--- พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา ---

วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2554

เมื่อ "ปอย-พสิษฐ์ ศักดาณรงค์" เล่านิทานเรื่อง "ผจก.สนามฟุตบอล-กก.ตัดสิน" บนเวทีเสื้อแดง



 เมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่เวทีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.พรรคเพื่อไทย และแกนนำนปช. ได้นำนายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ มาเปิดตัว พร้อมให้ปราศรัยต่อหน้าผู้ชุมนุมเสื้อแดงเป็นเวลาประมาณ 20 นาที

นายพสิษฐ์กล่าวปราศรัยโดยเล่านิทานเปรียบเทียบเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลให้คนเสื้อแดงฟัง 1 เรื่อง โดยตั้งคำถามว่าใครชอบดูการแข่งขันฟุตบอลบ้าง? อยากให้การแข่งขันมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่? ถ้ามีการล็อกผลการแข่งขันหรือทีมชนะไว้ล่วงหน้าแล้วยังอยากจะดูฟุตบอลคู่นั้นอยู่ไหม? และเมื่อมีทีมแข่งขัน 2 ทีม ทีมหนึ่งถูกกลั่นแกล้งโดยตลอด แต่อีกทีมกลับถูกช่วยเหลือโดยตลอด แล้วกรรมการก็เข้าข้างฝ่ายหนึ่ง อยากถามว่าในสนามแข่งขันจะเหลืออะไรไหม?

นายพสิษฐ์กล่าวเปรียบเทียบต่อว่า ในการแข่งขันฟุตบอลดังกล่าว นอกจากทีมฟุตบอล 2 ทีมแล้ว ยังมีคณะกรรมการ ประกอบ "หัวหน้ากรรมการ" และ "ไลน์แมน" นอกจากนี้ "หัวหน้ากรรมการ" ยังมีความสัมพันธ์อันดีกับ "ผู้จัดการสนาม" ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มีหน้าที่เข้ามายุ่งกับเกมการแข่งขัน แต่ "ผู้จัดการสนาม" ก็ยังพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้คณะกรรมการตัดสินช่วยเหลือให้ทีมที่ตนเองชอบได้ถ้วยรางวัลไปครอบครอง

โดย "ผู้จัดการสนาม" สามารถเข้ามากำหนดการทำงานของคณะกรรมการได้ ก็เพราะ "ผู้จัดการสนาม" เคยมีบุญคุณต่อเนื่องกับ "หัวหน้ากรรมการตัดสิน" มาก่อน นอกจากนี้ ตัว "หัวหน้ากรรมการ" เอง ก็ยังอยากเลื่อนวิทยฐานะตนเองให้กลายเป็นเป็นบอร์ดบริหารของกรรมการสนามอีกด้วย

นายพสิษฐ์เล่านิทานเปรียบเทียบต่อว่า "ผู้จัดการสนาม" ได้พยายามทำทุกวิถีทาง โดยใช้ "มือวิเศษ" ช่วยเหลือทีมฟุตบอลที่ตนเองต้องการช่วย และใช้ "เท้าวิเศษ" กระทืบทีมฟุตบอลที่ตนเองไม่ชอบ ขณะที่ทีมอื่นๆ ที่เคยทำงานเชื่อมกับทีมฟุตบอลที่ "ผู้จัดการสนาม" ไม่ชอบ ก็จะถูกจัดการให้เข็ดหลาบไปด้วย จนต้องหันกลับไปทำงานเชื่อมกับทีมฟุตบอลที่ "ผู้จัดการสนาม" ชอบในท้ายที่สุด

อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าวต่อว่า ไม่ใช่เพียง "หัวหน้ากรรมการตัดสิน" เท่านั้น แต่ยังมี "ไลน์แมน" คนหนึ่ง ที่พูดจามีหลักเกณฑ์ และอยากเป็นใหญ่ พยายามประจบคณะกรรมการด้วยกัน รวมทั้ง "ผู้จัดการสนาม"

ดังนั้น "ผู้จัดการสนาม" จึงมีคนวิ่งทำงานให้ถึง 2 คนในสนามฟุตบอล นั่นคือ "หัวหน้ากรรมการ" และ "ไลน์แมน"

แต่ปัญหาในคณะกรรมการก็เกิดขึ้น เพราะ "หัวหน้ากรรมการตัดสิน" อยากเด่นคนเดียว "คณะกรรมการ" หรือ "ไลน์แมน" คนอื่น จึงต้องใช้ให้คนใกล้ชิด "หัวหน้ากรรมการ" ทำหน้าที่เป็นกาวใจหลายครั้ง กระทั่งเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในหมู่คณะกรรมการเอง คนใกล้ชิด "หัวหน้ากรรมการ" ผู้นั้น ก็ยังถูก "คณะกรรมการ" อื่นๆ ร้องขอให้รับ "บทร้าย" เพื่อ "คณะกรรมการ" จะได้รับบทเป็นพระเอกเสียเอง

สำหรับการทำหน้าที่ของคณะกรรมการนั้น นายพสิษฐ์ระบุว่า "ผู้จัดการสนาม" ได้สั่งให้คณะกรรมการผู้ตัดสินปลดกัปตันทีมคนแรกของทีมที่ถูกกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลาออกจากตำแหน่ง ด้วยการไปหาความหมายของคำตามความต้องการของกรรมการเอง เมื่อกัปตันทีมคนแรกกระเด็นไป "ผู้จัดการสนาม" ก็วางแผนให้กัปตันทีมคนที่ 2 พ้นทาง รวมทั้งจัดการผู้เล่นทั้งหมดของทีมดังกล่าวด้วย จนต้องไปตั้งสโมสรกันใหม่

นอกจากนี้  "หัวหน้าคณะกรรมการ" และ "คนใกล้ชิด" ยังได้ไปนั่งคุยกับ "นักฟุตบอลอาวุโส" ให้มาช่วยเหลือทีมที่ "ผู้จัดการสนาม" ต้องการจะช่วยเหลือ จากนั้น "หัวหน้าคณะกรรมการ" จึงส่ง "คนใกล้ชิด" ไปพบกับกัปตันทีมของทีมที่ถูกช่วยเหลือ

นายพสิษฐ์กล่าวต่อว่า เมื่อทีมฟุตบอลที่ถูกช่วยได้ถ้วยไปครอบครองแล้ว ทีมฟุตบอลทีมนี้จะเล่นผิดกติกาอย่างไรก็ได้ มิหนำซ้ำ "หัวหน้ากรรมการ" ยังคอยหาจังหวะช่วยเหลือทีมฟุตบอลดังกล่าวอีก

"ในอนาคต ถ้าเล่นกันอย่างนี้จะเกิดอะไรขึ้น ทีมที่ถูกแกล้งก็ต้องถูกกลั่นแกล้งตลอดไปชั่วกัปชั่วกัลป์หรือ? ทีมที่ได้รับการสนับสนุนก็จะถูกช่วยเหลือไปชั่วกัปชั่วกัลป์หรือ? ถ้าเป็นอย่างนั้น สนามกีฬาแห่งนี้จะพังแน่" อดีตเลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญกล่าว

ในตอนท้ายของการปราศรัย นายพสิษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ กรรมการอยากช่วยใครก็ช่วย ตามคำสั่งของ "ผู้จัดการสนาม" จึงอยากถามว่าเมื่อไหร่ "ผู้จัดการสนาม" จะหยุด และตอนนี้บ้านพักของกรรมการก็ไม่มีขื่อมีแปกันแล้ว เหลือเพียงแต่เสาค้ำ 4-5 ต้น

"วันนี้หูตาสว่างกันได้แล้ว ผมไม่กลัวตาย เขายิ่งไม่ให้มา ผมก็ยิ่งจะมา" นายพสิษฐ์กล่าวก่อนจะร้องเพลง "จงรัก" ปิดท้ายการปราศรัย

ที่มา.มคิชนออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////

1ปี-คดียิง ฮิโรยูกิ.. เปิดคำให้การพยาน ในสำนวน ดีเอสไอ. ตายเพราะเจ้าหน้าที่

คอลัมน์ แฟ้มคดี


ครบรอบ 1 ปีพอดีเหตุการณ์ "10 เมษาเลือด" ซึ่งเป็นการปะทะกันครั้งแรกและครั้งรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารกับกลุ่ม ผู้ชุมนุมเสื้อแดง บนถนนราชดำเนิน และอีกหลายจุดใกล้ๆ กัน

จากวันนั้น การนองเลือดลุกลามบานปลายไปจนถึง 19 พฤษภาคม

ในเหตุการณ์นั้นเกิดความสูญเสียมากมายทั้งฝ่ายทหาร และประชาชน รวมทั้งสื่อมวลชน

ต่อมากลายเป็นคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ

การตายที่ดูเหมือนจะได้รับความสนใจ และมีผลกระทบในวงกว้างมากที่สุด ต้องยกให้กรณี "นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ" ช่างภาพสำนักข่าวรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น

เพราะหลังเกิดเหตุรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเดินทางมาด้วยตัวเอง ขณะที่สถานทูตก็จี้คดีอย่างต่อเนื่อง

ในกาลต่อมา นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ แถลงผลสอบสวนผู้เสียชีวิตรวม 89 ราย ในเหตุการณ์รุนแรงวันที่ 10 เมษายน-19 พฤษภาคม 2553 โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท คือตายด้วยฝีมือคนเสื้อแดง ตายโดยเชื่อว่าเป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ และส่วนใหญ่ยังไม่ทราบว่าใครลงมือ

รายของนายฮิโรยูกิ เป็น 1 ใน 13 ผู้เสียชีวิตที่ดีเอสไอสรุปว่าน่าจะเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อนส่งสำนวนทั้งหมดให้ตำรวจสอบสวนเพิ่ม

พรรคฝ่ายค้านโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย นำกรณีนี้ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในฐานะผู้สั่งการ และเรียกร้องให้รับผิดชอบ

พร้อมกันนี้มีรายงานว่าฝ่ายทหารเองก็ไม่สบายใจกับผลสรุป 13 ศพของดีเอสไอ

ขณะเดียวกับทูตญี่ปุ่นก็เข้าทวงถามความคืบหน้าซ้ำอีกครั้ง พร้อมขู่ตอบโต้ทางการเมืองหากไม่สามารถหาผู้ก่อเหตุได้

ช่วงที่กำลังปั่นป่วนนี้เองตำรวจก็ส่งสำนวนนายฮิโรยูกิ คืนให้ดีเอสไอ โดยระบุว่าไม่พบว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ!??

นายธาริต รีบรับลูกทันทีโดยระบุว่าจะสอบสวนเพิ่มเติม และหากไม่มีหลักฐานใหม่ก็จะพักคดีไว้ก่อน แต่อ้างว่าคดีมีอายุความถึง 20 ปี สามารถรื้อฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้!??

คำให้การพยานคดี"ฮิโรยูกิ"

สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอ ในคดีนายฮิโรยูกิ นอกจากจากชันสูตรศพโดยคณะแพทย์ชุดใหญ่แล้ว ยังมีคำให้การของพยานแวดล้อมที่อยู่ในนาทีเกิดเหตุด้วย

เริ่มจากคนแรก ร.ต.ท.อริย์ธัช อธิสุรีย์มาศ ร้อยเวรสน.พลับพลาไชย 1 เจ้าของคดีฆ่านาย ฮิโรยูกิ ระบุว่าวันเกิดเหตุได้รับแจ้งเหตุมีผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองหลายรายจากโรงพยาบาลกลาง เมื่อตรวจสอบพบบัตรประจำตัวในศพชายผู้หนึ่งจึงทราบว่าคือนาย ฮิโรยูกิ นักข่าวสำนักข่าวรอยเตอร์ จึงได้ร่วมกับแพทย์ชันสูตรพลิกศพและส่งศพไปผ่าตรวจพิสูจน์ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ผลการตรวจศพพบว่านายฮิโรยูกิ เสียชีวิตจากกระสุนปืนความเร็วสูงที่ทรวงอก ทำลายปอด หลอดเลือดแดงใหญ่



รายต่อมาคือ นายณัฐพงศ์ หรือ ม่อน โพธิยะ ให้การว่าเป็นผู้ร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 18.00 น. พยานพร้อมด้วย นายทศชัย เมฆงามฟ้า เดินทางจากแยกราชประสงค์มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.ที่บริเวณสี่แยกคอกวัว เห็นเจ้าหน้าที่ทหารผลักดันกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ถนนตะนาว โดยได้ยินเสียงปืนเป็นระยะๆ

จนเวลาประมาณ 19.00 น. พยานและ นายทศชัย มาร่วมกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชา ธิปไตย โดยหลบอยู่หัวมุมถนนดินสอข้างรั้วโรงเรียนสตรีวิทยา พยานได้เห็นมีการยิงปืนจากทางกลุ่มทหาร จนเวลาประมาณ 20.00 น. พยานเห็นนายฮิโรยูกิ เดินออกมาจากแนวทหารมาอยู่ตรงข้ามโรงเรียนสตรีวิทยา ขณะนั้นพยานเห็นนายฮิโรยูกิ ถูกยิงล้มลง และมีผู้ช่วยหามร่างออกมาทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย พยานไม่เห็นว่าผู้ใดเป็นผู้ยิงแต่เห็นแสงไฟลักษณะเหมือนออกจากปากกระบอกปืนออกมาจากกลุ่มทหาร

สอบตำรวจเห็นเหตุการณ์

พยานปากที่ 3 คือ ด.ต.ชาตรี อุตสาหรัมย์ ให้การว่าได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ให้บันทึกภาพเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มนปช. เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 20.00 น. มาสังเกตการณ์การชุมนุมที่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย จึงเข้าไปยืนหลบที่หลังต้นไม้บนทางเท้าก่อนถึงประตูโรงเรียนสตรีวิทยา และ ได้ยินเสียงปืนดังทีละนัดโดยต่อเนื่อง และห่างจากที่ยืนไปทางด้านหน้าประมาณ 50 เมตร เห็นทหารถืออาวุธปืนยาวในลักษณะเฉียงอาวุธอยู่แนวเดียวกับพยาน

ขณะนั้นพยานได้ยินเสียงดัง เหมือนของหนักหล่นกระแทกพื้นด้านหลัง เมื่อหันไปดูเห็นผู้สื่อข่าวต่างชาติทราบภายหลังว่า คือ นายฮิโรยูกิ แบกกล้องถ่ายวิดีโอขนาดใหญ่หงายหลังลงกับพื้นทางเท้าหันศีรษะไปทางรั้วโรงเรียนสตรีวิทยา พยานเข้าไปดูเห็นที่หน้าอกซ้ายของฮิโรยูกิ มีจุดรอยเลือดเล็กๆ และขยายใหญ่ขึ้น จึงทราบว่าถูกยิง จึงช่วยประคองลำตัวไว้บนตักและเรียกให้กลุ่มผู้ชุมนุมช่วยนำร่างออกไปทางอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

พยานไม่ทราบว่านายฮิโรยูกิ ถูกยิงจากทิศทางใด แต่แน่ใจว่าไม่ได้ถูกยิงมาจากอนุสาวรีย์ชัยประชาธิปไตย

ต่อมาคือพันเอกธรรมนูญ วิถี ให้การว่าได้รับคำสั่งจาก ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ร่วมปฏิบัติภารกิจขอคืนพื้นที่และเปิดเส้นทางการจราจรบนราชดำเนิน ในวันที่ 10 เมษายน 2553 ต่อมาเวลาประมาณ 20.00 น. ได้รับทราบจาก ผบ.พล. ว่ากำลังทหารที่ปฏิบัติภารกิจอยู่ที่ถนนตะนาว แยกคอกวัว ได้ถูกยิงด้วยระเบิดเอ็ม 79 ทหารได้รับบาดเจ็บหลายนาย ผบ.พล.จึงได้เรียกประชุมเพื่อวางแผนการถอนกำลัง เนื่องจากไม่สามารถปฏิบัติภารกิจให้สำเร็จได้เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนมากเกินไป

ขณะที่มีการเรียกประชุมมีระเบิดตกลงมาใกล้บริเวณที่นายทหารประชุมกันอยู่ สะเก็ดระเบิดถูกทหารได้รับบาดเจ็บหลายนายและ พันเอกร่มเกล้า ธุวธรรม และ สิบโทภูริวัฒน์ ประพันธ์ เสียชีวิต ส่วนพยานได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ต่อมาในเวลาไล่เลี่ยกัน มีระเบิดอีกลูกหนึ่งตกเข้าใส่กลุ่มทหารที่กำลังถอยร่นเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บอีกหลายนาย กำลังพลจึงช่วยกันลำเลียงคนบาดเจ็บออกจากพื้นที่

พยานสั่งให้กำลังพลถอยกลับไปที่แยกสะพานวันชาติ ขณะที่ทหารถอนกำลังนั้น กลุ่มชายฉกรรจ์เสื้อแดง ได้รุกไล่ติดตามเข้ามารุมทำร้ายโดยตลอด ในระหว่างนั้นพยานได้ยินเสียงปืนประปรายแต่ไม่ทราบว่ายิงมาจากฝ่ายใด จนกระทั่งได้มีการประสานกับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อให้ต่างฝ่ายต่างหยุดการกระทำ เหตุการณ์จึงได้สงบลง พยานให้การว่าเห็นนายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ครั้งสุดท้ายขณะทำข่าวอยู่ที่บริเวณหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา เมื่อช่วงเวลาเย็นและค่ำของวันเกิดเหตุ

หน่วยกู้ชีพให้รายละเอียด

นายขวัญชัย ศรีวิเวก หน่วยกู้ชีพ ให้การว่า มีอาชีพรับจ้างเป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แผนกบรรเทาสาธารณภัย ตามวันเกิดเหตุปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่บริเวณแยกคอกวัวและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ต่อมาเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่กำลังปฐมพยาบาลและดูแลผู้บาดเจ็บก่อนนำส่งโรงพยาบาลอยู่นั้น เห็นกลุ่มผู้ชุมนุมได้ช่วยกันอุ้มร่างนายฮิโรยูกิ มาจากทางด้านถนนดินสอฝั่งโรงเรียนสตรีวิทยา นำส่งขึ้นรถกู้ภัยจึงปฐมพยาบาลและตรวจดูอาการเบื้องต้น พยานคาดว่านาย ฮิโรยูกิ น่าจะเสียชีวิตก่อนนำส่งรถกู้ชีพ โดยพยานได้นำตัวนายฮิโรยูกิส่งต่อที่โรงพยาบาลกลาง เมื่อเวลาประมาณ 21.15 น.

