--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นักโทษเรือนจำ นราธิวาส ก่อจลาจลทำร้ายจนท.เจ็บอื้อ..!!?

หัวโจกไม่พอใจถูกค้นเรือนนอนเจอยาเสพย์ติด-มือถือ ปลุกนักโทษฮือขว้างของใส่เจ้าหน้าที่ เจ็บ 25 นาย

ในระหว่างที่นายเดชรัฐ สิมศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ 3 ฝ่าย ประกอบด้วย ตำรวจ ทหารและฝ่ายปกครอง จำนวนกว่า 150 นาย ได้ร่วมกับนายสุพจน์ สุวรรณทิตย์ ผบ.เรือนจำนราธิวาส ตรวจค้นเรือนนอนของผู้ต้องขังชาย โดยให้ผู้ต้องขังชายทั้งหมด จำนวน 999 คน มารวมตัวกันอยู่ภายในลานสนามซึ่งอยู่ด้านหลังของที่ทำการ

ในระหว่างที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจค้นเรือนนอนชายชั้น 1 และชั้น 2 อยู่นั้น เจ้าหน้าที่ได้พบยาบ้า ยาไอซ์ และโทรศัพท์มือถือจำนวนหนึ่งของนักโทษชายซุกซ่อนอยู่ภายในเรือนนอน จึงตรวจยึดเพื่อหาเจ้าของ

ทันใดนั้นได้มีนักโทษชายจำนวน 2 - 3 คน ซึ่งต้องคดีความมั่นคงเกิดความไม่พอใจเจ้าหน้าที่ ด้วยการตะโกนปลุกระดมนักโทษชาย ให้ลุกฮือต่อต้านและกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่กำลังกระจายกำลังกันตรวจค้น เจ้าหน้าที่ซึ่งมีกำลังน้อยกว่า จึงได้พากันทะยอยออกจากประตูชั้นในภายในเรือนจำ เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายจากการลุกฮือของนักโทษ แต่ประตูซึ่งมีขนาดเล็กและคับแคบทำให้หนีออกไม่ทัน จึงถูกกลุ่มนักโทษที่ไม่พอใจพากันวิ่งไปหยิบก้อนหิน และท่อนไม้ที่ใช้สำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ รวมทั้งท่อเศษเหล็กแป๊ป ขว้างใส่เจ้าหน้าที่ที่กำลังทยอยกันหนีออกทางประตู จนมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 25 นาย

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ ที่อาการสาหัส เนื่องจากถูกขว้างศรีษะ ประกอบด้วย 1. พ.ต.ท.ปรีชา กิ่มเกลี้ยง สว.ป.สภ.เมืองนราธิวาส 2. ร.ต.ท.ชาติชาย มูลรักษ์ 3. ด.ต.ปรีชา ทองศรีไหม 4. วีระชัย สุกเพชร 5. ส.ต.ท.รักชาติ กังตะมโณ 6. นัฐพงษ์ แสงแก้ง 7. ส.ต.ท.กุมาล พูลเอียด 8. ส.ต.ท.ระพีภาษ ทวีสิน 9. ส.ต.ท.สัญฑัต หนูนัง 10. อส.รอมือลี สาลี 11. อส.อำรัน อะนีมามอ

ส่วนอีก 14 นาย ยังไม่ทราบรายชื่อ ถูกสิ่งของขว้างโดนตามร่างกายได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

ต่อมา นายธนน เวชกรกานนท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส พล.ต.ต.ยงยุทธ เจริญวานิช รอง ผบ.ศชต.นายสุพจน์สุววรณทิตย์ ผบ.เรือนจำนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันวางแผนปรึกษาหารือ เพื่อที่จะเข้าทำการระงับเหตุ โดยผู้ว่าฯได้ใช้โทรโข่งประกาศเจรจากับนักโทษที่ชั้น 2 ของที่ทำการเรือนจำเป็นระยะๆ เพื่อให้นักโทษที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แยกตัวเข้าไปอยู่ภายในเรือนนอน แต่การเจรจาไม่เป็นผล เจ้าหน้าที่จึงได้ประสานขอกำลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนกำลัง เพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ได้โดยเร็ว

ที่มา.กรุงเทพธุรกิจ
*****************************************

วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ท้าพิสูจน์ โพลทักษิณ รักษาแชมป์ สมัยที่ 4 ชัยชนะอันตราย-แลนด์สไลด์สมัยที่ 2 !!?

คอลัมน์ เลือกตั้งรัฐบาล 54

ต้นตำรับ-เจ้าสำนักด้านการสำรวจความนิยมทางการเมือง ปรากฏตัวเด่นชัดในยุค "ไทยรักไทย"

ยุคที่ "อัศวินคลื่นลูกที่สาม" พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร กระโดดเข้าสวมบทหัวหน้าพรรคการเมือง

ทั้งองคาพยพของไทยรักไทย ครบเครื่องทั้งขุนพลคนเดือนตุลา-กองกำลังตึกชิน และนักการเมืองระดับพระกาฬ

พัฒนาต่อยอดกับเทคโนโลยีของกลุ่มชินคอร์ป ในการใช้เครื่องมือไอทีปรับใช้กับกลเกมการเมืองอย่างลงตัว

พัฒนาขั้นสูงสุด ด้วยการใช้ทีมนักสถิติอิมพอร์ตจากต่างประเทศ เข้าทำ การสำรวจทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ

รวมตัวกับนักการเมืองลงพื้นที่สำรวจผ่านวิธีการ ใช้ตัวแทน-กลุ่มตัวอย่างแบบโฟกัสกรุ๊ป และกลุ่มตัวอย่างแบบสโนว์บอล

การเช็กเป้าหมาย-คะแนนนิยม สำรวจความพึงพอใจต่อนโยบาย และผลคะแนนล่วงหน้า ส่วนใหญ่จึงมีความแม่นยำ อยู่ในระดับ "น่าเชื่อถือ" ชวนให้ฝ่ายตรงข้ามระทึกขวัญ

ดังนั้นข้อมูล "ไฟลิ่ง โพล" ผลสำรวจความนิยมของประชาชนระดับ "เอ็กซ์คลูซีฟ" จึงเป็นเอกสารชิ้นแรกที่อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี "น.พ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช" ต้องฝ่าดงรถถัง เข้าไปเก็บออกจากตึกไทยคู่ฟ้า คืนวันรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ระดับความแม่นยำของ "ทักษิณโพล" มาจากการสังเคราะห์ ผลสำรวจจากสำนักโพลค่ายสหรัฐอเมริกา"แกลล็อบโพล"

ผลงานในช่วงไทยรักไทยลงสนามแข่งครั้งแรก การเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 คราวนั้นชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณโด่งดัง เรตติ้งสูงสุด ผลสำรวจระบุล่วงหน้าตั้งแต่โค้งแรก จนถึงโค้งสุดท้ายระบุว่า ไทยรักไทยจะได้ที่นั่ง 249 คน จาก 500 ที่นั่ง ในสภาผู้แทนราษฎร

ก่อนการเลือกตั้งในช่วง 7-10 วันสุดท้าย ใน พ.ศ.นั้น "พ.ต.ท.ทักษิณ" สร้างขวัญและกำลังใจให้ลูกพรรคทราบโดยทั่วกันว่า ไทยรักไทยเช็กเสียงโพลครั้งสุดท้าย ได้ไม่ต่ำกว่า 249 เสียง

แต่สมัยนั้นเป็นสมัยแรกที่ใช้ "ผลโพล" เป็นเครื่องมือ สร้างแคมเปญหาเสียง ดังนั้นแกนนำพรรคหลายคนไม่คิดเชื่อ

จนถึงวันลงคะแนน 6 มกราคม 2544 ผลการเลือกตั้งปรากฏพรรคไทยรักไทย ได้ ส.ส. 248 คน ต่ำกว่าผลโพล 1 เสียง

ระดับความแม่นยำของผลโพล ถูกนำมาต่อยอดในการเลือกตั้งสมัยที่สอง 2548

ในยุคไทยรักไทยสมัยรักษาแชมป์ มี "ปองพล อดิเรกสาร" เป็นผู้อำนวยการเลือกตั้ง

มีตัวช่วย ตัวสำคัญชื่อ "ภูมิธรรม เวชยชัย" เป็นทีมงานยุทธศาสตร์เลือกตั้ง ด้วยการทำโพลทุกพื้นที่ ที่ผลคะแนนอยู่ในระดับก้ำกึ่ง

ปลายทางก่อนการลงคะแนนไม่กี่วัน "โพลทักษิณ" เปิดตัวเลขที่ ส.ส. 370 เสียง

แต่เป็นตัวเลขที่เหนือความคาดหมายแกนนำทุกคนในพรรค

ในช่วงนั้น กระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียว "พ.ต.ท.ทักษิณ" เป็นนายกรัฐมนตรี ดับเบิลแชมป์ แทบไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้

แต่ผลการเลือกตั้ง 6 กุมภาพันธ์ 2548 ตัวเลขออกมาที่ 377 เสียง

พรรคไทยรักไทย และ "พ.ต.ท. ทักษิณ" ชนะเลือกตั้งแบบแลนด์สไลด์-ถล่มทลาย ได้จัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ยุคการเมืองประชาธิปไตยในรอบ 60 ปี

ในระหว่างเป็นรัฐบาลสมัยที่ 2 ท่ามกลางการถล่มของ "ม็อบพันธมิตรฯ" ตลอดทั้งปี แต่ไทยรักไทยยังใช้ "ผลโพล" เป็นเครื่องมือ-เข็มทิศ ในการพัฒนานโยบายอย่างต่อเนื่อง

ผลสำรวจความนิยมที่แสดงให้เห็นว่า "พ.ต.ท.ทักษิณ" นับวันจะทรงอิทธิพล-เพิ่มบารมี กลายเป็นหอกที่แหลมคม ที่หันกลับมาทิ่มแทง-ผลักดัน "พ.ต.ท. ทักษิณและไทยรักไทย" จนพ้นกระดานการเมือง

ในคืนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 "ไฟลิ่ง โพล" จึงถูกทำลายทิ้ง ก่อนที่คณะรัฐประหารจะค้นพบ "สมมติฐาน" และผลสำรวจ ที่มีระดับความแม่นยำ-น่าสยองขวัญ กับผู้ที่มีอำนาจนอกรัฐบาล

ส่งผลต่อการเลือกตั้งในสมัยพลังประชาชน ซึ่งจุติและเกิดใหม่หลังไทยรักไทย ตายจากพื้นที่ทางการเมือง-ตารางลงคะแนน

ยุคพลังประชาชน มี สมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค

ในการเลือกตั้ง พ.ศ. 2550 หลังพ้นกระแสโหวตโน-รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 พลังประชาชนและกองกำลังเสื้อแดงยุคที่ 1 เต็มพื้นที่อีสาน-เหนือ รวมกับกองกำลัง "เพื่อนเนวิน"

คราวนั้น พลังประชาชนรับรู้ผล "โพลทักษิณ" ว่า ความน่าจะเป็นอยู่ในระดับ 240 เสียง ใกล้เคียงกับยุค ไทยรักไทยสมัยแรกลงสนาม

ผลการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ทำให้ฝ่าย "ทักษิณ" ชนะซ้ำเป็นครั้งที่ 3 ได้ ส.ส.เข้าสภาผู้แทนราษฎร 233 เสียง ชนะประชาธิปัตย์ที่ทำคะแนนได้ 165 เสียง

