิมคิดอะไรไม่เป็นเหมือนเดิม เอาแต่คิดว่าจะพูดจาถากถางเหน็บแนมปั้นน้ำเป็นตัวทำลายผู้อื่นเพื่อให้ถูกใจแฟนคลับ ซึ่งแก่ตัวอายุมากขึ้นทุกวัน ก็เชื่อได้ว่าเลือกตั้งอีกไม่กี่ครั้ง นอกจากจะไม่ได้เป็นรัฐบาลแล้วผู้นำฝ่ายค้านก็อาจจะไม่ได้เป็น

ถ้ายังเป็นพรรคที่เชื่อในตัวบุคคล หรือลัทธิบุคลาธิษฐานอยู่ ไม่ได้เชื่อในระบบ เหมือน ๆ กับพรรคเพื่อไทย ซึ่งสังคมไทยในขณะนี้ก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ แต่ในอนาคตข้างหน้า สังคมไทยน่าจะกำลังเปลี่ยนไป อีกไม่นานความเชื่อในลัทธิบุคลาธิษฐานจะคลายความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เพราะบุคคลไม่อาจดำรงคงอยู่ตลอดกาล และเมื่อถึงจุดนั้น การชูบุคคลเพื่อประโยชน์ในการหาเสียงเลือกตั้ง ก็น่าจะลดความสำคัญลง พรรคการเมืองทั้ง 2 ขั้ว ควรจะคิดถึงเรื่องนี้ไว้เสียแต่เนิ่น ๆ

การใช้กลเม็ดในการหาเสียงหรือดำเนินการทางการเมืองด้วยการไม่ลงแข่งขันเลือกตั้ง เป็นยุทธวิธีนอกกรอบประชาธิปไตย นอกระบบพรรคการเมือง เท่ากับเป็นการต่อต้านพลวัตทางการเมือง เพราะการเลือกตั้งเป็นบทเรียนและประสบการณ์ของพรรคการเมือง เป็นวิธีการรับ "ความรู้สึก" ของประชาชนฐานเสียงของตัวเองอย่างแท้จริงว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

แล้วอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไร

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------------

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

มือล่องหน !!?

โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร

อนาคตของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ง่อนแง่นเต็มที

"การเลือกตั้ง" ที่เป็นจุดแข็งสุด

ก็อยู่ในภาวะไม่แน่นอน ว่าจะต้อง "เลื่อน" ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปอีกนานเท่าใด

3 เดือน หรือ 6 เดือน ล้วนมีความหมายทั้งสิ้น

เพราะ "มือล่องหน" กำลังเร่งทำงานพัลวัน เพื่อเช็กบิลรัฐบาลและเพื่อไทย

เหตุระเบิด เหตุลอบยิงม็อบ ที่ทำให้มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมากโดยยังจับมือใครดมไม่ได้นั้น

กดดันให้รัฐบาลตัดสินใจใช้ พ.ร.ก.บริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ซึ่งกำลังถูกจับตาว่า รัฐบาลได้มากกว่าเสียหรือไม่

เพราะแค่เริ่มต้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ทำให้สังคมเห็นว่า "กองทัพ" ไม่ได้ยืนข้างรัฐบาล

ไม่ว่ากองทัพบก ที่นอกจากขอยืนอยู่แถวหลังแล้ว

การคงรถหุ้มเกราะไว้ที่ราบ 11 ไม่ยอมเอากลับหน่วยหลังเสร็จสิ้นภารกิจสวนสนามวันกองทัพไทยก็ทำให้คนขี้ระแวงสงสัยว่ามีอะไรมากกว่านั้นหรือไม่

ด้านกองทัพอากาศ การปฏิเสธไม่ให้ตั้งศูนย์ "ศรส." ในพื้นที่ก็ชัดเจนถึงการขอมี "ระยะห่าง" กับรัฐบาล

ส่วนกองทัพเรือ การจับ 3 ทหารหน่วยซีลที่ป้วนเปี้ยนอยู่กับม็อบ ตามด้วย "จุดยืน" ทะลุปรอทของ พล.ร.ต.วินัย กล่อมอินทร์ ผู้บัญชาการหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ที่เคียงข้างม็อบ กปปส. แบบไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม พร้อมข้อมูลเขย่ารัฐบาล เรื่องการขนต่างชาติ 10 คันรถตู้เข้ามาใน กทม.นั้น

แม้ผู้บัญชาการทหารเรือ จะบอกว่ากองทัพเรือ "เป็นกลาง"

แต่ก็ดูจะเป็นกลางใจในหัวใจม็อบมากกว่า

จึงไม่แปลก ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจ "ผมไม่เชื่อว่าจะสามารถส่งทหารบก เรือ อากาศ เอาอาวุธร้ายแรงมาทำร้ายผู้ชุมนุม"

เป็นการส่งสัญญาณให้มวลมหาประชาชน รับรู้ว่ากองทัพอยู่ข้าง

เพียงแต่ยังไม่เต็มตัว ถึงขั้นออกโทรทัศน์ไล่รัฐบาล อย่างที่นายสุเทพ ร้องขอเท่านั้น

แต่ถามว่า มีโอกาสไหม

ก็คงอย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์บอกนั่นแหละ "แล้วแต่สถานการณ์กำหนด"

ซึ่งหาก "มือล่องหน" เร่งลั่นเสียงปืน เสียงระเบิดให้ "รุนแรง" ขึ้นไม่หยุด

ทั้งต่อฝ่ายม็อบ กปปส.เอง

และทั้งต่อฝ่ายคนเสื้อแดง อย่างกรณีมือมืดถล่มอาก้า นายขวัญชัย ไพรพนา

เชื้อความรุนแรง ถูกฉีดเข้าไปในใจของทุกฝ่าย ที่เข้ามาเล่นหรือถูกบีบให้เข้ามาเล่นในเกมอำมหิตมากขึ้นตามลำดับ