นายสรณคมน์ บัวพึ่งน้ำ นักข่าวอาชญากรรมหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ให้การว่าทำข่าวการชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ จนกระทั่งเวลา 14.30 น. กลุ่มผู้ชุมนุมถูกทหารขับไล่จนถอยร่นไปรวมตัวกันอยู่ที่เชิงสะพานมัฆวาน จากนั้นเวลาประมาณ 19.50 น. พยานและกลุ่มผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างชาติกำลังทำข่าวอยู่บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย มีเฮลิคอปเตอร์ของทหารบินมาโปรยแก๊สน้ำตาไปทั่วบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ต่อมาเวลาประมาณ 21.10 น. พยานเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมมีสัญลักษณ์ผ้าสีแดงโพกหัวและพันคอ จำนวน 3 คน อุ้มร่างของผู้ชายคนหนึ่งทราบชื่อภายหลังว่าคือนายฮิโรยูกิ ช่างภาพชาวญี่ปุ่นของสำนักข่าวรอยเตอร์ ออกมาจากถนนดินสอส่งขึ้นรถพยาบาล

ความเห็นพนักงานสอบสวน

ในตอนท้ายของสำนวนการสอบสวน สรุปความเห็นของพนักงานสอบสวนระบุว่า ปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 เวลาประมาณ 21.00 น. ขณะที่นายฮิโรยูกิ กำลังทำข่าวการปะทะกันของกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ในเวลานั้นมีเหตุชุลมุนทำให้เจ้าหน้าที่ททหารและผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจำนวนมาก โดยนายฮิโรยูกิ เข้าไปทำข่าวอยู่ระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ทหาร จนถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงไม่ทราบขนาดเข้าบริเวณหน้าอกซ้าย ทะลุกล้ามเนื้อใต้รักแร้ออกทางต้นแขนขวาด้านหลัง มีผู้นำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

จากการสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษปรากฏจากคำให้การของของ ด.ต.ชาตรี อุตสาหรัมย์ ให้การยืนยันว่านายฮิโรยูกิ ผู้ตายยืนอยู่ห่างจากพยานประมาณ 1 เมตร โดยยืนยันว่าทิศทางกระสุนปืนที่ยิงถูกนายฮิโรยูกิ ไม่ได้มาจากด้านกลุ่มผู้ชุมนุม และจากคำให้การของนาย ณัชพงศ์ หรือม่อน โพธิยะ ยืนยันว่าขณะเกิดเหตุเห็นนายฮิโรยูกิ ถูกยิง ล้มลงโดยเห็นแสงไฟจากปากกระบอกปืนจากทางเจ้าหน้าที่ทหาร

ประกอบกับเอกสารภาพจากวิดีโอคลิปจากกล้องของนายฮิโรยูกิ ซึ่งถ่ายก่อนจะถูกยิงเสียชีวิต คือเวลา 20.57 น. ถ่ายภาพเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่บริเวณเดียวกัน โดยถ่านเห็นด้านข้างซึ่งจะต้องหันหน้าไปทางแนวเจ้าหน้าที่ทหารเช่นเดียวกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งสอดคล้องกับบาดแผลของผู้ตาย

ทางคดีมีพยานหลักฐานและพฤติการณ์แห่งคดีทั้งปวง มีข้อเท็จจริงและเหตุผลพอสมควรเข้าข่ายน่าเชื่อว่าการเสียชีวิตของนายฮิโรยูกิ เกิดจากการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ จึงเห็นควรส่งเรื่องกลับไปให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่ ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีความอาญามาตรา 150 เพื่อให้มีการไต่สวนของศาลต่อไป

ที่มา.ข่าวสดรายวัน
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

คุณค่าประวัติศาสตร์

กรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำหนังสือเสริมการพัฒนาผู้เรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม “ประวัติศาสตร์ชั้น ม.3” โดยระบุว่า มีเนื้อหาที่เขียนว่ากลุ่ม นปช. เผาบ้านเผาเมือง ทั้งที่วันนี้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังไม่มีหลักฐานและผลการสอบสวนชัดเจนว่าเหตุการณ์ “เมษา-พฤษภาอำมหิต” ใครเป็นคนฆ่าประชาชน และเผาบ้านเผาเมือง แต่กลับนำไปเป็นหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของนักเรียนนั้น จึงไม่ถือว่าเป็นตำราเรียน แต่เป็นการโฆษณาชวนเชื่อและมอมเมาเยาวชนมากกว่า ทั้งยังถือเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่น่าละอายและอัปยศอย่างยิ่ง ซึ่งไม่มีอารยประเทศใดๆกระทำ

ดังนั้น หากหนังสือดังกล่าวเป็นจริงตามที่ปรากฏเป็นข่าว รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องรับผิดชอบและสั่งเก็บหนังสือเรียนดังกล่าวโดยเร็วที่สุด เพราะประวัติศาสตร์คือการศึกษาเพื่อสืบสวนหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นมาของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งจากหลักฐานที่มีบันทึกเก็บไว้ที่เป็นความจริงหรือจากประสบการณ์ของผู้รู้โดยตรง

กระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์จึงเป็นกระบวนการศึกษาที่ให้ได้ความรู้ และคำตอบที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริงหรือมากที่สุด ซึ่งต้องมีกระบวนการศึกษาและการใช้เหตุผลในการตรวจสอบความถูกต้องของหลักฐาน และนำไปใช้อย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์ต่อสังคม โดยเฉพาะคนรุ่นหลังที่จะนำไปศึกษาหาความรู้

ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ มีหน่วยงานหรือองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลหรือการชำระประวัติศาสตร์ให้ถูกต้องที่สุด โดยเฉพาะการนำมาเป็นตำราเรียน อย่างประเทศไทยมีหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบโดยตรงในงานด้านประวัติศาสตร์ของชาติคือ สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม

ข้อมูลหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการนำมาเป็นตำราเรียน จึงต้องเป็นข้อมูลหลักฐานที่ถูกต้องที่สุด หากเป็นข้อมูลหลักฐานที่บิดเบือนความจริง ก็ถือเป็นหนังสือโฆษณาชวนเชื่อ และเป็นการบิดเบือนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะการยัดเยียดให้เป็นตำราเรียนถือเป็นการกระทำที่ผิดอย่างยิ่ง

ดังนั้น รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการต้องรับผิดชอบในการตรวจสอบหนังสือดังกล่าวว่ามีเนื้อหาอย่างไร และผ่านการตรวจสอบจากสำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ หรือคณะกรรมการที่มีการจัดตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการหรือไม่

เพราะประวัติศาสตร์เป็นองค์ความรู้เพื่อการศึกษาที่หลากหลาย และเป็นคุณค่าทางมรดกวัฒนธรรม ไม่ใช่ใครมีอำนาจก็จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ เพื่อผลประโยชน์ทางใดทางหนึ่งของตนและพวกพ้อง โดยไม่คำนึงความเสียหายที่จะเกิดกับประเทศชาติ


โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน

**********************************************************************

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

สนธิ ลิ้มทองกุล.. อัด หน.พรรคการเมืองใหม่ หลงกับตำแหน่งแห่งที่ !!

สนธิโอดเคยพูดเองว่า “พรรคการเมืองใหม่” เป็นเครื่องมือพันธมิตรฯ แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ ชี้การสู้รอบนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป ลั่นเป็นสื่อมวลชนอาวุโสไม่กี่คนในไทยที่เข้าใจหลักการเป็นสื่อมวลชนที่ดีและถูกต้อง เผย “ผู้ทรงธรรม” ทำนายว่าน้ำจะท่วมประเทศไทย ผู้ภาวนารักษาศีลเท่านั้นที่จะรอด
ภาพในหนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 984 ประจำวันที่ 8 เมษายน 2554 ซึ่งตีพิมพ์บทรายงานและบทสัมภาษณ์สมศักดิ์ โกศัยสุข และอัญชะลี ไพรีรักษ์

สนธิปราศรัยฉะหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ หลงตำแหน่งแห่งที่
(9 เม.ย. 54) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หนังสือพิมพ์ “เนชั่นสุดสัปดาห์” ฉบับที่ 984 ประจำวันที่ 8 เมษายน 2554 ซึ่งวางแผงเมื่อวานนี้นั้น (8 เม.ย.) มีการตีพิมพ์รายงานข่าวอดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ในหัวข้อ “รายงานพิเศษ 'สมศักดิ์ โกศัยสุข' บนทางที่ต้องเลือก ปฏิเสธข้อเสนอ 'โหวตโน'” และ อัญชะลี ไพรีรักษ์ ในหัวข้อ “รายงานพิเศษ (ที่เห็นและเป็นอยู่): เปิดหน้าคุย 'ปอง อัญชะลี'” โดยจากบทรายงานดังกล่าว ทำให้มีการตอบโต้บทตีพิมพ์ดังกล่าวโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล ในการปราศรัยบนเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่สะพานมัฆวานฯ เมื่อคืนวันที่ 8 เม.ย. ด้วย
“การสู้ครั้งนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนการต่อสู้ของเราในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป และไม่สามารถมาร่วมกับพวกเราได้ก็เพราะว่าหลักการของเขากับหลักการของเรา นั้นไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ที่น่าสนใจข้อหนึ่งพี่น้อง นอกจากพวกห้อยโหนจะหมดไปแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวตนที่แท้จริงในหมู่พวกเราหลายๆ คนด้วยใช่ไม่ใช่”
“ที่น่าเสียใจก็คือว่า ในหนังสือพิมพ์อย่างเช่น เดอะเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้สัมภาษณ์คนซึ่งคิดไม่ถึงว่าจะพูดถึงเราในแง่ลบ พูดในทำนองว่าถ้าโหวตโนแล้ว ในฐานะพรรคการเมือง จะทำผิดกฎหมายทางการเมือง ไปซื้ออ่านดูว่าคนๆ นั้นเป็นใคร” นายสนธิกล่าว
นายสนธิยังปราศรัยโจมตีหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่นายสมศักดิ์ โกศัยสุขดำรงอยู่ว่า “ผมพูดว่ายังไง ผมบอกมาแล้วหลายครั้ง ตอนที่เราตั้งพรรคการเมืองใหม่ จำได้ไหม ผมเป็นคนพูดเอง ตลอดจนการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ตอนนั้นผมพูดบอกว่า พรรคการเมืองใหม่เป็นเครื่องมือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ พี่น้องไม่เชื่อ ไปซื้อหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สุดสัปดาห์ แล้วอ่านดู พี่น้องจะรู้ว่าบางครั้งยังไม่ทันไรเลย คนไปหลงกับตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจที่ตัวเองกำลังจะได้เป็น ส.ส.”
“แล้วพอพันธมิตรฯ บอกโหวตโน เขาบอกว่าโหวตโนนั้นจะทำให้พรรคการเมืองนั้นผิดกฎหมาย เห็นตัวตนที่แท้จริงหรือยังพี่น้อง ผมถึงบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันมันกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะนอกจากจะกำจัดพวกห้อยโหนออกไปได้แล้ว ที่สำคัญที่สุดในบรรดาพวกเรากันเอง ได้สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของคนที่กำลังจะหลงอยู่ในอำนาจ” สำหรับรายละเอียดการปราศรัยของนายสนธิเมื่อคืนมีดังนี้

สนธิชี้ทหารมีมุมมองความมั่นคงไม่ต่างจากพันธมิตร ผิดกันตรงที่ทหารดีแต่พูด
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 8 เม.ย. นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขึ้นกล่าวปราศรัยที่เวทีสะพานมัฆวานรังสรรค์ โดยเขากล่าวเรื่องความมั่นคง โดยบอกว่ามีคนเข้าใจผิดอยู่เยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทหารไทย ยังเข้าใจไม่ลึกซึ้งถึงคำว่าความมั่นคง
“ความมั่นคงมันประกอบด้วย 3 อย่าง ก็คือว่า ชาติ จะมั่นคงได้ ศาสนาต้องมั่นคง ใช่ไหมครับพี่น้อง ศาสนาจะมั่นคงได้ พระมหากษัตริย์ก็ต้องมั่นคงเช่นกัน ทั้งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั้น มีความเกี่ยวพันกันและกันอย่างลึกซึ้ง และไม่สามารถแยกจากกันได้ ถ้าพระมหากษัตริย์ ซึ่งโดยตำแหน่งท่าน พระองค์ท่านคือเจ้าอาวาสใหญ่ สมภารใหญ่ ถ้าท่านไม่มั่นคงแล้ว ศาสนาก็จะมั่นคงไม่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้ว 2 ส่วนนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก”
การรักษาความมั่นคงของชาติซึ่งทหารน่าจะมีมุมมองที่ไม่ต่างจากเรา แต่ต่างตรงที่ทหารดีแต่พูด ขณะที่ประชาชนต้องออกมาเรียกร้องให้ทหารทำหน้าที่ที่ตัวเองจะต้องทำคือการปกป้องแผ่นดิน ซึ่งการต่อสู้ครั้งนี้มีนัยสำคัญมาก เพราะเป็นการต่อสู้บนหลักการความถูกต้อง ไม่ยึดติดในตัวบุคคล และส่งผลให้พรรคประชาธิปัตย์คะแนนนิยมตกต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์