ได้นายกรัฐมนตรี 2 คน คือ สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์

ในการเลือกตั้งยุค พ.ศ. 2554 ถือเป็นยุคที่แข่งขันเข้มข้นถึงขีดสุด

เพื่อไทย-ที่เกิดใหม่ หลังพลังประชาชนตายจากพื้นที่กากบาทในคดียุบพรรค ชู "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" เป็นผู้สมัคร ส.ส.ระบบปาร์ตี้ลิสต์ หมายเลข 1 หวังชิงแชมป์สมัยที่ 4

ในโค้งแรก "โพลทักษิณ" ประกาศตัวเลขเอาฤกษ์ ที่ระดับไม่ต่ำกว่า 200 เสียง

โค้งที่สอง คนใกล้ชิดทักษิณ ประกาศตัวเลข 250 เสียง

และโค้งสุดท้าย "โพลทักษิณ" ประกาศข้ามน้ำ-ข้ามทะเลทรายจากดูไบ ให้ตัวเลข 270 เสียง และอาจทะลุไปถึง 300 เสียง อีกครั้ง

ประกอบกับผลของ "กรุงเทพโพล" ที่โหวตให้ "ยิ่งลักษณ์" มีสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี มากกว่า "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

แม้ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีผลในดัชนีความเชื่อทางการเมือง

ผลการเลือกตั้ง 3 กรกฎาคม 2554 จะพิสูจน์ "ทักษิณโพล" อีกครั้ง

แชมป์เลือกตั้งสมัยที่ 4 อาจอยู่ไม่ห่างจากมือ "ทักษิณ" แต่จะส่งผลให้ได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรี คนที่ 28 หรือไม่ ยังต้องลุ้นอีกหลายโค้งกว่าจะถึงเส้นชัย

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
+++++++++++++

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เจาะ...ยุทธศาสตร์การเมือง เลือกตั้ง 3 จังหวัดชายแดนใต้

เรื่องการแก้ไขปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน จะเป็นรัฐบาลชุดไหน เพราะเป็นปัญหาที่อยู่คู่ประเทศไทยมายาวนานเหลือเกิน ทุกคนก็ได้แต่ตั้งตารอว่า ใครจะมาเป็นผู้พิชิตปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปเสียที

วันนี้ปี่กลองการเมืองเชิดกันอีนุงตุงนัง ทุกพรรคการเมืองเดินสายหาเสียง เพื่อหวังพาตัวเองให้เป็นรัฐบาล มีอำนาจบริหารประเทศ แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่จะนำไปขาย นำไปหาเสียงกับประชาชนคือ “นโยบาย” เรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ย่อมต้องถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของพรรคการเมืองใหญ่ๆ และพรรคการเมืองที่คาดหวังจะได้ส.ส.ในพื้นที่เหล่านี้

ชาวบ้าน ประชาชนในพื้นที่ล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกัน สิ่งที่ต้องการมากที่สุด สิ่งที่อยากได้เป็นของขวัญในทุกโอกาสสำคัญ คือความสงบสุขของประชาชนชาว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ฉะนั้น เมื่อถึงเทศกาลเลือกตั้งก็ต้องสอดส่ายสายตาไปดูพรรคการเมืองใดบ้างที่มีนโยบายที่น่าจะจัดการหรือ บรรเทาปัญหาให้พวกเขาได้ และทำได้จริง

พรรคประชาธิปัตย์ที่มีส.ส.เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมอยู่เต็มพรืด ก็หาเสียงด้วยการขันอาสาเข้ามาสานต่อนโยบายที่ทำไว้เดิม ซึ่งคิดว่าดีอยู่แล้ว เช่น การจัดตั้งศอ.บต. รวมทั้งการมอบงบประมาณให้ไปบริหารจัดการอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ใช้ความเป็นส.ส.เดิม เป็นฐานหาคะแนนที่ยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ นอกจากนั้นยังเสนอให้ส.ส.ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีเพื่อแก้ปัญหาอย่างตรงจุดด้วย

แต่ก็ไม่แน่ใจว่าคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะชื่นชอบและไว้วางใจให้ทำหน้าที่ต่อมากน้อยแค่ไหน เพราะสภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันนั้น ไม่แตกต่างจากรัฐบาลไหนๆ สักเท่าไหร่ สมัยพรรคไทยรักไทยเกิดความรุนแรงอย่างไร วันนี้ก็ยังคงซ้ำรอยแบบเดิมๆ

การแก้ปัญหาโดยรวมก็ดูเหมือนว่าจะได้รับความสนใจจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี น้อยเกินไป ไม่เคยเห็นภาพการลงพื้นที่ระหว่างที่เป็นรัฐบาลอย่างจริงจัง จริงใจ ที่เห็นก็มีเพียงการส่งกำลังเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมเข้าไป

โดยเน้นปริมาณเข้าว่า แต่คุณภาพไม่ถึง รวมทั้งอัดงบประมาณลงไป

แต่ไม่มีการบริหารจัดการที่ดีเพียงพอ เหตุการณ์ลอบทำร้าย ลอบสังหาร ลอบวางระเบิด ยังมีให้เห็นจนชินตาไม่ต่างจากอดีต

สำหรับพรรคเพื่อไทย ที่ได้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาว นช.พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯผู้หลบหนีคดี ณ ต่างแดน และเคยเป็นคนโหมไฟใต้ให้กระพือหนัก ด้วยวาทะที่แข็งกร้าว “โจรกระจอก” มาถือธงนำ ขออาสาเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศ ใช้ความอ่อนน้อมสร้างความปรองดอง ก็จับยัดนโยบายแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไว้ในแคมเปญเช่นเดียวกัน

หลักใหญ่คือจะทำพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ปกครองพิเศษเหมือนกรุงเทพมหานคร และ พัทยา บริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ขณะเดียวกันก็จะทำให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจ มีเงินสะพัดในพื้นที่ภาคใต้ สำคัญคือจะรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศซาอุดีอาระเบีย เพื่อให้พี่น้องชาวมุสลิมได้ไปประกอบพิธีฮัจจ์ เพิ่มจากเดิม 12,000 คน เป็น 20,000 คน ดูและจัดการเรื่องที่พักยามเดินทางไปอย่างดี นอกจากนั้นจะบริหารจัดการให้พื้นที่ 3 จังหวัดเป็นศูนย์การผลิตอาหารฮาลาลส่งออกทั่วโลก

แต่ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทย ที่ตัดต่อพันธุกรรมมาจากพรรคพลังประชาชน พรรคไทยรักไทย จะไม่เคยได้รับความเชื่อมั่นจากชาวบ้านในพื้นที่สักเท่าไรนัก การได้ส.ส.ในพื้นที่เหล่านี้ในอดีตก็ล้วนเป็นเพราะความแข็งแกร่งของฐานเสียงเฉพาะตัวของส.ส.เท่านั้น

ดังนั้นจึงต้องจับตาดูว่าการนำเสนอนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่วันนี้ไม่มีผู้สมัครที่เป็นส.ส.เดิม จะมีก็เพียงแต่นายซูการ์โน มะทา อดีตส.ส.ยะลา จะสามารถทะลวงแทรกเข้าไปยึดพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน นโยบายที่นำเสนอมาจะทำให้ชาวบ้านสัมผัสจับต้องได้ หรือเป็นเพียงการขายฝัน 3 ก.ค.จะได้รับคำตอบ

นักวิชาการในพื้นที่บางท่านบอกไว้ว่า นโยบายพรรคการเมืองไหนตรงใจชาวบ้านใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้จับสัญญาณจากผลคะแนนส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในพื้นที่ เพราะส่วนใหญ่คนจะเน้นเลือกตัวบุคคลก่อนเรื่องอื่นๆ ถ้าผลคะแนนของพรรคเพื่อไทยแปรผกผันมีนัยยะเชิงบวกแสดงว่าประสบความสำเร็จ และจะต้องเดินหน้าทำนโยบายที่ประกาศไว้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าพรรคเพื่อไทยคาดหวังกับพื้นที่เหล่านี้ไม่น้อย ล่าสุดน.ส.ยิ่งลักษณ์ โชว์ภาพความเป็นหญิงแกร่ง ลงลุยพื้นที่ด้วยตัวเอง ทำให้นายอภิสิทธิ์และมวลหมู่สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์สะอึกแบบคาดไม่ถึงไปเหมือนกัน ไม่คิดว่าผู้หญิงบอบบางตัวเล็กๆ จะกล้าลุย กล้าชนถึงเพียงนี้

แต่แน่นอนว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยก็ต้องบริหารจัดการเตรียมการล่วงหน้าไว้เป็นอย่างดี อาศัยช่วงจังหวะเวลาที่เหมาะ เช็คสถานการณ์ประเมินแล้วว่าไม่มีความรุนแรงแน่นอน และยังต้องเดินทางไปแบบค่อนข้างกะทันหัน ไม่ให้เอิกเกริกจนเกินไป ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัย

เมื่อลงไปแล้วเสียงสะท้อนที่กลับมาล้วนเป็นเชิงบวกทั้งสิ้น “ยิ่งลักษณ์” อาสาเป็นนายกฯของคนทั้งประเทศ ไม่เลือกว่าเป็นพื้นที่ตัวเอง หรือคู่แข่ง พื้นที่อันตรายยังกล้าไปเหยียบ โกยแต้ม โกยคะแนนไปไม่น้อย สมมติฐานเป้าหมายเบื้องต้นที่จะรักษา 1 เก้าอี้เดิมไว้ หวังเพียงบวกคะแนนปาร์ตี้ลิสต์นั้น หากกระแสตอบรับดีอาจหวังถึงเก้าอี้ส.ส.ที่จะเพิ่มเติมเข้ามาเป็นโบนัสพิเศษเลยก็ได้

อย่างไรก็ดี พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญนี้พรรคเพื่อไทยจะได้หรือจะเสีย ส่วนหนึ่งถึงส่วนใหญ่คือการบงการเกมของ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตขุนพลใหญ่ภาคใต้ของพรรคไทยรักไทย คนใหญ่คนโตของชาวมุสลิม ว่าจะใส่เต็มที่ บี้เต็มร้อยให้พรรคเพื่อไทยหรือไม่

หาก “วันนอร์” เหยียบเรือสองแคม หรือเทกำลังไปให้พรรคมาตุภูมิของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน อดีตผบ.ทบ.ผู้ปฏิวัติรัฐประหารกำราบพ.ต.ท.ทักษิณ ที่วันนี้ขายนโยบายแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นนโยบายหลักของพรรค มากกว่าแล้ว พรรคเพื่อไทยคงตกที่นั่งลำบาก เพราะตัวผู้สมัครที่ดูจะมีภาษีกว่า พอฟัดพอเหวี่ยงกับพรรคประชาธิปัตย์มากกว่า ล้วนอยู่ที่พรรคมาตุภูมิ

ที่มา.thairecent
+++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพชรน้ำเอก !!?