อะไรก็เกิดขึ้นได้ ทุกวินาทีต่อจากนี้

และที่เจ็บปวดไปกว่านั้น พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กำลังจะกลายเป็นอาวุธกลับมาเชือดคอรัฐบาลเสียเอง

เมื่อ ส.ว.สรรหาและประชาธิปัตย์ ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ว่าการที่รัฐบาลเพื่อไทยซึ่งส่งคนลงสมัคร ส.ส. แล้วใช้อำนาจประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 และยังถือเป็นการเอาเปรียบพรรคการเมืองอื่น

จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยกเลิกคำสั่งดังกล่าวและให้ยุบพรรคเพื่อไทย

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังออกมารับลูก แถลงว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ส่อเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมทั้งระเบียบ กกต.ด้วย

รับลูกเป็นทอดๆ

ซึ่งเมื่อเรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ผลที่ออกมาหวาดเสียวต่อรัฐบาลอย่างยิ่ง

นี่เป็นการจัดการของ "มือล่องหน" อีกหรือไม่ เชื่อว่าหลายคนคงเดาได้ไม่ยาก

จึงไม่แปลกที่พรรคเพื่อไทยจะประเมินว่า การเลื่อนเลือกตั้งออกไป 3-6 เดือน ที่แท้ก็คือการเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระทั้งหลายเร่งสะสางคดีความของพรรคเพื่อไทยนั่นเอง

และมีจุดหมายที่การยุบเพื่อไทยนั่นเอง

ที่มา. มติชนรายวัน
///////////////////////////////////////

แนวรบต่างประเทศ ม็อบสุเทพ VS รัฐบาล !!

การขึ้นเวทีปราศรัยต่อมวลมหาประชาชนบนเวทีแยกปทุมวัน เมื่อค่ำวันที่ 24 มกราคมที่ผ่านมา ตอนหนึ่ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ประกาศจะทำหนังสือถึงผู้นำโลก

ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดี บารัค โอบามา ผู้นำสหรัฐอเมริกา นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และจีน

เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจถึงการออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวขจัดอำนาจระบอบทักษิณ

แสดงถึงความพยายามครั้งล่าสุดของกลุ่ม กปปส.ในการชี้แจงให้ประชาคมโลกเข้าใจในจุดยืนของกลุ่มที่ต้องขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี

โดยผู้ชุมนุมเห็นว่า แม้รัฐบาลชุดนี้จะมาจากกระบวนการเลือกตั้งอันชอบธรรมตามวิถีประชาธิปไตยก็ตาม แต่รัฐบาลเป็นรัฐบาลเงาของระบอบทักษิณ ที่สมควรจะต้องถูกขับให้พ้นไปจากอำนาจ

การเดินเกมทำความเข้าใจกับนานาชาติของกลุ่ม กปปส. มีมาโดยตลอด เห็นได้จากการสรุปสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มเป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษ ให้สื่อต่างประเทศได้รับทราบความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในฝั่งของตนเองนั้นมีขึ้น คู่ขนานไปกับที่ฝ่ายรัฐบาลพรรคเพื่อไทยเดินกลยุทธ์ "โลกล้อมไทย" ด้วยการชี้แจงทำความเข้าใจกับรัฐบาลนานาชาติ ถึงสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตลอดจนแนวทางการรับมือและความพยายามแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยสันติวิธีของฟากรัฐบาลเอง

โดยย้ำให้เห็นว่ารัฐบาลถอยจนสุดทางจนไม่รู้จะถอยอย่างไรแล้ว ซึ่งก็ได้รับปฏิกิริยาตอบรับในทางที่ดีจากนานาประเทศ

แม้แต่ละชาติจะมีความห่วงกังวลในวิกฤตความแตกแยกที่เกิดขึ้นในไทยอยู่อย่างมากถึงขั้นมีการประกาศเตือนพลเมืองของตนเองให้หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้พื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงในจุดต่างๆ เพื่อความปลอดภัยก็ตาม

นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา รัฐบาลไทยโดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญคณะทูตานุทูตต่างประเทศประจำประเทศไทยมารับฟังสรุปสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีของรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง

ทั้งยังทำหนังสือชี้แจงถึงรัฐบาลนานาประเทศโดยการยื่นผ่านสถานทูตต่างประเทศในไทยรวม 32 แห่ง และส่งหนังสือชี้แจงถึงองค์การระหว่างประเทศอีกหลายองค์กร อาทิ ยูเอ็น และสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี)

ปฏิกิริยาของนานาประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ แสดงความห่วงวิตกกังวลต่อวิกฤตความขัดแย้งในประเทศไทยที่อาจนำพาไปสู่ความรุนแรงถึงขั้นเสียเลือดเสียเนื้อขึ้นได้

ตลอดจนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายต่างยึดมั่นในขันติและหลักสันติวิธีในการแก้ปัญหาความขัดแย้งแตกต่างที่มีอยู่ระหว่างกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ยึดมั่นในกระบวนการทางประชาธิปไตยในการนำพาประเทศพ้นจากภาวะวิกฤตทางการเมือง

"รัฐบาลสหรัฐมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศไทยที่กำลังทวีความตึงเครียดมากยิ่งขึ้น และได้ติดตามการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพฯอย่างใกล้ชิด เราขอให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง มีความอดทนอดกลั้นและเคารพหลักนิติธรรม การใช้การความรุนแรงและการเข้ายึดสถานที่สาธารณะหรือสถานที่เอกชนนั้นไม่ใช่หนทางที่ยอมรับได้ในการแก้ไขปัญหาความแตกต่างทางการเมือง เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในบรรทัดฐานสากลที่รับประกันเสรีภาพของสื่อและความปลอดภัยของนักข่าว สหรัฐเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายให้ความร่วมมือกันแก้ปัญหาความแตกต่างผ่านการเจรจาโดยสันติ บนวิถีทางที่ส่งเสริมประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม"

นี่คือถ้อยแถลงของ นางเจน ซากี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ ที่มีขึ้น เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2556

ด้าน นางแคเธอรีน แอชตัน ผู้แทนระดับสูงด้านนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (อียู) ออกแถลงการณ์ระบุว่า อียูสนับสนุนความปรองดองในประเทศไทย พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในหลักประชาธิปไตย หลีกเลี่ยงการยกระดับความรุนแรงและหาทางออกให้กับความต่างด้วยสันติวิธี

ส่วน นายบัน คี มุน เลขาธิการยูเอ็น แถลงกับผู้สื่อข่าวที่สำนักงานใหญ่ยูเอ็น ณ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐ เมื่อวันที่ 11 มกราคม แสดงความวิตกกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในไทยที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดกลั้น หลีกเลี่ยงการกระทำที่เป็นการยั่วยุ และคลี่คลายความเห็นต่างโดยสันติวิธีผ่านการเจรจา พร้อมกับเปิดเผยด้วยว่าตัวเขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แล้วเพื่อจะช่วยประสานความคิดที่แตกต่าง

น่าสังเกตด้วยว่า สื่อต่างประเทศทั่วโลกที่เกาะติดวิกฤตความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทยนั้น ในบทความหรือรายงานข่าว จะมีความเหมือนกันอยู่ตรงจุดหนึ่งคือที่ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนายกรัฐมนตรีที่ "มาจากการเลือกตั้ง" (Elected) และเมื่อยุบสภาเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งแล้ว ฝ่ายที่เห็นว่าควรเลื่อนการเลือกตั้งหรือพยายามที่จะขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็จะเป็นฝ่าย "ต่อต้านประชาธิปไตย" (anti-democracy หรือ undemocratic movement) ซึ่งเป็นคำที่สื่อต่างประเทศหลายสำนักใช้ในการนิยามกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วง

ตัวอย่างเช่น บทบรรณาธิการของวอชิงตันโพสต์ เมื่อวันที่ 16 มกราคม รวมถึงกรณี นายไมเคิล อาร์. เทอร์เนอร์ ส.ส.รัฐโอไฮโอ พรรครีพับลิกัน ร่อนจดหมายลงวันที่ 16 มกราคม 2557 ถึงประธานาธิบดีโอบามา เรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐแสดงจุดยืนคัดค้านกลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์

โดยให้เหตุผลว่าการลุกฮือประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในไทยนั้นเป็นภัยคุกคามต่อประชาธิปไตยและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนกับกลุ่มต่อต้านประชาธิปไตยจะเป็นการบั่นทอนเสถียรภาพทางการเมืองในไทยได้

สาเหตุดังกล่าวทำให้พรรคประชาธิปัตย์ที่มีความใกล้ชิดกับ กปปส. ต้องร่อนหนังสือชี้แจงถึงองค์กรระหว่างประเทศ องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ สถานทูตทุกแห่งในประเทศไทย

โดยอ้างเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ โดยเฉพาะคือการทุจริตคอร์รัปชั่น การใช้อำนาจในสภาในทางที่ผิด

เพื่อแก้ต่างต่อสังคมโลกว่า เหตุใดผู้ชุมนุมถึงปฏิเสธการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

เป็นแนวรบด้านการต่างประเทศ ที่มีความดุเดือดแหลมคม ไม่แพ้แนวรบทางการเมืองในประเทศ

ที่มา. มติชนรายวัน
----------------------------------------

องค์กรสิทธิฝรั่งเศสชี้การขวางการเลือกตั้งละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง !!

องค์กรสิทธิมนุษยชนฝรั่งเศส FIDH หรือสมาพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ปารีส ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำของกปปส. ซึ่งขัดขวางการออกเสียงของประชาชนในการเลือกตั้งล่วงหน้า




“การขัดขวางพลเมืองไม่ให้ออกเสียงการเลือกตั้งเป็นการละเมิดกฎหมายไทยและมาตรฐานหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างรุนแรง สิทธิในการชุมนุมอย่างสงบต้องไม่ไปละเมิดสิทธิพื้นฐานของพลเมืองในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง การกระทำของผู้ชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเป็นเช่นนั้นและต้องถูกประณาม” คาริม ลาฮิดจี ประธานองค์กร FIDH กล่าว

ด้านประธานองค์กรสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน จาตุรงค์ บุญรัตนสุนธร ซึ่งเป็นองค์กรสมาชิกของ FIDH ในประเทศไทย กล่าวว่า รัฐบาลไทยต้องทำให้มั่นใจว่าประชาชนจะสามารถออกไปใช้สิทธิเสียงเลือกตั้งของตนเองได้ หากต้องการให้การเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ. เกิดขึ้น

“กลุ่มกปปส. อ้างว่า เขาเป็นขบวนการสนับสนุนประชาธิปไตย แต่มันยากที่จะพูดว่า การทำลายสิทธิการเลือกตั้งของผู้อื่นและขัดขวางกระบวนการการเลือกตั้งจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร”

ที่มา.ประชาไท
-------------------------------

วันเสาร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2557

ไร้มาตรฐาน คดีอัปยศ ปรส. ขายทรัพย์สินชาติสูญ 6 แสนล.แต่คนชั่วรอด !!?