ชี้คนน้อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะประท้วงมา 3 เดือนจนเสียง ปชป. ตกต่ำที่สุด
พี่น้องสังเกตไหมว่า การต่อสู้ครั้งนี้ของพวกเรานั้น เป็นการต่อสู้ที่ลึกซึ้ง ยากลำบากไหม สำหรับผมแล้ว ไม่ถือว่ายากลำบาก สำหรับพี่น้องก็ไม่ได้ยากลำบาก มีแต่ความเหนื่อยยากเท่านั้นเอง ยากลำบากกับเหนื่อยยากไม่เหมือนกัน มีคนพยายามพูดบอกว่า พันธมิตรฯ ยุคนี้ซูบไป คนน้อยกว่าเก่าเยอะ ผมก็บอกว่า อย่ามาเถียงว่าน้อยหรือมาก ขณะที่เรามาวิสัชนากันก่อนว่า ครั้งนี้การต่อสู้ของพันธมิตรฯ นั้น และประชาชนผู้รักชาติรักแผ่นดินนั้น เราสู้เพื่ออะไร และสิ่งที่เราสู้นั้น ยังคงยืนอยู่บนความถูกต้องอยู่หรือเปล่า ถ้าคำตอบบอกว่า ยังยืนอยู่บนความถูกต้องอยู่ เพราะฉะนั้นแล้วการต่อสู้ครั้งนี้ไม่ยากลำบาก แต่หากเราสู้บนพื้นฐานที่ไม่ถูกต้อง นั่นคือการต่อสู้ที่ยากลำบากที่สุดเลยใช่ไหมพี่น้อง
เมื่อเราเข้าใจตรงนี้แล้ว ประเด็นคนน้อยคนมากกลับไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับพวกเรา อีกประการหนึ่ง ถ้าการต่อสู้ของเราครั้งนี้ ประเด็นการต่อสู้คนไม่เห็นด้วย และไม่เข้าใจ คนก็จะต้องถามตัวเองว่า แล้วทำไมในช่วงทีเราประท้วงรัฐบาลชุดนี้มาแค่ 2 - 3 เดือนนี้เอง ทำไมคะแนนเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ถึงตกต่ำที่สุดในประเทศไทย ถ้าจะวัดต้องวัดกันตรงนี้ใช่ไหมพี่น้อง ไม่ว่าจะเป็นโพลอะไรก็ตาม หลังจากที่เรามาไขปัญญา จุดเทียนแห่งธรรมให้ประชาชนทั่วไปได้เห็นแล้ว คะแนนนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ตกหมด ไม่ว่าจะพูดในมุมไหน แง่ไหน ภูมิศาสตร์ภาคพื้นไหน แม้กระทั่งในภาคใต้ คะแนนนิยมของเขาก็ตกเช่นกันพี่น้อง

ลั่นการต่อสู้ครั้งนี้ทำให้พวกห้อยโหนการต่อสู้หลุดกระเด็นไป
การสู้ครั้งนี้มีนัยมาก เพราะว่าไม่ใช่เป็นการยืนยัน ยืนหยัดอยู่บนหลักการที่ถูกต้องเหมือนเดิม แต่การสู้ครั้งนี้ ยังเป็นการกลั่นกรอง เป็นการกลั่นกรองของคนที่มีหลักการและอุดมการณ์ ที่ยืนอยู่บนความถูกต้องที่ไม่ยึดถือตัวบุคคลเลยแม้แต่นิดเดียว คนพูดตลอดเวลา เป็นข่าวลือว่าแกนนำพันธมิตรฯ นั้นแตกแยกกัน พี่น้องครับ การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ใช่หน้าที่ของแกนนำ แต่เป็นหน้าที่ของประชาชนทุกๆฝ่ายที่เข้ามาร่วมมือกัน ด้วยเหตุนี้จึงมีคณะกรรมการปกป้องอาณาจักรไทย 17 คนขึ้นมา แล้ว 17 คนนั้น คือเสาหลักและกำลังหลักในการต่อสู้
“การสู้ครั้งนี้ทำให้พวกที่เคยห้อยโหนการต่อสู้ของเราในอดีตหลุดพ้นกระเด็นไป และไม่สามารถมาร่วมกับพวกเราได้ก็เพราะว่าหลักการของเขากับหลักการของเรา นั้นไม่เหมือนกัน แตกต่างกัน ที่น่าสนใจข้อหนึ่งพี่น้อง นอกจากพวกห้อยโหนจะหมดไปแล้ว ยังเป็นการเปิดตัวตนที่แท้จริงในหมู่พวกเราหลายๆ คนด้วยใช่ไม่ใช่”

อัดเนชั่น-แนวหน้าปฏิบัติตัวต่ออภิสิทธิ์ เหมือนเสื้อแดงบูชาทักษิณ
พี่น้องครับ พี่น้องสังเกตไหมว่า เวลาเราสู้กับพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้ หรือรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้ต่างกับการสู้กับทักษิณ ชินวัตร เลย แม้แต่นิดเดียวพี่น้อง แปลว่าอะไร แปลว่าโดยพื้นฐานแล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ดีจริง วิธีการที่เขาต่อสู้กับเราต้องต่างกว่าวิธีการที่ทักษิณสู้กับเรา แต่วิธีการที่เขาสู้กับเราเหมือนกันหมดทุกประการ เขาเหมือนตรงไหนพี่น้อง เหมือนตรงที่ว่า เขากลั่นแกล้งเราทุกวิถีทาง เขาใช้ตำรวจมาข่มขู่เรา เขาใช้สื่อมวลชนที่อยู่ในอำนาจเขา ไม่ว่าจะเป็นช่องโทรทัศน์ที่เขาคุมอยู่ ไม่ว่าจะเป็นช่อง 11 ตลอดจนหนังสือพิมพ์หลายเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็นเครือข่ายแนวหน้า หนังสือพิมพ์เครือข่ายเนชั่น ลงมาเหยียบย่ำ รุมกระทืบพวกเรา กลับเข้าไปสู่ยุคหมาหมู่เหมือนเดิม
สมัยที่เราสู้กับทักษิณ เนชั่น แนวหน้า เปลว สีเงิน ยืนข้างเรา แต่พอเปลี่ยนจากทักษิณมาเป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พวกเขาก็ปฏิบัติตัวเหมือนเสื้อแดงที่บูชาทักษิณ เพราะเครือเนชั่นมีคนของประชาธิปัตย์เข้ามาถือหุ้น จึงกลายเป็นเครือข่ายประชาธิปัตย์ ส่วนแนวหน้านั้น เจ้าของก็สนิทสนมกับบิดานายอภิสิทธิ์ จึงหันมาโจมตีเรา บิดเบือน โกหกพกลม เช่น บอกว่า การโหวตโนไม่เป็นประชาธิปไตย

สมัย 49 เนชั่น แนวหน้า ไทยโพสต์มายืนเคียงข้างเพราะ พธม. สู้กับทักษิณ
เพราะฉะนั้นพี่น้องดูให้ดีๆ สมัยที่เราสู้กับทักษิณ ทำไมหนังสือพิมพ์อย่างเครือเนชั่น หรือแนวหน้า หรือคุณเปลว สีเงิน ไทยโพสต์ ถึงยืนข้างพวกเรา เพราะว่าเราสู้กับทักษิณ แต่พอเปลี่ยนจากทักษิณมาเป็นอภิสิทธิ์ เขาไม่เคยวิเคราะห์ว่า สิ่งที่ปานเทพ เทพมนตรี พล.ร.ท.ปทีป คุณเติมศักดิ์ อ.พิชาย หรือ ประพันธ์ หรือผม พูดเกี่ยวกับอภิสิทธิ์ หรือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์นั้นเป็นความจริงหรือเป็นความเท็จ เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ เขาไม่เคยออกมาตอบโต้ แต่เขาออกมาปฏิบัติตน เหมือนกลุ่มคนเสื้อแดงที่บูชาทักษิณดั่งบิดาเขาเช่นกัน เหมือนอย่างที่ผมบอกว่า หนังสือเครือเนชั่น นั้นได้ถูกซื้อขายไปแล้ว เปลี่ยนจากผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ก็คือ ตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ของคุณสุริยะ มาเป็นตระกูลสมะลาภา ของคุณเสริมสิน ซึ่งเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ เพราะฉะนั้นไม่ต้องประหลาดใจอะไรเลย วันนี้ดูได้เลยว่า หนังสือพิมพ์ที่เคยสนับสนุน คือ เนชั่นสุดสัปดาห์ นั้นมีเรื่อง 3 เรื่องที่ด่าพันธมิตรฯ และด่าพวกเรา ขอยืมมือคนบางคนออกมาให้สัมภาษณ์ด่าพวกเราอยู่ตลอดเวลา นี่คือเครือข่ายเนชั่น ซึ่งเป็นเครือข่ายของพรรคประชาธิปัตย์

เสียใจ “เนชั่นสุดสัปดาห์” สัมภาษณ์คนซึ่งไม่คิดว่าจะพูดถึง พธม. แง่ลบ
เพราะฉะนั้นแล้วจะเห็นได้ชัด หนังสือพิมพ์แนวหน้าที่เคยยืนอยู่บนอุดมการณ์เดียวกันกับเรา เมื่อเราสู้กับทักษิณ พอวันนี้เราไปแตะพรรคประชาธิปัตย์ แตะอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งมีความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวกับเจ้าของหนังสือพิมพ์แนวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคุณพ่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนอกจากนั้นแล้ว อ.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็ไปเป็นกึ่งๆ เหมือนหัวหน้ากองบรรณาธิการที่แนวหน้า เพราะฉะนั้นแนวหน้าก็เลยเปลี่ยนประเด็นในการต่อสู้ กลายเป็นมาโจมตีพวกเรา การโจมตีพวกเราก็ไม่มีอะไรยาก บิดเบือนข้อเท็จจริง โกหกพกลม อย่างเช่น โกหกว่าการโหวตโนคือการไม่เป็นประชาธิปไตย เห็นหรือยังพี่น้อง
ที่น่าเสียใจก็คือว่า ในหนังสือพิมพ์อย่างเช่น เดอะเนชั่นสุดสัปดาห์ ได้สัมภาษณ์คนซึ่งคิดไม่ถึงว่าจะพูดถึงเราในแง่ลบ พูดในทำนองว่าถ้าโหวตโนแล้ว ในฐานะพรรคการเมือง จะทำผิดกฎหมายทางการเมือง ไปซื้ออ่านดูว่าคนๆ นั้นเป็นใคร

อัดเป็นบทสัมภาษณ์สะท้อนเนื้อแท้ของคนหลงในอำนาจที่จะได้เป็น ส.ส.
พี่น้องจำได้หรือเปล่า ของชักขึ้นแล้ว ที่ผมเคยพูด ผมพูดว่ายังไง ผมบอกมาแล้วหลายครั้ง ตอนที่เราตั้งพรรคการเมืองใหม่ จำได้ไหม ผมเป็นคนพูดเอง ตลอดจนการรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ ตอนนั้นผมพูดบอกว่า พรรคการเมืองใหม่เป็นเครื่องมือของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่วันนี้หาใช่เช่นนั้นไม่ พี่น้องไม่เชื่อ ไปซื้อหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น สุดสัปดาห์ แล้วอ่านดู พี่น้องจะรู้ว่าบางครั้งยังไม่ทันไรเลย คนไปหลงกับตำแหน่งแห่งที่ และอำนาจที่ตัวเองกำลังจะได้เป็น ส.ส.
แล้วพอพันธมิตรฯ บอกโหวตโน เขาบอกว่าโหวตโนนั้นจะทำให้พรรคการเมืองนั้นผิดกฎหมาย เห็นตัวตนที่แท้จริงหรือยังพี่น้อง ผมถึงบอกว่าการต่อสู้ครั้งนี้มันมันกว่าทุกๆครั้ง เพราะนอกจากจะกำจัดพวกห้อยโหนออกไปได้แล้ว ที่สำคัญที่สุดในบรรดาพวกเรากันเอง ได้สะท้อนให้เห็นเนื้อแท้ของคนที่กำลังจะหลงอยู่ในอำนาจ

ชี้ประยุทธ์ไม่ต่างจากอนุพงษ์ เพราะบอกว่าสังคมไทยวุ่นวายเพราะเหลือง-แดง
พี่น้องครับ กระผม นายสนธิ ลิ้มทองกุล คิดอะไรพูดอย่างนั้น ใช่ไม่ใช่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ผมพูดทันที ไม่ว่าจะใกล้ชิดสนิทสนมกันแค่ไหน ผมก็จะพูดทันทีเห็นหรือยังพี่น้อง การต่อสู้ครั้งนี้ของเราเหมือนการปราบมารจริงๆ แล้วมารที่เราปราบนั้น มีหลายรูปหลายแบบที่เราต้องปราบมันจริงๆ
มีพันธมิตรฯ ที่วอชิงตันดี.ซี.คนหนึ่ง อย่าให้เอ่ยชื่อเลยครับ ผมรู้จักพี่เขาดี เขาได้เบอร์โทรศัพท์ของประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจากใครไม่รู้ เขาก็เลยโทรจากอเมริกาไปหาประยุทธ์ จันทร์โอชา เขาก็ถามประยุทธ์ถึงเรื่องราวต่างๆ เขาจะลองดูความรู้สึกประยุทธ์ นี่คือคำตอบที่เขาบอกมา ประยุทธ์ บอกว่า สังคมไทยที่มันวุ่นวายทุกวันนี้เพราะสีเหลืองและสีแดง
ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่ต่างจากลูกพี่คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา อดีต ผบ.ทบ.และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ซึ่งการพูดเช่นนี้ เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เพราะแสดงถึงการไม่เข้าใจว่า ใครคือตัวป่วนชาติกันแน่ คนที่พูดแบบนี้ควรจะไปเป็นแขกยาม ไม่ควรมาเป็นทหารให้เปลืองภาษีประชาชน

ลั่นเป็นสื่อมวลชนอาวุโสไม่กี่คนในไทยที่เข้าใจหลักการเป็นสื่อมวลชนที่ดีและถูกต้อง
พี่น้องครับ คนเราถ้าอยู่ในอาชีพไหนแล้วไม่เข้าใจงานที่ตัวเองทำ แสดงว่าคนๆ นั้นไม่ควรจะอยู่ในอาชีพนั้น ใช่ไม่ใช่ พี่น้อง ผมทำสื่อมวลชนมา 30 กว่าปีแล้ว ผมน่าจะเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสไม่กี่คนในประเทศไทย ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในประเทศไทย ที่สำคัญที่สุดที่ผมภูมิใจที่สุด ผมอาจจะเป็นเพียงหนึ่งไม่กี่คนเท่านั้นเองที่เข้าใจหลักการของการเป็นสื่อ มวลชนที่ดีและถูกต้อง ข้อแรก ก็คือว่า ต้องกล้าพูดความจริง เพราะฉะนั้นแล้ว หลักการของการกล้าพูดความจริง ความจริงเป็นเช่นไรต้องพูดไปในทิศทางเช่นนั้น นั่นคือคุณสมบัติข้อแรกของการจะเป็นสื่อมวลชนที่ดี ส่วนวิธีการพูดโดยผ่านการเขียน การอภิปราย หรือการเป็นพิธีกรนั้น มันเป็นลักษณะในวิชาชีพ แต่หลักการต้องมาก่อน คุณต้องกล้าพูดความจริง กล้าแสวงหาความจริง ทักษะที่เหลือคือ เขียนหนังสือให้เป็น ให้ประชาชนอ่านง่าย ในขณะเดียวกัน ต้องมีทักษะไปหาข้อเท็จจริง ว่าวิธีหาข้อเท็จจริงนั้นต้องหาอย่างไร นั่นคือ สื่อมวลชน
ไม่เหมือน ยกตัวอย่างอย่างที่พูดไปเมื่อกี้ หนังสือพิมพ์เครือเดอะเนชั่นไม่กล้าพูดความจริง เพราะว่าความจริงนั้นถูกเอาเงิน ผลประโยชน์อุดปาก ด้วยเหตุนี้แล้ว หนังสือพิมพ์ลักษณะเครือเดอะเนชั่น หรือหนังสือพิมพ์แนวหน้า ก็เลยไม่ต่างกว่าทหารที่ดีแต่พูด อย่าง อนุพงษ์ เผ่าจินดา และประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช่ไม่ใช่พี่น้อง