มาแรงเสียงดีท่วมท้น สำหรับ “เจมส์” อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร เขต ๔ กทม. “คลองเตย –วัฒนา” พรรคประชาธิปัตย์ มีเสียงขานรับดียิ่ง จากพ่อยกแม่ยก และวัยรุ่นวัยใสวัย๑๘วัย๒๐ผู้เป็นเด็ก
เป็นปลื้มกับ “ว่าที่ สส.อนุชา” ที่เข้าตามตรอกออกตามประตู ดูแลชาวบ้านอย่างเป็นมิตร
ดีกรีเป็นนักเรียนนอก จบตรีเกียรตินิยมวิศวกรรมเครื่องกล จากออสเตรเลีย จบโทดีเด่นวิทยาศาสตร์พลังงานและการเผาไหม้ จากมหาวิทยาลัยลีดส์ อังกฤษ
เป็นนักการเมืองน้ำดีอนาคตไกลถึง “รัฐมนตรี” ไอเดียความคิดแจ่มแจ๋วเลิศหรู เน้นนโยบายลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ให้ประชาชน ดับเบิ้ลรวยสุด ๆ ..ทั้งย้ำ ปัญหาของชาติที่ยุ่งเป็นยุงตีกัน ต้องหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่ง ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่ม ชาติจึงสงบ!!
“น้องเจมส์”เป็นนักการเมืองมือทอง...ที่คิดแก้ปัญหาให้กับพี่น้อง?..แบบคนมีกึ๋นมีสมองครบ??

---------------------

“เดินสาย” ทะลุปรุโปร่ง ทุกที่!!!
“พรรคร่วมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน” ระดับคีย์แมนจับมือกันแน่น ด้วยดี???
เข้าถึงที่ไหน นโยบายโดนใจประชาชน...เพราะ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงษ์ชนะ-ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง-กรพจน์ อัศวินวิจิตร” ทุ่มนโยบายถูกใจคนทั้งเมือง
ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซล ราคาน้ำมันลงมา สร้างคนในชาติให้เป็นนักกีฬา ที่ฟูเฟื่อง
นโยบายที่จัดหนัก ให้คนอยู่ดีกินดี จึงกระแทกหัวใจพ่อแม่พี่น้องประชาชน ไปหาเสียงที่ไหนคะแนนจึงขึ้นลิบ..ลิบ!!!
มองเป้า ของ ผู้แทนพรรคนี้....ได้สส.เข้าสภาฯไม่น้อยจ๊ะพี่..ดีไม่ดีไม่ต่ำกว่าสี่สิบ??

-------------------------

เพื่อนคู่คิด..มิตรถูกคอ!!
“เสี่ยเพ้ง” พงษ์ศักดิ์ รักตพงษ์ไพศาล ยามนี้ตัวติดกัน อยู่ต่างประเทศ กับ “ทักษิณ ชินวัตร” นายห้างดูใบ ตราใบห่อ??
ร่วมกันปั่นความคิดชั้นดี จน “พรรคเพื่อไทย” และ “น้องปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปได้อย่างสดสวย
ด้านธุรกิจ ของ “เสี่ยเพ้ง” ที่สร้างคอนโดฯแถวรัชดา ๒๐ กว่าไร่ ก็เดินหน้าดีด้วย
ลงทุนสร้างคอนโดฯระดับ ๕ ดาว ยังไม่ทันเสร็จสมบูรณ์เต็มรูปแบบ ประชาชนที่รักและมิตรสหาย ต่างจองพึ่บเดียว หมดแล้ว เสร็จสรรพ!!!
เพราะ “เสี่ยเพ้ง” เป็นคนจริงใจ..พอทำคอนโดฯขาย...จึงขายได้อย่างเทน้ำเทท่า ไงล่ะครับ

-------------------------

อย่า “หลงกระแส”!!
ความนิยม ศรัทธา ในตัว “น้องปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับ “พรรคเพื่อไทย” นั้นเป็นของแท้
ที่แน่ ๆ “น้องปู” ขี่ม้าขาว มาอย่าง ถูกทางกันแล้วล่ะ
ที่อยากเบรก..เหยียบเบรกให้หัวทิ่ม ก้อ,นักการเมืองเก่าเก๋าลายคราม ที่โหนกระแส อาจทำให้คะแนนดี ๆ หล่นตุ๊บ หายไปได้นะจ๊ะ!!
ปล่อยให้ “น้องปู” ซึ่งเป็นที่รักของประชาชน เดินหน้าหาเสียงอย่างเอกเทศ ทุกอย่างจะติดลมบน!!
“น้องปู”เป็นสินค้าห้าง..ฉะนั้นใครอย่าได้ทำให้พัง?..ถ้าบางคนยับยั้งปากมั่ง จะดีเหลือล้น

--------------------------

มังกรย่อมเป็นมังกร!!
อ่านเกมขาด ในฐานะที่ “ท่านบรรหาร ศิลปอาชา” อาบน้ำร้อนมาก่อน??
ยัดชื่อ “ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” ผู้มีหัวใจและกายติดกันกับ “ชาละวันพิจิตร” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์๕ พรรคชาติไทยพัฒนา
อยู่ในเขตเอนโซนแดนอันตราย? “เสี่ยอ๊อด” จึงลุยหาเสียงหนัก ไงล่ะจ้า
หากนิ่งนอนใจ ทำใจเย็น “เสี่ยประดิษฐ์” จะร่วงผล็อย ตกจากเก้าอี้ผู้แทน ไม่ได้เป็นปาร์ตี้ลิสต์ได้!!
“บรรหาร” นั้นสุดเขี้ยว...แม้แต่คนพรรคเดียว?..ยังเจอลูกเขี้ยวให้เสียวเลยล่ะเจ้านาย??

คอลัมน์:ตอดนิดตอดหน่อย,บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++++

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เจ้าสัว-ขุนทหาร เล็กเชอร์ประเทศไทย ก้าวข้ามความขัดแย้งเดินหน้าผลิตอาหาร-เกษตร !!?

คอลัมน์ โรดแมปประเทศไทย


นับถอยหลังไม่ถึง 19 วัน จะเป็นวันหย่อนบัตรเลือกตั้ง นอกจากพรรคการเมืองจะหาเสียงกันอย่างคึกคักแล้ว ช่วงเวลานี้ยังมีข้อเสนอเกี่ยวกับอนาคตประเทศไทยฝากถึงรัฐบาลใหม่และสังคมไทยจากหลายเวที ล่าสุด "ธนินท์ เจียรวนนท์" ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CP) "พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา" อดีตผู้บัญชาการทหารบก และ "ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง โคจรมาพบกันบนเวทีเดียวกัน ในงานสัมมนา Thailand Lecture WISDOM for change" ครั้งที่ 3 จัดโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนที่ผ่านมา มีเนื้อหาน่าสนใจหลายประเด็น

ธนินท์ เจียรวนนท์ เปิดมุมมองเรื่อง "บริบทใหม่ทางธุรกิจการค้า" ว่า ตั้งแต่ทำธุรกิจมา 47 ปี วันนี้เมืองไทยอยู่ในฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีมากเป็นประวัติศาสตร์ มีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศเหลือถึง 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 6 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลไทยกลัวปัญหาเงินเฟ้อ ทำให้ไม่กล้าใช้เงิน ทั้งที่จริงควรนำเงินก้อนนี้มาลงทุนในด้านต่างๆ

"เกษตรกรที่รวยที่สุดในโลกวันนี้อยู่ในประเทศญี่ปุ่น พวกเขานอนโรงแรม 5 ดาว ไปเที่ยวทั่วโลกเกษตรกรไต้หวันใช้เวลา 20 ปีก็ได้ไปเที่ยวทั่วโลก แต่เมืองไทยใช้เวลา 200-300 ปีเกษตรกรมีแต่หนี้ถามว่า เกษตรกรไทยขี้เกียจหรือผมยืนยันว่า ไม่ใช่ แต่ต้องมีผู้นำ นำไปในทางที่ถูกต้อง"

นอกจากนี้ควรพัฒนาธุรกิจที่มีศักยภาพคือ ลงทุนด้านการท่องเที่ยว ด้วยการไปศึกษาวิจัยประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการรายได้จากการท่องเที่ยว เพื่อดึงนักท่องเที่ยวที่มีรายได้สูง เช่น ดึงคนรวยชาวจีน อินเดีย หรือ รัสเซีย สัก 10 % มาเที่ยวประเทศไทยก็จะสามารถฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวได้อย่างมาก ส่งผลให้ใเกิดการสร้างงานและธุรกิจได้อีกมหาศาล

"การท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมที่ไม่มีปล่องไฟ ไม่ทำให้ สิ่งแวดล้อมเสียหาย ต่อไปในอนาคตประชากรจีนจะมีมากถึง 1,300 ล้านคน อินเดียมี 1,000 กว่าล้านคน ฉะนั้นต้องไปดึงคนรวยจากประเทศเหล่านี้ 10 % มาเที่ยวเมืองไทย ลองคิดดูอะไรจะเกิดขึ้น เราจะร่ำรวยกันใหญ่ แต่รัฐบาลต้องบริหารจัดการเป็น ซึ่งหน้าที่นี้ต้องเป็นหน้าที่รัฐบาล ต่อไปนักท่องเที่ยวจากจีนต้องมหาศาล ถ้าหากเจาะจง มีงบประมาณ

มีเป้าหมาย มีงบฯส่งเสริมนักธุรกิจ แต่การเมืองต้องนิ่งก่อน ไม่ใช่เดินขบวนอยู่ร่ำไป คนรวยก็ไม่กล้ามาประเทศไทย ฉะนั้น ผู้นำประเทศทำอะไรต้องมีเป้าหมาย มีตัวเลข ต้องศึกษาว่า ลูกค้าต้องการอะไร ซึ่งเราต้องเตรียมพร้อม"

เจ้าสัวธนินท์ กล่าวว่า นอกจากการท่องเที่ยวแล้ว สินค้าเกษตรของไทยมีศักยภาพอย่างมากสามารถส่งออกอันดับหนึ่งของโลกได้ ทั้งปาล์ม ยางพารา มัน อ้อย ข้าว กุ้ง

แต่ต้องยกราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่า เพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยี ขณะที่รัฐบาลควรหาทางสร้าง

รายได้ให้เกษตรกรตามทฤษฎี 2 สูง รวมทั้งการสนับสนุนศักยภาพด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รัฐบาลต้องสร้างคนเพื่อมา สร้างเทคโนโลยี จึงอยากฝากให้สถาบันการศึกษาผลิตบัณฑิตออกมาให้ตรงกับตลาดแรงงาน

"ผมอยากฝากนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ ผู้ว่าฯแบงก์ชาติ สินค้าเกษตรของเราเป็นน้ำมันบนดิน เราต้องยกราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้นเป็นทรัพย์สินที่มีค่าและใช้ไม่หมดอีกด้วย วันนี้เรามีพร้อมทุกอย่าง แต่กลับไป กดทรัพย์สินให้ต่ำ ทำให้เรายากจน ถ้าทำได้ ผมเรียนว่า ประเทศไทยมีความหวังแน่นอน"

อย่างไรก็ตาม ท่านประธานซีพี เห็นว่า อุปสรรคของเศรษฐกิจไทยวันนี้คือ ปัญหาการเมืองมีปัญหาเรื่องสี หากการเมืองนิ่งกว่านี้ เมืองไทยจะดีกว่าปัจจุบันนี้ไม่รู้กี่เท่า นักธุรกิจจีนและฮ่องกงพูดถึงประเทศไทย ว่าการเมืองและเศรษฐกิจไม่ผูกพันกัน ถ้ามีความสมานฉันท์ เศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นไม่รู้กี่สิบเท่า