ปสร

โคตรชัด ป.ป.ช.(ไร้)มาตรฐาน คดีอัปยศ ปรส.รัฐบาล ปชป.ขายทรัพย์สินชาติสูญ 6 แสนล้าน..แต่ “คนชั่ว”รอด!ข่าวพาดหัวย่ำ...สามเสน — 25 ม.ค.57 โคตรชัด ป.ป.ช.(ไร้)มาตรฐาน คดีอัปยศ ปรส.รัฐบาล ปชป.ขายทรัพย์สินชาติสูญ 6 แสนล้าน..แต่ คนชั่วรอด

เห็นได้ชัดว่า คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เร่งรัดตรวจสอบ กรณีโครงการรับจำนำข้าว อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล ของ รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ “ป.ป.ช.”

แต่กับ กรณีโครงการรับจำนำข้าว ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช. เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” แต่กลับ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน !!!

อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่
แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย

เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ

โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  จากนั้น “ชวน หลีกภัย” หัวหน้าพรรค ปชป. ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล”

เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้แอ็คอาร์ทแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก!!!

จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท

ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ ชวน หลีกภัย และ ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.

จึงพยายามนำไป เร่ขาย ให้กับ ต่างชาติ ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท

ขาดทุน สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท)
โดยก่อนหน้านี้ “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.”  เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ

1. ปรส.ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส.โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้องปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส.ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส.และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส.ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของ ปรส.

และ 10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติเนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

แต่ปรากฏว่าในส่วนของ ป.ป.ช. ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเกริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย “คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี “นายใจเด็ด พรไชยา” กรรมการ ป.ป.ช เป็นประธาน มีมติยก “คำร้อง 3 สำนวน” ประกอบด้วยคดี ที่นายธารินทร์ นิมมานเหมินทร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ

แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวน คือของนายมนตรี เจนวิทยาการ เลขาธิการ ปรส. ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.

ขณะเดียวกันยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ ขาดอายุความ ในวันที่ 31 พฤศจิกายน 2557

ชัดเจน …คดี ปรส. มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) ป.ป.ช.
ยกคำร้อง ปชป.รอด

ชัดเจน … คดี ปรส. มี แพะ แล้ว 1 คดี

และชัดเจน … คดี ปรส. อีก 1 คดีกำลังจะหมดอายุความ

ที่มา.พระนครสาส์น
------------------------------------------

วันศุกร์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2557

แผนกู้จ่ายหนี้ข้าววุ่น รอ กฤษฎีกา !!?

รัฐบาลอ้างเพิ่งได้หนังสือความเห็นกู้เงินจ่ายหนี้จำนำข้าวจาก กกต. เร่งส่งกฤษฎีกา "วราเทพ" เชื่อได้ข้อสรุปแหล่งเงินจ่ายชาวนาเร็วๆนี้

การจัดหาแหล่งเงินเพื่อจ่ายหนี้ค่าข้าวให้กับชาวนาวงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท ยังเป็นประเด็นสำคัญของรัฐบาลในช่วงเวลานี้ หลังจากส่งเรื่องขอความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีการกู้เงิน 1.3 แสนล้าน จากการโยกหนี้สาธารณะในหมวดลงทุนพื้นฐานมาใช้เป็นเงินหมุนเวียนเพื่อผลผลิตทางการเกษตร ซึ่งรัฐบาลยังไม่มีความมั่นใจว่าการกู้เงินดังกล่าวเป็นผลผูกพันครม.ชุดต่อไปซึ่งเป็นข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181(3)หรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการหนี้สาธารณะ ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง นัดชี้แจงกับสื่อมวลชนช่วงเย็นวานนี้ (23 ม.ค.) ที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ซึ่งใช้เป็นที่ทำงานชั่วคราวของรัฐบาล โดยผู้สื่อข่าวหลายสำนักต่างรอความเห็นจากนายกิตติรัตนย์ แต่นายกิติรัตน์ได้มอบหมายให้ทีมเลขาและเจ้าหน้าที่แจ้งสื่อมวลชนว่าไม่ต้องรอ โดยรองนายกฯเดินทางออกจากสำนักปลัดกลาโหมไปแล้ว ก่อนเลขาจะขึ้นรถที่นายกิตติรัตน์ใช้ประจำออกไป หลังสื่อมวลชนบางส่วนเดินทางกลับไป นายกิตติรัตน์ได้เดินลงมาจากตึกอย่างเร่งรับก่อนขึ้นรถผู้ติดตามออกไปไล่หลังในทันที

นายกิตติรัตน์เลี่ยงผู้สื่อข่าวในประเด็นแหล่งเงินที่จะจ่ายให้ชาวนา หลังจากข้าราชการในกระทรวงการคลัง เกรงว่าการรับคำสั่งรัฐบาลในการกู้เงินเสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมายและอาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดีภายหลังได้ ขณะที่มีชาวนาผู้ได้รับความเดือดร้อนเคลื่อนไหวปิดถนนในหลายจังหวัดเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งจ่ายเงินที่ยังติดค้างอยู่