อัดไม่เคยเห็นทหารที่ไหนเล่นการเมืองเท่าทหารไทย
นายสนธิ กล่าวว่า ผบ.ทบ.วิเคราะห์ไม่ออกว่า ที่บ้านเมืองฉิบหายทุกวันนี้ก็เพราะนักการเมืองอย่างนายสุเทพ รวมทั้งเพื่อนของเขาอย่างนายพลกุนเชียงนั่นเอง ไม่ใช่คนเสื้อเหลือง ทำไมมองไม่ออกว่าคนเสื้อเหลืองที่สู้มาแต่ละเรื่องไม่ได้สู้เพื่อส่วนตัวแม้ แต่นิดเดียว และการที่ ผบ.ทบ.พูดเช่นนี้ แสดงว่าไม่ใช่ทหารอาชีพแต่เป็นทหารการเมือง ส่วนคนอย่าง พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ก็เป็นทหารรุ่นเดียวกับทักษิณ ชินวัตร ที่ออกมาพูดวันก่อนก็เพื่อให้ดูสวยงาม ไม่มีสาระอะไร ที่พูดว่าทหารไม่เล่นการเมืองแล้ว แต่ในความเป็นจริงตนยังไม่เคยเห็นทหารประเทศไหนเล่นการเมืองเท่ากับทหาร ประเทศไทยเลย
นายสนธิ กล่าวต่อว่า นอกจากทหารจะเล่นการเมืองแล้ว การพูดเช่นนี้ ก็เพราะไม่อยากรับผิดชอบ เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เรื่องดินแดนเขาพระวิหาร ก็ไม่อยากรับผิดชอบ เพราะความผิดมันอยู่ที่พวกเขา วันนี้จึงไม่ใช่แค่นักการเมืองที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคง แต่เป็นทหารด้วย เพราะทหารทุกวันนี้ดีแต่ปาก บอกว่าจะไม่ยอมให้ใครมาจาบจ้วง แต่ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์นั่นไม่ได้อยู่ที่การจาบจ้วงอย่างเดียว การโกงของนักการเมืองก็เป็นอันตรายด้วย แต่ทหารยุคนี้ไม่สนใจ ขอแค่ให้มีงบประมาณซื้ออาวุธก็พอใจแล้ว ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ คิดเป็นต้องมองออกว่า ประชาชนที่ออกมาชุมนุมนั้นต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนที่นักการเมืองกำลังขายให้เขมร หน้าที่ทหารต้องออกมาตบหัวนักการเมือง ไม่ใช่แค่ออกมาบอกว่าจะไม่ปฏิวัติ ก็จะปฏิวัติได้อย่างไร เพราะไม่มีน้ำยาหรอก

ลั่นถ้าจะมีการยิงสนธิอีกรอบ ขอให้จับรอบแรกให้ได้ก่อน
นี่คืออันตรายของชาติบ้านเมือง พี่น้องเห็นหรือยัง ผมเห็นเลย เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และประชาชน พี่น้องเห็นหรือยัง แล้วคนที่ตาย พ.อ.ร่มเกล้า เป็นใครถ้าไม่ใช่เป็นลูกน้องคุณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แล้วเรื่อง พ.อ.ร่มเกล้า ไปถึงไหนแล้ว เรื่องราวไปถึงไหนแล้ว นี่คุณไม่มีบุคลิกหรือคุณสมบัติของผู้นำเลยแม้แต่นิดเดียว พวกคุณเก่งอยู่อย่างเดียว ไอ้สนธิมันพูดมากยิงแม่งอีกทีนึง ก็มีอยู่แค่นี้เอง ก่อนจะยิงผมเป็นครั้งที่ 2 ขอเรื่องได้ไหม จับครั้งแรกให้ได้ก่อนแล้วค่อยมายิงครั้งที่ 2 ขอเงื่อนไขข้อเดียวก่อน จะโดนยิงกี่ครั้งไม่ว่า เพราะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองแน่ แต่ขอว่าก่อนจะยิงครั้งที่ 2 จับครั้งแรกให้ได้ก่อนแล้วค่อยยิงครั้งที่ 2 แล้วถ้ายิงครั้งที่ 2 ยังไม่ตาย จะยิงครั้งที่ 3 ก็จับครั้งที่ 2 ให้ได้ต่อ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คิดเป็น รักชาติเป็น รู้หน้าที่ว่าตัวเองนั้นมีหน้าที่อะไรเป็น จะต้องรู้ว่าคนที่มานั่งชุมนุมที่นี่ หรือดูทีวี ASTV อยู่ที่บ้านนั้น เขามาสู้เรื่องดินแดนของประเทศไทย ที่นักการเมืองกำลังขายให้กับเขมร นั่นล่ะคือสิ่งที่คุณต้องออกมา แล้วตบหัวนักการเมือง แล้วเตะมันออกไปจากอำนาจ คุณไม่ใช่มาพูดบอกว่า ทหารจะไม่มีวันปฏิวัติ ก็มันจะปฏิวัติได้ยังไง คุณไม่มีน้ำยาหรอก

อัดสถาบันทหารตกต่ำเพราะสายบูรพาพยัคฆ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.
นายสนธิ กล่าวต่อว่า สถาบันทหารตกต่ำมาตลอดตั้งแต่ยุคที่ทหารสายบูรพาพยัคฆ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.เพราะทหารสายนี้จะอยู่ตามแนวชายแดนทางตะวันออกติดกับเขมร ซึ่งเต็มไปด้วยผลประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการขโมยรถไปขาย บ่อนการพนัน การส่งน้ำมัน ส่งสินค้าเข้าไปขาย รวมถึงการค้าแรงงานเถื่อน ซึ่งนายทหารผู้ใหญ่ที่คุมพื้นที่ตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังบูรพา กองทัพภาคที่ 2 หรือกองกำลังสุรนารี ต้องรับรู้ ดังนั้นทหารที่ไม่ยอมทำหน้าที่เพราะมีผลประโยชน์มาปิดปาก ก็ไม่ต่างจากสื่อมวลชนที่ไม่ยอมเสนอความจริงเพราะถูกเงินปิดปากเช่นกัน ดังนั้น ที่บอกว่าทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงเป็นตัวป่วนเมืองเหมือนกันนั้น ที่จริงก็รู้ว่า เสื้อแดงคือตัวป่วนเมือง แต่ต้องบวกเสื้อเหลืองเข้าไปด้วยเพื่อให้ดูเท่ บอกให้ทั้งสองฝ่ายหยุดทะเลาะกันนักการเมืองโกงกินไม่เป็นไร ฝ่ายหนึ่งเผาบ้านเผาเมืองไม่เป็นไร อีกฝ่ายหนึ่งฉ้อราษฎร์บังหลวงไม่เป็นไร ยืนปิดบังให้ เพราะตัวเองก็ได้ด้วย

ชี้น้ำท่วมเชียงใหม่เพราะมีทักษิณ น้ำท่วมสุราษฎร์เพราะมีสุเทพ
ในช่วงท้ายในสนธิปราศรัยว่า “มีข้อมูลบางอย่างเล็กๆ น้อยๆ ฝากให้คิด พี่น้องเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์บ้างมั้ย ไม่ต้องถามผม ผมเชื่อแน่นอน ถ้าไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วผมคงไม่รอดมายืนพูดกับพี่น้องจนทุกวันนี้หรอก พี่น้องเชื่อคำว่าฟ้าดินลงโทษบ้างไหม ใครเชื่อปรบมือให้ผมได้ยินหน่อย
พี่น้องครับ ตั้งแต่วันที่ 26 กันยายน 2552 ไล่มาจนวันนี้ พี่น้องสังเกตให้ดีๆ ฟ้าดินลงโทษทางใต้อย่างมหาศาล ที่พูดเช่นนี้พูดด้วยความเห็นใจ เข้าใจ และสงสารคนใต้ แต่กำลังจะบอกพี่น้องว่า คิดให้ดีๆ เชื่อ ไม่เชื่อ ว่าไป แต่เกิดมาใน 1-2 ปีที่ผ่านมานี้ ตั้งแต่กันยายน 52 มาจนกระทั่งถึงต้นปี 54 ในประวัติศาสตร์ทางใต้ไม่เคยมีช่วงไหนที่จะมีอุทกภัยและภัยพิบัติมากเท่า ช่วงที่สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรองนายกรัฐมนตรี แล้วดูแลประเทศไทยเลย
พี่น้องเอาไปคิดให้ดีๆ สมัยทักษิณ ชินวัตร ปกครองประเทศไทยอยู่ น้ำท่วมเชียงใหม่ ใช่/ไม่ใช่ ใครที่มาจากสุราษฎร์ฯ ยกมือหน่อยสิ กลับบ้านไปแล้ว อ่ออยู่คนเดียว คนสุราษฎร์ฯ ที่พุนพิน ซึ่งเป็นพื้นที่สุเทพ บอกว่าเกิดมาตั้งแต่สมัยปู่ สมัยย่า ไม่เคยเห็นน้ำท่วมพุนพินเยอะขนาดนี้ จริงๆ แล้วก็คือการที่ฟ้าดินลงโทษ เพื่อล้าง จ.สุราษฎร์ธานี ให้พ้นจากนักการเมืองชั่วๆ
23 มีนาคม 26-30 กันยายน 2552 ตุลาคม-ธันวาคม 2553 น้ำท่วมหนัก จังหวัดที่ประสบภัยมากที่สุดก็คือทางใต้ หาดใหญ่ พัทลุง 23 มีนาคม ปัจจุบัน น้ำท่วม ดินถล่มในภาคใต้ หลายจังหวัดได้รับความเสียหายหนัก พัทลุง นคร ตรัง ระนอง ชุมพร”

ชี้ถ้าบ้านเมืองมีการรักษาศีล จะไม่เสียหายขนาดนี้ จึงให้โหวตโนสั่งสอนนักการเมือง
พี่น้องครับ เรื่องภัยพิบัติผมเคยเตือนพี่น้องแล้วใช่ไม่ใช่ว่าให้ระวัง ไปถามผู้ทรงธรรม ไปถามพ่อแม่ครูอาจารย์ บอกว่าน้ำจะท่วมโลก จะท่วมประเทศไทย เฉพาะคนที่มีธรรม คนที่ภาวนา คนที่ปฏิบัติธรรมเท่านั้นที่จะอยู่รอด พี่น้องครับ อย่างที่ผมเคยบอกว่า พ่อแม่ครูอาจารย์พูดมานานแล้วว่าถึงที่สุดแล้ววันหนึ่งเมืองไทย ภาคใต้จะไม่เหลือ จะเหลือเฉพาะอีสานและเหนือ นี่คือคำทำนายของพ่อแม่ครูอาจารย์ เชื่อไม่เชื่ออย่ามาถามผม
“พี่น้องภัยธรรมชาติ เกิดขึ้นเพราะใครทำให้เกิด มนุษย์ใช่ไหม และนักการเมือง ถ้าบ้านเมืองของเรามีความสงบ มีธรรมนำหน้า มีการรักษาศีล ไม่มีนักการเมืองชั่วๆ แล้ว บ้านเมืองจะไม่มีวันเสียหายมากขนาดนี้ นี่เราเสียหายในรูปตัวเลขทางเศรษฐกิจ จากการคอรัปชั่น เราเสียหายจากภัยพิบัติ ยังไม่นับการสูญเสียจากศีลธรรม ยังไม่นับการสูญเสียจากคนไร้ซึ่งจริยธรรม ยังไม่นับการสูญเสียถึงคนที่มีหน้าที่ต้องทำไม่ว่าจะเป็นทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการ แล้วไม่ได้ทำหน้าที่ของทหาร และตำรวจให้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นแล้วชาติบ้านเมืองวันนี้ เหมือนกำลังจะถูกสาปแช่งครั้งใหญ่ที่สุด ถ้าเรายังไม่รีบปรับปรุง ขยับเพื่อให้ชาติบ้านเมืองดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ การต่อสู้อย่างอหิงสาของพวกเรา ณ วันนี้คือการโหวตโน เพราะการโหวตโนโดยหลักสั้นๆ พี่น้องให้จำเอาไว้ การโหวตโนคือการสั่งสอนนักการเมืองว่า กูไม่เอากับพวกมึงอีกต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วพี่น้อง การโหวตโน คือการออกมาใช้สิทธิ์ในการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเข้าคูหาแล้วกาโหวตโน ไม่ได้ผิดกฎหมาย เป็นประชาธิปไตยเต็มตัว เมื่อเราปฏิเสธ อย่างที่ผมเรียนให้ทราบ เมื่อเราปฏิเสธการเมืองแบบนี้ วิธีปฏิเสธของเรามี 2 วิธี วิธีหนึ่งคือ นอนหลับทับสิทธิ์ เราไม่ออกไปเลย แต่วิธีหนึ่งซึ่งผมส่งเสริมและพวกเราต้องทำกันให้ได้ คือ ออกไปใช้สิทธิ์ แต่บอกว่าใช้สิทธิ์ที่จะโหวตโน”

ที่มา: เรียบเรียงจาก
เนชั่นสุดสัปดาห์  และ ASTVผู้จัดการออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันศุกร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2554

ไอซีทีเล็งอัปเกรด พ.ร.บ.คอมฯ เพิ่มโทษผู้ดูแลระบบ ก๊อปไฟล์โหลดบิทเสี่ยงคุก

 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) จัดประชุมรับฟังและให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ โดยเชิญตัวแทนผู้ประกอบการด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยในการประชุมดังกล่าว มีการแจกเอกสารร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ที่กระทรวงไอซีทีจัดทำขึ้นด้วย

ร่างกฎหมายนี้ เขียนขึ้นเพื่อให้ยกเลิก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ทั้งฉบับ และให้ใช้ร่างฉบับใหม่นี้แทน อย่างไรก็ดี โครงสร้างของเนื้อหากฎหมายมีลักษณะคล้ายคลึงฉบับเดิม โดยมีสาระสำคัญที่ต่างไป ดังนี้

ประเด็นที่ 1 เพิ่มนิยาม “ผู้ดูแลระบบ”

มาตรา 4 เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” หมายความว่า “ผู้มีสิทธิเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการแก่ผู้อื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดูแลเพื่อประโยชน์ของตนเองหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น”

ในกฎหมายเดิมมีการกำหนดโทษของ “ผู้ให้บริการ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากว่า การพยายามเอาผิดผู้ให้บริการซึ่งถือเป็น “ตัวกลาง” ในการสื่อสาร จะส่งผลต่อความหวาดกลัวและทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ตัวเอง อีกทั้งในแง่ของกฎหมายคำว่าผู้ให้บริการก็ตีความได้อย่างกว้างขวาง คือแทบจะทุกขั้นตอนที่มีความเกี่ยวข้องในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็ล้วนเป็นผู้ให้บริการทั้งสิ้น

สำหรับร่างฉบับใหม่ที่เพิ่มนิยามคำว่า “ผู้ดูแลระบบ” ขึ้นมานี้ อาจหมายความถึงเจ้าของเว็บไซต์ เว็บมาสเตอร์ แอดมินระบบเครือข่าย แอดมินฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บบอร์ด บรรณาธิการเนื้อหาเว็บ เจ้าของบล็อก ขณะที่ “ผู้ให้บริการ” อาจหมายความถึงผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต

ตามร่างกฎหมายนี้ ตัวกลางต้องรับโทษเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด เช่น หากมีการเขียนข้อมูลที่ไม่ตรงกับความจริง กระทบกระเทือนต่อความมั่นคง ผู้ดูแลระบบและผู้ให้บริการที่จงใจหรือยินยอมมีความผิดทางอาญาเท่ากับผู้ที่กระทำความผิด และสำหรับความผิดต่อระบบคอมพิวเตอร์ เช่นการเจาะระบบ การดักข้อมูล หากผู้กระทำนั้นเป็นผู้ดูแลระบบเสียเอง จะมีโทษ 1.5 เท่าของอัตราโทษที่กำหนดกับคนทั่วไป