ด้าน ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ปาฐกถาหัวข้อ "นโยบายเศรษฐกิจ เข็มทิศประเทศไทย" ว่า ปัญหาใหญ่ของประเทศไทยหลายปีที่ผ่านมาก็คือ ไม่มีทิศทางและยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน เนื่องจากการเมืองไม่มีเสถียรภาพ ส่งผลให้การพัฒนาประเทศไทยหยุดชะงักมาเป็นเวลา 4-5 ปีแล้ว ดังนั้นอยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้ นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศที่แท้จริง

อย่างไรก็ตามนโยบายหาเสียงของแต่ละพรรคการเมืองวันนี้ ยังขาดจุดยืนและเป็นไปในลักษณะการเอาใจประชาชนมากกว่าการพัฒนาที่ยั่งยืน แต่ต้องรู้ว่าประเทศจะต้องเดินไป

ทางไหน ไม่ใช่จัดการเลือกตั้งเพื่อเปลี่ยนรัฐบาล ควรเป็นการเลือกตั้งที่มีนโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่องยั่งยืน

ดร.สมคิด กล่าวว่า ปัจจุบันราคาอาหารและพลังงานมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลใหม่จึงควรกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนเพราะ เป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจมากที่สุด เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม แต่วิธีการ ทำงานที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ผลมีเพียงการกำหนดการประกัน รายได้หรือรับจำนำสินค้าเกษตร ซึ่งไม่เพียงพอ สิ่งที่ควรจะเป็นคือนโยบายที่ศึกษาเจาะลึกไปถึงการผลิต การตลาด และ การนำเทคโนโลยีมาเพิ่มศักยภาพผลผลิต

นอกจากนี้พรรคการเมืองควรให้ความสำคัญกับนโยบาย ส่งเสริมด้านอาหารและพลังงานที่ในอนาคตจะมีความสำคัญทั่วโลก รวมถึงการพัฒนาบุคคลากรและเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน"

"รัฐบาลใหม่ต้องกล้าตัดสินใจเรื่องใหม่ ๆ เพราะประเทศไทยต้องการจุดยืนที่ชัดเจนในการก้าวไปในอนาคต"

ขณะที่ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา บรรยายเรื่อง "ความมั่นคงของประเทศไทย" ว่า ความมั่นคงของประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงความมั่นคงด้านการทหารอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงความมั่นคงด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม ส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศมั่นคงคือ ความมั่นคงทางการเมือง ประเทศใดที่มีเสถียรภาพการเมืองจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพที่ดี

พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เมืองไทยมีระบบการเมืองไทยที่ดีเพราะเป็นการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ยืนยันว่า สถาบันกษัตริย์ ดูแลประชาชน ไม่คิดเป็นพวกใด สีใด และมีความเสมอภาคกัน แต่หลายส่วนที่เกี่ยวกับการเมืองไม่อยู่ในที่ทางที่จะทำให้การเมืองมั่นคง ฉะนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ อยากให้ประชาชนเลือกพรรคไหนก็ได้ แต่ต้องติดตามว่าสามารถทำได้อย่างที่หาเสียงหรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องเลือกกลับเข้ามาอีก ส่วนปัญหาการคอร์รัปชั่นควรมีบทลงโทษให้หนัก

ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
////////////////////////////////////
 

กนก รัตน์วงศ์สกุล เผยธาตุแท้ เขียนลง FB. อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย !!?

นายกนก รัตน์วงศ์สกุล พิธีกรข่าวเครือเนชั่น ได้โพสต์เผยแพร่บันทึกบนแฟนเพจ Kanok Ratwongsakul ในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ซึ่งตั้งชื่อหัวข้อว่า “อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย” โดยกล่าวเปรียบเทียบการที่เขาไม่สามารถเข้าสู่ระบบในเฟซบุ๊กของเขา ก่อนที่จะมีผู้ช่วยเหลือทำให้สามารถกลับมาเล่นใหม่ได้ ว่า ยังไม่เท่ากับบ้านเมืองถูกยึด ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่าหมายถึงกลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคการเมืองในการควบคุมของระบอบทักษิณ

นายกนก ระบุว่า บ้านตนหรือบ้านคุณหากถูกยึด ก็เดือดร้อนมากแล้ว แต่ยังไม่เท่าบ้านเมืองของเรา ถูกยึด สงกรานต์ปี 2552 มีคนทำลายการประชุมอาเซียน แขกเหรื่อผู้นำระดับประเทศ ต้องรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน ผู้บริหารประเทศเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็แทบเอาตัวไม่รอด นายกฯ กับรองนายกฯ คุมความมั่นคง ถูกไล่ทุบรถอย่างถ่อยเถื่อน เลขานายกฯ ถูกทุบ และลากตัวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่า คนชาติเดียวกันจะทำได้ หลังจากนั้น แกนนำหลายคนไม่ถูกคุมตัว บ้างมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง บ้างได้รับการประกันตัว สงกรานต์ปี 2553 คนหน้าเดิมหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าปี 52 อย่างไม่น่าเชื่อ

“เขาเกณฑ์คนต่างจังหวัด อ้างว่า มาเรียกร้องประชาธิปไตย อ้างว่า ต่อสู้เผด็จการ ทั้งที่หลังเผด็จการ ปี 49 มีนายกฯ เป็นคนของเขาถึง 2 คน พวกเขาทำไมไม่รู้สึกว่าต้องเรียกร้องประชาธิปไตย ทำไมไม่ออกมาต่อสู้กับทหาร หรืออำมาตย์ พอคนที่ 3 ขึ้นมาเป็นนายกฯ จาก ส.ส.ชุดเดียวกันโหวตในสภาแท้ๆ พวกนี้ไม่ยอมรับ ต่อสู้ตามระบอบแพ้ในสภาแล้ว จึงออกมายึดถนน ยึดสี่แยก” นายกนก ระบุ

พิธีกรข่าวเครือเนชั่น ยังระบุอีกว่า ยังมีการโจมตีองคมนตรี มีบางคนจาบจ้วงสถาบันบนเวทีชุมนุม ประจวบเหมาะกับมีเว็บไซต์ลบหลู่สถาบันมากมาย มีใบปลิวอ่านผวนคำกลับมาก็เห็นชัดเจนว่า ด่าทอสถาบันรุนแรง ชายชุดดำฆ่าทหาร ลอบยิงระเบิดเอ็ม 79 ฆ่าตำรวจ ประชาชน ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ส่วนแกนนำราว 20 คน ที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง กำลังจะได้เป็น ส.ส.นอกจากนี้ประเทศไทยก็กำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆ เดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น

“พวกเราจะไม่ช่วย พระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยแล้วหรือ” พิธีกรชื่อดังระบุในตอนท้าย
สำหรับรายละเอียดของบันทึกดังกล่าวฉบับเต็มมีดังนี้

“อย่าให้พวกเผาเมืองยึดประเทศไทย”
by Kanok Ratwongsakul on Sunday, 12 June 2011 at 12:26


กลับมาแล้วพี่น้อง กลับเข้าบ้านตัวเองได้แล้วครับ ไม่ใช่ทำกุญแจหาย แต่ถูกผู้ไม่หวังดียึดกุญแจไป ดีที่มีแขกรับเชิญที่ช่อง 9 เขาช่วยกู้คืนมาได้ ผมขอบคุณมากครับ (เขาไม่ประสงค์ออกนาม) จะไปเปิดเพจใหม่ก็เสียดายข้อมูลที่เพจนี้

บ้านผมหรือบ้านคุณหากถูกยึด ก็เดือดร้อนมากแล้ว แต่ยังไม่เท่า “บ้านเมืองของเรา” ถูกยึด! สงกรานต์ปี 2552 มีคนทำลายการประชุมอาเซียน แขกเหรื่อผู้นำระดับประเทศ ต้องรีบเผ่นหนีแทบไม่ทัน ผู้บริหารประเทศเราช่วยอะไรเขาไม่ได้ เพราะตัวเราเองก็แทบเอาตัวไม่รอด นายกฯ กับรองนายกคุมความมั่นคง..ถูกไล่ทุบรถอย่างถ่อยเถื่อน เลขานายกฯ ถูกทุบและลากตัวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อว่า คนชาติเดียวกันจะทำได้

หลังจากนั้น..แกนนำหลายคนไม่ถูกคุมตัว บ้างมีเอกสิทธิ์ ส.ส.คุ้มครอง บ้างได้รับการประกันตัว สงกรานต์ปี 2553 คนหน้าเดิมหวนกลับมาก่อเหตุซ้ำที่รุนแรงกว่าปี 52 อย่างไม่น่าเชื่อ!

เขาเกณฑ์คนต่างจังหวัด อ้างว่ามาเรียกร้องประชาธิปไตย อ้างว่าต่อสู้เผด็จการ ทั้งที่หลังเผด็จการ ปี 49 มีนายกฯ เป็นคนของเขาถึง 2 คน พวกเขาทำไมไม่รู้สึกว่าต้องเรียกร้องประชาธิปไตย..ทำไมไม่ออกมาต่อสู้กับ ทหารหรืออำมาตย์ พอคนที่ 3 ขึ้นมาเป็นนายกฯ จาก ส.ส.ชุดเดียวกันโหวตในสภาแท้ๆ พวกนี้ไม่ยอมรับ

ต่อสู้ตาม ระบอบแพ้ในสภาแล้ว จึงออกมายึดถนน ยึดสี่แยก โจมตีองคมนตรี มีบางคนจาบจ้วงสถาบันบนเวทีชุมนุม ประจวบเหมาะกับมีเว็บไซด์ลบหลู่สถาบันมากมาย มีใบปลิวอ่านผวนคำกลับมาก็เห็นชัดเจนว่า ด่าทอสถาบันรุนแรง! ชายชุดดำฆ่าทหาร! ลอบยิงเอ็ม 79 ฆ่าตำรวจ ประชาชน

ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส.ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆ เดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?

ไม่น่าเชื่อว่า 2 เหตุการณ์ทำลายชาติ ใน 2 ปีที่ผ่านมา กำลังผ่านไปเหมือนเกิดอัคคีภัยธรรมดาๆ ลำพังแค่แกนนำราว 20 คนที่ยุให้คนเผาบ้านเผาเมือง..กำลังจะได้เป็น ส.ส.ก็ยากจะทำใจแล้ว แต่นี่..เรากำลังจะได้รัฐบาล ได้นายกฯ ที่รู้ทั้งรู้ว่า เขาทำเพื่อคนๆ เดียว เพื่อคนในตระกูลเดียวเท่านั้น?!?
พวกเรา...จะไม่ช่วยพระสยามเทวาธิราชคุ้มครองประเทศไทยแล้วหรือครับ?

ต่อมาบันทึกชิ้นดังกล่าวของนายกนก ได้ถูกเว็บไซต์ต่างๆ หยิบยกไปนำเสนอต่อเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเว็บไซต์ในเครือข่ายของคนเสื้อแดง อย่างไรก็ตาม เมื่อผู้สื่อข่าวกลับไปตรวจสอบบันทึกในหน้าแฟนเพจของเฟซบุ๊กนายกนก กลับพบว่าถูกลบออกไปแล้ว

สำหรับ นายกนก รัตน์วงศ์สกุล เป็นผู้ดำเนินรายการข่าวชื่อดังในเครือเนชั่น โดยจบการศึกษาจากคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งยังเป็นผู้ดำเนินรายการข่าวทางช่องฟรีทีวี เช่น ช่อง 7 และ โมเดิร์นไนน์ อีกด้วย

ที่มา.บางกอกทูเดย์
****************************************

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ระวัง ตีท้ายครัว เพื่อไทย ปูพรม ภาคเหนือ !!?