วราเทพชี้ต้องรอกก.กฤษฎีกา

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลมีการส่งหนังสือไปไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อสอบถามความเห็นเรื่องการขอกู้เงิน 1.3 แสนล้านบาท เพื่อมาจ่ายให้กับชาวนา รัฐบาลเพิ่งจะได้รับหนังสือตอบรับจาก กกต. อย่างเป็นทางการเมื่อเช้าวันนี้ (23 ม.ค.) จึงได้ส่งหนังสือกกต. ไปให้คณะกรรมการกฤษฎีกาเพื่อประกอบการพิจารณาการกู้เงินในโครงการนี้แล้ว

"แม้กกต.บอกว่าเป็นดุลพินิจของรัฐบาล แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาจะต้องใช้เอกสารอย่างเป็นทางการของ กกต.ในการพิจารณาประกอบด้วย คาดว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด หลังจากนั้นจะเป็นการพิจารณาวิธีการและแหล่งกู้เงินซึ่งรมว.คลังจะเดินหน้าเรื่องนี้ให้ได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว" นายวราเทพ กล่าว

สบน.เล็งกู้สัปดาห์ละหมื่นล้าน

รายงานข่าวจากสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มติให้กู้เงินเพื่อใช้ในโครงการจำนำข้าววงเงิน 1.3 แสนล้านบาทแล้ว ทาง สบน.ได้มีหนังสือสอบถามไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้ง เพื่อดูให้รอบคอบก่อนจะทำการกู้เงิน คาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 30 วันนี้ หลังจากนั้น สบน.จึงจะดำเนินการกู้เงินให้โดยทยอยกู้สัปดาห์ละหมื่นล้านบาท ทั้งในรูปแบบของการกู้จากสถาบันการเงินและการออกพันธบัตร

"ต้องถามกฤษฎีกาก็เพื่อความรอบคอบเพราะเป็นเงินจำนวนมากและคงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งรวมทั้งการทยอยกู้ด้วย"แหล่งข่าวสบน.กล่าว

ธ.ก.ส.ให้กู้ 80%ของใบประทวน

ด้านนายส่งเสริม ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า คณะกรรมการธนาคาร มีมติเห็นชอบ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรลูกค้าที่ถือใบประทวน แต่ยังไม่ได้รับเงินค่าจำนำข้าวกว่า 1.4 ล้านราย ในระหว่างที่รอเงินกู้จำนวน 1.3 แสนล้านบาท โดยให้ผ่อนปรนหลักเกณฑ์ การให้สินเชื่อรอการขายผลผลิตใหม่ ให้เกษตรกรสามารถมาขอใช้วงเงินกู้ได้มากขึ้น โดยเบื้องต้นตั้งวงเงินไว้ 4-5 หมื่นล้านบาทและขยายวงเงินต่อราย จากให้วงเงินไม่เกิน 20% ของมูลค่าผลผลิตตามใบประทวนเป็นให้กู้ได้ถึง 80% แต่จะพิจารณาตามราคาตลาดไม่ใช่ราคารับจำนำ รวมทั้งยังลดหย่อนการใช้หลักประกันให้ด้วย ที่สำคัญ ยังพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยให้ด้วย จากเดิมที่อยู่ในระดับ 7% จะลดลงมาเหลือ 3-5% เท่านั้น

นอกจากนั้น ส่วนของลูกค้าที่มีกำหนดครบชำระหนี้ในเดือนมี.ค.นี้ จำนวนหลายแสนราย ธ.ก.ส.ก็จะขยายเวลาการชำระหนี้ออกไป 6-12 เดือนโดยไม่คิดเบี้ยปรับในอัตรา 3% อีกด้วย

เขาเชื่อว่า ภายในเดือนมี.ค.นี้ รัฐบาลน่าจะจ่ายเงินได้เป็นส่วนใหญ่ ทำให้มั่นใจว่า ลูกค้าจะชำระหนี้คืนได้ตามปกติ จากปีก่อนจ่ายเข้ามา 90% ปีนี้อาจลดลงบ้าง แต่เกินครึ่งอย่างแน่นอน โดยมองว่าหนี้เสียจะเพิ่มจากปีก่อน 4% มาอยู่ที่ 4.3% เท่านั้น

คาด 3 วันเริ่มมาตรการช่วยลูกค้า

ด้านนายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. กล่าวว่า การช่วยเหลือชาวนาที่ยังไม่ได้รับเงินจากโครงการจำนำข้าว แบ่งออกเป็น 2 ส่วนโดยส่วนแรก การขยายระยะเวลาการชำระหนี้ออกไปไม่เกิน 1 ปี โดยยกเว้นเบี้ยในอัตรา 3% ส่วนที่สอง คือ การเพิ่มวงเงินสินเชื่อให้มากกว่า 20% ของผลผลิตที่รอการขาย โดยเตรียมใช้ได้ภายใน 2-3 วันนี้

กรุงไทยปัดปล่อยกู้จำนำข้าว

นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ธนาคารได้อนุมัติเงินกู้ 1.6 แสนล้านบาท ให้รัฐบาลในโครงการรับจำนำข้าวว่า เรื่องดังกล่าวไม่เป็นความจริง ธนาคารไม่ได้ปล่อยกู้ให้กับรัฐบาลในโครงการดังกล่าว และการประชุมคณะกรรมการธนาคารวานนี้ (23 ม.ค.) ไม่มีวาระการพิจารณาอนุมัติเงินกู้ให้ ธ.ก.ส. นำเงินไปจ่ายในโครงการรับจำนำข้าว

ทั้งนี้ ขาเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะไม่ใช้ธนาคารกรุงไทย เป็นเครื่องมือในโครงการดังกล่าว เพราะกรุงไทยเป็นธนาคารพาณิชย์ ที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้ถือหุ้นรายย่อยและสถาบันมากกว่า 45% รวมทั้งต้องแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์แห่งอื่น และในการปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน ธนาคารใช้มาตรฐานเดียวกัน โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ

สหภาพแถลงการณ์ด่วนปัดปล่อยกู้

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจธนาคารกรุงไทย ออกแถลงการณ์ด่วนถึงกรณีที่มีกระแสข่าวในโซเชียล มีเดีย ต่างๆ เกี่ยวกับการที่ธนาคารกรุงไทยให้สินเชื่อโครงการรับจำนำข้าว 1.6 แสนล้านบาทว่า สหภาพฯ ได้ติดตามและเจาะลึกหาข้อมูลเชิงลึกพบว่า ธนาคารกรุงไทยมิได้ปล่อยสินเชื่อให้กับธนาคารของรัฐดังกล่าวในโครงการดังกล่าว

ส่วนการปล่อยกู้ให้แก่ลูกค้าทั่วไปทั้งบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลต่างๆ นั้นเป็นเรื่องปกติของธุรกิจธนาคาร ทั้งนี้ธนาคารใช้หลักเกณฑ์การปล่อยกู้ โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ และความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเป็นสำคัญ โดยพิจารณาผ่านฝ่ายกลั่นกรองสินเชื่อและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจ ฐานะทางการเงินและคำนึงถึงการบริหารจัดการด้านความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด

"ป.ป.ช."กังขาพาณิชย์พานักข่าวบินไปจีน

นายวิชา มหาคุณ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะประธานคณะกรรมการไต่สวนการทุจริตโครงการจำนำข้าว กล่าวถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์มีกำหนดการนำผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังจีน เพื่อตรวจสอบกรณีการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ภายหลัง ป.ป.ช.ได้แถลงผลการไต่สวนการขายข้าวแบบจีทูจีว่าส่อไปในทางทุจริต ไม่มีอยู่จริง ว่า การดำเนินการของกระทรวงพาณิชย์ในกรณีนี้เป็นเรื่องที่แปลก เพราะเป็นการสู้คดี โดยเอานักข่าวไปดูงาน ที่จริงแล้วหากกระทรวงพาณิชย์มีหลักฐานใดๆเพิ่มเติม ก็นำมาแสดงกับ ปปช.ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องพานักข่าวไปดูบริษัท GSSG ถึงประเทศจีน ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก

นายวิชา กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ ป.ป.ช.ไต่สวนไม่ใช่ประเด็นที่บริษัท GSSG ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจของจีน เพียงแต่ ป.ป.ช.ไม่เชื่อว่าบริษัทนี้กับบริษัทในจังหวัด HAiNAN จะมาซื้อข้าวแบบจีทูจีจากไทยเพราะไม่ผ่านองค์กรคอฟโก้ซึ่งเป็นองค์กรของรัฐบาลกลางที่มีหน้าที่จัดซื้อข้าวของจีน

"สิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ทำถือว่าแปลกพิกล เป็นแบบที่คนสู้คดีเขาไม่ทำกัน จริงๆถ้ามีหลักฐานว่ารัฐบาลจีนอนุมัติให้ซื้อข้าวแล้ว ก็เอามาแสดงสิครับ การซื้อแบบรัฐต่อรัฐไม่ได้หมายความว่าบริษัทรัฐวิสาหกิจมาซื้อก็เป็นจีทูจียกตัวอย่างการบินไทยไปซื้อของจากต่างประเทศ ไม่ถือว่าเป็นการซื้อรัฐต่อรัฐ จนกว่าจะเป็นการซื้อโดยรัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการโดยตรงถึงจะเป็นการซื้อแบบรัฐต่อรัฐ

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
------------------------------------------------------------

วันพฤหัสบดีที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2557

เบื้องหลัง พรก.ฉุกเฉินฯ

พล.ต.อ.อดุลย์ แม้ใจจริงลึกๆไม่ค่อยอยากรับเป็น"หนังหน้าไฟ" แต่เนื่องจาก"สีกากี" เป็นสีที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจ

การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร จ.นนทบุรี อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ และ อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี โดยอาศัยอำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 (พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ) นั้น ชัดเจนว่าเป็นการ "ชง" โดย "สามทหารเสือ" ได้แก่ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม และ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)

ในส่วนของ พล.ต.อ.อดุลย์ นั้น แม้ใจจริงลึกๆ ไม่ค่อยอยากรับเป็น "หนังหน้าไฟ" ในวิกฤติขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้สักเท่าไร แต่เนื่องจาก "สีกากี" เป็นสีที่ฝ่ายการเมืองไว้วางใจ แม้แต่ "คนทางไกล" ก็ยังแสดงความเชื่อมั่น จึงจำต้องรับ ประกอบกับก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.อดุลย์ เองได้ยืนยันความพร้อมเอาไว้อย่างหนักแน่น ทั้งการใช้กำลังตำรวจในภารกิจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ) และ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯด้วย ทำให้ไม่สามารถปฏิเสธได้

บรรยากาศการประชุมศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ชุดใหญ่เมื่อวันที่ 21 ม.ค. พ่วงด้วยการประชุมครม.วงเล็ก จึงมีการเสนอประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แบบ "มัดมือชก" เพราะไม่มีการเชิญหน่วยงานที่ "เห็นต่าง" มาร่วมด้วยเลย โดยเฉพาะสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ซึ่งมีฐานข้อมูลการข่าวแตกต่างจากตำรวจค่อนข้างมาก