ประเด็นที่ 2 คัดลอกไฟล์ จำคุกสูงสุด 3 ปี

สิ่งใหม่ในกฎหมายนี้ คือมีมาตรา 16 ที่เพิ่มมาว่า “ผู้ใดสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ทั้งนี้ การทำสำเนาคอมพิวเตอร์ อาจหมายถึงการคัดลอกไฟล์ การดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บไซต์ต่างๆ มาตรานี้อาจมีไว้ใช้เอาผิดกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ภาพยนตร์หรือเพลง แต่แนวทางการเขียนเช่นนี้อาจกระทบไปถึงการแบ็กอัปข้อมูล การเข้าเว็บแล้วเบราว์เซอร์ดาวน์โหลดมาพักไว้ในเครื่องโดยอัตโนมัติหรือที่เรียกว่า “แคช” (cache เป็นเทคนิคที่ช่วยให้เรียกดูข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น โดยเก็บข้อมูลที่เคยเรียกดูแล้วไว้ในเครื่อง เพื่อให้การดูครั้งต่อไป ไม่ต้องโหลดซ้ำ) ซึ่งผู้ใช้อาจมิได้มีเจตนาหรือกระทั่งรับรู้ว่ามีกระทำการดังกล่าว

ประเด็นที่ 3 มีไฟล์ลามกเกี่ยวกับเด็ก ผิด

ในมาตรา 25 “ผู้ใดครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งมีลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กหรือเยาวชน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกปี หรือปรับไม่เกินสองแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”
เป็นครั้งแรกที่มีการระบุขอบเขตเรื่องลามกเด็กหรือเยาวชนโดยเฉพาะขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ยังมีความคลุมเครือว่า ลักษณะอันลามกที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนนั้นหมายความอย่างไร นอกจากนี้ มาตราดังกล่าวยังเป็นการเอาผิดที่ผู้บริโภค ซึ่งมีความน่ากังวลว่า การชี้วัดที่ “การครอบครอง” อาจทำให้เกิดการเอาผิดที่ไม่เป็นธรรม เพราะธรรมชาติการเข้าเว็บทั่วไป ผู้ใช้ย่อมไม่อาจรู้ได้ว่าการเข้าชมแต่ละครั้งดาวน์โหลดไฟล์ใดมาโดยอัตโนมัติบ้าง และหากแม้คอมพิวเตอร์ถูกตรวจแล้วพบว่ามีไฟล์โป๊เด็ก ก็ไม่อาจหมายความได้ว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของ หรือเป็นผู้ดูผู้ชม

ประเด็นที่ 4 ยังเอาผิดกับเนื้อหา

มาตรา 24 (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลที่ไม่ตรงต่อความเป็นจริง โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
เนื้อความข้างต้น เป็นการรวมเอาข้อความในมาตรา 14 (1) และ (2) ของกฎหมายปัจจุบันมารวมกัน ทั้งนี้ หากย้อนไปถึงเจตนารมณ์ดั้งเดิมก่อนจะเป็นข้อความดังที่เห็น มาจากความพยายามเอาผิดกรณีการทำหน้าเว็บเลียนแบบให้เข้าใจว่าเป็นหน้าเว็บจริงเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคล (phishing) จึงเขียนกฎหมายออกมาว่า การทำข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมถือเป็นความผิด แต่เมื่อแนวคิดนี้มาอยู่ในมือนักกฎหมายและเจ้าหน้าที่ ได้ตีความคำว่า “ข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอม” เสียใหม่ กลายเป็นเรื่องการเขียนเนื้อหาอันเป็นเท็จ และนำไปใช้เอาผิดฟ้องร้องกันในเรื่องการหมิ่นประมาท ความเข้าใจผิดนี้ยังดำรงอยู่และต่อเนื่องมาถึงร่างนี้ซึ่งได้ปรับถ้อยคำใหม่ และกำกับด้วยความน่าจะเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน มีโทษจำคุกสูงสุด ห้าปี ปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

หากพิจารณาจากประสบการณ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการดำเนินคดีคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา ปัญหานี้ก่อให้เกิดการเอาผิดประชาชนอย่างกว้างขวาง เพราะหลายกรณี รัฐไทยเป็นฝ่ายครอบครองการนิยามความจริง ปกปิดความจริง ซึ่งย่อมส่งผลให้คนหันไปแสดงความคิดเห็นในอินเทอร์เน็ตแทน อันอาจถูกตีความได้ว่ากระทบต่อความไม่มั่นคงของ “รัฐบาล” ข้อความกฎหมายลักษณะนี้ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นโดยไม่จำเป็น

ประเด็นที่ 5 ดูหมิ่น ผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

มาตรา 26 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่น หรือข้อมูลอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้บุคคลอื่นเสียหาย เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย หรือเพื่อให้ผู้หนึ่งผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ที่ผ่านมามีความพยายามฟ้องคดีหมิ่นประมาทซึ่งกันและกันโดยใช้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์จำนวนมาก แต่การกำหนดข้อหายังไม่มีมาตราใดใน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จะใช้ได้อย่างตรงประเด็น มีเพียงมาตรา 14 (1) ที่ระบุเรื่องข้อมูลอันเป็นเท็จดังที่กล่าวมาแล้ว และมาตรา 16 ว่าด้วยภาพตัดต่อ ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ได้สร้างความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ใช้ตั้งข้อหาการดูหมิ่นต่อกันได้ง่ายขึ้น

ข้อสังเกตคือ ความผิดตามร่างฉบับใหม่นี้กำหนดให้การดูหมิ่น หรือหมิ่นประมาทมีโทษจำคุกสามปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท ทั้งที่การหมิ่นประมาทในกรณีปกติ ตามประมวลกฎหมายอาญามีโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท

ประเด็นที่ 6 ส่งสแปม ต้องเปิดช่องให้เลิกรับบริการ

มาตรา 21 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์เป็นจำนวนตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด เพื่อประโยชน์ทางการค้าจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ และโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์สามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการตอบรับได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
จากที่กฎหมายเดิมกำหนดเพียงว่า การส่งจดหมายรบกวน หากเป็นการส่งโดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มา ถือว่าผิดกฎหมาย ในร่างฉบับใหม่แก้ไขว่า หากการส่งข้อมูลเพื่อประโยชน์ทางการค้า โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับสามารถบอกเลิกหรือแจ้งความประสงค์เพื่อปฏิเสธการบอกรับได้ ทั้งนี้อัตราโทษลดลงจากเดิมที่กำหนดโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท มาเป็นจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ทั้งนี้ยังต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า หากการส่งข้อมูลดังกล่าว แม้จะเป็นเหตุให้บุคคลอื่นเดือดร้อนรำคาญ แต่ไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ทางการค้า ก็จะไม่ผิดตามร่างฉบับใหม่นี้

ประเด็นที่ 7 เก็บโปรแกรมทะลุทะลวงไว้ คุกหนึ่งปี

มาตรา 23 ผู้ใดผลิต จำหน่าย จ่ายแจก ทำซ้ำ มีไว้ หรือทำให้แพร่หลายโดยประการใด ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ชุดคำสั่ง หรืออุปกรณ์ที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 15 มาตรา 16 มาตรา 17 มาตรา 18 มาตรา 19 และมาตรา 20 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

น่าสังเกตว่า เพียงแค่ทำซ้ำ หรือมีไว้ซึ่งโปรแกรมที่ใช้เจาะระบบ การก๊อปปี้ดาวน์โหลดไฟล์อย่างทอร์เรนท์ การดักข้อมูล การก่อกวนระบบ ก็มีความผิดจำคุกไม่เกินหนึ่งปี ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท เรื่องนี้น่าจะกระทบต่อการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์โดยตรง

ประเด็นที่ 8 เพิ่มโทษผู้เจาะระบบ

สำหรับกรณีการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ เดิมกำหนดโทษจำคุกไว้ไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ร่างกฎหมายใหม่เพิ่มเพดานโทษเป็นจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท (เพิ่มขึ้น 4 เท่า)

ประเด็นที่ 9 ให้หน้าที่หน่วยใหม่ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)

ร่างกฎหมายนี้กำหนดหน้าที่ให้หน่วยงานซึ่งมีชื่อว่า “สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “สพธอ.” และให้ใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “Electronic Transactions Development Agency (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “ETDA” เป็นองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงไอซีที
หน่วยงานนี้เพิ่งตั้งขึ้นเป็นทางการ ประกาศผ่าน “พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็คทรอนิสก์ พ.ศ. 2554” เมื่อวันที่ 22 ก.พ. 54 โดยเริ่มมีการโอนอำนาจหน้าที่และจัดทำระเบียบ สรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 22 มี.ค. 54

ในร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่นี้ กำหนดให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) มีบทบาทเป็นฝ่ายเลขานุการของ “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ภายใต้ร่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับที่กำลังร่างนี้

นอกจากนี้ หากคดีใดที่ต้องการสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดซึ่งอยู่ในต่างประเทศ จะเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ในร่างกฎหมายนี้กำหนดว่า พนักงานสอบสวนอาจร้องขอให้สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) เป็นผู้ประสานงานกลางให้ได้ข้อมูลมา

ประเด็นที่ 10 ตั้งคณะกรรมการ สัดส่วน 8 – 3 – 0 : รัฐตำรวจ-ผู้ทรงคุณวุฒิ-ประชาชน

ร่างกฎหมายนี้เพิ่มกลไก “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์” ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งโดยระบุตัวบุคคลจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์เป็นที่ประจักษ์ในด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ การเงินการธนาคาร หรือสังคมศาสตร์จำนวนสามคน โดยให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ในตำแหน่งคราวละสี่ปี
คณะกรรมการชุดนี้ ให้ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์กรมหาชน), สำนักงานกำกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ (สังกัดกระทรวงไอซีที), สำนักคดีเทคโนโลยี (สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม), และกลุ่มงานตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางเทคโนโลยี กองบังคับการสนับสนุนทางเทคโนโลยี (บก.สสท.) (สังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ) เป็นเลขานุการร่วมกัน

คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่แต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ออกระเบียบ ประกาศ ตามที่กำหนดใน พ.ร.บ.นี้ และมีอำนาจเรียกบุคคลมาให้ถ้อยคำหรือส่งเอกสารหลักฐาน รวมถึง “ปฏิบัติการอื่นใด” เพื่อให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติ โดยให้ถือว่าคณะกรรมการและอนุกรรมการเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา

ที่มา.ประชาไท
///////////////////////////////////////////////////////////////////////

นอมินี รุ่นสุดท้าย!

สังคมอุดมศรีธนญชัยทางการเมืองแบบไทยๆ ยังคงดำเนินไปในรูปแบบ “ลับ ลวง พราง”

แม้พรรคอันดับหนึ่งในการเป็นแกนนำ จัดตั้งรัฐบาลอย่างประชาธิปัตย์ จะป่าวประกาศว่าจะมีการยุบสภาในเร็ววันนี้ แต่กลิ่นแปร่งๆ ก็ยังโชยมาเตะจมูกอยู่เนืองๆ และอย่างต่อเนื่อง ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลเอง ก็ยังคงตั้งหน้าตั้งตาเล่นผสมสิบ สร้างคอนเน็ก ทางการเมืองไว้รอผสมพันธุ์ร่วมรัฐบาล

ไม่ว่าประชาธิปัตย์หรือเพื่อไทย จะได้รับ ฉันทานุมัติจากประชาชนให้เป็นพรรคอันดับหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล???

แต่ที่ค่อนข้างเห็นชัดและถนัดถนี่แต่ไม่ แบไต๋หมดหน้าตัก นั่นคือการเตรียมความพร้อมของซีกฝ่ายค้าน ที่จัดการเยียวยาแผลผีหัวขาด บนหมากกล “หัวหน้าพรรคไม่ใช่นายกฯ นายกฯไม่ใช่หัวหน้าพรรค” ไว้อย่าง แนบเนียน

เป็นอันเข้าใจเกือบจะ 100 เปอร์เซ็นต์แล้วที่ “ผู้เฒ่าวังน้ำเย็น-เสนาะ เทียนทอง” จะยอม “คายเลือด” พร้อมทั้ง “กลืนน้ำลาย” เข้าไปแทน ด้วยการผันตัวเองมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และดำรงตนบนบทบาท “ปฏิมากรผู้ปลุกปั้นนายกรัฐมนตรี” อีกคำรบ หลังจาก เคยทำแฮตทริก สานฝันให้ “บรรหาร ศิลปอาชา-พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” ก้าวขึ้นสูงจุดสูงสุดบนเส้นทางการเมืองมาแล้ว

และด้วยเหตุแห่งเหตุว่าทำไมต้องเป็น “ป๋าเหนาะ” มันก็สืบเนื่องมาจากเหตุผลเรื่อง พรรษาบารมี และสเปกประสานสิบทิศสุดคอมโพรไมซ์ ที่ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” มองว่าเป็นปรางห้ามญาติอย่างดี ที่จะใช้หย่าศึกภายในพรรคเพื่อไทยที่ผิดพลาดมาอย่างยาว นานจากนโยบาย “แบ่งแยกและปกครอง” ที่ “นายใหญ่” ดำเนินมาตั้งแต่ต้น

สรุปคือตัวเก็งอย่าง “เจ๊ปู-ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” รวมไปถึง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” หรือแม้กระทั่ง “ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง” ที่คั่วเก้าอี้นี้มาตั้งแต่ต้น ต้องมีอันตกสำรวจหลังจากการมาของผู้เฒ่าใจนักเลงอย่าง “ป๋าเหนาะ”

“ผมจะกลับมาทวงคืนสิ่งที่ถูกปล้นไป” นั่นคือสำเนียงอันมีนัยที่ “ป๋าเหนาะ” ประกาศเปิดตัวที่สนามกอล์ฟต้องคำสาปอัลไพน์ ต่อหน้าสื่อมวลชนโขลงใหญ่ที่แห่แหนกันมาทำข่าวอย่างคับคั่ง

สิ่งที่ถูกปล้นไปในความหมายของ “ป๋าเหนาะ” คืออะไรนั้น มันคงไม่ล้ำลึกถึงสุด ก้นบึ้งหัวใจ เพราะหากแปลความไทยเป็นไทย คงไม่เกินเลยตำแหน่ง “ผู้จัดการรัฐบาล” ที่ “รองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ” กำลังเสวยสุขอยู่เท่าทุกวันนี้ ส่วนใครที่มองว่า จะขึ้นชั้นเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เจ้าตัวเองก็ยอมรับเต็มปากเต็มคำว่า..

งานนี้มาเพื่อปั้นนายกฯ โดยเฉพาะ!!!

มีทั้งกระสุน อุดมไปด้วยกระแสแห่งแดง แถมยังมากมายด้วยพรรษาบารมี ถ้ากติกาไม่บิดเบี้ยวจนบิดเบือน มันก็มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า “ป๋าเหนาะ” จะก่อการปั้น “ท่านผู้นำ” สำเร็จเป็นคำรบที่สี่

กระนั้น ใครจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ ในใจ “อดีตนายกฯ ทักษิณ” มันยังคงเป็น “ไพ่ใบสุดท้าย” ที่ถูกเก็บงำไว้อย่างลึกลับ ซับซ้อนและลุ่มลึกเพื่อรอวันหงายออกมาเป็น “บิ๊กเซอร์ไพรส์ทางการเมือง”

ว่ากันถึงวาระแห่ง “เซอร์ไพรส์” คงจะหลีกเลี่ยงที่จะพาดพิงถึงอาการเซอร์ไพรส์ซ้ำซ้อนที่ออกมาจาก “ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์” ไปไม่พ้น เนื่องด้วยในเบื้องแรก “บิ๊กปุ” ไปตกปากรับคำกับ “เสรี สุวรรณภานนท์” อดีต ส.ว.กทม. ว่าจะเข้ามารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาสันติเสียดิบดี

แต่ในเบื้องสุดท้าย กลับเกี่ยวก้อย “พันเลิศ ใบหยก” ไปนั่งแท่นหัวหน้าพรรครักษ์สันติ ไปด้วยอาการงงงวยและหน้าตาเฉย นั่นมันจะเป็นด้วยเหตุผลอันใด หรือเกรงจะไม่เป็นกลางอันสืบเนื่องมาจากภาพลักษณ์ของ “เสรี” หรือแม้กระทั่ง เหตุผลเรื่องนายทุนใหญ่ไม่โอเคกับชื่อ อดีต ส.ว.ท่านนี้ มันก็คงไม่สลักสำคัญ เมื่อเทียบเคียงกับปมคาใจที่ว่า..

ใครคนไหนเล่าเป็นนายทุนพรรครักษ์สันติกันแน่???