เข้มข้นขึ้นตามลำดับ แม้จะยังไม่มีความรุนแรง แต่ก็เริ่มจะมีเค้าลางเป็นกระแสข่าวออกมาบ้างแล้ว ล่าสุดคณะอนุกรรมการด้านการรักษาความปลอดภัยและความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งที่ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) เป็นประธาน ได้แบ่งพื้นที่เลือกตั้งที่ ’น่าจะต้องจับตา” เป็น 3 สี ประกอบด้วย ’พื้นที่สีเหลือง” เป็นพื้นที่มีการแข่งขันกันรุนแรงแต่ยังไม่ถึงขั้นเกิดกระทบกระทั่ง ’พื้นที่สีส้ม” เป็นพื้นที่จับตามองและต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษและ ’พื้นที่สีแดง” คือมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วจะต้องส่งกำลังลงไปจับตาดูเป็นพิเศษ

’พื้นที่สีเหลือง” มี 3 จังหวัด คือ กทม.เขต 11, 13, 18, 19, 27 และ 29, ปัตตานี เขต 3 และ ยะลา เขต 2

’พื้นที่สีส้ม” มี 20 จังหวัดคือ กทม.เขต 28, จ.นนทบุรี เขต 5, 6, ปทุมธานี เขต 2, สมุทรปราการ เขต 7, พระนครศรีอยุธยา เขต 1, 5, ลพบุรี เขต 2, ปราจีนบุรีเขต 2, ชลบุรี เขต 6, นครราชสีมา เขต 7, บุรีรัมย์ เขต 6, 8, อุบลราชธานีเขต 2, 8, สกลนคร เขต 1, 3, 6, เชียงราย เขต 5, พะเยา เขต 1, แม่ฮ่องสอน เขต 1, ลำปาง เขต 2, 4, พิษณุโลก เขต 1, ราชบุรี เขต 1, 3, นครศรีธรรมราช เขต 4 และภูเก็ต เขต 2

’พื้นที่สีแดง” มี 3 จังหวัดคือ เชียงราย เขต 4, นครสวรรค์ เขต 1 และนราธิวาส เขต 3

เมื่อมีการแข่งขันทางการเมืองอย่างเข้มข้น จึงไม่แปลกหาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะกลับหาเสียงในพื้นที่ ’ภาคเหนือ” เป็นครั้งที่ 2 ในระยะเวลาห่างกันไม่เท่าไร

ถ้าจำได้ ’วันเปิดตัว” น.ส.ยิ่งลักษณ์นั้นเลือก จ.เชียงใหม่ จากนั้นไป จ.เชียงราย ไป จ.พะเยา แต่การไปอีกครั้งคราวนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เน้นลงไปที่เขตเลือกตั้ง ที่มีการต่อสู้กันอย่างดุเดือด โดยเฉพาะใน จ.เชียงราย ในเขตเลือกตั้งที่ 4

เขตนี้เป็นการต่อสู้ที่เรียกว่า ศึกตระกูลวันไชยธนวงศ์ เพราะ ’ตัวเต็ง” ทั้งพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ล้วนนามสกุลเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยมี นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ อดีต ส.ส.เชียงรายที่ส่งลูกชาย นายสุธีระพงษ์ วันไชยธนวงศ์ ลงสมัครส่วนพรรคเพื่อไทยส่งนายรังสรรค์ ซึ่งเป็นหลานนายสมบูรณ์ลงสู้
นอกจากนี้ เขตเลือกตั้งที่ 5 ตระกูล “วันไชยธนวงศ์” ก็ส่ง น.ส.อทิติ วันไชยธนวงศ์ บุตรสาวลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย แข่งกับ นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน อดีต ส.ส.ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

จ.เชียงราย ปัจจุบันมี 7 เขตเลือกตั้ง การเลือกตั้งปี 50 พรรคพลังประชาชนกวาด ’ยกจังหวัด” แต่ครั้งนี้ ’ไม่หมู” อย่างที่คิด เพราะพรรคภูมิใจไทยที่มีนายเนวิน ชิดชอบ ทำหน้าที่เป็นคุณครูใหญ่อยู่นั้น มีการเมือง 2 ตระกูลใหญ่ในจังหวัดร่วมสู้ด้วยคือ ตระกูล ’จงสุทธนามณี” และตระกูล ’วันไชยธนวงศ์”

ต้องรู้ด้วยว่า นายสมบูรณ์นั้นก่อนหน้านี้ก็อยู่พรรคเพื่อไทย แต่ไม่นานก็หักด่านไปอยู่กับพรรคภูมิใจไทย จนถูกคนในพรรคเพื่อไทย และนายใหญ่จากดูไบ ชี้หน้าว่าเป็น ’งูเห่า” ว่ากันว่า ’งูเห่า” ที่ว่านี่แหละคือกลุ่มที่พรรคเพื่อไทยต้องจัดการให้สิ้นซากไม่ให้เป็นตัวอย่างในทางการเมืองต่อไป

เพราะถ้าเกิดแพ้ขึ้นมา นั่นก็แสดงว่า ’ชินวัตร” กำลังสิ้นมนต์ขลัง

ที่ว่ากันว่ากระแสดีนั้นอาจจะดีจริงในแง่ของพรรค แต่ในแง่ของ ’ตัวบุคคล” ในหลายพื้นที่ภาคเหนือของพรรคเพื่อไทยเริ่มจะมีปัญหาออกมาให้เห็น

ภาคเหนือกับภาคอีสาน คือ 2 ภาคการเมืองที่พรรคเพื่อไทยหมายมั่นปั้นมือ ภาคอีสาน 126 เขตพรรคเพื่อไทยตั้งเป้า 100 ที่นั่ง ภาคเหนือ 96 ที่นั่ง พรรคเพื่อไทยตั้งเป้า 45-50 ที่นั่ง ฉะนั้นการไปหาเสียงโดยลืมดูฐานเสียงตัวเองจึงเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง

หากไม่ระวังพรรคเพื่อไทยในภาคเหนือมีสิทธิถูกพรรคภูมิใจไทย ’ตีท้ายครัว” เข้าให้ก็เป็นได้.

ที่มา: เดลินิวส์
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

วันอาทิตย์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กองทัพสหพันธรัฐว้า หน่วย 171 จัดการซ้อมรบตรงข้าม อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่

หน่วย 171 กองทัพสหรัฐว้า UWSA ซึ่งมีที่ตั้งบริเวณชายแดนไทยทางภาคเหนือ เรียกระดมกำลังพลในสังกัดเพื่อซ้อมรบและฝึกการใช้อาวุธเพื่อเพิ่มความชำนาญ

มีรายงานจากแหล่งข่าวชายแดนแจ้งว่า เมื่อวันที่ 6-7 มิ.ย. ที่ผ่านมา หน่วย 171 ของกองทัพสหรัฐว้า UWSA ซึ่งมีพื้นที่เคลื่อนไหวตามแนวชายแดนไทยทางภาคเหนือ มีคำสั่งเรียกระดมพลหน่วยต่างๆ ทั้งทหารใหม่และหน่วยอาสาสมัครพลเรือนในพื้นที่เมืองสาด และเมืองโต๋น รัฐฉานภาคตะวันออก โดยให้ไปรวมตัวกันที่บ้านห้วยอ้อ อยู่ตรงข้ามบ้านอรุโณทัย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เพื่อทำการซ้อมรบและฝึกการใช้อาวุธต่างๆ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 10 มิ.ย. นี้

โดยตลอดช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา มีทหารและหน่วยอาสาสมัครพลเรือนได้ไปรวมตัวกันที่บ้านห้วยอ้อแล้วราว 300 – 400 นาย ในจำนวนนี้มีทั้งทหารใหม่และกำลังพลอาสาสมัครพลเรือน โดยทางกองทัพว้า UWSA จะมีการสาธิตการใช้อาวุธทั้งปืนเล็ก ปืนกล ไปจนถึงการยิงปืนใหญ่ชนิดต่างๆ ทั้งนี้ เพื่อให้กำลังพลได้มีความชำนาญในการรบและการใช้อาวุธ

สำหรับหน่วย 171 กองทัพสหรัฐว้า UWSA มีกำลังพล 5 กองพลน้อย เคลื่อนไหวในพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย ฝั่งรัฐฉาน ตั้งแต่จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ประกอบด้วยกองพลน้อยที่ 778 รับผิดชอบพื้นที่ บ้านคายโหลง บ้านตากแดด และน้ำกั๊ด ตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน, กองพลน้อยที่ 775 รับผิดชอบพื้นที่บ้านห้วยอ้อ บ้านปุ่งป่าแขม ตรงข้ามอ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่, กองพลน้อยที่ 772 รับผิดชอบพื้นที่เมืองเต๊าะ เมืองทา และเมืองจ๊อด ตรงข้ามอ.เวียงแหง จ.เชียงใหม่, กองพลน้อยที่ 518 รับผิดชอบพื้นที่เมืองยอน ตรงข้าม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และกองพลน้อยที่ 248 รับผิดชอบพื้นที่บ้านหัวป่าง บ้านหัวยอด ตรงข้าม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่

ชมภาพ / อ่านข่าวย้อนหลังได้ที่
http://www.khonkhurtai.org/
"คนเครือไท" เป็นศูนย์ข่าวภาคภาษาไทยเครือข่ายสำนักข่าวอิสระไทใหญ่ หรือ สำนักข่าวฉาน (SHAN – Shan Herald Agency for News) มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐฉาน สหภาพพม่า ตลอดจนตามแนวชายแดนไทย ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับองค์กรการเมือง / การทหารกลุ่มใด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ shan_th@cm.ksc.co.th หรือ ติดตามอ่านข่าวสารภาคภาษาอังกฤษได้ที่ www.shanland.org ภาคภาษาไทใหญ่ที่ www.mongloi.org และภาคภาษาไทยที่ www.khonkhurtai.org


ที่มา.ประชาไท
++++++++++++

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เปิบ-หม่ำ-เจี๊ยะกัน พุงจะแตก!!