ขณะที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพ (ผบ.เหล่าทัพ) ที่ พล.ท.ภราดร ให้ข่าวว่าทุกคนเห็นด้วยนั้น ปรากฏว่า ผบ.ทุกคนส่งมาเฉพาะตัวแทน และยังแสดงเจตนาไม่ร่วมอยู่ในโครงสร้างศูนย์รักษาความสงบ หรือ ศรส. ที่ตั้งขึ้นเป็นหน่วยบัญชาการเหตุการณ์ด้วย

เหตุนี้เองในคำสั่งจัดตั้ง ศรส. ซึ่งเป็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 3/2557 จึงชัดเจนว่าโครงสร้าง ศรส.ในภาคส่วนอื่นๆ ล้วนเป็น "ตัวจริง" ทั้งหมด เช่น ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นผู้บัญชาการเหล่าทัพเท่านั้นที่ในคำสั่งเขียนเปิดให้ส่ง "ผู้แทน" มาร่วมเป็นกรรมการได้

เมื่อทหารแสดงท่าที "ไม่เอาด้วย" อย่างชัดเจนแบบนี้ รัฐบาลจึงต้องตัดสินใจให้ "ตำรวจ" ออกหน้า จึงมี ผบ.ตร.เพียงคนเดียวเท่านั้นที่ร่วมแถลงข่าวหลังมีมติประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การแต่งตั้ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้อำนวยการ ศรส. ทั้งๆ ที่เจ้าตัวเป็นรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งหน้างานไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับการชุมนุมทางการเมืองได้ ประเด็นนี้แหล่งข่าวในรัฐบาลเผยว่า เป็นเพราะฝ่ายทหารไม่รับเป็นเจ้าภาพในการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จำเป็นต้องใช้ตำรวจเป็น "กำลังหลัก" จึงต้องหาคนที่เข้าใจงานตำรวจพอสมควรในการควบคุมสั่งการ ประกอบกับฝ่ายการเมืองต้องการกัน นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไม่ให้เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจและการปฏิบัติตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯด้วย ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม กลายเป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุด

"ทั้งระหว่างประชุมและหลังประชุม ศอ.รส.ชุดใหญ่ พล.ท.ภราดร ได้แยกตัวไปคุยกับ ร.ต.อ.เฉลิม เพื่อหารือเรื่องนี้ และมีการยกหูโทรศัพท์คุยกับคนทางไกลด้วย ก่อนจะมีการประกาศให้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็น ผอ.ศรส."

ส่วนการเลือกใช้ชื่อ ศรส. แทนศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ที่เคยใช้เมื่อปี 53 นั้น ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการย่ำรอยเดิมของรัฐบาลประชาธิปัตย์ ซึ่งถูกมองว่ามีการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เพื่อสลายการชุมนุมและมีคนเสียชีวิต โดย ศอฉ.เป็นหน่วยบัญชาการเหตุการณ์ที่สำคัญในครั้งนั้น อีกทั้งแกนนำรัฐบาลชุดนี้หลายคนเคยยืนยันว่าจะไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เหมือนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ด้วย จึงต้องปรับเปลี่ยนชื่อไม่ให้มีคำว่า "ฉุกเฉิน" เพื่อสร้างความสับสนให้กับประชาชนผู้รับข่าวสาร

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
-----------------------------------------------

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

ศาลรัฐธรรมนูญ กับการเลื่อนเลือกตั้ง !?

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ยื่นหนังสือถึงศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 22 มกราคม เพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 214 ใน 2 ประเด็น คือ 1) หน่วยงานใดมีอำนาจในการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้ง และ 2) กรณีมีเหตุจำเป็นสามารถกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่



เนื่องมาจาก กกต. และ คณะรัฐมนตรี ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกา มีความเห็นขัดแย้งกัน ซึ่ง กกต.ให้เหตุผลตามกฎหมายว่า นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแต่เพียงผู้เดียวในการนำความขึ้นกราบบังคมทูลให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชกฤษฎีกากำหนดวันเลือกตั้งใหม่และมีหน้าที่ในการลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว

ทั้งนี้รัฐธรรมนูญมาตรา214ระบุว่าในกรณีที่มีความขัดแย้งเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ระหว่าง2องค์กรขึ้นไป
 ได้พูดคุย 2 มุมมองวิชาการต่อประเด็นดังกล่าว



นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.สยาม และ โฆษกสมัชชาปกป้องประชาธิปไตย (สปป.) ให้ความเห็นว่า อันที่จริงแล้ว การยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยของ กกต. ครั้งนี้ ไม่เข้าข่าย มาตรา 214 เลย เนื่องจาก มาตรา 214 กล่าวถึง "ความขัดแย้ง" หรือถ้าพูดเป็นภาษาชาวบ้านคือ "ทะเลาะ" กัน กรณีนี้ ระหว่าง 2 องค์กร คือ รัฐบาล และ กกต. ไม่ได้ขัดแย้งหรือแย่งกันมีอำนาจในการเลื่อนเลือกตั้ง อีกกรณีคือ ไม่ได้ขัดแย้งกันว่า อีกฝ่ายมีอำนาจในการเลื่อนเลือกตั้งแต่ตนไม่มี

เพราะข้อเท็จจริงคือ ทั้งรัฐบาลและ กกต. ไม่มีอำนาจใดๆ ในการเลื่อนเลือกตั้งเลย และในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ก็ไม่ได้ให้อำนาจใครให้การเลื่อนเลือกตั้ง ดังนั้น ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจรับคำร้องหรือวินิจฉัยในกรรี และคู่กรณีก็ไม่ได้ "ขัดแย้ง" หรือ "ทะเลาะ" กันแต่แรกด้วย