แต่หากวัดจากความสนิทสนมกันระหว่าง “พันเลิศ” กับ “บิ๊กจิ๋ว” และภาพการยินประกบเคียงข้าง “ป๋าเหนาะ” ของ “บิ๊กจิ๋ว” บวกกับสายสัมพันธ์เก่าๆ ระหว่าง “บิ๊กปุ” กับ “นายใหญ่” สาธารณชนก็มีสิทธิ์ เข้าใจได้ว่า “ทุนพรรครักสันติ” มันก็มีแนวโน้มเป็นไปได้สูงว่า อาจจะเป็นเงินก้อนเดียว กันกับ “ทุนพรรคเพื่อไทย”

หากคิดต่อยอดไปข้างหน้า ด้วยข้อจำกัดทางบุคลากรทางการเมือง มันก็มีสิทธิ์เป็นไปได้เช่นกันว่า หากถึงทางตันไร้ทางเลือก “ป๋าเหนาะ” อาจจะต้องจำยอมปลุกปั้น นัก การเมืองผู้มีสเปก “คนเกลียดทั้งพรรค คนรักทั้งเมือง” อย่าง “บิ๊กปุ” ขึ้นเป็นนายกฯ นั่นมันก็อาจเป็นไปได้อีกเช่นกัน???

และนั่นมันก็เป็นเหตุผลเดียวกันอีกเช่นกันที่ “พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์” ยังเฝ้าคอย อย่างอดทนเพื่อรอวันโผล่ขึ้นเหนือน้ำในหัวโขน “ท่านผู้นำสเปกปรองดอง”..การเมืองไทย ไหลไปไหลมาเร็วยิ่งกว่าน้ำ และไม่ว่า “นายใหญ่” จะกดรีโมตเคาะไปที่ใคร แต่เนื่องด้วยรัฐบาล สมัยหน้ามีข้อจำกัดเรื่องอายุงานสั้น

ไม่ว่าใครจะมาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทยหรือแคนดิเดตนายกฯ ในใจ “ทักษิณ” มันก็จะเป็นเพียงได้แค่ชั่วครู่ชั่วยาม ไม่ต่างจาก “นอมินีรุ่นสุดท้าย” ที่จะทำ หน้าที่ขัดตาทัพเพื่อรอวันป่าช้า 111 แตก.. มันก็เท่านั้นเอง!!!

ที่มา.สยามธุรกิจ
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////

เปิดตัว..ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน

รายงานพิเศษ
พรรครวมชาติพัฒนาและพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมทั้งส.ส.ในกลุ่มของนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนาและกลุ่ม 3 พี พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้แก่ นายพินิจ จารุสมบัติ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และนายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ได้ร่วมกันแถลงข่าวรวมพรรค ภายใต้ชื่อ พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เมื่อวันที่ 7 เม.ย.

วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

หัวหน้าพรรครวมชาติพัฒนา

ความเสียสละและจริงใจในครั้งนี้จะนำไปสู่การยุติความแตกแยกได้ ซึ่งพรรคมีความแน่วแน่ที่จะร่วมกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เพื่อทำงานการเมืองข้างหน้าด้วยกัน

ขั้นตอนต่อไปจะเชิญสมาชิกพรรคมาประชุมเพื่อขอมติให้เปลี่ยนชื่อจากพรรครวมชาติพัฒนาเป็น ′พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน′ เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สนามเลือกตั้ง ซึ่งหวังว่าจะเป็นทาง ออกให้กับประชาชน นำประเทศไทยไปสู่ความรัก สามัคคี เจริญรุ่งเรืองต่อไป

ขณะนี้โครงสร้างพรรคยังเป็นเหมือนเดิมทุกประการ เพราะยังต้องรอกระบวนการเปลี่ยนชื่อพรรค

วันนี้ตัวเลขส.ส.พรรคยังครบ 9 คนหรือไม่ เพราะมีบางส่วนเปิดตัวว่าจะไปทำงานกับพรรคภูมิใจไทย

ใครเปิดตัว ผมไม่ทราบว่าใครจะไป แต่วันนี้ทั้งทางนิตินัย และพฤตินัย ส.ส.พรรครวมชาติพัฒนายังอยู่กันครบทั้ง 9 คน

จะชูใครเป็นนายกรัฐมนตรี

ขึ้นอยู่กับประชาชนจะสนับสนุน แต่ทางการเมืองทุกพรรคย่อมมีความพร้อมอยู่แล้ว

เป็นไปได้หรือไม่กับสูตรนายกฯ ที่จะมาจากพรรคขนาดกลาง

ยังเร็วเกินไปที่จะตอบคำถามนี้

ทั้ง 2 พรรคยังคงยืนยันจะมีการเลือกตั้งโดยไม่ใช้วิธีพิเศษ

รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัดเจนว่าคนที่จะมาเป็นนายกฯ ต้องมาจากสส.ที่มาจากสภาผู้แทนราษฎร

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ
วรรณรัตน์ ชาญนุกูล

สุวัจน์ ลิปตพัลลภ

ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง


แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา

กระแสการเมืองวันนี้ เป็นกระแสของพรรคใหญ่ การที่ทั้งสองพรรคร่วมมือกัน เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ให้ประเทศและประชาชน ให้ประเทศมีทางออก ซึ่งหลายคนเคยร่วมงานกันมาแล้ว

เชื่อว่าการรวมตัวในวันนี้จะเป็นทางเลือกให้ประชาชนและมีโอกาสกลับมาเป็นส.ส.มากขึ้น และสร้างพรรคให้ใหญ่ขึ้น ซึ่งต้องมีความชัดเจนในเรื่องนโยบายและวิธีการทำงาน เพื่อเป็นทางเลือกให้ประชาชน

สาเหตุที่จับมือกันนั้น ไม่ใช่เพื่อการต่อรอง แต่เป็นเรื่องอุดมการณ์ ซึ่งทุกพรรคต้องสร้างบ้านก่อน ต้องหาเฟอร์นิเจอร์

ส่วนการจับขั้วต้องไปว่ากันเมื่อมีตัวเลขหลังการเลือกตั้ง ใครจะจับขั้วกับใคร เชื่อว่าคำตอบของประชาชนจะมีผลต่อการเลือกตั้ง และจะเป็นตัวบ่งบอกว่าประชาชนคิดอย่างไร

พรรคตั้งเป้าหมายหลักไว้ในพื้นที่ใดบ้าง

เป็นเรื่องของแกนนำพรรคจะหารือกัน แต่พื้นฐานหลักๆ ของทั้งสองพรรค อยู่ที่ภาคอีสาน นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อุดรธานี และหนองคาย โดยมีฐานทางการเมืองในพื้นที่ที่ได้รับการยอมรับสูง

จะแข่งกับพรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทยได้หรือไม่

วันนี้ทุกพรรคไม่ได้คิดแข่งกับใคร แต่แข่งกับตัวเองให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้อยากเห็นทุกพรรคนำเสนอแนวทางให้ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และสร้างความ ปรองดองได้อย่างไร

จะมีนักการเมืองกลุ่มอื่นเข้าร่วมพรรคเพิ่มหรือไม่

ต้องมี แต่ตอนนี้เราต้องเตรียมนโยบายเด่นๆ ที่จะนำเสนอสังคม

ในมุมมองของผม รวมชาติพัฒนา มีจุดเด่นเรื่องเศรษฐกิจ วิสัยทัศน์ และการประนีประนอม ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน จุดเด่นคือยึดมั่นอุดมการณ์ หลักการที่จะรักษาบ้านเมือง การปกป้องสถาบันที่เคารพ เชื่อว่าการรˆวมมือทั้งสองพรรคจะเป็นทางเลือกที่ดีของประเทศในสถานการณ์ปัจจุบัน

จะยืนยันในความเป็นพันธมิตรของสองพรรคนี้ต่อไปหรือไม่

เป็นเรื่องอนาคต ถ้ามีอุดมการณ์ร่วมกัน มีความเข้าใจ มันเหมือนความรักที่เป็นพื้นฐานของชีวิตสมรส ความรู้สึกและอุดมการณ์ที่ดี เป็นพื้นฐานแห่งความยั่งยืน

คิดว่าหลังการเลือกตั้งพรรคที่ได้เสียงอันดับหนึ่งควรได้จัดตั้งรัฐบาลหรือไม่

ตามประเพณีทางการเมืองควรเป็นไปตามนั้น สำคัญที่สุดจะทำอย่างไรทำให้ทุกคนยอมรับและเคารพผลการเลือกตั้ง ประเพณีทางการเมืองในการจัดตั้งรัฐบาลมีรูปแบบอยู่แล้ว ยังไม่เห็นมีอะไรพลิกไปจากประเพณีตามปกติ

พรรคเพื่อไทยยังกลัวว่าจะมีการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหารอีก

ไม่ทราบ แต่มองว่าทุกคนอยากเห็นทุกฝ่ายช่วยกันจัดการเลือกตั้งให้เรียบร้อยเพื่อเป็นทางออกของบ้านเมือง เชื่อว่าหลังเลือกตั้ง บ้านเมืองจะดีขึ้น ความแตกแยกจะลดลง ทุกพรรคต้องคิดถึงสิ่งนี้ ต้องทำให้การเลือกตั้งยุติธรรม ทุกคนอยากเห็นประเทศชาติสงบ

มองคุณสมบัติของผู้ที่จะขึ้นมาเป็นผู้นำอย่างไร

ต้องมีความเข้าใจเศรษฐกิจ และยึดหลักในการสร้างความปรองดอง ใครฉายภาพได้ชัดเจนก็โดนใจประชาชน

ส่วนผมและแกนนำ 3 พี ยังติดบ้านเลขที่ 111 ตอนนี้เราทำได้แค่กำลังใจ แต่หลังเดือนพ.ค. 2555 เชื่อว่าการเมืองจะเปลี่ยนอีกครั้งหนึ่ง วันนี้ดูเหมือนมันมีขีดจำกัดในเรื่องตัวละครทางการเมืองที่ไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน

คนที่เคยเป็นส.ส. 4-5 สมัย เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง มีความเหมาะสมก็ไปอยู่ที่บ้านเลขที่ 111 หมด กลุ่มคนเหล่านี้จะเป็นอิสระเดือนพ.ค.2555 ตอนนั้นการเมืองจะเปลี่ยนอีกครั้ง แต่เป็นสิ่งที่ดีกับประเทศกับประชาชน



ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง

หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน


ทราบกันดีว่า นายกรัฐมนตรี เตรียมประกาศยุบสภาไม่เกินต้นเดือนพ.ค.นี้ ดังนั้น ส.ส. กรรมการบริหารพรรคจึงเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้สมควรร่วมมือกันทางการเมือง เพื่อนำพาประเทศสู่ความมั่นคง ความรัก ความสามัคคี เป็นพลังแก้ปัญหาทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ความแตกแยกทางสังคม ร่วมกันปกป้องรักษาสถาบันหลักอย่างชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์เอาไว้

ผมและคณะผู้บริหารของพรรค จึงได้หารือและประสานกับพรรครวมชาติพัฒนา โดยมีข้อตกลงจะร่วมมือกันทางการเมือง แต่ไม่ใช่การรวมพรรค แต่ยังต้องมีขั้นตอนบางส่วนอยู่ โดยเฉพาะการรอประกาศยุบสภา

ขั้นตอนในการร่วมมือกันของทั้ง 2 พรรคนั้น สมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดินที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งต่อไปจะลาออกจากสมาชิกพรรค จากนั้นจึงไปสมัครเป็นสมาชิกพรรครวมชาติพัฒนา

ส่วนการจัดอันดับปาร์ตี้ลิสต์อันดับหนึ่งเพื่อจะชูเป็นนายกฯ นั้น เมื่อหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวแล้วก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่จะต้องมีการพูดคุยกันอีก

แต่วันนี้ตกผลึกแล้วว่าจะมีคนออกมาร่วมงานกับพรรคใหม่ 99 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์ คือคนที่จะอยู่เพื่อรักษาชื่อของพรรคเพื่อแผ่นดินเอาไว้

สำหรับเป้าหมายส.ส.ในนามพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินนั้น ขึ้นอยู่กับประชาชนทั้งประเทศจะตัดสินและให้คำตอบได้

ก่อนหน้านี้พรรคชาติไทยพัฒนากับพรรคภูมิใจไทยก็เปิดตัวเป็นพันธมิตรทางการเมืองไปแล้ว เหมือนการเปิดตัวของพรรครวมชาติพัฒนากับเพื่อแผ่นดินหรือไม่

ไม่มีอะไรแตกต่าง เรามีอุดมการณ์เหมือนกัน

มั่นใจว่าจะยังคงมีการเลือกตั้งอยู่หรือไม่ เพราะกระแสการปฏิวัติมาแรงมาก

เราเป็นส.ส.ที่ต่อสู้มายาวนาน ยังมั่นใจว่าจะมีเวทีให้เราอยู่ เชื่อว่าเวทีประชาธิปไตยยังเป็นเวทีของประชาชน

ที่มา.ข่าวสดรายวัน
////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

นายอำเภอฉุนต่อยม็อบไล่อภิสิทธิ์ เทพเทือก



ที่จ.กาฬสินธุ์ กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (2) 4 ภาค จากพื้นที่ จ.สกลนคร กาฬสินธุ์ และ นครพนม กว่า 500 คน นำโดยนายบุญใส ก้อนดินจี่ แกนนำ เดินทางมาชุมนุมปิดถนนบริเวณสี่แยกอำเภอสมเด็จ จ.กาฬสินธุ์ เพื่อประท้วงและปราศรัยโจมตี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากไม่พอใจกรณีไม่จ่ายเงินชดเชยค่าประกอบอาชีพให้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่ตกค้าง

หุบปาก แล้วไปเลือกตั้ง - Vote No !!!

“หุบปาก แล้วไปเลือกตั้ง - Vote No” !!!
การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย (ที่แท้จริง)
แน่นอนที่สุด, ผู้คนต้องไปเลือกตั้งผู้แทน ที่เขาเห็นว่าดีที่สุด
ถึงแม้จะรู้ว่า ‘คนที่เขาเลือก จะไม่ได้รับเลือกตั้ง’ ก็ตาม !!!

แต่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย (แบบของปลอม)
ถ้าจะต้องเลือกใครสักคน ก็คงจะเลือกคนที่ให้คำมั่นสัญญาน้อยที่สุด เพื่อที่ว่า จะได้ผิดหวังน้อยที่สุด???
...

เกมส์เลือกตั้งระหว่างฝ่ายรัฐบาล กับฝ่ายค้าน จะเป็นไปอย่างไร – สุดท้ายจะก็ต้องมีผู้แพ้ และผู้ชนะ
แต่มีอีกฝ่ายหนึ่ง ที่เลือกเล่นเกมส์ที่มีแต่ได้ – ไม่มีเสีย, โดยไม่สนใจว่า ‘พันธมิตร’ พี่น้องเอ๋ยยย... จะจากหายไป ทีละคนสองคน

ยิ่งเชียร์ให้ Vote No มากเท่าไหร่ – จำนวนผู้ออกไปใช้สิทธิ์ในครั้งนี้โดยรวม ก็น่าจะเพิ่มมากขึ้น
เพราะหนึ่ง ; ออกไปเลือก Vote No ตามที่ พธม.ว่ามา, สอง ; ออกไปลงคะแนน ให้กับพรรคที่ตัวเองชอบ เพื่อสู้กับเสียง Vote No
เพราะกลัวว่า เสียง Vote No จะมาแย่งฐานคะแนนเสียงเก่าของตน – จนอาจทำให้แพ้พลิกล็อกก็ได้
เพราะคนที่กลัวเสียง Vote No ก็คือ “พวกที่เคยชนะ-หรือแพ้มาแบบสูสี”, เที่ยวนี้คงต้องเหนื่อยหนักยิ่งกว่าครั้งที่ผ่านมา

แต่เสียงชาวบ้าน “ที่ไม่เคยไปเลือกตั้ง” – “ทำอย่างไรพวกเขา ก็ไม่ไปใช้สิทธิ์” - - จะ Vote No หรือ No Vote ก็ไม่ต่างกัน

ส่วน ส.ส.เจ้าของพื้นที่ “ที่ไม่เคยแพ้” การเลือกตั้ง, งานนี้ก็คงไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร (เหมือนกับทุกครั้งทีผ่านมา)
เพราะเขาย่อมรู้ดีว่า เสียงที่เลือกพวกเขา มาจากคนกลุ่มไหน – ต้องจ่ายเท่าไร
และยังรู้ด้วยว่า “คนที่ไม่ออกไปเลือกตั้ง คือ คนกลุ่มไหน, เพราะเหตุอะไร” !!!
(พูดไปทำไมมี – พูดไปไม่ได้ประโยชน์อะไร หุบปากไว้ดีกว่า !!!)