เมื่อ “คุณบี เตชะอุบล” เป็นหัวหอก นำผู้ถือหุ้นรายย่อย บริษัท เดินเรือโทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์จำกัด (มหาชน) หรือ “ทีทีเอ” ทวงถามความเป็นธรรม จึงไม่ใช่เรื่องแปลก??
จาก ๖ ปี ที่ผู้บริหารคุมเกมสั่งการ ทำให้มูลค่าการตลาด (มาเก็ต แคพ) จาก ๓ หมื่นล้าน หดจู๋เหลือ ๑.๕ หมื่น
หุ้น ของ “ทีทีเอ” ที่พุ่งกระฉูดหุ้นละ ๓๘ บาท ก็ตกระเนระนาด เหลือ ๑๘บาท..ผู้ลงทุนรายย่อยเสียหาย แทบล้มทั้งยืน
แต่ผู้บริหาร ยังอย่างหนาตราห้าห่วง ขึ้นเงินเดือนคนระดับสูง ๘ ราย เพิ่มอีก ๒ เท่า จาก ๓๕ ล้าน เป็น ๗๒ ล้าน..และยังปรับเงินเดือนคณะกรรมการเพิ่มอีก ๑๓๑ ล้าน ทั้งที่บริหารขาดทุน
ที่ “คุณบี” ลุกมาสู้นะเออ..ไม่ใช่เป็นการเทคโอเว่อร์..แต่เธอสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ไม่ให้ผู้บริหาร เอาเปรียบไงล่ะคุณ

---------------

เป็น “ดาวรุ่ง” พุ่งแรง มาอย่าง “ชอบธรรม”
เขาไงล่ะ, “คุณบี เตชะอุบล” ซีอีโอ บริษัท หลักทรัพย์ คันทรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ที่นำกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อย “ทีทีเอ” ทวงถามสิทธิ์ ไม่ให้ผู้บริหารโหลยโท่ย ทำการ ปู้ยี่ปู้ยำ
นับแต่,เข้ามาช่วยบริหารกิจการในครอบครัว ก็ไปโลดติดท็อปไฟต์
“คุณบี”เองนั้นเล่า.. มีเพื่อนพ้องน้องพี่ เป็น “ลูกผู้นำประเทศ” อยู่อย่างมากมาย
หลายพรรคการเมืองไทย, เห็นศักยภาพทำงานที่โดดเด่น จึงดึงเข้าร่วมทีมเศรษฐกิจ เพื่อให้ช่วยงานกัน หนุบหนับ!!
พรรคใดได้ “คุณบี” ร่วมงาน...ขอรับประกัน...พารัฐบาลไปสวยแน่นอนขอรับ

-----------------------
เลือด “คุณพ่อ” ยังแร๊ง..แรง!!
อุดมการณ์ ของ “ว่าที่ รต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี” ผู้วายชนม์ไปแล้ว ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เมื่อ ๒ คุณลูกผู้เดินเข้าสู่ถนนการเมือง ทั้ง “น้องเต้ย” พลพีร์ สุวรรณฉวี, “น้องเติ้ง” พีรพล สุวรรณฉวี ๒ ผู้สมัครแห่งพรรครวมชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน รักษาแนวทางคุณพ่อ ไว้มั่นคง
ได้รับความเมตตา เอ็นดู สงสาร จากพ่อแม่พี่น้องชาวโคราช จึงพากันเสริมส่ง
รวมทั้งยังมี สส. ที่รักคุณพ่อไพโรจน์ สุวรรณฉวี อย่าง “คงกฤช หงส์วิไล” ผู้สมัครส.ส.ปราจีนบุรี ในค่าย “คุณแม่นก” ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี มาช่วยหาเสียง คะแนนจึงวิ่งสุดกู่
ขานชื่อไม่กลัวพลาด..ทั้ง “น้องเต้ย-น้องเติ้ง” ได้เป็น สส.โคราช...เพราะชาวบ้านเทเสียงสะอาด ให้จมหู

-------------------

แกว่งปากหาอะไร!!

พวก สส.สันดานดิบ พรรคเก่าแก่ มักกล่าวหาเขาไปทั่ว??
รู้เอาไว้นะ? “คุณปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เข้าประตูวิวาห์พาสุข ชายผู้เป็นดวงใจ “ป๊อบ”อนุสรณ์ อมรฉัตร” อย่างสดชื่นและชอบธรรม
มีมังกรการเมือง “บรรหาร ศิลปอาชา” สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นเจ้าภาพ ฉลองความชุ่มฉ่ำ
เมื่อ มีพยานรัก “น้องไปป์” ดช.ศุภเสกข์ ชินวัตร ก็เลี้ยงทะนุถนอม ปานดวงใจไม่มีเสีย
“ท่านบรรหาร”รู้จัก “น้องปู”มานาน...ที่คิดร่วมรัฐบาล...เพราะเป็นเจ้าภาพงานแต่งงาน ใช่มั้ยล่ะเนี่ย???

-----------------

๑ ใน ผู้ทรงคุณวุฒิ!!!

ถ่ายทอดวิชา ให้กับ “คุณปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกฯหญิงคนแรก อย่างเยี่ยมยุทธ์???
“ จาตุรนต์ ฉายแสง” กำกับซีน สคริปต์ ให้กับ “ยิ่งลักษณ์” ได้นิ่งและเนียน
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี มาลูกไม้ไหน ก็แพ้ อย่างเหี้ยนเตียน
เพราะสมัย “จาตุรนต์” ท่องบู๊ลิ้มการเมือง “นายกฯมาร์ค” เจอสอนมวย ซะหมอบกระแต
“จาตุรนต์”สอนวิชาไม่มีปิด...เห็นท่า “นายกฯอภิสิทธิ์”..ต้องแพ้ลูกศิษย์ อย่าง “น้องปู”แน่..แน่???

คอลัมน์.ตอดนิดตอดหน่อย.บางกอกทูเดย์
+++++++++++++++++++++++++++++

วันศุกร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ประยุทธ์. ถามใครขวางหน่วย ปส.315 เอี่ยวยาเสพย์ติดหรือเปล่า !!?

“ไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์” เตรียมแจ้งความโฆษกกองทัพบกฐานกล่าวหาเท็จว่าข่มขู่ชุดเฉพาะกิจ “ปส.315” “สรรเสริญ” แจงไม่ได้บอกว่าชักปืน แค่บอกว่าลูกน้องไพโรจน์เปิดชายเสื้อให้ดูปืน ผบ.ทบ.ลั่นยอมไม่ได้ หากมีใครขวาง “ปส.315” เล็งเพิ่มกำลังเป็นชุดละ 50 – 100 นาย “ดูซิว่าจะมาล้อมทหารอีกหรือเปล่า” พร้อมให้ทัพภาค 2 ตรวจสอบหมู่บ้านเสื้อแดง และขอประชาชนทบทวนดูหมู่บ้านเสื้อแดงถูกต้องหรือไม่

ผู้สมัครเพื่อไทยเล็งแจ้งความกลับกองทัพบก หลังถูกฟ้องว่าข่มขู่หน่วย ปส.315

วานนี้ (9 มิ.ย.) เว็บไซต์สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 9 พรรคเพื่อไทย ได้นำภาพถ่ายมาแถลงยืนยันว่า ไม่ได้พาพาอาวุธ ข่มขู่ ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพติด 315 หรือ ชุดเฉพาะกิจ 315 ตามที่ถูกกองทัพแจ้งความดำเนินคดี และว่าวันเกิดเหตุได้รับร้องเรียนจากชาวบ้านว่า มีทหารขับรถฮัมวี่เข้ามา จึงเข้าไปสอบถาม และขอดูเอกสาร ซึ่งได้ถ่ายภาพไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งให้ประสานกับ กกต. เพื่อไม่ให้ขัดต่อกระบวนการเลือกตั้ง

“ยืนยัน ไม่ได้กระชากเอกสารมาดู หรือพูดจาข่มขู่ขัดขวางเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ ได้สอบถามตำรวจ ก็ได้รับการยืนยันว่า ไม่มีการแจ้งความดำเนินคดี เป็นเพียงการลงบันทึกการลงพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ทหารเท่านั้น ดังนั้น ขอให้ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ยุติการออกมาพูดกล่าวหา อย่าให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล วันนี้ กำลังเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้ง” นายไพโรจน์กล่าว และว่า จะไปแจ้งความดำเนินคดี พ.อ.สรรเสริญ เพราะเป็นการกล่าวหาเท็จ ทำให้ได้รับความเสียหาย

ขณะที่ นายวิชาญ มีนชัยนันท์ ประธานภาค กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่องไปยังกองทัพบก กกต. และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ทบทวนเรื่องการปฏิบัติการของทหาร-ตำรวจ ตามมาตรการ 315 ของรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้ได้ไปให้ข้อมูลกับ กกต.แล้ว และจะเชิญเจ้าหน้าที่มาให้ข้อมูลด้วย ต้องการเรียกร้องไปยังรัฐบาลรักษาการว่า ไม่ควรทำในช่วงที่มีการเลือกตั้ง ควรเปิดพื้นที่ให้ประชาชนรับฟังนโยบาย เพื่อตัดสินใจในการเลือกตั้ง

“ส่วนกรณีการกล่าวหานายไพโรจน์ ขอให้มีการนำหลักฐานมาแสดง เพราะเท่าที่ตรวจสอบ เป็นการกลั่นแกล้งนายไพโรจน์ ซึ่งพรรคก็จะมีมาตรการทางกฎหมายต่อไป” นายวิชาญ กล่าว

“สรรเสริญ” แจงไม่ได้บอกว่าชักปืน แต่บอกว่าลูกน้องนายไพโรจน์เปิดชายเสื้อให้ดูปืน

ขณะที่ มติชนออนไลน์ รายงานคำพูดของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ซึ่งกล่าวว่า ไม่ได้พูดว่านายไพโรจน์ชักปืน แต่ลูกน้องของนายไพโรจน์ได้เปิดชายเสื้อให้เจ้าหน้าที่ดูปืนที่พกมาที่เอว ในลักษณะข่มขู่ รวมถึงได้มีการกระชากเอกสารจากมือไปอ่าน จึงถือเป็นการไม่ให้เกียรติและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้แจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจนครบาลหนองจอก ในข้อหาขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวด้วยว่า การลงพื้นที่ของทหาร ไม่จำเป็นที่ต้องแจ้งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบก่อน เพราะไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง และไม่ได้เป็นการแทรกแซงการเลือกตั้ง เพราะได้ประกาศไปแล้วว่า จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ก่อนยุบสภา หลังพรรคเพื่อไทยออกมาระบุว่าถูกกลั่นแกล้ง

ผบ.ทบ.ลั่นยอมไม่ได้ หากมีใครขวาง ปส.315

ด้าน สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ รายงานว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก เปิดเผยวานนี้ (9 มิ.ย.) ว่า ขณะนี้ได้รับรายงานยืนยันว่ามีกลุ่มคนบางกลุ่มพยายามกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร โดยเฉพาะการปฏิบัติหน้าที่ของชุดปฏิบัติการแก้ไขปัญหายาเสพย์ติด 315 (ปส. 315) เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล

ซึ่งการกดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่ตนเองยอมรับไม่ได้ และไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์มาปิดล้อมเจ้าหน้าที่ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็จะไม่หยุดการปฏิบัติหน้าที่ของชุดแผนยุทธการ 315 หลังจากนี้อาจจะมีการเพิ่มจำนวนทหารเข้าไปปฏิบัติภารกิจมากขึ้น พร้อมกันนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ อาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย หรือยาเสพติดด้วยหรือไม่ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ทำให้กองทัพเกิดความบาดหมางกับพรรคการเมืองใด นอกจากผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น

ลั่นจะส่งกำลังเพิ่มชุดละ 50 ถึง 100 นาย “ดูซิว่าจะมาล้อมทหารอีกหรือเปล่า”

ขณะที่สื่อหนังสือพิมพ์ต่างๆได้แก่ กรุงเทพธุรกิจ, คมชัดลึก, เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์, เดลินิวส์ เป็นต้น ได้รายงานตรงกันว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะเพิ่มกำลังทหารในการปฏิบัติการอีกโดยอาจส่งทหารลงไปปฏิบัติการชุดละ 50 ถึง 100 นาย