"ข้อเรียกร้องของ กกต.ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ยึดหลักการ เพราะไม่ว่า นักกฎหมาย นักการเมือง หรือนักวิชาการคนใดๆ ก็หาไม่เจอว่า รัฐธรรมนูญมาตราใดที่เสนอให้มีการเลื่อนเลือกตั้งได้"นายเอกชัยระบุ

นายเอกชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับเรื่องไว้วินิจฉัย อย่างไรก็ตาม หากศาลวินิจฉัยให้เลื่อนเลือกตั้งได้ ก็จะเป็นวิกฤตการเลือกตั้งของไทย

"ผมว่าถ้าศาลมาดูสถานการณ์ ก็จะเห็นว่า มีหน่วยเลือกตั้งพร้อมจำนวน 92.5% นั่นแปลว่า ประชาชนต้องการจะเลือกตั้ง มีเพียง 7.5% ที่ไม่พร้อม แต่ก็ต้องมาดูเหตุผลด้วยว่า เพราะอะไร เพราะผู้สมัครไปสมัครไม่ได้ เพราะโดนปิดกั้นหรือไม่"

"ในสถานการณ์การเมืองที่วุ่นวายเช่นนี้ มีทางออกให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม 3 ข้อ คือ 1. ให้สิทธิคนเท่ากัน นั่นคือ ต้องมีการเลือกตั้ง 2. เคารพและยึดกติการ่วมกันทุกๆ ฝ่าย และ 3. กรรมการผู้ดูแลกติกาต้องไม่ละเมิดกติกาเสียเอง แต่ถึงยังไง ถ้าปล่อยให้ไม่มีเลือกตั้ง ทางออกข้อที่ 1 ที่ผมเสนอ สังคมไทยก็ทำไม่ได้แล้ว"นาย เอกชัยกล่าว

อ.เอกชัย กล่าวปิดท้ายว่า การเลือกตั้งต้องมีเพราะเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย แต่ส่วนตัวเชื่อว่า อาจไม่มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในอนาคต



ด้าน นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อดีตอธิการบดี สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และคณะทำงานกลุ่มกปปส. ให้สัมภาษณ์ว่า กกต. สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา 214 ได้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้ หรือส่งกลับหรือไม่นั้น ต้องรอดู

นายสมบัติ กล่าวว่า หากมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นก็ไม่สามารถเปิดประชุมสภาได้อยู่ดี เพราะ กกต. จะไม่สามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ได้ครบ 95% ได้ภายใน 30 วัน และหากรัฐบาลดันทุรังให้เกิดการเลือกตั้งขึ้น ก็คาดว่า ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย และพรรคพลังประชาชน จะเข้ามาเป็นรัฐบาล เท่ากับว่าจะไม่มีพรรคฝ่ายค้านเลย พรรคเหล่านี้เกาะกลุ่มกันอยู่กับพรรคเพื่อไทย ทำให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นนี้เป็น "เผด็จการจากการเลือกตั้ง"

"อย่าเข้าใจว่า เลือกตั้งเป็นประชาธิปไตย เพราะมีหลักฐานให้เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมา รัฐบาลผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เพื่อทักษิณ ที่จริงสภาต้องเป็นตัวแทนใช้อำนาจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แต่นี่เป็นสภาหุ่นเชิด"

"จะเห็นเลยว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ หมายเลข 1 คือ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งต้องขึ้นมาเป็นผู้นำอีกถ้าได้รับเลือกตั้ง วิญญูชนที่คิดเป็น ต้องมองเห็นแล้วว่าเลือกตั้งแล้วจะมีอะไรรออยู่ จะวุ่นวายหรือไม่ ยิ่งเมื่อรัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ทำให้กระทบท่องเที่ยวมากกว่าเดิม ชัดเจนว่า รัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเบ็ดเสร็จที่ไม่ได้สนใจเรื่องอื่น นอกจากชัยชนะของตน"

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีนักวิชาการจำนวนหนึ่งเห็นว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องและวินิจฉัยกรณีเลื่อนเลือกตั้ง อาจเข้าข่ายสถานการณ์ที่อาจจะเป็นรัฐประหารเงียบ หรือไม่

นายสมบัติ กล่าวว่า ตนไม่มีความเห็นถึงนักวิชาการเหล่านี้ นักวิชาการเหล่านี้รู้ถูกผิด รู้ทุกอย่าง แต่เขาพูดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะไม่เข้าใจ หรือไม่ใช้เหตุผล แต่เป็นเพราะมีวาระซ่อนเร้น นักวิชาการที่บอกให้เดินหน้าเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธุ์มีวาระซ่อนเร้น

ทั้งนี้ นายสมบัติ เสนอทางออกต่อสถานการณ์ในขณะนี้ว่า ในฐานะนักรัฐศาสตร์ ขอเสนอให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลงจากตำแหน่ง เพราะไม่มีผู้นำประเทศที่ดีคนใด จะปกครองประเทศในภาวะที่สังคมแตกแยก ต้องให้คนอื่นมาทำหน้าที่แทน ในประวัติศาสตร์นั้น ภาวะเช่นนี้อาจรุนแรงถึงขนาดแบ่งประเทศได้เลย

เมื่อถามต่อว่า เห็นด้วยหรือไม่กับการเลื่อนเลือกตั้ง นายสมบัติ เห็นว่า ถ้าเป็นคนที่คิดถึงประโยชน์ของชาติ ก็ต้องเห็นว่าเลือกตั้งแล้วจะเป็นเช่นไร การเลือกตั้งในสถานการณ์นี้ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติเลย

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
-------------------------------------