เรื่องอื่นๆ ในบ้านเมืองนี้ ก็เช่นเดียวกัน

เรื่องปัญหาจราจร – คนที่รู้จริง ก็คือ ตำรวจจราจรในพื้นที่นั้นๆ
เรื่องทหารจะทำรัฐประหาร หรือไม่, คนที่รู้ดี ก็คือ ทหารที่กุมอำนาจอยู่ในขณะนั้น
เรื่องประชาธิปไตย, คนที่รู้ดี ก็คือ นักวิชาการที่ (มุดหัว-หุบปาก) อยู่ในสังคมนั้น

มันก็เป็นเช่นนี้แล, “หุบปาก แล้วไปเลือกตั้ง” !!!


โดย.Schopenhauer"
//////////////////////////////////////////////////////////

ประณามประเทศไทยใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชา

 องค์กรต่อต้านการใช้ระเบิดดาวกระจาย ประณามประเทศไทยว่าใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้ไทยและกัมพูชาเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย

http://asiapacific.anu.edu.au/newmandala/2011/04/06/thailand-accused-of-using-cluster-bombs-against-cambodia/
ระเบิดดาวกระจาย, ภาพจาก New Mandala

เมื่อวันที่ 6 เม.ย. ที่กรุงเจนีวา องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายเผยว่า จากการลงสำรวจพื้นที่สรุปได้ว่าประเทศไทยเคยใช้ระเบิดดาวกระจายตามแนวตะเข็บชายแดนกัมพูชาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2554 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ความขัดแย้งเรื่องเส้นเขตแดน ทั้งระบุด้วยว่า เจ้าหน้าที่ทางการไทยที่เข้าร่วมการประชุมกับองค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายก็ยืนยันว่ามีการใช้ระเบิดดากระจายจริง

องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายระบุว่านี่เป็นครั้งแรกที่มีการใช้ระเบิดดาวกระจายหลังจากที่มีสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา

องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายได้กล่าวประณามไทยที่ใช้ระเบิดดาวกระจายและเรียกร้องร้องให้ไทยและกัมพูชาให้คำมั่นว่าจะไม่มีการใช่ระเบิดชนิดนี้อีกในอนาคต และเข้าร่วมลงนามในสนธิสัญญาห้ามใช้ระเบิดดาวกระจาย”
“เป็นเรื่องน่าตกใจที่มีประเทศหนึ่งประเทศใดใช้ระเบิดดาวกระจายภายหลังจากที่มีสนธิสัญญาห้ามการใช้อาวุธชนิดนี้แล้ว” ลอร่า ชิสแมน ผู้อำนวยการองค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายกล่าว และว่า “ประเทศไทยเคยเป็นผู้นำในการต่อต้านการใช้ระเบิดสังหารบุคคล จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลที่ประเทศไทยจะใช้อาวุธที่สังหารและก่อความบาดเจ็บแก่บุคคลอย่างไม่เลือกหน้าเช่นนี้”

ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมานั้นทูตไทยประจำองค์การสหประชาชาติยืนยันว่ามีการใช้ระเบิดดาวกระจายแบบทวิประสงค์ ขนาด 155 มิลลิเมตร โดยให้เหตุผลว่าไทยใช้ระเบิดชนิดดังกล่าวในการ “ป้องกันตนเอง” โดยยึดหลัก “ความจำเป็น, ความได้สัดส่วน และเป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมทางการทหาร” และกล่าวหาว่าฝ่ายกัมพูชาใช้จรวดจำนวนมากโดยมุ่งประสงค์ต่อพลเรือนในพื้นที่ประเทศไทย

การสำรวจพื้นที่ขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจาย

ในเดือนกุมภาพันธ์และเดือนเมษายนปีนี้ สมาชิกขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายได้ลงสำรวจพื้นที่ซึ่งอาจมีการใช้ระเบิดดาวกระจายในกัมพูชาโดยรอบเขาพระวิหาร และพบระเบิดดาวกระจายทั้งที่ยังไม่มีการระเบิด และชิ้นส่วนที่เกิดจากการระเบิดของระเบิดชนิดนี้ องค์กร Norwegian People’s Aid ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในไทยยืนยันว่าพบระเบิดดาวกระจายชนิด M42, M46 และ M85
อัทเล คาร์เซ็น จากองค์กร Norwegian People’s Aid กล่าวว่า มีประชากรราว 5,000 คนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเสนเจย ในเขตกัมพูชาซึ่งต้องเสี่ยงต่อระเบิดเหล่านี้ และย้ำว่าไทยต้องให้ข้อมูลเพื่อช่วยในการเคลียร์พื้นที่เหล่านี้ให้ปลอดภัยสำหรับพลเรือนเพื่อให้พวกเขาได้กลับบ้าน

ซิสเตอร์เดนิส ค็อกแลน ผู้นำขององค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายซึ่งได้เข้ามาร่วมสำรวจพื้นที่กล่าวว่า “ระเบิดดาวกระจายได้คร่าชีวิตชาย 2 คน อีก 2 คนสูญเสียแขน และยังมีพลเรือนอีก 5 คนที่ได้รับบาดเจ็บ บริเวณนี้ต้องถูกเคลียร์พื้นที่อย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะมีมากขึ้น กัมพูชาจะต้องให้ความสนับสนุนเพื่อทำให้แน่ใจว่าพื้นที่นี้ปลอดภัยต่อพลเรือน”

องค์กรต่อต้านระเบิดดาวกระจายยังเรียกร้องให้ประเทศไทยให้ข้อมูลรายละเอียดซึ่งรวมถึงพื้นที่ทั้งหมดที่มีการใช้ระเบิดชนิดดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลเตือนภัยในระดับที่เพียงพอและเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการดำเนินการเก็บกู้ระเบิด

ทั้งนี้ ประเทศกัมพูชาและประเทศไทยไม่ได้ร่วมลงนามในสนธิสัญญาต่อต้านการใช้ระเบิดดาวกระจายซึ่งมีสมาชิกร่วมลงนามแล้ว 108 ประเทศ แต่ทั้งสองประเทศได้ร่วมในกระบวนการเจรจาที่กรุงออสโล และยังได้เข้าร่วมในการประชุมประเทศภาคีครั้งแรกซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศลาวเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ที่มา.ประชาไท
///////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

ไสม้า..ชิชะ ท้าเขาเหยง..เหยง!!

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ทำงานบ่เป็น...ดี๊ดีแต่ปากเก่ง??

จนปัญญา สิ้นความสามารถ เข็นผลงาน ออกมาโชว์ออฟ ให้ชาวบ้านได้เห็น

หวังใช้ “ภาพลวงตา” โดยประกาศท้า “ดีเบต” กับ “หัวหน้าพรรคเพื่อไทย”ทุกเช้าเย็น

แต่พอเจอคนจริง “สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” สส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ สายพันธมิตร ..ลุกขึ้นมาท้าสวน ให้ “อภิสิทธิ์”ลาจากเก้าอี้นายกฯ..ตนเองพร้อมลาออกจาก สส...ปรากฏว่าที่ท้าเขาไปทั้งแผ่นดิน ศรีษะหด!!!

ใจกล้าดีแต่ท้าพรรคเพื่อไทย...พอถูกลูกพรรคท้าทาย?..กลับสวมหัวใจมด??

++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

ตามล้างตามเช็ด!!!

เรื่องนี้ “พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ” สส.นครราชสีมา ประธานกรรมาธิการการทหาร..ประกาศก้อง ตามแกะรอย ให้รู้ความจริงกันอย่างเบ็ดเสร็จ??

ฝ่ายทหาร?..เบิกกระสุน “สไนเปอร์” ๒พันกว่านัด..ช่วงสลายทำลาย “ม๊อบแดง”.. จนคนตาย ๙๑ศพ เจ็บอีกเป็นเบือ

แต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” รองนายกฯ..แย้มโอษฐ์ ทหารใช้กระสุนยางยิง?..ใครจะเชื่อ

ดังนั้น,เมื่อความจริงยังไม่แตกโพละ “พ.ต.ท.สมชาย” ก็ไม่รามือ ต้องลากคนสั่งการ มาลงโทษอย่างจั๋งหนับ!!!

“พ.ต.ท.สมชาย”จึงขอเตือน...ใครจะกลบเกลื่อน?..ทั้งที่มือเปื้อนเลือด คงไม่ได้ดอกครับ

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

มาแรง “เบรก”ไม่หยุด!!

ถือเป็น “คนกลาง” ที่รับได้ ..สำหรับ “ท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล” เลขามูลนิธิชัยพัฒนา ที่กล่าวกันว่า เป็นสุภาพบุรุษ??

หากการเมืองเกิดสุญญากาศ ไม่มีเลือกตั้ง

จับตา “ท่านสุเมธ” จะเป็นอัศวินม้าขาว เข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรีคนกลาง”

โดย “ดร.สุเมธ” เข้าได้ทุกสี.. “ฝ่ายทหาร” ก็เปิดแขนอ้ารับ เพื่อพาชาติให้พ้นวิกฤติ!!

บัญชีนายกฯคนต่อไป... “มาร์ค”เป็นคนล้มละลาย?..ชื่อหดหาย เริ่มไม่เข้ารอบสักนิด??

+++++++++++++++++++++++++++++++++++

เหมือนอยู่ระหว่าง “เขากระทิง”!!!

“พิษณุโลก””” เขตเลือกตั้ง ของ “เสี่ยไก่” จุติ ไกรฤกษ์” รมว.ไอซีที เป็นที่ต้องแย่งชิง??

“ไก่” จุติ ไกรฤกษ์ ไม่กล้าปล่อยมือ..โอกาสสอบตกจาก สส. มีอยู่ทุกเมื่อ

ยิ่งตอนนี้ “ประชาธิปัตย์” ของ “นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” สร้างผลงานมีแต่คนเบื่อ

ทำให้ “รัฐมนตรีไก่” ต้องเร่งลงพ้นที่ทุกวันเสาร์ วันอาทิตย์ มิได้ขาด เชียวแล!!!

ขนาดลงไปพบชาวบ้าน....เสียงที่เขาลือลั่น?...เลือกตั้งนั้น “รัฐมนตรีไก่”มีลางแพ้??

+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

เป็น “จอมประท้วง”ที่รกสภา..รกโลก??

ดีแต่ลุกขึ้นประท้วง.. ผลงาน ของ “บุญยอด สุขถิ่นไทย” สส.ประชาธิปัตย์ ราคาสายตาชาวบ้าน จึงต๊ก..ตก??

ด้วยคุณภาพเป็นคนน้ำใหม่ ..น่าจะเป็น “ดาวสภา” นักอภิปรายตัวยงที่ดี

รับบท “ไม้ประดับ” ลุกประท้วงยันเต้ จึงมีแต่เสียงยี้

พอถึงสมัยเลือกตั้ง “สส.บุญยอด” จะลงเลือกตั้งที่เขตหลักสี่ คนจนพากันเมินเสร็จสรรพ

ยิ่ง “สมชาย ไพบูลย์” นปช.รุ่น๒ผู้ใจเย็น..เขาประกาศจองเวร?..ตามเล่นถึงสนามเลือกตั้ง เชียวนะครับ????

ที่มา.ตอดนิดตอดหน่อยการบูร,บางกอกทูเดย์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////

ล้วงลึก"สาวนักสืบ"ปราบกิ๊ก-ล่าเมียน้อย ทึ่ง!ราชการหญิงใกล้เกษียณ ซุก"ชู้หนุ่ม" ไว้เลี้ยงดูเพียบ!

ภายหลังจากที่สำนักข่าวเอเอฟพี  ได้อ้างข้อมูลชายไทยนิยมมีภรรยาน้อยมากขึ้นและไม่ได้มีเพียงแค่เพียงคนเดียว แต่กลับมีภรรยาน้อย หรือกิ๊กมากถึง 2-3 คน ในคราวเดียวกัน ซึ่งได้จากการสัมภาษณ์ อำนวยพร มณีวรรณ์ นักสืบเอกชนหญิงชาวไทย มาเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2554 นั้น

 ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์เพิ่มเติมจากนักสืบคดีชู้ชื่อดังรายนี้ เจ้าของฉายา"สายสืบปราบกิ๊ก" ถึงกรณีดังกล่าว โดยเธอระบุว่า  ที่มาในการตามสืบเรื่องการมีภรรยาน้อย  ชู้ หรือ กิ๊ก หรือส่งเสียเลี้ยงดู ไม่เป็นเรื่องเป็นราว ก็แล้วแต่   เริ่มมาจากเมื่อประมาณ 15 ปีที่แล้ว ซึ่งมีคนมาจ้างให้เธอตามสืบสามีที่ต้องสงสัยว่าไปมีภรรยาน้อย เพื่อที่ลูกค้ารายนั้นจะได้นำหลักฐานไปฟ้องหย่า จากนั้นมาเมื่อประสบผลสำเร็จ ก็มีการบอกต่อกันมาเรื่อยๆ ซึ่งต้องบอกว่า ปัจจุบัน คนที่แต่งงาน หรือไม่ได้แต่งงานกัน ต่างนอกใจคู่รั
 ของตัวเองไปมีเมียน้อย มีชู้ มีกิ๊ก กันเยอะมากๆ

ไม่เฉพาะแต่หญิงมาจ้างให้สืบฝ่ายชาย แต่ฝ่ายชายก็มีมาจ้างให้ติดตามพฤติกรรมของฝ่ายหญิงด้วย  เรียกว่า ทั้งหญิงสืบชาย ชายสืบหญิง มีอัตราส่วนพอๆ กันแล้วเดี๋ยวนี้ หรือแม้กระทั่งบุคคลเพศที่ 3 ก็มาใช้บริการสืบจากตนเช่นกัน   มีทุกเพศทุกวัยจริงๆ  ในทุกวงการก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ฝ่ายค้าน  ส.ส.  ส.ว.    นักการเมือง ข้าราชการ ครู  ทหาร ตำรวจ แพทย์   ดารา นักร้อง  นักธุรกิจ  ไฮโซ  พนักงานบริษัท ฯลฯ ซึ่งบุคคลเหล่านี้อยู่ในวัยคนทำงานที่มีอายุ 20 ปี ขึ้นไป ฐานะปานกลางขึ้นไปจนถึงสังคมชั้นสูง แต่ถ้าอายุต่ำกว่า 20 ปี ซึ่งเป็นนักเรียน นักศึกษา ตนจะไม่รับเลย เพราะค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูงมาก ปัจจุบันมีผู้มาใช้บริการเยอะจนล้น ตนก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่าคนจะมีปัญหากันมากขนาดนี้

อำนวยพร หรือพี่กุ้ง เผยว่า จากประสบการณ์ในการตามสืบกิ๊ก ควานหาชู้ของเธอ พบว่า ในส่วนของคนที่เป็นข้าราชการจะนอกใจคู่สมรสของตัวเองเยอะมากๆ (น้ำเสียงเน้นย้ำ)  ส่วนใหญ่ชู้หรือกิ๊กก็จะอยู่ในหน่วยงานเดียวกัน   หากเป็นข้าราชการฝ่ายชายก็จะนิยมมีเมียน้อย มีกิ๊กที่เป็นหญิงสาววัยอ่อนกว่ามาก   ที่น่าสนใจคือ ข้าราชการหญิงที่มาอายุในวัยใกล้เกษียณ ก็มักคบผู้ชายเด็กกว่า ซุกซ่อนในสำนักงาน  คอยส่งเสียเลี้ยงดู ให้เงินทุกอย่าง กลับบ้านดึกๆ ออกนอกบ้านไปงานนู้น งานนี้ตลอด   เมื่อเป็นเช่นนี้สามีของเขาก็เกิดความหวาดระแวงให้ตามสืบ เรียกว่า ต่างคนต่างสงสัย พอๆกัน ก้าวออกจากบ้านไป ก็ไว้ใจใครกันไม่ได้เลย