“ท่านเป็นใครมาจากไหน แล้วท่านมาขมขู่เจ้าหน้าที่ได้อย่างไร ซึ่งผมไม่ยอม หากให้ทหารไป 2 คน แล้วมีปัญหา ก็จะเอาทหารไป 50 คน ดูซิว่าจะมาล้อมทหารอีกหรือเปล่า ถ้าไม่ได้อีก 50 ก็เป็น 100 ก็ต้องใช้วิธีการนั้น ถ้าทหารเข้าไปน้อย แล้วเข้าไปไม่ได้ ก็เอาทหารเข้าไปให้มาก ให้เขาจัดตั้งเจ้าหน้าที่มากขึ้น และอาจจะมี ส.ห. ที่มีอำนาจหน้าที่กฎหมายทางทหารลงไปด้วย ท่านมาปิดล้อมทหารไม่ได้ มาปิดล้อมเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ไม่ได้ ผมสอบสวนในชั้นต้นเป็นเช่นนี้ ก็ถือว่าท่านมากดดันทหารให้ออกจากพื้นที่ ไม่ให้เขาทำงาน ผมถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ผมให้เกียรติท่านมาโดยตลอด ช่วงเวลาที่ผ่านมา จะเห็นว่า ผมสงบปากสงบคำไปเยอะ พยายามสร้างบรรยากาศที่ดีในการเลือกตั้ง เพื่อให้ทุกคนมีความสุขในการเลือกตั้ง อยากจะโฆษณาอะไรก็ว่ากันไป แต่ถ้าท่านมาพาดพิงทหาร และมารังแกทหาร ผมรับไม่ได้” ผบ.ทบ.กล่าว

ลั่นไม่เข้าใจว่ามาขวางเพราะอะไร ถามกลับมีส่วนร่วมกับขบวนการยาเสพย์ติดหรือ

ในข่าวยังรายงานคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ว่า ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม เราจะไม่หยุดในการทำหน้าที่ของ ปส. 315 เพราะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติด ไม่เข้าใจว่าขัดขวางเพราะอะไร เพราะงานการเมืองหรือเปล่า เราไม่เคยไปยุ่งกับการเมืองของท่าน การไม่ให้ทหารทำหน้าที่ ก็ไม่ทราบว่า ท่านไปมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องกับขบวนการหรือเปล่า เพราะฉะนั้น ใครก็ตามที่ไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำงาน ตนถือว่าน่าจะมีส่วนร่วมหรือไม่ ก็ต้องมีการสอบสวนว่า มี พยาน หลักฐาน หรือไม่ เพราะฉะนั้น อย่าเข้ามาหาเรื่องตรงนี้ เพราะจะทำให้มองว่าท่านมีประโยชน์เกื้อกูลกันหรือไม่กับการทำผิดกฎหมาย ทั้งนี้ จะหาเสียงหรือเลือกตั้ง อย่านำทหารไปเกี่ยวข้อง ซึ่งเคยบอกแล้วว่า ใครให้เกียรติเรา เราก็ให้เกียรติท่านเสมอ ขอยืนยันว่า กองทัพบกไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตนยังเป็นตนเองอยู่อย่างนี้ หน้าที่คือรักษาประเทศชาติ ราชบัลลังก์ ถือเป็นหน้าที่ของทหารทุกคน เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

พร้อมให้กองทัพภาค 2 ตรวจสอบหมู่บ้านเสื้อแดง ชี้คนไทยไม่ควรแบ่งแยกสี

นอกจากนี้ สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ ยังรายงานด้วยว่า พล.อ.ประยุทธ์ แสดงความเห็นต่อกรณีหมู่บ้านคนเสื้อแดงว่า ได้มีการตรวจสอบความเคลื่อนไหวดังกล่าวมาตั้งแต่ต้นแล้ว ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นการแสดงสัญลักษณ์ทางการเมืองเท่านั้น โดยให้กองทัพภาคที่ 2 เข้าไปดูแลเพิ่มขึ้น และขอให้ประชาชนทบทวนดูว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ พร้อมระบุว่า คนไทยไม่ควรมีการแบ่งแยกสีและควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศ

ผู้บัญชาการทหารบก ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการร้องเรียนว่า พลทหารวิเชียร เผือกสม กองพลพัฒนาที่ 4 ค่ายนราธิวาสราชนครินทร์ จังหวัดนราธิวาส ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต โดยเชื่อว่าเป็นเรื่องของการฝึกทหารใหม่ซึ่งอาจจะมีความผิดพลาด ไม่ใช่การทำร้ายร่างกายจนทำให้เสียชีวิต แต่ได้สั่งการให้มีการสอบสวน หากพบว่าเป็นการกระทำผิดกฎหมายก็จะต้องมีการดำเนินคดีกับผู้กระทำ

ที่มา.ประชาไท
++++++++++++++++++++++++++++++++

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เปิดวอร์รูมลับ ยิ่งลักษณ์. ชง 6 แคมเปญ โชว์ซีนเศรษฐกิจ เดี่ยวไมโครโฟน-ยึดจอ-ยกแผง !!?


ละครการเมืองกำลังถึงฉาก "พีก" สะเทือนอารมณ์คนดู

ทั้งยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังปะทะทางความคิด โชว์กึ๋น ชิงคะแนนผู้ชม

ฝ่าย "อภิสิทธิ์" ยังคงโชว์ความเป็นตัวของตัวเอง พูด-คิด-ทำ-โต้ ด้วยตัวเอง

ต่างจากฝ่าย "ยิ่งลักษณ์" ที่ใช้ทุกสรรพกำลัง ในเพื่อไทย-ชินวัตร-นักการเมืองพี่เลี้ยงจากบ้าน 111 ทุกเครือข่าย สนับสนุนภาพลักษณ์

อีก 3 สัปดาห์ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งทั้ง 2 พรรค จึงดวลหมัดเฉพาะเรื่อง "เศรษฐกิจ" และลีลา-ท่าที กับทหาร โน้มน้าวชนชั้นสูง-ชนชั้นกลาง และคนในกองทัพ

ข่าว-ยิ่งลักษณ์จะไปพบหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) จึงเป็น 1 ใน "บท" ที่ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดง

สคริปต์เรื่อง "ปรองดอง" แม้ยังย่ำอยู่กับที่ แต่ยังยืนยันเนื้อหาว่าด้วยหลักนิติธรรม-นิติรัฐ ไม่ให้หลุดกรอบ

ฉากหน้าเปิดประเด็น "พร้อมเจรจา" พร้อม ๆ กับฉากใต้ดิน ที่มีนักการเมืองระดับ "คอนเน็กชั่นพิเศษ" เดินสาย มุดกองทัพ เพื่อส่ง "สาส์น" จาก "ทักษิณ ชินวัตร"

นักการเมืองผู้มากด้วยเพื่อน-พี่ในกองทัพ จงใจเจรจาเพื่อ "แก้ไข" สัญญาณที่ถูกปล่อยเข้าหูทหารก่อนหน้านี้ที่มีนัยว่า "ชื่อ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อาจจะเป็นเต็งหนึ่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม"

สัญญาณใหม่มีความหมายชัดเจน กว่าว่า "เป็นไปได้ยากที่จะมีชื่อ พล.อ. ชัยสิทธิ์ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะเขามีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยราบรื่นกับคนสำคัญในตระกูลชินวัตร"

แหล่งข่าว-ข้อมูลจาก "ทักษิณ" ถูกส่งตรงถึงกองทัพด้วยว่า "หากทักษิณ ให้ความสำคัญกับ พล.อ.ชัยสิทธิ์ คงบรรจุไว้ในบัญชีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ไปแล้ว ไม่ให้ไปลงสมัคร ส.ส.เขตหินอย่างจังหวัดราชบุรี แข่งกับนักการเมืองสายแข็งจากภูมิใจไทยและประชาธิปัตย์หรอก"

ทีมงานยุทธศาสตร์ของพรรคประเมินว่า ประเด็น "ปรองดอง" เป็นประเด็นอ่อนไหว เปิดไปแล้ว "เสี่ยง"

หากประเมินสถานการณ์ผิดพลาด แทนที่จะได้แต้ม อาจเสียแต้มในโค้งสุดท้าย แล้วยากจะกู้คืน จึงจำเป็นต้องกำหนดแผน-บท-สคริปต์อย่างระมัดระวัง

ดังนั้น "ยิ่งลักษณ์" จึงจะไม่ใช้ประเด็นปรองดองเป็นเรื่องนำ แต่จะเบี่ยง-พลิ้วไปเปิดประเด็นเศรษฐกิจเป็นบทนำ

ที่สำคัญ จังหวะที่ทุกองคาพยพในเพื่อไทยต้องหลีก "ซีน" ให้ "ยิ่งลักษณ์" โชว์เดี่ยว

เป็นจังหวะที่แม้แต่ "ทีมเศรษฐกิจ" ทั้ง 4 คน ต้อง "ถอย" ไปยืนแถวหลัง เป็นเพียงวอลเปเปอร์ประกอบฉากเท่านั้น

ทั้งมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ โอฬาร ไชยประวัติ สุชาติ ธาราดำรงเวช และพิชัย นริพทะพันธ์ ต้องยุติบทบาทการพูดต่อสาธารณะเรื่องเศรษฐกิจ

มีหน้าที่เพียงเป็นคน "ขยายความ" หรือ "อธิบายเพิ่ม" ที่มาและหลักคิดของนโยบายเท่านั้น

ทีมหลัก-กุนซือสำคัญ "ทีมเล็ก" ที่มีองค์ประชุมเพียง 5 คน สรุปตาราง แคมเปญให้ "ยิ่งลักษณ์" ต้องแสดงอีก 3 สัปดาห์ โดยเน้นบทพูดนโยบายเศรษฐกิจอีก 5-6 เรื่อง

โดยเฉลี่ยจะเปิดนโยบายใหม่ ๆ สัปดาห์ละ 2 เรื่อง แบ่งเป็นเปิดประเด็นช่วงต้นสัปดาห์ 1 เรื่อง และช่วงเสาร์-อาทิตย์ 1 เรื่อง

ทุกเรื่องจะแตกต่าง-เพิ่มเติมตัวเลขที่ "มากกว่า" นโยบายของพรรรคประชาธิปัตย์อย่างเห็นได้ชัด

เช่นเรื่อง "เบี้ยยังชีพคนชรา 500 บาท" ซึ่งเป็นนโยบายที่ประชาธิปัตย์ได้คะแนนนิยมมากที่สุด ถูก "ยิ่งลักษณ์" ต่อเติมตัวเลขขึ้นเป็นอัตรา 600-1,000 บาท

แหล่งข่าวในทีมเล็ก-องค์ประชุมน้อยเล่าคีย์เวิร์ดว่า "ในช่วงโค้งสุดท้ายคุณยิ่งลักษณ์จะเปิดนโยบายที่โดนใจประชาชนหลายเรื่อง แต่ทีมเศรษฐกิจ ทุกคนถูกกำชับห้ามพูดก่อน ห้ามแย่งซีนว่าที่นายกฯ"

ทีมเศรษฐกิจครึ่งหนึ่งของพรรคจึงปฏิเสธ-ยกเลิกนัดกับสื่อเป็นกรณีพิเศษ ในช่วงเวลานี้ทำแต่เพียงช่วยดูเนื้อหาใน "สคริปต์" ให้อ่านง่าย เข้าใจเร็วเท่านั้น