วิธีการ "สืบ" ของพี่อำนวยพรนั้น เธอเผยว่า  ทำกันเป็นทีมงานมีหลายคน ตามสืบหลายเรื่อง   หลากรูปแบบ ซึ่งตัวหลักก็จะเป็นตัวเธอเอง  เริ่มต้นมาจากที่มีผู้มาใช้บริการที่มีปัญหาในความสัมพันธ์โทรมาคุยก่อน  หรือเข้ามาหาที่สำนักงานเลย เมื่อคุยตกลงแล้ว เขาก็จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับตัวของคู่รักเขาเองว่า เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำงานที่ไหน ไปที่ใดบ่อย ตารางเวลาในการไปนู่นมานี่เป็นอย่างไร บอกเล่ารูปพรรณสัณฐาน เอารูปมาให้ดู เป็นต้น ที่สำคัญต้องดูว่า เขามีเรื่องตบตี หรือตามสืบกันมาเองก่อนหน้านี้หรือเปล่า   จากนั้นทางเราก็จะมีการวางแผนก่อน ว่าจะเริ่มตาม เริ่มสืบจากตรงไหน ก็จะจัดคนให้เหมาะกับการตามสืบในเรื่องนั้นๆ ว่าทีมงานคนนั้น คนนี้ ถนัดในรูปแบบไหน ซึ่งบางครั้งมันต้องมีการปลอมตัว มีอุปกรณ์ในการสืบหลากหลายไป ที่ขาดไม่ได้คือ กล้องถ่ายภาพ ทั้งภาพนิ่ง หรือวิดีโอ จีพีเอส   ต้องเลือกให้ต่างกันไปตามสถานการณ์ กล้องอาจจะเป็นกล้องตัวเล็ก กล้องรูเข็ม กล้องปากกา เครื่องอัด เครื่องดักฟัง

 การตามสืบนั้นต้องมีการเตรียมพร้อม  เอาอุปกรณ์ไว้ตรงไหน เป้าหมายพิกัดที่ใด ต้องรู้เหตุการณ์ปัจจุบัน มีปฏิภาณ ไหวพริบ รู้จักเอาตัวรอด มีความพริ้วไหว คล่องแคล่ว   ขาดไม่ได้คือ ต้อง นิ่ง มีสติ ไม่วู่วาม หรือตื่นตระหนก ซึ่งทีมงานของเราก่อนเข้ามาทำตรงนี้ก็จะต้องได้รับการฝึกมาอย่างดี ถึงจะลงพื้นที่ปฏิบัติการตามสืบ 



 หลักฐานเท่าไหร่ ถึงจะเพียงพอประกอบได้ว่า บุคคลนั้นๆ มีชู้ มีกิ๊ก ซุกเมียน้อย ?

 นักสืบสาวในวัย 42 ปี บอกว่า ก็ติดตามดูจากพฤติกรรมการแสดงออกกับคนที่เป้าหมายอยู่ด้วยนั่นล่ะ ถ้ามีการจับมือ ถือแขน กอดจูบ ลูบคลำ ไปกินข้าว ดูหนัง แสดงออกทางกายในลักษณะที่ไม่น่าจะใช่เพื่อนหรือคนรู้จักกันธรรมดาแน่ๆ  เราก็ใช้อุปกรณ์ที่มีอยู่บันทึกเป็นหลักฐานเอาไว้ แต่ในกรณีถ้าเขาไปด้วยกัน เรื่องการจดจำทะเบียนรถ หรือลู่ทางในการติดตาม ไปยังบ้าน คอนโด โรงแรม ก็ต้องวางแผนให้ดี แต่คงไม่ต้องถึงขนาดไปเจาะผนังเพื่อส่องดูว่าเขาทำอะไรกันหรอกนะ (หัวเราะ)

ใช่ว่า แต่เพียงคนไทยในแดนสยามทั้งกรุงเทพฯ-ต่างจังหวัดเท่านั้นที่มาจ้าง พี่อำนวยพรให้สืบหาชู้ หากิ๊ก แต่ คนไทยในเมืองนอกก็มีจำนวนไม่น้อยที่ออนไลน์ สายตรงมาให้สืบหาความจริงเช่นกัน   นอกจากนี้ ยังมีคนต่างชาติมาใช้บริการไม่ได้หยุดหย่อน ซึ่งบางครั้งพี่อำนวยพรเองก็ต้องบินไปสืบถึงเมืองนอก เรียกว่า แอดวานซ์ทั้งในและนอกประเทศ นอกจากนี้ เธอยังเป็นเจ้าของคอลัมน์ "คุยกับนักสืบ"  ในเว็บไซต์ http://www.decha.com/ ซึ่งเป็นของสำนักงานของเธอเอง ที่เปิดให้บุคคลมาพูดคุย ปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาชีวิตคู่อันหลากหลายอีกด้วย



"จริงๆ งานแบบนี้ตื่นเต้น และสนุกมากนะ  โดยเฉพาะกับเคสที่ลูกค้าให้มาแต่รูปถ่ายสามี ที่เป็นภาพเมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว คือมันลุ้น เวลาเราไปตามหาเป้าหมาย  ซึ่งเป็นบุคคลที่เราไม่เคยเห็นหน้า ต้องสังเกตรูปพรรณ สัณฐาน ลักษณะเฉพาะบุคคลนั้นๆให้ได้ จากรูปถ่ายเก่าๆ ซึ่งบางครั้งข้อมูลที่ลูกค้าให้มาก็ไม่ตรงกับความเป็นจริงซักทีเดียว เราก็ต้องพยายามตามสืบจนหาเป้าหมายและการดำเนินชีวิตของเขาให้ได้  ต้องสังเกตหมด ทั้งรูปหน้า ใบหน้า ทรงผม  บุคคลิก การแต่งตัว ยิ่งชาวต่างชาตินี่ยากเลย เพราะหน้าตาคล้ายๆ กันไปหมด แต่เราต้องสืบหาให้ได้ และเราก็จะลุ้นระทึกไปตลอด คนนั้นใช่มั้ย คนนี้ใช่มั้ย "

เห็นการตามสืบอย่างเข้มข้น เอาจริงเอาจังขนาดนี้ หลายคนคงอยากทราบว่า ค่าใช้จ่ายในการ สืบชู้ ล่ากิ๊ก นี้ ค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ พี่กุ้งบอกว่า  ถ้าให้ตามสืบ ในระยะเวลา 7 วัน สนนราคาอยู่ที่ 3-4 หมื่นบาท หรือเฉลี่ยวันละ 5,000 บาท อันนี้เป็นกรณีการสืบติดตามพฤติกรรมแบบธรรมดาทั่วไป  ไม่ได้หวือหวามาก แต่ถ้าเป็นการสืบแบบที่ซับซ้อนมาก เนื่องจากเป้าหมายเป็นพวกที่ไม่ธรรมดา  มีชื่อเสียง มีอิทธิพล มีคนคุ้มกัน เข้าถึงตัวได้ยาก  ต้องมีการเตรียมการมาอย่างดี ใช้กำลังคนมาก ก็จะตกอยู่ที่ ราคา 3-4 หมื่นบาท ต่อวัน คือสาเหตุที่ต้องราคาสูงขนาดนี้ในการตามสืบ ก็เพราะอาชีพนี้เป็นอาชีพที่เสี่ยงมากๆ  ไม่ค่อยมีคนทำกัน ทุกอย่างต้องเป็นไปด้วยความแยบยล ต้องไม่ทำให้ใครสงสัย จับได้ ไม่งั้นทุกอย่างจบ

"เราไม่ทำตัวว่ารู้มาก ให้ข้อมูลมาแค่ไหน ก็แค่นั้น บางคนที่ให้สืบสามี หรือภรรยา เขาไม่ได้มาคุยด้วยตัวเองตรงๆ  ใช้ให้คนอื่นมาคุยแทนก่อน  ซึ่งเขาอาจอายด้วยชื่อเสียง หน้าตาทางสังคม แต่พอต้องติดต่อกันมากขึ้น เขาก็กล้าที่จะเปิดเผยตัวตน จรรยาบรรณของเราก็ไม่นำความลับของลูกค้าไปเปิดเผยอยู่แล้ว และไม่คิดจะไปละลาบละล้วงเรื่องอะไรของเขาด้วย การทำอาชีพนักสืบ ไม่เพียงแต่จะสืบสิ่งที่เขาอยากรู้เพียงเท่านั้นนะ หลายๆครั้งเรายังต้องเป็นที่ปรึกษา  คอยแก้ไขปัญหา เป็นศิราณีให้เขาอีกด้วย(หัวเราะ) บางคนก็โทรมาหา ปรึกษาเหมือนเป็นการระบายความอัดอั้นในปัญหาชีวิตให้เราฟังมากกว่า บางครั้งไม่ได้พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ"

 "สืบทุกเรื่องที่คุณอยากรู้" สโลกแกนที่ พี่อำนวยพรตั้งไว้ เธอบอกว่า การสืบหากิ๊ก ไล่ล่าชู้นั้น เป็นการคลายเรื่องค้างคา ความสงสงสัยของคนที่อยากรู้ในสิ่งที่ไม่รู้ เรื่องที่หาทางออก หรือลงมือด้วยตัวเองในการล่าหาความจริงไม่ได้ เขาจึงไว้วางใจนักสืบ ซึ่งก็มีหลายคนถามว่า การทำแบบนี้ จะทำให้คู่รัก ครอบครัวเขาแตกแยกหรือเปล่า แต่เมื่อตนมาเทียบกับกระแสตอบรับที่มีคนมาใช้บริการแล้วประสบความสำเร็จ ก็รู้ว่า การทำแบบนี้แท้จริงแล้วเป็นการช่วยเหลือคนมากกว่า  ซึ่งการที่ตนตั้งสำนักงานตามสืบพวกชู้ พวกกิ๊ก เมียน้อยทั้งหลายแหล่แทนที่จะลดลง แต่เปล่าเลย พบว่า ปัจจุบันคนนอกใจคู่ของตนเองกลับเพิ่มมากขึ้นในปริมาณมาก

"ไม่รู้ว่า เป็นเพราะโลกมันจะวิบัติ โลกจะแตกหรือเปล่านะ คน 2 คนคุยกันไม่รู้เรื่อง   ความซื่อสัตย์ต่อคนรักก็ลดน้อยลง บางครั้งคู่รักที่มีปัญหากันมันก็มาจากหลายๆ สาเหตุ เราไม่รู้ว่า เขามีปัญหาอะไรกัน  อีกอย่างการออกไปทำงานนอกบ้าน  ได้พบปะผู้คน เจอสังคมใหม่ๆ ความใกล้ชิด สนิทสนม ก็อาจทำให้จิตใจของคนเปลี่ยนแปลง พลั้งเผลอไปได้  บางคู่ไม่เข้าใจกัน ก็ไปหาคนอื่นที่คุยแล้วเข้าใจกันมากกว่า หาเพื่อนคุยแก้เหงา มันก็พัฒนาความสัมพันธ์ไปในเชิงชู้สาวตามมา ทั้งที่มีครอบครัวอยู่แล้ว "

มากน้อยเพียงใดที่ว่า ผู้ชายไทยเจ้าชู้ที่สุด

พี่กุ้งระบุว่า จริงๆแล้ว ทุกคนก็มีความเจ้าชู้กันหมด  กระจายไปทั่วโลกอยู่ที่ว่าใครจะแสดงออกมากน้อยแค่ไหน ไม่เฉพาะแค่ผู้ชายไทย ชาติอื่นๆ ก็เจ้าชู้เหมือนกันหมด ผู้หญิงก็เจ้าชู้ บางคนมีสามีเป็นตัวเป็นตน ก็มาจ้างให้สืบว่า กิ๊ก มีคนอื่นหรือเปล่าด้วยซ้ำ เป็นสืบซ้อนสืบ ผู้ชายมีอายุบางคน ประมาณ 80 ปี ก็มาจ้างให้สืบว่า บรรดากิ๊ก คบชายอื่นไหม เกิดความหึงหวงกันขึ้นมา ขณะที่ ผุ้หญิงอายุมากๆ 60 ปีขึ้นไป ก็มาจ้างให้สืบสามีตัวเอง ไปซุกอีหนูไว้ที่ไหนบ้าง เนื่องจากหวงสมบัติ จะเห็นได้ว่า พอคนเริ่มมีอายุ เริ่มแก่ จุดประสงค์ในการจ้างให้สืบมันต่างกันไป ก็แล้วแต่ความคิด ความต้องการของแต่ละคน 

"มาตรฐานจิตใจมันต่ำลงนะ ไม่ว่าจะศีลธรรม จริยธรรม  รวมถึงข้อกฎหมาย มันพูดยากเพราะปัญหาแต่ละคนไม่เหมือนกัน การที่เรานอกใจคู่ของตัวเอง มันก็โทษไม่ได้ทั้งหมดว่าใครผิด ใครถูก เราไม่ได้อยู่กับเขา เราไม่รู้ปัญหา  บางครั้ง เราก็อาจลืมมองตัวเองว่าเป็นอย่างไร ทำไมเขาถึงไม่รักเรา เขาถึงเปลี่ยนไป หรือเราเปลี่ยนไปหาคนอื่น เพราะทุกคนก็มองอยู่ที่แค่ตัวเอง ปัญหามันเลยเกิดไม่หยุดไม่หย่อน"

เห็นเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตามชู้  ปราบกิ๊ก เปิดโปงเมียน้อยแบบนี้แล้ว เมื่อถามถึงชีวิตคู่ของพี่อำนวยพรบ้าง ว่าเป็นอย่างไร เธอบอก "โสด"   ไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้คบใคร  อาจเป็นด้วยว่า  พอมีคนมาเล่า มาปรึกษา มาให้ตามสืบเรื่องนู้น เรื่องนี้ รู้ปัญหาของคนอื่นไปเสียทุกเรื่องว่าเป็นอย่างไร  รู้มากไป มองคนได้ทะลุ ทำให้เธอเกิดความกลัวที่จะตกลงปลงใจฝากชีวิตไว้กับใครสักคนหนึ่ง



ปิดท้ายที่ว่า ทำงานแบบนี้ มีลูกค้ามาจีบบ้างไหม  อำนวยพรรับว่า มีเยอะแยะ บางคนถึงกับบอกว่า ไม่ต้องสืบให้แล้ว  เดี๋ยวเขาจะมาจีบเอง ซึ่งเธอก็ได้ปฏิเสธไปหลายราย ด้วยการทำงานตรงนี้ต้องระวังตัว และวางตัวดีเป็นพิเศษ เธอจะไม่ให้ความหวังใคร ไม่ได้ปิดโอกาสตัวเอง แต่ถ้าไม่ใช่ก็คือไม่ใช่

"อยู่แบบนี้ไปดีที่สุด สบายใจกว่า ไม่ต้องมานั่งทุกข์ คิดมากกับใคร บางคนทำดีกับเรามากๆ ต่อหน้า แต่ลับหลังไม่ใช่ เหมือนใส่หน้ากากเข้าหากัน ชีวิตจริง มันไม่มีเจ้าหญิง ไม่มีเจ้าชายที่เพอร์เฟค เป็นไปตามที่เราวาดฝันไว้ว่าจะรักกันไปตลอดกาลนานได้หรอก  เราต้องรักตัวเอง มองเห็นคุณค่าของตัวเองให้มากๆ และนั่น จะเป็นชีวิตที่มีความสุขที่สุด" 

ด้วยเหตุฉะนี้ ท่าทางคงจะเป็นเรื่องจริงที่ นักสืบสาว อำนวยพร กล่าวกับเอเอฟพีว่า "คนที่สามารถเชื่อถือได้คือคนที่ตายแล้วเท่านั้น ถ้ายังมีชีวิต มีลมหายใจอยู่ อย่าได้ไปเชื่อพวกเขาเป็นอันขาด"

ที่มา.มติชนออนไลน์
/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////