จังหวะก้าว-จังหวะคิดและจังหวะปราศรัยของ "ยิ่งลักษณ์" จึงถูกกำหนดไว้แล้วตามตาราง โดยเตรียมเปิดนโยบายที่ตรงจุด ตรงเวที ตรงกลุ่มเป้าหมาย และโดนใจทั้ง 6 แคมเปญ

ทั้งนี้ ทุกนโยบาย ทุกแคมเปญ แผนการในปฏิทินพรรคระบุว่า จะทยอยเปิดตัวก่อนวันที่ 26 มิถุนายน 2554 ซึ่งเป็นวันลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้า

ไม่นับรวมวันปราศรัยใหญ่ ปิดเกมการรณรงค์หาเสียงในกรุงเทพมหานคร ที่เพื่อไทยจองสนามกีฬาราชมังคลา กีฬาสถานไว้ปิดฉากอย่างอลังการในวันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม 2554 เพื่อชิงภาพข่าว-ชิงพาดหัวในวันเสาร์ที่ 2 กรกฎาคม ก่อนโหวต 1 วัน

บทสำคัญ ซีนโดนใจจะถูกใช้เรียกคะแนนเห็นใจในโค้งสุดท้าย เพื่อให้กองเชียร์ "ปิดโหวต" แบบแลนด์สไลด์
ที่มา.ประชาชาติธุรกิจ
----------------------------------------------------

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

บทเรียนที่ดินรัชดาฯ ของกองทุนฟื้นฟู


โดย.ดร.โสภณ พรโชคชัย

เป็นข่าวดังขึ้นมาอีกแล้ว ที่ดินข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยซื้อคืนจากคุณหญิงพจมานนั้น เชื่อว่าหากขายคงขายได้ขาดทุน และนี่ยังเป็นบทเรียนของการเสพข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนเสียประโยชน์ได้!

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กำลังจะเปิดจำหน่ายใบเสนอราคาเพื่อประมูลที่ดินข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เนื้อที่รวม 33-0-81.8 ไร่ ในระหว่างวันที่ 19 กรกฎาคม 2554 ถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2554 และได้กำหนดวันยื่นซองและเปิดซองประกวดราคาในวันที่ 17 สิงหาคม 2554 [1]
ที่ดินแปลงนี้กองทุนฯ ซื้อคืนมาจากคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร ในราคา 772 ล้านบาท พร้อมด้วยค่าเสียหาย ค่าออกแบบอาคารที่จะก่อสร้างจำนวน 39 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันที่นัดชำระอีกประมาณ 40 ล้านบาท หรือรวมเป็นต้นทุนที่กองทุนฯ ได้จ่ายไปแล้วเป็นเงิน 851ล้านบาท นับถึงปลายปี 2552 [2] หากนับถึงปัจจุบันก็คงเป็นเงินเกือบ 1,000 ล้านบาทเข้าไปแล้ว

ที่ดินแปลงนี้ซื้อขายตั้งแต่สิ้นปี 2546 ในราคา 772 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด แม้กองทุนฯ จะซื้อมาในราคา 2,000 ล้านบาทในอดีตก็ตาม ซึ่งแสดงว่าตีราคาเกินจริงในอดีตที่ผ่านมา ถ้าการซื้อขายไม่ได้ตามราคาตลาดจริง คตส. หรือ คมช. คงฟ้องเอาผิดในประเด็นนี้มากกว่าการเอาผิดในแง่กฎหมายเรื่องสามีในฐานะนายกรัฐมนตรีลงนามให้ภริยาซื้อที่ดิน จนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ มีมติ 5 ต่อ 4 ให้ลงโทษพ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา [3]

เงินจำนวน 772 ล้านบาทที่รัฐบาลได้ไป ณ สิ้นปี 2546 ถ้าคิดจากดอกเบี้ย 7.5% ตามที่ศาลวินิจฉัยข้างต้น บัดนี้ก็เป็นเงินสูงถึง 1,738 ล้านบาทแล้ว การประมูลซื้อ ณ ปี 2554 จะได้เงินถึงจำนวนนี้หรือไม่ ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้ประเมินค่าทรัพย์สิน เชื่อว่า จะไม่สามารถประมูลได้สูงถึง 1,738 ล้านบาท การนี้แสดงให้เห็นว่า การที่กองทุนฯ ซื้อที่ดินคืนมาและทั้งยังเพิ่มต้นทุนที่ดินเป็นเกือบพันล้านจากดอกเบี้ยที่จ่ายไปและค่าออกแบบอาคารของคุณหญิงพจมาน ทำให้กองทุนฯ กลับยิ่งขาดทุนกว่าการขายไปให้กับคุณหญิงพจมานเสียอีก

ทำไมราคาที่ดินแปลงนี้จึงไม่เพิ่มขึ้นถึง 1,738 ล้านบาท สาเหตุก็คือศักยภาพของที่ดินมีข้อจำกัดทางกฎหมายตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร <4> ที่ห้ามก่อสร้างห้องแถวหรือตึกแถว อาคารที่สูงเกิน 9 เมตร อาคารที่มีพื้นที่รวมเกิน 1,000 ตารางเมตร โรงงาน อาคารที่ใช้ประกอบการค้าซึ่งเป็นที่รังเกียจ สถานบริการ โรงแรม โรงมหรสพ ตลาด สถานที่เก็บสินค้า สถานที่เก็บและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิง สถานที่เก็บวัตถุระเบิด หอถังน้ำ สุสาน และป้ายโฆษณา [4] ทั้งนี้เพื่อไม่ให้บังทัศนียภาพของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

การที่ที่ดินแปลงนี้มีข้อจำกัดมากมายขนาดนี้ ทำไมคุณหญิงพจมานจึงซื้อในราคาตลาดและซื้อในราคาที่สูงกว่าผู้ประมูลรายอื่นในปี พ.ศ.2546 กรณีนี้คงเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากผู้ซื้อต้องการซื้อไปสร้างเป็นที่อยู่อาศัย แบบที่จะสร้างคงเป็นคฤหาสน์เพื่อให้สมฐานะ กรณีที่อยู่เหนือกลไกตลาดเช่นนี้ก็คงคล้ายกับกรณีบ้านของคหบดีใหญ่ เช่น บ้านของ มรว.คึกฤทธิ์ ย่านสวนพลูที่ไม่รื้อไปทำอาคารชุดตามความต้องการตลาด เพราะทายาท คงมีฐานะดี ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น แต่กลับรักษาสภาพเดิมไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เป็นต้น

ในห้วงหนึ่งของการกล่าวโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ มีข่าวร่ำลือหนาหูว่า หลังจากที่ครอบครัวนี้ซื้อที่ดินดังกล่าวไปแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ใช้อำนาจทางการเมืองแก้ไขข้อกฎหมาย อนุญาตให้ตนสามารถก่อสร้างสูงได้ ทำให้ราคาที่ดินเพิ่มสูงขึ้น ข้อนี้ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการชี้ถึงประเด็นนี้อาจมีความอ่อนไหวทางการเมือง แต่ผู้เขียนขอยืนยันในความเป็นกลาง และเขียนตามหลักวิชาการ ไม่ได้มีส่วนสนับสนุนหรือทำลายทางการเมืองแก่ฝ่ายใด

ความจริงปรากฏว่าข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครดังกล่าวยังอยู่จนถึงทุกวันนี้ หากยังจำข่าวเรื่อง “จีนทุ่มงบสร้างศูนย์วัฒนธรรมในไทย” [5] มูลค่า 1,200 ล้านหยวนหรือ 5,600 ล้านบาทข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยนั้น ปรากฏว่าในตอนแรกไม่สามารถสร้างได้เพราะติดข้อกฎหมายนี้ที่ยังไม่เคยมีการยกเลิก แต่ในที่สุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก็มีมติให้แก้ไขศูนย์วัฒนธรรมจีน สามารถสร้างอาคารหอประชุม พื้นที่ 2,800 ตามรางเมตร สูง 12.55 เมตร 2 อาคาร และอาคารอื่น ๆ [6]

ล่าสุดข่าวเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2553 ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้เสนอญัตติร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนแปลงการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภท บริเวณโดยรอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร (ฉบับที่...) พ.ศ... แก่สภากรุงเทพมหานคร สภาฯ มีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการวิสามัญพิจารณา โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการพิจารณา [7]

ดังนั้นข่าวเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ สั่งแก้ข้อกฎหมายการควบคุมการใช้ที่ดินเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับครอบครัว จึงไม่เป็นความจริง กรณีนี้ไม่ได้แก้ต่างแทน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เป็นข้ออุทาหรณ์ให้ผู้เกี่ยวข้องในแวดวงวิชาการอสังหาริมทรัพย์ได้ทราบไว้ เพราะในช่วงที่ผ่านมา มีครูบาอาจารย์หลายท่านพูดไปในทำนองเดียวกันนี้ ผู้ที่ไม่ได้ตรวจสอบก็เชื่อตาม ๆ กันไป การขาดการตรวจสอบข้อมูลเป็นจุดอ่อนสำคัญ หากใครไปหลงซื้อที่ดินที่มีข้อจำกัดในการก่อสร้างและมีศักยภาพจำกัดในราคาสูง ก็อาจได้รับความเสียหายในการลงทุน

อย่างไรก็ตาม ในความเห็นของผู้เขียน การที่ทางราชการจะจำกัดการก่อสร้างใด ๆ ไม่ว่าจะโดยรอบสถานที่สำคัญ หรือริมถนนระยะ 15 เมตรแรกจากเขตทาง หรืออื่นใดในภายหลัง รัฐบาลสมควรชดเชยการด้อยสิทธิ์ที่เกิดขึ้นจากการบังคับใช้กฎหมายด้วย หาไม่ก็จะเป็นการใช้อำนาจบาตรใหญ่ในการกำหนดการใช้ที่ดิน และทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในหมู่ประชาชนนั่นเอง

อ้างอิง
[1] “กองทุนฟื้นฟูฯ กำหนดเปิดขายซองประมูลที่ดินรัชดาฯ 19 ก.ค.-1 ส.ค.นี้” ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 พฤษภาคม 2554
[2] “ศาลสั่งกองทุนฟื้นฟูฯคืนเงิน ‘คุณหญิงพจมาน’” กรุงเทพธุรกิจ 24 กันยายน 2553
[3] “ศาลฏีกาสั่งจำคุก ‘ทักษิณ’ 2 ปี – ‘พจมาน’ รอด” กรุงเทพธุรกิจ 21 ตุลาคม 2551
[4] ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง กำหนดบริเวณห้ามก่อสร้าง ดัดแปลง ใช้หรือเปลี่ยนการใช้อาคารบางชนิดหรือบางประเภทบริเวณโดยรอบศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ในท้องที่แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2532
[5] “จีนทุ่มงบสร้างศูนย์วัฒนธรรมในไทย” หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ 11 พฤศจิกายน 2553
[6] “กทม.เว้นข้อบัญญัติ ครม.ให้ตั้งศ.วัฒนธรรมจีน” ไทยรัฐ 26 พฤษภาคม 2553
[7] “ขอความเห็นชอบออกข้อบัญญัติก่อสร้างรอบศูนย์วัฒนธรรม” ไทยรัฐ 27 พฤศจิกายน 2553

ที่มา.ประชาไท
----------------------------------------